'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ ใต้ปีกรักสีเพลิง โดย 'สิริณ' เล่มที่ ๑ ใน นิยายชุด'ความลับของผีเสื้อ'~



สวัสดีค่า...
ดูเหมือนว่านิยายชุดนี้จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในกลุ่มนักอ่านชาวบล็อกแก็งค์
มีรีวิวติด ๆ กันหลายต่อหลายบล็อกในช่วง1-2 เดือนที่ผ่านมา

ส่วนตัวมีครอบครองไว้ระยะหนึ่งแล้ว แต่เพิ่งได้ฤกษ์หยิบมาอ่าน
ก็ในช่วงหลังปีใหม่นี่เอง ก็...อ่าน ๆ วาง ๆ อยู่เป็นพัก ๆ ด้วยภารกิจชีวิต(คนอื่น)ที่ยุ่งเหยิง
จนพลอยมาพัวพันกับกิจกรรมชีวิตส่วนตัว ทำให้ต้องห่างเหินกับการอ่านนิยาย อัพบล็อกไป...
นานพอสมควรทีเดียว

จด ๆ จ้อง ๆ ที่จะบอกเล่าถึงความรู้สึกหลังอ่านนิยายชุดนี้มาหลายวันแล้ว
หวังว่าวันนี้คงจะสำเร็จได้ แหะ ๆ

เล่มแรก"ใต้ปีกรักสีเพลิง"





ใต้ปีกรักสีเพลิง
ผู้เขียน : สิริณ
ผู้พิมพ์:สนพ.อรุณ(ต.ค. ๕๖)
๓๙๗ หน้า ราคา ๒๙๕ บาท


สั้น ๆ จากสนพ.


ชีวิตที่แสนเรียบง่ายของพรนางฟ้าต้องเปลี่ยนแปลงไป
เมื่อเธอได้รับสร้อยผีเสื้อสีเพลิงจากหมอดูปริศนา
สร้อย...ที่ทำให้เธอพูดความในใจออกมาทั้งหมด...

ความรัก ความทรงจำ ความสำเร็จ
ท้ายที่สุดแล้วหญิงสาวจะจัดการอย่างไรกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
คุณเท่านั้นที่จะรู้คำตอบ!!



.............


เล่าเรื่องเพิ่มเติมอีกนิด ๆ
เริ่มเรื่องด้วยการให้นางเอกฟื้นตื่นขึ้นมาจาการหลับใหล
แล้วพบว่าตัวเองจำเหตุการณ์ที่ผ่านมาในช่วงเวลาหนึ่งไม่ได้...
จำไม่ได้กระทั่งผู้ชายที่ดูแลใกล้ชิดและแนะนำตัวกับเธอว่าเขาเป็นสามีของเธอ!

จากนั้นก็เป็นการเล่าเรื่องย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
จากผู้หญิงที่มีชีวิตเรียบๆ ทำงานเก่งแต่ค่อนข้างเก็บกด ด้วยถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด
คอยแย่งซีนตลอดเวลานับตั้งแต่สมัยเรียนด้วยกันในมหาวิทยาลัย มาจนถึงเข้ามาทำงานในที่เดียวกัน
เธอคิดว่านั่นเป็นเพราะเธอไม่กล้าพูดเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตัวเอง
เมื่อมีโอกาสได้พบหมอดูปริศนาที่บอกเธอว่าเธอสามารถขออะไรก็ได้ที่เธอต้องการ
ด้วยความอัดอั้นตันใจเธอจึงขอให้ตัวเองกล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด...
ทั้งก่อนจากกัน เขายังได้มอบสร้อยพิงค์โกลด์ที่มีจี้เป็นหินรูปผีเสื้ออยู่ภายในให้เธอด้วย...
จากจุดนั้นเอง ชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไป ...

เธอได้ตำแหน่งหน้าทีที่เธอปรารถนา ได้อำนาจอยู่เหนือคนอื่น...
ได้ในสิ่งที่เธอไม่เคยได้มาก่อน แต่ปรากฏว่าเธอไม่ยักกะมีความสุขดังใจคิด...








หลังอ่าน...
ก็อย่างที่บอกตอนต้นว่ามีนักอ่านรีวิวนิยายชุดนี้ไว้เยอะมาก
จึงแทบไม่ต้องเล่าเรื่องย่ออะไรให้ยืดยาวแล้ว (แหะ ๆ แต่ก็เล่าไปแล้วไง...?)
คำโปรยปกหลังก็คงไม่จำเป็นต้องก๊อปมาวางซ้ำ ๆ อีก
เอาเป็นว่าบอกเล่าความรู้สึกเลยละกัน...

จากที่เคยรู้คร่าว ๆ มาแล้วว่านิยายชุดนี้กำหนดธีมให้เป็นนิยายแนวลึกลับแฟนตาซี
บวกกับการที่เคยอ่านงานของคุณ"สิริณ"มา 2-3 เล่ม...เมื่อหยิบเล่มนี้มาอ่าน
ก็ออกจะคาดหวังนิด ๆ ถึงความแปลกใหม่และซับซ้อนของเรื่องราวจากเรื่องก่อน ๆ ที่เคยอ่านบ้าง
พออ่านเข้าจริง ๆ ยอมรับว่า มีแอบผิดหวังนิดหน่อยค่ะ
เพราะ...ผู้เขียนยังคงใช้พล็อตเดิม ๆ มุกเดิม ๆ วิธีเล่าเรื่อง สำนวนภาษาแบบเดิมในการนำเสนอ
(มุกว่าด้วยการสูญเสียความทรงจำ การหักหลัง แก่งแย่งแข่งขันกันในที่ทำงาน พระเอกรวยแต่ให้นางเอกเข้าใจว่าจน...ฯลฯ)

ยังดีที่ในเรื่องมีจุดที่แปลกใหม่ น่าสนใจ ที่ออกแนวเหนือจริง(เล็กๆ)
เข้ามากลบมุกดราม่าที่กล่าวถึงข้างบนนั่นอยู่พอสมควร
นั่นคือเรื่องของการเล่นกับจิตใต้สำนึกของนางเอก ที่ยามอยู่ในภวังค์
ภายใต้พลังลึกลับ(ที่เธอเชื่อว่ามาจากอำนาจของสร้อยผีเสื้อนั้น)
เธอจะแปรภาคจากนางเอ๊ก-นางเอกกลายเป็นนางมารร้ายทำตัวบ้าอำนาจ
ไม่ต่างจากตัวร้ายตัวจริงในเรื่องอย่างสุภัทรชาเลยทีเดียว

