'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

ผิดด้วยหรือฉันคือแม่มด (Witch Child By Celia Rees)





ผิดด้วยหรือฉันคือแม่มด (Witch Child By Celia Rees)
แปลโดย กิติมา อมรทัต
พิมพ์โดย สนพ.นานมีบุ๊คส์ (ครั้งที่ 6 ก.ค. 2547)







เรื่องย่อ : (จากปกหลัง)

เธอชื่อแมรี่ เป็นเด็กสาวอายุสิบสี่
เธออาจจะ"เป็น" หรือ "ไม่เป็น" แม่มด
แต่เธอไม่ยอมใหเสังคมมาตัดสินชีวิตของเธอ
เธอเลือกทางเดินให้ตัวเอง
พร้อมทั้งบันทึกเรื่องทั้งหมดไว้ในผ้านวม...


.............

(จากคำนำสำนักพิมพ์)

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นช่วงเวลาที่ทางยุโรปตื่นตัวกันมากเรื่องปราบพ่อมดแม่มด และกำจัดเวทมนตร์คาถา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค.ศ. 1569เป็นปีที่สงครามกลางเมืองในอังกฤษสิ้นสุดลง พวกเพียวริตันในอังกฤษอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ไปอยู่อเมริกาเพื่อความปลอดภัยกันเป็นจำนวนมาก

ซีเลีย รีส จับเอาเหตุการณ์ทั้งสองเรื่องนี้มาผนวกกัน ผูกเป็นเรื่องของเด็กสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ทำให้เธอต้องเสี่ยงภัย หนีตายจากสังคมที่รังเกียจเวทมนตร์ ไปยังโลกใหม่ที่ห่างไกลจากความเชื่อ ที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์มาแล้วมากมาย ...

เธอแอบเขียนบันทึกเรื่องราวลงในสมุด แต่อันตรายที่ย่างกรายเข้ามา ทำให้เธอต้องซ่อนบันทึกเหล่านั้น ไว้ในที่ที่คาดว่าจะไม่มีใครนึกถึง และเมื่อเวลาผ่านไปสามร้อยปี บันทึกเหล่านั้นจึงได้ถูกค้นพบและเปิดเผยขึ้น








ยอมรับว่าหยิบหนังสือเล่มนี้มาจากชั้นตามกระแสแฮร์รี่ พอตเตอร์
และมีชื่อผู้แปลเป็นการันตี
แต่ดองไว้นานเนิ่นจนลืมเลือนไป
เพิ่งจะหยิบมาอ่านเมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วก็ได้รู้ว่า...

คนละเรื่องคนละราวกับพ่อมดน้อยแฮร์รี่เลย

ผิดด้วยหรือฉันคือแม่มด (ใครนะตั้งชื่อภาษาไทยได้...ยาว เชย และไม่ดึงดูดเอาเสียเลย...) ไม่ใช่นิยายแฟนตาซีอย่างที่คิดคาดไว้
หากเป็นเรื่องเล่าเสมือนจริงของเด็กหญิงผู้หนึ่งที่ถูกสังคมตัดสินและตีตราว่าเป็น "แม่มด" และจะต้องถูกกำจัด เรื่องเล่าผ่านบันทึกของเธอที่แอบเขียนไว้ระหว่างการเดินทางไปสู่ "โลกใหม่"...
เป็นลักษณะของบันทึกประจำวัน...

เรื่องเปิดตัวได้อย่างน่าสนใจพอสมควร...แต่ก็น่าหดหู่พอกัน
เมื่อแมรี่จะต้องมองเห็นฉากการกระทำทารุณต่อยายของเธอ
ด้วยโทษฐานที่ท่านเป็น"แม่มด"

แมรี่ได้รับความช่วยเหลือจากคนที่เคยเป็นหนี้บุญคุณยายของเธอ ส่งให้เธอเดินทางหนีภัยไล่ล่ากวาดล้างแม่มดจากอังกฤษไปยังอเมริกา ที่ที่เธอคาดหวังชีวิตใหม่ที่ดีกว่า...

เธอจะ"หนี" ชะตากรรมที่ตนเองไม่ได้กำหนดเองได้หรือไม่ ต้องลุ้นและเอาใจช่วยเธอค่ะ...

แต่ขอสารภาพว่า...ส่วนตัวอ่านแรก ๆ ตื่นเต้นและ"อิน" มาก เห็นว่าพล็อตและการดำเนินเรื่องค่อนข้างแปลกและเก๋ดี แต่พออ่านไป ๆ ความอินมันค่อย ๆ จืดจางลงไปเป็นลำดับ ๆ แฮะ...

