'หัวใจ๋ข้า หัวใจ๋เจ้า ห้อยอยู่เก๊าเดียวกั๋น' *
*คลิกเพื่ออ่านคำแปลเจ้า :)

~ นิยายชุด "ต้นรักเสน่หา" : นิยายรักโรแมนติกอวลกลิ่นอายธรรมชาติ จากสามนักเขียนแห่งค่าย"อรุณ" ~





เก็บรักไว้ที่ปลายฟ้า / โอบพสุธาด้วยรัก / ปลูกรักใต้เงาใจ
ดวงมาลย์ / คีตา / บุลินทร
สนพ.อรุณ (มีนาคม ๒๕๕๗)
๓๕๗ / ๓๐๑ / ๓๔๕ หน้า, ราคา ๒๗๕ / ๒๓๕ / ๒๕๐ บาท

สั้น ๆ จากคำนำสนพ.


นวนิยายชุด'ต้นรักเสน่หา' เริ่มต้นมาจากแนวคิดของบ.ก.ที่ว่า
ในปัจจุบันป่าไม้ของประเทศไทยถูกลักลอบตัดทำลายเป็นจำนวนมาก
และวันนี้ แทบจะไม่เหลือผืนป่าให้ลูกหลานในอนาคต ซึ่งถ้าหากคนไทยยังไม่สำนึกรักธรรมชาติ
อีกไม่นานป่าไม้ก็คงหมดไป รวมถึงชีวิตสัตว์ป่าที่อาศัยพึ่งพิงอยู่ในป่าอันอุดมสมบูรณ์

นี่จึงเป็นที่มา ของความรักอันแสนจะโรแมนติก ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ในนิยายชุดนี้






นิยายชุดนี้มีเพื่อน ๆ บล็อกรีวิวกันให้เอิกเกริกในช่วงที่หนังสือออกใหม่ ๆ
เรื่องย่อก็คงมีให้อ่านกันไปเยอะแล้ว
ส่วนตัวจึงขออนุญาตที่จะไม่ก๊อปเรื่องย่อหรือโปรยปกหลังมาลงอีก
ขอบอกเล่าเมาท์มอยหลังอ่านแบบรวบยอด ทรีอินวันเลยละกันนะคะ

ได้ชื่อว่าเป็นนิยายชุดด้วยทั้งสามเรื่องมีธีมเดียวกันคือเน้นในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ
กับมีตัวละครที่ยึดโยง เชื่อมเรื่องราวเข้าด้วยกัน เป็นพระเอกสามหนุ่ม...(แต่)มุมเดียว
คือ ทั้งสามคนเป็นเพื่อนร่วมก๊วน กวนและเกรียนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมนู่น...

ที่บอกว่าพระเอกเป็นสามหนุ่มมุมเดียวก็เพราะทั้งสามเรื่องเขามีคอนเซปต์ร่วมว่า...
พระเอกทั้งสามจะต้องร้าย ดิบ เถื่อน...แต่เมื่อมาเจอนางเอกที่ร้ายกว่า
พวกเขาก็ให้มีอันต้องแพ้ทางพวกเธอ...

ฉากของเรื่องทั้งสามก็จะเป็นต่างจังหวัดที่ยังหลงเหลือธรรมชาติ
มีป่าเขาลำเนาไพรให้คู่พระ-นางได้ร่วมกันบ่มเพาะต้นรัก

แต่นอกเหนือจากคอนเซ็ปต์ร่วมดังกล่าวข้างบนแล้ว
ทั้งสามเรื่องก็มีเนื้อหาและแนวเรื่องค่อนข้างเป็นอิสระต่อกัน สามารถแยกอ่านเดี่ยว ๆ ได้
หรือจะเลือกอ่านตามลำดับก่อนหลังยังไงก็ได้...

............

เจ้าของบ้านนี้เลือกเริ่มที่ "เก็บรักไว้ที่ปลายฟ้า" ของ"ดวงมาลย์"ค่ะ...

เรื่องนี้เป็นเรื่องของกวินทร์หมอหนุ่มหน้าตี๋ที่หนีการคลุมถุงชนจากเมืองกรุง
มุ่งสู่'ม่อนเจ้าคำ' เพื่อไปเป็นหมออยู่บนดอย
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นเท่ากับเป็นการหนีเสือปะจระเข้
เพราะที่บนดอยนั้น ก็มีคนจ้องจะจับคู่ให้กับเขาอยู่เหมือนกัน...

ยายแก้วสายเป็นเจ้าของรีสอร์ตแห่งเดียวบนม่อนเจ้าคำ
รู้สึกพอใจในตัวหมอหนุ่มจนอยากจะได้เขามาเป็นหลานเขย
จึงวางแผนหลอกล่อให้หลานสาวคนเดียวอย่างขวัญชมัย ครีเอทีฟสาวสุดเปรี้ยว
ให้เดินทางกลับมาอยู่ที่บ้านบนดอยกับเธอ...
ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ขวัญชมัยกำลังมีปัญหาที่ทำงานอยู่พอดี
เธอจึงตามใจผู้เป็นยาย กลับมาบ้านเกิดที่ม่อนเจ้าคำ
...
จากนั้นก็เป็นเรื่องราวของสาวหัวดื้อกับหนุ่มหัวแข็ง ที่จะต้องปะ ฉะ ดะ กันทุกครั้งที่พบหน้า
จนกลายเป็นพัวพันชิดใกล้ตามแผนลับของคนเป็นยาย


......................


ก็ชื่นชอบพอประมาณค่ะ สำนวนภาษาคนเขียนลื่นไหลดีอ่านไม่มีสะดุด
การเปิดเรื่องทำได้น่าสนใจ น่าติดตามทีเดียว
มีเรื่องราวอันเป็นสาระว่าด้วยการสาธารณสุขระดับชุมชน
กับการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ดำเนินควบคู่กันไปอย่างสอดคล้องกลมกลืน
แถมมีปมซับซ้อนเรื่อง"ขุมทอง"ที่ซ่อนอยู่ในม่อนเจ้าคำอีก ช่วยเพิ่มสีสันให้นิยายไม่น้อย

ชอบพระเอก-นางเอกเรื่องนี้ที่แสบและร้ายพอกัน สมน้ำสมเนื้อกันดี
แต่ตัวละครประกอบ โดยเฉพาะตัวอิจฉาอย่างบัวหอมออกจะหน่อมแน้มไปหน่อย
คือมันเห็นได้ชัดเกินไปว่า...มันคนละชั้น ไม่น่าเอามาเปรียบเทียบกันได้เลย
ถึงตอนท้ายจะมีสาวหมวยคู่หมายของพระเอกแทรกเข้ามา ก็กลายเป็นตัวตลกไปเสียนี่
ส่วนปมดราม่าเรื่องพ่อนางเอกนั่น...แหะ ๆ นี่มันซีรีส์เกาหลีชัด ๆ

อ้อ...อีกนิด ม่อนเจ้าคำนี่อยู่บนดอยแถบภาคเหนือ แต่ไฉนข้าเจ้าอ่านแล้ว
กลับไม่ค่อยสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของบรรยากาศทางเหนือ ๆ สักเท่าไหร่เลยแฮะ





เล่มที่สอง อ่าน"โอบพสุธาด้วยรัก" ของ 'คีตา' ค่ะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องของหนุ่มทิม ทีปกร ครีเอทีฟหนุ่มไฟแรง
ที่ต้องเดินทางไปเป็นนักสืบจำเป็น ที่ไร่แสงจันทร์ ในดินแดนอันไกลโพ้น
เพราะน้าสาวที่เขาเคารพรักดุจแม่ ผู้เป็นเจ้าของไร่นั้น ถูกวางยา

ที่นั่นเขามีผู้ช่วยคนหนึ่ง ตามที่ทนายของน้าสาวฝากฝังมา...
ปีย์วรา หญิงสาวสุดเซอร์ที่มีอาชีพไม่ธรรมดา
เพราะเธอเป็นช่างซ่อมรถ มีอู่ซ่อมรถเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง

ทั้งคู่จะต้องร่วมมือกัน สืบหาตัวคนร้ายที่วางยาน้าสาวของทีปกร
รวมถึงการแก้ปัญหา สางปมขัดแย้งในไร่ระหว่างน้าสาวของเขากับหลานชายของน้าเขย...หุ้นส่วนคนสำคัญ
ที่จู่ ๆ ก็ต้องการแบ่งแยกดินแดนซะงั้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นเขาเคยให้ควาเคารพป้าสะใภ้มาตลอด...
อะไรคือสาเหตุแห่งความขัดแย้งและเข้าใจผิด นั่นคือสิ่งที่ทีปกรต้องค้นหา...
ด้วยความร่วมมือจากสาวยิ้มยากอย่างปีย์วรา


........................


