Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ไปคลินิกแล้ว จะดูอย่างไรว่า ผู้ที่ตรวจรักษา เป็น หมอจริง ?

เคยสงสัยกันหรือเปล่าครับว่า " เวลาไปคลินิก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นคลินิก ที่ถูกต้องตามกฏหมาย ??? คนที่ตรวจเราเป็นหมอจริง ??? "

จะดูหน้าตา ก็บอกยาก หมอก็มีทั้งหน้าตาท่าทางสมกับเป็นหมอ แต่บางคนก็ไม่ใช่ ... หน้าตาดูดีเหมือนเป็นดารานักร้อง  ...

การแต่งกาย ก็ดูไม่ได้อีก ... แต่งตัวดูดี ภูมิฐาน มีเสื้อกาว์นสีขาว แต่ไม่ใช่หมอ ก็มี .. หมอบางคนก็อาจแต่งตัวสบาย ๆ ( สบายเกินไป ??? ) ...

ยิ่งสถานที่ ยิ่งลำบาก .. บางคลินิก ก็หรูหรา จนน่าตกใจ โดยเฉพาะคลินิกผิวหนังทั้งหลาย .. แต่บางแห่ง ก็ซอมซ่อซะ


ผม เสนอ ๓ ข้อสังเกต ง่าย ๆ ที่เมื่อไปคลินิกแล้ว สามารถตรวจสอบได้ในเบื้องต้น .. เข้าไปปุ๊บ มองหาหลักฐานเหล่านี้ก่อนเลย ...

ถ้ามี ก็สบายใจหน่อยว่า น่าจะได้รับการตรวจรักษากับ หมอตัวจริง ... แต่ถ้าไม่มี หรือ ดูหน้าตาแล้วไม่เหมือนในรูป ก็ตัดสินใจเองว่า จะรักษาต่อ หรือ จะกลับบ้านก่อน ?

๑. แบบแสดงรูปถ่าย แสดงรายละเอียด ผู้ประกอบวิชาชีพ ..




ตามกฏหมาย ทุกคลินิกต้องมีติดไว้

ซึ่งในกรณีมีแพทย์ หลายคนตรวจรักษาในคลินิกเดียวกัน ก็ต้องมีแบบแสดงฯ ของ แพทย์ทุกคน ..

แพทย์ ที่ตรวจคุณอยู่ ต้องมีรูปภาพ ตรงกับในแบบแสดงฯ ..

*************************************

๒. ใบอนุญาต ให้ดำเนินการ ..



ตามกฏหมาย ทุกคลินิกต้องมีติดไว้

เป็นแพทย์ที่ขอนุญาต ดำเนินการ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ เวลาเกิดปัญหาในคลินิกนั้น โดยส่วนใหญ่ ก็คือ แพทย์ที่ตรวจในคลินิก ( แต่ ในกรณีที่มีแพทย์ตรวจหลายคน ..อาจไม่ใช่ แพทย์ที่กำลังตรวจอยู่ก็ได้ )


ข้อ ๒ (ต่อ )  ใบอนุญาต ให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล .. ซึ่งอาจเป็นแพทย์ หรือ ไม่ใช่แพทย์ ก็ได้ คิดง่าย ๆ ก็คือ เป็นเจ้าของคลินิก ...




โดยส่วนใหญ่ ก็จะเป็นแพทย์ คนเดียวกันกับ ที่ดำเนินการฯ

**************************************

๓.ใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ( ใบ ว. ) ของแพทย์ ผู้ตรวจรักษา




ออกให้โดย แพทยสภา เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่า จบเป็นแพทย์จริง  ... จะมีเลขที่ ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ชื่อสกุล รูปภาพ


สามารถตรวจสอบเพิ่มเติม ว่าตรงกับข้อมูลที่เวบแพทยสภา หรือไม่ ???

https://www.tmc.or.th/check_md/


กรณีตรวจสอบไม่พบ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อแพทยสภาที่ โทรศัพท์: 0-2590-1887 หรือ e-mail: tmc@tmc.or.th
โทรสอบถาม ฝ่าย จริยธรรม 02-590-1886-7 ต่อ 210-270 Email : contact@tmc.or.th

สำนัก งานเลขาธิการแพทยสภา
อาคาร 6 ชั้น 7 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ จ.นนทบุรี
โทร.: 02-5901880-1,3


ถ้าเข้าไปในคลินิกแล้ว หาทั้ง ๓ ข้อ ไม่พบ ... ผมคิดว่า น่าจะกลับบ้านก่อน ดีกว่า หรือเปลี่ยนไป คลินิกอื่น ..

