'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

บนถนนชีวิตที่เลือนราง : She's come undone





บนถนนชีวิตที่เลือนราง : She's come undone
Wally lamb / เขียน
'ธีรพร' / แปล
สนพ.มติชน / พิมพ์ (2547)






รายละเอียด (จากเว็บสำนักพิมพ์) :

หนังสือนวนิยายเรื่องราวการเดินทางเติบโตสู่ความเป็นผู้ใหญ่เล่มนี้
วอลลี่ แลมบ์เชิญชวนให้เราเข้าร่วมไปกับการเดินทางของความรัก ความเจ็บปวดและชีวิตใหม่
กับนางเอกที่ตลกได้อย่างเศร้าซึ้งที่สุดในรอบหลายปี
เธอเป็นทั้งเด็กสาวที่เปราะบาง และคนที่โกรธขึ้งและมองโลกในแง่ร้าย ยากที่จะรักเธอได้ลง
แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็น่ารักยากจะหาใครเหมือน
โดลอเรสเป็นความจริงที่เจ็บปวดเท่า ๆ กับข้อบกพร่องในตัวเรา
She's come undone สัญญาว่าคุณจะไม่มีวันลืมโดลอเรส ไพรซ์


โปรยปก :

หนึ่งในสิบอันดับหนังสือแห่งปีจากนิตยสารพีเพิล
หนังสือเด่นแห่งปีจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์
หนังสือเข้ารอบชิงชนะเลิศหนังสือนวนิยายเล่มแรกแห่งปีของหนังสือลอสแอนเจลิสไทม์








ส่วนตัว

จากคำโปรยข้างต้น จากปก จากอะไรอีกหลายอย่าง ทำให้เลือกที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกของจำนวนหนังสือทั้งหมด 15 เล่มที่ได้รับมาล็อตหลังสุด
อ่านแล้วก็ติดหนึบ ไม่อยากวาง (แต่ก็จำเป็นต้องวางบ้าง ด้วยขนาดและความหนาของหนังสือ)...
แล้วก็จบไปได้ ในเวลาสองวัน...

เรื่องราวดำเนินไปในรูปของบทบันทึก คล้าย ๆ จะเป็นบันทึกส่วนตัวของโดลอเรส ไพรซ์ แต่ไม่ถึงกับเป็นบันทึกประจำวันหรือไดอารี่อะไรแบบนั้น แต่เป็นเรื่องเล่าผ่าน "ฉัน" ...
(ซึ่งส่วนตัวจะชอบนิยายที่เขียนในลักษณะนี้มากเป็นพิเศษ)

โดลอเรสได้เล่าถึงชีวิตของเธอนับแต่วัยเด็ก เริ่มตั้งแต่เมื่อเธอมีอายุ 4 ขวบ ในปี 1956 ที่บ้านของเธอมีทีวีขาวดำเครื่องแรก...
ในช่วงนั้น เธอได้เห็นความปริร้าวในชีวิตคู่ของพ่อกับแม่อยู่เรื่อย ๆ และมาสิ้นสุดลง เมื่อเธออายุ 12 ปี
เธอต้องย้ายมาอยู่กับยาย ในขณะที่แม่ของเธอต้องเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาล...

มันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็กหญิง เธอได้บอกเล่าถึงเรื่องราวที่ดำเนินไป การต้องอยู่กับยายที่ค่อนข้างจะเข้มงวดและหัวโบราณ การย้ายโรงเรียน ตลอดถึงความรู้สึกนึกคิดของเธอที่มีต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างละเอียดลออ...

เมื่ออายุ 13 ปีเธอก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ที่เธอเคยให้ความไว้วางใจ และชื่นชมเขา
นั่นทำให้เธอต้องก้าวผ่านวัยเด็กไปก่อนเวลาอันควร...พร้อมกับบาดแผลในใจอันยากจะเยียวยา... (จบภาคแรก...ธิดาแห่งความเศร้าโศก)

เธอใช้เวลาหลายปีหลังจากนั้น นอนเกยตื้นเหมือนปลาวาฬอยู่หน้าจอทีวี และบำเรอตัวเองด้วยขนมหวาน อาหารขยะต่าง ๆ และน้ำอัดลม...
เมื่อเธอเรียนจบชั้นมัธยม แม่ของเธอบังคับให้เธอเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย...ซึ่งเธอต่อต้านแบบหัวชนฝา ด้วยน้ำหนักตัวในขณะนั้นถึง 257 ปอนด์

และแล้ว ชีวิตของเธอต้องหักเหอีกครั้งเมื่อแม่ของเธอเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุในปีนั้น...
เธอตัดสินใจเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ตามความปรารถนาก่อนตายของแม่...
ชีวิตนักศึกษาไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิงที่มีรูปร่างอ้วนแบบเธอ แต่เธอก็ได้พยายาม...
ที่นั่นเธอได้พบกับชายในฝันของเธอ แม้จะเป็นเพียงรูปถ่ายกับจดหมายรักของเขาที่เขาเขียนถึงรูมเมทของเธอ และเธอได้ขโมยเก็บมันไว้...