ก็ไม่ถึงกับน่าเบื่อนะคะ แต่ว่าเราไม่รู้สึกคล้อยตามตัวละครเท่าที่ควรอ่ะค่ะ อาจจะเป็นด้วยฉาก และบรรยากาศของเรื่องไม่สามารถทำให้เรา "เชื่อ" กระมัง...

หรือไม่ก็ต่อมจินตนาการมันฝ่อชั่วคราว
คือถ้าออกแนวแฟนตาซีไปเลยก็อาจจะสนุกกว่านี้ก็เป็นได้...(เป็นความเห็นส่วนตัวค่ะ )

แต่โดยรวมแล้วก็รู้สึกว่าคนเขียนเขาเก่งนะคะ ที่...เมื่ออ่านจนจบแล้วคนอ่านเองก็ยังไม่ชัดเจนในใจว่า ตกลงแมรี่เป็นแม่มดจริงหรือเปล่า...?

หากก็ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น...
เลยไม่ได้ติดตามเล่มที่ต่อเนื่องกับเล่มนี้ (ซึ่งอาจจะมีคำตอบอยู่ในนั้นก็เป็นได้)แหะ ๆ









 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 30 กันยายน 2551 16:02:45 น.
Counter : 2309 Pageviews.  

ลูกขุนหมายเลข 8 (Twelve Angry Men)





ลูกขุนหมายเลข 8 (Twelve Angry Men)
บทประพันธ์ของ เรจินัลด์ โรส (Reginald Rose)
บทละครดัดแปลงโดย เชอร์แมน แอล. เซอร์เกล
แปลและเรียบเรียงโดย : ศุภางค์ รุจนเวชช์
พิมพ์โดย : บ.เอ. อาร์. อินฟอร์เมชันแอนด์พับบลิเคชัน,ม.ค. 2549






เป็นหนังสือบทละครสามองก์เล่มเล็ก ๆ บาง ๆ
แต่เนื้อหาหนักหน่วงและเข้มข้นชวนติดตามค่ะ
บทละครเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทภาพยนต์อีกที
คอหนังหลายท่านอาจจะเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว


เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นภายในวันเดียว ฉากของเรื่องเป็นห้องประชุมเพื่อใช้ตัดสินคดีของคณะลูกขุนคณะหนึ่ง จำนวน 12 คน (มียามเดินเข้าออกประมาณ 3-4 ครั้ง) หนังสือเปิดตัวด้วยการแนะนำคณะลูกขุนแต่ละคนให้ผู้อ่านได้รู้จักถึงบุคลิกลักษณะ ตลอดจนนิสัยใจคอแบบย่อ ๆ เช่น

หัวหน้าคณะลูกขุน ชายร่างเล็กผู้ชื่นชอบการมีอำนาจสั่งการ อากัปกิริยาค่อนข้างเป็นทางการ ถึงแม้จะไม่ใช่คนฉลาด แต่ก็ไม่ยอมจำนนต่อเหตุผลง่าย ๆ

ลูกขุน 2 ชายผู้อ่อนน้อมถ่อมตน ขาดจุดยืนและมักจะแสดงความลังเลอยู่เสมอ เปลี่ยนใจง่าย โดยจะยึดเอาความคิดเห็นของคนที่เขาพูดด้วยล่าสุดเป็นที่ตั้ง

ลูกขุน 3 ชายผู้เข้มแข็ง ดุดัน ชอบใช้อำนาจถือความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ชอบใช้ความรุนแรง ไร้อารมณ์ขัน และไม่อดทนฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ฯลฯ

...........

ลูกขุน 8 ชายผู้เงียบขรึม ช่างคิด และเป็นสุภาพบุรุษ พิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน และพยายามมองหาข้อเท็จจริงอยู่ตลอดเวลา จิตใจหนักแน่นและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เหนือสิ่งอื่นใดเขาเป็นคนที่ต้องการให้เกิดความยุติธรรม และต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ฯลฯ

คดีที่คณะลูกขุนคณะนี้ต้องพิจารณานั้นเป็นคดีฆ่าคนตาย
โดยจำเลยเป็นเด็กหนุ่มวัย 19 ปี และผู้ตายก็คือพ่อของเขาเอง...