อย่าเสี่ยงเลย เราไม่รู้ว่า เขาเป็น แพทย์จริงหรือไม่ ??? ขนาดกฏหมายกำหนดไว้ เขายังไม่ทำ แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เขาสามารถรักษาเราได้จริง ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ไม่คุ้ม  ( แต่ถ้า รู้แล้ว อย่าจะเสี่ยงรักษา ก็ไม่ว่ากัน นะครับ )


ปล.

สำหรับรูปภาพแพทย์ .. ก็ต้องเตรียมใจไว้นิดหนึ่งว่า อาจไม่เหมือนร้อยเปอร์เซนต์ ... เพราะ เป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัย นะครับ ... จากหนุ่มสาว หน้าตาสดใส ตอนจบแพทย์ใหม่ๆ   กลายเป็นคุณหมอ สูงวัย จะให้หน้าใสเหมือนตอนจบคงไม่ได้ ...


วิธีตรวจสอบรายชื่อแพทย์และเลขที่ใบอนุญาตคลินิกศัลยกรรมเสริมความงาม

❤ตรวจสอบข้อมูลแพทย์
ตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ที่ เว็บไซด์ แพทยสภา โดยกรอกชื่อ-นามสกุล ข้อมูลของแพทย์ที่รับใบอนุญาตให้ถูกต้อง ซึ่งจะสามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์ และมีการแสดงรูปภาพของแพทย์ด้วย

กรณีชื่อถูกต้อง และหากทราบเลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ สามารถกรอกข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลตรงกันหรือไม่ เข้าเว็บไซต์ของแพทยสภาที่

➡เว็บไซต์ : https://www.tmc.or.th/check_md/
➡โทร : 02-5901886
➡แพทยสภา

❤ตรวจสอบสถานประกอบการ (โรงพยาบาล/คลินิก)
การตรวจสอบโดยเฉพาะสถานประกอบการคลินิกเสริมความงามศัลยกรรม เนื่องจากปัจจุบันมีคลินิกศัลยกรรมเปิดใหม่จำนวนมาก ทั้งที่ถูกกฎหมาย และ ไม่ถูกกฎหมาย โดยคลินิกจะมีป้ายชื่อคลินิกและเลขใบอนุญาต 11 หลัก ให้นำข้อมูลเหล่านี่ตรวจสอบคลินิกได้ที่

ตรวจสอบโรงพยาบาล (ใส่ข้อมูลชื่อภาษาไทย)
❤หากค้นข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ จะได้ข้อมูลครบถ้วนกว่าการค้นผ่านโทรศัพท์มือถือ
➡เว็บไซต์ : https://hssdemo.1mediasoft.net/hospital
➡โทร 02-193-7999
➡กองสุขภาพระหว่างประเทศ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

ตรวจสอบคลินิก (ใส่ข้อมูลชื่อภาษาไทย)
❤หากค้นข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ จะได้ข้อมูลครบถ้วนกว่าการค้นผ่านโทรศัพท์มือถือ
➡เว็บไซต์ : https://hssdemo.1mediasoft.net/clinic
➡โทร 02-193-7999
➡กองสุขภาพระหว่างประเทศ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

ตรวจสอบโรงพยาบาล/คลินิก (ใส่ข้อมูลชื่อภาษาไทย)
❤หากค้นข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ จะได้ข้อมูลครบถ้วนกว่าการค้นผ่านโทรศัพท์มือถือ
➡เว็บไซต์ : https://privatehospital.hss.moph.go.th/
➡โทร : 02-1937000
➡สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