พูดได้เลยว่าในชุดนี้ ชอบเล่มนี้ที่สุด
แม้จะตอบโจทย์ธีมในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติได้น้อยที่สุดก็เถอะ
(แล้วก็โรแมนติกน้อยที่สุดด้วยเช่นกัน)

เรื่องนี้จะเน้นไปที่เรื่องของการสืบสวนสอบสวน(ซึ่งน่าจะเป็นแนวถนัดของผู้เขียน)
แต่อาศัยฉากที่เป็นชนบท มีธรรมชาติที่เป็นไร่เป็นป่าเขาลำเนาไพร
ทำให้โทนของเรื่องไม่ฉีกแนวไปจากธีมที่กำหนดให้มากนัก

การสร้างเรื่อง วางพล็อต และตัวละครก็พอดิบพอดี มีที่มาที่ไปสมเหตุสมผล
การเดินเรื่องก็ทำได้กระชับฉับไวไม่เยิ่นเย้อ

ชอบนางเอกของเรื่องนี้จัง เธอเท่ เธอแนว เธอไม่เหมือนใคร
ปูมหลังชีวิตของเธอค่อนข้างดราม่า
แต่เธอก็ไม่เอาจุดนั้นมาเป็นปมด้อยคอยถ่วงตัวเองให้ตกจม...
เพียงแต่มันอาจจะถ่วงหัวใจเธอนิด ๆ ทำให้เธอกลายเป็นคนที่ค่อนข้างปิดตัว ปิดหัวใจรักใครยากอยู่สักหน่อย...
จึงเป็นงานที่หนักหนาเอาการสำหรับพระเอกของเรา
อาจจะหนักกว่างานสืบสวนที่เขากำลังทำอยู่ด้วยซ้ำในการที่จะเปิดใจหญิงสาวที่เขามองว่า...
ไม่ธรรมดาคนนี้

เอาเป็นว่า...เล่มนี้ค่อนข้างบางที่สุดในชุด หากก็ครบรสลงตัวที่สุดเช่นกันค่ะในความรู้สึกส่วนตัว





เล่มที่สาม "ปลูกรักใต้เงาใจ" ของ 'บุลินทร'

เรื่องนี้ถึงคิวของนายเบน บุลวัชร เจ้าหน้าที่ป่าไม้หนุ่มหน้าเข้ม
ที่จู่ ๆ ก็ต้องมารับงานไซด์ไลน์ ทำหน้าที่ดัดนิสัยลูกสาวหัวหน้าป่าไม้จอมวีนอย่างน้ำ-นลินา
หลังจากที่บิดาของเจ้าหล่อนชักจะเหลืออดกับความเอาแต่ใจของลูกสาว
ที่ถูกเลี้ยงดูแบบตามใจตะพึดโดยผู้เป็นยาย

ด้วยความเกรงใจผู้เป็นหัวหน้างาน บุลวัชรจำต้องยอมรับนลินา
ให้เป็นผู้ช่วยในสำนักงานพิทักษ์ป่าบ้านภูไพรที่เขาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยอยู่

จากนั้นก็เป็นเรื่องราวของการรับมือกับความเหวี่ยง วีน และเอาแต่ใจของนลินา
ควบคู่ไปกับการรุกคืบของโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าโดยผู้มีอิทธิพลที่ร่วมมือกับผู้นำชุมชนท้องถิ่น
ซึ่งในฐานะเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เขาจะต้องขัดขวางโครงการดังกล่าวด้วยชีวิต


.......................


ยอมรับค่ะว่าอ่านเล่มนี้อย่างไม่คาดหวังนัก ด้วยยังเกร็ง ๆ กับผลงานของนักเขียนนามนี้อยู่
(หลังจากได้อ่านไปสองเล่ม แล้วไม่ประทับใจนัก)
ทั้ง ๆ ที่จะว่าไป...
ดูเหมือนว่าเล่มนี้จะตอบโจทย์ธีมได้ชัดเจนที่สุดเพราะพระเอกเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้โดยตรง

อ่านช่วงแรก ๆ ต้น ๆ เรื่อง อาการเกร็งยังคงอยู่ค่ะ
ก็เล่นเปิดเรื่องมาด้วยซีนละครหลังข่าวซะขนาดนั้น...

(นางเอกคุณหนูเดินทางไปหาพ่อ พระเอกมารับสายทำเอาคุณหนูวีนซะ...)

แล้วก็ต้อง"ทน"อ่านความไม่สมเหตุสมผลของเรื่องราวช่วงต้น ๆ ไปอีกระยะหนึ่ง...

(พ่อนางเอกยกลูกสาวให้เป็นผู้ช่วยของพระเอก แล้วก็ปล่อยให้ลูกสาวที่เพิ่งเดินทางมาถึงให้อยู่บ้านตามลำพัง ฝากฝังให้พระเอกดูแลดัดนิสัยในขณะที่ตัวเองเดินทางไปราชการที่อื่น...เอิ่ม...ต่อให้คุณไว้ใจผู้ชายขนาดไหน เป็นคุณจะกล้าทิ้งลูกสาวที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานไปทันทีทันใดแบบนั้นไหมอ่า...?)

พอเข้าเรื่องของการเปิดตัวฝ่ายผู้ร้ายนั่นล่ะ เรื่องราวค่อยดูจะน่าสนใจ
มีเนื้อหาสาระ มีมุกมีปมให้ลุ้นมากขึ้น ทำให้สามารถตามอ่านได้เรื่อย ๆ

แต่ก็นั่นแหละ อาจจะเป็นด้วยคนอ่านคนนี้ใช้ชีวิตอยู่บ้านนอก หลังดอยหลังเขามากว่าครึ่งค่อนชีวิต
รู้สึกว่าหลายจุดหลายมุมยังขาดความสมจริงอยู่อีกมาก

เท่าที่อ่านงานของนักเขียนนามนี้มาสามเล่ม(รวมทั้งเล่มนี้)
ก็พอจะวิเคราะห์ได้ว่า...(ผิดถูกไม่รับประกันค่ะ เป็นความรู้สึกส่วนตัวล้วน ๆ )
อาจจะเป็นเพราะผู้เขียนเป็นชายหนุ่ม ยังไม่ลึกซึ้งถึงอุปนิสัยใจคอของผู้หญิงมากพอ
ตัวละครฝ่ายหญิงของเขา ไม่ว่าจะเป็นนางเอกหรือนางร้าย มักจะมีอะไรที่ขาด ๆ เกิน ๆ อยู่เสมอ

อย่างนางเอกเรื่องนี้ ชีร้ายได้น่ารำคาญมากกกกกกก....พูดเลย
มองไม่เห็นความน่ารักซักกะนิด
มันชวนให้สงสัยว่า เอ...ผู้หญิงแบบนี้ พระเอกมันรักเข้าไปลงได้ยังไงหว่า...

หรือนางร้ายอย่างน้องผลส้มก็เหมือนกัน ก็เห็นเกริ่นกล่าวว่าเธอเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วในเรื่อง
แต่ไฉน พฤติกรรมพฤติการณ์ของเธอถึงช่างดูโลว์คลาสเอามาก ๆ
ต่อให้เป็นบ้านนอกชนบทขนาดไหน เมื่อได้รับการศึกษาที่สูงในระดับหนึ่ง
การแสดงออกมันก็น่าจะ"สูง"กว่าที่เป็นอยู่บ้าง
และ...ต่อให้นางร้ายขนาดไหน ในตอนท้ายก็ไม่น่าจะต้องมีชะตากรรมเลวร้ายถึงขั้นนั้น
ในจุดนี้รู้สึกว่าคนเขียนโหดอะ

แต่ในส่วนของเนื้อหา การวางพล็อตและการดำเนินเรื่อง รวมถึงการใช้ภาษาในภาคบรรยาย
รู้สึกว่าผู้เขียนจะมีพัฒนาการขึ้นเยอะมาก ขอชื่นชมค่ะ

(ส่วนที่ติง ๆ ไป คนเขียนหากได้เข้ามาอ่านก็อย่าเพ่อน้อยใจไปนะคะ
คิดเสียว่ายายป้าคนนี้มันเรื่องมากไปหน่อย...
ป้าไม่ชอบ คนอื่นที่เขาชอบคงมีอีกเยอะแยะ
ยังไง ๆ ก็เป็นกำลังใจให้พัฒนาฝีมือยิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ แหะ ๆ )





สรุปสั้น ๆ เลยละกันค่ะว่า...ชื่อว่าเป็นนิยายชุดแต่สามารถอ่านแยกเดี่ยวได้ค่ะ
เรื่องราวไม่ได้ต่อเนื่องกัน
ชอบในความสร้างสรรค์ของโจทย์ธีมที่กำหนดให้เปรียบเทียบความรักเป็นประหนึ่งการการปลูกต้นไม้(และดูแลธรรมชาติ)
ขออนุญาตโควทข้อความในหน้าปกในของเรื่อง"โอบพสุธาด้วยรัก"มาลงไว้ตรงนี้

"ความรักนั้นเหมือนต้นไม้ อยากให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งก็ต้องใจเย็น
ค่อย ๆ ดูแลรักษาอย่างเอาใจใส่
และเมื่อมันเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ มันก็จะดูแลเราเอง...
ความรักจะดูแลเรา"


อ่านจบไปแล้วสักพักใหญ่ ๆ
เพิ่งจะมีเวลา(และโอกาส)มาอัพบล็อก บอกเล่าชวนอ่านกันค่า...










