Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

แพทย์ต้องการความมั่นคง สังคมต้องการผู้เชี่ยวชาญ ผ่าปัญหา ‘หมอสมองไหล’ กับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา



แพทย์ต้องการความมั่นคง สังคมต้องการผู้เชี่ยวชาญ ผ่าปัญหา ‘หมอสมองไหล’ กับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

แนวคิดการเพิ่มอัตรา “ค่าปรับ” กับแพทย์ที่เรียนจบแล้วผิดสัญญาไม่ทำงานในโรงพยาบาลรัฐ จาก 4 แสนบาท เป็น 5 ล้านบาท ของ นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อแก้ปัญหาแพทย์ “สมองไหล” จากภาครัฐสู่ภาคเอกชนนั้น ได้รับทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ

ในมุมหนึ่งมีเสียงสนับสนุนว่า “ยาแรง” ขนานนี้จะช่วยยับยั้งปัญหาให้หยุดชะงักลงได้ ทว่าในอีกมุมหนึ่งกลับมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (ขอบคุณภาพจาก WAY Magazine.org)

สำนักข่าว HFocus พูดคุยกับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข เพื่อฉายภาพปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

“ถ้าพูดตรงๆ แนวคิดนี้คงไม่ได้แก้ไขปัญหาทั้งหมด” อาจารย์ธีระวัฒน์ เริ่มบทสนทนาอย่างตรงไปตรงมา

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ อธิบายว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่าซับไพร์มของแพทย์ในประเทศไทยไม่เพียงพอ เพราะที่ผ่านมาเราพุ่งเป้าพิจารณากันแต่ในเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้มองในรายละเอียดว่าแพทย์ยังมีชีวิตอยู่เท่าใด อยู่ในพื้นที่เท่าใด และช่วงอายุเท่าใด

ทั้งนี้ ทางแพทยสภา โดย พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รักษาการเลขาธิการแพทยสภา ได้รวบรวมข้อมูลจนถึงปลายปี 2561 พบว่าจริงแล้วๆ บุคลากรที่เป็นกำลังสำคัญในการบริบาลทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน หรือโรงเรียนแพทย์ในรูปของแพทย์ประจำบ้านนั้น ส่วนใหญ่เป็นแพทย์อายุน้อยทั้งสิ้น

“เวลาเราพูดถึงปัญหาแพทย์กระจุกตัวไม่กระจาย โดยมักพูดกันต่อว่าจริงๆ แล้วกำลังคนเพียงพอนั้น แท้ที่จริงแล้วมันไม่เพียงพอ เพราะว่าช่วงอายุของการทำงานจริงๆ มีอยู่แค่ 2-3 หมื่นคนเท่านั้น” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้แพทย์ “กระจุกตัวไม่กระจาย” ก็ต้องถามต่อว่าเหตุใดแพทย์จึงอยู่ไม่ได้ในระบบ ?

----- แพทย์ต้องการความมั่นคง สังคมต้องการ ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ -----

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้แพทย์อยู่ไม่ได้ในระบบมีหลากหลาย เริ่มตั้งแต่ 1.ภาระงานมีมากเกินไปในขณะที่กำลังคนมีจำกัด 2.ผู้ป่วยมีความต้องการรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสูงขึ้น ฉะนั้นคนที่อยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเกิดความอึดอัด เพราะไม่สามารถสร้างความพอใจให้กับตนเองและผู้ป่วยได้

“ประการแรกคือแพทย์ทนไม่ไหว ประการต่อมาคือเรื่องของความก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าในอาชีพ ความก้าวหน้าทางวิชาการ รวมไปถึงความมั่นคงในชีวิตและครอบครัวของตัวเอง ตรงนี้จะเห็นได้ว่าแพทย์ที่ใช้ทุนเสร็จเรียบร้อยก็มักจะกลับมาเรียนต่อ ซึ่งการเรียนต่อตรงนี้เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการเผชิญชีวิตต่อภายภาคหน้า

“เพราะต้องยอมรับว่าสังคมในปัจจุบันนี้ต่างร้องเรียกหาผู้เชี่ยวชาญ ประชาชนต้องการตรวจ รักษา ผ่าตัดกับผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นแพทย์ก็ต้องหาอะไรที่ตอบสนองความต้องการของสังคม และตอบสนองความมั่นคงของตัวเองด้วย ในกรณีนี้ต้องถามคำถามต่อว่าแล้วจะแก้ไขปัญหากันอย่างไร” อาจารย์ธีระวัฒน์ ตั้งคำถาม

อาจารย์แพทย์รายนี้ ตั้งประเด็นต่อว่า ทางออกของปัญหาคือการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งทะลักออกไปข้างนอกจนแก้ปัญหาการกระจุกตัวได้เองเช่นนั้นหรือ และในขณะที่แพทย์ทะลักออกไปข้างนอกแล้วทุกคนยังเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ เมื่อแพทย์ไม่สามารถแข่งขันกันได้ในเมืองใหญ่ก็จะกระจายออกไปด้านนอกเองเช่นนั้นหรือ

“การแก้ไขปัญหาในลักษณะนี้มักพบได้ในเมืองใหญ่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งที่สุดแล้วระบบเช่นนี้ในตอนท้ายก็ล่มจม เพราะด้วยวิทยาการอะไรต่างๆ มันมุ่งตรงไปที่การรักษา เมื่อพุ่งเป้าไปที่การรักษาแล้วก็จะนำมาซึ่งนวัตกรรม เช่น หุ่นยนต์ เทคโนโลยี หรือเครื่องมือหัวใจเทียม ปอดเทียม ฯลฯ

“แต่ที่มาของนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญเหล่านี้ ก็คือเงินทองงบประมาณมหาศาลที่ต้องใช้มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นหากปล่อยให้เป็นไปในลักษณะนี้โดยที่ไม่กลับมามองถึงประเด็นสำคัญคือเรื่อง “การส่งเสริมป้องกัน” และ “ความตระหนักรู้ในสภาพความเป็นจริงของประชาชนเอง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุด ก็คงมีปัญหาตามมา” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุ

----- สร้างบรรยากาศตระหนักรู้สุขภาพ หนุน ปชช.ดูแลตัวเอง -----

ในฐานะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ชี้ประเด็นว่า ทางออกของปัญหาคือประชาชนเองต้องตระหนักว่าการดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งต้องเป็นไปในลักษณะเดียวกับความตระหนักรู้ในเรื่องของการอ่านออกเขียนได้ แต่สิ่งที่ต้องมีมากกว่านั้นคือการรับรู้ถึงความสำคัญของสุขภาพ และการรับรู้ว่าโรคต่างๆ ไม่เกิดขึ้นมาภายใน 5-10 ปี หากแต่เป็นการสะสมมาอย่างยาวนานเป็น 10-20 ปี แล้วจึงแสดงอาการออกมา

“คำถามก็คือจะทำอย่างไรให้ความตระหนักรู้เช่นนี้เกิดขึ้นมาได้ ส่วนตัวคิดว่านั่นคือระบบการศึกษา ซึ่งไม่ใช่การศึกษาของแพทย์ แต่เป็นการศึกษาตั้งแต่เด็กอนุบาล การศึกษาในครอบครัว ซึ่งทำให้เกิดความตระหนักรู้ในเรื่องนี้ เมื่อตระหนักรู้แล้วก็จะทำให้การป้องกันได้ผล” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

สำหรับการป้องกันที่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวถึงในข้างต้นนั่นคือการป้องกันในตัวเอง แต่ยังมีการป้องกันอีกส่วนหนึ่งคือการป้องกันโดย “หน่วยงานรัฐ” ซึ่งการให้ความรู้โดยภาครัฐนั้นจะต้องอยู่ในพื้นที่นั้นๆ และนั่นคือที่มาของ “ระบบสาธารณสุขมูลฐาน” ที่พยายามจะเปลี่ยนสถานีอนามัยให้มีความพร้อมมากขึ้น กำหนดให้มีแพทย์ประจำเพื่อให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที

“ในกรณีนี้หากนำแพทย์ลงไปเฉยๆ ก็จะมีความยากเย็นแสนเข็ญ เพราะตลอด 15 ปี ที่ผ่านมา ที่ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) เดิมทีในอดีตหากเริ่มต้นด้วยการคัดกรองบุคคลที่มีความเสี่ยงเป็นโรค แล้วเริ่มป้องกันตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว ปัจจุบันจะไม่มีคนไข้เดินเข้าโรงพยาบาลมากมายเช่นนี้

----- โน้มน้าวด้วยสวัสดิการ – ผลิตผู้เชี่ยวชาญเพื่อชุมชน -----

“เพราะฉะนั้นเรื่องระบบสาธารณสุขมูลฐานในขณะนี้ ถ้าส่งหมอเข้าไปในพื้นที่เมื่อใด หมอคนนั้นต้องรอบจัด คือต้องเป็นหมอที่เก่ง เก่งพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เฉียดเต็มขั้น หรือเข้ามาครึ่งทางของตัวโรคแล้ว แต่ถ้าหากคนที่ลงไปตรงนั้นเป็นแค่หมอที่ให้ความรู้ การป้องกันเท่านั้นคงไม่เพียงพอ เพราะประชาชนเริ่มกลัวตายขึ้นมาแล้ว เขาเห็นว่าเบาหวาน น้ำตาล สูงมากแล้ว

