Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

จริยธรรมเกี่ยวกับ ... การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ...




คำนำ: จริยธรรมเกี่ยวกับ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

ศ. นพ. สมศักดิ์ โล่ห์เลขา



ในระยะสองสามปีที่ผ่านมาได้มีการกล่าวถึงการใช้เซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาโรค ต่างๆมากขึ้น บุคลากรทางการแพทย์และผู้สื่อข่าวจำนวนมากมีความห่วงใยว่า การใช้เซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาโรคต่างๆนั้นจะกลาย เป็นธุรกิจที่ผิดจริยธรรม ชมรมจริยธรรมการวิจัยในคนในประเทศไทยได้มีหนังสือถึงแพทยสภาท้วงติงในเรื่อง นี้ แพทยสภาได้มีมติตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งขึ้นมาพิจารณาแนวทางในการควบคุม ด้านจริยธรรมในขณะเดียวกันก็จะต้องไม่ขัดขวางการพัฒนาในด้านนี้ แพทยสภาต้องการเห็นการวิจัยที่ทำถูกต้อง ทั้งทางวิทยาศาสตร์และจริยธรรม

ในปัจจุบัน มีการยอมรับการใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดรักษาโรคทางโลหิตวิทยา เท่านั้น

การใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรคของอวัยวะอื่นยังอยู่ในขั้นการทดลองและวิจัย เท่านั้น แม้ว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าเราอาจจะนำเอาเซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรคได้ หลายชนิด

ได้มีการเสนอให้มีการตั้งคณะ กรรมการ Scientific และ Ethical Committee กลางซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายฝ่ายมาร่วมกันพิจารณา ผู้ที่จะทำการวิจัยเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดจะ ต้องผ่านคณะกรรมการจริยธรรมของสถาบันของตนก่อนแล้วจึงมาผ่านหน่วยกลางก่อนทำ การวิจัย เพื่อให้การวิจัยนั้นเชื่อถือได้ เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และให้ความปลอดภัยและเป็นธรรมต่อผู้ป่วยโดยไม่มีอคติในทางใดทางหนึ่ง

แพทยสภาจะแถลงข้อเท็จจริงและ ข้อมูลเกี่ยว กับการใช้เซลล์ต้นกำเนิดให้ประชาชนและแพทย์ทราบ เมื่อมีคณะกรรมการจริยธรรมกลางแล้วแพทยสภาจะออกข้อบังคับเพื่อควบคุมการ วิจัยเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต่อไป

๑๒ กันยายน ๒๕๕๐

----------------------------------------------------------------------------------------------------------



๑. เซลล์ต้นกำเนิดบำบัด


ศ. นพ.สุรพล อิสรไกรศีล*

*สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล




เซลล์ต้นกำเนิดหรือ stem cell มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ สามารถแบ่งตัวได้เซลล์ใหม่ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนเดิม และสามารถเจริญเป็นเซลล์ชนิดต่างๆได้หลายชนิด

เซลล์ต้นกำเนิดจำแนกออกเป็น

เซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อน หรือ embryonic stem cell (ES cell) และ

เซลล์ต้นกำเนิดผู้ใหญ่ (adult stem cell) เซลล์ต้นกำเนิดทั้งสองชนิดสามารถเจริญเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่อได้หลากหลาย ชนิด

เซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนหรือ ES cell สามารถเจริญเป็นเซลล์ได้ทุกชนิด เรียกคุณสมบัติดังกล่าวว่า pluripotency

เซลล์ต้นกำเนิดผู้ใหญ่เจริญเป็นเซลล์ได้หลายชนิดแต่ไม่ทุกชนิด เรียกคุณสมบัตินี้ว่า multipotency


การที่สามารถเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิดของคนได้เป็นครั้งแรกโดยนักวิทยา ศาสตร์อเมริกันเมื่อ พ.ศ. 2541 ทำให้เกิดความหวังที่จะนำเซลล์ต้นกำเนิดมาใช้รักษาโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความเสื่อม ความชราภาพ และโรคที่เกิดจากภยันตรายต่างๆ

