'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ ฤๅจะซับแต่ภาพซ้อนที่อ่อนไหว โดย สิริมา อภิจาริน ~





ฤๅจะซับแต่ภาพซ้อนที่อ่อนไหว
ผู้เขียน :สิริมา อภิจาริน
สนพ.อรุณ/พิมพ์ (ก.ย. 50)
383 หน้า ราคา 265 บาท

โปรยปกหลัง :


เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่เราเลือกมองได้
มองไปข้างหน้า เห็นในสิ่งที่เราอยากเห็น
มองไปข้างหลัง เลือกจำแต่สิ่งที่เราอยากจำ
อย่าให้อดีตทำร้ายเรา อดีตทำร้ายเราไม่ได้ถ้าเราไม่ยอม






อีกเล่มกับผลงานอันละเมียดละไม
ละมุนอารมณ์นักเขียนคนโปรด สิริมา อภิจาริน

'ฤๅจะซับแต่ภาพซ้อนที่อ่อนไหว' เป็นเรื่องราวของหญิงสาวสองคน
ที่โชคชะตาบันดาลให้ได้มาเจอกัน เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์คนเดียวกัน
แม้จะต่างรุ่นแต่มิตรภาพและสายสัมพันธ์ที่มีต่อกัน
มั่นคงแน่นเหนียวและยืนยาว ด้วยความเข้าอกเข้าใจที่มีให้กัน

เรื่องเล่าเรียบเรื่อย เริ่มจับความตั้งแต่การหย่าร้างของมุก
ข้าราชการสาวแสนสวย
เมื่อต้องอยู่คนเดียว เธอจึงชวนน้ำ หญิงสาวรุ่นน้องที่สนิทให้มาอยู่ด้วยกัน

เพื่อนสาวต่างวัยที่อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย เอื้ออาทร
ปลุกปลอบให้กำลังใจกันยามทุกข์ท้อ แบ่งปันช่วงแห่งความสุขร่วมกัน
ในขณะเดียวกันก็เคารพในความคิดความเห็น
ความเป็นส่วนตัวของกันและกัน

โดยเฉพาะ...ประสบการณ์ชีวิตของมุก กลายเป็นบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับน้ำ
ในการที่จะเลือกวิธีที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข
เพราะน้ำเองก็มีอดีตอันขมขื่นเจ็บปวด แต่ด้วยพลังใจจากมุก
ทำให้น้ำสามารถก้าวข้ามอดีตของตนเองแล้วยืนหยัดอย่างมั่นคงอีกครั้ง





เป็นนิยายชีวิตที่อ่านแล้วชอบมาก ชอบทุกบททุกตอนของเรื่องเลยทีเดียว
รู้สึกนับถือแกมชื่นชมผู้หญิงอย่างมุก เธอสวย ฉลาด มั่น เก่ง ครบสูตรเป๊ะ ๆ
อ่าน ๆ ไปมันให้รู้สึกเห็นด้วยและคล้อยตามในทุก ๆ
ความคิดและการกระทำของเธอจริง ๆ

อย่างตอนที่เธอตัดสินใจขอหย่าจากสามีที่รักกันมาสามปี แต่งงานอยู่กินกันสี่ปี...

"...มุกไม่เกลียดสันต์...มุกบอกเขา...แต่มุกไม่ชอบชีวิตที่สันต์ให้
ขืนอยู่ต่อไป มุกต้องเกลียดสันต์แน่ อย่าให้มุกต้องเกลียดสันต์เลย
ให้มุกคิดย้อนหลังไปแล้วนึกถึงความรักที่เราเคยมีต่อกันดีกว่า
อย่าให้มุกต้องนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่มุกเกลียด
ปล่อยมุกไปเสียก่อนที่มุกจะเกลียดสันต์เถอะนะ"






ถึงแม้มุกจะหย่า แต่เธอไม่ได้ปิดกั้นตัวเองหรือเข็ดขยาดกับความรัก
อย่างที่เธอบอกกับน้ำ...

""น้ำอย่าเอาแต่เก็บตัวซี่ เป็นดอกไม้สวยไม่ให้คนเห็นน่าเสียดาย...
ต้องให้เวลากับความรักบ้าง ต้องมีเวลาสำหรับหยุดดมดอกไม้
แล้วเวลามีความรักคอยรู้ทันแล้วกัน ว่ามีเกิดก็ต้องมีจบ
ถึงเวลาจะได้ไม่เจ็บ..."


กับคำถามของน้ำทีว่า...ความรักของคนที่รักกันจนแต่งงานกัน
แล้วกลายมาเป็นความเบื่อจนถึงไม่รักนี่...มันเป็นไปได้ยังไง?

""เป็นไปได้เลยแหละ...ผู้ชายเวลาที่เป็นแฟน กับคนที่กินนอน
เป็นสามีของเราบางทีมันคล้ายคนละคนนะน้ำ..."






มุกมีวิธีผ่อนคลายจากหน้าที่การงานอันเครียดเคร่ง...

"คนเรามันต้องทำอะไรสักอย่าง มุกคิด...
ทุกคนล้วนมีงานอดิเรก หล่อนก็มีงานอดิเรกของหล่อน..."

มุกสนทนาพาทีกับผู้ชายหลากหลายผ่านโปรแกรมสนทนาทางอินเทอร์เน็ต

"มันเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องของการค้นหา
ได้เปิดโลกส่วนตัวของคนเรา หลายชาติหลายภาษา
ค้นหาก้นบึ้งของมนุษย์ที่ตำราเรียนไม่มีแล้วเรื่องอย่างนี้
ใครจะไปศึกษาจากชีวิตจริง ๆ ได้ คนเรามีด้านมืดทุกคนแหละ...
มันมีความฝัน มีจินตนาการที่อยากหาคนแบ่งปัน
แล้วที่ไหนมันจะแบ่งปันกันได้ดีเท่ากับโลกที่คนเราไม่ต้องเห็นหน้า
เห็นตัวจริงของกันและกัน ไม่มีกรอบของสังคมมาบังคับกำหนด
ไม่ต้องมานั่งวางท่าสงบเสงี่ยมเป็นสุภาพบุรุษสุภาพสตรี..."