การตัดสินคดีอุกฉกรรจ์คดีนี้ คณะลูกขุนจะต้องมีเสียงที่เป็นเอกฉันท์เท่านั้น นั่นคือ จำเลย "ผิด" หรือ "ไม่ผิด" ด้วยเสียง 12 ต่อ 0 ...

จากหลักฐานพยานทั้งหมดชี้ชัดว่าจำเลยได้กระทำการ "ปิตุฆาต" จริง ๆ

"ไอ้หนูนั่นท่าจะรอดยาก" เป็นเสียงบ่นพึมพำของยาม
ขณะที่เขาเดินนำคณะลูกขุนทั้ง 12 คนไปยังห้องประชุมเพื่อร่วมกันตัดสินคดี ซึ่งดูเหมือนจะตัดสินชี้ขาดได้ไม่ยาก...

แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อหนึ่งในคณะลูกขุน...ลูกขุนหมายเลข 8...โหวตให้จำเลย "ไม่ผิด" ซึ่งขัดแย้งกันกับเสียงส่วนใหญ่ ถึง 11 เสียง

นั่นทำให้ต้องมีการทบทวนหาข้อเท็จจริงกันใหม่ ท่ามกลางความไม่พอใจ และความลังเลสงสัยของคณะลูกขุนทั้งหมด...

เมื่ออีกหนึ่งในคณะลูกขุนได้เน้นย้ำถึง"ภารกิจ"ที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติ

" นี่คืองานที่แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยที่น่ายกย่อง ...เราได้รับการมอบหมายหน้าที่ เพื่อตัดสินความบริสุทธิ์หรือความผิดของคนคนหนึ่ง คนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรจากคำตัดสินของเรา ดังนั้น เราจึงไม่ควรตัดสินด้วยการเอาความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง"

แต่ทว่า...ความรู้สึกส่วนตัวก็เข้ามาเกี่ยวข้องจนได้ เมื่อลูกขุนแต่ละคนเริ่มเปิดเผยอุปนิสัยและ "ตัวตน" ที่แท้จริงของตนออกมา...
การโต้แย้งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ

คณะลูกขุนทั้ง 12 คนกลายเป็นชาย 12 คนที่ใช้ทั้งอารมณ์ ทั้งโทสะ
และความเกรี้ยวกราดเข้าปะทะกันอย่างเข้มข้นร้อนแรง...

ฉากของการฆาตกรรมตลอดจนคำให้การของพยานผู้อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ถูกจำลองขึ้นอีกครั้งและอีกครั้ง...

ในที่สุด คำตัดสินชี้ขาดของคณะลูกขุนมีบทสรุปอย่างไร...
น่าสนใจและน่าติดตามใช่ไหมล่ะคะ

หนังสือมีความหนาเพียง 100 หน้า แต่ใช้เวลาอ่านพอสมควรทีเดียวค่ะ เพราะขณะอ่านบทพูดของลูกขุนแต่ละคนบางทีต้องย้อนไปอ่านหน้าต้น ๆ ที่บอกเล่าถึงบุคลิกลักษณะของลูกขุนแต่ละคนเพื่อทำความเข้าใจว่า...อ้อ...เขาเป็นคนเช่นนี้นะ ถึงได้มีวิธีคิดอย่างนี้ ๆ

แต่ก็รับรองว่า...เมื่อได้เริ่มต้นอ่านแล้ว...
คุณจะวางไม่ลงแน่ถ้ายังไม่ถึงบทสรุป...!

















 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 5 มิถุนายน 2552 11:24:45 น.
Counter : 1589 Pageviews.  

ใบไม้ใบสุดท้าย :โศกนาฎกรรมของคนลาวพลัดถิ่น





ใบไม้ใบสุดท้าย:โศกนาฎกรรมของคนลาวพลัดถิ่น
บุนเสิน แสงมะนี / เขียน
รศ.ดร.สุนทร โคตรบรรเทา / แปล
นานมีบุ้คส์ / จัดพิมพ์ (ครั้งที่ 4 มีนาคม 2550)


(หนังสือรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนของประเทศลาว ประจำปี 2005)





เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นจากประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดของเรา เล่มแรกที่จขบ.ได้อ่าน ในเล่มประกอบด้วยเรื่องสั้นทั้งหมด ๒๔ เรื่อง อาทิเช่น...ประเพณีชีวิต...ใบไม้ใบสุดท้าย... คนไกลบ้าน...ชีวิตของฉันเหมือนนิยาย ลมทะเล สมุดบันทึกนิรนาม เพียงเพื่อความหวัง กระดานไม้ หิมะรัสเซีย แสงสว่างจากภูดอย ชีวิตและความตาย ฯลฯ