แต่ถึงยังงั้น(ถึงจะคิดว่านั่นคือความแปลกใหม่)...
ความที่ช่วงหลัง ๆ มีโอกาสได้อ่านนิยายของนักเขียนรุ่นหลัง ๆ หลายเล่มก็เลยไม่วายที่จะรู้สึกว่า...
คนเขียนจงใจสร้างนางเอกอย่างพรนางฟ้าขึ้นมาให้เป็นนางเอกในกระแสนิยมของนิยายสมัยใหม่อีกคนหนึ่งเท่านั้น
คือ...เป็นนางเอกที่ต้องเริ่ด ๆ ร้าย ๆ เหวี่ยง ๆ วีน ๆ ... (แม้จะบอกว่าเป็นไปตามอำนาจลึกลับก็ตามทีเถอะ)
ซึ่งก็ต้องอาศัยฝีมือคนเขียนนั่นละว่าจะทำให้คนอ่านรักและลุ้นเอาใจช่วยนางเอกแบบนี้หรือไม่

สำหรับ"พรนางฟ้า"...ส่วนตัวไม่รักไม่เกลียดค่ะ ออกแนวหมั่นไส้และรำคาญ(นิด ๆ)มากกว่า แหะ ๆ
แอบคิดว่าในภาคนาง(เอก)ร้าย เธอกลับทำได้เนียน สมจริงสมจัง(เหมือนเป็นตัวตนจริง ๆ)
มากกว่าภาคนางเอกนางฟ้าเสียอีกแน่ะ(โดยเฉพาะบทแม่พระในตอนท้ายเรื่อง...มันเว่อร์ไปนิด...ไม่ใจอะ)

แต่ก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนบทบาทของเธอทำให้เรื่องราวดูมีสีสันขึ้น
เพียงแต่รู้สึกว่า...มันเหมือนจะยังไม่เนียนพอกับยังไม่ถึงจุดพีคเท่าที่คาดเท่านั้นเอง





ส่วนพระเอกของเรื่อง เห็นหลายคนปลื้มนักหนา
ส่วนตัวก็ปลื้มนะคะ ปลื้มในบุคลิกส่วนตัวที่ง่าย ๆ เซอร์ ๆ เป็นศิลปิน...
แต่ไม่ถึงกับมากมายอะไร หรือจะเป็นเพราะเราไม่ค่อยชอบนางเอกก็เป็นได้ พอเห็นพระเอกรักเจ้าหล่อนจั๊ง...
ก็เลยรู้สึกแบบ...รักเข้าไปได้ไงน่ะ หล่อนออกจะร้ายกับตัว ถึงขนาดดููถูกว่าตัวเองขโมยของก็ยังเคย...
แต่เอาเถอะ...ก็เขารักของเขานี่นะ
ในเรื่องก็เลยจะมีเลิฟซีนนุ่ม ๆ เบา ๆ ประปราย ไม่มากไม่มายแต่ก็เพียงพอให้ไหว ๆ หวาม ๆ อยู่

ตัวละครหลายตัวก็เหมือนจะมีที่มาเลื่อน ๆ ลอย ๆ ชอบกล
จู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาในเรื่อง(เพื่อหลอกคนอ่าน)อย่างไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่
(อย่างบทของพัทธนัยกับมุกมาลิน เป็นต้น)
กับการดึงอันดามัน(จากแผนก่อการรัก)เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ มันก็เหมือนจะได้อยู่นะ
แต่มันดูจะเป็นความบังเอิญและเล่นง่ายไปนิดหรือเปล่า...


แต่ก็มีหลายจุดที่ชอบนะคะ
อย่างเรื่องราวของบรรยากาศการทำงานที่คนเขียนค่อนข้างจัดเต็มมาก
กับบทเรียนต่าง ๆ ที่ทั้งนางเอกนางร้ายได้รับจากการมองคนแต่เพียงเปลือกนอก
รวมถึงข้อคิดว่าด้วยการคิดก่อนพูดและทำ...
ปมชีวิตของนางเอกที่ถูกแม่ทิ้งตั้งแต่แรกเกิด ฯลฯ

ที่สำคัญที่สุดคือแนวคิดที่ว่าคนเราล้วนมีอย่างน้อยก็สองด้านในตัวเอง
ทุกคนมีข้อดีข้อเสีย สิ่งที่ถูกกดเก็บไว้ภายใต้จิตสำนึกอาจจะระเบิดออกมาได้เมื่อเรารู้สึกว่ามีพลังผลักดันและให้ความมั่นใจกับเรา

ในเรื่องของการตอบโจทย์ธีม (ส่วนตัวรู้สึกว่า...)เหมือนเรื่องนี้จะตอบได้ไม่ค่อยตรงนัก (หรือเปล่า?)
เพราะไปเน้นในเรื่องดราม่าของตัวละครมากกว่า
หมอดูลึกลับก็ยังคงเป็นความลับอยู่ต่อไป(ค่อยไปเฉลยเอาในเรื่องที่สามนู่นว่าเขาคือใคร)
ส่วนปมครอบครัวนางเอกก็โยงไปพัวพันกับครอบครัวแม่นางเอกในเล่มที่สอง
ซึ่งมีพูดถึงเพียงเล็กน้อย แทบไม่มีความสำคัญกับเรื่องราวในเล่มนี้เลย...
(แต่แอบมีสปอยล์ของเรื่องที่สองเล็กน้อยล่ะ)

สรุปว่าก็อ่านสนุก ชวนลุ้นดีค่ะ ถ้าไม่เรื่องมาก คาดหวังมาก(อย่างคนอ่านคนนี้)
เขามีแทรกทั้งหลักคิดในการมองคน ในการทำงาน หลักธรรมในการดำเนินชีวิต
รวมถึงหลักจิตวิทยาว่าด้วยการควบคุมจิตใต้สำนึก...
เรียกได้ว่าเป็นนิยายดราม่าแต่สาระเพียบค่ะ












 

Create Date : 24 มกราคม 2557    
Last Update : 24 มกราคม 2557 11:43:36 น.
Counter : 1537 Pageviews.  

~ "รวีช่วงโชติ" (ภาคต่อของ"อีสา") : นิยายชีวิตย้อนสมัย โดย "สีฟ้า" ~




ก่อนอื่น...ขออนุญาตสวัสดีปีใหม่เพื่อนพ้องน้องพี่ชาวบล็อกแก็งค์ทุกท่านค่ะ
ขอความสุข ความสงบ ความชุ่มฉ่ำเย็นใจจงบังเกิดกับเพื่อนมนุษย์ทุกคนบนโลกอันรุ่มร้อนใบนี้ค่ะ






มาเข้าเรื่องค่ะ...สืบเนื่องจากบล็อกนิยายเรื่อง'อีสา' ที่เคยเล่าเรื่องย่อไว้เมื่อหลายปีก่อน
ได้เล่าเรื่องรวของ'สาไว้ค่อนข้างยาวเหยียด แต่ไม่ได้เล่าเรื่องของคุณชายรวีช่วงโชติกับคุณหญิงโสภิตพิไลไว้
ปรากฏว่ามีเสียงเรียกร้องให้จขบ.เล่าเรื่องภาคต่อให้จบ...

