'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ ป่วยเป็นไข้ใจ ใครช่วยรักที (Finding Audrey) / Sophie Kinsella เขียน มณฑารัตน์ ทรงเผ่า แปล ~





ป่วยเป็นไข้ใจ ใครช่วยรักที (Finding Audrey)
ผู้เขียน : Sophie Kinsella/ ผู้แปล: มณฑารัตน์ ทรงเผ่า
แพรวสำนักพิมพ์ (ม.ค. 59)
292 หน้า ราคา 229 บาท

เรื่องย่อ ๆ (จากปกหลัง)


เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนทำให้ ออเดรย์ เทอร์เนอร์
กลายเป็นคนประหลาด เพราะเธอออกจากบ้านไปไหนไม่ได้
และต้องสวมแว่นกันแดดตลอดเวลา เธอเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องมืดๆ ของเธอ
ไม่กล้ามองหน้าหรือพูดคุยกับใครนอกจากคนในครอบครัว

แต่แล้ว ไลนัส เพื่อนพี่ชายเธอก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ
ด้วยรอยยิ้มแบบส้มหั่นเสี้ยวของเขา เขาช่วยผลักดันให้เธอ
กล้าที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ และเธอก็รู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่มีเขาอยู่ด้วย
ท่ามกลางความวุ่นวายชวนหัวของครอบครัวเทอร์เนอร์
ออเดรย์จะยอมถอดแว่นกันแดดเพื่อมองดูโลกสดใสใบนี้อีกครั้งไหม
แล้วรอยยิ้มแบบส้มหั่นเสี้ยวของไลนัสจะมาเขย่าหัวใจเธอขนาดไหน
มาร่วมลุ้นไปกับเธอกันเถอะ






หลังอ่าน...
ปกติเป็นแฟนโซฟี คินเซลล่าอยู่แล้วกับชุดสาวนักช้อปฯของเธอ
พอเห็นเล่มนี้...สะดุดตาที่สีสันและภาพปก สะดุดใจกับชื่อเรื่อง รวมถึงเรื่องย่อจากปกหลัง
รู้สึกได้ว่าเป็นนิยายที่น่าจะฉีกไปจากแนวปกติของนักเขียน...ดึงดูดความสนใจให้หยิบมาอ่าน

เรื่องนี้ถือเป็นวรรณกรรมสำหรับเด็กวัยก่อนโต (young adult)เล่มแรกของโซฟีค่ะ
ซ้ำเป็นแนวจิต ๆ หน่อย ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปใหญ่

เรื่องย่อ ๆ ก็เป็นไปตามปกหลังนั่นเลยค่ะ
เรื่องเล่าผ่านบทบันทึกของออเดรย์ เด็กหญิงวัย 14 ที่มีปัญหาทางจิต
เนื่องมาจากเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน จนเธอต้องหยุดเรียน
และเข้ารับการบำบัดจากจิตแพทย์
เธอกลายเป็นโรคหวาดกลัวสังคม ไม่กล้าพูดคุยหรือกระทั่งสบตากับผู้คน
เธอจึงต้องสวมแว่นกันแดดตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่อยู่ในบ้าน
มีคนเพียงคนเดียวที่เธอจะกล้าถอดแว่นออกขณะที่อยู่ต่อหน้าเขา
นั่นก็คือเฟลิกซ์ น้องชายวัยสี่ขวบของเธอ...





เธอเริ่มเรื่องของเธอด้วยการให้ภาพคร่าวๆ ของสภาพครอบครัวของเธอ...
ที่มี...แม่วัย 38 ปี ผู้ที่เชื่อทุกอย่างที่มีในหนังสือพิมพ์เดลิเมล
ตั้งแต่สูตรอาหารที่ดีต่อสุขภาพ(แต่ไม่อร่อยเลย) ไปจนถึงบทวิเคราะห์พฤติกรรมวัยรุ่น
แม่ต้องลาออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เมื่อออเดรย์ต้องรับการบำบัด
ทางจิตเวชและเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน

เธอมีพ่อผู้หล่อเหลา และดูภายนอกเหมือนจะมีมาดผู้นำที่ดี
แต่เมื่ออยู่ในบ้าน พ่อยกให้แม่เป็นจ่าฝูงเสมอ......

เธอมีพี่ชายวัยรุ่น แฟรงก์ ผู้หลงใหลการเล่นเกมและใฝ่ฝันจะเป็นเกมเมอร์ที่สามารถทำเงินได้จากการเล่นเกม
(แต่แม่ไม่เห็นด้วย เพราะแม่มองว่าแฟรงก์ติดเกม ตามที่ระบุไว้ในหนังสือพิมพ์เดลิเมล)
และเฟลิกซ์ น้องชายคนเล็กที่เหมือนตุ๊กตาหมีพูดได้เดินได้ตัวนุ่มน่ากอด...
แถมมีใบหน้าใสซื่อและมีความหวังอยู่เสมอ

และสุดท้าย...คนสำคัญอีกคนหนึ่งที่จะเว้นไม่พูดถึงไม่ได้โดยเด็ดขาด
แม้ไม่ใช่คนในครอบครัว หากเขาก็มีบทบาทสำคัญในความเปลี่ยนแปลง
และพัฒนาการของออเดรย์ นั่นก็คือไลนัส
ไลนัสเป็นเพื่อนร่วมทีมเกมของแฟรงก์
เขาเป็นเด็กหนุ่มที่อบอุ่น อ่อนโยนและมีความเข้าอกเข้าใจให้กับออเดรย์เต็มที่
เขาเป็นคนนอกครอบครัวคนแรกที่ออเดรย์ยอมมีปฏิสัมพันธ์ด้วย
เบื้องแรก เริ่มจากการสื่อสารผ่านข้อความโดยมีหนูน้อยเฟลิกซ์เป็นประหนึ่งนายไปรษณีย์
คอยวิ่งเอากระดาษข้อความไปส่งให้ทั้งสองฝ่ายด้วยท่าทางสนุกสนานร่าเริงเกินขีด
จากนั้นก็ค่อย ๆ ขยับขั้นมาเป็นนั่งพูดคุยกันในห้องมืด ๆ โดยไม่มองหน้า ไม่สบตากัน...
แล้วเขาก็เป็นคนทีค่อย ๆ จับจูงออเดรย์ให้ก้าวออกมาจากมุมมืดของตัวเองในที่สุด...





เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อแม่จับได้ว่าแฟรงก์ลุกขึ้นมาเล่นเกมตอนตีสองทุกคืน
ในช่วงที่เขาถูกทำโทษ"งดคอมพิวเตอร์"เป็นเวลา 10 วัน
แม่โกรธมากและทุ่มคอมพิวเตอร์ราคา 700 กว่าปอนด์ของแฟรงก์
โยนลงจากหน้าต่างชั้นสองของบ้าน!!!

แค่นี้ก็คงพอมองเห็นภาพความอลหม่านของครอบครัวเทอร์เนอร์
แต่ท่ามกลางความอลเวงอลวนนั้น มันแฝงไว้ด้วยความรัก ความห่วงใย
สายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง วิธีตั้งรับและเผชิญกับปัญหาร่วมกันของคนในครอบครัว

ด้วยวิธีเล่าเรื่องที่ดึงดูดและโดดเด่น เต็มไปด้วยสาระที่ว่าด้วยปัญหาทางจิตในวัยรุ่น
ทั้งยังแฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันอันเปี่ยมเสน่ห์ตามสไตล์ของโซฟี คินเซลล่า
นอกเหนือจากการดำเนินเรื่องผ่านบทบันทึกของออเดรย์แล้ว
บางช่วงยังสลับด้วยบทบรรยายผ่านกล้องวิดิโอตามหลักการบำบัด
ที่ออเดรย์ได้รับมาจากจิตแพทย์ประจำตัวของเธอ...



อ่านแล้วค่อนข้างชอบมากเลยแหละค่ะ ชอบเรื่องราวที่สมจริง
บทสนทนาและสำนวนการเล่าเรื่องที่มีชีวิตชีวา
โดยเฉพาะเรื่องของวัยรุ่นกับปัญหาช่องว่างระหว่างวัย
ที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและซับซ้อนเอาการทีเดียว..

มีอยู่ตอนหนึ่ง ออเดรย์จับได้ว่าแม่ของเธออ่านหนังสือชื่อ
"วิธีเจรจากับลูกที่เป็นวัยรุ่น"
เธอรู้สึกสงสารคนเป็นแม่มาก ๆ เธอย้ำซ้ำ ๆ ถึงสามครั้งในหน้าเดียวว่า
หนังสือเล่มนั้นราคาสิบสองปอนด์เก้าสิบห้าเพนนี ..
.ซึ่งเธอคิดว่าเป็นเงินจำนวนมากเกินไป
ที่แม่เธอไม่ควรจะต้องเสีย แลกกับหนังสือที่เธอเห็นว่า...ห่วย!
เมื่อเธอบอกกับแฟรงก์ เขาหัวเราะ และบอกว่า..
."สิบสองปอนด์เก้าสิบห้าเพนนี! ผมเขียนหนังสือเล่มนั้นด้วยประโยคเดียวได้เลย
เนื้อหาก็จะเป็น 'เลิกทำเหมือนลูกวัยรุ่นไม่มีสมองสักที'"

สำนวนการแปลลื่นไหลอ่านไม่สะดุดค่ะ หนังสือเล่มไม่หนาไม่บาง
อ่านได้เพลิน ๆ รวดเดียวจบ...

มาร่วมลุ้นกันค่ะว่าสุดท้ายแล้ว ออเดรย์จะสามารถก้าวข้ามปัญหาอันเป็น"ไข้ใจ"ของเธอได้หรือไม่และอย่างไร
และแฟรงก์จะสามารถโน้มน้าวใจผู้เป็นแม่ให้ยอมรับและเชื่อว่า ถึงเขาจะหลงใหลในเกม
แต่นั่นเป็นเพียงแง่มุมเดียวในชีวิตวัยรุ่นของเขา ในแง่มุมอื่น ๆ
เขาก็มีชีวิตที่เป็นปกติเช่นเดียวกับวัยรุ่นอื่นทั่วไปได้หรือไม่...

ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ











 

Create Date : 29 สิงหาคม 2559    
Last Update : 29 สิงหาคม 2559 11:16:40 น.
Counter : 1356 Pageviews.  