เรื่องราวส่วนใหญ่ผู้เขียนเขียนจากประสบการณ์ชีวิตของตนเองหรือเป็นเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวลาวที่ยากจนในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ

เช่นเรื่อง 'ประเพณีและชีวิต' เป็นเรื่องราวของลีจู...เด็กหนุ่มที่เกิดในครอบครัวชาวเขาเผ่าหนึ่งที่ยังยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีที่เคยปฏิบัติมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ นั่นคือประเพณีที่พี่น้องในครอบครัวเดียวกันจะต้องรับช่วงภาระทางบ้านรวมถึงลูกเมียของพี่หรือน้องในครอบครัวหากอีกฝ่ายต้องตายจากไปก่อน...

"ตามประเพณีของเราแล้ว ถือว่าพี่ตายพี่ยัง ผัวตายผัวยัง สิ่งนั้นก็หมายความว่า พี่ตายก็ต้องเป็นน้องชายแทน เพื่อไม่ให้เสียเลือดเนื้อของผู้เป็นพี่...ลีจูเอย ลูกต้องแต่งงานกับพี่สะใภ้ และรับภาระเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเหมือนเลือดเนื้อเชื้อไขที่เกิดกับอกของตนเอง"

ลีจูจะตัดสินใจอย่างไร ? ในเมื่อเขานับถือพี่สะใภ้ดังเป็นพี่ของตัวเอง ตัวเขาเองก็ผ่านการศึกษามาแล้วในระดับหนึ่ง และยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะกลับไปเรียนต่อ...ประการสำคัญเขามีหญิงคนรักที่วาดหวังอนาคตร่วมกันอยู่แล้ว...

นั่นเป็นตัวอย่างของเรื่องสั้นที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตและความเชื่อ ของผู้คนในแถบชนบทของลาว...ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผู้เขียนได้หยิบยกเอาประสบการณ์ของตัวเองเมื่อต้อง "พลัดถิ่น" ไปใช้ชีวิตในดินแดนห่างไกล ซึ่งต้องพบพานกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว อ้างว้างท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แปลกเปลี่ยนและไม่คุ้นเคย...ที่กัดกร่อนและกินใจที่สุดก็คือ...ความคิดถึงบ้านนั่นเอง

อย่างเรื่องเล่าถึงชีวิตในยามสงครามของคุณตาคนหนึ่งบนถนนกาเลนิน กรุงมอสโก ใน "ใบไม้ใบสุดท้าย"...ชายชราผู้เปรียบเสมือนใบไม้ใบสุดท้าย...รำพึงให้ผู้เขียนฟังว่า..

."ลูกชายเห็นต้นไม้นั่นไหม ใบมันร่วงโรย...ใบไม้ต้นนี้ยังร่วงไม่หมด มันยังเหลือไว้ใบหนึ่งที่เคลื่อนไหวปลิวสะบัดพัดต้านกับสายลมและฤดูกาล ด้วยความคึกคะนองของสิ่งมีชีวิต แต่มันก็เหลืองซีดเหมือนคนแก่ชรา... และก็จะร่วงหล่นทุกใบในที่สุด"

เรื่องเล่าของชายชรา...ทำให้เขาผ่านวันคืนเหงา ๆ ในต่างแดนได้อย่างตระหนักรู้และเข้าใจในชีวิต...





ยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวที่...เมื่ออ่านแล้ว...ได้ฉุกคิด ถึงชีวิตและความเป็นไปในสังคมรอบตัว ด้วยสำนวนภาษาที่เรียบง่าย มีน้ำเนื้อแห่งความซื่อใสบริสุทธิ์
ปราศจากวี่แววแห่งการเสียดเย้ยหรือประชดประเทียดเสียดสีอย่างที่เคยคาดคิด(นึกเดาเอาเอง)ว่า...วรรณกรรมจากดินแดนที่มีคำนำหน้าประเทศว่า...สาธารณรัฐฯน่าจะเป็นเช่นนั้น

ในแง่ของความบันเทิงและรสวรรณศิลป์ ในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ก็มีอยู่อย่าง...เต็มเปี่ยม สมคุณค่าวรรณกรรมรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนเลยทีเดียว

จากคำนำผู้แปล :

"...บุนเสิน แสงมะนี เขียนแต่ละเรื่องชวนให้อ่าน ชวนให้ติดตาม ตั้งแต่ชื่อเรื่อง การผูกเรื่อง การเดินเรื่อง ตัวละคร ถ้อยคำ วลี ประโยค และคำพูดที่สรรมาใช้ แต่ละเรื่องมีคติให้ข้อคิดเกี่ยวกับชีวิต การต่อสู้ การแก้ปัญหา การดิ้นรนเอาตัวรอด เพื่อการดำรงชีวิตและการอยู่ในสังคมที่ท้าทาย แข่งขัน และยึดมั่นในค่านิยมจารีตประเพณีของบ้านเกิดเมืองนอน ..."