เอ้า...ขอมาก็จัดไปค่ะ
บล็อกนี้จึงขอประเดิมปีใหม่ ด้วยการหยิบเอานิยายเรื่องเก่ามาเล่าต่อ
ตอนแรกจะเล่าลงบล็อกเดิม แต่ดูเหมือนว่าจะยาวจัดแล้ว อัพบล็อกใหม่ดีกว่า

(แต่ถ้าใครยังไม่ได้อ่านเรื่องย่อของ"อีสา"ก็ขอเชิญจิ้มที่ชื่อเรื่องนี้ไปเลยค่ะ)




"รวีช่วงโชติ"
(เล่มนี้)พิมพ์โดย สนพ.เพื่อนดี
(แต่เล่มทีจขบ.อ่านพิมพ์โดยสนพ.โชคชัยเทเวศน์ ๒ เล่มจบ ปกแข็งสีพื้น ไม่มีภาพเลยค่ะ)



เรื่องย่อ (ย่อเองแบบยาว)

เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อโสภิตพิไลกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย
ในขณะที่คุณชายรวีช่วงโชติก็จบวิชากฏหมายจากเมืองนอก และเข้ามาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นด้วย

แม้สภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หม่อมพริ้มยังคงพยายามยึดมั่นกรอบธรรมเนียมเดิม ๆ
ในการดำรงเกียรติของตระกูลรวีวาร จนทำให้ทรัพย์สมบัติเริ่มร่อยหรอและเป็นหนี้เป็นสิน
กลายเป็นภาระอันหนักหน่วงให้คุณชายรวีฯ เพราะเขาจะต้องเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล

คุณชายรวีฯ มีพี่สาวห้าคน คุณหญิงโศภี คุณหญิงศุภลักษณ์ คุณหญิงโสภาพรรณวดี
(ที่เขาเข้าใจว่าเป็นมารดาของโสภิตพิไลซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว) คุณหญิงสิริพรรณราย และคุณหญิงศรีลักษณา

พี่สาวคนที่สี่คุณหญิงหรินั้น มีสามีเป็นนักธุรกิจที่ต้องอิงอาศัยผู้มีอำนาจทางการเมือง เธอจึงพาตัวเองเข้าไปใกล้ชิดกับคุณหญิงเฉิดฉวีภริยานายพลสันทนาซึ่งกำลังรุ่งโรจน์ทางการเมืองในช่วงนั้น เพราะเป็นผู้ใกล้ชิดท่านผู้นำในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง และพยายามชักนำให้คุณชายรวีฯ ได้รู้จักกับคุณแหวว - สวาทโฉม ธิดาคนเดียวของคุณหญิงเฉิดฉวี พร้อมทั้งผลักดันให้คุณชายรวีฯ เข้าทำงานการเมืองด้วย

ส่วน'สานั้น ได้สึกจากแม่ชีออกมาตั้งร้านทำผม มีลูกค้าเป็นบรรดาคุณหญิงคุณนายในวงสังคมชั้นสูงมากมาย
เธอพาใจสว่าง หลานสาวของแม่แป้นที่เคยเกื้อกูลกันสมัยสงครามมาพักอยู่ที่ร้านด้วย...
เมื่อกลับมาอยู่ในแวดวงสังคม ธรรมชาติเดิม ๆ ที่เคยถูกสยบไว้ใต้ร่มพระศาสนาชั่วคราว
ก็กลับมาก่อกวน'สาอีกครั้ง เมื่อได้พบกับนายพลสันทนา'สาก็ยอมตกเป็นเมียลับ ๆ ของท่านนายพลอย่างง่ายดาย
และหวนกลับไปเปิดไนท์คลับแบบเดิมท่ามกลางเสียงติฉินนินทาของผู้คน





ครั้งหนึ่ง ในงานฉลองตำแหน่งของนายพลสันทนา 'ท่าน'บังเอิญได้แลเห็นโสภิตพิไลแล้วเกิดถูกตาต้องใจเข้า จึงสั่งให้นายพลสันทนาเป็นธุระจัดการ แต่ในจังหวะนั้น โสภิตพิไลกำลังคบหาฉันคนรักกับชิษณุ ลูกชายของคุณหญิงศุภลักษณ์ ท่ามกลางความเห็นชอบของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย เพราะคิดว่าทั้งคู่เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้อง
แต่เมื่อ'สารู้เรื่องเข้า เธอก็อดรนทนไม่ได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจตัวเองว่าจริง ๆ แล้วโสภิตพิไลมีศักดิ์เป็นน้าแท้ ๆ ของชิษณุ 'สาจึงขอพบคุณชายรวีฯ และบอกความจริงข้อนี้
เมื่อคุณชายรวีฯ รู้เรื่องก็หนักใจและสงสารโสภิตพิไลที่บัดนี้กลายเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของเขาจับใจ
และมันก็กลายเป็นภาระหน้าที่ของเขาที่จะต้องขัดขวางการแต่งงานของเธอ

คุณชายรวีฯ เลือกที่จะบอกชิษณุ เพราะคิดว่าเขาเป็นผู้ชายน่าจะเข้มแข็งกว่า
ชิษณุเสียใจและหาทางหลีกเลี่ยงโสภิตพิไล
เป็นจังหวะพอดีที่เขาจะต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัดกับคนรักเก่าของเขาที่แต่งงานแล้ว
และแล้ววันหนึ่งโสภิตพิไลก็ตามไปเจอเขาอยู่กับผู้หญิงคนนั้น
เธอเสียใจมากหนีเตลิดไปดื่มเหล้าจนเมามายขาดสติ
โชคดีที่ปรมัตถุ์ รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยที่เคยหลงรักเธอไปพบเข้าและพาไปสงบสติอารมณ์
เขาติดต่อบอกข่าวผ่านใจสว่าง ให้เธอบอกกับคุณชายรวีฯ

คุณชายรวีเห็นโสภิตพิไลเสียใจมาก จึงตัดสินใจบอกความจริงว่าที่เธอกับชิษณุไม่อาจรักกันได้
เพราะเธอเป็นลูกของ'สากับท่านพ่อ โสภิตพิไลเกิดอาการช็อคจนมีท่าทีเย็นชา
รับไม่ได้ที่ตัวเองเป็นลูกของสา ผู้หญิงที่เธอเคยตั้งแง่รังเกียจมาก่อน
เธอไม่ยอมกลับเข้าวัง แต่กลับไปอยู่ที่บ้านของสา และทำตัวประชดชีวิต
โดยการไปเสนอตัวเป็นอนุภรรยาของ"ท่าน"ที่เคยหมายปองเธอ
นายพลสันทนาจึงพาเธอไป"เก็บ"ไว้ที่บ้านหลังหนึ่งของท่าน
แต่เผอิญช่วงนั้น"ท่าน"กำลังป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดจึงยังไม่ได้มาหาเธอ





ฝ่ายคุณชายรวีฯ ก็ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องยอมเข้าพิธีแต่งงานกับคุณแหวว
ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษเขาทำหน้าที่เป็นสามีที่ดีตลอดเวลา แม้จะรู้สึกสงสัยในพฤติกรรมบางอย่างของภรรยา
เขาก็ไม่เคยปริปาก จนกระทั่งคุณแหววให้กำเนิดลูกชาย หลังการแต่งงานเพียงแปดเดือน เขาก็ยังคงนิ่งเงียบ
ซึ่งนั่นทำให้คุณแหววยิ่งมองว่าเขาเป็นคนทึ่ม และที่ยอมแต่งงานกับเธอก็เพราะต้องการใช้อำนาจของบิดาเธอพยุงฐานะของตระกูลรวีวารเท่านั้น