สถานภาพม่ายหมาด ๆ ของมุกทำให้เธอถูกแทะโลมจากหนุ่มๆ
ในที่ทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้
อย่างปรเมษฐ์ นักวิชาการหนุ่มใหญ่ท่แวะเวียนมาหา...

"การมีกิ๊กมั่ง ทำให้ชีวิตสดชื่นนะคุณมุก...ได้ออกไปสูดอากาศโรแมนติกบ้าง"

โรแมนติกปลอม ๆ กับสามีคนอื่นน่ะหรือ มุกมองไม่เห็นประโยชน์อันใดในการรับเชิญเป็นคู่กิ๊กของเขา

"คุณมุกยังสาว ชีวิตยังมีอะไรหวาน ๆ อีกเยอะ..."

มุกไม่อยากพูดออกมาให้กระทบกระเทือนผู้ชายแก่ที่มีลูกมีเมียแล้วอย่างเขาว่า
มุกไม่ปฏิเสธหรอกความหวานที่จะแต้มเติมให้กับชีวิต แต่ต้องไม่ใช่จากเขา

.............

ทั้งยังถูกหวั่นระแวงจากบรรดา"เมียๆ"ของเพื่อนร่วมงานอีกต่างหาก...
มุกเกิดอาการนอยด์... แม้จะมีหนุ่มโสดแสนดีอย่าง"กริช"เข้ามาพัวพัน...
เธอก็ต้องระวังตัว...เพราะเขาอาจจะเข้ามาเพียงเพื่อกันเธอไว้
ไม่ให้หว่านเสน่ห์เกลื่อนกลาดจนกลายเป็นอันตราย
ต่อชีวิตคู่ของใครต่อใครหลายคน





นอกจากเรื่องราวในชีวิตที่แสนจะสมจริงของมุกแล้ว
ยังมีเรื่องราวของ"น้ำ"ที่ดำเนินเคียงคู่กันไป
อย่างสมเหตุสมผล สมจริงสมจังไม่ต่างกัน...
มีความเป็นดราม่า มีเรื่องของความรัก ความใฝ่ฝัน ความคาดหวัง และความผิดหวัง
ความผิดพลาดอันเกิดจากความซื่อใสไร้เดียงสาแห่งวัยสาว

แต่เธอก้าวผ่านมันมาได้...ด้วยความเข้มแข็ง
ทั้งยังได้ช่วยประคับประคองเพื่อนที่ต้องเผชิญชะตากรรม
ซ้ำรอยกับเธอให้ก้าวข้ามไปด้วยกัน...

"... เราไม่จำเป็นต้องมองในสิ่งที่เราเห็นนะมายด์
เราไม่จำเป้นต้องจำในสิ่งที่เราไม่อยากจำ
สิ่งที่เราเห็นแล้วเจ็บปวด
เราก็อย่าไปเห็นมัน เราเลือกมอง เลือกเห็นได้..."






เป็นอีกเล่มที่อ่านแล้วช๊อบ-ชอบ...
อ่านแล้วอิ่ม อิน อุ่นไปถึงหัวใจ
คุณสิริมายังคงเป็นนักเขียนภาษาสวยที่สุดในใจคนอ่านคนนี้เสมอ
จึงหยิบมาบอกต่อชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ











 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 20 พฤษภาคม 2559 13:08:51 น.
Counter : 1089 Pageviews.  

~ โถงสีเทา นวนิยายว่าด้วยชีวิตและโรคร้าย โดย "เข็มพลอย" ~





โถงสีเทา
ผู้เขียน : เข็มพลอย
สนพ.เพื่อนดี/พิมพ์(ต.ค.๕๔)
๖๕๐ หน้า ราคา ๔๔๐ บาท


โปรยปก


วันนี้คือวันดีที่สุด เพราะพรุ่งนีอาจสายไปเสียแล้ว

...................

ในโถงสีเทาที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
และความเครียดเคร่งเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์
ยังมีมุมเล็กๆ ที่ผ่อนคลายและเนิบช้าอยู่บ้าง
เป็นมุมเล็กๆ ที่มากไปด้วยน้ำใจและความรัก
ทั้งมุมนี้ยังอบอุ่นและจริงใจกับเขายิ่งนัก
จนเขารู้สึกว่าความเป็นไปในมุมนี้สามารถเติมเต็ม
ความโดดเดี่ยวของตัวเองได้
ชาญเวชชักรู้สึกว่าชีวิตเขากำลังโหยหาความรัก!
ใช่แล้ว คำนี้หลุดเข้ามาในสมองอย่างอึกทึกและไม่ทันตั้งตัว

ความรัก มันคือความรักจริงๆ หรือ
ถ้าความคิดถึงคือส่วนหนึ่งของความรักละก็ใช่แน่เลย
เขากำลังรักปานหทัย แล้วอย่างไรล่ะ
ความรักของเขาจะเริ่มต้นกันอย่างไร
จะดำเนินไปอย่างไรและมันจะจบลงอย่างไร...






หลังอ่าน...
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของนักเขียนคุณภาพนามนี้ที่ได้อ่านค่ะ
หลังจากอ่านแบบไม่ปะติดปะต่อนักผ่านตามหน้านิตยสาร...
ซึ่งต้องขอสารภาพเลยว่าในตอนนั้น อ่านแบบผ่าน ๆ จริง ๆ
ด้วยรู้สึกว่าเรื่องราวเนื้อหาช่างเนิบเนือยค่อนไปข้างน่าเบื่อด้วยซ้ำ
ทั้งสำนวนคนเขียนก็ออกแนวเอื่อยอ่อน ขาดแรงดึงดูดเท่าที่ควร
ทำให้ไม่ได้ติดตามเมื่อมีการรวมเล่ม

แต่จู่ ๆ ก็ได้รับหนังสือเล่มนีมาถือครอง อยู่ในกองดองมาพักใหญ่ ๆ
ความหนาของเล่มทำให้ลังเลที่จะหยิบมาอ่านหลายครั้ง
กระทั่งล่าสุด หลังจากมีคนใกล้ตัวทยอยจากไปด้วยโรคมะเร็งหลายต่อหลายคนเข้า
เลยเริ่มรู้สึกตัวว่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต โรคร้ายและความตายมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
นึกถึงบางบทบางตอนของนิยายเรื่องนี้ที่เคยได้อ่าน
เลยคิดได้ว่า ควรจะอ่านเรื่องเต็ม ๆ อย่างจริง ๆ จัง ๆ เสียที

แล้วก็พบว่าตัวเองพลาดไปถนัดที่เคยคิดว่านิยายเรื่องนี้น่าเบื่อ...
เพราะเพียงเริ่มต้นอ่านตั้งแต่บทแรก ความลื่นไหลต่อเนื่องของเรื่องราว
ก็ดึงดูดให้เราจ่อมจมอยู่กับหนังสือเล่มหนานี้อย่างเพลิดเพลิน...
อย่างครุ่นคิกคล้อยตาม...และอย่างตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความหมายของวลีที่โปรยปกหน้า...