เกี่ยวกับผู้เขียน :

ท่านบุนเสิน แสงมะนี เกิดที่เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ จบปริญญาตรีจากเวียงจันทน์ และจบปริญญาด้านการทูตจากมหาวิทยาลัยนานาชาติ กรุงมอสโก สหภาพโซเวียต
ในอดีตเขาเป็นผู้นำนักศึกษาหนุ่ม-สาวลาวที่ศึกษาอยู่ในสหภาพโซเวียต ขณะเขียนหนังสือได้เป็นผู้ก่อตั้งวารสารนักศึกษาลาว
บทประพันธ์ของเขาปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ มากมาย เช่นเรื่องสั้นกลับคืนสู่บ้านแม่ คนคืนคน ยิ้มไม่ยอมเป็นอดีต แผ่นดินแม่
และใบไม้ใบสุดท้าย ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสั้นที่เขาเขียนขึ้นเมื่อปี ๑๙๘๙ และรวมอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุดใบไม้ใบสุดท้าย ปี ๑๙๘๐
เป็นผู้ชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นของวารสารวรรณศิลป์ ปี ๑๙๙๔
เป็นผู้ชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นของกองทัพประชาชนลาว ปี ๒๐๐๕
เป็นนักเขียนรางวัลซีไรท์ประเภทเรื่องสั้นจากประเทศลาว
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมการบริหารกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

เกี่ยวกับผู้แปล :

รศ.ดร.สุนทร โคตรบรรเทา สำเร็จการศึกษาครุศาสตร์บัณฑิตและครุศาสตร์มหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และปริญญาเอกทางปรัชญาในสาขาการบริหารการศึกษา การศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาชุมชน จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐอเมริกา
และเรียนภาษาเยอรมันเป็นภาษาที่สองในการทำปริญญาเอก
เคยผ่านงานองค์การความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา(ยูเสด) องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ในระดับปริญญาตรี โท และเอก อยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
เป็นนักเขียน นักแปลหนังสือวิชาการและวรรณคดี และนักภาษา สำหรับงานเขียนด้านภาษา มีหนังสือหลักภาษาอังกฤษขั้นสูง การอ่านและความเข้าใจ ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ ตำราเรียนภาษาเยอรมัน และภาษาญี่ปุ่น


..หนังสือดี ๆ อีกหนึ่งเล่ม นำมาชวนกันอ่านค่ะ









 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 2 ตุลาคม 2551 14:26:48 น.
Counter : 3713 Pageviews.  

บัลซัคกับสาวน้อยช่างเย็บผ้าชาวจีน ~ ไต้ซื่อเจี๋ย (โตมร ศุขปรีชา : แปล)





บัลซัคกับสาวน้อยช่างเย็บผ้าชาวจีน
ไต้ซื่อเจี๋ย / เขียน
โตมร ศุขปรีชา / แปล
สำนักพิมพ์บลิส / พิมพ์ ตุลาคม 2547



เรื่องย่อ : (จากปกหลัง)


ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมจีน หนุ่มชาวเมืองเคราะห์ร้ายสองคน คนหนึ่งเป็นลูกชายของหมอฟัน อีกคนเป็นลูกชายหมอ ซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่อง
ทั้งสองถูกส่งไปชนบทจีน เพื่อล้างความคิดแบบตะวันตก โดยต้องทำงานหนัก ทำตัวประหนึ่งกรรมกรไร้การศึกษา
ต้องปฏิเสธความคิดและความรู้ทั้งหมดที่เคย เรียนรู้มา มีเพียงความสามารถโดดเด่นในการเล่าเรื่องที่ช่วยให้ทั้งคู่อยู่รอดได้
คือต้องรับหน้าที่ไปดูหนังในอีกหมู่บ้านหนึ่งแล้วกลับ มาเล่าเรื่องให้คนในหมู่บ้านฟัง

แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อ ทั้งคู่พบและร่วมกันขโมยขุมทรัพย์ที่ซุกซ่อนอยู่
ซึ่งทางการถือว่าเป็นตัวบ่อนทำลายประเทศจีน นั่นคือวรรณกรรมชั้นเยี่ยมของโลกของนักเขียนนามบัลซัค
และเมื่อทั้งคู่นำไปอ่านให้ลูกสาวของช่างเย็บผ้าในหมู่บ้านฟัง
ระหว่างนั้นเองเด็กหนุ่มสองคนตกหลุมรักสาวน้อย

หนังสือของบัลซัคและสาวน้อยช่างเย็บผ้าได้ปลุกหลายสิ่งซึ่งเคยหลับไหลในตัวสองหนุ่มให้ตื่นขึ้น...





"บัลซัคกับสาวน้อยช่างเย็บผ้าชาวจีน" แปลจาก Balzac et la Petite Tailleuse Chinoise นวนิยายเรื่องแรกของนักเขียนชาวจีน ไต้ซื่อเจี๋ย ซึ่งเขาเขียนโดยอาศัยข้อมูลจากประสบการณ์ตรงของตนเอง จากการที่ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกส่งตัวไปยังแถบชนบทของจีนเพื่อ..."ดัดแปลงตัวเอง" ก่อนที่จะลี้ภัยไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส จนได้เป็นผู้กำกับภาพยนต์มีชื่อ...

(จากคำนำสนพ.) ... เขาเขียนนิยายจากความทรงจำ ในฐานะเหยื่อคนหนึ่งของการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่สิ่งที่เสนอกลับละมุนละไม กินใจด้วยอารมณ์แห่งรักและความหอมหวานของเสรีภาพในวัยแรกรุ่น ซึ่งทำให้ผลงานของเขาข้ามพรมแดนแห่งเชื้อชาติได้อย่างสง่างาม...กวาดรางวัลในฝรั่งเศสไปถึง 5 รางวัล ...อีกทั้งกลายเป็นนิยายแพร่หลายแปลไปถึง 26 ภาษาทั่วโลก"


(ส่วนตัว) อ่านได้เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ ค่ะ ไม่ถึงกับประทับใจมาก มันมีข้อติง ๆ อยู่นิดหนึ่งว่า คนเล่าเขาเล่าบางเรื่องเสียละเอียดลออ (คนเขียนคงจำฝังใจกับเหตุการณ์นั้น ๆ ) แต่บางจุดที่น่าจะเป็นแก่นของเรื่องเขากลับข้ามในรายละเอียดไปเฉย ๆ ซะงั้น เลยทำให้อ่านจบไปแบบงง ๆ

จึงทำให้รีวิวได้แบบสั้น ๆ งง ๆ แบบนี้...














 

Create Date : 21 เมษายน 2551    
Last Update : 21 เมษายน 2551 16:21:25 น.
Counter : 884 Pageviews.  

~ เหมาโหลถูกกว่า ~ เนื่องน้อย ศรัทธา แปลและเรียบเรียง






"เหมาโหลถูกกว่า"

แปลจาก 'Cheaper by the Dozen' และ 'Belles on Their Toes'
By : Frank B. Gilbreth,Jr. and Ernestine Gilbreth Carey
แปลโดย : เนื่องน้อย ศรัทธา
พิมพ์โดย บ.สร้างสรรค์บุ๊คส์ จำกัด
(เล่มนี้พิมพ์ครั้งที่ 12 เมื่อ พฤศจิกายน 2545)



สนุกสนานกับการจัดระบบทุ่นแรง ทุ่นเวลาท่ามกลางความยุ่งเหยิงวุ่นวาย
ชุลมุนชุลเก แต่เต็มไปด้วย 'ประสิทธิภาพ' ของพ่อแม่ที่มีลูกๆ เพียงแค่ 'สิบสอง' คน






มาปรับ เปลี่ยนโหมดอารมณ์ อันรันทดหดหู่จากเดอะไคท์รันเนอร์ มาเป็นเริงร่าขบขันต้อนรับฃ่วงวันแห่งครอบครัวนี้นะคะ