ช่วงนั้นเอง ยายเจิม ป้าของสาที่ยังอยู่ในวังก็ล้มป่วยด้วยโรคชรา คุณชายรวีฯ และคุณหญิงศรีลักษณาจึงไปเยี่ยม ยายเจิมเพ้อว่าสามีลูกชายหนึ่งคน นั่นทำให้คุณชายรวีฯ เกิดความสงสัยจึงคาดคั้นเอากับคุณหญิงศรีลักษณา ว่าลูกชายของสาที่ว่านันก็คือตัวเขาใช่ไหม คุณหญิงไม่อาจโกหกคุณชายรวีฯได้จึงต้องยอมบอกความจริง ด้วยความฉลาด เข้าใจชีวิตและมีสติมั่นคง คุณชายรวีฯ จึงสามารถทำใจยอมรับได้ ไม่ได้มีท่าทีเสียใจหรือรังเกียจสา และยังรักและเคารพหม่อมพริ้มดังเดิม

แต่แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อท่านผู้นำเสียชีวิตลง เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ นายพลสันทนาก็หันเหไปเกาะติดขั้วอำนาจใหม่ ในขณะที่คุณชายรวีพยายามถอนตัวเองออกมาจากการเมือง ทำให้คุณหญิงเฉิดฉวีไม่พอใจที่เขาไม่ยอมตามน้ำ กอปรกับจังหวะนั้น คนรักเก่าของคุณแหววกลับกลายมาเป็นคนใกล้ชิดของผู้นำคนใหม่ กลับมาจากเมืองนอกรับตำแหน่งที่ปรึกษาประจำทำเนียบ คุณแหววจึงแสดงออกอย่างเปิดเผยว่ายังมีเยื่อใยกับคนรักเก่า

และยิ่งเมื่อเธอกับมารดาได้รู้ความจริงจากคุณหญิงหริ(ที่ไม่พอใจที่คุณชายรวีฯไม่ยอมทำงานการเมือง
จึงพลั้งปากบอกกับคุณหญิงเฉิดฉวี)ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของคุณชายรวีฯว่าเป็นเพียงลูกของ'สา
เธอจึงใช้ความจริงข้อนี้เป็นข้ออ้างขอหย่ากับคุณชายรวีฯ

และหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เหล่า"อนุ"ทั้งหลายของท่านผู้นำคนเก่าต้องถูกยึดบ้านและเรียกคืนทรัพย์สิน
โสภิตพิไลจึงหลบไปอยู่กับแม่แป้นโดยไม่ให้ใครรู้

ในตอนท้าย หม่อมพริ้มป่วยหนัก บอกให้เรียกลูกหลานทุกคน รวมทั้งสาให้มาหา
เมื่อสามาเยี่ยม หม่อมพริ้มก็ทั้งเตือนสติทั้งสั่งสอนสาว่าให้ทำตัวดี ๆ เพื่อเห็นแก่ลูกชาย-หญิงทั้งสอง
นั่นจึงทำให้สาได้คิด และยอมเลิกรากับนายพลสันทนาและเลิกทำธุรกิจไนท์คลับในที่สุด






คุยต่อหลังอ่านจบค่ะ
จะเห็นได้ว่า ในนิยายเรื่องนี้ 'สายังคงมีบทบาทสำคัญและเป็นแกนกลางของเรื่องราวต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณชายรวีช่วงโชติกับคุณหญิงโสภิตพิไล ลูกชาย-หญิงผู้ไม่รู้ถึงชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเอง

ความรักความหวัง การพลัดพรากสูญเสียของทั้งสองคนล้วนแต่เป็นผลเนื่องมาจากกรรมที่'สาเป็นผู้ก่อขึ้นแต่ต้นทั้งสิ้น
แต่ถ้าเรื่องราวไม่เป็นไปเช่นนี้ ก็ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้ได้ว่าชะตาชีวิตของหนุ่มสาวทั้งคู่จะพลิกผันไปเช่นไร

เป็นนิยายชีวิตเข้มข้นที่อ่านทีไรก็เต็มอิ่มทุกที

ด้วยการดำเนินเรื่องที่เรียบเรื่อย หากก็มีเงื่อนมีปมให้ได้ตามลุ้น ตามเอาใจช่วยตัวละครเป็นระยะ ๆ
มีการแทรกข้อคิดในการดำเนินชีวิตที่คมคาย เข้ายุคเข้าสมัยอยู่ตลอดทั้งเรื่อง
การบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตที่สมจริงเสียจนคนอ่านอ่านไปแล้วจินตนาการตาม
เห็นภาพตัวละครคนนั้นคนนี้โลดแล่นใช้ชีวิตไปตามบทบาท ตามครรลองแห่งกรรมที่แต่ละคนได้สั่งสมไว้

หลายคนอาจจะอยากถามถึงเรื่องราวความรักความโรแมนติกมีบ้างไหมในนิยาย...?
คุณชายรวีฯ พระเอกของเราจะมีนางเอกกับเขาไหม...

มีค่ะ นางเอกน่ะ มีเค้าลางให้เห็นแว่บ ๆ ผ่านห้วงคำนึงของคุณชายรวีฯ...
เช่นตอนที่เขาต้องตัดสินใจแต่งงานกับสวาทโฉม...

'นัยน์ตาดำสวยประหลาดแวบเข้ามาในใจของรวีช่วงโชติ...'

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาตัดสินใจ 'หน้าที่'ของเขาต่างหาก หน้าที่ของผู้นำตระกูล..

กับตอนท้าย ๆ 'สาแอบแง้มนิด ๆ ว่าหล่อนสังหรณ์ใจว่า สักวันหนึ่งอาจจะได้'ใจสว่าง'เป็นลูกสะใภ้...

แต่ต้องยอมรับล่ะค่ะว่าเรื่องนี้นางเอกมีบทบาทน้อยมาก
แต่ออกมาแตละซีน เธอก็โดดเด่นไม่น้อย ด้วยรูปลักษณ์ที่ใคร ๆ ต่างชมว่าสวย
โดยเฉพาะนัยน์ตาที่ดำขลับสวยซึ้ง
กับชื่อที่แปลกและเก๋ไก๋ มีความหมายสมตัวมาก ๆ ด้วยใจสว่างเป็นสาวน้อยรักดีที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย
และมีทัศนคติที่ดี มองโลกและชีวิตในเชิงบวกอยู่เสมอ

แล้วก็...แน่นอนค่ะ นิยายเรื่องนี้ไม่ใช่นิยายรักโรแมนติก ทั้งเรื่องจึงไม่มีซีนโรแมนติกให้ได้จิ้นเลย
แต่ด้วยสำนวนภาษา ด้วยวิธีเล่าเรื่อง อีกทั้งโทนของเรื่องเราแทบจะไม่รู้สึกขาดหรือจืดชืดเลยสักนิดค่ะ
อ่านไปอินไป ลุ้นไปกับการกระทำและการตัดสินใจของแต่ละคน

แม้ฉากของเรื่องจะเป็นยุคต้น ๆ พ.ศ. ๒๕๐๐ แต่บริบททางสังคมและการเมืองที่ปรากฏในเรื่อง
กลับไม่ได้เก่าแก่หรือล้าสมัยแม้แต่น้อย...