'วันนี้คือวันดีที่สุด เพราะพรุ่งนีอาจสายไปเสียแล้ว'






เรื่องนี้เป็นธีมนิยายที่พุ่งประเด็นไปในแวดวงของหมอกับคนไข้...
โดยเฉพาะคนไข้โรคมะเร็ง

นางเอกปานหทัยต้องเผชิญกับโรคร้ายนี้อีกครั้งจากผู้เป็นแม่
หลังจากสูญเสียบิดาไปด้วยโรคนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้า...
ครั้งนี้ แม้จะสับสนหวาดกลัว แต่ส่วนหนึ่งเหมือนเธอกับแม่จะมีบทเรียน
และประสบการณ์จากการที่เคยดูแลผู้เป็นพ่อมา
ทำให้มีความเข้าใจและมีการตระเตรียมทำใจล่วงหน้าได้ในระดับหนึ่ง
อีกอย่าง เธอมีกำลังใจที่ดีด้วยมีคุณหมอชาญเวช
คุณหมอหนุ่มใหญ่เจ้าของไข้แม่ที่ให้การดูแลเอาใจใส่ทั้งตัวคนไข้เอง
และทั้งลูกสาวด้วยความเข้าใจและเห็นใจ
จนกลายเป็นความรักความผูกพันในทีสุด

.............

เป็นนิยายชีวิตที่เรียลมาก อ่านด้วยความรู้สึกที่อินไปกับเรื่องราวเนื้อหา
ที่ช่างสอดคล้องกับความเป็นไปในชีวิตของผู้คนที่เราสามารถสัมผัสรับรู้ได้
อาจจะผ่านประสบการณ์ตรงของตัวเองหรือจากคนใกล้ตัว
หรือกระทั่งผู้คนในสังคมโดยทั่วไป

ประเด็นหลัก ๆ ที่ผู้เขียนต้องการมุ่งเน้นนำเสนอก็คือเรื่องของความสัมพันธ์
และทัศนคติที่มีต่อกันระหว่างคนป่วย(รวมทั้งญาติและครอบครัว)
กับบุคคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะคุณหมอ
โดยอาศัยตัวละครหลัก ๆ เป็นตัวแทนของแต่ละฝั่ง...

ฝั่งคนป่วยก็ฝากชีวิต ฝากความหวัง
ฝากหนทางรักษาโรคร้ายของตนเองไว้ในมือหมอ
มองหมอเป็นประหนึ่งเทวดาหรือพระเจ้า
จนบางครั้งอาจจะลืมเลือนไปว่าแท้จริงแล้ว หมอเองก็เป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่ง
ที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตายได้เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนบนโลก

ในขณะเดียวกัน ฝั่งคุณหมอก็ต้องทำความเข้าใจในความคาดหวัง
ของคนป่วยและญาติ ๆ
นอกเหนือจากภาระความรับผิดชอบตามหน้าที่ที่ได้ร่ำเรียนมา






เรื่องราวดำเนินไปอย่างค่อนข้างเรียบเรื่อยนะคะ
แต่ทุกบททุกตอนจะมีแฝงแง่คิดมุมมองไว้เยอะมาก
มีมุมดราม่าให้รู้สึกเศร้าซึมน้ำตาคลอ

มีมุมรักโรแมนติกให้ได้จิ้นอยู่ประปราย แต่ก็เป็นไปแบบผู้ใหญ่ๆ...
ก็พระเอกของเราเป็นคุณหมอระดับอาจารย์ที่อายุอานามปาเข้าไปถึง ๔๘ ปี
แต่ที่ครองตัวเป็นโสดโดดเดี่ยวมาจนถึงปูนนี้ก็เพราะคุณหมอเองตรวจพบว่า
ตัวเองมีโรคร้ายอยู่ในตัว จึงไม่อยากดึงชีวิตของใครมาพัวพันด้วย...
จุดนี้เองนิยายจึงมีมุกมีมุมให้ได้ลุ้น
ให้คนอ่านได้เอาใจช่วยให้ความรักต่างวัยนี้ราบรื่นและสมหวัง

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ผู้เขียนได้สอดแทรกไว้อย่างเหมาะสมสอดคล้อง
ทั้งสมจริงและสมเหตุสมผล

เช่นเรื่องของการใช้ทุนด้วยสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

เรื่องของการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องอาศัยทั้งแรงกายแรงใจรวมทั้งความรักความเข้าใจเป็นปัจจัยสำคัญ
(จุดนี้คนอ่านที่เคยผ่านประสบการณ์การดูแลคนป่วยเช่นนี้มาก่อน
ย่อมรู้ซึ้งแก่ใจดีถึงความยากลำบากในการวางตัววางใจ
ให้ยอมรับความเป็นจริงของชีวิตและก้าวข้ามมาได้โดยไม่เจ็บปวด)

หรือเรื่องของจิตอาสา ด้วยสำนึกแห่งความกตัญญูรู้คุณ
และความเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของเพื่อนร่วมโลก ร่วมทุกข์
นับเป็นเป็นแง่มุมที่งดงามมากในนิยายเรื่องนี้

ทั้งยังมีมุมผ่อนคลายท่ามกลางความเครียดเคร่งของเนื้อหา
ผ่านตัวละครที่เป็นคุณหมอวัยหนุ่มสาว...มีมุมกุ๊กกิ๊กจุ๊กจิ๊ก
ทำให้โทนของเรื่องดูซอฟท์ลงเป็นบางช่วงบางตอน

เป็นหนังสือเล่มหนาที่อ่านเพลิน มีสาระข้อคิดได้เก็บเกี่ยวซึมซับมากมายที่มิอาจบรรยายได้หมดสิ้น
ขออนุญาตส่งท้ายบล็อกนี้ด้วยข้อความบางส่วนจากหน้าคำนำสำนักพิมพ์ดังนี้...