 

Create Date : 17 ตุลาคม 2557    
Last Update : 17 ตุลาคม 2557 15:40:57 น.
Counter : 3431 Pageviews.  

~ หลังคาใบบัว : นิยายชีวิตสะท้อนสังคม(ที่แสน...จะ)สมจริงโดย "กัญญ์ชลา" ~





หลังคาใบบัว
ผู้เขียน : กัญญ์ชลา
ผู้พิมพ์ : สนพ.แสงดาว
552 หน้า 390 บาท

เรื่องย่อ(จากสนพ.) :


“สิมะลา” สาวน้อยผู้ถูกเลี้ยงมาให้ทะเยอทะยาน
เธอพยายามหนีสิ่งที่เธอและครอบครัวเผชิญอยู่

หลังคาใบบัว...บ้านหลังเล็กซอมซ่อ ที่ “เธอ” อาศัย
เป็นบ้านที่เธอจะต้องทะยานจากไปไกลๆ
ไปอยู่บ้านหลังใหม่ หลังใหญ่ที่ควรจะดีกว่า
บ้านที่เธอและครอบครัวจะเชิดหน้าชูตาอยู่ได้!

ทางลัดสำหรับชีวิต เธอจึงมุ่งหวังผู้ชายสักคนที่เพียบพร้อมทุกอย่าง
เพื่อมาพลิกชะตาชีวิตและครอบครัว...

“เขา” ชายหนุ่มหน้าตาดี เนื้อหอมในวงการ
แม้ชาติตระกูลจะดูคลุมเครือในสายตา คือที่หมายของเธอ...

ทว่า เขาเล่า จะไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับเธอละหรือ
ในเมื่อเขาก็กำลังเสาะแสวงหาในสิ่งเดียวกับเธอ!

การปิดบังซ่อนเร้น ระหว่างเธอกับเขา
ก็เพียงเพื่อจะแสดงภาพลักษณ์ที่ดี โก้หรู มีฐานะต่อกัน
เพื่อจะใช้เป็นเหยื่อล่อปลา เพื่อให้ปลามาหลงเหยื่อ

แต่ทว่า ทั้งคู่ ใครจะเป็นเหยื่อ หรือเป็นปลาก็ยากจะคาดเดา
หรือเพราะที่สุดแล้ว... ทั้งเธอและเขา ต่างอยู่ในสภาพเดียวกัน!







เรื่องย่อ ๆ ก็ตามข้างบนนั่นเลยค่ะ

อ่านนิยายเรื่องนี้แล้วนึกถึงเวลาที่อ่านกระทู้ในบอร์ดห้องสมุดพันทิป
บางครั้งจะมีเพื่อนนักอ่านมาตั้งกระทู้ถามถึงนิยายที่พระเอกร้าย ๆ หรือนางเอกร้าย ๆ
คำตอบของเราก็จะวน ๆ เวียน ๆ อยู่กับนิยายเก่า ดัง ๆ ไม่กี่เรื่อง อย่างลำยองจากทองเนื้อเก้า
อีสา ทองประกายแสด ฯลฯ
นิยายรุ่นใหม่ ๆ ก็มีอยู่บ้าง อย่างเรยา(ดอกส้มสีทอง) หรือทรายจากทรายสีเพลิง...

แต่กระนั้น นั่นก็เป็นความร้ายอันมีที่มาที่ไป
อาจจะด้วยสถานการณ์พาไปหรือเป็นปม'แค้นฝังหุ่น' เพราะถูกกระทำ...อะไรประมาณนั้น
เมื่อเรื่องราวดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง นางเอกตัวร้ายเหล่านั้นต่างก็ได้รับบทเรียน
เกิดการเปลี่ยนแปลง กลับเนื้อกลับตัว แล้วก็กลายมาเป็นนางเอกตัวจริง
ให้คนอ่านคนชมได้ลุ้น ได้เห็นอกเห็นใจและเอาใจช่วย...

ซึ่งต่างจาก"สิมะลา"กับ"วโรดม" นางเอก พระเอก หญิงร้ายชายแสบจากเรื่องนี้
ทั้งคู่ในนิยายเรื่องนี้เป็นความร้ายที่เกิดมาจากการเลี้ยงดูแบบผิด ๆ ของคนเป็นพ่อเป็นแม่...
จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง บิดเบี้ยว และจากกระแสวัตถุนิยมที่ถั่งโถมเข้ามา

นิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนได้เปิดเปลือย กระเทาะเปลือกสังคมอันจอมปลอมไว้อย่างถึงแก่นทีเดียว
นางเอก"สิมะลา"เป็นหญิงสาวสวยจัดที่ถูกปลูกฝังค่านิยมอันฟุ้งเฟ้อเปรอปรนโดยผู้เป็นพ่อ
ที่วาดหวังสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกสาว เขาทุ่มเทลงทุนเพื่อ...
"แต่ง"ให้หล่อนดูเป็นเด็กสาวมีฐานะ มีราคาค่างวด...

จนหล่อหลอมให้หล่อนกลายเป็นคนที่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมและทะเยอทะยาน...

เมื่อพ่อพาเธอ"ออกงาน"ครั้งแรก เธอก็พบกับชายหนุ่มที่มาติดพันเธอพร้อม ๆ กันถึงสี่คน
เมื่อมีการพบปะกันอีกไม่กี่ครั้งในตอนหลัง เธอก็คัดตัวเลือกออกไปสอง
เหลือเพียงสองคน คือ"วโรดม" - ชายหนุ่มเจ้าของรถสปอร์ตหรู รูปหล่อประเปรียวและเจ้าเสน่ห์
กับ"สุรสิทธิ์" หนุ่มรูปไม่หล่อแต่พ่อแม่รวย ตรงสเป้กที่ผู้เป็นพ่อกำหนดทุกอย่าง

ใจของสิมะลานั้น ออกจะหลงเสน่ห์ความรูปหล่อของวโรดมอยู่ไม่น้อย
หากก็หวนหาเสียดายการเอาอกเอาใจพร้อมของกำนัลหรู ๆ จากสุรสิทธิ์

อยู่ที่เธอแล้ว...ว่าจะเลือกรักหรือรวย...หรือจะเก็บไว้ทั้งสองคน?







อ่านแล้วก็ชอบค่ะ ชอบในความร้ายของสิมะลาที่...
เรียกได้ว่าผู้เขียนเขียนให้เธอร้ายได้แบบ...ไม่ห่วงสวย ไม่แคร์สื่อเอาเสียเลย
และร้ายได้จนถึงหยดสุดท้ายจริง ๆ

ส่วนพระเอกจอมแสบอย่างวโรดมนั้นเล่า...
ที่ไม่ใช้คำว่า"เลว" กับเขา ก็เพราะจะว่าไปแล้ว วโรดมก็ไม่ได้เลวเกวอะไรมาก
เพียงแต่เขาออกจะเป็นหนุ่มที่ถูกสปอยล์มาจนเคยตัว ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียว
เจ้าเล่ห์...แล้วก็แสบ...เท่านั้นเอง
เมื่อได้พบกับสิมะลา เขาพึงใจในรูปลักษณ์อันงดงาม
กับท่าทีที่ดูเหมือนจะหวงเนื้อหวงตัวเป็นกุลสตรีของเธอ...

"แต่ฐานะหล่อนนั่นสิ ที่เขายังปักใจไม่ได้ ...เผื่อหล่อนมีรากฐานดี เขาจะได้ผละจากอู่ข้าวอู่น้ำ'แก้ขัด' เหล่านั้น แต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว..." .....

เขาจึงพาตัวเข้าไปพัวพัน จนเมื่อได้เข้าไปใกล้ชิดจนรู้จักกันถึงเนื้อแท้แล้ว
เขาก็ยังไม่ถอยห่าง แม้จะไม่ได้รักใคร่ใยดี แต่สิมะลายังมีผลประโยชน์ให้เขากอบโกย

และที่สำคัญ อย่างน้อย วโรดมยังมีจิตสำนึกพอที่จะรู้สึกเวทนาสิมะลาบ้างเป็นครั้งคราว
ถึงได้บอกว่าเขาแสบ...แต่ไม่ถึงขั้นเลว

ผู้เขียนเขียนนิยายเรื่องนี้ตั้งแต่ประมาณปี ๓๐ - ๓๑ กว่าสองทศวรรษที่ผ่านไป
แม้บริบททางสังคมภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปมากมาย(ยุคนั้นค่าแรงขั้นต่ำเพิ่งจะขึ้นเป็น ๓๕ บาทต่อวัน!)
แต่ในแง่ของธีมเรื่อง กับบทบาท ลักษณะนิสัยของตัวละคร
รวมทั้งเนื้อหา ตลอดถึงสำนวนภาษาที่ใช้ยังไม่ได้ตกยุคหรือล้าสมัยเลยแม้แต่น้อย...