ถ้าไม่มีอาจเป็น "คลินิกเถื่อน" โทรสอบถามได้ที่สำนักสถานพยาบาลฯ หมายเลขโทรศัพท์ 02-1937999 (🚨Hotline มือปราบสถานพยาบาล และ หมอเถื่อน)

📣📍กรณี พบ หมอเถื่อน คลินิกเถื่อน ผิดพระราชบัญญัติสถานพยาบาล 🚨ให้แจ้งที่ Hotline มือปราบสถานพยาบาล และ หมอเถื่อน โทร. 02-193-7999 หรือ 02-590-2999 ต่อ 1280-1282

*** สำนักสถานพยาบาล จะมีอำนาจตามกฎหมาย เป็นเจ้าพนักงานไปจับได้ที่เห็นตามข่าว โดยจะมีทีมออกไปจับ ร่วมกับแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจ และจะรายงานมาที่แพทยสภาเป็นพยาน เพื่อดำเนินคดีร่วมกันต่อไป (ℹแพทยสภาไม่มีอำนาจไปจับเองต้องผ่านพรบ.สถานพยาบาลกับตำรวจ)

*** ยกเว้นกรณีคลินิกถูกต้องแต่หมอจริงยอมให้หมอเถื่อนเข้าไปทำงานในคลินิก ทางแพทยสภาจะดำเนินคดีจริยธรรมกับหมอเช่นเดียวกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
📍กระทรวงสาธารณสุข
📍กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
📍สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ

เครดิต https://www.facebook.com/MantisKcompanylimited/posts/642598479405477/

*********************************************



" ร้องคลินิก ต้องไปที่ไหน ? "  ( ๑๙ พค.๖๒ )
Ittaporn Kanacharoen

มีปัญหา สงสัยคลินิกเถื่อน ค่ารักษาพยาบาลที่คลินิกไม่ถูกต้อง ค่ารักษา รวมถึงคลินิกไม่รับผิดชอบผลของการผ่าตัดต่างๆ จะรักษา ด้วยการเจาะเลือดแปลกๆ สเต็มเซลล์ที่ยังไม่อนุญาต และไม่เป็นมาตรฐาน ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล อยู่ในความรับผิดชอบของกรม สบส. สามารถแจ้งได้ตาม โปสเตอร์ หรือ โทร 02193 7057 หรือ Facebook มือปราบสถานพยาบาลเถื่อน

ขอบคุณหลายท่านที่ส่งมาที่แพทยสภา ผมได้ส่งต่อให้แล้วนะครับ แต่ถ้าเป็นไปได้ส่งตรงเลย แพทยสภา จะดูแลได้ตามอำนาจ ใน พรบ วิชาชีพเวชกรรม ซึ่งจะดูเฉพาะตัวแพทย์ไม่เกี่ยวกับตัวคลินิก และลงโทษได้เฉพาะผู้ถือใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ไม่มีอำนาจในการไกล่เกลี่ย ขอเงินคืนต่างๆ รวมถึงให้จ่ายชดเชย อันนั้นของ สบส.และ สคบ.ครับ

ขอบคุณท่าน Akom Praditsuwan ณัฐวุฒิ ประเสรฺิฐสิริพงศ์


"สบส.ฮอทไลน์"
เบอร์โทรศัพท์สายด่วนกรณีปัญหาจากคลินิกและ รพ.เอกชน ตามพระราชบัญญัติ สถานพยาบาลครับ

1. ร้องเรียน/ปรึกษา จากการไปรับบริการกับคลินิก และ รพ.เอกชน และได้รับความเสียหายหรือเกิดผลกระทบจากการไปใช้บริการ
เบอร์โทร 02-193-7000 ต่อ 18833

2. แจ้งเบาะแส คลินิกเถื่อน หมอเถื่อน
เบอร์โทร 02-193-7000 ต่อ 18822

3. ตรวจสอบคลินิกที่ไปใช้บริการได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่
เบอร์โทร 02-193-7000 ต่อ 18407