...เรื่องราวในโถงสีเทาแห่งนี้ มีอุทาหรณ์ให้เราคิดทั้งแง่ของคุณค่าเวลา
คุณค่าของความรัก รวมทั้งคุณค่าของชีวิต
และเมื่อเราเข้าใจถึงคุณค่าเหล่านี้ดีพอ ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่า
เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะพรุ่งนี้อาจสายไปเสียแล้ว





*** นวนิยายชีวิตเรื่องนี้มีรางวัลการันตีคุณค่าจากสองสถาบันแน่ะค่ะ
นั่นคือรางวัลหนังสือดีเด่นประเภทนวนิยายจากคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี ๒๕๕๕

กับอีกรางวัลคือรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ ๙ ปี ๒๕๕๕







 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2559    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2559 14:40:19 น.
Counter : 1458 Pageviews.  

~ ดุจรักเหนือฝัน & ม่านรักเหนือดาว : นิยายรักละมุนอารมณ์ โดย "เนวิกา" ~





ดุจรักเหนือฝัน
ผู้เขียน : เนวิกา
ผู้พิมพ์ : สนพ.อรุณ(ครั้งแรก ก.ค. ๕๘)
๔๓๕ หน้า ราคา ๓๖๕ บาท


โปรยปก :



เพราะเธอเปรียบดั่งฝันร้าย เขาจึงใช้กลอุบายเปลี่ยนให้กลายเป็นฝันรัก

ชีวิตคนเรามักเต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดฝัน และการเข้ามาของเขา…
ทำให้เธอได้รู้จักกับคำว่าความหมายที่แท้จริงของชีวิต

ไม่มีใครรู้ว่าดาราสาวภาพลักษณ์สวยงามราวนางฟ้าอย่าง ‘ดุจฝัน’
กลับมีเสี้ยวนางมารอย่างการหลอกให้รักแล้วหักหลังเพื่อผลประโยชน์มานับรายไม่ถ้วน
จนกระทั่งเธอได้พบอาจารย์หนุ่มนักเศรษฐศาสตร์หน้าซื่ออย่าง ‘ภาคภูมิ’
กลางรายการเกมโชว์ ที่นอกจากจะเสนอตัวเข้ามาเป็นเหยื่ออย่างเต็มใจแล้ว
เขายังย้ำกับเธออย่างมั่นใจว่า…
การพบกันระหว่างเธอและเขาจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เมื่อเวลาผ่านผัน ดุจฝันเริ่มรู้สึกว่าภาคภูมิเป็นคนเดียวที่เข้าใจในสิ่งที่เธอเป็น
ทว่าในเส้นทางหัวใจที่ดูเหมือนจะราบรื่น
กลับมีคลื่นใต้น้ำมวลใหญ่ที่รอเวลาผุดขึ้นมา
เพราะการกระทำอันเลวร้ายในอดีตของตนมันเริ่มแง้มออกมาช้าๆ
ด้วยฝีมือของผู้ไม่ประสงค์ดี
เช่นเดียวกับความลับที่เขาซ่อนเอาไว้ภายใต้รอยยิ้ม…
ที่พลิกชีวิตของเธอภายในพริบตาเดียว!






เรื่องราวเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย...
'ดุจฝัน' ดาราสาวระดับนางฟ้าแห่งวงการบันเทิง
ที่ไต่เต้าเข้าวงการมานานกว่าสิบปีด้วยภาพลักษณ์แสนจะงดงามไม่มีด่างพร้อย
แต่ใครจะรู้ เบื้องหลังชีวิตเธอมีปม"เกลียดผู้ชาย"ฝังอยู่อย่างลึกเร้น
จากความเจ็บปวดที่เห็นผู้เป็นพ่อเดินออกจากครอบครัวไปแต่งงานใหม่

ผู้ชายสำหรับเธอจึงเป็นเพียงเครื่องมือในการทำผลประโยชน์ให้กับเธอเท่านั้น
หลังจากหมดประโยชน์แล้ว เขาก็หมดความหมาย...
เช่นเดียวกับที่เธอทำกับชายหนุ่มคนล่าสุด พีท พิธกร
ที่หลังจากถูกเธอบอกเลิกก็เสียใจจนขับรถไปประสบอุบัติเหตุ
ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส

ภาคภูมิ อาจารย์มหาวิทยาลัยหนุ่มมาดขรึม
เขาก้าวเข้ามาหาดุจฝันอย่างมีเป้าหมาย หลังจากที่ทราบข่าวว่าน้องชายต่างมารดา
ที่เขารักสนิท ต้องอกหักยับเยินเพราะนางเอกสาว...
ด้วยบุคลิกอันอบอุ่นอ่อนโยน
และจังหวะเวลาอันบังเอิญเหมาะเจาะ
เขาก็สามารถสร้างความไว้วางใจให้ดุจฝันได้โดยง่าย

แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปตามแผนการที่เขาวางไว้ทุกประการ...
ทว่า ทำไมเขาไม่ยักรู้สึกยินดีกับการได้เห็นผู้หญิงคนนั้นต้องเจ็บปวดกับการกระทำของเขานะ





ความรู้สึกหลังอ่าน...
เป็นดราม่าพล็อตคุ้นเคยอีกเรื่องแล้วค่ะ
ประมาณรักในรอยแค้น พี่ชายมาแก้แค้นแทนน้องชายแล้วมาตกหลุมรักเป้าหมายเสียเอง
เพียงแต่เรื่องนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องมีมุกลักพาตัว ข่มขืน ตบจูบ
ประมาณ...'เจ็บแค้นเคืองโกรธ โทษฉันไย...' อะไร ๆ เทือกนั้น

เพราะแบบนั้นมันคงเอ้าท์ไปแล้วเมื่อเทียบกับยุคสมัย
ยุคนี้มันกลับกลายเป็นมุกหลอกว่าจะทำรายงานให้...
(อ้อ นางเอกเป็นดาราที่ใฝ่เรียน กำลังเรียนปริญญาโทอยู่
แต่ไม่มีเวลาค้นคว้าข้อมูลทำรายงานเลยหลอกล่อหนุ่ม ๆ
ที่แสนฉลาดปราดเปรื่องทั้งหลายมาทำให้)
แล้วกะจะแฉทีหลัง...