ในที่สุดความอดทนของเธอก็ถึงขีดสุด...ในเวลาไม่ถึงปีที่เธอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น... เธอทำร้ายเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งซึ่งพยายามล่วงละเมิดเธออย่างหยาบคาย...
...........
เธอเบรคดาวน์ไปพร้อมกับซากปลาวาฬที่นอนตายเกยตื้นที่แหลมเคปค็อต...(จบภาคสอง...ปลาวาฬเกยตื้น)

เธอเข้ารับการบำบัดทางจิตเวชในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง...เป็นเวลาถึง 7 ปี
เธอได้บันทึกถึงการบำบัดอาการทางจิตของเธอได้อย่างละเอียดและมีอารมณ์ขัน แต่มันเป็นความขันที่แทรกรสขมไว้แทบทุกบรรทัดเลยทีเดียว...
จะด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็ตาม เธอได้พบรูปถ่ายของชายในฝันของเธออีกครั้ง...
และเธอก็ตัดสินใจไปตามหาเขา...
เธอแต่งงานกับเขาในเวลาต่อมา...เธอท้องแล้วก็ทำแท้งเพราะเขาไม่ต้องการลูก...

ในที่สุด เธอตัดสินใจหย่า...

She didn't know what she was headed for
And when she found what she was headed for...
เธอไม่รู้จะไปทางไหน
และเมื่อเธอรู้ว่าจะไปทางไหน...






ชอบมากถึงมากที่สุด...เป็นหนังสือเล่มหนาที่...หากได้ลงมืออ่านแล้วคุณจะต้องลุ้นระทึกไปกับถนนชีวิตอันขรุขระ ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของโดลอเรส ไพรซ์ ตลอดเวลา...

พร้อม ๆ กัน ชีวิตของเธอ ในบางช่วง บางจุด คุณอาจจะเผลอมองย้อนไปในชีวิตของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา แล้วอาจจะได้แลเห็นแง่มุม หรือกระทั่งปุ่มปมบางอย่างที่เราอาจจะลืมเลือนไป หรือไม่...เราก็แกล้งลืม

รู้สึกได้เลยว่าบรรดาคำนิยมทั้งหลายที่ปรากฏในหน้าปกในหนังสือนั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย...

เช่น...

"แลมบ์สร้างสรรค์ให้นางเอกปากกล้าของเขา ยิ่งใหญ่ทั้งร่างกายและจิตใจ...จอห์น อัพไดก์ เคยกล่าวไว้ว่า เจ.ดี.ซาลิงเจอร์ รักตัวละครของเขา 'มากกว่าที่พระเจ้ารักพวกเขาเสียอีก' ซึ่งอาจจะกล่าวได้กับวอลลี่ แลมบ์เช่นกัน...ตัวละครเหล่านี้ก็เป็นที่รักของผู้อ่านไม่แพ้กัน อย่างเช่นที่โดลอเรสเป็น แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เธอสมเพชตัวเองที่สุด ผู้อ่านก็ยังคอยให้กำลังใจเธอ ให้ฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่าง และได้พบกับความสุขสงบในชีวิต "

-ฮิลมา โวลิตเซอร์ นิวยอร์กไทมส์บุ้กรีวิว



"ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกแย่และต้องการช่วงเวลาแห่งชัยชนะเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับตัวเอง การใช้เวลากับโดลอเรสเป็นการบำบัดจิตใจที่ดีเยี่ยม"

- ดิ้กบี้ ดีล



ฯลฯ

ส่วนตัว...ขอนิยามหนังสือเล่มนี้สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า ...
"รันทด...แต่แสนจะงดงาม" ค่ะ

อีกหนึ่งเล่มที่อยากจะชวนอ่านอย่างแรง !


ป.ล.1 หนังสือเล่มนี้พิมพ์ตั้งแต่ปี 2547 แต่เรื่องราวยังคงสดใหม่มาก
ป.ล. 2 ย้ำนักหนาเรื่องความหนาของหนังสือ ลืมบอกไปว่าหนังสือเล่มนี้ หนา 548 หน้าค่ะ
ป.ล. 3 หลายคนอาจจะคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นชีวิตจริงของผู้เขียนหรือเปล่า...? ขอบอกว่าไม่ใช่แน่นอนค่ะ เพราะผู้เขียนเรื่องนี้เป็นผู้ชาย แต่สามารถเขียนเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งตั้งแต่อายุ 4 ขวบ จนถึง 40 ปี ได้อย่างน่าอ่าน ชวนติดตาม บอกเล่าถึงอารมณ์ความรู้สึกได้อย่าง...เนียนมาก ๆ จนหลายครั้งต้องคอยพลิกดูบ่อย ๆ ว่า คนเขียนเค้าเป็นผู้ชายแน่หรือ...?