~สาวน้อยจากกระดาษ (La Fille de Papier) โดย กีโยม มุสโซ ~





สาวน้อยจากกระดาษ (La Fille de Papier)
กีโยม มุสโซ/เขียน , ชลธิชา โบดาร์ต/แปล
แพรวสำนักพิมพ์/พิมพ์(ก.ค. 55)
365 หน้า ราคา 265 บาท


เรื่องย่อ ๆ จากปกหลัง


ชีวิตของคนเรานั้น เมื่อสูงสุดก็เหมือนฟ้า ต่ำสุดก็เหมือนเหว

คงไม่มีใครยืนยันคำนี้ได้ดีไปกว่า ทอม บอยด์ นักเขียนผู้มีอดีตอันรุ่งโรจน์
นิยายสองเล่มแรกจากชุด ไตรภาคแห่งทวยเทพ
ที่เขาเป็นผู้เขียนนั้นประสบความสำเร็จสูงสุด
แต่ช่วงเวลาก่อนจะเขียนเล่มสุดท้าย ชีวิตของเขาก็พลิกผัน เพราะผู้หญิงคนเดียว


ทอม บอยด์ต้องเลิกรากับโอรอร์ นักเปียโนสาวผู้แสนอิสระ
เขาจมอยู่กับความทุกข์ มิหนำซ้ำบ้าน เงินทอง และสมบัติทุกอย่างที่หามา
ยังสูญไปเพียงชั่วข้ามคืน ทอมปล่อนให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม
ถ้าผู้หญิงคนหนึ่งไม่โผล่มาที่บ้านของเขาในคืนที่เกิดพายุและบอกว่า
"ตกลงมาจากหนังสือ ตกลงมาจากเรื่องที่คุณแต่งไงล่ะ!"


บิลลี่ โดเนลลี่เป็นตัวละครในนิยายของเขา
แต่ตอนนี้เธออยู่ตรงหน้าทอมแล้ว เขาไม่ได้ฝันไปใช่ไหม
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย...







หลังอ่าน...
สนุกมาก ชอบมาก
อ่านงานของนักเขียนชาวฝรั่งเศสคนนี้เล่มนี้เป็นเล่มที่สามแล้ว
ชื่นชอบในเลเวลที่สูงขึ้น ๆ ตามลำดับทีเดียว


เล่าเรื่องย่อเพิ่มเติมจากข้างบนอีกนิดนึงแล้วกัน

หลังจากอกหักยับเยิน และกลายเป็นนักเขียนตกอับ ล้มละลาย
ทอมใช้ชีวิตจมจ่อมอยู่กับบาดแผลของตนเอง ใช้ยาเสพติด
ก่อการทะเลาะวิวาท ขับรถเร็วเกินลิมิต ฯลฯ

และแล้ววันหนึ่ง บิลลี่ก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมหลายสิ่งหลายอย่างในตัวเธอที่ยืนยันกับเขาว่า...
เธอคือสาวน้อยที่ตกลงมาจากหนังสือ"ไตรภาคแห่งทวยเทพ"ภาคสองของเขา
ที่เกิดความผิดพลาดในการจัดพิมพ์จนต้องมีการทำลายทิ้ง...

อุปนิสัยที่แปลกและแหวกแนวของบิลลี่ ค่อนข้างตรงตามนิยายที่เขาเขียนเอง
จนในที่สุดทอมก็เชื่อว่าเธอคือ"สาวน้อยจากกระดาษ"จริง ๆ

บิลลี่พยายามกระตุ้นและปลุกเร้าให้ทอมกลับมาเขียนนิยายอีกครั้ง
อย่างน้อยก็เขียนไตรภาคแห่งทวยเทพภาคจบให้สำเร็จ
เพื่อเธอจะได้กลับเข้าสู่โลกในนิยายของเธอเสียที

เธอพาเขาตามไปพบโอรอร์ นักเปียนโนสาวที่หักอกเขายับเยิน
เพื่อให้เขาได้ชัดเจนในใจว่า จริง ๆ แล้วโอรอร์มีค่าพอที่จะทำให้เขา
ต้องตกจมอยู่ในความทุกข์จนทำร้ายตัวเองหรือไม่...

ในขณะที่ทอมเริ่มจะดีขึ้น เขาเริ่มผูกพันกับบิลลี่และคิดจะตั้งต้นชีวิตใหม่...
บิลลี่ก็เริ่มป่วย...ในช่วงเวลาเดียวกันกับทางโรงพิมพ์เริ่มทำลายหนังสือ
และทำลายไปแล้ว 99,999 เล่ม ในขณะที่อาการของบิลลี่ก็ทรุดลง

ยังเหลือหนังสือเพียงเล่มเดียวที่หลุดรอดจากการถูกทำลาย...
และชีวิตของบิลลี่ก็แขวนอยู่กับหนังสือเล่มนั้น...

...หนังสือเล่มนี้ได้ท่องไปตามที่ต่าง ๆ มากมาย
ผ่านมือผู้คนหลากหลาย
มันเปลี่ยนชีวิตของทุกคนที่หยิบมันขึ้นมาด้วยวิธีของมัน
รวมถึงชีวิตของทอม บอยด์ ผู้เขียนของมันเอง!






เป็นพล็อตที่แยบยลมาก เป็นเหมือนเรื่องเหนือธรรมชาติ
ที่บอกเล่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สมจริงสมจังและเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้อง ต่อร้อยเกาะเกี่ยวกันเป็นปมเป็นเปลาะๆไป
ทำให้อ่านได้เพลินและร่วมลุ้นไปกับตัวละครในเรื่องอย่างน่าตื่นเต้น ชวนติดตามสุด ๆ

ชอบเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ๆ
ของพระเอกกับเพื่อนๆของเขาอย่างไมโลกับคาโรล

ชอบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินทางระหกระเหิน
ของหนังสือเล่มสุดท้ายของทอม...