อ่านได้เรื่อย ๆ นะคะเล่มนี้ สำนวนภาษานุ่มนวลลื่นไหลในระดับที่โอเคเลยค่ะ
จะติดก็แต่ส่วนของเนือหาเรื่องราว กับลักษณะนิสัยบางอย่างของตัวละคร
(โดยเฉพาะตัวพระเอกนั่นแหละ)
มันมีหลายจุดหลายมุมที่อ่านๆไปต้องเอ๊ะ ต้องอ๊ะอยู่ตลอด

นางเอกร้าย หากก็เพราะเธอมีปม และจะว่าไป สิ่งที่เธอทำก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากนัก

แต่การที่พระเอก ผู้มีดีกรีระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย บุคลิกเคร่งขรึม มาดมั่น
แต่ฟังความข้างเดียว แล้ววางแผนจัดฉากเป็นขั้นเป็นตอน
แถมแสดงละครตบตาคนอื่นซะอย่างเนียน...

มันอาจจะดูเหมือนว่าเขาช่างเฉลียวฉลาดเสียนี่กระไร...
แต่เราไม่รู้สึกอย่างนั้นอ่ะ...กลับรู้สึกรังเกียจผู้ชายนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้น
ทั้งตื้นเขินงี่เง่า หูเบาอีกต่างหาก ...(นี่มันนิสัยนางร้ายในนิยายชัด ๆ )
รู้สึกพระเอกไม่แมนเท่าที่ควรอะ

จริง ๆ แล้วพล็อตแก้แค้นแทนเพื่อน พี่ น้องมันก็โออยู่หรอกนะ
มันเป็นพล็อตมาตรฐานที่อยู่คู่นิยายไทยมาตั้งแต่โบราณกาล
แต่ปัญหามันอยู่ที่วิธีการ...
เดิมทีวิธีการของพระเอกเรื่องนี้ก็เกือบจะผ่านแล้วนะคะ
ถ้าเขาจะเพียงพาตัวเข้ามาใกล้ หลอกให้เธอหลงรักแล้วสลัดทิ้ง
ถ้าเป็นแบบนั้นเรายังจะรู้สึกไม่กังขา
แต่นี่อะไร...(ไม่เล่าแล้วค่ะ อาจจะเข้าข่ายสปอยล์ ทั้งยังตอกย้ำความงี่เง่าของพระเอกเข้าไปอีก)

มันอ่านแล้วขัดแย้งกันเอง ทำให้พล็อตย่อยอื่น ๆ ที่โยงใยกัน
พลอยดูขาดน้ำหนัก ขาดความสมจริง
มีช่องโหว่ให้เราต้องสะดุด ตงิด ๆ ใจไปตลอดทั้งเรื่อง

ไม่ว่าจะเป็นมุกละครซ้อนนิยาย มุกนางร้ายกล่าวหานางเอก ใส่สีตีข่าว บลา ๆ ๆ ๆ
รวมทั้งปมอุบัติเหตุที่น้องชายพระเอกขับรถชนแล้วพระเอกเพ่งโทษนางเอกเต็มที่...
มันอ่านยังไง๊ยังไงมันก็ไม่อินอ่ะ...มันเบาโหวงเหวงไปหมด

แต่ก็อ่านจนจบนะคะ...แบบอีดอัดขัดข้องนิด ๆ










ม่านรักเหนือดาว
ผู้เขียน : เนวิกา
ผู้พิมพ์ : สนพ.อรุณ(ครั้งแรก ก.ค. ๕๘)
๔๐๓ หน้า ราคา ๓๓๕ บาท


โปรยปก :


'The course of true love never did run smooth'
’หนทางแห่งรักแท้ไม่อาจเป็นไปอย่างราบรื่น’

รักแรกของ เหนือดาว ก็เป็นดั่งคำกล่าวของเชคสเปียร์
เพราะมันจบอย่างเจ็บร้าวที่สุดด้วยความเข้าใจผิด...
จนเธอเลือกจะกลับไปรักษาหัวใจที่อังกฤษนานถึงเจ็ดปี
ก่อนกลับมาเมืองไทยอีกครั้งในฐานะนักประพันธ์ละครเวทีผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง
ทว่าบนเส้นทางใหม่อันสวยหรู โชคชะตาก็เล่นตลก
เมื่อสถาปนิกหนุ่มผู้เป็นรักแรกอย่าง สุดแดน เป็นหนึ่งในทีมงานสรรค์สร้างละครเวทีของเธอ

ในวินาทีที่แทบซวนเซเพราะเจออดีตอันเลวร้ายอีกครั้ง
เจ้าชายขี่ม้าขาวก็ปรากฏขึ้นในรูปแบบของพระเอกหนุ่มมาดขรึมนามปิลันธน์
เขามาพร้อมกับเรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษเขากับเธอซึ่งเกิดขึ้น ณ โรงละครแห่งนี้
และนอกจากวิกฤตในโรงละครที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
เขาก็คือคนที่พร้อมจะฉุดให้เธอกลับขึ้นมาหยัดยืนอย่างสมภาคภูมิ

เมื่อม่านละครแห่งชีวิตเปิดขึ้นอีกครั้ง เหนือดาวจึงจำต้องเลือก...
ว่าจะเขียนบทไปสู่ตอนจบใด
ระหว่างกลับไปหารักแรก...ตามคำเรียกร้องของหัวใจ
หรือก้าวไปสู่รักครั้งใหม่...ที่จะไม่มีวันอวสานดังเช่นที่ผ่านมา






หลังอ่าน...
เรื่องนี้ออกมาพร้อม ๆ กับเล่มข้างบน การตั้งชื่อเรื่องก็สอดคล้องพ้องพานกัน
แถมมีตัวละครที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะพระเอกของเรื่องนี้
ก็เป็นพระรองทีมีบทบาทโดดเด่นไม่น้อยในเรื่องก่อนหน้า

แต่ทั้งเนื้อหาเรื่องราว ทั้งพล็อตและธีมเรื่องแยกขาดจากกันเป็นคนละเรื่อง
ประมาณหนังคนละม้วนเลยทีเดียว

ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะคะที่บังเอิญหยิบเรื่องนี้อ่านก่อนเล่มข้างบน
เพราะว่าหลังจากอ่านเล่มนี้จบลงด้วยความปลื้มและประทับใจมาก
มันทำให้เราสามารถหยิบเรื่องข้างบนมาอ่านต่อโดยไม่ลังเล..
แต่แน่นอน...ในเมื่อชอบเรื่องนี้มาก ก็เลยเกิดเป็นความคาดหวังกับเรื่องข้างบนนั่นสูงมากด้วยเช่นกัน
และเมื่อตั้งความหวังไว้สูง เมื่อมันไม่เป็นไปดังใจ
มันก็เลยผิดหวัง...แบบค่อนข้างแรง แหะ ๆ

................