“ประเด็นคือในขณะนี้หมอไม่ใช่แค่การคัดกรองคนที่เริ่มป่วย แต่เป็นการลงไปเพื่อรักษาคนที่ป่วยแล้ว และป่วยมาครึ่งทางแล้ว เพราะฉะนั้นความยากของมันก็คือถ้าหากจะนำหมอที่รอบจัด หรืออยู่ในระดับเช่นนี้ลงไปในพื้นที่ได้ ก็จะต้องดึงหมอที่กำลังกระจุกตัวอยู่ในขณะนี้ ด้วยการให้ความสำคัญเขา ให้ชื่อเสียง ให้เขารู้สึกว่าเขามีเกียรติ เขากำลังทำหน้าที่สำคัญ และที่สำคัญคือเขาต้องสามารถเลี้ยงตัวได้ และสามารถเลี้ยงครอบครัวได้"

“ดังนั้นการดำเนินการก็คือเริ่มนำเอาผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีอยู่แล้วแต่ยังกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ อาจจะต้องจูงใจว่าแทนที่จะแก่งแย่งกันในเมืองอย่างยากลำบาก ลองไปอยู่ในบรรยากาศสบายๆ คุณภาพชีวิตดีๆ ในพื้นที่ แล้วยังได้ค่าตอบแทนมหาศาล โดยคิดค่าตอบแทนตามภาระงานที่เกิดขึ้น คือทำงานมากก็ควรได้ค่าตอบแทนมาก” อาจารย์ธีระวัฒน์ ลำดับความเชื่อมโยงของปัญหา

เขา กล่าวอีกว่า หากเป็นเช่นนี้ ในอนาคตเมื่อแพทย์เรียนจบแล้วใช้ทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาจะกลับมาศึกษาต่อหรือฝึกเป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ของเขา ควรจะฝึกอบรมให้เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ในภูมิลำเนาของตัวเอง เช่น ในเขตนั้นมีโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอยู่หลายแห่งก็ให้แพทย์ไปศึกษาอยู่ที่นั่น แล้วจบออกมาก็ไปอยู่ในภูมิลำเนาในโรงพยาบาลที่อยู่ในระบบสาธารณสุขมูลฐาน โดยมีพี่เลี้ยงอยู่ในเขตตรงนั้นด้วย

----- ฉายสภาพความเป็นจริง - เปลี่ยน ‘Mindset’ ของรัฐบาล -----

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างรูปธรรมให้เกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ศ.นพ.ธีระวัฒน์ บอกว่า หากต้องการทำให้แนวคิดข้างต้นประสบผลสำเร็จ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยน “Mindset” หรือกระบวนการทางความคิดของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐใหม่

“เราต้องเปลี่ยน mindset ของ ก.พ. (คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) รวมถึงสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง คือในหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านี้ จะคิดถึงเรื่องการตัดเงิน การตัดงบ แต่ไม่ได้คิดถึงความจำเป็น แม้ว่าความจำเป็นจะมีอย่างมหาศาล แต่เขาไม่ฟังหรอก เขามีหน้าที่ตัดเฉยๆ ดังนั้นหากเราทำให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณเข้าใจในสภาพความเป็นจริง ก็คิดว่าน่าจะสามารถพูดจากันได้” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุ

สำหรับเรื่องของงบประมาณนั้นนับเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องพูดกันต่อ “อาจารย์ธีระวัฒน์” ยืนยันว่า ระบบหลักประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศไทย แต่จำเป็นต้องทำให้ประเทศเห็นปัญหาร่วมกันว่า ในโรคๆ หนึ่ง หรือในโรคเดียวกันนั้น หากเพิ่งเกิดขึ้นจะรักษาได้รวดเร็ว แต่หากเป็นมากแล้วจะรักษายาก มีความซับซ้อน และใช้งบประมาณมหาศาล

ดังนั้นเวลาที่จะพูดให้ประชาชนตระหนักรู้ จำเป็นต้องพูดความจริงว่าประเทศกำลังประสบปัญหาอะไรอยู่ ฉะนั้นสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต้องเลิกพูดว่า ขณะนี้ให้สิทธิประโยชน์ตรงนั้นตรงนี้เพิ่มขึ้น แต่รัฐบาล กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข หรือแม้แต่ สปสช.ต้องออกมาพูดด้วยเสียงเดียวกันว่าตัวเลขจริงๆ เป็นอย่างไร คนไข้ที่เป็นโรคแล้วเข้าโรงพยาบาลรัฐ มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงๆ โดยไม่คิดกำไรเป็นเท่าใด

“ต้องพูดความเป็นจริงกันว่าเราใช้งบประมาณไปเท่าใด มีแพทย์มีพยาบาลกี่คนมาช่วยในการรักษาผู้ป่วยในห้องไอซียู หรือผ่าตัดใหญ่เท่าใด คือชี้ให้เขาเห็นว่าเราใช้กำลังคน กำลังเงิน เครื่องมือ อุปกรณ์ ทรัพยากรต่างๆ ไปเท่าใด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องเห็นและต้องร่วมกันรับรู้ว่า ถ้าเขาไม่ดูแลตัวเองหรือไม่ปฏิบัติตัวให้ดี ระบบสาธารณสุขทั่วประเทศก็จะล่ม” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ พูดชัด

----- ระบบสาธาณสุขของชาติล่ม ‘คนจน’ ก้มหน้ารับเคราะห์กรรม -----

ระบบสาธารณสุขทั่วประเทศล่มแล้วเป็นอย่างไร ? ในฐานะกรรมการปฏิรูปซึ่งเห็นภาพกว้างของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย เขา อธิบายว่า เมื่อระบบสาธารณสุขของประเทศล่ม ผลกระทบจะเกิดขึ้นกับคนจน ซึ่งเป็นคนด้อยโอกาสเป็นอันดับแรก

“ถ้าประชาชนไม่ดูแลตัวเองเช่นนี้ เมื่อระบบล่มคนจนก็จะตายก่อน ซึ่งจริงๆ แล้ว คนจนหรือคนด้อยโอกาสคือกลุ่มคนที่ควรได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก แน่นอนว่าเมื่อเขาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เราก็ต้องให้เขาหมด แต่หากเขาเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้ เราก็จะให้เขาเฉพาะในสิ่งที่เขาขาดแคลน และที่ต้องเข้าใจต่อก็คือไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับในระดับเดียวกัน

“อย่างคนขี่รถเบนซ์มาแล้วใช้สิทธิ 30 บาท ก็เป็นเรื่องที่น่าหดหู่ เพราะเขาเหล่านั้นสามารถเข้าถึงแพทย์และการรักษาได้โดยกลไกต่างๆ อาจจะไม่ได้ยืนต่อแถวเอง หรือมีความสนิทสนมเกรงอกเกรงใจกัน ดังนั้นอีกประเด็นที่ต้องพูดกันต่อคือ “ความเสียสละของคนไทย” ซึ่งก็คือการรู้ว่าตัวเองพออยู่ได้ และยังมีคนอื่นที่ลำบากมากกว่าเราอีกเป็น 10 ล้านคน เราก็ไม่ควรเอาตรงนี้เพื่อที่จะแบ่งไปให้คนอื่น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเปลี่ยน Mindset ของคนไทยทั้งประเทศด้วย” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

ในฐานะที่เป็นแพทย์และอาจารย์แพทย์ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ให้ภาพต่อไปว่า แพทย์ที่รักษาคนไข้ไม่ได้จะรู้สึกเป็นทุกข์ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยากลำบากไม่ได้ หนำซ้ำตัวเองยังดูแลครอบครัวของตัวเองไม่ได้ด้วย ดังนั้นคนไข้เห็นแพทย์ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าแพทย์ก็มีความทุกข์ ขณะเดียวกันแพทย์ย่อมเข้าใจว่าคนไข้ที่เดินมาหานั้นมีความทุกข์มหาศาล

“ถ้ามีความเห็นอกเห็นใจกันว่าต้องอยู่ได้ และต้องยอมรับว่าขณะนี้เราใช้เงินก้อนเดียวกัน ดังนั้นขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ต้องพูดความจริง ไม่ใช่มาด่ากันว่ารัฐบาลไม่ควรซื้อเรือดำน้ำ เพราะถึงไม่ซื้อเรือดำน้ำก็นำเงินนั้นมารักษาได้เพียงครู่เดียว เพราะขณะนี้ค่าใช้จ่ายมันมหาศาลมาก ผมคิดว่าในสถานการณ์นี้เราไม่ควรหาตัวผู้ร้าย หาแพะรับบาป อย่ามาหาว่ารัฐบาลไม่ดี รัฐบาลจะล้ม 30 บาท หรือจะโทษประชาชนว่าไม่ดี ไม่รู้จักดูแลตัวเอง