โดยเฉพาะถ้อยสำนวนเสียดสีประชดประชันมันแสบสันดี...
ยกตัวอย่างนิด ๆ หน่อย ๆ

เมื่อสิมะลาถูกเพื่อนสนิทพ่อสั่งสอนว่าให้มีน้ำใจ กตัญญูต่อพ่อแม่หน่อย...
เจ้าหล่อนโต้ว่า...
"อาคะ...อาน่ะอยากให้คนเป็นอะไรมากกว่าคนหรือคะ..."

หรืออย่างตอนที่สิมะลาแอบไปสืบดูบ้านวโรดม แล้วพบว่าบ้านเขาก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร
แถมทั้งเก่าทั้งโทรม พบแม่เขา แม่เขาก็ทำท่ารังเกียจหล่อนอีก
เมื่อกลับมาบ่นให้พ่อฟัง พ่อหล่อนก็ว่าเขาเป็นลูกชายคนเดียว แม่ก็คงหวงเป็นธรรมดา หล่อนก็ว่า...
"จะเก็บลูกไว้เป็นผัวหรือไง"
เออแน่ะ...เอากะหล่อนสิ...

หรือกระทั่งตอนที่สิมะลาตัดสินใจ"ลอง" ใช้ชีวิตคู่กับวโรดม...
เขาสอนเธอว่า

"เราอยู่กันแบบนี้ ต่างคนต่างทำใจให้สบายจะมีความสุขกว่า นึกเสียว่าเราเป็นเพื่อนกัน
เป็นคนจรจัดเหมือนกันมาอยู่ในศาลาพักร้อนเดียวกัน...
คุณเรียนรู้โลกจากผมได้...ได้อย่างดีถ้าคุณอยากรู้...และถ้าวันหนึ่งเราจากกันไป
คุณก็จะรู้จักโลกดีกว่าที่คุณรู้จัก...โอเค้...
...........
ผมเป็นผู้ชายคนแรกของคุณ ...เนื้อของเราเปลือยเข้าหากัน
เรารู้จักกันทุกซอกทุกมุมแล้ว นั่นว่าโดยร่างกาย แต่คุณยังจะต้องล่วงลึกเข้าไปมากกว่าเนื้อ
คุณจะต้องรู้จักธาตุแท้ อารมณ์ ความรู้สึกอุปนิสัยของเขาด้วย..."

สิมะลารู้สึกว่าวโรดมไม่ใช่ผู้ชาย'ง่าย ๆ' อย่างที่หล่อนคิด
เขาออกจะเป็นคนเสเพลระดับสูงอยู่สักหน่อยเหมือนกัน
เพราะมีปรัชญาสอดแทรกอยู่ในความเสเพลนั้น...
หล่อนเริ่มพิศวงต่อบทบาทของผู้ชายและผู้หญิงที่จะครองรักกัน
มันคงไม่ใช่"แค่หางอึ่ง"อย่างที่หล่อนเคยคิดมาตลอดชีวิตนั่นเลย


เป็นนิยายชีวิตที่สะท้อนสังคมได้อย่างเปรี้ยว ๆ มัน ๆ ดี
อ่านจบแล้วนำมาเล่าต่อค่า









 

Create Date : 03 ตุลาคม 2557    
Last Update : 3 ตุลาคม 2557 12:34:48 น.
Counter : 2937 Pageviews.  

~ นิยายซีรีส์ "อัญมณีเหนือกาล" : เรื่องที่ ๓. "มรกตสนธยา" โดย "ริญจน์ธร" ~





มรกตสนธยา
ผู้เขียน : ริญจน์ธร
ผู้พิมพ์ : สนพ.อรุณ ม.ค. ๕๗
๔๑๗ หน้า ราคา ๒๙๕ บาท

คำโปรย


เขาอาจไม่ใช่เจ้าชายในฝัน
แต่คืนวันต่อจากนี้จะมีเพียงเธอ

คณิตา หญิงสาวผู้ไม่เชื่อในความรัก ต้องตกไปอยู่ในสถานการณ์อันไม่อาจเลือก
หลังจากได้เพริดอต พลอยสีเขียวที่พาเธอไปพบกับใครคนหนึ่ง
ที่ไม่อาจหาได้ในโลกปัจจุบัน
เธอจะทำอย่างไรกับสถานการณที่เกิดขึ้น
ต้องติดตาม...






ความเป็นมาโดยย่อ...
(เอิ่ม...มันย่อตรงไหนเนี่ย...)

เรื่องนี้เป็นเรื่องต่อจาก "มนตรามุกจันทรา" ซึ่งเป็นเรื่องที่ชอบที่สุดในชุด "มนตราอัญมณี"
ก่อนอ่านเรื่องนี้จึงค่อนข้างคาดหวังมากเป็นพิเศษ

ภาคนี้เป็นเรื่องราวของคณิตา - เพื่อนรักของมุกดานางเอกจากเรื่องก่อน
ซึ่งในเรื่องนั้นเธอก็มีบทบาทไม่น้อยในฐานะเพื่อนสนิทนางเอกกับเป็นพี่สาวของครองขวัญ
หนึ่งในเคสที่มุกดาต้องเกี่ยวข้องด้วย

คณิตาเป็นหญิงสาวทีมีปมเรื่องผู้ชายกับความรัก เพราะเธอเป็นเด็กบ้านแตก
พ่อนอกใจแม่ไปแต่งงานใหม่กับน้องสาวแม่ น้าแท้ ๆ ของเธอเอง
ต่อมาเมื่อแม่แต่งงานใหม่มั่งเธอจึงแยกตัวมอยู่บ้านที่ย่ายกให้เธอตามลำพัง
และทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดงานแต่งงานร่วมกับมุกดา...
เธอเกลียดผู้ชายเจ้าชู้และไม่เชื่อในความรัก

วันหนึ่งเธอก็ได้พบร้านขายอัญมณีชื่อ'กาลเวลา'เข้าโดยบังเอิญ
เธอสะดุดตาในอัญมณีสีเขียวสองชิ้นที่เป็นรูปหัวใจครึ่งซีก
ซึ่ง"มิตร" เจ้าของร้านก็บอกกับเธอว่านั่นคือเพริดอต ไม่ใช่มรกตอย่างที่เธอเข้าใจ
เพริดอตมีฉายาว่า 'มรกตยามเย็น' ที่เชื่อกันว่ามันจะสั่งสมพลังในเวลากลางวัน
และมีอำนาจเต็มเปี่ยมยามค่ำคืน
อะไรบางอย่างทำให้เธอตัดสินใจซื้อเพริดอตทั้งสองชิ้นนั้นมา
แต่เมื่อกลับถึงบ้านเธอก็พบว่าเธอทำมันหายไปหนึ่งชิ้น...

และแล้ว เย็นนั้นเองเพริดอตครึ่งซีกก็สำแดงพลังของมัน
เมื่อคณิตาหยิบมันขึ้นมาพิจารณา จู่ ๆ มันก็ฝังตัวเองเข้าไปในมือของเธอ...
แล้วก็พาเธอลอยละล่องข้ามผ่านกาลเวลาไปโผล่ยังใจกลางกรุงเทพมหานครในวันก่อนสิ้นปี 2099

ที่นั่น โชคดีที่เธอพบอัญมณีอีกชิ้นที่เธอทำหล่นหาย
แต่โชคร้ายทีเธอไม่รู้ว่าตัวเองอยู่จุดไหนของประเทศไทย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันแปลกเปลี่ยนไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทางหรือตึกรามบ้านช่อง
ท่ามกลางความสับสนหวาดกลัว เธอก็ถูกทำร้าย แต่อัทธ์ก็มาช่วยเธอไว้ได้
เขาพาเธอมาพักที่คอนโดของเขา แต่พอรุ่งเช้าเธอก็หายตัวไปต่อหน้าต่อตาเขา

เมื่อคณิตาตื่นขึ้นมาในโลกปัจจุบันของเธอ เธอก็เข้าใจได้ถึงพลังของพลอยสีเขียวนั้น
เธอกลับไปหาร้านกาลเวลาในซอยที่เธอเคยพบ แต่ปรากฏว่าร้านนั้นหายไปแล้ว
และคืนนั้นเธอก็ถูกดึงดูดให้กลับไปที่โลกแห่งอนาคตอีกครั้ง
เพื่อที่จะพบว่าพลอยอีกครึ่งซีกที่เธอลืมทิ้งไว้ในคอนโดของอัทธ์ได้หายเข้าไปในหลังมือของชายหนุ่มแล้วเรียบร้อย
และต่างก็ไม่รู้วิธีที่จะเอาพลอยสีเขียวนั้นออกจากหลังมือทั้งคู่...
นั่นหมายความว่า...คณิตาต้องเดินทางไปมาระหว่างโลกทั้งสอง
และต้องใช้เวลายามค่ำคืนอยู่ร่วมห้องกับอัทธ์ตลอดเวลา

และหลังจากนั้น...เรื่องราวมหัศจรรย์ต่าง ๆ ก็ประเดประดังเข้ามาในชีวิตที่เคยเรียบง่ายของคณิตา...
พร้อม ๆ กับความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ทีละน้อย ทีละน้อย...