เล่มนี้เล่นกับปมอดีตอันน่าเจ็บปวดของนางเอก
ทำให้เธอก่อกำแพง ปิดกั้นตัวเอง
แม้ความรักครั้งใหม่ที่เข้ามาจะสวยสดงดงาม
แต่หัวใจของเธอก็ดูเหมือนว่าจะยังคงฝังจำอยู่กับความรักครั้งแรกอันขมขื่นมิรู้วาย

เรื่องย่อ ๆ ก็ประมาณโปรยปกด้านบนเลยค่ะ
นางเอกเป็นนักเขียนบทละครผู้ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในต่างประเทศ
จนมีผู้สร้างจากเมืองไทยสนใจบทละครของเธอ
และจะจัดให้มีการแสดงในเมืองไทย
ทำให้เธอต้องเดินทางกลับมาเพื่อร่วมดูแลการแสดงด้วย

เมื่อกลับมาอยู่ในแวดวงเดิม ๆ
ทำให้เธอได้พบกับคนหลายคนที่เคยพัวพันกันในอดีต
โดยเฉพาะสุดแดน รุ่นพี่ที่เป็นรักแรกของเธอ
กับรัญรตี เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดผู้เคยป้ายสีใส่ใคล้
ทำให้เธอกลายเป็นนางร้ายในสายตาของพื่อน ๆ จนต้องหนีเตลิด

แต่กลับมาครั้งนี้ แม้ลึก ๆ เธอจะยังคงเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
แต่จากประสบการณ์ที่สั่งสม ทำให้บุคลิกของเธอดูกล้าแกร่งมั่นคงขึ้น

ทั้งมีผู้ช่วยที่แสนดีอย่างลูกพี่ลูกน้องชายหัวใจสาวอย่างแม้น-มานิต
กับพระเอกหนุ่มมาดนิ่งอย่างปริ้นซ์ - ปิลันธน์ คอยปลุกปลอบให้กำลังใจ
ทำให้เธอก้าวผ่านเรื่องร้าย ๆ ได้อย่างเข้มแข็ง





อย่างที่บอกตอนต้น เรื่องนี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากเรื่องข้างบนอย่างค่อนข้างจะสิ้นเชิง
ทั้งเนื้อหาเรื่องราว พล็อตหลักพล็อตรอง...
(ว่าด้วยเรื่องราวความรักของคนหนุ่มคนสาว กับเรื่องราวของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ในอดีต
ที่บังเอิญมาเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยยะ สมเหตุสมผล)
รวมถึงบุคลิกนิสัย
และการกระทำของตัวละครแต่ละตัวมันช่างสอดรับกันเหมาะสมกลมกลืนไปเสียหมด

ชอบมากกกก....

พระเอกก็แสนดี เป็นพระเอกในดวงใจจริงๆ ฉลาด มั่นคง ไม่งี่เง่าตื้นเขิน
นั่นยิ่งกดข่มให้ตัวรองในเรื่องอย่างสุดแดน...ที่เหมือนจะเป็นชายหนุ่มที่แสนดีอีกคนหนึ่ง
ทั้งยังเป็นรักแรกของนางเอกอีก...ต้องกลายเป็นคนซื่อบื้อ
น่าสมเพชพอๆ กับน่าสมน้ำหน้าเลยทีเดียว

สรุปเลยแล้วกันค่ะว่า...
ที่บอกว่าโชคดีที่หยิบเรื่องนี้มาอ่านก่อนก็เพราะว่า..
.ค่อนข้างเชื่อในนิสัยการอ่านของตัวเองว่า ถ้าบังเอิญได้อ่านเล่มบนก่อนเล่มนี้
จากเฟิร์ส์อิมเพรสชั่นที่ได้จากเล่มนั้นเราคงไม่หยิบเรื่องนี้มาอ่านแน่ๆ
แต่โชคร้ายก็อย่างที่บอก...พออ่านเล่มนี้จบปุ๊บ จากความประทับใจที่ได้รับ
มันกลับกลายเป็นความคาดหวังในการอ่านเล่มอื่นของนักเขียนคนเดียวกัน
พอคาดหวัง...แล้วมันไม่เป็นดังใจ
ผลมันก็เลยออกมาอย่างที่บอกเล่าไปในเล่มข้างบนนั่นเลยค่ะ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดทั้งมวลนั่นก็เป็นเพียงความรู้สึก ความคิดความเห็นส่วนตัวล้วน ๆ นะคะ
การอ่านนิยายเป็นเรื่องของรสนิยมค่ะ
คนอ่านคนนี้อ่านแล้วไม่ชอบ คนอ่านอีกคนอาจจะชอบมากกกก....
คนอ่านคนหนึ่งอ่านแล้วไม่โดน แต่คนอ่านอีกคนอาจจะอินสุด ๆ ก็เป็นได้ค่ะ

แค่อ่านแล้วหยิบมาบอกเล่ากัน เท่านั้นเอง










 

Create Date : 19 มีนาคม 2559    
Last Update : 19 มีนาคม 2559 11:10:28 น.
Counter : 2114 Pageviews.  