อย่างเรื่องของ Bookcrossing...หรือการ'ส่งต่อ'หนังสือโดยใช้วิธี'ทิ้งไว้'ตามที่ต่าง ๆ
เพื่อให้ผู้อื่นมาพบและอ่านมัน แล้วก็ส่งต่อไปยังคนอื่นๆ ด้วยวิธีเดียวกัน
นับว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทีน่ารักจริง ๆ สำหรับคนรักการอ่านอย่างเรา ๆ

ในตอนต้นของแต่ละบท ผู้เขียนจะหยิบยก quotations
จากหนังสือเล่มที่โดดเด่น และบังเอิญสอดคล้องกับเนื้อหาในตอนนั้น ๆ มาวางไว้
ทำให้คนอ่านได้พลอยรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร
และคาดเดาเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนนั้น ๆ
เป็นการกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ได้อย่างมีเสน่ห์ทีเดียว

ชอบตอนจบอะ
จบได้แบบ...ฟินและอิ่มเอมมาก
บอกตัวเองเลยว่า อ่านเล่มนี้จบลงแล้ว ต้องตามล่าหาเล่มอื่น ๆ
ของนักเขียนนามนี้มาอ่านต่อไปแน่ ๆ

ที่สำคัญ ตอนนี้อยากอ่านไตรภาคแห่งทวยเทพ ของทอม บอยด์มาก ๆ อ่ะ
จะหาอ่านจากที่ไหนล่ะเนี่ย

ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ










 

Create Date : 01 เมษายน 2559    
Last Update : 1 เมษายน 2559 15:48:52 น.
Counter : 1730 Pageviews.  

~ ซีรีส์ชุด ปลายสายปรารถนา 1-2-3 Alex Lux / เขียน "ปุณณารมย์" /แปล ~





ซีรีส์ชุด ปลายสายปรารถนา 1-2-3
- เสียงปรารถนา (Call Me Cat)
- ลวงอารมณ์ (Leave Me Love)
- เล่ห์ซ่อนรัก (Tell Me True)
ผู้เขียน : Alex Lux / ผู้แปล: ปุณณารมย์
สนพ.โรสพับลิชชิ่ง/พิมพ์(ก.ย.58)



เรื่องย่อ ๆ (จากปกหลัง)

เล่ม 1. เสียงปรารถนา - Call Me Cat


'เคทลิน ทราวิส' เป็นหญิงสาวเรียบร้อยอนาคตไกล กำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยกฎหมาย
พ่อแม่เธอถูกสังหารโหดทำให้เธอกลายเป็นเด็กกำพร้ายากไร้ตั้งแต่อายุสิบห้าปี
แล้วตอนนี้เธอยังโดนตัดเงินทุนกู้ยืมทางการศึกษาจนไม่เหลือพอจะจ่ายค่าเทอมในปีการศึกษาหน้าอีก
ดังนั้น เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอม เคทลินจึงต้องกลายเป็น 'แคท'
นางแมวสุดเซ็กซี่ร้อนแรงผู้เติมเต็มความฝันให้หนุ่มๆทางโทรศัพท์

แล้วจู่ๆ 'แอชตัน เบนจามิน ดาเวนพอร์ตที่สาม' มหาเศรษฐีหนุ่ม
ผู้มีมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์เป็นพาหนะคู่ใจ ก็เข้ามาในชีวิตของเธออย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ
เคทลินรู้ได้ทันทีว่าต้องหลีกเลี่ยงหนุ่มรูปหล่อจอมยียวนผู้ก่อกวนเธอทุกครั้งที่เจอหน้ากันคนนี้
ถึงเธอจะคิดว่าเขามีเสน่ห์ดึงดูดใจและน่าหลงใหลก็ตาม
แต่โชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อแคทบังเอิญต้องเป็นคนรับสายหนุ่มเจ้าปัญหาคนนี้เสียอย่างนั้น!

นอกจากชีวิตเธอจะวุ่นวายกับการเก็บความลับเรื่องการใช้ชีวิตทั้งสองแบบแล้ว
ฆาตกรที่สังหารพ่อแม่เธอก็กลับเข้ามารังควานชีวิตเธออีกครั้ง
เคทลินไม่รู้เลยว่าจะไว้ใจใครได้บ้างและเธอจะตัดสินใจพลาดไม่ได้โดยเด็ดขาด
เพราะผลลัพธ์ของการไว้ใจคนผิดคือชีวิตของเธอเอง

**********

เล่ม 2 ลวงอารมณ์ (Leave Me Love)

เมื่อนักฆ่ารัตติกาลผู้ที่คุกคามชีวิตของเคทลิน ทราวิส มาตลอดหลายปีตายไปแล้ว
ในที่สุดเธอก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเหมือนเด็กสาวทั่วไปเสียที
แต่แล้วกระดาษโน้ตปริศนาแบบเดียวกับที่เขาเคยใช้ก็ส่งมาถึงมือเธออีกครั้ง

ครั้งนี้ ทุกคนรอบตัวเธอล้วนแต่เป็นผู้ต้องสงสัยด้วยกันทั้งสิ้น
ไม่เว้นกระทั่งแอชตัน ดาเวนพอร์ต ผู้ที่มีความลับดำมืดซ่อนอยู่ในอดีต
และมีความเกี่ยวข้องกับแม่ของเคทลินมากกว่าที่เธอคิด
อีกทั้งบริดเจ็ตต์ โบมองต์ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ
ก็มีพฤติกรรมแปลกไปในช่วงหลังจนน่าสงสัย

เมื่อบริดเจ็ตต์ถูกลักพาตัวไปจากบ้านเพราะหนังสือของแม่เคทลิน
ตำรวจกลับคิดว่าเคทลินเป็นคนสร้างเรื่องขึ้นมาเอง
เธอจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในคดี เคทลินก็ได้รู้ว่าเธอพึ่งพาใครไม่ได้ทั้งนั้น
นอกจากตัวเองและต้องหาทางหยุดยั้งฆาตกรให้ได้
ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายมีชัยเหนือเธอ
แต่ยิ่งสืบลึกไปเท่าไร เธอกลับพบว่าคนร้ายอาจอยู่ใกล้ตัวเธอมากกว่าที่คิด
และเธอไว้ใจใครไม่ได้ทั้งสิ้น ...แม้กระทั่งคนที่เธอรัก