หลังอ่าน...
โอยยย...กรี๊ดอ่ะเล่มนี้ ชอบมากกกกกกกกกกกก......(ก.ไก่อีกล้านเจ็ดตัว)
มันครบรสครบครันไปหมด ทั้งรักโรแมนติก ดราม่า แฟนตาซี ไซ-ไพ สืบสวน ฆาตกรรม อาชญากรรม ฯลฯ

ที่เล่า ๆ ไปข้างบนนั่น เป็นแค่เศษเสี้ยวเดียวของเรื่องราวทั้งหมด
ด้วยนอกจากพล็อตรักระหว่างกาลของคู่พระ-นางแล้ว ก็ยังมีปมซับซ้อน ซ่อนเงื่อนอีกหลายปม
ทั้งในกาลปัจจุบัน และในโลกอนาคต

ถ้าใครเป็นแฟนนิยายคุณ"ริญจน์ธร" หรืออย่างน้อยก็เคยอ่านงานของเธอมาบ้าง
ก็คงพอจะคุ้นชินกับสไตล์การเขียนของเธอ ว่าส่วนใหญ่จะออกแนวโรแมนติกแฟนตาซี...
ที่หวานจนน้ำตาลเรียกพี่
โดยเฉพาะบรรดานิยายที่แผลงมาจากตำนานเทพเจ้ากรีกทั้งหลาย

โดยส่วนตัวได้อ่านไปหลายเล่มอยู่ค่ะ ก็ค่อนข้างชอบแหละ ชอบในสำนวนภาษาที่นุ่มนวลลื่นไหล
กับจินตนาการอันเหนือจริง บ่งชัดว่าเป็นแฟนตาซี ขณะอ่าน เราจึงไม่ต้องคาดหวังความสมจริง

มาถึงชุด "มนตราอัญมณี" จาก "มนตรามุกจันทรา" อันเป็นภาคต้นของเล่มนี้
ความเป็นแฟนตาซีลดน้อยลงไป แต่ก็ยังคงความเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ
และที่สำคัญ...ยังคงคอนเซ็ปต์ความโรแมนติกแสนหวานไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ดังนั้น เมื่อมาถึงเล่มนี้ หลายคนอาจจะคาดหวังซีนรักหวาน ๆ ระหว่างพระ-นางเหมือนในเล่มก่อน ๆ
ซึ่ง...มันก็มีอยู่อ่ะนะ เพียงแต่มันอาจจะน้อยไปนิดนึง เพราะผู้เขียนไปโฟกัสตรงจุดอื่นมากกว่า

สำหรับตัวเองออกจะผิดคาดค่ะ แต่ไม่ผิดหวังเลย กลับจะชอบมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
ด้วยพล็อตที่ค่อนข้างแปลก แตกต่างและแอบแหวกขนบของตัวนักเขียนเอง...

ตั้งแต่บทนำเป็นต้นไปเลย ผู้เขียนเปิดเรื่องของเธอด้วยเรื่องราวของ'ขบวนการโจรกรรม'
มีฉากการติดตามไล่ล่าเพื่อฉกชิงของสำคัญ...
แต่แล้ว เธอก็ค้างไว้เพียงนั้น...
หันมาเปิดตัวนางเอก ตามด้วยพระเอก ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกริ่นไว้ในบทนำเลย

เป็นการผูกปมปริศนาที่ค้างคาใจคนอ่านตงิด ๆ
หากก็ปลุกเร้าและกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและชวนให้ติดตามอยู่ในที...





จากเล่มแรกในชุด "โมรารัตติกาล" กาละของเรื่องนั้นเป็นการย้อนอดีต...
มาเล่มที่สอง ผู้เขียนกำหนดให้กาละเป็นช่วงเวลาปัจจุบัน จึงใช้ทริคโลกคู่ขนาน
พอถึงเล่มนี้...คำว่า'สนธยา'หมายถึงห้วงเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างกลางวันกับกลางคืน
กาละของเรื่องนี้จึงเป็นโลกในอนาคต...

จุดนี้เองที่จขบ.ชื่นชอบเป็นพิเศษ...
คนเขียนเขาสร้างสรรค์โลกอนาคตได้น่าทึ่ง น่าสนใจและดูสมจริงน่าเชื่อมาก
ไม่ว่าจะเป็นฉาก ผู้คนและวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีทั้งหลาย...จินตนาการล้ำเลิศสุด ๆ
โดยเฉพาะโปรแกรมดูแลบ้านและจัดการชีวิตแบบสำเร็จรูป - - อดัมกับเอวา...อยากได้อะ

การบรรยายฉากของกรุงเทพฯในโลกอนาคต คนเขียนเขาก็บรรยายได้ด้วยสำนวนง่าย ๆ
ไม่ว่าจะเป็นคอนโด อาคารสูง รถไฟฟ้า โรงหนัง เมืองลอยน้ำ ฯลฯ
อ่านแล้วนึกภาพตาม แล้วก็ทึ่งในจินตนาการของเขาแฮะ

อัทธ์ในความคิดของคณิตาดูจะห่างไกลจากผู้ชายในฝันของเธอมาก
เพราะเขาออกแนวเพลย์บอย เจ้าชู้และปากว่ามือถึง...
ซึ่งเธอก็เข้าใจและยอมรับได้ ก็เขาเป็นผู้ชายในยุค 2100 ล้ำหน้าไปกว่ายุคของเธอถึงกว่าแปดสิบปี
ความคิดความอ่านของผู้คนในสังคมย่อมเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา

(ในจุดนี้ ไม่เพียงแต่คณิตาเท่านั้นที่ยอมรับได้ คนอ่านเองก็เข้าใจ
ยอมรับและเชื่อเป็นตุเป็นตะว่า ผู้ชายในยุคศตวรรษหน้าก็คงจะมีลักษณะนิสัยคล้าย ๆ อัทธ์นี่แหละ)


แต่คณิตาก็ตั้งป้อม ก่อกำแพงกั้นกลางระหว่างเธอกับเขาไว้ ด้วยปม"เกลียดผู้ชายเจ้าชู้"ที่มีอยู่ในใจ
พยายามตามหาร้าน"กาลเวลา"อย่างไร้ผลต่อไป

แต่ก็โชคดีที่อัทธ์มีความเป็นสุภาพบุรุษพอ เขายอมรับข้อตกลงของการอยู่ร่วมกันง่าย ๆ ไม่โยกโย้
แต่ก็ไม่วายหยอดเล็กหยอดน้อย ตามประสาผู้ชายมือไว
ซึ่งนั่นก็สร้างความหวั่นไหวขึ้นในใจคณิตาอยู่เรื่อย ๆ





ชอบนะ...ชอบพระเอกที่ร้ายหน่อย ๆ กรุ้มกริ่ม ๆ แบบนี้
และเมื่อเขารู้ตัวว่ารักนางเอกก็พยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง
ส่วนนางเอกก็ชอบตรงที่เธอมีสติ มีเหตุมีผล ไม่กลัวจนลนลาน แต่ก็ไม่กล้าจนเกินความเป็นผู้หญิง

แต่ถึงแม้ว่าในโลกอนาคต เทคโนโลยีจะสูงส่งเพียงใด วิทยาการทางการแพทย์จะก้าวล้ำนำหน้าไปแค่ไหน
แต่ศีลธรรม จริยธรรมในใจผู้คนยังคงไม่ได้พัฒนาตาม...
กลับจะลดน้อยลงกว่าเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้เสียด้วยซ้ำกระมัง
...


เมื่ออัทธ์พยายามทำให้คณิตามีตัวตนในโลกของเขา
รหัสดีเอ็นเอของเธอจึงไปปรากฏในฐานข้อมูลที่มีผู้เฝ้าตรวจสอบอยู่
และเมื่อพบว่า ดีเอ็นเอของเธอ'แมทช์'กับผู้ที่ต้องการอวัยวะสำคัญ ชีวิตของเธอก็ต้องตกอยู่ในอันตราย

มาถึงตอนนี้ก็มีตัวละครสำคัญที่จะเว้นกล่าวถึงไม่ได้เลย...
'อันนา' เป็นพี่สาวต่างมารดาของอัทธ์
เธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานให้กับบริษัทผลิตอวัยวะเทียมที่ได้มาจากสเต็มเซลล์ของเจ้าของอวัยวะนั้น ๆ
เธอเข้ามาทำงานในบริษัทนี้อย่างมีวาระซ่อนเร้น
เพราะต้องการสืบหาเงื่อนงำการเสียชีวิตของคนรักกับน้องสาวของเขา...
ซึ่งกว่าเธอจะสืบเสาะจนถึงต้นตอได้ เธอก็เกือบจะต้องแลกด้วยชีวิตของตัวเอง
อันนาเป็นตัวละครที่โดดเด่น แย่งซีนคู่พระนางไปเต็ม ๆ

เรื่องราวตอนนี้เองที่สะท้อนให้เรามองเห็นถึงวิวัฒนาการอันก้าวไกล
ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคโนโลยีหรือวิทยาการทางการแพทย์ในโลกอนาคต
ผู้เขียนจัดเต็มมาก...อ่านแล้วเชื่อ อ่านแล้วลุ้นตามน่ะค่ะ

ที่สำคัญ...เธอสามารถสร้างความเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ของตัวละครได้อย่างน่าทึ่ง คนอ่านคาดไม่ถึง
มันดู...มีที่มาที่ไปและสมเหตุสมผลดี

แม้ว่าตอนท้าย ๆ อาจจะดูรวบรัดตัดความไปหน่อย แต่ก็ไม่รู้สึกสะดุดอะไรค่ะ
ผู้เขียนเขาคลี่คลายทุกปมที่ขมวดไว้(อย่างค่อนข้างซับซ้อน)แต่ตอนต้นได้ละเอียดลออ
อ้อ...รวมทั้งเลิฟซีนที่มีวุฒิภาวะและถูกจังหวะจะโคนด้วยล่ะ...