หนังสือเล่มหนาปึกเล่มนี้...(ฉบับที่ที่บ้านเคยมีอยู่เป็นปกแข็ง หนามาก...เป็นหนังสือที่ ในวัยเด็กจนโตเข้าสู่วัยรุ่น และวัยทำงานต้น ๆ เราไม่เคยคิดจะอ่าน...
จนเมื่อหนังสือเล่มนั้นได้อันตรธานไปจากชั้นแล้วนั่นแหละ และไปเจอคำวิพากษ์วิจารณ์ที่นั่นที่นี่...ถึงจะนึกอยากอ่านขึ้นมา ต้องไปขวนขวายหาซื้อมาครอบครอง )

อ่านแล้วก็วางไม่ลง ด้วยความสนุกสนานในเรื่องราวของครอบครัวใหญ่ ที่บอกเล่าด้วยสำนวนที่บ่งบอกถึงอารมณ์ขัน แต่ซาบซึ้งและอบอุ่นล้นเหลือ...เราสามารถรับรู้ได้ถึงความสัมพันธ์ ความผูกพันอันแน่นเหนียวระหว่างคนในครอบครัวใหญ่ ๆ ...

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเล่าถึงคนเป็นพ่อ...แด้ด ผู้มีระบบระเบียบในการบริหารจัดการลูก ๆ และงานของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ





"เหมาโหลถูกกว่า" เป็นเรื่องราวของครอบครัวกิลเบร็ธ ที่มี แฟรงค์ บังเกอร์ กิลเบร็ธ บิดาผู้เป็นวิศวกรและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้เปี่ยมไปด้วยความสามารถ
กับลิเลียน มอลเลอร์ กิลเบร็ธ มารดา...ผู้เป็นบัณฑิตทางจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย...ยอดหญิงผู้เปี่ยมไปด้วยความทรหดอดทน
เธอมีลูกถึง 12 คน เพราะสามีของเธอเป็นคนรักเด็ก และอยากมีลูกเยอะ ๆ ...

"แม้แต่จำนวนหนึ่งโหลที่มีอยู่แล้วก็ยังไม่เป็นที่พอใจของแด้ดนัก บางครั้งท่านพิจารณาดูพวกเรา แล้วหันไปพูดกับแม่...
'ไม่เป็นไรหรอกนะลิลลี่ เธอได้ทำอย่างดีที่สุดของเธอแล้ว'..."






จากโปรยปกหลัง...(บางส่วนจากบทที่ 8)

"พวกเราลูก ๆ รักแด้ดทุกคน "

วันที่สหรัฐอเมริกา เข้าสู่สงครามโลกครั้งแรกแด้ดส่งโทรเลขไปถึงประธานาธิบดีวิลสัน ใจความว่า..."จะถึงวอชิงตันโดยรถไฟขบวน 7.30 น. ถ้าท่านไม่ทราบจะใช้ผมอย่างไร ผมจะบอกท่านเอง "

นี่คือการเสนอความสามารถแบบเปิดอกของแด้ด โดยที่ประธานาธิบดีวิลสันไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน และไม่รู้ด้วยว่าแด้ดจะแบ่งเบาแอกที่ท่านประธานาธิบดีแบกอยู่ได้หรือไม่...แต่กมีคนไปรับท่านที่สถานีรถไฟ...

กว่าจะพบแด้ดอีกครั้ง ท่านก็แต่งเครื่องแบบไปเสียแล้ว มีหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทุ่นแรงทุ่นเวลาในโรงงานผลิตปืนกล

ท่านอาจจะเป็นจี.ไอ. ที่ตัดผมสั้นที่สุดในกองทัพ แล้วเมื่อไรที่ท่านเดินเข้ามาในห้องโถง แล้วร้อง "แถวตร๊ง" พวกเราต้องกระทบส้นรองเท้าให้ท่านได้ยิน !


แค่นี้ก็คงมองเห็นอารมณ์ขันของผู้เล่า และความเป็นนักบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของ"แด้ด"

หนังสือแบ่งออกเป็นสองภาค คือภาคที่หนึ่งเล่าเรื่องราวของแด้ดกับลูก ๆ ในขณะที่แด้ดยังมีชีวิตอยู่ ส่วนภาคที่สองนั้นเป็นเรื่องราวหลังจากแด้ดสิ้นชีวิตแล้ว ซึ่งตอนนั้น แอนน์ลูกสาวคนโตของครอบครัวมีอายุเพียง 18 ปี และเจน น้องนุชสุดท้องเพิ่งจะสองขวบ
แม่...ลิเลียน กิลเบร็ธต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวยังคงเป็นครอบครัวที่มีระบบระเบียบเช่นเดียวกับเมื่อแด้ดยังมีชีวิตอยู่...