อย่างความคิดคำนึงของคุณชายรวีฯเกี่ยวกับการเมือง...

"บ้านเมืองในยุคนี้หรือยุคไหน ๆ ที่แล้วมา ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับอำนาจและอิทธิพลของคนเพียงคนเดียวทั้งนั้น
ทั้ง ๆ ที่ร้องว่าเป็นประชาธิปไตย...แทบจะเป็นความเคยชินของคนไทยไปเสียแล้ว...
ต้องมีคนใดคนหนึ่งผู้มี 'อำนาจวาสนา' เป็นผู้นำเป็นที่พึ่ง และเป็นผู้กำชีวิต!"


หรือตอนที่หม่อมพริ้มรำพึงเมื่อรู้ว่าคุณหญิงหริ ลูกสาวของท่านทะเลาะกับพี่น้องคนอื่น ๆ
แล้วลำเลิกบุญคุณกับคุณชายรวีฯ เพราะโกรธที่เขาไม่ยอมสวามิภักดิ์ให้กับผู้นำคนใหม่...

"เออ...เวลานี้...เงินเท่านั้นแหละหนอที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทุกชั้น
กระยาจกเข็ญใจเสียอีก ดูเหมือนจะยังไม่โลภเท่ากับคนสูงศักดิ์สูงตระกูลบางคน
เพราะยาจกเข็ญใจ พอใจแค่มีมื้อกินมื้อเท่านั้น ถึงจะสะสมก็เพียงให้พอมีอยู่บ้าง
ไม่โลภโมโทสันอยากกอบโกยไม่ลืมหูลืมตา..."


กาลเวลาล่วงเลยไปหลายทศวรรษ บทรำพึงข้างบนนี้ยังคงเป็นจริงยิ่งกว่าจริงอยู่เสมอ

จึงนับได้ว่าเป็นนิยายชีวิตสุดคลาสสิค อ่านได้ทุกยุคทุกสมัยอีกเล่มหนึ่ง

ชวนอ่านอย่างแรงค่ะ












 

Create Date : 03 มกราคม 2557    
Last Update : 3 มกราคม 2557 11:51:38 น.
Counter : 20278 Pageviews.  

~'จุดดับในดวงตะวัน' : นิยายชีวิต โดย ว.วินิจฉัยกุล ~





จุดดับในดวงตะวัน
ผู้เขียน : ว.วินิจฉัยกุล
ผู้พิมพ์ : สนพ.ทรีบีส์(มี.ค. ๕๖)
๕๙๖ หน้า ราคา ๔๔๐ บาท


ปกหลัง(บางส่วนจากเนื้อหา) :


ย้อนนึกทบทวนตั้งแต่รู้จักเสกสุธา ปัณณิกาพบด้วยความประหลาดใจว่า
แท้จริง จะเรียกว่าเธอไม่รู้จักเขาเลยก็ว่าได้ เพื่อนรักในวัยเยาว์ที่ชื่อเสกสุธาตายจากไปแล้ว
ฝังอยู่ในดินแดนของอดีตอย่างไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้อีก
เสกสุธาคนที่เธอแต่งงานด้วยเป็นชายแปลกหน้าผู้มีดวงหน้าเหมือนเพื่อนรักของเธอเท่านั้น
แต่ตัวจริงของเขาไม่ใช่...

เขาเป็นภาพลวงตา ซึ่งถูกเหตุการณ์หลายเรื่อง หลายวาระ
ค่อย ๆ ลอกตัวจริงออกทีละชั้น ทีละชั้น จนประจักษ์...

เสกสุธาเป็นตัวของเขามาแต่ไหนแต่ไร
เขาคือดวงตะวันสว่างงาม จนไม่มีใครเห็นจุดดับมืดในรัศมีอร่ามเรือง
เธอเองก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร...
นานจนมีลูกกับเขานั่นแหละ ถึงได้เห็นความจริงข้อนี้...







สั้น ๆ จากเว็บสนพ.

ชีวิตของ ปัณณิกา คล้ายอยู่ในห้วงฝันร้าย
เมื่อเธอตกลงปลงใจแต่งงานกับ เสกสุธา ชายหนุ่มที่สนิทสนมกันมาแต่เยาว์วัย
เพราะเขาเป็นเพียงชายหนุ่มหน้าตาดีที่หาได้มีความดีเช่นหน้าตาไม่
แต่ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง เธอจึงพร้อมต่อสู้เพื่อพ้นจากฝันร้ายนั้นให้ได้









หลังอ่าน...

นิยายชีวิตจริงที่...สมจริงเสียจนอ่านแล้วอินและอิ่มเป็นที่สุด
ด้วยสำนวนภาษาของนักประพันธ์ชั้นครูที่มิพักต้องพูดถึงความสละสลวย เรียบลื่นชวนเพลินขณะอ่าน
กับด้วยวิธีดำเนินเรื่องที่แยบยล มีจังหวะจะโคนในการนำเสนอ
ทำให้เรื่องราวที่เหมือนจะธรรมดา ๆ มีมุกมีปมน่าติดตามจนต้องอ่านไปเรื่อย ๆ
ไม่จบก็ไม่อยากจะวาง...ประมาณนั้น
ทั้งยังสอดแทรกแง่คิดมุมมองของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและความหมาย
ไว้อย่างแนบเนียนและกลมกลืนตลอดทั้งเรื่อง

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้บอกเล่าบรรยายให้เราได้มองเห็นภาพบ้านเมือง
และสภาพสังคมไทยในยุคสี่ถึงห้าสิบปีก่อนได้อย่างละเอียดลออ ชัดเจนจนสามารถจินตนาการตามได้

การสร้างสรรค์ตัวละครที่มีเสน่ห์ มีมิติและมีชีวิตชีวาสมจริงสุด ๆ
อ่านไป ๆ ก็รู้สึกคุ้น ๆ คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเห็นภาพชีวิตของผู้คนในแบบเสกสุธา
แบบปัณณิกา สรุจ หรือลลิสา รสมาลี ฯลฯ โลดแล่นอยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่เอง

เผลอ ๆ ในบางเสี้ยวส่วนของความรู้สึกนึกคิดหรือการกระทำของตัวละครบางตัวก็ช่างสอดคล้อง
คล้ายคลึงกับสิ่งที่เราเคยพ้องพาน เคยรู้สึก เคยนึกคิดเช่นเดียวกัน