อ่านแล้วอิน แล้วก็ฟิน...











 

Create Date : 12 กันยายน 2557    
Last Update : 12 กันยายน 2557 14:55:14 น.
Counter : 1517 Pageviews.  

~ นิยายซีรีส์ "อัญมณีเหนือกาล" : เรื่องที่ ๒. "ม่านทิวาพชร" โดย "บุลินทร" ~





ม่านทิวาพชร
ผู้เขียน : บุลินทร
ผู้พิมพ์ : สนพ.อรุณ ม.ค. ๕๗
๓๕๕ หน้า ราคา ๒๗๕ บาท

คำโปรย


กำไลเพชรต้องคำสาปชักพาเธอไปพบชายแปลกหน้า ณ ดินแดนอันแสนไกล...
ยิ่งใกล้ชิดเขาเท่าไหร่ ปริศนาในหัวใจยิ่งเพิ่มขึ้นทุกที






ความเป็นมาโดยย่อ...


เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากซีรีส์มนตราอัญมณี ตอน "ม่านธาราเร้นดาว"
ซึ่งในชุดก่อนมาเป็นลำดับสุดท้าย เพราะเป็นเรื่องราวของน้องสาวคนเล็กสุดในบรรดาพี่น้องสามสาว
โดยที่อัญมณีในเรื่องนั้นเป็นอะความารีน...หรือพลอยทะเล
จะเป็นด้วยเหตุนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้สินะ
จำได้ว่า...ตอนที่อ่านเรื่องนั้นออกอาการ...เวิ่นเว้อ...วึ่นวือชอบก๊ล เพราะผู้เขียนเล่นพาออกทะเลตลอด ๆ
นางเอกก็วุ่นวาย เรื่องมาก...บลา บลา บลา...

มาถึงชุดนี้ ขอสารภาพเลยว่า ลังเลนิด ๆ ก่อนจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอ่านต่อจากเล่มแรก
(เพราะยังจำอารมณ์ตอนที่อ่านม่านธาราฯได้ดีอยู่ แหะ ๆ )
ร่ำ ๆ จะข้ามช็อตไปหยิบเล่มสามมาอ่านก่อนเสียแล้ว ...
แต่จากหน้าคำนำสำนักพิมพ์ เขายืนยันว่าเราควรอ่านตามลำดับ
เพื่อจะได้เข้าใจลึกซึ้งถึงความเป็นมาของตัวละครในภาพรวม
ส่วนตัวเป็นนักอ่านที่...ว่าง่ายค่ะ ค่อนข้างจะเชื่อฟังบ.ก.อะ
ก็เลย...เอาเหอะ หยิบมาอ่านแบบคาดหวังนิด ๆ ... (ในความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของผู้เขียน)


...................

เรื่องนี้เป็นเรื่องของชลันธร นักเขียนสาวไฟแรง น้องของชลธิศ(พระเอกจาก"ม่านธาราเร้นดาว")

เธอได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับประเทศภูทิวา ซึ่งบอกเล่าถึงกำไลเพชรที่หายสาบสูญไปพร้อมกับธศิยา
ลูกสาวผู้ว่าการเขตเขตหนึ่งในประเทศนั้น ซึ่งจุดประกายให้เธออยากรู้เรื่องให้มากขึ้น
แต่ข้อมูลที่เธอค้นได้ก็มีเพียงน้อยนิด

แต่แล้ววันดีคืนดีเธอก็ได้พบร้าน"กาลเวลา"ร้านขายอัญมณีของ"มิตร"
และได้ซื้อกำไลเพชรมาจากร้านนั้นด้วยราคาที่ถูกแสนถูก...
ซึงกำไลวงนั้นกลายเป็นสื่อให้เธอได้เข้าไปรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอีกมิติหนึ่ง

เบื้องต้นเป็นการรับรู้ผ่านความฝัน...เธอฝันเป็นเรื่องเป็นราวถึงผู้หญิงคนนั้นนั่นเอง - ธศิยา
ในความฝันเธอรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันชัดเจนราวกับว่าเธอได้ร่วมในเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง
ซึ่งนั่นก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับประเทศภูทิว่า
และชะตากรรมของหญิงสาวที่ชื่อธศิยาขึ้นในใจของชลันธร

และแล้ววันหนึ่ง เธอก็ถูกพลังอำนาจลึกลับบางอย่างดึงดูดให้หลุดเข้าไปในโลกต่างมิติ...ประเทศภูทิวา
เธอได้พบกับจิณลี ชายหนุ่มผู้อบอุ่น อ่อนโยน ที่คอยช่วยเหลือเธออยู่เสมอ
เพราะเธอทำกำไลเพชรที่เป็นประหนึ่งสื่อกลางระหว่างโลกทั้งสองของเธอสูญหายไป

ระหว่างหาทางกลับบ้าน ชลันธรได้ไปพักอยู่ที่บ้านชายหนุ่มชั่วคราว
แล้วความใกล้ชิดก็ทำให้สายใยความรักเริ่มถักทอขึ้นทีละน้อย
นอกจากนั้นหญิงสาวยังได้รับรู้เรื่องราวของธศิญาผ่านความฝันมากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วจู่ๆ ชลันธรก็ได้กำไลหงส์ทิวากลับคืนมาอีกครั้ง
แล้วเธอก็ได้เรียนรู้ว่าการที่เธอต้องหลุดเข้ามาสู่มิตินี้
เป็นเพราะเธอถูกกำหนดให้เป็นผู้มาปลดปล่อยธศิยาให้เป็นอิสระจากคำสาปนั่นเอง

แต่ภารกิจนี้มันไม่ได้ง่ายดายเลย เธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคและอันตรายนานัปการ
จากผู้ที่จองจำดวงวิญญาณของธศิยาด้วยมนตราลึกลับอันทรงพลัง...
โดยมีจิณลีคอยช่วยเหลืออยู่เคียงข้างตลอดเวลา






หลังอ่าน...
รู้สึกว่าเหมือนจะคิดผิดสักเล็กน้อยทีเลือกอ่านเรื่องนี้ทันทีหลังจากอ่านเรื่องแรก(โมรารัตติกาล)จบลง
เพราะอารมณ์มันพลิกกลับสลับขั้วจนตัวเองปรับตัวแทบไม่ทัน...

หากจะเปรียบกับการไปเที่ยวสวนสนุก...
ขณะที่อ่าน"โมรารัตติกาล"เราจะรู้สึกเหมือนกับกำลังนั่งรถไฟเหาะตีลังกาอยู่ยังไงยังงั้น
ต้องร้องอู้ววว...ร้องโอ้ววว...ตลอดเวลา บางครั้งบางตอนถึงขั้นกรี๊ดกร๊าดด้วยความตื่นเต้นหวาดเสียว
เมื่ออ่านจบลง(ลงจากรถไฟเหาะ) ในใจยังคงเต้นตึกตักๆ ระทึกคึกคักอยู่เป็นนานสองนาน

แต่พอมาเริ่มต้นอ่านเรื่องนี้...เรื่องราวมันอ่อนเอื่อย เรื่อย ๆ มาเรียง ๆ
เหมือนขึ้นนั่งม้าหมุนที่ไร้ร้างผู้คน แล้วม้าหมุนก็หมุนช้ามากกกก...
โยกเยก โยกเยก...น้ำท่วมเมฆ กระต่ายลอยคอ...อือม์ สบายจัง แต่...ง่วงนอนชมัด
มันคนละเรื่อง คนละโทนจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นซีรีส์ชุดเดียวกัน

ในโมรารัตติกาล ผู้เขียนกำหนด"กาล"ไว้ว่าเป็น"รัตติกาล" ซึ่งเปรียบเป็นห้วงเวลาในอดีต...
เรื่องนั้นผู้เขียนก็เลยพาเราย้อนอดีตไปถึงร้อยปีแน่ะ

พอมาถึงเรื่องนี้ ชื่อเรื่องก็บ่งบอกว่า...ม่านทิวา...กาละของเรื่องนี้จึงเป็นเวลากลางวันอันเปรียบเป็นปัจจุบัน
ผู้เขียนเขาก็กิ๊บเก๋ค่ะ ถ้าจะพารานอร์มอลในยุคปัจจุบันก็เล่นเรื่องต่างมิติเสียเลย...
โดยการสร้างเป็นเมืองสมมติในโลกคู่ขนานขึ้น แล้วก็ใช้เป็นฉากของเรื่องเกือบจะทั้งหมด
ส่วนนี้ต้องขอชมแนวคิดค่ะ...


