Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ข้อแนะนำ ถ้าต้อง ลาออกจากราชการ มีขั้นตอนอย่างไร? ...



ข้อแนะนำ ถ้าต้องลาออกจากราชการ

ที่ผมเรียบเรียงเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นการสนับสนุนให้พวกเราลาออกจากราชการ นะครับ เพียงแต่อยากให้เป็นข้อคิด แนวทางในการตัดสินใจ ว่าจะทำอย่างไรดี ...... เรียบเรียงจากประสบการณ์ตรง ซึ่งอาจต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกหน่อยนะครับ

การตัดสินใจที่จะทำอะไรสักอย่าง ผมเชื่อว่า ต้องมีเหตุผลเบื้องหลังพอสมควร ซึ่งเหตุผลเหล่านี้ อาจไม่เหมือนกัน แต่ไม่ได้บอกว่า เหตุผลนั้นดีหรือไม่ดี ถ้าเราคิดว่า สิ่งที่เราตัดสินใจนั้นเราได้คิดอย่างรอบคอบ คิดอย่างดีแล้ว คนอื่น ๆ จะว่าอย่างไร ก็อย่าไปคิดให้รกสมองเลยครับ เพราะเวลามีปัญหาอะไรขึ้นมา คนอื่นเขาไม่ได้มาพบเจอกับเราด้วย เราเองเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบผลที่เกิดจากการตัดสินใจนั้น ๆ แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น ไม่ว่า ผลจะดีหรือร้าย ก็คงต้องรับไปเต็ม ๆ ดังนั้น ก่อนที่จะคิดลาออก ก็ต้องคิดให้รอบคอบไว้ด้วย

คิดก่อน

1. เขียนข้อดีข้อเสีย ของการอยู่ หรือ ออกจากราชการ ปัญหามันคืออะไร มีทางแก้ไขได้หรือไม่ อย่างไร ค่อย ๆ เขียนไปเรื่อย ๆ คิดได้ ก็เติมไป สัก 2 อาทิตย์ แล้วค่อยกลับมาอ่านทบทวน

2. คุยปรึกษาเพื่อน ๆ พี่ๆ คุยกับพ่อแม่พี่น้อง เป็นการหาข้อมูล ความคิดเห็น แล้วก็ถือว่า เป็นการเกริ่นไว้คร่าว ๆ ก่อน จะได้มีเวลาเตรียมใจ เผื่อเราออกจริง ๆ

3. วางแผนว่า ถ้าออกแล้วจะไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แล้วก็ลองหาข้อมูล ติดต่อไว้ก่อน เผื่อถ้ามีปัญหาติดขัดอะไร ก็จะได้แก้ไขก่อน เตรียมตัวให้พร้อมไว้ดีกว่า
แล้วอย่าลืมว่าแผนด้านการเงินด้วยว่า ระหว่างที่ออกไป จะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย เงินที่เก็บไว้มีเพียงพอหรือเปล่า

4. ติดต่อที่ ธุรการ รพ. หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (งานบุคลากร) ว่าถ้าจะลาออกจะต้องดำเนินการอย่างไร มีเอกสารอะไรบ้าง
แล้วให้เจ้าหน้าที่ ตรวจสอบเรื่องวันลาว่ายังมีสิทธ์ลาพักร้อน ลากิจ เหลืออีก กี่วัน จะได้วางแผนเรื่องเวลาได้ถูก รวมถึง ตรวจสอบสิทธิบำเหน็จ บำนาญ เงินตกเบิก เงินที่ต้องใช้คืนในกรณีติดทุน

5. ถ้าลาออก พ่อแม่ ครอบครัว จะใช้สิทธิการรักษาอะไร ต้องใช้สิทธิบัตรสุขภาพ (บัตรทอง) หรือไม่ จะได้เตรียมเอกสารและสถานที่ติดต่อให้พร้อม ซึ่งเท่าที่สอบถาม นำเอกสาร(หนังสือให้ออกจากราชการ +สำเนาทะเบียนบ้าน +สำเนาบัตรประชาชน) ไปติดต่อได้ที่ สถานีอนามัย หรือ รพ.ในภูมิลำเนาที่อยู่ หลังจากที่ได้รับหนังสือให้ออกจากราชการแล้ว