พล็อตไม่มีอะไรซับซ้อนค่ะ เป็นการรำลึกความหลังของคนในวัยปลายสองคนที่เคยมีชะตาชีวิตที่ต้องข้องเกี่ยวกัน...
ปัณณิกาและเสกสุธา(แต่ส่วนใหญ่จะผ่านทางด้านปัณณิกามากกว่านิดหนึ่ง)

เรื่องราวจึงมีการย้อนยุคย้อนสมัย เริ่มตั้งแต่วัยเด็กของคนทั้งสอง
ที่เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่แตกต่าง

แล้วหวนกลับมาช่วงเวลาปัจจุบันเป็นพัก ๆ เพื่อให้คนอ่านได้เห็นภาพของความเปลี่ยนแปลง
และพัฒนาการของตัวละครแต่ละคน ทั้งในแง่อุปนิสัย ความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมในแต่ละช่วงวัย
ตลอดถึงความสัมพันธ์โยงใยกับตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง

รู้สึกคุ้น ๆ กับวิธีดำเนินเรื่องแบบนี้อยู่บ้างเหมือนกัน
ถ้าใครเคยอ่านเหลี่ยมดาริกาจะรู้สึกได้ว่าเป็นการดำเนินเรื่องในลักษณะเดียวกัน
เพียงแต่แตกต่างในส่วนของเนื้อหาเรื่องราวเท่านั้น






ในเรื่องนี้ ผู้เขียนจะมุ่งเน้นในเรื่องของธีมมากกว่า
ซึ่งก็ตรงตามชื่อเรื่อง...จุดดับในดวงตะวัน(หมายความตามโปรยปกหลังด้านบนนั่นเลยค่ะ)

ขณะอ่านนิยายเรื่องนี้ มีสำนวนคำพังเพยลอยเข้ามาในหัวสองสำนวน...
สำนวนแรก...Like father, like son (เอิ่ม...ไม่เกี่ยวกับหนังญี่ปุ่นที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้หรอกนะ)
...ซึ่งสำนวนนี้อธิบายความเป็นเสกสุธาได้อย่างชัดเจน

ในวัยเด็ก ดูเหมือนเขาไม่ได้เลื่อมใสศรัทธาหรือเป็นปลื้มอะไรกับวิถีชีวิตของคนเป็นพ่อสักเท่าไหร่นัก
เขาจึงพยายามพาตัวออกมาให้พ้นจากเส้นทางชีวิตที่ผู้เป็นพ่อตั้งใจขีดเส้นไว้ให้

แต่เขาหารู้ไม่ว่า ในช่วงเวลาสิบปีแรกของชีวิต มันคงจะนานเพียงพอ
ที่จะหล่อหลอมให้เขาซึมซับรับเอาทั้งอุปนิสัยใจคอ ทั้งวิธีคิด วิธีแก้ปัญหาแบบดันทุรัง
เอาแต่ใจตัวและมักง่ายแบบผู้เป็นพ่อเข้ามาจนเต็มในกมลสันดาน
แล้วก็ดำเนินชีวิตไปตามนั้นโดยไม่รู้ตัว...
และในที่สุดก็ทำให้ชีวิตต้องพบจุดจบเช่นเดียวกับพ่อของเขา...แทบจะไม่ผิดเพี้ยนกันเลยทีเดียว

อีกสำนวนหนึ่งที่นึกถึงเป็นสำนวน"กำบ่าเก่า"ของคนโบราณภาคเหนือ
ท่านว่าไว้ว่า.. "ฝนบ่ตกบ่ฮู้เฮือนไผฮั่ว บ่ฮู้เขาดีชั่วเพราะบ่ได้อยู่กับเขา"
ความหมายก็คือ...บ้านเรือนที่เราเห็นว่าภายนอกสวยงามนั้น ภายในอาจจะมีปัญหาหลังคารั่วอยู่ก็เป็นได้
เช่นเดียวกับผู้คนที่เราพบปะเจอะเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าภายในเขาซ่อนสิ่งชั่วร้ายใด ๆ ไว้
ต้องต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกันนั่นแหละ เขาถึงจะค่อย ๆ เปิดเผยตัวตนให้เราได้มองเห็น...
ซึ่งก็ค่อนข้างตรงในกรณีของปัณณิกา ที่กว่าจะได้รู้จักตัวตนที่แท้ของเสกสุธา
เธอก็แทบจะสูญสิ้นทั้งกำลังกายกำลังใจ

สรุปเลยแล้วกันค่ะว่า...อ่านจบแล้วชอบมาก งานของอาจารย์อ่านกี่เล่ม ๆ ก็ไม่เคยผิดหวังจริง ๆ
จึงหยิบมาบอกต่อ ชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ













 

Create Date : 11 ธันวาคม 2556    
Last Update : 11 ธันวาคม 2556 12:00:36 น.
Counter : 2352 Pageviews.  

~ พระจันทร์ร้อยเล่ห์ : น้ำเน่าแฝงเงาจันทร์ โดย"พวงพริก" ~






พระจันทร์ร้อยเล่ห์
ผู้เขียน : พวงพริก
ผู้พิมพ์ : พิมพ์คำ(ม.ค. ๒๕๕๔)
๕๖๐ หน้า ราคา ๓๔๐ บาท


เรื่องย่อ(จากปกหลัง):


เมื่อสาวสวยสามร้อยหกสิบองศาต้องหาวิธีมัดใจนายไร่หนุ่มหล่อให้อยู่หมัด
เรื่องราววุ่นๆ หวานๆ จึงตามมาเป็นพรวน!


‘วันจันทร์’ สาวสวยจอมจุ้นที่ใครอยู่ใกล้ก็มักจะปวดหัวตลอดศก
แถมยังชอบวุ่นกับชีวิตคนอื่นได้เรื่อยๆ ไม่มีติดเบรก
จนกระทั่งวันหนึ่ง... “วันจันทร์เจอเนื้อคู่แล้วค่ะ!”

เท่านั้นแหละ ปฏิบัติการล่ารักแบบหวานซึ้งกึ่งๆ จะฮา
แต่แอบน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลจึงอุบัติขึ้น

‘ชานนท์’ ชายหนุ่มรูปหล่อสุดแสนจะเพอร์เฟกต์ เจ้าของไร่องุ่นรายใหญ่แห่งเมืองย่าโม
ที่หลบหลีกอดีตและความวุ่นวายในเมืองหลวงมาใช้ชีวิตอย่างสงบที่ไร่เคียงดาว

แต่ใครก็ได้ช่วยบอกทีเถอะ เหตุใดถึงต้องส่งตัวป่วน(หัวใจ)อย่างเธอ
มาอยู่ในความดูแลของเขาด้วย

นี่สวรรค์กำลังทดสอบความอดทนของเขาหรืออย่างไร!






อีกเล่มกับโรแมนติกคอเมดี้จากนักเขียนนามปากกาแปลกและใหม่มาก(โดยเฉพาะสำหรับจขบ.)
เล่าเรื่องย่อเพิ่มเติมอีดนิด ๆ แล้วกันค่ะ

ศศธรหรือวันจันทร์สาวสวยมาดมั่นทันสมัยที่ใช้ชีวิตอยู่แต่เมืองนอกมานาน
กำลังหาทางหลีกหนีการจับคู่ของมารดาเธออย่างสุดชีวิต
เมื่อเธอได้พบกับชานนท์ - ชายในฝัน ผู้กลายเป็นฮีโร่เข้ามาช่วยชีวิตเธอให้พ้นจากภัยสังคมได้อย่างหวุดหวิด...