**********

เล่ม 3 เล่ห์ซ่อนรัก (Tell Me True))

“ครอบครัวดาเวนพอร์ตจะเป็นคนรับผิดชอบการตายของฉัน
ต้องมีคนเข้าไปใกล้ชิดพวกเขาและค้นหาความจริง”

ข้อความปริศนาจากบันทึกของแม่คือแรงผลักดันให้เคทลิน ทราวิส
เริ่มแผนการเสี่ยงอันตรายเพื่อหยุดยั้งนักฆ่ารัตติกาล...
ฆาตกรโหดที่ทุกคนคิดว่าถูกกำจัดไปแล้ว

เมื่อเกิดระเบิดขึ้นในงานแต่งงานของเธอกับแอชตัน ดาเวนพอร์ต
ทำให้จอน น้องชายของแอชเสียชีวิตคาที่และแอชถูกข่มขู่เอาชีวิต
เกมการไล่ล่าชิงไหวชิงพริบก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

ยิ่งสืบลึกลงไปมากเท่าใด เคทลินก็ยิ่งเจอเรื่องไม่ชอบมาพากลมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งพฤติกรรมแปลกประหลาดของจอนในช่วงก่อนเสียชีวิต
ความเศร้าโศกเกินธรรมดาของบริดเจ็ตต์ หญิงสาวปริศนาที่อ้างตัวว่าเป็นคนรักของจอน
ความลับดำมืดที่ทุกคนซุกซ่อนไว้เบื้องหลังฉากหน้าอันสวยงาม
และนักสืบเอกชนของแอชที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

งานนี้ใครเป็นฝ่ายล่า และใครเป็นฝ่ายถูกล่ากันแน่






หลังอ่าน...
นิยายชุดนี้เป็นแนวโรแมนติกปนสืบสวนสอบสวนที่เดินเรื่องแบบรวดเร็วฉับไวในบางช่วง
แล้วก็ผ่อนช้าลงเป็นพัก ๆ ให้กับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของคู่พระนาง
มีมุกมีปมที่หักกันผัวะผะ ๆ ลุ้นระทึกกันเลยทีเดียว

เรื่องย่อก็ประมาณปกหลังนั่นเลยค่ะ เล่าเพิ่มอีกนิดละกัน(จะพยายามหลีกเลี่ยงการสปอยล์ค่ะ)
เคทลินต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าในวัย 15 เมื่อพ่อและแม่
ที่เป็นนักกฎหมายของเธอถูกฆาตกรรม ต่อหน้าต่อตาเธอ
โดยฆาตกรที่มีฉายาว่า"นักฆ่ารัตติกาล"
เธอต้องเข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ และออกมาเมื่อถึงวัย
เธอดิ้นรนเอาตัวรอดตามลำพัง แม้จะมีเพื่อนสนิทที่ร่ำรวยมหาศาลอย่างบริทเจ็ต โบมองต์
แต่เธอก็ไม่เคยคิดจะพึ่งพาเพื่อนในด้านการเงิน ...
โดยที่นักฆ่าคนนั้นยังคงคุกคามเธออย่างต่อเนื่องโดยการส่งข้อความแบบจิตๆ ซ้ำ ๆ
ดูเหมือนว่ามันจะรู้ทุก ๆ ความเคลื่อนไหวของเธอ
ตำรวจที่ทำคดีให้เธอก็มาเสียชีวิตไปกลางคัน
คนที่เข้ามารับช่วงต่อก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจคดีของเธอเท่าทีควร...

จนแอชตันก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอ เขาแสดงออกชัดเจนว่าเขารักเธออย่างจริงจัง
แต่ยิ่งเรื่องราวดำเนินไป มันกลับกลายเป็นว่า
เขาเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่พัวพันคดีฆาตกรรมแม่ของเธอเมื่อหลายปีก่อน...

บางครั้งเรื่องราวดูเหมือนจะคลี่คลาย เมื่อจับผู้ต้องสงสัยได้และมันก็ถูกฆ่าตายไปแล้ว
แต่ทว่า...ข้อความแปลก ๆ จากนักฆ่ารัตติกาลนั้นยังคงถูกส่งมาถึงเธออย่างต่อเนื่อง





พล็อตแม้จะไม่แปลกแหวกแนวจากนิยายสืบสวนทั่วไปมากนัก
แต่ก็อ่านสนุกดี(ในระดับหนึ่ง)
ผู้เขียนใช้วิธีเล่าเรื่องผ่านนางเอก ซึ่งก็กระชับฉับไว ชวนให้ติดตาม
มีการซ่อนปมที่ลวงได้ทั้งคนอ่านและตัวละครในเรื่อง
มีการวางไทม์ไลน์ที่ย้อนไปย้อนมาพาให้งงงันเล็กน้อย แต่ก็ไม่มากไม่มายนัก

แน่นอนว่านิยายแบบนี้เลิฟซีนระดับติดเรทต้องมีเกลื่อนกระจุยกระจายแน่
แต่คนอ่านคนนี้ผ่าน(นิยายแบบนี้)มาเยอะแล้ว ภูมิต้านทานแข็งแรงพอ
เลยไม่ค่อยรู้สึกรู้สาสักเท่าไหร่ 55

สรุปว่าก็เป็นโรแมนซ์ปนสืบสวนสอบสวนที่ชวนอ่านชุดนึง
แต่มุมโรแมนซ์อาจจะมีเยอะไปหน่อย
แล้วมุมสืบสวนสอบสวนก็เป็นไปตามรูปแบบทั่วไป พอคาดเดาได้ในบางจุด
ไม่ถึงกับเข้มข้นมากมาย แต่ก็สนุกเร้าใจในระดับหนึ่ง

ชวนอ่านค่ะ!