“คือถ้าเราเปลี่ยนการด่า การหาแพะ หาตัวผู้ร้าย มาเป็นการเข้าใจปัญหาอันหนึ่งอันเดียวกัน ผมคิดว่าถ้าไม่เปิดความหายนะที่เกิดขึ้นจริงให้ทุกคนรับทราบ ปัญหาจะไม่ได้รับการแก้ไขเลย” อาจารย์ธีระวัฒน์ ขมวดประเด็น

----- เรารักษาทุกโรคไม่ได้ – แนะรื้อใหญ่สิทธิประโยชน์ -----

การรักษาทุกโรคในมุมมองของ “ศ.นพ.ธีระวัฒน์” อาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน เขา ยืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่สามารถรักษาทุกโรคได้

อาจารย์แพทย์รายนี้ ขยายความว่า สิ่งที่ต้องคิดต่อจากนี้ก็คือยาที่จะนำมาใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพในแต่ละโรคนั้น ควรจะใช้ยาอะไรจึงจะมีความเหมาะสม นั่นเพราะปัจจุบันมีตำรับยาเป็นจำนวนมาก มีทั้งยาที่สามารถ “ชะลอ” โรคได้จริงๆ และยาที่ทำหน้าที่เพียง “บรรเทา” อาการเท่านั้น

“ยาที่ชะลอโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ต้องมาเป็นเบอร์ 1 แต่การใช้ยาในปัจจุบันเรากลับใช้ยาบรรเทาอาการ ยกตัวอย่างโรคมะเร็ง ซึ่งต้องใช้ยาให้สอดคล้องกับยีนส์ อย่างการรักษามะเร็งปอด หากใช้ยาตามยีนส์จะมีมูลค่ายา 1 ล้านบาท เราก็ควรกลับมาดูแล้วว่าใน 1 ล้านบาทนั้น ทำให้คนไข้อยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อได้กี่ปี เราจำเป็นต้องมีข้อมูลตรงนี้ ไม่ใช่อยู่ได้นานแต่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลตลอดเวลา

“เราต้องคิดนอกกรอบว่ายาที่เอามาใช้ในปัจจุบันมันเหมาะสมและจำเป็นหรือไม่ เราเข้าใจว่าทุกคนอยากให้คนรัก คนในครอบครัว หรือตัวเองมีชีวิตที่ยืนยาว แต่การจะยืดชีวิตคนออกไปนั้นเราต้องดูว่าเขาเหล่านั้นสามารถอยู่ต่อได้ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี หรือเป็นเพียงการยืดชีวิตเพื่อให้เขาทุกข์ทรมานต่อไป

“เราไม่ได้หมายความว่าถ้าไม่มีเงินแล้วจะปล่อยให้ตาย ไม่ใช่ แต่นี่เป็นหลักปฏิบัติว่าในเมื่อเราใช้เงินก้อนเดียวกัน เราก็ต้องตายด้วยกัน แต่คุณภาพชีวิตต้องดีไปจนถึงวันเสียชีวิต แต่หากคุณเปิด google ดูแล้วเจอว่าปัจจุบันมีนวัตกรรมการรักษาขนาดนี้แล้ว นั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องช่วยตัวเอง เราช่วยไม่ได้ ประเด็นก็คือต้องมีการทบทวนตำหรับยาใหม่ทั้งหมด” อาจารย์ธีระวัฒน์ เสนอ

มากไปกว่านั้น สิ่งที่จำเป็นต้องทำต่อไปก็คือการกลับมาทบทวนชุดสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพใหม่ทั้งหมด

“การมุ่งแต่เพิ่มสิทธิประโยชน์ขึ้นเรื่อยๆ ไม่สอดคล้องกับความจริงของประเทศ มันคือการสร้างผลงานเท่านั้น แต่การสร้างผลงานเหล่านั้นกลับสร้างภาระมากขึ้นๆ เพราะการให้สิทธิประโยชน์โดยที่ไม่มีเงินมา ผลกระทบก็จะตกอยู่กับผู้รักษา

“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คนไม่กล้าแตะ เพราะเกี่ยวข้องกับคะแนนเสียง ฐานทางการเมือง แต่ถ้าไม่ได้มองเรื่องนี้และพูดกันด้วยข้อเท็จจริง ผมเสนอหลายครั้งแล้วว่ากระทรวงสาธารณสุขต้องเอาความจริงของแต่ละโรคมาตีแผ่ เช่น ผ่าไส้ติ่ง ในระดับปกติอยู่ที่เท่าใด ถ้าผ่าไส้ติ่งที่แตกแล้วอยู่ที่เท่าใด และความต้องการความพิเศษในการรักษา มันลามไปถึงแพทย์ที่ใช้ทุนในต่างจังหวัด และมีภาระงานมาก ถ้าเขาทำคลอดพลาดหรือผ่าไส้ติ่งแตกขึ้นมา คำถามแรกที่ศาลถามก็คือคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่

“ตรงนี้ก็ต้องเปลี่ยนเรื่องความเข้าใจของประชาชน และความเข้าใจทางด้านกฎหมาย คือถ้าเราต้องการให้แพทย์ทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญทำการรักษาในทุกตารางเมตรของประเทศไทย คุณจะต้องรออีกนานมากจึงจะมีแพทย์ในระดับนั้นๆ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ทิ้งท้าย

https://www.hfocus.org/content/2018/07/16017





 

Create Date : 09 มกราคม 2562   
Last Update : 9 มกราคม 2562 22:46:47 น.   
Counter : 77 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

สมุนไพร หนานเฉาเหว่ย .. ดี จริงหรือ ?




  'เชียงราย'ป่วยไตวายอื้อ เตือนสมุนไพร'หนานเฉาเหว่ย'ตัวการ

หมอไตเผย "เชียงราย" ป่วยโรคไตวายอื้อ ชี้ ปัจจัยหลักเกิดจากการกิน เตือนสมุนไพรบำรุงไต-หนานเฉาเหว่ย ตัวการทำไตวายเฉียบพลันไว
จันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561 เวลา 16.43 น.


เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ที่รพ.สมเด็จพระญาณสังวรณ์ จ.เชียงราย  นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) พร้อมผู้บริหาร อภ. ร่วมมอบยาตำราหลวงจำนวน 300 ชุด ผ้าห่มจำนวน 300 ผืน ให้แก่ รพ.สมเด็จพระญาณสังวรณ์ พร้อมตรวจเยี่ยมการเข้าถึงยาและน้ำยาล้างไตผ่านทางช่องท้อง

นพ.โสภณ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังประมาณ 8 ล้านคน ในจำนวนนี้ประมาณ 1​ แสนคน เป็นผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายและต้องรับการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือด หรือล้างไตทางช่องท้อง  ซึ่งต้องใช้งบในการดูแลรักษากว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 15-20 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี หากไม่มีการแก้ไขคาดว่าใน 5 ปีข้างหน้าจะมีผู้ป่วยเพิ่มเป็นกว่า 2 แสนราย และต้องใช้งบกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ อภ.ได้สร้างการเข้าถึงน้ำยาล้างไตผ่านช่องท้อง ส่งถึงบ้านผู้ป่วย ช่วยประหยัดให้รัฐปีละกว่า 2,000 ล้านบาท ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี​ โดยปัจจุบันมีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายในสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ประมาณ 50,000 ราย แบ่งออกเป็นผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องประมาณ​ 30,000 ราย

โดยมีผู้ป่วยที่ยังคงมีเบิกจ่ายน้ำยาล้างไตทางช่องท้องเดือนละประมาณ 21,000 ราย มีหน่วยให้บริการอยู่ 235 แห่ง และ ผู้ป่วยที่ใช้ฟอกไตด้วยเครื่องฟอกไตเทียมอยู่ประมาณ 20,000 ราย​ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง ที่ยังคงมีการเบิกจ่ายน้ำยาประจำเดือนอยู่จำนวน  21,000 รายนั้น อภ.ได้จัดซื้อจัดหาน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง ในปี 2561 ทำให้ อภ.สามารถช่วยรัฐประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยาได้กว่า 2,000 ล้านบาท สำหรับการให้บริการน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง  เฉพาะ จ.เชียงราย  มีหน่วยบริการ ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง มีผู้ป่วยที่ล้างไตหน้าท้องอยู่  677 ราย  ใช้น้ำยาล้างไตประมาณเดือนละ 81,240 ถุง