4. ปรึกษาเรื่องอื่นๆ
เบอร์โทร 02-193-7000 หรือ 02-590-2999

" มือปราบสถานพยาบาลเถื่อน "  คลินิกเถื่อน หมอเถื่อน
เฟสบุ๊ค  https://goo.gl/F1MjlO
โทร 02-193-7999  ,  02-590-2999  ต่อ 1280

*************************************************************


คู่มือประชาชนในการเลือก คลินิก ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=07-07-2017&group=15&gblog=80
ช่องทางร้องเรียนเกี่ยวกับ ...ยา ....หมอ ....คลินิก .....โรงพยาบาล ...
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2009&group=7&gblog=18
ไปคลินิกแล้ว จะดูอย่างไรว่า ผู้ที่ตรวจรักษา เป็น หมอจริง ?
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=10-07-2020&group=7&gblog=238
แขวนป้ายแขวน ใบว. ถ้ารู้แล้วยืนยันจะเสี่ยงก็ไม่ว่ากัน
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=12-11-2015&group=7&gblog=193
ข้อแนะนำก่อนจะพบแพทย์กระดูกและข้อ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-07-2008&group=7&gblog=3
ข้อแนะนำเมื่อต้องรับการรักษา
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=24-12-2007&group=4&gblog=2
คำถาม..ที่ควรรู้..คำตอบ
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=03-01-2008&group=4&gblog=3
เคล็ดลับ20 ประการ ที่จะช่วยคุณ "ป้องกันความผิดพลาดทางการแพทย์ในการเข้ารับบริการสุขภาพ "...
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=cmu2807&month=10-2010&date=19&group=27&gblog=52
หมอคนไหนดี“ ??? .... คำถามสั้น ๆ ง่ายๆ แต่ ไม่รู้จะตอบอย่างไร ..
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=14-01-2012&group=15&gblog=42
ผลของการรักษาโรค
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=cmu2807&month=01-2008&date=05&group=27&gblog=22
 
ข้อเท็จจริงในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยแพทย์
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=cmu2807&month=06-2013&date=11&group=27&gblog=12
ฉลาดเลือกใช้...การแพทย์ทางเลือกโดยอ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-09-2011&group=7&gblog=149
หน้าที่อันพึ่งปฏิบัติของผู้ป่วย(มิย.๖๓) สิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย(สค.๕๘) สิทธิผู้ป่วย(เมย.๔๑)https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=23-12-2007&group=4&gblog=1
ความรู้เกี่ยวกับใบรับรองแพทย์
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=06-01-2008&group=4&gblog=5
 

 




 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2563   
Last Update : 13 กรกฎาคม 2563 13:48:03 น.   
Counter : 174 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

รู้ไว้ใช้สิทธิ์เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉิน การเรียกเก็บค่ามัดจำหรือลงนามรับผิดชอบค่ารักษา เองฯ อาจทำไม่ได้




รู้ไว้ใช้สิทธิ์เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉิน
 
การเรียกเก็บค่ามัดจำหรือลงนามรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลในกรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน อาจเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยมาตรา ๒๘ (๓) แห่งพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๑ อันอาจส่งผลให้สัญญานั้นเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๕๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้

ทั้งนี้เทียบเคียงกับ การที่ผู้ป่วยลงนามในหนังสือยินยอมสละการใช้สิทธิ์ประกันสังคม ในการเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลซึ่งตนมีสิทธิ์อยู่ ทำให้ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลซึ่งเกิดขึ้นเอง ต่อมาได้มีการฟ้องให้ศาลวินิจฉัยหนังสือสัญญาการสละสิทธิ์ดังกล่าว

ศาลฎีกาพิพากษาให้ #หนังสือยินยอมสละสิทธิ์ดังกล่าวเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ "มาตรา ๑๕๐ การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ"

ดูรายละเอียดใน https://drive.google.com/open?id=1GHcZYhMrt4Nr6CMfi_N_fRDonViThSUE

พิทักษ์สิทธิ์ผู้ป่วยฉุกเฉิน  · 31 ธันวาคม 2019 ·
https://www.facebook.com/106194100902130/photos/a.106208517567355/106200370901503/?type=3&theater