ประมาณนั้นทีเดียว

















 

Create Date : 24 กันยายน 2551    
Last Update : 4 มิถุนายน 2552 11:06:00 น.
Counter : 1037 Pageviews.  

คนพันธุ์สัตว์ (You’re an Animal,Viskovitz!)





คนพันธุ์สัตว์ (You’re an Animal,Viskovitz!)
Alessandro Boffa / เขียน
นาลันทา คุปต์ / แปล
สนพ.เอ็นเธอร์บุ๊คส์(ในเครือสนพ.แจ่มใส) / พิมพ์






หลากเรื่องราว(ชีวิต)สั้น ๆ แอบหักมุมของชุมนุมสิงสาราสัตว์ที่จิกกัดคนได้สะบัดถึงใจ...

คุณเคยสงสัยไหมว่า ในหนึ่งวัน สัตว์ทำอะไร คิดอะไร และรู้สึกรู้สาต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัวแค่ไหน...

"คุณจะรู้สึกอย่างไรหากวันหนึ่งลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองกลายเป็นสัตว์โน่นนี่มากมาย
วันหนึ่งเป็นนกแก้ว ต่อมาเป็นแมงป่อง
วันต่อไปลองเป็นกวาง เป็นฟองน้ำ เป็นเพนกวิน เป็นฉลาม ฯลฯ
คุณอาจจะยังนึกไม่ออกหรือบอกตัวเองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่คงจะดี หากได้สัมผัสชีวิตของพวกมัน

เพื่อจะได้บทสรุปว่ามนุษย์เรานั้น มันก็แค่สัตว์อีกชนิดหนึ่งนั่นเอง "


โปรยปกหน้า-หลัง หนังสือ "คนพันธุ์สัตว์ "








ปรารภกับเพื่อนว่า เบื่อ ๆ อยากอ่านอะไร ๆ ที่มันหลุดโลก ๆ หน่อย เพื่อนก็แสนดี ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้ยืม...

แถมกำกับมาด้วยว่ารับประกันความหลุดโลก
แต่...อ่านจบแล้วไม่ต้องคืนก็ได้นะ เพราะเค้าคงไม่อ่านซ้ำหรอก รอบเดียวก็เกินพอ !

เออแน่ะ...ท้าทายนักอ่านโรคจิตที่ชอบย้ำคิดย้ำทำ (คือมักจะอ่านหนังสือเล่มเดียวซ้ำ ๆ ซาก ๆได้หลายรอบ) อย่างเราชะมัด !

อ่านบทสองบทแรกอย่างงง ๆ ปนทึ่ง...
แต่อ่านไป ๆ ก็พอจับเค้า "สาร"ที่คนเขียนต้องการจะ"สื่อ" ได้บ้าง (ถ้า(ความพยายามที่จะ)เข้าใจไม่ผิดนะ)

คนเขียนเขียนในลักษณะเป็นบทบันทึกของ"ใคร"คนหนึ่งที่ชื่อ วิสโควิทซ์
เขาใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า "ผม" แสดงว่าเป็นเพศชาย...

"ผม" ในเรื่อง ในแต่ละบทจะเป็นสัตว์สายพันธุ์ต่าง ๆ ร่วม ๒๐ สายพันธุ์ (บทละสายพันธุ์!) เป็นหนู เป็นปลา เป็นสุนัข เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นนู่น...ฯลฯ

เมื่อเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เขาก็จะมีพฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไปตามธรรมชาติของสายพันธุ์นั้น ๆ ทั้งในเรื่องของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ธรรมขาตินิสัยหรือสัญชาตญาณประจำสายพันธุ์ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละประเภท

แต่ก็มีอยู่หลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน และเหมือนกันไปหมด นั่นคือสัญชาตญาณของการดิ้นรนเอาตัวรอด การแก่งแย่งแข่งขัน การแบ่งแยกชนชั้น การเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน(ในหมู่สัตว์สายพนธุ์เดียวกัน) ฯลฯ
กระทั่งการแสวงหาเกียรติยศ ชื่อเสียง และความรัก...(ผ่านเซ็กส์) ไปจนถึงการแสวงหาทางหลุดพ้น...

นี่มันพฤติกรรมและธรรมชาติของ "มนุษย์" อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ชัด ๆ !
ถ้าสัตว์พวกนี้ ใช้ชีวิตเยี่ยงนี้จริง ๆ และคิดเช่นนี้จริง ๆ พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับ "คน" อย่างเรา ๆ น่ะสิ

เฮ้อ...อ่านแล้ว(อยาก)หลุดโลกจริง ๆ !

มีประวัติคนเขียนสั้น ๆ ท้ายเล่มบอกว่าเขาจบการศึกษาด้านชีววิทยา
(เอิ่ม...น่าจะเป็นสัตววิทยานะนั่น) จึงมิพักต้องสงสัยในระบบความคิดของเขาสักเท่าใด...