หลังจากแอบเหล่ชายหนุ่มหล่อเข้มคนนี้อย่างพินิจพิจารณา
วันจันทร์ก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว บอกกับแม่ไปว่า เธอพบเนื้อคู่แล้ว!

จากนั้นเธอก็ใช้มารยาหลายร้อยเล่มเกวียนที่เธอมีออดอ้อนขอติดตามเขาไปยังไร่เคียงดาว
ที่เขาเป็นเจ้าของอยู่(โดยอ้างว่า)เพื่อรักษาตัวและเพื่อทำงานใช้หนี้ที่เขาต้องมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เธอ
ซ้ำเธอก็ไม่มีญาติพี่น้องในเมืองไทยให้พึ่งพาอาศัยเลย...

ชานนท์เป็นชายหนุ่มที่มีปมอดีตอันเจ็บปวด ทำให้เขาสร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้นใจตัวเองไว้
แม้เขาจะรู้สึกหวั่นไหวกับเสน่ห์ของหญิงสาวสวยที่จับพลัดจับผลูเข้ามาอยู่ในความดูแลของเขาอยู่บ้าง
แตเขาก็พยายามเก็บกดมันไว้ภายใน...

แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อผู้หญิงที่เคยทิ้งเขาไปหวนกลับมาหา
และพยายามต่อสานความสัมพันธ์ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันยากที่จะเป็นไปได้
เพราะบัดนี้เธอมีสถานะเป็นพี่สะใภ้ของเขา...
และเขาเองก็เริ่มจะรู้ตัวว่า หัวใจของเขาเริ่มจะมีหญิงสาวจอมป่วนอย่างวันจันทร์เข้ามาครอบครองเสียแล้ว

แต่...ความรักมักมีอุปสรรค เมื่อเขาไม่เคยรู้ถึงที่มาที่ไปที่ชัดเจนของหญิงสาวเลย...
ในขณะที่วันจันทร์เองก็เข้าใจ่าเขายังคงรักมั่นกับคนรักในอดีต...
หรือเธอจะเป็นได้เพียงมือที่สามที่เข้ามาแทรกกลางระหว่างคนทั้งสองเทานั้น...?







ความรู้สึกหลังอ่าน...
อย่างที่บอกไว้ตอนต้นน่ะค่ะว่าเป็นการลองของใหม่...
ที่ปรากฏว่า...ได้ผลพอสมควรทีเดียว
ประมาณว่า...น้ำเน่าแต่ก็เห็นเงาจันทร์นั่นแหละค่ะ
ด้วยสำนวนภาษาที่ทันสมัย การเล่าเรื่องเป็นธรรมชาติ อ่านได้ลื่นไหลไม่สะดุด
การสร้างสรรค์ตัว(ตัวเอก)ที่มีเสน่ห์...
ชอบนางเอกเรื่องนี้มากค่ะ ถึงแม้เธอจะออกแนวเปรี้ยวไปสักหน่อย
มีมุมง๊องแง๊งน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่เราไม่ยักกะรำคาญเธอแฮะ กลับลุ้นเอาใจช่วยอีกต่างหาก
พระเอกก็น่ารัก ได้ใจเราไปเต็ม ๆ กับบทฮีโร่ในตอนต้น ๆ เรื่อง...
และแม้จะรู้ ๆ อยู่บ้างว่ายายนางเอกแอบเหล่ แอบปิ๊งเขาอยู่ ก็ไม่ยักกะฉวยโอกาส
แมนมั่ก ๆ

โครงเรื่องก็อิงพล็อตน้ำเน่าโบราณ ได้กลิ่นอายของละครหลังข่าวตลบอบอวลเชียว...
ว่าด้วยมุกคลุมถุงชน (ทั้งในฝั่งนางเอกและพระเอก)
มีมุกแม่ผัวลูกสะใภ้ที่ต้องทดสอบกันด้วยการทำอาหาร
มีปมอดีตคนรัก(ของพระเอก)ที่เป็นถึงดาราดัง...
มีมุกคนใช้ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย...อิจฉาริษยาตบตีกันประปราย

จะมีแหวกขนบนิด ๆ ก็ตรงที่ให้นางเอกเป็นฝ่ายตามตื๊อพระเอกนี่แหละ...
(จะว่าไป มุกนี้ก็มีคนเขียนไปหลายเรื่องแล้วนา ในยุคหลัง ๆ ที่สิทธิสตรีเบ่งบานนี่)
ซึ่งคิดว่านักเขียนที่จะเขียนให้ออกมาไม่น่าเกลียด คนอ่านไม่รู้สึกหมั่นไส้นางเอกได้นี่ เก่งนะคะ

อีกอย่างหนึ่ง...จากชื่อเรื่อง จากนามปากกา และจากค่ายที่จัดพิมพ์
ผิดคาดมากที่นิยายเรื่องนี้ไม่มีเลิฟซีนติดเรทเลยค่ะ
มีแต่บทรักเบานุ่ม ๆ น่ารักดีนะ นางเอกภายนอกดูเปรี้ยว ก๋ากั่น แต่แค่พระเอกหอมหน้าผากเธอก็ม้วนต้วนแล้ว...
ชอบค่ะ เห็นได้ว่าเขาไม่ได้เน้นขายฉากเรท

อ้อ...จุดที่ชอบอีกนิดในนิยายเรื่องนี้ก็คือฉากค่ะ...เรื่องนี้พระเอกเขาทำไร่องุ่น ก็จะมีบรยากาศของการทำไร่ ทำสวน
มีฉากภูเขา น้ำตกชุ่มฉ่ำ ๆ เป็นธรรมชาติดีอะ

มีจุดขัด ๆ ใจตงิด ๆ ก็ตรงตัวละครที่ไม่จำเป็นต่อเนื้อเรื่อง(สักเท่าไหร่)ออกจะเยอะไปหน่อย
ทำให้เฉลี่ยบทบาทได้ไม่ทั่วถึง การโยงความสัมพันธ์ของตัวละครก็ยังทำได้ไม่เนียนนัก...
ทำได้ไม่ค่อยน่าสนใจอะค่ะ ทำให้ตัวละครหลายคนที่น่าจะโดดเด่นถูกกลืนหายไปเสียเฉย ๆ

แต่ถ้านำมาทำเป็นละครหลังข่าว ได้มือเขียนบทดี ๆ
คิดว่าน่าจะเป็นละครที่สนุกครบรสได้เรื่องหนึ่งทีเดียวค่ะ

อีกเล่มที่อ่านจบไปชิล ๆ เพลิน ๆ แบบไม่คาดหวัง จึงไม่ผิดหวัง
หยิบมาชวนอ่านกันวันนี้ค่ะ









 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2556 15:17:41 น.
Counter : 2653 Pageviews.  