**************************************

รู้ไว้ เผื่อจำเป็นต้องใช้

แถม .. infographic 9 ข้อควรรู้เรื่องเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่ ( UCEP )    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=06-06-2017&group=7&gblog=216




 

Create Date : 02 มกราคม 2563   
Last Update : 2 มกราคม 2563 12:53:13 น.   
Counter : 1350 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ระบบสุขภาพสหรัฐฯ ทำ แพทย์-พยาบาล ‘หมดไฟทำงาน’ เหตุจากภาระงานเกินตัว เทคโนโลยีล้าหลัง ( เน้น สหรัฐ )

อ่านพาดหัวข่าว ให้ชัด ๆ  " สหรัฐอเมริกา " ...  ไม่ใช่ " ไทยแลนด์ " นะครับ   
เหตุการอาจคล้าย ๆ กัน แต่ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่อเมริกา

ระบบสุขภาพสหรัฐฯ ทำ แพทย์-พยาบาล ‘หมดไฟทำงาน’ เหตุจากภาระงานเกินตัว เทคโนโลยีล้าหลัง

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2562 businessinsider.com รายงานผลสำรวจโดยสถาบันแพทยศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาเผยแพทย์และพยาบาลราวร้อยละ 30-50 กำลังประสบปัญหาหมดไฟในการทำงาน สาเหตุสำคัญมาจากภาระงานเกินตัว เทคโนโลยีล้าหลัง และขาดการสนับสนุน ขณะที่พยาบาลรวมตัวประท้วงผละงานแล้วใน 4 รัฐ

ความเสี่ยงภาวะหมดไฟการทำงานในวงการแพทย์อเมริกันสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รายงานจากสถาบันแพทยศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาพบว่า แพทย์และพยาบาลราวร้อยละ 35-54 มีอาการของภาวะหมดไฟการทำงาน

การศึกษาระบุว่าสาเหตุของภาวะหมดไฟที่ระบาดในบุคลากรสาธารณสุขประกอบด้วยภาระงานล้นมือ เทคโนโลยีที่ล้าหลัง และขาดการสนับสนุน รายงานความยาว 321 หน้ายังได้แนบข้อมูลการศึกษาทบทวนปัญหาหมดไฟในบุคลากรสาธารณสุขด้วย

นักวิจัยเปิดเผยว่า ภาวะหมดไฟในกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขเป็นปัญหาเชิงระบบที่เกิดขึ้นทั่ววงการสาธารณสุข เช่น เทคโนโลยีล้าหลัง นักศึกษาแพทย์ต้องรับภาระงานเกินตัว ค่าเล่าเรียนราคาแพงซึ่งทำให้นักศึกษาแพทย์ต้องแบกหนี้สินก้อนใหญ่ และขาดการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานในโรงพยาบาล

ปัญหาหมดไฟการทำงานในกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขดำเนินมาถึงจุดวิกฤติในปีนี้ ภาวะหมดไฟในกลุ่มแพทย์ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2562 หลังมีรายงานว่าแพทย์โรงพยาบาลระดับปฐมภูมิร้อยละ 79 กำลังประสบปัญหาความเครียดจากการทำงาน อีกด้านหนึ่งพยาบาลใน 4 รัฐรวมตัวประท้วงผละงานแล้วในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาเพื่อเรียกร้องให้จัดสรรอัตรากำลังให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วย

ตัวแทนพยาบาลเผยว่าสาเหตุสำคัญมาจากการต้องรับผิดชอบผู้ป่วยจำนวนมากพร้อมกัน โดยมีการศึกษาวิจัยจากออสเตรเลียเสนอว่าการจัดสรรให้พยาบาลดูแลผู้ป่วยไม่เกิน 4 คนสัมพันธ์กับผลลัพธ์ด้านการรอดชีพที่ดีขึ้นและอัตราการนอนโรงพยาบาลที่ลดลง และจนถึงขณะนี้แคลิฟอร์เนียเป็นเพียงรัฐเดียวในสหรัฐอเมริกาที่มีระเบียบกำหนดจำนวนผู้ป่วยสูงสุดที่พยาบาลสามารถรองรับได้