ตัวอย่างนิดหน่อย...

"...หมาที่วัดเริ่มฝึกกำหนดลมหายใจแล้ว ข้าพเจ้าขัดสมาธิขาหลังในท่าดอกบัว เพ่งจิตอยู่ที่มุรธาราเพื่อฟื้นฟูหลังและบังคับให้ไหลไปสู่ดินแดนแห่งความหลุดพ้น ที่ซึ่งไม่มีความดีและความชั่ว ความสุขและความทุกข์ ไปสู่ใจกลางแห่งชีพจรที่เป็นต้นกำเนิดชีวิต ไปสู่ดวงตาแห่งปัญญาอันใสกระจ่าง ไปสู่ความสงบอันยิ่งใหญ่ ...ความสงบอันยิ่งใหญ่..."


อ่านบางตอนนึกไปถึง Animal Farm ของ George Orwell เพียงแต่รู้สึกว่าเล่มนี้จะเล่นแรงกว่า หยาบคายกว่าและเน้นเสียดสีในเรื่องของเซ็กส์มากกว่าปมอื่น ๆ ของมนุษย์...

บางช่วงนึกถึงเมตามอร์ฟอซิสต์ของคาฟคา (ที่อ่านไม่จบ)...

บางตอนก็คิดแว่บไปถึงเรื่องเล่าของหมูสาว ของดารีอุสเสคที่เคยอ่านเมื่อหลายปีก่อน เล่มนั้นอ่านจบต้องวิ่งไปอาเจียน! (หนังสือหายไปแล้ว เลยจำได้แต่ความรู้สึกหลังอ่านจบที่แรงมาก ๆ )
เล่มนี้...บางตอนก็อ่านแล้วชวนคลื่นเหียน สะอิดสะเอียนไม่แพ้กัน...
โดยเฉพาะบทพรรณาว่าด้วยการมีเซ็กส์...ซึ่งช่างตอกย้ำซ้ำซากเสียจนสงสัยว่าคนเขียนเขาเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย...?

เฮ้อ...!














 

Create Date : 09 กันยายน 2551    
Last Update : 4 มิถุนายน 2552 11:14:55 น.
Counter : 939 Pageviews.  

ผิดด้วยหรือฉันคือแม่มด (Witch Child By Celia Rees)





ผิดด้วยหรือฉันคือแม่มด (Witch Child By Celia Rees)
แปลโดย กิติมา อมรทัต
พิมพ์โดย สนพ.นานมีบุ๊คส์ (ครั้งที่ 6 ก.ค. 2547)







เรื่องย่อ : (จากปกหลัง)

เธอชื่อแมรี่ เป็นเด็กสาวอายุสิบสี่
เธออาจจะ"เป็น" หรือ "ไม่เป็น" แม่มด
แต่เธอไม่ยอมใหเสังคมมาตัดสินชีวิตของเธอ
เธอเลือกทางเดินให้ตัวเอง
พร้อมทั้งบันทึกเรื่องทั้งหมดไว้ในผ้านวม...


.............

(จากคำนำสำนักพิมพ์)

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นช่วงเวลาที่ทางยุโรปตื่นตัวกันมากเรื่องปราบพ่อมดแม่มด และกำจัดเวทมนตร์คาถา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค.ศ. 1569เป็นปีที่สงครามกลางเมืองในอังกฤษสิ้นสุดลง พวกเพียวริตันในอังกฤษอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ไปอยู่อเมริกาเพื่อความปลอดภัยกันเป็นจำนวนมาก

ซีเลีย รีส จับเอาเหตุการณ์ทั้งสองเรื่องนี้มาผนวกกัน ผูกเป็นเรื่องของเด็กสาวที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ทำให้เธอต้องเสี่ยงภัย หนีตายจากสังคมที่รังเกียจเวทมนตร์ ไปยังโลกใหม่ที่ห่างไกลจากความเชื่อ ที่ฆ่าผู้บริสุทธิ์มาแล้วมากมาย ...

เธอแอบเขียนบันทึกเรื่องราวลงในสมุด แต่อันตรายที่ย่างกรายเข้ามา ทำให้เธอต้องซ่อนบันทึกเหล่านั้น ไว้ในที่ที่คาดว่าจะไม่มีใครนึกถึง และเมื่อเวลาผ่านไปสามร้อยปี บันทึกเหล่านั้นจึงได้ถูกค้นพบและเปิดเผยขึ้น








ยอมรับว่าหยิบหนังสือเล่มนี้มาจากชั้นตามกระแสแฮร์รี่ พอตเตอร์
และมีชื่อผู้แปลเป็นการันตี
แต่ดองไว้นานเนิ่นจนลืมเลือนไป
เพิ่งจะหยิบมาอ่านเมื่อเร็ว ๆ นี้ แล้วก็ได้รู้ว่า...