 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2559 12:43:46 น.
Counter : 971 Pageviews.  

~ เงาใจใต้เงาจันทร์ /Tongue in Chic ดราม่าโรแมนติกผสมสืบสวนสอบสวนชวนอ่าน~





เงาใจใต้เงาจันทร์ /Tongue in Chic
ผู้เขียน : คริสตินา ดอดด์
ผู้แปล : สุดา วโนทยาโรจน์
แพรวสำนักพิมพ์(ก.ค. 2552)
326 หน้า ราคา 225 บาท


เรื่องราวโดยย่อ(จากปกหลัง) :


นาตาลี เมโดว์ ซาร์วาส ศิลปินสาวแสบถูกจับได้คาหนังคาเขา
ว่าบุกรุกเข้าไปขโมยภาพเขียนในคฤหาสถ์หรูที่กำลังถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโรงแรม
และในทันทีที่ได้สบสายตาคมเข้มและเห็นสีหน้าแข็งกร้าว
ของวายร้ายใจโหดอย่างเดฟลิน ฟิตซ์วิลเลียม...
เธอก็รู้ตัวว่างานนี้คงไปไม่รอด
แต่คนฉลาดอย่างเมโดว์ไม่มีทางยอมจนแต้มง่ายๆ
กอรปกับจังหวะที่เธอลื่นล้มหัวกระแทกพื้น
หญิงสาวได้กุเรื่องขึ้นว่าเธอเป็นโรคความจำเสื่อม
และช่างน่าเวทนาที่ตัวเองมาทำอะไรในที่โออ่าเช่นนี้ก็มิทราบ

ทว่าเพียงชั่วอึดใจเมโดว์ก็ได้คำตอบ
เมื่อเดฟลินกอดเธอไว้และบอกว่า เมโดว์ คือภรรยาที่หายตัวไปของเขา!
เมโดว์ต้องฝืนใจตามน้ำ เพราะเธอยังมีภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง
และขณะเดียวกันเดฟลินก็ต้องการใช้เมโดว์เป็นเครื่องมือแก้แค้นศัตรูคู่อาฆาตของเขา

ความรักร้อนแรงค่อยๆก่อตัวขึ้นท่ามกลางคำโกหก
และละครลวงที่ทั้งสองต้องด้นสดไปพร้อมกัน
เพียงแต่ว่าในบ้านแสนสุขของทั้งคู่ มิได้มีเพียงแค่สองเราและเงาจันทร์
แต่ยังมีใครบางคนในมุมมืด ที่ปองร้ายเดฟลิน
และต้องการกำจัดทุกคนที่จะแย่งชิงภาพวาดชิ้นนั้นให้สิ้น






หลังอ่าน...
สนุกเกินคาดแฮะ สำหรับนิยายกึ่งๆโรแมนซ์ กึ่ง ๆ suspence เล่มนี้
เรื่องราวก็ประมาณปกหลังนั่นเลยค่ะ

มุมโรแมนซ์เริ่มต้นที่การพบกันในสถานการณ์ที่ออกจะสุ่มเสี่ยงแต่น่าขัน
นางเอกลอบเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ของพระเอก
(โดยที่เธอเข้าใจว่าเป็นบ้านของเจ้าของเดิม ที่เป็นอดีตสามีของยายของเธอ)
เพื่อจะแอบไปขโมยภาพวาด ฝีมือของยายเธอเอง แล้วก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นเมื่อถูกจับได้
เธอคิดเอาตัวรอดโดยแกล้งความจำเสื่อม จากการที่ศีรษะกระทบกระเทือน...
หารู้ไม่ว่านั่นกลายเป็นหลุมพรางอย่างดีให้เดฟลิน ฟิตซ์เจอรัลด์
เจ้าของคนปัจจุบันของคฤหาสน์หลังนี้ ตีขลุมซ้อนแผนเธออย่างหน้าตาเฉย

เธอจึงต้องตกกระไดพลอยกระโจน รับสมอ้างเป็นภรรยาของเขาตามที่เขาบอก
ทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ ว่านั่นเป็นคำโกหกคำโต...เพียงแต่เธอไม่รู้สาเหตุเท่านั้น
ว่าทำไมเดฟลินถึงแอบอ้างว่าเธอเป็นภรรยาของเขา...
ทั้งยังมโนเวิ่นเว้อเป็นตุเป็นตะถึงงานแต่งงานของพวกเขา
ณ ชายหาดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันสุดแสนจะโรแมนติก
ทำเอาเมโดว์พลอยเคลิบเคลิ้มรัญจวนใจ...
เธอตระหนักดีว่านี่เป็นเรื่องอันตราย เธอต้องหนี...
แต่เธอมีภารกิจสำคัญที่ต้องทำ หาไม่ ชีวิตของแม่ของเธอจะตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่า

พระเอกเป็นชายหนุ่มที่มีปมหลังฝังใจ กลายเป็นความอาฆาตแค้นฝังหุ่น
กับตระกูลทีเป็นเจ้าของเดิมคฤหาสน์หลังนี้...
เมื่อเมโดว์ปรากฏตัว เพียงแว่บแรกที่เห็นหน้าเธอ
เขาก็ระลึกรู้ในทันทีว่าเธอคือสายเลือดของศตรูคู่แค้น
เขาคิดจะใช้เธอเป็นเครื่องมือแก้แค้น...