~ รักเจ้าเอ๋ย : นิยายรักกุ๊กกิ๊กคิกขุ โดย "แก้วชมพู" ~





รักเจ้าเอ๋ย
ผู้เขียน : แก้วชมพู
ผู้พิมพ์ : สำนักพิมพ์อรุณ
(พิมพ์ครั้งแรก /มิ.ย.๕๕)
๓๒๕ หน้า ราคา ๒๓๙ บาท


โปรยปกหลัง :


เรวินทร์ หนุ่มหล่อลูกครึ่งสัญชาติไทย-อเมริกัน
ว่าที่ซีอีโอและเจ้าของเครื่องสำอางอเมทิสต์แบรนด์ดัง
เพียงแค่กลับมาเมืองไทยไม่กี่วัน เขาก็ถูกไล่ล่าหมายเอาชีวิต
จนต้องหนีหัวซุกหัวซุน และบังเอิญเข้าไปหลบภัยอยู่ในบ้านของอิสรีย์
โปรแกมเมอร์สาวห้าวซึ่งอาศัยอยู่กับหลานชายวัยซน
เธอจึงคิดว่าเขาเป็นขโมยที่หมายจะทำมิดีมิร้าย
นำไปสู่เหตุการณ์ชุลมุน จนหญิงสาวลื่นหกล้มหัวแตกสลบไป
เดือดร้อนเรวินท์ต้องช่วยพาเธอส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน

ซ้ำร้าย เมื่ออิสรีย์ฟื้นขึ้นมา กลับหลงลืมความทรงจำไปบางส่วน
เข้าใจผิดคิดว่าหนุ่มลูกครึ่งเป็นแฟนและพาไปเปิดตัวกับครอบครัว
เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงต้องเล่นตามน้ำรับสมอ้างเป็นแฟนกำมะลอ
รอเวลาเพื่อหลบภัยคุกคาม และสืบสาวเรื่องราวของคนร้าย

แต่...นอกจากจะหลวมตัวเป็นแฟนกับอิสรีย์แบบไม่ตั้งใจแล้ว
นานวันเข้า เรวินทร์กลับหลวมใจจนไม่อยากให้ความจำของเธอกลับมาซะงั้น






เรื่องย่อๆ ก็ประมาณข้างบนนั่นเลยค่ะ
เป็นโรแมนติกคอเมดี้อ่านง่าย ๆ ชิล ๆ
พล็อตก็ไม่ได้แปลกแหวกแนวอะไร
แต่อ่านได้ด้วยสำนวนการเล่าเรื่องที่ลื่นไหลในระดับหนึ่ง
ชูโรงด้วยบทของเด็กน้อยวัยห้าขวบที่น่ารักน่าหยิก น่าหมั่นเขี้ยวชะมัด

แกมด้วยมุกขำๆ ฮา ๆ ประปรายจากบุคลิกห้าว ๆ ตรง ๆ ของนางเอก
อย่างตอนที่นางหกล้มหัวฟาดพื้นจนความจำเสื่อมชั่วคราว
ความที่ก่อนหน้านั้นเจ้าหล่อนเพิ่งดูข่าวอุบัติเหตุมีคนตายชื่อจิตตา
หล่อนก็มโนเป็นตุเป็นตะว่าเจ้าหล่อนเป็นวิญญาณของคนที่ชื่อจิตตา
ที่จับพลัดจับผลูเข้ามาสิงร่างของหญิงสาวที่ชื่อเอ๋ยคนนี้...
และชายหนุ่มรูปหล่อที่ดูแลเธออยู่ข้าง ๆ ก็เป็นสามี
มีเจ้าเด็กอ้อแอ้จอมซนวัยห้าขวบเป็นลูกชาย...

บางครั้งบางทีเจ้าหล่อนอาจเผลอคิดอะไรเกินเลยกับเรวินทร์ไปบ้าง
ด้วยความใกล้ชิด แต่หล่อนก็พยายามเบรคตัวเองด้วยการเอาศีลข้อสามเข้ามาข่ม
พยายามเตือนตัวเองว่า...'เขาไม่ใช่แฟนของเธอสักหน่อยยายจิตตา เขาเป็นแฟนของคุณเอ๋ย
ร่างที่เธอสิงสู่อยู่นี่ต่างหาก' ฮ่าๆ เอากะเจ้าหล่อนสิ






นอกนั้นก็มีเรื่องราวความวุ่นวายของครอบครัวนางเอก
อย่างอดีตน้องสะใภ้(แม่ของเจ้าอ้อแอ้)ที่มีจิตใจใฝ่เป็นทอม
กลับมาหลงใหลอดีตพี่สาวสามีจนตามมาตอแย
หรือนายสิงห์ทอง อบต.หนุ่มใหญ่ที่ทั้ง ๆ แต่งงานมีเมียเป็นตัวเป็นตน
แต่ก็ยังมาทำก้อร่อก้อติกกับนางเอก

และไหนจะบรรดาเพื่อน ๆ ในสมัยเด็ก ๆ ของนางเอก
ที่ต่างก็อยากมาดูหน้าแฟนของสาวห้าว

ในเวลาเดียวกัน พระเอกก็ต้องคอยสืบสาว
หาเบาะแสคนร้ายที่คอยไล่ล่าหมายเอาชีวิตเขาอยู่
จึงยอมเลยตามเลย รับบทบาทแฟนกำมะลอของอิสรีย์ไปเรื่อย ๆ





น่ารักดีอ่ะค่ะ ส่วนตัวให้ผ่านในเรื่องของสำนวนภาษา
การสร้างสรรค์ตัวละครและการเล่าเรื่อง
แม้ในส่วนของเนื้อหาเรื่องราวจะออกแนวโอเว่อร์แอ็คติ้งไปนิด ๆ
แต่ก็อยู่ในบริบทที่พอรับได้ค่ะ
บางแก๊กบางตอนอ่านแล้วแอบอมยิ้มไปเสียอีก

อากาศร้อน ๆ อ่านนิยายกุ๊กกิ๊ก ๆ ก็ทำให้เย็นใจดีไม่น้อยค่ะ










 

Create Date : 16 มีนาคม 2559    
Last Update : 16 มีนาคม 2559 11:09:48 น.
Counter : 1164 Pageviews.  

