Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรมในแพทยสภา



กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรมในแพทยสภา

นาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์
กรรมการแพทยสภา


แพทยสภาเป็นองค์กรวิชาชีพวิชาการ ถูกจัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม ๒๕๒๕ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม(แพทย์)ให้ถูกต้องตามจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพวิชาการ ตามมาตรา ๗ แห่ง พระราชบัญญัติฯ

ประเทศไทยในฐานะ “นิติรัฐ” (Law Binding State) โดยขอบเขตอำนาจแห่งรัฐ “รัฎฐาธิปัตย์” (Sovereignty) องค์กรนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อ “ให้เกิดความสุขสงบเรียบร้อยขึ้นในสังคม” ในด้านวิชาการวิชาชีพแพทย์ อันหมายถึง “ประชาชนยังคงยินดีและไว้วางใจในการเดินไปให้แพทย์ตรวจรักษา-เยียวยา” และในทางกลับกัน “แพทย์ยังคงมีความชื่นชมยินดี-ด้วยจิตวิญญาณ-เมื่อเห็นประชาชนเดินเข้ามาพึ่งพา” ไม่ได้ถูกบังคับให้ทำงานเพียงแค่ “ทำตามหน้าที่”

องค์ประกอบของคณะกรรมการแพทยสภาประกอบด้วย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมอนามัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ทั้ง ๑๙ คณะ ศิริราช จุฬาฯ รามาฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา เป็นต้น และเจ้ากรมแพทย์ทหารบก เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ แพทย์ใหญ่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม ๒๖ ท่านและกรรมการจากการเลือกตั้งโดยแพทย์ ๓ หมื่นกว่าคนทั่วประเทศอีก ๒๖ ท่าน รวม ๕๒ คน

เป็นองค์คณะที่ใช้อำนาจ “รัฎฐาธิปัตย์” (Sovereign Authority) ในกรอบอำนาจแห่งรัฐตาม พรบ.วิชาชีพเวชกรรม คณะกรรมการดังกล่าวมีลักษณะเป็น “นิติบุคคล” ตามมาตรา ๖

ภายใต้ “นิติบุคคล” ดังกล่าวให้มีองค์กรทางวิชาการ ในการกำหนด “มาตรฐานวิชาการวิชาชีพ”(Standard of Practice) ในการแพทย์สาขาต่างๆอีก ๑๔ ราชวิทยาลัย อันได้แก่ ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น ราชวิทยาลัยแพทย์ต่างๆดังกล่าวเป็น “องค์กรลูก” ด้านวิชาการ ภายใต้นิติบุคคลแพทยสภา ได้รับมอบหมายให้ “กำหนดกรอบมาตรฐานทางวิชาการ-วิชาชีพ” ว่าการกระทำเช่นนี้ การรักษาเช่นนั้น...”ที่ถูก” เป็นอย่างไร “ที่เป็นมาตรฐาน” เป็นอย่างไร โดย “เนื้อความมาตรฐานวิชาการดังกล่าว” จากราชวิทยาลัยแพทย์จะถูกนำเสนอขึ้นสู่ “นิติบุคคล”แพทยสภา เห็นชอบและตราเป็น “ข้อบังคับแพทยสภา” ซึ่งมีศักดิ์เป็น “กฎกระทรวง” ซึ่งเป็นกฎหมายตราในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

ดังนั้น “มาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพเวชกรรม” สาขา-ประเด็นต่างๆมีลักษณะและศักดิ์เป็น “กฎหมาย”...ตามขอบเขตที่ “รัฎฐาธิปัตย์”ใช้อำนาจรัฐผ่านองค์คณะแพทยสภา เพื่อให้เกิดความสุขสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

นอกจากอำนาจทาง “นิติบัญญัติ” หรือการตรากฎหมายที่ “รัฎฐาธิปัตย์”ได้มอบไว้ให้แก่แพทยสภาแล้วนี้ องค์คณะนี้ยังได้รับอำนาจ “กระบวนการยุติธรรม” (Process of Equity) เพื่อผดุงความยุติธรรมตามหมวด ๕ ว่าด้วยการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรา ๒๖-๓๙ โดยคณะกรรมการมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดลงโทษแพทย์ผู้กระทำผิด มาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพและผิดจริยธรรม อันหมายถึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต ตามกรอบแห่งจริยศาสตร์ที่แพทย์พึ่งกระทำต่อผู้ป่วยโดยมีบทลงโทษคือ ๑ ว่ากล่าวตักเตือน ๒ ภาคทัณฑ์ ๓ พักใช้ใบอนุญาต ๔ เพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งเป็น “เครื่องมือ” (Impeachment Tools) เพื่อให้ “กระบวนการยุติธรรม” ตามที่รัฎฐาธิปัตย์มอบอำนาจไว้ศักดิ์สิทธิ์และสัมฤทธิ์ผล กระบวนการยุติธรรม (Process of Equity) และ “เครื่องมือ”ในการลงโทษ (Impeachment Tools) ดังกล่าวกระทำภายใต้กรอบอำนาจแห่งรัฎฐาธิปัตย์ได้มอบหมาย...ลงโทษต่อ “บุคคล” คือเป็น “นิติสัมพันธ์”แบบ “อำนาจรัฐ” กระทำต่อ “บุคคล” เป็นอำนาจทางปกครองกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงและกระบวนการวินิจฉัยตัดสิน คดีความทางการแพทย์ทั้งหมดได้ดำเนินการตาม “พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองปี ๒๕๔๒” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “กระบวนการ”ที่ถูกต้อง ครบถ้วนและเป็นธรรม