ตัดสินใจแน่นอน

1. ติดต่อที่ ธุรการ รพ. หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (งานบุคลากร) ขอหนังสือลาออกจากราชการ ( เป็นใบคำร้อง ขอลาออกจากราชการ ) แล้วก็กรอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้ครบ โดยเฉพาะ เหตุผลที่ขอลาออก ซึ่งอยากจะเน้นว่า อย่าให้เป็นเหตุผลที่อาจกระทบต่อคนอื่น ๆ มากนัก ไหน ๆ จะออกแล้วก็อย่าให้มีเรื่อง ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องดีกว่า

2. เสนอ ผู้อำนวยการ ซึ่งผู้อำนวยการอาจอนุมัติเลย หรือ อาจยับยั้งไว้ก็ได้ แต่ตามระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตรา 113 ถ้าผู้อำนวยการแจ้งเหตุผลให้ทราบก็ยับยั้งได้ 90 วัน
ส่วนกรณีที่อาจเป็นปัญหา ก็คือตามระเบียบ ถ้า ผู้อำนวยการ เฉย ๆ ไม่แจ้งยับยั้ง แต่ก็ไม่เซนต์อนุมัติ ให้ถือว่า ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ยื่น ซึ่งข้อนี้ ค่อนข้างเสี่ยงเพราะไม่ได้ระบุว่า ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ถ้าเกิดเราไม่มาทำงาน แล้วเกิดการเล่นแง่ว่า เราขาดราชการโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ แบบนี้ก็อาจมีปัญหาได้ ซึ่งอาจไม่มาทำงาน โดยใช้วันลากิจ แต่ต้องทำเป็นหนังสือลาให้ถูกต้องด้วยนะครับ
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ก็น่าจะขอให้เป็นหนังสือราชการว่า ให้ออกตามคำขอ หรือ ยับยั้ง ดีกว่า

3. ใบลาจะมีผลบังคับเมื่อได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ถ้ายังไม่มีหนังสือแล้วหยุดเอง โดยที่ไม่ได้ทำตามระเบียนวันลาราชการ จะถือว่า ขาดราชการ ซึ่งอาจกลายเป็นถูกสั่งให้ออกจากราชการ (ปลดออก ไล่ออก) ทำให้ไม่ได้ สิทธิบำเหน็จบำนาญราชการ รวมถึงการขอเข้ารับราชการใหม่ด้วย

4. ควรทำให้ถูกต้องตามระเบียบ อาจช้าหน่อย แต่ก็ต้องเผื่อไว้ด้วยว่า เราอาจจะกลับเข้ารับราชการใหม่ เพราะถ้าเป็นการออกจากราชการด้วยเหตุผลว่า “ ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก “ อยากจะเข้ามารับราชการใหม่ ไม่ว่าที่ไหน ตำแหน่งอะไร ก็มีปัญหาแน่นอน อ้อ รวมถึงตำแหน่งทางการเมืองด้วยนะครับ


[color=blue]:: พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 มาตราที่ 112-123 [/color]

:: หมวด 6 การออกจากราชการ

มาตรา 112 ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการเมื่อ
(1) ตาย
(2) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(3) ลาออกจากราชการและได้รับอนุญาตให้ลาออกหรือการลาออกมีผลตาม มาตรา 113
(4) ถูกสั่งให้ออกตาม มาตรา 54 มาตรา 67 มาตรา 107 มาตรา 114 มาตรา 115 มาตรา 116 มาตรา 117 มาตรา 118 หรือ มาตรา 123 หรือ
(5) ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก
วันออกจากราชการตาม (4) และ (5) ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.พ. วางไว้
การต่อเวลาราชการให้ข้าราชการพลเรือนสามัญที่ต้องออกจากราชการตาม (2) รับราชการต่อไป จะกระทำมิได้

มาตรา 113 นอกจากกรณีตามวรรคสี่ ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดประสงค์จะ ลาออกจากราชการ ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 52 เป็นผู้พิจารณาอนุญาต

ในกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 52 พิจารณาเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ ราชการจะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินเก้าสิบวันนับตั้งแต่วันขอลาออกก็ได้ แต่ ต้องแจ้งการยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ขอลาออกทราบ และเมื่อครบกำหนด เวลาที่ยับยั้งแล้วให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดเวลาที่ยับยั้ง

ถ้าผู้มีอำนาจสั่งบรรจุตาม มาตรา 52 ไม่ได้อนุญาตให้ลาออกตามวรรคหนึ่งและไม่ได้ยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกตามวรรคสอง ให้การลาออกนั้นมีผลตั้งแต่วันขอลาออก

ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการเพื่อดำรง ตำแหน่งทางการเมือง หรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือ ผู้บริหารท้องถิ่น ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชา และให้การลาออกมีผลนับตั้งแต่วันที่ผู้นั้น ขอลาออก

หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการลาออก การพิจารณาอนุญาตให้ลาออกและการยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่ให้เป็นไปตามระเบียบ ที่ ก.พ. วางไว้

..........................................