บาร์บารา แมคแอนนีย์ อดีตประธานสมาคมแพทย์อเมริกันชี้ให้เห็นความจำเป็นที่ระบบสุขภาพจะต้องหามาตรการลดภาวะหมดไฟและความอ่อนล้าในหมู่แพทย์ โดยชี้ว่าแพทย์ที่กระปรี้กระเปร่าและกระตือรือร้นเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา

ปัญหาหมดไฟในการทำงานกำลังเป็นวิกฤติในประชากรวัยทำงาน

ปัญหาหมดไฟกำลังไหม้ลามไปทั่วทุกภาคธุรกิจของสหรัฐ ผลสำรวจล่าสุดรายงานว่าแรงงานกว่าครึ่งมองว่างานที่ทำอยู่ส่งผลกระทบตอสุขภาพจิต องค์การอนามัยโลกเองก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของภาวะหมดไฟในการทำงานและระบุว่าเป็น ‘ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาวะและอาจนำไปสู่โรคต่างๆ ได้’ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

(Burn out หรือภาวะหมดไฟเป็นปรากฏการณ์ทางอาชีพ (occupational phenomenon) ไม่ใช่เป็นโรค (medical condition) และเกิดจากความเครียดเรื้อรังจากการทำงาน ซึ่งได้จัดอยู่ในบัญชีจำแนกทางสถิติระหว่างประเทศของโรค และปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ฉบับที่ 11 โดยมีรหัสกำหนดในหมวด Z คือ “ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาวะ” เพราะเล็งเห็นว่าประเด็นนี้มีความสำคัญ คุกคามสุขภาวะ และอาจจะนำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้ เช่น ภาวะโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือแม้กระทั่งปวดหัวชนิดเทนชั่น หรือโรคนอนไม่หลับ เป็นต้น)

ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าจากการทำงานยิ่งสูงขึ้นในผู้ที่ทำงานเป็นกะ โดยเฉพาะในกลุ่มแพทย์ โดยมีการศึกษาของมหาวิทยาลัยเอ็กซีเตอร์รายงานว่าผู้ที่มีชั่วโมงการทำงานเปลี่ยนไปมาหรือทำงานเป็นกะมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงกว่าคนทั่วไปราวร้อยละ 33

ความทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าและหมดไฟการทำงานอาจส่งผลร้ายแรง ข้อมูลจากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานดิเอโกพบว่าความเสี่ยงการฆ่าตัวตายสูงกว่าในกลุ่มพยาบาลเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป

เจอราด โบรแกน พยาบาลวิชาชีพและผู้อำนวยการสถาบันการฝึกหัดพยาบาลเผยว่า ปัญหาหลายอย่างล้วนมีสาเหตุจากนโยบายของโรงพยาบาลหรือผู้บริหารสาธารณสุขที่ไม่เป็นผลดีต่อบุคลากรด้านการแพทย์ ตัวอย่างเช่น การกำหนดรูปแบบการดูแลรักษาผู้ป่วยซึ่งทำให้แพทย์และพยาบาลไม่สามารถให้การดูแลรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

“แพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านการดูแลสุขภาพไม่ได้เข้ามาทำงานเพราะหวังชื่อเสียงนะครับ” โบรแกนเผย “พวกเขาเป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อสังคมและเข้าสู่วิชาชีพพยาบาลเพื่อช่วยเหลือสังคมของตน และค่านิยมของพวกเขาก็แตกต่างจากระบบสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยกำไร มันไม่ใช่เลยครับ”

แปลและเรียบเรียงจาก

Half of all US nurses and doctors are burned out — and they say the healthcare system is to blame [www.businessinsider.com]

ที่มา    https://www.hfocus.org/content/2019/10/17970




 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2562   
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2562 21:28:35 น.   
Counter : 1128 Pageviews.  