คนละเรื่องคนละราวกับพ่อมดน้อยแฮร์รี่เลย

ผิดด้วยหรือฉันคือแม่มด (ใครนะตั้งชื่อภาษาไทยได้...ยาว เชย และไม่ดึงดูดเอาเสียเลย...) ไม่ใช่นิยายแฟนตาซีอย่างที่คิดคาดไว้
หากเป็นเรื่องเล่าเสมือนจริงของเด็กหญิงผู้หนึ่งที่ถูกสังคมตัดสินและตีตราว่าเป็น "แม่มด" และจะต้องถูกกำจัด เรื่องเล่าผ่านบันทึกของเธอที่แอบเขียนไว้ระหว่างการเดินทางไปสู่ "โลกใหม่"...
เป็นลักษณะของบันทึกประจำวัน...

เรื่องเปิดตัวได้อย่างน่าสนใจพอสมควร...แต่ก็น่าหดหู่พอกัน
เมื่อแมรี่จะต้องมองเห็นฉากการกระทำทารุณต่อยายของเธอ
ด้วยโทษฐานที่ท่านเป็น"แม่มด"

แมรี่ได้รับความช่วยเหลือจากคนที่เคยเป็นหนี้บุญคุณยายของเธอ ส่งให้เธอเดินทางหนีภัยไล่ล่ากวาดล้างแม่มดจากอังกฤษไปยังอเมริกา ที่ที่เธอคาดหวังชีวิตใหม่ที่ดีกว่า...

เธอจะ"หนี" ชะตากรรมที่ตนเองไม่ได้กำหนดเองได้หรือไม่ ต้องลุ้นและเอาใจช่วยเธอค่ะ...

แต่ขอสารภาพว่า...ส่วนตัวอ่านแรก ๆ ตื่นเต้นและ"อิน" มาก เห็นว่าพล็อตและการดำเนินเรื่องค่อนข้างแปลกและเก๋ดี แต่พออ่านไป ๆ ความอินมันค่อย ๆ จืดจางลงไปเป็นลำดับ ๆ แฮะ...

ก็ไม่ถึงกับน่าเบื่อนะคะ แต่ว่าเราไม่รู้สึกคล้อยตามตัวละครเท่าที่ควรอ่ะค่ะ อาจจะเป็นด้วยฉาก และบรรยากาศของเรื่องไม่สามารถทำให้เรา "เชื่อ" กระมัง...

หรือไม่ก็ต่อมจินตนาการมันฝ่อชั่วคราว
คือถ้าออกแนวแฟนตาซีไปเลยก็อาจจะสนุกกว่านี้ก็เป็นได้...(เป็นความเห็นส่วนตัวค่ะ )

แต่โดยรวมแล้วก็รู้สึกว่าคนเขียนเขาเก่งนะคะ ที่...เมื่ออ่านจนจบแล้วคนอ่านเองก็ยังไม่ชัดเจนในใจว่า ตกลงแมรี่เป็นแม่มดจริงหรือเปล่า...?

หากก็ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น...
เลยไม่ได้ติดตามเล่มที่ต่อเนื่องกับเล่มนี้ (ซึ่งอาจจะมีคำตอบอยู่ในนั้นก็เป็นได้)แหะ ๆ









 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 30 กันยายน 2551 16:02:45 น.
Counter : 2355 Pageviews.  

ลูกขุนหมายเลข 8 (Twelve Angry Men)





ลูกขุนหมายเลข 8 (Twelve Angry Men)
บทประพันธ์ของ เรจินัลด์ โรส (Reginald Rose)
บทละครดัดแปลงโดย เชอร์แมน แอล. เซอร์เกล
แปลและเรียบเรียงโดย : ศุภางค์ รุจนเวชช์
พิมพ์โดย : บ.เอ. อาร์. อินฟอร์เมชันแอนด์พับบลิเคชัน,ม.ค. 2549






เป็นหนังสือบทละครสามองก์เล่มเล็ก ๆ บาง ๆ
แต่เนื้อหาหนักหน่วงและเข้มข้นชวนติดตามค่ะ
บทละครเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากบทภาพยนต์อีกที
คอหนังหลายท่านอาจจะเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้ว


เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นภายในวันเดียว ฉากของเรื่องเป็นห้องประชุมเพื่อใช้ตัดสินคดีของคณะลูกขุนคณะหนึ่ง จำนวน 12 คน (มียามเดินเข้าออกประมาณ 3-4 ครั้ง) หนังสือเปิดตัวด้วยการแนะนำคณะลูกขุนแต่ละคนให้ผู้อ่านได้รู้จักถึงบุคลิกลักษณะ ตลอดจนนิสัยใจคอแบบย่อ ๆ เช่น