~คลิกหัวใจ...ให้หยุดที่เธอ :โปรเจคท์รักออนไลน์ โดย "จันทร์เจ้าขา" ~





คลิกหัวใจ...ให้หยุดที่เธอ
ผู้เขียน : จันทร์เจ้าขา
ผู้พิมพ์: สนพ.อักขระบันเทิง(พิมพ์ครั้งแรก 2549)
334 หน้า ราคา 195 บาท


เรื่องย่อ ๆ (จากปกหลัง):



เชื่อกันว่า...ความรักจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราสบตา
เราจะพบหัวใจของตัวเองในทันทีแม้เพียงแรกพบ
แต่ใครจะเชื่อว่า...โลกไซเบอร์กำลังจะทำให้ความเชื่อนั้นสั่นคลอน

..............

(โปรเจคท์ที่ 1#รักพันลึก)

เมื่อ ‘มิ้ม’ ได้ตกหลุมรัก ‘นายก้อนหิน’ เจ้าของไดอารี่ออนไลน์สุดฮิต
โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าของตัวอักษรมีเสน่ห์ที่เธอชอบอ่านนั้น
เป็นคนๆ เดียวกันกับ ‘กานต์’ ชายหนุ่มผู้แสนจะเย็นชาที่เธอไม่ชอบหน้า

(โปรเจคท์ที่ 2# รักวุ่น..ชุลมุนหัวใจ)

เมื่อ... ‘บรรณ’ ได้ตกหลุมรัก ‘ป้าดวง’ หนึ่งในสมาชิกเวบบอร์ดของนิตยสารที่เขาเป็นเจ้าของ
โดยไม่รู้ตัวเลยว่าผู้หญิงที่มีความรอบรู้ไปซะทุกเรื่องและเรียกตัวเองว่า ‘ป้า’
เป็นคนๆ เดียวกันกับ ‘ยิหวา’ นักศึกษาสุดเปรี้ยวที่มาฝึกงานอยู่กับเขา

(โปรเจคท์ที่ 3# รัก..ออนไลน์)

เมื่อ... ‘ปอ’ ได้ตกหลุมรัก ‘หยาด’ หญิงสาวที่เขารู้จักทาง msn
ทั้งๆ ที่เขาเคยนึกต่อต้านความสัมพันธ์ในรูปแบบออนไลน์มาตลอด
แล้วโปรเจคท์รักในครั้งนี้...ก็ทำให้เขาต้องเปลี่ยนความคิดไปตลอดกาล

เพราะ ‘รักแรกอ่าน’ ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง... แม้ไม่เคยสบตา






นิยายขนาดสั้น(หรือเรื่องสั้นขนาดยาว?)จากนักเขียนนามคุ้นเคย
ที่เพิ่งได้มาจากกระบะหนังสือเก่าในราคาที่ลดมากกว่า 50 %(แสนจะดีใจ...ฮ่า)

เป็นนิยายรักสั้น ๆ แบบทรีอินวัน สามเรื่องในเล่มเดียว (คุ้มมาก)
ทั้งสามเรื่องมีเรื่องราว ตัวละคร และพล็อตที่แตกต่าง
แต่มีธีมร่วมกันคือเป็นเรื่องของความรักที่มีจุดเริ่มต้นบนถนนสายออนไลน์เหมือน ๆ กัน

โดยแบ่งเป็นโปรเจคท์รักสามโปรเจคท์
เรื่องย่อ ๆ ของแต่ะละโปรเจคท์ก็เป็นไปตามปกหลังนั่นแหละค่ะ

อ้อ ธีมร่วมอีกอย่างหนึ่งของเรื่องสั้นทั้งสามเรื่องนี้ก็คือนางเอกของทั้งสามเรื่องเป็นนักศึกษา
และในตอนสุดท้ายก็จะมีบทพิเศษมาขมวดเรื่องราวให้โยงเข้าด้วยกันอย่างสมเหตุสมผลและเก๋ไก๋มาก

อ่านจบในรวดเดียวอย่างรวดเร็วเพราะเป็นนิยายที่แสนจะน่ารัก
ตามกระแสรักออนไลน์ที่ทั้งทันสมัยและร่วมสมัย
โดยเฉพาะในยุคที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นปัจจัยที่ห้าของผู้คนในสังคมปัจจุบันอย่างนี้
ผู้เขียนได้ใช้ประสบการณ์ส่วนตัว เก็บเกี่ยวสิ่งที่ได้พบเจอบนถนนสายออนไลน์
มาถ่ายทอด บอกต่อในรูปของเรื่องราวความรักที่ใครหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นรักที่ฉาบฉวย วูบวาบไปตามกระแส
เพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ผ่านเลยไป...

แต่กับหนุ่มสาวทั้งสามคู่ในโปรเจคท์รักทั้งสามเรื่องนี้
พวกเขาจริงจังและจริงใจในมิตรภาพและความสัมพันธ์มากพอที่จะต่อยอด
มาสู่การเรียนรู้และยอมรับตัวตนของกันและกันในโลกแห่งความเป็นจริง
กลายเป็นมิตรภาพ...ความผูกพัน...และความรักในที่สุด

สำนวนภาษาคนเขียนอ่านลื่นไหลมาก
จะมีสะดุด ๆ บ้างก็เป็นด้วยการพิสูจน์อักษรที่ค่อนข้างอ่อนด้อยไปสักหน่อย
เจอคำผิดเยอะจนรู้สึกเสียดายแทนคนเขียนแน่ะ...

แต่ถึงยังๆไง ๆ ก็...อ่านแล้วชอบ อินล่ะ
เลยหยิบมาเล่าขานชวนอ่านกันในวันที่ฟ้าไม่ค่อยเป็นสีฟ้าอย่างวันนี้ค่ะ


ป.ล. FYI ! 'จันทร์เจ้าขา'เป็นนามปากกาเดียวกับ'นับดาว'ค่ะ








 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2556 11:27:02 น.
Counter : 1866 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  

แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 179 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ อ้อมฟ้าโอบดิน/"คีรี" เขียน ~

~ บทเพลงโศกแห่งคาเฟ่แสนเศร้า(The Ballad of The Sad Café)/Carson McCullers:เขียน/จุฑามาศ แอนเนียน : แปล ~

~ ทัณฑ์ลวงรัก/"FoxxTrot" เขียน ~

~ ดับแดนดารา/"อสิตา" เขียน ~

~ เทียบท้าปฐพี 1-3/ชิงหลิงเยวี่ย : เขียน/ กระบี่หลงทิศ : แปล ~

~ My Grandmother Asked Me to Tell You She’s Sorry(ยายฝากบอกว่าขอโทษ)/Fredrik Backman:เขียน/ปราชญ์ อัสนี : แปล ~

~Beautiful Girl/นางสาวฉ่ำทุกข์กับนายความสุข/นิรวาณ/เขียน ~

~หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา/อุรุดา โควินท์/เขียน ~

~บันไดหยกงาม 1-3/ชิงเซียง/เขียน พริกหอม/แปล ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.