คดีทางปกครอง เกี่ยวกับ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล กับ เวชระเบียนในความครอบครองควบคุมดูแลรักษา ของ รพ









คดีทางปกครอง เกี่ยวกับ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล กับ เวชระเบียนในความครอบครองควบคุมดูแลรักษา ของ รพ
ที่มา FB@สมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=2525433490879939&id=658454437577863


สิทธิผู้ป่วย ...  คำประกาศ "สิทธิ"และ"ข้อพึงปฏิบัติ" ของผู้ป่วย .... วันที่ประกาศ ๑๒ สค. ๒๕๕๘
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=23-12-2007&group=4&gblog=1

กฏหมาย แพทย์ต้องรู้ ( ผู้ป่วยและญาติ ก็ควรรู้ )    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=07-10-2014&group=7&gblog=184

ความรู้เกี่ยวกับ ใบรับรองแพทย์     
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=06-01-2008&group=4&gblog=5


 




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2562   
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2562 13:36:55 น.   
Counter : 1091 Pageviews.  

เจอข้อมูลข่าวสารสุขภาพออนไลน์ ทำไงจึงไม่ถูกหลอก ? โดย มะไฟ



ทุกวันนี้เรามีข้อมูลทางสุขภาพที่ถูกแชร์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก ด้วยความที่ใครๆ ก็สามารถเขียนข่าวเขียนบทความแล้วแชร์ไปให้คนอื่นได้ง่ายๆ การเผยแพร่ข่าวสารที่เป็นเท็จหรือความเชื่อที่ไม่ถูกต้องจึงเกิดขึ้นมากเป็นเงาตามตัว (ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งที่มีผลประโยชน์แอบแฝงและไม่มี) แล้วเราจะทำยังไงจึงจะไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อของข้อมูลลวงเหล่านี้? ไปดูวิธีกันฮะ!
...

การพิจารณาสื่อออนไลน์เกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพที่เราได้รับมานั้น อาจจะพิจารณาแยกเป็นประเด็นได้คือ 1.แหล่งที่มาของข้อมูล 2.เนื้อหาภายใน และ 3.เอกสารอ้างอิง (ถ้ามี) เราจะดูกันยังไงบ้างในแต่ละข้อ?

1.แหล่งที่มาของข้อมูล ในกรณีที่เราได้รับทราบข่าวนั้นจาก account ทางการของสถาบันทางการแพทย์หรือสาธารณสุข หรือ account ของบุคลากรทางการแพทย์/สาธารณสุขที่เชื่อถือได้ และไม่มีผลกำไรหรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง จะทำให้เรามั่นใจได้มาก ว่าข่าวสารข้อมูลนั้นน่าจะเป็นจริง ... ในขณะที่ข้อมูลที่ถูกแชร์ต่อๆ กันมาผ่าน social media หรือห้องแชทต่างๆ โดยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมีที่มาจากที่ไหน มีการแอบปรับเปลี่ยนข้อความเนื้อหาก่อนจะส่งต่อหรือไม่ ข้อมูลแบบนี้มีโอกาสที่จะเป็นข่าวลวงสูง ให้คิดไว้ก่อนว่าไม่ควรเชื่อถือ

2.เนื้อหาภายใน เนื้อหาที่นำเสนอควรจะเป็นไปได้ด้วยหลักทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่รู้และเข้าใจกันโดยสากล (ข้อนี้มีสิ่งที่ต้องระวังคืออาจจะมีการแอบอ้างกลไกหรือเหตุผลบางอย่าง ที่จริงๆ ถูกกุขึ้นมา หรืออาจยังไม่มีการพิสูจน์ และยังไม่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป) ... โดยส่วนใหญ่แล้วเรื่องทางการแพทย์มักจะไม่มียาวิเศษที่จะรักษาโรคใดๆ ได้แบบทันทีหรือใช้ได้แบบครอบจักรวาล ดังนั้นถ้ามีการอ้างว่าสมุนไพรตัวนั้นสารตัวนี้สามารถรักษาได้ทุกโรค แก้มะเร็งได้ทุกชนิด ให้คิดไว้ก่อนว่าน่าจะเป็นข่าวปลอมฮะ