แต่...พล็อตออกจะซ้ำ ๆ ช้ำ ๆ ไปหน่อยไหมอ่า...
แม้จะมีความซับซ้อนอยู่บ้าง แต่ก็เป็นความซับซ้อนที่คุ้นเคย...
บอกตามตรงว่าขณะที่อ่าน มีหลายมุกหลายมุมมันรีมายนด์
(ขอโทษค่ะ มันนึกคำไทยเหมาะ ๆมาแทนไม่ได้จริง ๆ)เราให้นึกถึงนิยายมั่ง
หนัง - ซีรีส์มั่งเรื่องนู้นเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา...
ถึงได้บอกว่ามันคุ้นเคย แหะ ๆ
(ยกต.ย.หน่อยแล้วกัน เช่น มุกดอกไม้กินคน...
มุกกักขังวิญญาณ...มุกสมุนไพรลบความทรงจำ...ฯลฯ และสุดท้าย...
ยังแถมมุกนิยายซ้อนนิยายเข้ามาอีก!)

บางจุดบางปมยังค่อนข้างจะหลวม ๆ ลอย ๆ เสียด้วยซ้ำไปโดยเฉพาะช่วงแรก ๆ
คือ...ถึงจะได้ขื่อว่าเป็นนิยายแนวพารานอร์มอล แต่มันก็น่าจะอยู่บนพื้นฐานที่สมจริงและสมเหตุสมผลอยู่บ้างสิน่า

มีการดำเนินเรื่องโดยใช้พล็อตสองพล็อตคู่ขนานกัน แล้วก็พยายามที่จะหาจุดเชื่อมโยงให้มันลงตัว
แต่กว่าที่มันจะลงตัวได้มันอ้อมค้อม วกวนเวียนนานไปหน่อย
กว่าจะถึงบทเฉลยก็ปาเข้าไปกว่าครึ่งค่อนเรื่อง
แต่พอเฉลยเสร็จ เรื่องราวก็รวดเร็วขึ้นอย่างปุบปับ
ราวกับมีคนมาเขย่า ๆ ๆ ม้าหมุนแล้วก็เร่งเครื่องให้มันหมุนเร็วจี๋ จนเราออกอาการเวียนหัวแน่ะ





แต่ต้องยอมรับค่ะว่าจาก"ม่านธาราเร้นดาว" มาถึงเล่มนี้ "ม่านทิวาพชร"
ผู้เขียนมีพัฒนาการขึ้นมากในเรื่องของสำนวนภาษากับการสร้างสรรค์ตัวละคร

ในเล่มก่อน เราเคยรำคาญบุคลิกง๊องแง๊ง ๆ ของนางเอก(มาริณ)
แล้วก็สงสัยว่า ผู้หญิงแบบนี้ พระเอกรักเข้าไปลงได้ยังไง

มาถึงเล่มนี้ นางเอกอย่างชลันธรดูจะมีวุฒิภาวะขึ้นมาก ไม่งี่เง่าง๊องแง๊ง
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังห่างไกลกับคำว่าโดดเด่นหรือมีเสน่ห์
จน...ก็ยังสงสัยต่อไปว่าทำไมพระเอกรักเธอได้ง่ายดายจัง
พอเกิดความสงสัยตรงนี้มันก็เลยไม่ค่อยอินกับความรักของคู่พระ-นางคู่นี้สักเท่าไหร่
(และยิ่งไม่อินไปกันใหญ่กับเลิฟซีนที่มาแบบทื่อ ๆ ลุ่น ๆ
เหมือนใส่เข้ามาตามกระแส ตามขนบนิยายรักเท่านัน)

กลับไปอินและฟินกับคู่รองอย่างคุณธศิยากับองครักษ์หนุ่มในโลกต่างมิตินู่นมากกว่า
ที่...ทำไปทำมา มันอดคิดไม่ได้ว่า หรือคู่นั้นต่างหากที่เป็นพระเอก-นางเอกตัวจริงของเรื่อง...หุหุ

บ่นมายืดยาว สรุปเลยละกันว่า ก็อ่านได้เพลิน ๆ สบาย ๆ อยู่ค่ะ
โดยเฉพาะหากอ่านเดี่ยว ๆ เพียว ๆ ไม่เอาไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นในชุดเดียวกัน
นิยายเรื่องนี้ก็เป็นพารานอร์มอลที่น่าอ่านเล่มหนึ่งทีเดียว...
ที่บ่น ๆ ไป ผู้เขียน(หากจะมีโอกาสผ่านมาอ่าน)ก็อย่าเพิ่งถอดใจนะคะ
การอ่านนิยายมันเป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัวล้วน ๆ ค่ะ
แบบลางเนื้อชอบลางยาไงคะ นักอ่านคนนี้อาจจะยังไม่ฟิน แต่คนอ่านคนอื่นอาจจะชื่นชอบก็ได้ค่ะ
สู้ต่อไป ทาเคชิ!








 

Create Date : 02 กันยายน 2557    
Last Update : 2 กันยายน 2557 15:58:30 น.
Counter : 1532 Pageviews.  

~ นิยายซีรีส์ "อัญมณีเหนือกาล" : เรื่องที่ ๑. "โมรารัตติกาล" โดย "อสิตา" ~





โมรารัตติกาล /ม่านทิวาพชร/ มรกตสนธยา
โดย : อสิตา /บุลินทร/ริญจน์ธร

จากสนพ.:


รัตติกาล ทิวา สนธยา สามเวลาที่อยู่คู่โลกมาแต่บรรพกาล
ตำนานบทใหม่แห่ง อัญมณีเหนือกาล จะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า









ซีรีส์ชุดนี้เป็นนิยายชุดที่ต่อเนื่องจากชุด"มนตราอัญมณี" ที่อ่านไปเมื่อปีกลาย
จำได้ว่าจากชุดนั้น ชอบและฟินในบางเรื่อง แต่บางเรื่องยังรู้สึกเฝือ ๆ อยู่
พอได้ชุดนี้มาก็เลยดองไว้ระยะหนึ่ง
เห็นเพื่อนบล็อกเค้าอ่านแล้วรีวิวกันไปหลายต่อหลายบล็อก...
ส่วนตัวก็ยังไม่กล้าอ่านรีวิวละเอียดนัก เพราะเกรงว่าจะอิ่มเสียก่อนจะมีโอกาสอ่าน...
กอปรกับช่วงนั้นภารกิจชีวิตออกจะยุ่งเหยิงสับสนอยู่พอประมาณ

ถึงตอนนี้แม้จะยังไม่คลี่คลายเต็มร้อย แต่ก็ต้องรีบอ่านก่อน
เพราะถึงเวลาต้องส่งต่อหนังสือแล้ว มีคนรอคิวอ่านอีกหลายคน....

เล่มแรก...





โมรารัตติกาล
ผู้เขียน :อสิตา
ผู้พิมพ์ : สนพ.อรุณ ม.ค. ๕๗
๔๓๓ หน้า ราคา ๒๙๕ บาท



คำโปรย


เขาใช้ 'เธอ' ผู้ซึ่งครอบครองสร้อยเส้นนั้น...
เป็นเครื่องมือบงการให้อดีตย้อนคืน
เพื่อหวนกลับไปเป็นผู้ชนะ โดยหารู้ไม่ว่า'หัวใจ' ของเชา
จะถูกจองจำไว้กับเธอผู้นั้น ตลอดกาล



ความเป็นมาโดยย่อ...

เรื่องนี้เป็นเรื่องราวต่อจาก"มายาไฟในดวงตา"
ที่เราเคยอึ้งและทึ่งกับจินตนาการอันแสนจะบรรเจิดของคนเขียนมาแล้ว

มาถึงเล่มนี้...อ่านจบแล้วพบว่ามันยิ่งมหัศจรรย์พันลึกกว่าเล่มแรกหลายเท่าตัวนัก!
"อสิตา"ไม่ทำให้คนอ่านผิดหวังอีกเช่นเคย

ในภาคนี้เป็นเรื่องราวของ 'ชามัล' ชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์(แต่ร้ายกาจ)จาก'มายาไฟในดวงตา'
คู่ปรับตลอดกาลของอัคนิวรา พระเอกของเรื่องนั้น
แม้ว่าทั้งคู่จะมีเชื้อสายมาจากตระกูลเดียวกัน คือเป็นสายเลือด "เมห์ฮรา" เหมือนกัน
ครั้งนั้น...พวกเขาต่างแย่งชิงพลอยตาเสือที่นางเอกของเรื่องนั้นครอบครองอยู่
และแน่ล่ะ ในเมื่อเขาไม่ใช่พระเอกในเรื่อง ก็แปลว่าเขาพ่ายแพ้...อย่างย่อยยับทีเดียว
ทำให้เขาต้องกลายเป็นสัมภเวสีไร้ร่างอยู่นานนับสิบปี
สั่งสมความแค้นไว้รอวันหวนคืนสู่อดีตเพื่อ"สร้าง" ร่างขึ้นมาใหม่...
และทั้งนี้ การที่เขาจะเดินทางกลับสู่อดีตได้ต้องอาศัยมนตราแห่งอัญมณีชนิดหนึ่ง
ที่เชื่อว่าสามารถพาคนหวนคืนอดีตได้...
อัญมณีที่มีชื่อว่า "โมรารัตติกาล"

แต่ลำพังเขาผู้เดียว ไม่สามารถใช้อัญมณีนั้นได้ เขาต้องอาศัยเด็กหญิงตัวน้อย
ผู้ครอบครองโมรารัตติกาลนั้นเป็นผู้นำพาเขาไป...
เธอ...'สิตารา' เด็กหญิงผู้ถูกเลือกให้เป็น'ราศีที่สิบสาม'แห่งรัตติดารา...
ดินแดนในตำนานแห่งจักรราศี ที่ทั้ง ๑๒ ราศีต่างยินยอมพร้อมใจให้ราศีที่ ๑๓ ครองอำนาจสูงสุด!!