นพ.ปัญจพล กอบพึ่งตน อายุรแพทย์โรคไต รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ กล่าวว่า การบำบัดทดแทนไตจะต้องมีการผ่าตัดใส่สายสวน ซึ่งห้องผ่าตัดและบุคลากรมีจำกัด ไม่เพียงพอต่อการรองรับปริมาณผู้ป่วยโรคไต ส่งผลให้เกิดความแออัดและรอคิวนาน ในปี 2553 จึงได้หาสถานที่มารองรับการดำเนินการผ่าตัดใส่สายสวน ซึ่งจะต้องไม่ไกลจากผู้ป่วยและแพทย์ที่จะมาดำเนินการ โดยสุดท้ายมาลงตัวที่ รพ.สมเด็จพระญาณสังวรณ์ ทั้งนี้ หลังจากมาดำเนินการใส่สายสวนที่ รพ.แห่งนี้ ปรากฏว่า อัตราการรอคอยลดลง จาก 4 เดือน เหลือเพียง 2 เดือน และเมื่อดำเนินการมาเรื่อยๆ ก็มีการพัฒนาจนเป็นศูนย์ไตเทียมที่เรียกว่า ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยมีขนาดถึง 40 เตียง และสามารถลดเวลารอคอยลงในปัจจุบันเหลือเพียง 1 เดือนกว่าๆ เท่านั้น

ทั้งนี้ จ.เชียงรายถือว่ามีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังสูง รองจาก กทม.  สาเหตุที่ทำให้มีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังจำนวนมาก  มาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ส่งผลต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ที่เมื่อไม่มีการควบคุมส่งผลให้กลายเป็นโรคไตวายเรื้อรังในที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าอีกปัจจัยมาจากการรับประทานสมุนไพรบางชนิด เช่น หนานเฉาเหว่ย ถั่งเช่า เป็นต้น ซึ่งแม้จะบอกว่าช่วยลดเบาหวาน บำรุงไต แต่พบว่า สมุนไพรที่บำรุงไตจะทำให้เลือดไปเลี้ยงไตมากขึ้น จึงทำให้ไตทำงานหนัก จนเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีครอบครัวหนึ่งที่มารักษาที่ รพ. และเป็นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังทั้งพ่อและแม่ จากการสอบถามพบว่ามีการกินหนานเฉาเหว่ย

"การป้องกันไม่ให้เกิดโรคไตวายดีที่สุด ซึ่งในคนปกติขอแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานอะไรที่มนุษย์ปกติไม่รับประทาน และควรมาตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพราะเมื่อพบว่าเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะแรกก็จะได้รักษาอย่างรวดเร็ว และชะลอไม่ให้โรคลุกลามได้เพราะแม้แต่คนที่ป่วยเป็นไตวายระยะ 3 ก็ยังสามารถชะลอไม่ให้เป็นระยะสุดท้ายได้ ส่วนคนป่วยโรคไตอยู่แล้วก็ขอให้ระมัดระวังเรื่องสมุนไพรที่บอกว่าดีต่อไต เพราะทำให้ไตทำงานมากขึ้น จนไตวายเฉียบพลันได้ และระวังเรื่องของอาการซึมเศร้าต่างๆ ซึ่งมีผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งพบว่าผู้ป่วยไตวายส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตมักมาจากโรคหัวใจ และสุดท้ายคือขอให้มาตามที่แพทย์นัดเสมอ" นพ.ปัญจพล กล่าว.

https://www.dailynews.co.th/politics/683010?fbclid=IwAR2eAadBa46bBhf_zD-1qFu46VWW8ND5wYhBSC_Tc4M_7m6pyk2iD6xxbgg

**************************************

ยังสรุปไม่ได้ว่า หนานเฉาเหว่ย รักษาโรคเบาหวานได้

แชร์กันกระหน่ำ กินหนานเฉาเหว่ย รักษาโรคเบาหวาน และยังเสี่ยงเกิดพิษ ต่อตับและไต จะจริงหรือไม่ มาติดตามกันได้ใน อย. เช็ก ชัวร์ แชร์

          ต้นหนานเฉาเหว่ย มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าต้นป่าช้าเหงา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnanthemum extensum จัดเป็นสมุนไพรจีน ใบมีรสขมจัด ซึ่งในขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมในประชาชนที่มีความเชื่อว่า ใบหนานเฉาเหว่ยนั้นสามารถรักษา โรคเบาหวาน โรคเกาต์ และโรคมะเร็งได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยใดที่สามารถสรุปและยืนยันได้ว่า ใบหนานเฉาเหว่ยนั้น สามารถรักษาโรคดังกล่าวได้ และยังไม่มีรายงานความปลอดภัยและผลข้างเคียงที่แน่ชัดที่อาจเกิดขึ้นได้

          วิธีการดูแลและรักษาโรคเบาหวานที่ปลอดภัยได้แก่ หลีกเลี่ยง อาหารหวาน น้ำอัดลม เป็นต้น ส่วนผู้ที่เป็นโรคเกาต์นั้น ควรหลีกเลี่ยง

1.อาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เหล้า เบียร์ เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก สัตว์เนื้อแดง เป็นต้น

2.อาหารทะเล

3.อาหารประเภทที่มีไขมันสูง

โดยผู้ที่เป็นมะเร็ง ควรไปพบแพทย์ ไม่ว่าจะโรคเบาหวาน โรคเก๊าต์ หรือโรคอะไรก็ตามควรปฏิบัติตัวตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

          อย่าหลงเชื่อคำกล่าวอ้างสรรพคุณของสมุนไพรต่างๆนะ เพราะแทนที่จะหายจากโรค แต่อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้เลย ดังนั้นก่อนจะ แชร์ หรือเชื่ออะไรควรเช็กให้มั่นใจก่อนว่าข้อมูลเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ โดยสามารถมา เช็กให้ชัวร์กับ อย. กันก่อนนะ


https://oryor.com/digi_dev/detail/media_printing/1732?fbclid=IwAR1T3w_6Xj5x3jJJKOxUguioHuqXZqmijuUtqzXq9amzNJVkslhOtBzK1a4




 

Create Date : 30 ธันวาคม 2561   
Last Update : 15 มกราคม 2562 21:20:56 น.   
Counter : 109 Pageviews.  

เปิด 7 ปัญหาหลักกับภาระงานแพทย์ในรพ.รัฐขนาดเล็ก ที่หลายคนอาจไม่รู้ ? .. นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ






กรรมการแพทยสภาเผยปัญหาแพทย์ทั่วประเทศพบหลักๆ 7 ข้อ
ล่าสุดผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขตั้งคณะทำงานกรอบชั่วโมงทำงาน ถือเป็นเรื่องดี


*ภาระงานแพทย์* – เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน *นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ* กรรมการแพทยสภา
กล่าวถึงปัญหาภาระงานของแพทย์ ทั่วประเทศ ว่า ทุก ๆ ปีกรรมการแพทยสภาจะจัดให้มีการแวะ
เยี่ยมเยียนสมาชิกที่ออกไปปฏิบัติงานในท้องที่ห่างไกล  โดยอยู ่ในโครงการภายใต้ชื่อว่า “แพทย
สภาสัญจร”  เพื่อให้คณะกรรมการแพทยสภารับทราบปัญหาที่แท้จริงของสมาชิกที่ปฏิบัติงานในที่ห่างไกล เพื่อที่จะหาแนวทางการแก้ปัญหาให้กับสมาชิกทั้งหมด ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ทำให้พบว่า ปัญหาของโรงพยาบาลขนาดเล็ก โรงพยาบาลที่แวะเยี่ยม เช่น โรงพยาบาลกันทรลักษ์ โรงพยาบาลกันทรารมย์ โรงพยาบาลแม่สาย โรงพยาบาลแม่จัน เป็นต้น โรงพยาบาลเหล่านี้มักประสบ
ปัญหาคล้าย ๆ กัน หลักๆ ดังนี้

*1.ขาดแคลนแพทย์ที่อยู่ประจำเป็นระยะเวลานาน ๆ* อันเนื่องมาจากระยะทางจากตัวจังหวัดหรือ
บ้านเกิด ทำให้แพทย์ที่มาอยู่ที่นี่เกือบทั้งหมดมาจากการจับสลากเพื่อชดใช้ทุน ดังนั้น เมื่อครบทุนส่วนใหญ่จึงขอย้ายออกกลับไปยังภูมิลำเนาหรือสถานที่อื่นที่ต้องการ ซึ่งมักเป็นที่มีเครืองไม้เครื่องมือทางการแพทย์ดีกว่า หรือมีโอกาสก้าวหน้า กลับไปเรียนต่อเฉพาะทางดังนั้นจึงทำให้เหลือเฉพาะแพทย์ที่ทำงานบริหาร ซึ่งมักเป็นคนพื้นที่หรือแพทย์ที่ตัดสินใจปักหลักแล้วเท่านั้นปัญหานี้ยังเป็นเหตุสำคัญให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา

*2. ปริมาณผู้ป่วยต่อจำนวนบุคลากร* ทั้งแพทย์และพยาบาล ไม่ได้สัดส่วนอย่างมาก หลายแห่งแพทย์ต้องออกตรวจผู้ป่วยนอกตั้งแต ่เช้าจนถึงเย็นไม่ต่ำกว่า 300-500  ราย บางแห่งมีจำนวนแพทย์
ประจำเพียง 2-3 ท่าน ท่านหนึ่งต้องทำงานบริหาร(ผู้อำนวยการ) ที่เหลือ ผลัดกันออกตรวจทั้งผู้
ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน(IPD)  หลาย ๆ ครั้งที่เมื่อแพทย์ที่ทำงาน IPD เสร็จ ก็ต้องรีบไป
ช่วยตรวจOPDรวมทั้งผู้อำนวยการเองหากไม่ติดราชการก็มักต้องลงมาช่วยน้อง ๆ ตรวจ หากบางวัน
ที่ส่วนกลางมีการเรียกประชุมสำคัญ ๆ ก็ต้องส่งแพทย์ที่ปฏิบัติงานท่านใดท่านหนึ่งเข้าร่วมประชุมมิฉะนั้นอาจพลาดโอกาสสำคัญ ๆ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่น การของบประมาณ เป็นต้น การขาดระบบนัดหมายการไม่เอาใจใส่หรือขาดความรู้หรือไม่สนใจที่จะดูแลตนเอง รวมทั้งการรักษาฟรีทุกอย่าง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่พึ่งพาตนเอง ส่งผลให้แพทย์เหนื่อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่สามารถใช้กำลังสมองไป คิดงานอย่างอื่นเพื่อความก้าวหน้าของโรงพยาบาลได้เลย

*3. ปัญหาความไม่พอใจของผู้ป่วยและญาติ* ซึ่งต่อเนื่องมาจาก ๒ ปัญหาข้างตน เช่น รอแพทย์
ตรวจนาน แพทย์พูดจาไม่ดีไม่ไพเราะ แพทย์ขาดความมั่นใจในการรักษา เพราะเป็นแพทย์จบ
ใหม่ ซึ่งขาดทักษะการดูแลรักษา การพูดจาปฏิสัมพันธ์

*4. ปัญหาการส่งต่อผู้ป่วย* เดิมการส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับการรักษามักจะจำกัดอยู่เฉพาะผู้ป่วยที่จำเป็น
ต้องรับการผ่าตัดใหญ่ หรือผู้ป่วยที่มีโรคซับซ้อน หากไม่ใช่ผู้ป่วยในกลุ่มนี้แล้วแพทย์มักจะดูแลเบื้องต้นให้ก่อน จนกว่าจะเห็นว่ามีความจำเป็นต้องส่งต่อ แต่เมื่อมีคำตัดสินของศาลเกี่ยวกับแนวทางการ
รักษา เช่น การตัดสินจำคุกแพทย์ในกรณีผ่าตัดไส้ติ่ง การทำคลอดการสังเกตอาการเบื้องต้นแล้วล่า
ช้าเกินไป ทำให้แนวโน้มการส่งต่อสูงขึ้น จนทำให้โรงพยาบาลขนาดเล็กถูกมองว่าไม่ต่างจากสถานี
อนามัยที่คอยจ่ายยาโรคเรื้อรัง รักษาหวัด ส่วนการผ่าตัดนั้นหยุดสิ้นลงโดยสิ้นเชิง แม้จะมีคำพิพากษากลับในศาลสูงแต่ไม่ทำให้ทัศนคติเปลี่ยนไป“ความเชื่อสำคัญกว่าความจริง” ความเชื่อที่ว่าหากรักษาผู้ป่วยโดยไม่มีความพร้อมสูงสุดอาจต้องโทษอาญาและแพ่งได้ ถูกฝังลึกลงไปเรียบร้อยแล้วผ่านการสั่งเสียจากรุ่นสู่รุ่นดังนั้นคงยากที่จะเห็นโรงพยาบาลขนาดเล็กกลับมาเปิดห้องผ่าตัดอีก จนกว่าฝ่ายบริหารในส่วนกลางจะลงมาแก้ปัญหาทั้งหมด

“ปัญหายังไม่จบลงด้วยการส่งต่อ แต่ยังเกิดขึ้นที่ปลายทาง ซึ่งเป็นฝั่งรับผู้ป่วยที่มักปฏิเสธ เพราะ
เตียงเต็ม (ซึ่งก็เต็มจริง ๆ) ทำให้แพทย์ในสถานพยาบาลขนาดเล็กเกิดความเครียด ซึ่งไปกระตุ้น
ให้เกิดความขัดแย้งและมีแนวโน้มขอย้ายออกนอกพื้นที่ ปัญหานี้ในบางแห่งที่ผู้อำนวยการมีความ
สามารถสูง ก็จะช่วยลดปัญหาลงด้วยการพูดคุยกับสถานพยาบาลขนาดใหญ่เพื่อให้รับผู้ป่วย โดยอาจมีการแลกเตียงกัน เช่น นำส่งคนไข้ที่มีอาการหนักไปสถานพยาบาลขนาดใหญ่และแลกกับการนำผู้ป่วยเรื้อรังที่สถานพยาบาลขนาดเล็ก พอดูแลได้กลับมา เป็นต้น

*5. ปัญหาการขาดความมั่นใจในการทำหัตถการ* เกิดจากปัจจัยหลัก ๆ อาทิ กังวลถูกฟ้องร้อง ความไม่พร้อมของสถานพยาบาล เช่น ขาดวิสัญญีแพทย์ ขาดบุคลากรในการดูแลหลังทำผ่าตัด ปัญหานี้กระตุ้นให้แพทย์ตัดสินใจส่งต่อผู้ป่วยทั้งหมดทั้งหมดเพื่อไปรับการทำหัตถการในสถานพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งมักตรงกับความต้องการของญาติอยู่แล้ว แต่ปัญหาจะไปกองที่ปลายทาง” นพ.เมธี กล่าว

*6.ปัญหาเรื่องเวลาการทำงานและพักผ่อน* แพทย์ที่ไปอยู่หากปรับตัวกับภาระงานไม่ได้จะต้องเผชิญความเครียด นอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับครอบครัวซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ลาออกหรือย้ายออกเร็วขึ้น 

*7.ปัญหารายได้น่าสังเกตว่าเกือบทั้งหมด * ไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้ หรือให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยกว่าเรื่องอื่นอาจเป็นเพราะมีการเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษ หรือความสามารถในการหารายได้จากแหล่งอื่น นี่เป็นตัวอย่างปัญหาของแพทย์ในโรงพยาบาลขนาดเล็ก ซึ่งในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ก็มีปัญหาอีกเช่นกัน

/ผู้สื่อข่าวถามว่าจากปัญหาดังกล่าวล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้มีการตั้งคณะ
ทำงานศึกษาเรื่องนี้
นพ.เมธี กล่าวว่า นับเป็นเรื่องดี เพราะอย่างน้อยก็เป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารระดับสูง ออกมายอมรับถึงปัญหาและให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ เพราะคุณภาพการรักษาผู้ป่วย ต้องเริ่มจากคุณภาพคนทำงาน เป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สถาบันรับรองคุณภาพโรงพยาบาล(สรพ.) ออกกฎเกณฑ์เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ป่วย เพื่อให้บุคลากรทำตาม แต่กลับลืมเรื่องสำคัญที่สุด 2 อย่างคือ 1. ชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม 2.อัตรากำลังคนทำงานต่อจำนวนผู้ป่วย ทั้ง ๆที่สองเรื่องนี้ สำคัญที่สุดในการเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย ทุก ๆ อย่างต้องเริ่มจากคน/

เครดิต  https://www.matichon.co.th




 

Create Date : 04 พฤศจิกายน 2561   
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2561 13:12:53 น.   
Counter : 132 Pageviews.  

อาจารย์หมอมาเอง! อธิบายขั้นตอนชัด 'ทำไมยาหมอแสงไม่มีฤทธิ์ฆ่ามะเร็ง'
















อาจารย์หมอมาเอง! อธิบายขั้นตอนชัด 'ทำไมยาหมอแสงไม่มีฤทธิ์ฆ่ามะเร็ง'
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2561 18:50
https://www.thairath.co.th/content/1265261
https://www.facebook.com/thairath/posts/10156862360017439


แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง อธิบายเป็นข้อๆ ทำไม ยาหมอแสงถึงไม่มีฤทธิ์ฆ่ามะเร็ง ระบุขั้นตอน
การรักษามะเร็งทันสมัยมากขึ้น ยาก็ถูกลง แนะจะรักษาอะไรควรศึกษาให้ดี

เฟซบุ๊ก Ae Aumkhae หรือ ผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า ข่าวใหญ่ของวันสองวันนี้ในแง่ของสุขภาพ น่าจะเป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาแถลงว่ายาของนายแสงชัย ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งเมื่อนำไปศึกษาในหลอดทดลอง

งานนี้ขอปรบมือดังๆ ให้ผลงานชิ้นโบแดงของกระทรวงที่กล้าออกมาพูดความจริง ไม่โน้มเอียงไปกับ
กระแสความเชื่อของสังคมไทย เอื้อมแขก็เลยอยากจะพูดถึงเรื่องการศึกษาทดลองยาสำหรับรักษา
โรคมะเร็งที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ในปัจจุบันสักเล็กน้อย สำหรับยาเคมีบำบัด ก่อนจะเอามาใช้ เขาจะ
ต้องมีการวิจัยเป็นขั้นตอนดังนี้..