~ชิงช้าชาลี : นิยายรักอบอุ่น กรุ่นกลิ่นอายธรรชาติ "โสภาค สุวรรณ" ~






ชิงช้าชาลี
ผู้เขียน : โสภาค สุวรรณ
สนพ.อรุณ/พิมพ์(ครั้งที่ ๓/ส.ค.๕๘)
๗๐๙ หน้า ราคา ๕๖๕ บาท


ปกหลัง


“อย่าไปนะไอ้ลี...อยู่ที่นี่ด้วยกันเถอะ...
ที่นาที่ไร่ของพ่อคงต้องการคนช่วยดูแล
ยามแก่เฒ่า พ่อแม่คงอยากมีหลานตัวเล็กๆ ไว้คลอเคลีย

ช่อมาลีกับบุหงาส่าหรีเขาจำเป็นจะต้องอยู่กรุงเทพฯ
แต่อย่างแกนี่...แกนั่งเขียนหนังสือที่ไหนก็ได้ไม่ใช่หรือ...
เมืองนอก บ้านนา หรือที่ไหนๆ ก็ได้จริงมั้ย

ไม่ว่าที่ไหน ความฝัน จินตนาการของคนเขียนหนังสือไม่เหือดไม่แห้งใช่มั้ยหือ”

คำไทเคลียจมูกปากที่แก้มเนียน ไฟหมดเชื้อพอดี
รอบตัวมีแต่ความมืดและแสงฟืนกรุ่นจวนมอดในกองไฟ

“อยู่ด้วยกันที่อีสานนี่แหละ ถึงจะแล้งจะจนยากก็บ้านเรา ถิ่นของเรา
ถ้าเราทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเสียเอง คนถิ่นอื่นหรือเขาจะมาอยู่แทน...
เวลานี้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินท่านก็ทรงพระเมตตาโอบอุ้มชาวบ้านถิ่นอีสานเต็มที่
แกอย่าไปกรุงเทพฯ เลยนะชาลี”

คำไทโอบร่างบางไว้กับตัวยิ่งขึ้น ไม่นำพายุงริ้นไรหรือแมลงกลางคืนอีกแล้ว
เขารู้แต่ว่า แม้นหากว่าไอ้ลีไปเสีย เขาจะอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน






เรื่องย่อเพิ่มเติม(จากเว็บสนพ.)

สามสาวพี่น้อง คือ ช่อมาลี บุหงาส่าหรี และวัลย์ชาลี
อยู่กับพ่อแม่ในจังหวัดหนึ่งทางภาคอีสาน
โดยไม่ทราบประวัติความเป็นมาของแม่
ซึ่งไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไปที่เป็นชาวไร่ชาวนา

อยู่มาวันหนึ่งผู้เป็นยายเดินทางจากกรุงเทพฯ
มารับเด็กสาวทั้งสามไปอุปการะเพื่อเรียนหนังสือต่อในกรุง
เด็กสาวทั้งสามจึงต้องจากพ่อแม่เข้ามาสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ
ท่ามกลางญาติพี่น้องที่รังเกียจ ยกเว้นยายเพียงผู้เดียว
และต้องปรับตัวรับทุกสิ่งทุกอย่าง...
ทั้งสภาพสังคม การศึกษา การงานและความรัก





เป็นนิยายแนวปลุกจิตสำนึกรักบ้านเกิด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคม
ผู้คนโหยหาแต่วัตถุ ด้วยคิดว่านั่นเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสุข
ความสะดวกสบายให้กับตนเอง
จนบางครั้งหลงลืมศีลธรรมอันดีที่พึงมีไว้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต

เรื่องราวส่วนใหญ่เน้นที่วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของสามสาวพี่น้อง
ที่ในวัยเด็กได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างอบอุ่นจากผู้เป็นพ่อและแม่
เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยแรกรุ่น ก็มีผู้เป็นยายมารับช่วงต่อ
คุณยายผู้ไม่เคยรังเกียจลูกเขยบ้านนา หากต้องเพียงมองอยู่ห่าง ๆ เมื่อครั้งคุณตายังมีชีวิตอยู่
เพราะคุณตานั้นถือยศถือศักดิ์แจนตัดขาดลูกสาวคนสุดท้อง เมื่อเธอเลือกที่จะแต่งงานกับหนุ่มชาวนา...
ต่อเมื่อคุณตาเสียชีวิตลง คุณยายจึงสามารถยื่นมือมาโอบอุ้มเด็ก ๆ ทั้งสาม
เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ทัดเทียมกับหลาน ๆ บ้านอื่น
แม้จะถูกคัดค้านและตั้งป้อมรังเกียจจากญาติสนิทอย่างลุงและป้า พี่แท้ ๆ ของแม่

เจ้าหล่อนทั้งสามอาศัยการกล่อมเกลาจากพ่อและแม่
เสริมด้วยคำสั่งสอนของผู้เป็นยาย สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองกรุงได้เป็นอย่างดี
และกระทั่งได้มีโอกาสช่วยเหลือและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ตลอดถึงทัศนคติและมุมมองของญาติสนิทที่อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน
หากแต่ใช้ชีวิตอย่างสุ่มเสี่ยงและประมาท เนื่องจากขาดความรักอันอบอุ่นในครอบครัว




ตามแนวการเขียนของนักเขียนท่านนี้ บทรักหวาน ๆ มีน้อยมาก
แต่ทั้งเรื่องยาว ๆ หนาปึกนั่น อัดแน่นด้วยข้อคิดคำสอน
โดยอิงหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา
ซึ่งมีหลายบทหลายตอนที่ช่วยฉุดดึงและกระตุกเตือนคนอ่านได้เป็นอย่างดี

อ่านแล้วอบอุ่น กรุ่นกลิ่นอายธรรมชาติของท้องไร่ท้องนาดีค่ะ










 

Create Date : 29 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 29 กุมภาพันธ์ 2559 15:14:28 น.
Counter : 1990 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

BlogGang Popular Award#14


 
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 181 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ให้รักระบายใจ/"ณกันต์"เขียน ~

~ผมกลายเป็นแมว/Abandoned/Paul Gallico เขียน(ภูธนิน แปล) ~

~พ่อค้าซ่อนกลรัก & หมอปีศาจแสนรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~อาจารย์ยอดรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~จอมโจรพยศรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว/"เฉียวยี" เขียน(ภิรมณ ประพฤติประยูร/แปล) ~

~อลวนกลสลับร่าง/"เจ๋อมู่" เขียน(เสี่ยวหวา/แปล) ~

~ โลกที่รัก/ Dear World/"Bana Alabed/บานา อัลอาเบด" เขียน ~

~ นางทิพย์/"แก้วเก้า" เขียน ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.