หลังอ่าน...
อ่านจบแล้วต้องบอกเลยว่าขอคารวะผู้เขียน ๓ จอก กับผลงานอันอลังการชิ้นนี้
ไม่ว่าจะพล็อต ฉาก ตัวละคร ลีลาการเล่าเรื่อง ตลอดถึงสำนวนภาษาที่ใช้...

พล็อตย้อนอดีตไม่ใช่ของใหม่สำหรับคอนิยายพารานอร์มอลทั้งหลาย
แต่การย้อนอดีตให้ลื่นไหล แนบเนียนสมเหตุสมผล เป็นการบ้านที่คนเขียนต้องใส่ใจในรายละเอียดเป็นพิเศษ
งานนี้คนเขียนเอาอยู่ค่ะ ไม่เห็นจุดสะดุดหรือรอยรั่วเลย

หรือพล็อตรักต่างวัยที่พระเอกร้ายแกมโหด ในใจมีแต่ความมืดดำ มุ่งแต่จะชำระแค้นที่เก็บกด สั่งสมไว้ยาวนาน
โดยใช้นางเอกเป็นประหนึ่งเครื่องมือในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ กับนางเอกที่เด็กเหลือเกิน ซื่อใส บริสุทธิ์...
(แต่ก็เฉลียวฉลาด ออร่ากระจาย,...)
คอนิยายดราม่าทั้งหลายก็อาจจะไม่รู้สึกว่าแปลกหรือแตกต่างแต่อย่างใด...
แต่ความท้าทายของคนเขียนอยู่ที่ทำอย่างไรที่จะทำให้คนอ่านเชื่อได้ว่า
นางเอกจะสามารถรักพระเอกออกแนวดาร์ก ๆ แบบนี้เข้าไปได้ยังไง
หรือพระเอกที่ผ่านโลกผ่านชีวิตมายาวนาน จะมาหลงรักเด็กสาวใส ๆ เข้า
จนถึงกับยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา เพื่อจะได้ครองคู่อยู่กับเธอไปตราบนานนิรันดร์...

เธอสามารถค่ะ คนอ่านคนนี้อ่านแล้วอิน ปลื้ม ดึ่มด่ำ ดำดิ่งไปกับความรักของทั้งคู่
มีซีนหึงหวงให้ได้จิ้น มีฉากง้องอน กระเง้ากระงอดให้ได้อมยิ้ม...
ที่สำคัญ มีเลิฟซีนหวามไหวให้ได้ฟินอีกต่างหาก





นอกจากพล็อตหลัก ๆ นี้แล้ว พล็อตย่อย ๆ ที่เข้ามาเสริมทัพสร้างสีสันให้กับนิยาย
สอดร้อยไปด้วยกันได้อย่างเหมาะเจาะ

ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องราวของเจ้าแห่งดินแดนต่าง ๆ ที่ใช้ดวงดาวแห่งจักรราศีทั้ง ๑๒ เป็นสัญลักษณ์
แต่ละดินแดน แต่ละดวงดาวล้วนมีเรื่องราว มีคติตำนานของตนเอง...
มีการแก่งแย่งแข่งขัน ชิงอำนาจและความเป็นใหญ่ ทั้งในกลุ่มเดียวกันและกับดินแดนอื่น ๆ

ตัวละครแต่ละตัวที่มาจากดวงดาวและดินแดนต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะมีบุคลิกลักษณะที่บ่งบอกความหมายและที่มาของตัวเองอย่างชัดเจน และสอดคล้องกับความคิดความเชื่อพื้นฐานของคนอ่านที่อาจจะเคยเรียนรู้เกี่ยวกับราศีต่าง ๆ ทั้ง ๑๒ ราศีมาแล้ว ทำให้อ่านได้อินและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

อย่างสิงหรานี หญิงสาวที่มาจากราศีสิงห์
ผู้ตั้งตนเป็นจ้าวแห่งราศีสิงห์หลังการสิ้นชีวิตของบิดา ด้วยมีพี่ชายที่ไม่เอาไหน
(รายนี้มีบทบาทโดดเด่นเป็นพิเศษเพราะต้องมาพัวพันกับหนุ่มน้อยที่หลุดเข้าไปในอดีตพร้อม ๆ กับชามัล
หลังจากถูกทำร้ายแสนสาหัส ซึ่งหนุ่มน้อยนั่นก็ไม่ใช่อื่นไกลเลย เขาคือ"มัชฌิม์ "
เสือหนุ่มทายาทของอัคนิวรากับมัชฌิตานั่นเอง...
คิดกันเอาเองก็แล้วกัน เสือหนุ่มกับสิงห์สาว ต้องรอนแรมอยู่ด้วยกันในป่า จะฟัดกันนัวเนียขนาดไหน...55)

ไหนจะมี วาเลนติโน่...จากราศีกุมภ์, พชรมุนิน...ผู้ครองราศีเมษ,
นิลละกับวรรณะ ฝาแฝดนิสัยต่างขั้วจากราศีคนคู่ เมถุน,
กันยา...สาวทรงเสน่ห์จากราศีกันย์,
ตุลาการรดิศ...ผู้ไร้ความเที่ยงธรรมจากราศีตุลย์ ฯลฯ

ซึ่งหากจะเปรียบไป นั่นก็คือเรื่องราวของโลกมนุษย์เราดี ๆ นี่เอง
ทุกแวดวงสังคม จากอดีตโบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน ผู้คนยังคงมีรัก โลภ โกรธ หลง มีดีมีเลวปะปนกัน...

ผู้เขียนสามารถถ่ายทอด"สาร"นี้ผ่านจินตนาการ
ผ่านตัวละครแต่ละตัวของเธอได้อย่างสุดยอด...
จนแทบจะเรียกได้ว่า เหนือคำบรรยายจริง ๆ

ตอนนี้รออ่านเรื่องราวของสาวน้อยอัคนีมายาอยู่นะคะคุณผู้เขียนขา...


ปอลอ.หลายคนที่เคยอ่านแล้วอาจจะสงสัยว่าทำไมแม่ไก่ไม่พูดถึง"มิตร"มั่งเลย
ทั้ง ๆ ที่เป็นตัวละครที่สำคัญที่สุด ขอบอกว่าไม่ได้ลืมค่ะ
แต่ขออนุญาตไว้รวบยอดคุยถึงเค้าในเล่มสุดท้ายเลยละกัน
เพราะคนคนนี้เค้า"สำคัญ"ทั้งสามเรื่องเลยนิ













 

Create Date : 29 สิงหาคม 2557    
Last Update : 29 สิงหาคม 2557 21:16:03 น.
Counter : 2028 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

BlogGang Popular Award#14


 
แม่ไก่
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 181 คน [?]




**หลังไมค์เจ้า**





Cute Clock Click!



เออสิ,มาอยู่ใยในโลกกว้าง
เฉกชลคว้างมาเมื่อไรไม่นึกฝัน
ยามจากไปก็เหมือนลมรำพัน
โบกกระชั้นสู่หนไหนไม่รู้เลย


รุไบยาต ~ โอมาร์ คัยยัม
สุริยฉัตร ชัยมงคล : แปล




Latest Blogs

~ให้รักระบายใจ/"ณกันต์"เขียน ~

~ผมกลายเป็นแมว/Abandoned/Paul Gallico เขียน(ภูธนิน แปล) ~

~พ่อค้าซ่อนกลรัก & หมอปีศาจแสนรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~อาจารย์ยอดรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~จอมโจรพยศรัก/"หูเตี๋ย" เขียน(Wisnu แปล) ~

~ฉันไม่ชอบทั้งโลก ฉันชอบแค่เธอคนเดียว/"เฉียวยี" เขียน(ภิรมณ ประพฤติประยูร/แปล) ~

~อลวนกลสลับร่าง/"เจ๋อมู่" เขียน(เสี่ยวหวา/แปล) ~

~ โลกที่รัก/ Dear World/"Bana Alabed/บานา อัลอาเบด" เขียน ~

~ นางทิพย์/"แก้วเก้า" เขียน ~


สารบัญหนังสือ: รวมลิงก์หนังสือที่รีวิวในบล็อก # ๑ + ๒



Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่ไก่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.