คำนำของผู้แปลและเรียบเรียง

ดิฉันได้อ่านเรื่องนี้ครั้งแรกในหนังสือ The Reader’s Digest ฉบับนักเรียน แม้จะเป็นเพียงตัดตอนย่อออกมาสั้นๆ ก็ยังรู้สึกติดใจมาก ยิ่งได้ทราบว่าเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งทำให้อยากติดตามมากขึ้น

ดิฉันได้พบหนังสือชุดนี้ที่ร้าน “รวมสาส์น” มีอยู่สองเล่ม เล่มหนึ่งคือ Cheaper by the Dozen อีกเล่มหนึ่งคือ Belles on Their Toes เล่มแรกเป็นเหตุการณ์ณ์ตอนที่พ่อหรือ “แด้ด” ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนเล่มหลังเป็นตอนที่ “แด้ด” สิ้นชีวิตแล้ว มิสซิสกิลเบร็ธผู้เป็นแม่ต้องดูแลเลี้ยงดูบุตรทั้งสิบสองของเธอต่อมาตามลำพัง ผู้ประพันธ์ทั้งสองก็คือสองในจำนวนสิบสองนั่นเอง

นอกจากท่านผู้อ่านจะได้รับความบันเทิงในแง่ความรัก ความอบอุ่น ความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลในครอบครัวขนาดใหญ่ครอบครัวหนึ่งแล้ว ท่านยังอาจจะได้ข้อคิดอันเป็นประโยชน์แก่ครอบครัวไทยๆ เราในสมัยพัฒนานี้อีกบ้างเช่นกัน ข้อคิดจากปัญหาอันเกิดจากแม่บ้านต้องออกทำงานนอกบ้านและต้องรับผิดชอบงานบ้าน รวมทั้งการติดตามการเจริญเติบโตของบุตรธิดาทุกคนอย่างใกล้ชิด ครอบครัวในเรื่องนี้ถือหลักการทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานนอกบ้านหรืองานบ้านว่าจะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ทุ่นแรงทุ่นเวลาและประหยัดที่สุดด้วย มิสเตอร์กิลเบร็ธเป็นผู้ให้ระบบพิมพ์สัมผัสแก่บริษัทผู้สร้างพิมพ์ดีด “เรมิงตัน” เป็นที่ปรึกษาการบรรจุสบู่ผงของบริษัทลีเวอร์บราเธอร์ ฯลฯ

ในการถ่ายทอดออกเป็นภาษาไทย ดิฉันรักที่จะยังคงเรียกมิสเตอร์กิลเบร็ธว่า “แด้ด” ตามที่ผู้ประพันธ์ท่านเรียก แต่คำพูดแทนตัวของมิสเตอร์กิลเบร็ธกับลูกๆ ดิฉันขอใช้คำว่า “พ่อ” ตามความหมายบริสุทธิ์ดังเดิม

เมื่อเรื่องนี้ลงพิมพ์ใน “ศรีสัปดาห์” ท่านผู้อ่านหลายท่านกรุณาให้กำลังใจต่อการถ่ายทอดออกเป็นภาษาไทยของดิฉัน ดิฉันจึงขอถือโอกาสขอบพระคุณไว้ในที่นี้ด้วย /

เนื่องน้อย ศรัทธา
31 สิงหาคม 07

เรื่องจริงที่บอกเล่าด้วยอารมณ์ขัน แต่อบอุ่นน่ารัก น่าประทับใจ...
หยิบมาชวนกันอ่านในช่วงวันแห่งครอบครัวค่ะ...














 

Create Date : 14 เมษายน 2551    
Last Update : 14 ธันวาคม 2558 15:36:54 น.
Counter : 2101 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 177 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~Beautiful Girl/นางสาวฉ่ำทุกข์กับนายความสุข/นิรวาณ/เขียน ~

~หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา/อุรุดา โควินท์/เขียน ~

~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~

~ดั่งลมหวน/ปิยะพร ศักดิ์เกษม/เขียน ~

~ตงกง ตำหนักบูรพา 1-2/เฝยหว่อซือฉุน/เขียน ดารินทิพย์/แปล ~

~บุหลันไร้ใจ/เฝยหว่อซือฉุน/เขียน มิราทิพย์/แปล ~

~เอกเทพ/อลินา/เขียน ~

~ทุติยอสูร/อลินา/เขียน ~

~ตรีเนตรทิพย์/อลินา/เขียน~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.