ข้อแนะนำ ถ้าต้องลาออกจากราชการ มีขั้นตอนอย่างไร?...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-02-2008&group=27&gblog=19

ทำไมผมถึงลาออกจากราชการ .... เรื่องเก่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2551 เอามาเล่าสู่กันฟัง

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-01-2011&group=27&gblog=20

สาเหตุที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ... เคยมีการวิจัยมาเพียบ เมื่อไหร่จะเริ่มแก้ไข ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2010&group=27&gblog=18

เปิดกับดัก'งานหนักฆ่าหมอ' คนในรู้จนชิน'เรื้อรังมานาน'... เดลินิวส์

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=13-07-2017&group=27&gblog=21





 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 26 กรกฎาคม 2560 13:22:54 น.   
Counter : 1013 Pageviews.  

ผลของ การรักษาโรค



ผลของการรักษาโรค

เมื่อเกิดความเจ็บป่วยขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทุกคนอยากทราบก็คือ เจ็บป่วยด้วยโรคอะไร และผลการรักษาจะเป็นอย่างไร ซึ่งบางครั้งแพทย์เองก็ไม่สามารถให้คำตอบที่ชี้ชัดได้ว่าจะเป็นอย่างไร หรือ อาจให้คำตอบที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของผู้ป่วยและญาติ ทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจกันขึ้นระหว่างแพทย์ ผู้ป่วยและญาติ

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผลของการรักษาโรคว่าจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งอาจพอสรุปได้ว่าขึ้นอยู่กับ

1. ชนิดของโรค

ซึ่งอาจพอจำแนกชนิดของโรคได้เป็น 4 ประเภทคือ

1. โรคที่เป็นแล้ว รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย (หายได้เอง) ซึ่งโรคโดยส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในกลุ่มนี้

2. โรคที่เป็นแล้ว รักษาจึงหาย ถ้าไม่รักษาก็หายแต่หายช้า

3. โรคที่เป็นแล้ว รักษาจึงหาย ถ้าไม่รักษาก็ตาย หรือมีความพิการ

4. โรคที่เป็นแล้ว ถึงรักษาก็ไม่หาย


2. ความสามารถของแพทย์ ที่ให้การรักษาพยาบาล นอกจากแพทย์แล้วก็ยังมีเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น พยาบาล ผู้ช่วยเหลือคนไข้ นักกายภาพบำบัด เจ้าหน้าที่เอ๊กซเรย์ เจ้าหน้าที่ห้องตรวจปฏิบัติการ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการรักษาความเจ็บป่วยของผู้ป่วยแต่ละคนนั้น ต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายมาร่วมมือกันเพื่อให้ผลการรักษาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


ถ้าเป็นโรคในกลุ่มที่ 1 ซึ่งรักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย ประชาชนทั่วไปก็สามารถหาความรู้เพื่อรักษาตัวเองได้

โรคที่อยู่ในกลุ่มนี้เช่น หวัด ท้องเสีย ปวดกล้ามเนื้อหลังจากการทำงานหนักหรือจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง

โรคกลุ่มที่ 2 และ 3 ซึ่งต้องได้รับการรักษาจึงจะหาย เป็นกลุ่มที่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถของแพทย์ในการรักษาโรคให้หายโดยเร็วที่สุด มีภาวะแทรกซ้อนหรือความพิการน้อยที่สุด ความรู้ของแพทย์จึงมีความสำคัญในการรักษาโรคในกลุ่มนี้

โรคที่อยู่ในกลุ่มนี้เช่น กระดูกหัก หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไส้ติ่งอักเสบ

โรคกลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มที่แพทย์ยังต้องให้การรักษาอยู่ ถึงแม้ว่าจะรักษาแล้วไม่หาย มีความพิการ หรือ มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น แพทย์ก็ต้องพยายามให้เกิดความพิการหรือภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด

ถ้าผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตก็ต้องพยายามให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวมากที่สุดและทรมานน้อยที่สุด