ศักยภาพดังกล่าวของเซลล์ต้นกำเนิดทำให้นักวิทยาศาสตร์และแพทย์สนใจที่จะทำ วิจัยเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดอย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตามการทำวิจัยเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดตัวอ่อนมีปัญหาจริยธรรมว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อใด การนำเซลล์จากตัวอ่อนระยะ blastocyst มาเพาะเลี้ยงจะเป็นการทำลายชีวิตหรือไม่ หากเป็น ก็ผิดจริยธรรม จากข้อจำกัดดังกล่าวแพทย์และนักวิทยาศาสตร์จึงหันมาสนใจเซลล์ต้นกำเนิด ผู้ใหญ่กันมากขึ้น

ทั้งนี้โลหิตแพทย์ได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากไขกระดูก เลือด และเลือดสายสะดือ ในการรักษาโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคโลหิตวิทยา ได้แก่
โลหิตจางอะพลาสติก ธาลัสซีเมีย ลิวคีเมียเฉียบพลัน ลิวคีเมียเรื้อรัง ลิมโฟม่า มัลติเพิล มัยอิโลมา โรคภาวะพร่องภูมิคุ้มกัน ซึ่งในปัจจุบันเป็นวิธีการรักษามาตรฐาน



เซลล์ต้นกำเนิดบำบัดเป็นการรักษาวิธีมาตรฐานในโรคใดบ้าง

มีการใช้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดในการปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อรักษาโรคโลหิตวิทยาดังกล่าวข้างต้น

โดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากผู้ให้ที่เป็นพี่น้องที่มี HLA เข้ากันได้กับผู้ป่วย หรือใช้ผู้ให้ที่เป็นบุคคลอื่นที่มี HLA เข้ากันได้ หรือใช้ เลือดสายสะดือ ที่เก็บจากธนาคารเลือดสายสะดือ

ต่อมามีการใช้เซลล์ต้นกำเนิดใน เลือด โดยการกระตุ้นด้วย G-CSF ทำให้เซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกเคลื่อนย้ายมาอยู่ในเลือด แล้วจึงเก็บจากเลือด การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูก เลือด และเลือดสายสะดือ เป็นวิธีการรักษามาตรฐานสำหรับโรคต่างๆที่กล่าวมาแล้ว

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูก ต้องเจาะไขกระดูกผู้ให้ ต้องดมยาสลบผู้ให้ และใช้เวลาเจาะนาน 1-2 ชั่วโมง

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจาก เลือด ง่ายถ้าไม่ต้องเจาะไขกระดูก และการฟื้นตัวของไขกระดูกในผู้ป่วยเร็วกว่า แต่มีอุบัติการของภาวะ chronic GvHD สูงกว่า

การปลูกถ่าย เลือด สายสะดือ มีข้อจำกัดเพราะมีเซลล์ต้นกำเนิดจำนวนไม่มาก และการฟื้นตัวของไขกระดูก โดยเฉพาะเกล็ดเลือดช้ากว่า



เซลล์ต้นกำเนิดบำบัดใช้รักษาโรคอื่นๆนอกจากโรคโลหิตวิทยาได้ผลหรือไม่

มีการนำเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือด หรือไขกระดูก หรือเลือดสายสะดือ มาใช้ในการรักษาโรคหัวใจขาดเลือด โรคกระดูก โรคระบบประสาท และโรคเบาหวาน แผลที่เกิดในผู้ป่วยเบาหวาน

ส่วนใหญ่เป็นรายงานเบื้องต้น มี clinical trial เพียง 9 การศึกษาที่ทำในโรคหัวใจขาดเลือด โดยการเปรียบเทียบกับกลุ่ม control พบว่ามีทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล ในกลุ่มที่ได้ผลมักได้ผลไม่มากและได้ผลชั่วคราว สำหรับในโรคอื่นยังไม่มีข้อมูลของ clinical trial

เซลล์ต้นกำเนิดบำบัดในการรักษาโรคอื่นๆ นอกจากโรคโลหิตวิทยายังอยู่ในระหว่าง การศึกษาวิจัย หากจะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยควรเป็น randomized control trial ซึ่งจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการวิจัยในคนก่อน