1. ขั้นตอนแรกคือทำในหลอดทดลอง โดยสกัดเอาตัวยาออกมาจากวัตถุดิบ ทำความเข้มข้นต่างๆ กันจากน้อยถึงมาก แล้วนำไปหยอดใส่ในเซลล์มะเร็งที่เพาะเลี้ยงไว้ แล้วดูว่าเซลล์ตายหรือไม่ ถ้า
เซลล์ตายแสดงว่ามีสารออกฤทธิ์จริง แล้วจึงจะนำไปศึกษาขั้นถัดไป

2. ขั้นตอนที่สอง ทำการศึกษาในหนู โดยทำให้หนูเป็นมะเร็ง แล้วนำสารที่ออกฤทธิ์ไปฉีดใส่ในตัวหนู
ถ้าก้อนยุบถือว่ามีสัญญาณที่ดีว่าเราน่าจะพบยาที่สามารถออกฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งชนิดนั้นๆ ได้ แต่แค่นี้ก็ยังไม่สามารถนำมาใช้ในคนได้ ยังต้องมีการศึกษาในคนต่อไป

3. เป็นการศึกษาในคน ซึ่งต้องมีระยะต่างๆ ดังนี้

- Phase 1 เป็นการศึกษาเพื่อหาขนาดยาที่เหมาะสมที่จะใช้ในคน เพื่อไม่ให้มีผลข้างเคียงที่รุนแรง
เกินไป

- Phase 2 นำขนาดยาที่เหมาะสม มาทำการทดลองให้ในคนเป็นมะเร็งชนิดที่เราสนใจศึกษา แต่
ต้องเป็นคนที่ดื้อต่อการรักษามาตรฐาน แล้วดูว่ามีอัตราของคนไข้ที่ตอบสนองต่อยาตัวนี้เพียงพอหรือไม่ ที่จะบอกว่ามีประโยชน์ ถ้าผ่านขั้นตอนนี้ได้ จะไปถึงขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด

- Phase 3 คือการศึกษาในคนไข้มะเร็งจริง โดยถ้าเป็นยาใหม่ ส่วนใหญ่จะต้องนำมาศึกษาในคน
ไข้ที่ดื้อต่อการรักษาแบบมาตรฐานแล้ว และต้องมีกลุ่มเปรียบเทียบคือรักษาประคับประคอง

ถ้ายามีผลจริง คนไข้กลุ่มที่ได้ยาจะต้องมีชีวิตยืนยาวกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ จากนั้นจึงจะไปขึ้นทะเบียนในข้อบ่งชี้นั้นๆ ได้ แล้วจึงจะขยับขึ้นไปเปรียบเทียบกับยามาตรฐานเพื่อเขยิบข้อบ่งชี้ขึ้นไปเป็นการรักษาลำดับแรก

ทั้งนี้ *เห็นกันชัดๆ ว่ายาสมุนไพรของนายแสงชัย ตกคุณสมบัติตั้งแต่ขั้นตอนแรกแล้ว คือไม่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง* ดังนั้นถ้าตามขั้นตอน เขาก็เลิกที่จะเอามาศึกษาอะไรต่อไป เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติในการรักษาโรค จริงๆ ถ้าผ่านขั้นตอนนี้ก็ยังมีขั้นตอนในการพิสูจน์อีกเยอะ ไม่ใช่อยู่ดีๆ  ก็เอามาแจก
ปริมาณที่เหมาะสมที่ควรจะกินเท่าไหร่ก็ไม่เคยมีการศึกษา ผลข้างเคียงมีอะไรบ้างก็ไม่ทราบ

ในฐานะหมอมะเร็ง อยากขอให้เพื่อนๆ ช่วยอ่านกันให้มากๆ ช่วยกันแชร์ให้ด้วย ไม่อยากให้คนไทย
ตกอยู่ใต้วังวนของการเชื่อโดยไม่มีหลักฐานพิสูจน์ คนไข้โรคมะเร็งที่ไปรักษาแพทย์ทางเลือก จำนวนไม่น้อยที่จริงๆ เป็นระยะเริ่มต้น ซึ่งควรที่จะหายถ้าได้รับการรักษาแผนปัจจุบัน แค่เขากลับต้องกลายเป็นระยะแพร่กระจายเพราะไปเสียเวลากับสมุนไพรอะไรที่ไม่ได้ผล

นอกจากนั้น บางคนยังมีผลข้างเคียง ตับวาย ไตวายกันมาก็มาก การรักษาแนวทางนี้เน้นการโฆษณา
ชวนเชื่อ ให้คนไข้ที่แข็งแรงมาพูดออกสื่อ ซึ่งจริงๆ แล้วกลุ่มคนที่แข็งแรงเหล่านี้ บางคนก็เพราะได้
รับการรักษามะเร็งระยะเริ่มต้นโดยวิธีปัจจุบันมาแล้ว

ขณะเดียวกัน ยังอยู่ในระยะปลอดโรคอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องกินยาอะไรอื่นก็สบายดีได้ บางคนรักษา
แผนปัจจุบันและควบคุมโรคได้ด้วยวิธีแผนปัจจุบัน แต่กลับไปเชื่อว่าโรคควบคุมได้โดยยาสมุนไพร

ปัจจุบันการรักษามะเร็งทันสมัยมากขึ้น เรามีการรักษาจำเพาะ พุ่งเป้า และยาหลายรายการ คน
ธรรมดาก็เข้าถึงได้ เนื่องจากมีโปรแกรมช่วยเหลือ และยาราคาถูกลง ดังนั้นอยากให้คุยกับแพทย์ให้
ละเอียดสักนิดถึงทางเลือกในการรักษา ซึ่งอาจจะดีกว่าที่คิด

*"โปรดอย่าให้คนรู้จักตกเป็นเหยื่อของความไม่รู้ ช่วยกันเผยแพร่สิ่งที่ถูกต้อง อย่าหลงไปกับกระแส
โฆษณาชวนเชื่อ ถ้าสักวันนึงเราต้องตายจากมะเร็งจริง ขอให้ตายอย่างรู้เท่าทัน ไม่ถูกหลอก แค่นั้น
ก็น่าจะตายตาหลับแล้ว จริงไหม".*




ยาหมอแสงความรู้สำหรับประชาชนทั่วไป ... กระทู้ แนะนำ ใน พันทิบ ๘กพ.๖๑

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-02-2018&group=27&gblog=34

ผลออก!สมุนไพรหมอแสง ไม่ยับยั้งมะเร็ง เจ้าตัวเดินหน้าแจกต่อ

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-04-2018&group=27&gblog=36

อาจารย์หมอมาเอง!อธิบายขั้นตอนชัด 'ทำไมยาหมอแสงไม่มีฤทธิ์ฆ่ามะเร็ง'

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-04-2018&group=27&gblog=37

การแพทย์คือวิทยาศาสตร์ของความน่าจะเป็นและศิลปะของความไม่แน่นอน

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=21-04-2016&group=27&gblog=16

ข้อเท็จจริงในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยแพทย์

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=11-06-2013&group=27&gblog=12

ผลของ การรักษาโรค

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=05-01-2008&group=27&gblog=22

ยาหมอแสงความรู้สำหรับประชาชนทั่วไป ... กระทู้ แนะนำ ใน พันทิบ ๘กพ.๖๑

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-02-2018&group=27&gblog=34

ผลออก!สมุนไพรหมอแสง ไม่ยับยั้งมะเร็ง เจ้าตัวเดินหน้าแจกต่อ

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-04-2018&group=27&gblog=36

อาจารย์หมอมาเอง!อธิบายขั้นตอนชัด 'ทำไมยาหมอแสงไม่มีฤทธิ์ฆ่ามะเร็ง'

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-04-2018&group=27&gblog=37

การแพทย์คือวิทยาศาสตร์ของความน่าจะเป็นและศิลปะของความไม่แน่นอน

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=21-04-2016&group=27&gblog=16

ข้อเท็จจริงในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยแพทย์

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=11-06-2013&group=27&gblog=12

ผลของ การรักษาโรค

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=05-01-2008&group=27&gblog=22




 

Create Date : 26 เมษายน 2561   
Last Update : 26 เมษายน 2561 14:47:34 น.   
Counter : 449 Pageviews.  