แต่ภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งเงาจันทร์อันเย้ายวน
เขากลับหลงรักเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้น





สนุกค่ะ...
เริ่มต้นเรื่องเล่าอย่างเรียบเรื่อย แต่เมื่อเหตุการณดำเนินไป
ตัวละครตัวนั้นตัวนี้โผล่ออกมา ค่อย ๆ คลี่คลายปมทีละเปลาะ ๆ
จนมาพีคสุด ๆ ตอนท้ายเรื่อง

ทยอยเก็บตกจากเกมบิงโกมาอัพบล็อกค่ะ









 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2559 12:24:29 น.
Counter : 578 Pageviews.  

~ดาวบันดาล (The Fault in Our Stars) By John Green / เขมรินทร์ พงษ์สุวรรณ (แปล)~





ดาวบันดาล (The Fault in Our Stars)
ผู้เขียน :John Green / ผู้แปล : เขมรินทร์ พงษ์สุวรรณ
ผู้พิมพ์ : สนพ.คลาสแอคท์
240 หน้า ราคา 210 บาท


โปรยปก :


ดาวของเขาสุกสกาว แต่ดาวของเธอริบหรี่
เมื่อดาวสองดวงมาบรรจบ เขาและเธอจะพบกับปาฏิหาริย์
หรือวันวารแห่งน้ำตากันแน่

"เฮเซล แลงแคสเตอร์" สาวน้อยวัย 16 ปี กำลังต่อสู้กับมะเร็งระยะสุดท้าย
เธอมียาที่ช่วยยื้อลมหายใจไว้ แต่ชีวิตก็ถูกจำกัดจำนวนวัน
และแล้ววันหนึ่ง เมื่อเด็กหนุ่มผู้น่าค้นหาปรากฏตัว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

"ออกัสตัส วอเทอร์" ..คือดาวที่สว่างไสว คือปริศนาชวนหลงไหล
แต่เขาคือคำตอบสุดท้ายของเฮเซลจริงหรือ
ดวงดาวเผือดแสงของเธอเริ่มส่องประกายอีกครั้ง...ตลอดกาล
หรือแค่ผ่านมา...แล้วผ่านไป






ความรู้สึกหลังอ่าน
หนังสือเล่มนี้เป็นที่เลื่องลือถึงความซาบซึ้งสะเทือนใจ
โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นและผู้ป่วยโรคมะเร็ง
ส่วนตัวแม้จะผ่านช่วงเวลาที่เรียกว่าวัยรุ่นมาเนิ่นนานนับทศวรรษ
หากก็ยังคงแจ่มชัดในอารมณ์และความรู้สึก...

ในส่วนของผู้ป่วยโรคมะเร็ง แม้จะยังไม่เคยเป็นโรคนี้ด้วยตัวเอง
แต่ก็เคยต้องสัมผัส สัมพันธ์ใกล้ชิด จนถึงต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
ด้วยโรคนี้ไปหลายต่อหลายคน จึงคิดว่าพอจะเข้าถึง...
เข้าอกเข้าใจในความรู้สึกนึกคิดของตัวละครในนิยายเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย


.....................


เรื่องเล่าผ่านเฮเซล เด็กสาววัย 16 ที่ป่วยด้วยมะเร็งไทรอยด์ในเบื้องต้น
แล้วลุกลามไปเป็นติดเชื้อแบคทีเรียในปอดในเวลาต่อมา...
เธอยอมรับและเข้าใจในสภาพสภาวะของตนเองและหมกมุ่นครุ่นคิดถึงเรื่องความตายอยู่บ่อย ๆ
จนแม่ของเธอต้องขอร้องกึ่งบังคับให้เธอเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มสนับสนุน
อันเป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกลุ่มผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งหลากหลายชนิด
สมาชิกกลุ่มจะมารวมตัวกันทุกสัปดาห์ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเป็นไปในชีวิตของแต่ละคน
ซึ่งเฮเซลเห็นว่ามันเป็นกิจกรรมที่ชวนหดหู่สุดกู่...
แต่เธอยอมเข้าร่วมกิจกรรมเพียงเพื่อเอาใจพ่อกับแม่

จนกระทั่งเธอได้รู้จักออกัสตัส วอเทอร์ส เด็กหนุ่มที่เข้ากลุ่มมาด้วยขาเทียมหนึ่งข้าง
เนื่องจากมะเร็งกระดูก
ทั้งคู่'คลิก' กันอย่างรวดเร็ว และมีการแลกเปลี่ยนทัศนะต่อประเด็นต่าง ๆ แก่กันและกัน

เฮเซลชื่นชอบหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งเธออ่านซ้ำ ๆ นับร้อย ๆ รอบ
และแทบจะใช้มันเป็นประหนึ่งคัมภีร์ชีวิตทีเดียว
เธอนับถือผู้เขียนเป็นดังเพื่อนสนิทคนหนึ่ง แม้เขาไม่เคยรับรู้ถึงการมีตัวตนของเธอเลยก็ตาม

หนังสือเล่มนั้นชื่อแอนอิมพีเรียลอะฟลิกชั่น
เป็นเรื่องราวของแอนนา เด็กผู้หญิงทีป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือด...
แอนนามีทัศนคติต่อโรคมะเร็งที่สอดคล้องกับความคิดของเฮเซล...
เรื่องราวในหนังสือดำเนินไปตามสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของแอนนาและคนรอบข้าง
ในขณะที่มะเร็งก็กัดกร่อนชีวิตของแอนนาไปเรื่อย ๆ
แล้วจู่ ๆ หนังสือก็จบลงแบบค้าง ๆ คาในตอนที่...