ควรเก็บเซลล์ต้นกำเนิดไว้ในธนาคารเพื่อใช้ในอนาคตหรือไม่

ขณะนี้มีการรณรงค์เพื่อเก็บเซลล์ต้นกำเนิดของตนเองไว้ใช้ในอนาคตหากเจ็บป่วย และจำเป็นต้องใช้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด อาจเก็บเซลล์ต้นกำเนิดเลือดสายสะดือขณะแรกคลอด หรือเก็บเซลล์ต้นกำเนิดไขกระดูกหรือเลือด โดยสามารถเก็บไว้ได้นาน 20 ปี

ในปัจจุบันเซลล์ต้นกำเนิดบำบัดเป็นวิธีการรักษามาตรฐานเฉพาะโรคโลหิตวิทยา เท่านั้น

ถามว่าจะใช้เซลล์ต้นกำเนิดบำบัดของตัวเองเพื่อรักษาโรคโลหิตวิทยาได้หรือ ไม่

คำตอบคือได้ แต่มีโรคเพียงไม่กี่โรคเท่านั้นที่เหมาะสมที่จะรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ ต้นกำเนิดโดยใช้เซลล์ต้นกำเนิดของตนเอง

ถ้าเป็นโรคธาลัสซีเมียก็ไม่สามารถใช้เซลล์ต้นกำเนิดของตนเองได้ หากเป็นลิวคีเมียก็ไม่ควรใช้เซลล์ต้นกำเนิดของตนเองเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะจะมีอัตราการเป็นโรคกลับสูง

การเก็บเลือดสายสะดือเพื่อไว้ใช้สำหรับตัวเองเรียก Private cord blood bank พบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาจากจำนวนเลือดสายสะดือที่เก็บ 250,000 ตัวอย่าง ใช้ไปเพียง 14 ตัวอย่างเท่านั้น โดยที่ไม่ได้ใช้กับตัวเจ้าของเลือดสายสะดือเลย หากแต่ใช้กับพี่หรือน้องที่เจ็บป่วยด้วยโรคโลหิตวิทยาและจำเป็นต้องปลูกถ่าย เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ของการเก็บที่เก็บไว้ใช้กับเจ้าของเลือดสายสะดือเท่านั้น

*สำหรับการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดและไขกระดูกก็เช่นเดียวกัน มีโอกาสที่จะนำมาใช้ไม่มาก



เซลล์ต้นกำเนิดที่เก็บไว้จะใช้ในโรคอื่นได้หรือไม่

ดังที่กล่าวแล้ว ข้างต้น ในปัจจุบันเซลล์ต้นกำเนิดบำบัดยังไม่ใช่การรักษามาตรฐานสำหรับโรคอื่นๆ นอกจากโรคโลหิตวิทยา และหากจำเป็นต้องใช้เซลล์ต้นกำเนิด เซลล์ต้นกำเนิดก็มีอยู่แล้วในตัวผู้ป่วยทั้งในไขกระดูกและในเลือด ซึ่งสามารถเจาะไขกระดูกหรือเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดมาใช้ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว เซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดสายสะดือที่ผู้เก็บรับรองว่าจะเก็บไว้ได้นานอย่าง น้อย 20 ปี

หากเซลล์ต้นกำเนิดบำบัดจะใช้ได้ผลจริงในโรคที่ไม่ใช่โรคโลหิตวิทยาในอนาคต โรคที่เกิดจากความเสื่อมมักพบในคนสูงอายุ ดังนั้นเจ้าของเลือดสายสะดือยังอายุไม่มากพอที่จะเกิดโรคดังกล่าว



----------------------------------------------------------------------------------------------------------



๒. การดำเนินงานเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิด


โดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา



เนื่องในปัจจุบันความรู้ด้านชีววิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และมีความพยา ยามที่จะสร้างและพัฒนาวิธีการในการรักษาโรคแบบใหม่ เพื่อทำการแก้ไขรักษาความผิดปกติของโรคโดยตรงที่สาเหตุ จึงทำให้มีการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีของเซลล์ต้นกำเนิดอย่างมากในช่วง ทศวรรษที่ผ่านมา