ผลออก! สมุนไพรหมอแสง ไม่ยับยั้งมะเร็ง เจ้าตัวเดินหน้าแจกต่อ



ผลออก! สมุนไพรหมอแสง ไม่ยับยั้งมะเร็ง เจ้าตัวเดินหน้าแจกต่อ
วันที่ 24 เมษายน 2561 - 15:55 น.
https://www.matichon.co.th/news/928551

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มีการหารือร่วมกันระหว่างนพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ นายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือหมอแสง และทีมนักวิจัยประสิทธิภาพสมุนไพรสูตรของนายแสงชัย ต่อการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งผลการวิจัยออกมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่เพิ่งมีการหารือร่วมกันในวันนี้ (24 เม.ย.) โดยเริ่มมีการหารือร่วมกันนานกว่า 3 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 09.00 น. โดยไม่ให้สื่อมวลชน หรือผู้ใดเข้าร่วมรับฟังแต่อย่างใด

ต่อมาเมื่อเวลา 12.00 น. นพ.ณรงค์ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนภายหลังการหารือว่า ทางกรมได้นำตัวอย่างสมุนไพรนายแสงชัยมาทดลองในลักษณะตัวยาที่มีความเข้มข้นต่างกัน แยกเป็นที่อยู่ในสารน้ำ ในเลือด และปริมาณที่มีความเข้มข้นสูงๆ แล้วนำสมุนไพรนี้ไปทดสอบกับเซลล์มะเร็ง 7 แบบ คือ มะเร็งเต้านม 3 ชนิด มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร ผลการทดลองในหลอดทดลองนั้นพบว่า ตัวฤทธิ์ของสมุนไพรไม่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ แต่กรมการแพทย์แผนไทยฯ กรมการแพทย์ก็ได้ศึกษาต่อในเรื่องของคุณภาพชีวิตก็พบว่าสามารถใช้ได้

เมื่อถามว่าต้องเดินหน้าวิจัยในสัตว์ทดลอง และในคนต่อหรือไม่ นพ.ณรงค์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีการคุยกันพอสมควรในทิศทางที่จะเดินต่อไป เพราะมีมุมมองหลายมุมมอง เท่าที่คุยกันในวันนี้คิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ต้องเรียนว่าการดูแลแบบคู่ขนาน ทุกระยะ คิดว่าถ้าช่วยกันดูแลประชาชนน่าจะได้ประโยชน์สูงสุด ที่คุยกับนายแสงชัยแล้ว อยากบอกพี่น้องประชาชนว่าอย่ารักษาข้างใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นระยะท้ายๆ การมารับยานายแสงชัย เพื่อประคับประคองก็ได้ แต่หากเป็นระยะต้นๆ ก็รักษาคู่ขนานกันไป ซึ่งนายแสงชัยก็เห็นด้วย ในการรักษาสิ่งที่เป็นประเด็นในสมุนไพรของนายแสงชัยคือหนึ่งไม่มีความเป็นพิษ ดังนั้นการรับเข้าสู่ร่างกายไม่เป็นพิษ แต่ประเด็นเรื่องการทดลองหลังรับสมุนไพรคือไม่ได้ผลในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ดังนั้นการรักษาคู่ขนานน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกับประชาชน ส่วนประเด็นว่าระหว่างนี้จะมีช่องทางในการขึ้นทะเบียนสมุนไพรสูตรของนายแสงชัย เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพใดตามกฎหมายได้หรือไม่ ซึ่งนายแสงชัยเองก็ได้สอบถามในประเด็นนี้มาเหมือนกันก็เรียนว่าคงยังไม่ได้

ด้าน นายแสงชัย กล่าวว่า สิ่งที่กรมการแพทย์ฯนำไปทดลองนั้นก็เป็นเพียงการวิจัยในหลอดทดลอง ซึ่งปรากฎว่าไม่มีผลในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง แต่ไปอยู่ในตัวคนแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หรือไม่ เพราะเมื่ออยู่ในหลอดทดลองก็อยู่แค่นั้น แต่ถ้าเข้าร่างกายแล้วมันก็ไปตามเส้นเลือด แต่กรมการแพทย์ก็บอกว่าจริงๆ คนที่พอมีฐานะ มีความรู้ กลัวจะเสียโอกาสก็ให้ไปให้แพทย์รักษา อย่าพยายามมากินสมุนไพรตัวนี้เลย ยืนยันว่ายังแจกสมุนไพรต่อไป ถ้าเขาสั่งหยุด ถ้าเขาไม่ห้ามเราก็แจกต่ออยู่แล้วเพราะเป็นความหวังของประชาชน จริงๆ แล้วถามว่าที่เราทำมา 10 กว่าปี ก็ย่ำอยู่กับที่ เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย อธิบดีกรมการแพทย์มากี่คนแล้ว สถาบันมะเร็งก็เปลี่ยนผอ.มาหลายคน แต่ของเรายาเป็นตำนาน ส่วนเรื่องสูตรจะขายให้ต่างชาติหรือไม่นั้นก็ไม่แน่หากหมอไทยบอกไม่ได้ผลเราจะเอาสูตรไว้ทำไม ต่างชาติเขาฉลาดก็ทำ ที่แจกยามีหมอจากเยอรมัน รพ.จากอเมริกาเขาก็มาเฝ้าทุกระยะเพื่อติดต่อขอซื้อ แต่ยังไม่อยากขาย กลัวคนไทยไม่มีกิน ซึ่งก็จะไปแจกต่อที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 2 พฤษภาคมนี้

เมื่อถามว่าผลการทดลองที่ออกมานายแสงชัยจะต้องมีการชี้แจงต่อประชาชนที่รอรับสมุนไพรอย่างไร นายแสงชัย กล่าวว่า ประชาชนเขาไม่ต้องการคำชี้แจงหรอก เขาต้องการรู้แค่ว่าตนต้องการจะแจกยาต่อหรือไม่เท่านั้นเอง เมื่อถามต่อว่าผลทดลองบอกไม่ได้ผลในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ดังนั้นจะปรับกลุ่มการแจกสมุนไพรหรือไม่ นายแสงชัยกล่าวว่า ถ้าผู้ป่วยเขาพร้อมจะไปรับเราก็ให้ หรือถ้าเขาสะดวกก็ไปที่สถาบันมะเร็งซึ่งรักษาทุกระยะ ไม่มีไล่กลับบ้าน รับได้หมด ทั้งนี้ยืนยันว่าผู้ป่วยที่มารับสมุนไพรนั้นนั้นไม่มีการทิ้งการรักษาแผนปัจจุบัน แต่มีคนป่วยที่หมดทางรักษาแล้วอยู่ในมือเราหลายพันคน เป็นมะเร็งรวมๆ สมุนไพรเราเองก็ไม่มีสูตรแยกว่าเป็นมะเร็งชนิดไหน รวมมั่ว มะเร็งก็คือไวรัส เราไม่ใช่หมออย่าไปแยกมัน มะเร็งคือไวรัสชนิดหนึ่งเราก็ฆ่ามันเท่านั้นเอง

เมื่อถามต่อว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนจริงๆ จะต้องขยายผลทดลอง หรือร่วมกับภาครัฐในการทดลองหรือไม่ นายแสงชัย กล่าวว่า เรื่องการขยายผลจริงๆ อยู่ที่ภาครัฐ ตนมีแค่หน้าที่ผลิต ซึ่งก็ทำมาตลอด แต่ก็บอกทุกครั้งว่าให้รักษาควบคู่กันไป ตนบอกตลอดว่าไม่ใช่หมอ แต่เป็นผู้แบ่งปันคนหมดหนทาง ไม่เป็นไร เรายังเดินหน้าแจกต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่ไหว และคิดว่าเร็วๆ นี้คงจะไม่ไหว วันนี้กำลังการผลิตอยู่ที่ 4 แสนเม็ดต่อเดือน สำหรับกรณีมีคนตั้งข้อสังเกตเรื่องว่าทำไมต้องมีการลงบันทึกประจำวันนั้นก็คงต้องไปถามคนที่ตั้งคำถามว่าคนที่ผ่าตัดในรพ.ที่ผ่าตัดในรพ.ทำไมต้องให้ญาติเซ็น คนจะตาย ตายแล้วไม่เดือดร้อนเราให้แค่นี้พอ พอแจ้งความแล้วตำรวจจะรู้ยอดคนจะได้ให้การดูแลได้ ที่มาของยา 6 เม็ด เพราะมันไม่พอเลยแบ่งจาก 10 เม็ดเหลือ 6 เม็ด