โรคในกลุ่มนี้เองที่มักจะเป็นปัญหาระหว่างแพทย์ ผู้ป่วยและญาติ ซึ่งผู้ป่วยและญาติก็มีความหวังที่จะให้ผู้ป่วยหายเป็นปกติ แต่ในความรู้ความสามารถของแพทย์ในปัจจุบันไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วยและญาติ เพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

โรคที่อยู่ในกลุ่มนี้ เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น



3. ผู้ป่วยและญาติ

ในการรักษาโรคส่วนประกอบที่สำคัญอย่างมากก็คือ ผู้ป่วยและญาติ

ถึงแม้ว่าแพทย์จะเก่งหรือใช้ยาดีขนาดไหน ถ้าผู้ป่วยและญาติไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา ดูแลตนเอง ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ โรคก็ไม่มีทางหายได้

ความร่วมมือในการรักษาทั้งจากผู้ป่วยเอง และจากญาติ ก็จะทำให้การรักษาได้ผลดีตามที่ ทุกคนต้องการ ถึงแม้ว่าโรคบางอย่างอาจรักษาไม่หายแต่ถ้าญาติและผู้ป่วยให้ความร่วมมือในการรักษา ก็ทำให้ผลการรักษาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้



::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

ข้อสังเกตคลินิก ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข

๑.มีป้ายชื่อสถานพยาบาลและเลขที่ใบอนุญาต ๑๑ หลัก ติดไว้หน้าคลินิก

๒.แสดงใบอนุญาต ให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล

๓.แสดงใบอนุญาต ให้ดำเนินการสถานพยาบาล

๔.แสดงหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมประจำปี ของปีปัจจุบัน

๕.แสดงรูปถ่ายของผู้ประกอบวิชาชีพ พร้อม ชื่อและเลขที่ใบประกอบวิชาชีพ

๖.แสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล และ สามารถสอบถามอัตราค่ารักษาได้

๗.แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับ สิทธิผู้ป่วย ในที่เปิดเผยและเห็นง่าย

อ้างอิง:

คู่มือประชาชนในการเลือก คลินิก ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข

สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข

โทร02 193 7000 ต่อ 18416 - 7

www.mrd.go.th

FB@สารวัตรสถานพยาบาลOnline

https://www.facebook.com/สารวัตรสถานพยาบาล-Online-1502055683387990/

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

คู่มือประชาชนในการเลือก คลินิก ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=07-07-2017&group=15&gblog=80

ช่องทางร้องเรียนเกี่ยวกับ ...ยา ....หมอ ....คลินิก .....โรงพยาบาล ...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2009&group=7&gblog=18

ไปรักษาคลินิกแล้วจะดูอย่างไรว่า .. ผู้ที่ตรวจรักษา นั้นเป็น "หมอจริงหรือไม่ ???"

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=16-05-2010&group=7&gblog=58

แขวนป้ายแขวน ใบว. ถ้ารู้แล้วยืนยันจะเสี่ยงก็ไม่ว่ากัน //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=12-11-2015&group=7&gblog=193

ข้อแนะนำก่อนจะพบแพทย์กระดูกและข้อ

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-07-2008&group=7&gblog=3

ข้อแนะนำเมื่อต้องรับการรักษา

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=24-12-2007&group=4&gblog=2

คำถาม..ที่ควรรู้..คำตอบ

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=03-01-2008&group=4&gblog=3

เคล็ดลับ20 ประการ ที่จะช่วยคุณ "ป้องกันความผิดพลาดทางการแพทย์ในการเข้ารับบริการสุขภาพ "...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-10-2010&group=4&gblog=85

หมอคนไหนดี“ ??? .... คำถามสั้น ๆ ง่ายๆ แต่ ไม่รู้จะตอบอย่างไร ..

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=14-01-2012&group=15&gblog=42

ผลของการรักษาโรค

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=05-01-2008&group=4&gblog=4

ข้อเท็จจริงในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยแพทย์

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=11-06-2013&group=15&gblog=59

ฉลาดเลือกใช้...การแพทย์ทางเลือกโดยอ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-09-2011&group=7&gblog=149

สิทธิผู้ป่วย... คำประกาศ"สิทธิ"และ"ข้อพึงปฏิบัติ" ของผู้ป่วย .... วันที่ประกาศ ๑๒สค. ๒๕๕๘

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=23-12-2007&group=4&gblog=1

ความรู้เกี่ยวกับใบรับรองแพทย์

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=06-01-2008&group=4&gblog=5





 

Create Date : 05 มกราคม 2551   
Last Update : 15 กรกฎาคม 2560 20:25:24 น.   
Counter : 327 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]