3.เอกสารอ้างอิง ในกรณีที่มีเอกสารอ้างอิง ควรลองเปิดดูในอินเตอร์เน็ตและค้นข้อมูลว่า แหล่งข้อมูลที่ว่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ต้นฉบับเขียนว่าอย่างไร มีบ่อยครั้งที่มีการอ้างข้อมูลจากแหล่งที่มีจริง แต่เนื้อความถูกบิดเบือนไประหว่างการแปลหรือสรุปความ (ทั้งที่จงใจและไม่จงใจ) สิ่งที่เห็นบ่อยๆ ในข่าวปลอมอย่างหนึ่งคือการพยายามแอบอ้างชื่อบุคคลหรือสถาบันที่ดูน่าเชื่อถือ เพื่อให้ดูว่าเป็นข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นแม้จะมีการอ้างอิงชื่อบุคคลหรือสถาบันที่น่าเชื่อถือ ก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อเสมอไปนะฮะ

แล้วเราจะทำยังไงดีเพราะใน 3 ข้อที่กล่าวข้างต้นนี้ หลายครั้งเราเองก็ไม่สามารถรู้ได้ทุกอย่าง ให้ถือหลักไว้ว่า อะไรก็ตามที่เรา "ไม่มั่นใจ" ว่าจะเป็นของจริง จง "อย่าแชร์" สิ่งนั้น เพราะเราอาจตกเป็นเหยื่อและเครื่องมือของกระบวนการเผยแพร่ข่าวลวงทางสุขภาพได้ อย่าลืมนะฮะว่าถ้าเป็นข่าวจริงข้อมูลจริง แม้เราจะไม่แชร์เดี๋ยวสักพักก็จะมีผู้รู้ออกมาประกาศออกมาประชาสัมพันธ์ให้ทราบอยู่ดี (แค่เพื่อนฝูงเราอาจจะรู้ช้าไปบ้าง) แต่ถ้าเป็นข่าวปลอมแล้วเราแชร์ไป เพื่อนฝูงของเราจะได้รับพิษจากข่าวลวงก็เป็นได้ ที่หวังดีจะกลายเป็นร้ายซะเปล่าๆ ฮะ..

นอกจากนี้สิ่งที่พอกระทำได้ก็คือ การสอบถามบุคคลที่มีความรู้และเรามั่นใจว่าเชื่อถือได้ ว่าข้อมูลนี้เป็นจริงหรือไม่ นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเว็บไซต์ต่างๆ ที่คอยสอดส่องข้อมูลข่าวลวง เช่น "ชัวร์ก่อนแชร์" ซึ่งเราสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ฮะว่าข่าวที่เราได้รับมานี้จริงหรือไม่จริง

มะไฟก็หวังว่า หลังจากอ่านจบแล้วทุกคนคงจะมีภูมิต้านทานต่อข่าวลวงมากขึ้นไม่มากก็น้อย ตอนนี้มะไฟขอตัวก่อนนะฮะ มะไฟ (ตัวจริง) โดนตามไปดูลูกแล้วละฮะ.. โชคดีทุกคน แล้วเจอกันใหม่เมื่อมีโอกาสนะฮะ! สวัสดีฮะ!



**ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของ Series "เรื่องหมอง้ายง่าย..กับมะไฟ" แล้วฮะ ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตามกันมาถึง 68 ตอน ต่อจากนี้มะไฟไม่ได้เขียนลงมติชนสุดสัปดาห์แล้วเนื่องจากภาระที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถเขียนบทความและวาด infographic ได้ทันทุกอาทิตย์ แต่ในหน้า Facebook มะไฟจะยังมา update เรื่องราวสาระต่างๆ เป็นระยะๆ สามารถติดตามต่อได้นะฮะ!

เดรดิต FB @มะไฟ  https://www.facebook.com/Mafai.the.dragon/
https://www.facebook.com/Mafai.the.dragon/photos/a.354182974785238/1059739820896213/?type=3&theater

 




 

Create Date : 11 สิงหาคม 2562   
Last Update : 11 สิงหาคม 2562 22:12:13 น.   
Counter : 1828 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]