นายแสงชัย กล่าวต่อว่า ที่รัฐทำคือทดลองในหลอดทดลอง จะเอามาทดลลองในคนไม่ได้ เพราะผิดจริยธรรม แต่ผมได้ทดลองในคน ซึ่งอาการแย่อยู่แล้ว เริ่มต้นก่อนจะแจกไม่ใช่ว่าผมไม่ทดลอง เราทดลองตามผู้ป่วยติดเตียง ตามบ้าน ตามวัดที่ใกล้เสียชีวิต ก็พบว่ามีเสียชีวิตประมาณ 300-500 คน แต่เราเอาผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่มีทางรอด ตายแน่ๆ ญาติยอมเราก็ให้กิน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่านี่ถือเป็นการวิจัยแล้วใช่หรือไม่ นายแสงชัยกล่าวว่า อันนั้นคือคิดการใหญ่ใจต้องถึง มัวแต่ไปรอภาคส่วนรัฐที่ต้องรอทดลองในหลอดทดลองแล้ว สัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ ผมไม่เอาหรอกผมจะรักษาคน ไม่ได้รักษาสัตว์ ไม่ได้รักษาสัตว์ทดลอง ก็เลยเอาคนจริง และเมื่อถามต่อว่าในการทดลองในคนได้มีการขออนุญาตก่อนหรือไม่ นายแสงชัยกล่าวว่า ต้องขออนุญาตใคร ก็ขออนุญาตญาติเขาแล้ว ซึ่งเราไม่กังวลว่ามันเป็นการวิจัยในมนุษย์


**************************************
ไม่ดีไม่ต้องมากิน! หมอแสงของขึ้น สธ.แถลง สมุนไพรไม่ยับยั้งมะเร็ง
โดย ไทยรัฐออนไลน์  24 เม.ย. 2561 18:44
https://www.thairath.co.th/content/1264211

ของขึ้นอีกรอบ หมอแสง ร่วมประชุมกับกรมการแพทย์แผนไทยฯ ก่อนแถลงผลทดลองสมุนไพรไม่
สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ ย้ำบอกมาตลอดเป็นสมุนไพรพื้นบ้าน กินฟื้นฟูสุขภาพ ถ้าไม่สมัครใจ ก็
ไปรักษาเคมี 

วันที่ 24 เม.ย. 61 หลังจากที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มีการหารือร่วมกัน
ระหว่าง นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รอง
อธิบดีกรมการแพทย์ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.มะเร็งแห่งชาติ และนายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือ
หมอแสง เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีการแถลงถึงผลทดลอง พบว่าตัวฤทธิ์ของสมุนไพรไม่สามารถยับยั้ง
เซลล์มะเร็งได้  

ต่อมานายแสงชัยได้เดินทางกลับที่ทำงาน ที่สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดปราจีนบุรี ผู้สื่อข่าวได้เข้าสัมภาษณ์นายแสงชัย หรือหมอแสง ถึงรายละเอียดในการประชุม ทราบว่าในที่ประชุมมีอธิบดีกรมการแพทย์ได้แถลงผลการวิจัยแล้วก็มาเปิดเผยในห้องประชุมเล็ก ว่า ผลการทดลองในหลอดแก้วแล้ว สมุนไพรตัวนี้มีฤทธิ์น้อยมาก 

"แต่เราก็ไม่รู้ว่าคนกินแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็บอกแล้วของผมเป็นสมุนไพรไทย เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ
ผมไม่ต้องการให้กินปุ๊บหายปั๊บ เราก็ต้องยอมรับว่าในหลอดทดลองแก้วฆ่าเชื้อไม่ได้เท่าที่ควรเหมือน
สารเคมี จากการผลการทดลองที่ผู้ใหญ่ที่ได้กินยาจริงๆ ที่ได้ผล แต่ในหลอดทดลองแก้วกลับไม่ได้ผลคือเขายังไม่ได้ทดลองในร่างกายคน ทดลองในหลอดแก้ว ความจริงก็ไม่ต้องเอาสมุนไพรผมใส่หรอก เอาน้ำยาล้างห้องน้ำใส่เข้าไปก็น่าจะฆ่าได้นะ"

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีสำนักนายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานต่อยอดหมอแสงชัยนั้น หมอแสงมีความเห็นอย่างไร หมอแสง กล่าวว่า เขาจะต่อยอดไปเรื่อย เพราะนายกฯ ไม่ได้จบแพทย์ก็คงไม่รู้หรอกว่า ในขวดทดลองแก้วเอาเชื้อมะเร็งใส่ เอาเคมีใส่แล้วมันตาย เอาสมุนไพรใส่แล้วไม่ตาย นายกฯ ก็คงไม่รู้นะ เพราะนายกฯ ไม่ได้จบแพทย์ จริงๆ แล้วถ้าคิดว่าในขวดทดลองแก้วเอาสารเคมีใส่ตายน้ำยาล้างห้องน้ำใส่คงตายเหมือนกัน ไม่เป็นไรเราก็ทำไป ก็บอกแล้วว่ารักษาควบคู่กันไป ถ้าใครข้องใจก็ไม่ต้องมา ไม่เชื่อก็อย่ามากิน ก็ยังเห็นหมอหน้าด้านมากินกันหลายคน

"ก็อยากบอกว่าคนมีความรู้ให้ไปรักษาสถาบันมะเร็งก่อน อย่าหน้าด้านมาเลย เหมือนกับผมไปทำให้คนเชื่อ แต่ทำไมภาครัฐมีทั้งงบประมาณและบุคลากรเยอะแยะ ทำไมไม่ทำให้ประชาชนเชื่อว่าสารเคมีดีนะ อันนี้แล้วแต่ภาครัฐจะทำอย่างไรให้คนเชื่อ"

ส่วนที่มีการทดลองยาเบญจอำมฤต ทางกรมการแพทย์นั้น นายแสงชัยบอกว่า ได้สอบถามแล้ว ว่า
เบญจอำมฤต ทางกรมการแพทย์ได้มีการนำไปวิจัยทดลองบ้างหรือไม่ ได้รับคำตอบว่าไม่ได้ส่งไปให้
ทำ หมอทำไม่ผิด แต่เราทำผิด เห็นส่งยาเบญจอำมฤตไปหลายโรงพยาบาล เขาบอกว่าทำแล้ว
ปากบอกทำแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำจริงหรือเปล่า แต่ของเราผู้ที่สมัครใจมากินสมุนไพรไทย สมุนไพรพื้น
บ้าน ถ้าไม่สมัครใจก็ไปรักษาเคมีก่อน ถ้าเคมีไม่ไหวก็มาหาเราดีกว่า

"ถ้าของเราไม่ดี อันตราย หนังสือมาวันไหน เราก็หยุดวันนั้นเลย เราก็ให้ต่างชาติไป ประเทศไทย
เราไม่ว่าจะทำอะไร เคยได้เปรียบต่างชาติไหม เสียเปรียบตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามา อยากเห็น
ใครได้ดี อยากเห็นคนเก่งไหม อยากเห็นคนช่วยเหลือคน ก็ไม่เป็นไร ถ้าคิดว่าไม่ดีเราก็ให้ต่างชาติ
ไป ตอนนี้มีหมอเยอรมัน แพทย์จากอเมริกามาดู ถ้าไม่ดีเขาคงไม่ส่งคนป่วยมารักษาที่ผมหรอก ต่าง
ประเทศเริ่มยอมรับ แต่คนไทยไม่ได้ เขาเรียนกันมาสูง แต่เราเรียนมาแค่ ม.พื้นบ้าน รักษามะเร็ง
แค่เล็กๆ น้อยๆ คงเทียบเขาไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ขายต่างชาติไป ไม่เป็นไร"

สุดท้าย หมอแสง กล่าวว่า อนาคตต่อไปนี้จะผลิตน้อยลงนิดหนึ่ง บอกทุกคนแล้ว ถ้าไม่ดีก็ไม่ต้องมากินเปลือง ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราที่มากินยา ยังหน้าด้านไม่กล้าเปิดตัวว่ากินยาหมอแสง ก็เปลืองนะอย่ามา คนไหนกินแล้วยังหลบๆ กินแล้วไม่กล้าออกข่าว อย่ากินเลยเปลือง สงสารคนจนที่เขาไม่มีทางเลือก อย่ากินดีกว่า ถ้ากินแล้วอาย.

************************************

ยาหมอแสงความรู้สำหรับประชาชนทั่วไป ... กระทู้ แนะนำ ใน พันทิบ ๘กพ.๖๑

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-02-2018&group=27&gblog=34

ผลออก!สมุนไพรหมอแสง ไม่ยับยั้งมะเร็ง เจ้าตัวเดินหน้าแจกต่อ

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-04-2018&group=27&gblog=36

อาจารย์หมอมาเอง!อธิบายขั้นตอนชัด 'ทำไมยาหมอแสงไม่มีฤทธิ์ฆ่ามะเร็ง'

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-04-2018&group=27&gblog=37

การแพทย์คือวิทยาศาสตร์ของความน่าจะเป็นและศิลปะของความไม่แน่นอน

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=21-04-2016&group=27&gblog=16

ข้อเท็จจริงในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยแพทย์

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=11-06-2013&group=27&gblog=12

ผลของ การรักษาโรค

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=05-01-2008&group=27&gblog=22





 

Create Date : 26 เมษายน 2561   
Last Update : 26 เมษายน 2561 14:45:25 น.   
Counter : 166 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 757 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]