หัวหน้าคณะลูกขุน ชายร่างเล็กผู้ชื่นชอบการมีอำนาจสั่งการ อากัปกิริยาค่อนข้างเป็นทางการ ถึงแม้จะไม่ใช่คนฉลาด แต่ก็ไม่ยอมจำนนต่อเหตุผลง่าย ๆ

ลูกขุน 2 ชายผู้อ่อนน้อมถ่อมตน ขาดจุดยืนและมักจะแสดงความลังเลอยู่เสมอ เปลี่ยนใจง่าย โดยจะยึดเอาความคิดเห็นของคนที่เขาพูดด้วยล่าสุดเป็นที่ตั้ง

ลูกขุน 3 ชายผู้เข้มแข็ง ดุดัน ชอบใช้อำนาจถือความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ชอบใช้ความรุนแรง ไร้อารมณ์ขัน และไม่อดทนฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ฯลฯ

...........

ลูกขุน 8 ชายผู้เงียบขรึม ช่างคิด และเป็นสุภาพบุรุษ พิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน และพยายามมองหาข้อเท็จจริงอยู่ตลอดเวลา จิตใจหนักแน่นและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เหนือสิ่งอื่นใดเขาเป็นคนที่ต้องการให้เกิดความยุติธรรม และต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ฯลฯ

คดีที่คณะลูกขุนคณะนี้ต้องพิจารณานั้นเป็นคดีฆ่าคนตาย
โดยจำเลยเป็นเด็กหนุ่มวัย 19 ปี และผู้ตายก็คือพ่อของเขาเอง...

การตัดสินคดีอุกฉกรรจ์คดีนี้ คณะลูกขุนจะต้องมีเสียงที่เป็นเอกฉันท์เท่านั้น นั่นคือ จำเลย "ผิด" หรือ "ไม่ผิด" ด้วยเสียง 12 ต่อ 0 ...

จากหลักฐานพยานทั้งหมดชี้ชัดว่าจำเลยได้กระทำการ "ปิตุฆาต" จริง ๆ

"ไอ้หนูนั่นท่าจะรอดยาก" เป็นเสียงบ่นพึมพำของยาม
ขณะที่เขาเดินนำคณะลูกขุนทั้ง 12 คนไปยังห้องประชุมเพื่อร่วมกันตัดสินคดี ซึ่งดูเหมือนจะตัดสินชี้ขาดได้ไม่ยาก...

แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อหนึ่งในคณะลูกขุน...ลูกขุนหมายเลข 8...โหวตให้จำเลย "ไม่ผิด" ซึ่งขัดแย้งกันกับเสียงส่วนใหญ่ ถึง 11 เสียง

นั่นทำให้ต้องมีการทบทวนหาข้อเท็จจริงกันใหม่ ท่ามกลางความไม่พอใจ และความลังเลสงสัยของคณะลูกขุนทั้งหมด...

เมื่ออีกหนึ่งในคณะลูกขุนได้เน้นย้ำถึง"ภารกิจ"ที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติ

" นี่คืองานที่แสดงถึงความเป็นประชาธิปไตยที่น่ายกย่อง ...เราได้รับการมอบหมายหน้าที่ เพื่อตัดสินความบริสุทธิ์หรือความผิดของคนคนหนึ่ง คนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรจากคำตัดสินของเรา ดังนั้น เราจึงไม่ควรตัดสินด้วยการเอาความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง"

แต่ทว่า...ความรู้สึกส่วนตัวก็เข้ามาเกี่ยวข้องจนได้ เมื่อลูกขุนแต่ละคนเริ่มเปิดเผยอุปนิสัยและ "ตัวตน" ที่แท้จริงของตนออกมา...
การโต้แย้งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ

คณะลูกขุนทั้ง 12 คนกลายเป็นชาย 12 คนที่ใช้ทั้งอารมณ์ ทั้งโทสะ
และความเกรี้ยวกราดเข้าปะทะกันอย่างเข้มข้นร้อนแรง...

ฉากของการฆาตกรรมตลอดจนคำให้การของพยานผู้อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ถูกจำลองขึ้นอีกครั้งและอีกครั้ง...

ในที่สุด คำตัดสินชี้ขาดของคณะลูกขุนมีบทสรุปอย่างไร...
น่าสนใจและน่าติดตามใช่ไหมล่ะคะ

หนังสือมีความหนาเพียง 100 หน้า แต่ใช้เวลาอ่านพอสมควรทีเดียวค่ะ เพราะขณะอ่านบทพูดของลูกขุนแต่ละคนบางทีต้องย้อนไปอ่านหน้าต้น ๆ ที่บอกเล่าถึงบุคลิกลักษณะของลูกขุนแต่ละคนเพื่อทำความเข้าใจว่า...อ้อ...เขาเป็นคนเช่นนี้นะ ถึงได้มีวิธีคิดอย่างนี้ ๆ

แต่ก็รับรองว่า...เมื่อได้เริ่มต้นอ่านแล้ว...
คุณจะวางไม่ลงแน่ถ้ายังไม่ถึงบทสรุป...!

