ซึ่งนั่นมันทำให้เฮเซลรู้สึกคาใจมาก เธอยอมรับได้ว่าในเมื่อเรื่องนี้เป็นบันทึกของแอนนา
ดังนั้นเมื่อแอนนาตายเรื่องราวก็ต้องสิ้นสุดลง
แต่สิ่งที่เธออยากรู้คือเรื่องราวของผู้คนที่แวดล้อมแอนนาอยู่ต่างหาก
ว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไรหลังจากแอนนาจากไป...
แม่ เพื่อน ๆ รวมทั้งเจ้าหนูแฮมสเตอร์ของแอนนา

เธอพยายามติดต่อกับนักเขียนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบ
จนเมื่อเธอแชร์เรื่องราวนี้กับออกัสตัส และให้เขาอ่านหนังสือเรื่องนี้
เขาช่วยเธอติดต่อกับผู้เขียนและปรากฏว่าเขาได้รับการตอบรับ...

ผู้เขียนยินดีที่จะตอบคำถามที่คาใจเฮเซล แต่เธอจะต้องเดินทางไปฟังคำตอบด้วยตัวเอง
ที่ที่อยู่ของเขา ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์...

ตอนแรกเมื่อคำนึงถึงค่าใช้จ่ายรวมถึงสุขภาพของตัวเอง เฮเซลก็รู้สึกสิ้นหวัง...
แต่ด้วยความรัก ออกัสตัสก็สามารถจัดการพาเธอกับแม่บินลัดฟ้าไปตามหาคำตอบ
จากนักเขียนถึงกรุงอัมสเตอร์ดัมจนได้...

แม้ว่าในช่วงเวลานั้น ออกัสตัสจะรู้ตัวแล้วว่า...มะเร็งได้กลับมาหาเขาอีกครั้ง
และกำลังกระจายตัวไปทั่วร่างกายของเขา





อ่านจบแล้วด้วยความซาบซึ้ง ประทับใจ ทว่าแอบเศร้าน้ำตาซึม
หนังสือเล่มไม่หนามาก แต่บรรจุไว้ด้วยเรื่องราวของชีวิต โรคร้าย และความตาย
ที่เหมือนจะโปร่งเบาและเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง
มีถ้อยคำเชิงปรัชญา สัญลักษณ์ อุปมาอุปไมยเต็มไปหมด
รวมทั้งบทกวีที่เกี่ยวกับชีวิต การมีอยู่และความตาย...

แต่ถึงกระนั้น เรื่องราวก็ไม่ได้ออกมาเชิงหดหู่ รันทดอะไรนักหนานะคะ
อาจจะเป็นเพราะน้ำเสียงที่เล่าของเฮเซลไม่ได้ออกมาในลักษณะที่ชวนให้สงสารหรือสังเวชใจอะไรทำนองนั้น
แต่เธอใช้ถ้อยสำเนียงแบบเรื่อย ๆ เรียบ ๆ แกมประชดประชันเล็กน้อยเวลาพูดถึงโรคภัยไข้เจ็บของตัวเอง
จะว่าไป...เธอก็เหมือนเด็กวัยรุ่นปกติโดยทั่วไปนั่นแหละ
เพียงแต่เธอมีเรื่องให้ต้องคิดมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ นิดหน่อยเท่านั้นเอง
ทำให้เธอออกจะเป็นเด็กช่างคิด และค่อนข้างจะแปลกแยกและแตกต่าง

ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้กลัวตาย แต่เธอกลัวคนอื่นๆ ที่รักเธอจะเจ็บปวดหากเธอตายต่างหาก
เธอเปรียบตัวเองเป็นลูกระเบิด ที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเธอจึงอยากอยู่ให้ห่างผู้คน
ไม่สร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ขึ้นโดยไม่จำเป็น เพื่อลดปริมาณคนที่จะได้รับบาดเจ็บ
อ่านแล้วสะเทือนใจอะ...

สำนวนแปลอ่านได้ลื่นไหลดีค่ะ
ยกเว้นส่วนที่เป็นศัพท์สัญลักษณ์ ปรัชญา อุปมาอุปไมยแปลก ๆ (เช่นคำว่าวิรุธลักษณ์ อัตถิภาวะ วิวรณ์ เป็นต้น)
ที่อ่านแล้วทำให้รู้สึกมึน ๆ แต่พอเจอไปอีกเรื่อย ๆ แล้ว
พบว่ามันก็ไม่ได้ทำให้เสียอรรถรสต่อการอ่านเนื้อหาโดยรวมแต่อย่างใด
ก็พอจะข้าม ๆ ผ่าน ๆ มันไปได้ค่ะ









 

Create Date : 18 พฤศจิกายน 2558    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2558 11:43:14 น.
Counter : 845 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

BlogGang Popular Award#14


 
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 181 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ให้รักระบายใจ/"ณกันต์"เขียน ~

~ผมกลายเป็นแมว/Abandoned/Paul Gallico เขียน(ภูธนิน แปล) ~

~พ่อค้าซ่อนกลรัก & หมอปีศาจแสนรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~อาจารย์ยอดรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~จอมโจรพยศรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว/"เฉียวยี" เขียน(ภิรมณ ประพฤติประยูร/แปล) ~

~อลวนกลสลับร่าง/"เจ๋อมู่" เขียน(เสี่ยวหวา/แปล) ~

~ โลกที่รัก/ Dear World/"Bana Alabed/บานา อัลอาเบด" เขียน ~

~ นางทิพย์/"แก้วเก้า" เขียน ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.