ลักษณะคดีที่เข้ามายังแพทยสภามีลักษณะข้อกล่าวโทษเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆคือ
๑ คดีผิดมาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพ(Standard of Practice)
๒ คดีผิดจริยธรรม(Medical Ethics)


๑ ในเรื่องมาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพนั้น(Standard of Practice) ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า “มาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพ” ผ่านข้อบังคับแพทยสภาซึ่งตราลงในราชกิจจานุเบกษานั้น “เป็นกฎหมาย” กฎหมายดังกล่าวมีความชอบธรรม (legitimacy) ในขอบเขตอำนาจ “นิติรัฐ” “รัฐไทย” (Thai Sovereignty)

...ไม่สามารถนำไปใช้กล่าวอ้างได้ในขอบเขตของอำนาจรัฐอื่นๆ....
...ในทางกลับกัน...”มาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพของขอบเขตอำนาจรัฐอื่น...ก็ไม่มีผลทางกระบวนการยุติธรรมใน “รัฐไทย” ไม่ว่าจะอ้างอิงมาจาก “รัฐที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า หรือต่ากว่า” “รัฐไทย”

(หมายเหตุ-เช่น กฎหมายมาตรฐานจราจร-การขับขี่จักรยานยนต์-มอเตอร์ไซด์-ต้องสวมใส่หมวกนิรภัยตามกฎหมายไทย ซึ่งเหมือนกับประเทศที่พัฒนากว่าไทย แต่ไม่ผิดกฎหมายในบางประเทศที่เศรษฐกิจด้อยพัฒนากว่าไทย ขณะเดียวกันการขับขี่จักรยานสองธรรมดา กฎหมายไทยและประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเราไม่ได้ระบุให้ต้องสวมหมวกนิรภัย แต่ผิดกฎหมายในประเทศตะวันตก หากขี่จักรยานไม่สวมหมวกนิรภัยเป็นต้น---บริบทและภาวะวิสัยแตกต่างกัน)

ดังนั้นในเรื่อง “มาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพเวชกรรม(แพทย์)” รัฎฐาธิปัตย์ได้มอบหมายให้องค์คณะนี้ใช้อำนาจเต็มทั้ง อำนาจ “นิติบัญญัติ” และ”กระบวนการยุติธรรม” หากหน่วยงานใดมี “ข้อสงสัย” เพื่อ “ตีความ”ในเรื่อง “มาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพเวชกรรม(แพทย์)” มติขององค์คณะดังกล่าวถือเป็นอัน “ยุติ” เพื่อให้เกิดความ “ยุติธรรม” หรือ ธรรมอันเป็นที่ยุติ

ในขอบเขต “รัฎฐาธิปัตย์” ไทย “มาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพ” ซึ่งเป็นกฎหมายมีมาตรฐานเดี่ยว (Singularity of Standardized) หากมีหน่วยงานใด ในขอบเขตอำนาจ “รัฐไทย” ต้องการ “กำหนดมาตรฐานใหม่”...ไม่ว่าจะคัดลอกมาจากประเทศที่มีเศรษฐกิจพัฒนาสูงกว่าหรือต่ำกว่าไทย หรือสอบทานความเห็นจากบุคคลซึ่งกล่าวอ้างว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ถือว่ามีศักดิ์ต่ำกว่า หรือเป็น “โมฆะ” เนื่องจากเป็น “ความเห็น” ไม่ใช่ “กฎหมาย”