ทั้งนี้เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นเซลล์ตั้งต้นของชีวิต ที่มีความสามารถในการแบ่งตัวได้อย่างไม่จำกัด โดยที่ยังคงรักษาคุณสมบัติเป็นเซลล์ต้นกำเนิดไว้ได้ และในสภาวะที่เหมาะสมก็สามารถเจริญพัฒนาไปเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่อจำเพาะทุก ชนิดของร่างกายได้ และจากคุณสมบัตินี้เองจึงทำให้มีนักวิจัยและแพทย์หลายกลุ่มพยายามศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางในการรักษาโรคแบบเซลล์และเนื้อเยื่อบำบัด

จากวัตถุประสงค์ของการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่มุ่งหมายเพื่อใช้ในการบำบัด บรรเทา รักษาหรือป้องกันโรค หรือความเจ็บป่วยของมนุษย์ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงอยู่ในขอบข่ายคำนิยามของยา ตามกฎหมายว่าด้วยยา

ดังนั้นการวิจัย ผลิต นำเข้า การเก็บรักษา การโฆษณา การขาย ผลิตภัณฑ์เซลล์ต้นกำเนิด จึงอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลของต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือ สหภาพยุโรป เป็นต้น ที่มีแนวทางการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เซลล์ต้นกำเนิดตามกฎหมายว่าด้วยยา เช่นเดียวกัน

แต่เนื่องจากเซลล์ต้นกำเนิดเป็นสิ่งที่ใหม่ทั้งในด้าน วิทยาศาสตร์ องค์ความรู้และข้อมูลสนับสนุน จึงอาจทำให้การกำกับดูแลมีความแตกต่างจากยาทั่วๆ ไปที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าอาจเทียบเคียงได้กับผลิตภัณฑ์ยาประเภทยาชีววัตถุก็ตาม

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงต้องกำหนดกฎระเบียบและหลักเกณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์เซลล์ต้นกำเนิดที่เป็นยา เพื่อให้สามารถคุ้มครองผู้บริโภคในการใช้ผลิตภัณฑ์ว่ามี คุณภาพ ประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัย อีกทั้งกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับเซลล์ต้นกำเนิด อาทิเช่น การผลิต การเก็บรักษาเป็นต้นนั้น ก็ต้องมีมาตรฐาน อาทิเช่น Good Manufacturing Practice, Good Distribution Practice, Good Tissue Practice, Good Laboratory Practice หรือ Good Storage Practice เป็นต้น อีกด้วย

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นและแนวโน้มการพัฒนาดังกล่าว จึงได้จัดทำระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์จากเซลล์ต้นกำเนิดและผลิตภัณฑ์จากเนื้อเยื่อ เพื่อรองรับการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เซลล์ต้นกำเนิดที่อาจจะมีการผลิตหรือนำ เข้าในอนาคตอันใกล้นี้

รวมถึงยังมีโครงการร่วมกับแพทยสภาและกองการประกอบโรคศิลปะเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนเพื่อมิให้เป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ และส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจทั้งในด้านการรับบริการและข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นธรรมอีกด้วย


----------------------------------------------------------------------------------------------------------



๓. ประเด็นทางจริยธรรมการวิจัย ในการนําเซลล์ต้นกําเนิด มาใช้ในการบำบัดรักษา


ศ. นพ. ทวิป กิตยาภรณ์*

*ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล



การนําเซลล์ต้นกําเนิด (stem cell) มาใชในการรักษาโรค เป็นวิทยาการใหมและเป็นความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่การรักษาใน ปัจจุบันยังไม่ได้ผลดีและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด ทำให้มีประเด็นบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ต้องทําความกระจ่าง ชัดให้เกิดขึ้น กล่าวคือ

๑. การนําเซลล์ต้นกําเนิดมาใช้ในการรักษาโรคบางชนิดเป็นการรักษาตามมาตรฐานหรือเป็นเพียงขั้นตอนของการวิจัย