 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 5 มิถุนายน 2552 11:24:45 น.
Counter : 1650 Pageviews.  

ใบไม้ใบสุดท้าย :โศกนาฎกรรมของคนลาวพลัดถิ่น





ใบไม้ใบสุดท้าย:โศกนาฎกรรมของคนลาวพลัดถิ่น
บุนเสิน แสงมะนี / เขียน
รศ.ดร.สุนทร โคตรบรรเทา / แปล
นานมีบุ้คส์ / จัดพิมพ์ (ครั้งที่ 4 มีนาคม 2550)


(หนังสือรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนของประเทศลาว ประจำปี 2005)





เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นจากประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดของเรา เล่มแรกที่จขบ.ได้อ่าน ในเล่มประกอบด้วยเรื่องสั้นทั้งหมด ๒๔ เรื่อง อาทิเช่น...ประเพณีชีวิต...ใบไม้ใบสุดท้าย... คนไกลบ้าน...ชีวิตของฉันเหมือนนิยาย ลมทะเล สมุดบันทึกนิรนาม เพียงเพื่อความหวัง กระดานไม้ หิมะรัสเซีย แสงสว่างจากภูดอย ชีวิตและความตาย ฯลฯ

เรื่องราวส่วนใหญ่ผู้เขียนเขียนจากประสบการณ์ชีวิตของตนเองหรือเป็นเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวลาวที่ยากจนในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ

เช่นเรื่อง 'ประเพณีและชีวิต' เป็นเรื่องราวของลีจู...เด็กหนุ่มที่เกิดในครอบครัวชาวเขาเผ่าหนึ่งที่ยังยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีที่เคยปฏิบัติมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ นั่นคือประเพณีที่พี่น้องในครอบครัวเดียวกันจะต้องรับช่วงภาระทางบ้านรวมถึงลูกเมียของพี่หรือน้องในครอบครัวหากอีกฝ่ายต้องตายจากไปก่อน...

"ตามประเพณีของเราแล้ว ถือว่าพี่ตายพี่ยัง ผัวตายผัวยัง สิ่งนั้นก็หมายความว่า พี่ตายก็ต้องเป็นน้องชายแทน เพื่อไม่ให้เสียเลือดเนื้อของผู้เป็นพี่...ลีจูเอย ลูกต้องแต่งงานกับพี่สะใภ้ และรับภาระเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเหมือนเลือดเนื้อเชื้อไขที่เกิดกับอกของตนเอง"

ลีจูจะตัดสินใจอย่างไร ? ในเมื่อเขานับถือพี่สะใภ้ดังเป็นพี่ของตัวเอง ตัวเขาเองก็ผ่านการศึกษามาแล้วในระดับหนึ่ง และยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะกลับไปเรียนต่อ...ประการสำคัญเขามีหญิงคนรักที่วาดหวังอนาคตร่วมกันอยู่แล้ว...

นั่นเป็นตัวอย่างของเรื่องสั้นที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตและความเชื่อ ของผู้คนในแถบชนบทของลาว...ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผู้เขียนได้หยิบยกเอาประสบการณ์ของตัวเองเมื่อต้อง "พลัดถิ่น" ไปใช้ชีวิตในดินแดนห่างไกล ซึ่งต้องพบพานกับปัญหาและอุปสรรคมากมาย ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว อ้างว้างท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แปลกเปลี่ยนและไม่คุ้นเคย...ที่กัดกร่อนและกินใจที่สุดก็คือ...ความคิดถึงบ้านนั่นเอง

อย่างเรื่องเล่าถึงชีวิตในยามสงครามของคุณตาคนหนึ่งบนถนนกาเลนิน กรุงมอสโก ใน "ใบไม้ใบสุดท้าย"...ชายชราผู้เปรียบเสมือนใบไม้ใบสุดท้าย...รำพึงให้ผู้เขียนฟังว่า..

."ลูกชายเห็นต้นไม้นั่นไหม ใบมันร่วงโรย...ใบไม้ต้นนี้ยังร่วงไม่หมด มันยังเหลือไว้ใบหนึ่งที่เคลื่อนไหวปลิวสะบัดพัดต้านกับสายลมและฤดูกาล ด้วยความคึกคะนองของสิ่งมีชีวิต แต่มันก็เหลืองซีดเหมือนคนแก่ชรา... และก็จะร่วงหล่นทุกใบในที่สุด"

เรื่องเล่าของชายชรา...ทำให้เขาผ่านวันคืนเหงา ๆ ในต่างแดนได้อย่างตระหนักรู้และเข้าใจในชีวิต...





ยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวที่...เมื่ออ่านแล้ว...ได้ฉุกคิด ถึงชีวิตและความเป็นไปในสังคมรอบตัว ด้วยสำนวนภาษาที่เรียบง่าย มีน้ำเนื้อแห่งความซื่อใสบริสุทธิ์
ปราศจากวี่แววแห่งการเสียดเย้ยหรือประชดประเทียดเสียดสีอย่างที่เคยคาดคิด(นึกเดาเอาเอง)ว่า...วรรณกรรมจากดินแดนที่มีคำนำหน้าประเทศว่า...สาธารณรัฐฯน่าจะเป็นเช่นนั้น

ในแง่ของความบันเทิงและรสวรรณศิลป์ ในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ก็มีอยู่อย่าง...เต็มเปี่ยม สมคุณค่าวรรณกรรมรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนเลยทีเดียว

จากคำนำผู้แปล :

"...บุนเสิน แสงมะนี เขียนแต่ละเรื่องชวนให้อ่าน ชวนให้ติดตาม ตั้งแต่ชื่อเรื่อง การผูกเรื่อง การเดินเรื่อง ตัวละคร ถ้อยคำ วลี ประโยค และคำพูดที่สรรมาใช้ แต่ละเรื่องมีคติให้ข้อคิดเกี่ยวกับชีวิต การต่อสู้ การแก้ปัญหา การดิ้นรนเอาตัวรอด เพื่อการดำรงชีวิตและการอยู่ในสังคมที่ท้าทาย แข่งขัน และยึดมั่นในค่านิยมจารีตประเพณีของบ้านเกิดเมืองนอน ..."


เกี่ยวกับผู้เขียน :

ท่านบุนเสิน แสงมะนี เกิดที่เมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ จบปริญญาตรีจากเวียงจันทน์ และจบปริญญาด้านการทูตจากมหาวิทยาลัยนานาชาติ กรุงมอสโก สหภาพโซเวียต
ในอดีตเขาเป็นผู้นำนักศึกษาหนุ่ม-สาวลาวที่ศึกษาอยู่ในสหภาพโซเวียต ขณะเขียนหนังสือได้เป็นผู้ก่อตั้งวารสารนักศึกษาลาว
บทประพันธ์ของเขาปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ มากมาย เช่นเรื่องสั้นกลับคืนสู่บ้านแม่ คนคืนคน ยิ้มไม่ยอมเป็นอดีต แผ่นดินแม่
และใบไม้ใบสุดท้าย ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสั้นที่เขาเขียนขึ้นเมื่อปี ๑๙๘๙ และรวมอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุดใบไม้ใบสุดท้าย ปี ๑๙๘๐
เป็นผู้ชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นของวารสารวรรณศิลป์ ปี ๑๙๙๔
เป็นผู้ชนะเลิศการประกวดเรื่องสั้นของกองทัพประชาชนลาว ปี ๒๐๐๕
เป็นนักเขียนรางวัลซีไรท์ประเภทเรื่องสั้นจากประเทศลาว
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมการบริหารกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

เกี่ยวกับผู้แปล :

รศ.ดร.สุนทร โคตรบรรเทา สำเร็จการศึกษาครุศาสตร์บัณฑิตและครุศาสตร์มหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และปริญญาเอกทางปรัชญาในสาขาการบริหารการศึกษา การศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาชุมชน จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐอเมริกา
และเรียนภาษาเยอรมันเป็นภาษาที่สองในการทำปริญญาเอก
เคยผ่านงานองค์การความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา(ยูเสด) องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ในระดับปริญญาตรี โท และเอก อยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
เป็นนักเขียน นักแปลหนังสือวิชาการและวรรณคดี และนักภาษา สำหรับงานเขียนด้านภาษา มีหนังสือหลักภาษาอังกฤษขั้นสูง การอ่านและความเข้าใจ ตำราเรียนภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ ตำราเรียนภาษาเยอรมัน และภาษาญี่ปุ่น


..หนังสือดี ๆ อีกหนึ่งเล่ม นำมาชวนกันอ่านค่ะ









 

Create Date : 27 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 2 ตุลาคม 2551 14:26:48 น.
Counter : 3805 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 179 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ อ้อมฟ้าโอบดิน/"คีรี" เขียน ~

~ บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า(The Ballad of The Sad Café)/Carson McCullers:เขียน/จุฑามาศ แอนเนียน : แปล ~

~ ทัณฑ์ลวงรัก/"FoxxTrot" เขียน ~

~ ดับแดนดารา/"อสิตา" เขียน ~

~ เทียบท้าปฐพี 1-3/ชิงหลิงเยวี่ย : เขียน/ กระบี่หลงทิศ : แปล ~

~ My Grandmother Asked Me to Tell You She’s Sorry(ยายฝากบอกว่าขอโทษ)/Fredrik Backman:เขียน/ปราชญ์ อัสนี : แปล ~

~Beautiful Girl/นางสาวฉ่ำทุกข์กับนายความสุข/นิรวาณ/เขียน ~

~หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา/อุรุดา โควินท์/เขียน ~

~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.