๒ ในคดีความซึ่งกล่าวโทษว่า แพทย์ผิดจริยธรรม(Medical Ethics) กล่าวคือแพทย์ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความไม่สุจริต ขัดต่อศีลธรรมอันดี..ในบริบทต่างๆของสังคม ตามแต่ภาวะวิสัยและพฤติการณ์นั้นๆ คดีนั้นๆ แพทย์อาจจะไม่ผิดจริยศาสตร์ในแง่มุมวิชาชีพแต่อาจจะผิดจริยศาสตร์ในกฎหมายอื่นๆของบ้านเมือง เช่น การละเมิด(Violate) หมิ่นประมาท(Libel) ซึ่งแพทย์ต้องเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายอื่นๆต่อไป

หากแต่เป็นข้อกล่าวโทษ “ร่วม” ทั้งเรื่อง “มาตรฐาน”(Standard) ตามข้อ ๑ ร่วมกับ เรื่อง ละเมิด(Violate) ตามข้อ ๒ ด้วยนั้น

ในส่วนของคดี “มาตรฐาน”ต้องยึดหลัก Singularity of Standardized เพื่อมิให้เกิดความสับสนต่อ แพทย์ผู้ปฎิบัติงานอีกกว่า ๓ หมื่นคนทั่วประเทศ (หมายเหตุ-เช่น ขับขี่จักรยานยนต์ ใส่หมวกนิรภัย-เปิดไฟหน้า-มีใบขับขี่-ไม่เสพของมึนเมา-ขับความเร็วไม่เกินกำหนด ใช้ความระมัดระวัง “ถูกมาตรฐาน” แต่ก็ยังเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน ซึ่งถูกร้องเรื่องกระทำละเมิด เป็นการละเมิด ไม่ใช่ฐาน “ผิดมาตรฐาน” หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โทษต่ำกว่า กระทำผิดละเมิดร่วมกับผิดมาตรฐานในคดีเดียวกัน)

คดีความที่ร้องมาที่แพทยสภา ทั้งเรื่องมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมนั้นในปีหนึ่งๆมีประมาณกว่า ๒๐๐ คดี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของสังคมและวิทยาการการรักษาโรค ประมาณ ๑ ใน ๖ หรือประมาณ ๓๐ คดีต่อปี พบว่าแพทย์ “ผิดจริง”...องค์คณะนี้ได้ใช้อำนาจทางปกครองลงโทษแพทย์ ตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต...คือ “สิ้นสภาพ”ความเป็นแพทย์ กลายเป็น “บุคคลธรรมดา” “สิ้นสิทธิ์” ตามอำนาจแห่ง “รัฐไทย” ในการรักษา-ให้ยา-ผ่าตัด ผู้ป่วยในขอบเขตอำนาจแห่งรัฐไทยได้อีก

บทบาทของ “แพทยสภา” ในฐานะ “นิติบุคคล” ซึ่งเป็น องค์คณะซึ่งได้รับอำนาจจาก “รัฎฐาธิปัตย์” ให้กำหนดมาตรฐานและควบคุมมาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพเวชกรรม(แพทย์) ทั้งอำนาจ “นิติบัญญัติ” และอำนาจ “กระบวนการยุติธรรม” คือ ธรรมอันเป็นที่ “ยุติ” เพื่อให้ “รัฐไทย”เกิดความสุขสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในด้านการแพทย์ และ “รัฐไทย” มีมาตรฐานวิชาการ-วิชาชีพแพทย์มาตรฐานเดียวซึ่งแพทย์ทุกคนต้องถือปฎิบัติ

หากหน่วยงานใดภายใต้ขอบเขตแห่ง “รัฎฐาธิปัตย์”(Sovereignty)) มีข้อ “สงสัย”ต้องการการ “ตีความ” “มาตรฐานวิชาการ” ตามราชกิจจานุเบกษาดังกล่าว “ความเห็น” ขององค์คณะแพทยสภาถือเป็นอัน “สิ้นสุด” เพื่อให้ “รัฐไทย” มีมาตรฐานวิชาการทางการแพทย์มาตรฐานเดี่ยว ไม่ได้มี สอง...สามมาตรฐานทั้งนี้ เพื่อ “ให้เกิดความสุขสงบเรียบร้อยขึ้นในสังคม” ในด้านวิชาการวิชาชีพแพทย์ อันหมายถึง “ประชาชนยังคงยินดีและไว้วางใจในการเดินไปให้แพทย์ตรวจรักษา-เยียวยา” และในทางกลับกัน “แพทย์ยังคงมีความชื่นชมยินดี-ด้วยจิตวิญญาณ-เมื่อเห็นประชาชนเดินเข้ามาพึ่งพา” ไม่ได้ถูกบังคับให้ทำงานเพียงแค่ “ทำตามหน้าที่” ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตย์อยู่กับท่านผู้อ่านทุกท่านที่รักในสันติสุขที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามอบให้ด้วยเทอญ
---------------------------------------------------------------------------------------







Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2555 14:26:51 น. 0 comments
Counter : 1477 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]