ความสําคัญของประเด็นนี้คือ หากจะถือว่าการใชเซลล์ต้นกําเนิดเป็นการรักษาตามมาตรฐานสากลได้ จะต้องมีการพิสูจน์ได้ว่าเซลล์ต้นกําเนิดมีสรรพคุณ (efficacy) และอาจรวมถึงประสิทธิผล (effectiveness) ในการรักษาจริงและมีความปลอดภัยต่อผู้รับการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว

ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการวิจัยตามขั้นตอนต่างๆ และเป็นที่ยอมรับขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ/หรือ ราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ มาก่อน

รวมทั้งต้องผ่านขั้นตอนการผลิตตามมาตรฐานการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice, GMP) การดําเนินการในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลอง (pre-clinical phase) ภายใตหลักการของการปฏิบัติทางห้องปฏิบัติการที่ดี (Good Laboratory Practice, GLP)

จากนั้นจึงจะทําการทดสอบในมนุษยภายใตมาตรฐานการวิจัยทางคลินิกที่ดี (Good Clinical Practice, GCP) ซึ่งมีทั้งสิ้น ๓ ขั้นตอน จนถึงการทดสอบทางคลินิกระยะที่ ๓ (phase III หรือ efficacy trial) จึงจะตอบคําถามของสรรพคุณและความปลอดภัยของการรักษาของผลิตภัณฑ์ที่นํา มาทดสอบได แต่จากการติดตามการใช้เซลล์ต้นกําเนิดที่มีการกล่าวกันในปัจจุบันว่าใช้ใน " การรักษาโรค" นอกเหนือไปจากโรคทางโลหิตวิทยาบางประเภทนั้น

ผู้ที่ทำงานทางด้านจริยธรรมการวิจัยในคนและงานวิจัยทางคลินิกหลายท่านเห็น ตรงกันว่าน่าจะยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยในคนขั้นต้น (ระยะที่ ๑ และ ๒) เท่านั้น ซึ่งมีเพียงวัตถุประสงคหลักที่จะตอบคําถามวิจัยไดแต่เพียงว่ามีความ ปลอดภัยต่อผู้ที่ได้รับเซลล์ต้นกําเนิดเพื่อการรักษาโรคมากน้อยเพียงใด รวมถึง dosing, scheduling และ potential efficacy เท่านั้น

๒. ค่าใชจ่ายในกระบวนการรักษาโรคด้วยเซลล์ต้นกําเนิด

เนื่องจากกระบวนการใช้เซลล์ต้นกําเนิดยังอยูในระยะการวิจัยทางคลินิกระยะ ที่ ๑ – ๒ ซึ่งมีวัตถุประสงคหลักที่จะตอบคําถามวิจัยว่ามีความปลอดภัยต่อผู้ที่ได้รับ เซลล์ต้นกําเนิดเพื่อการรักษาโรคมากน้อยเพียงใด ฯลฯ ในขั้นตอนดังกล่าว ค่าใช้จ่ายสําหรับการนี้จึงควรเป็นภาระที่ผู้ใหทุนจะต้องรับผิดชอบ อีกทั้งต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่เข้าร่วมการวิจัย หากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงคอันเกี่ยวข้องโดยตรงจากการวิจัยด้วย

๓. ประเด็นอื่นๆ

เนื่องจากผู้ป่วยที่ร่วมในโครงการทดสอบการใชเซลล์ต้นกําเนิดมักเป็นผู้ป่วย ที่เป็นโรคเรื้อรัง และยังไม่มีวิธีการรักษาใหหายขาด

ดังนั้นผู้เข้าร่วมการวิจัยในโครงการวิจัยเซลล์ต้นกําเนิดจึงจัดเป็นผู้เข้าร่วมโครงการที่มีความเปราะบาง (vulnerable subject) ที่สมควรได้รับการคุ้มครองดูแลเป็นพิเศษ ควรระวังมิให้เกิดการโน้มน้าว หรือข่มขู่เชิงบังคับ (inducement/coercion) ให้ผู้ป่วยเหล่านี้เข้าร่วมการวิจัย ขั้นตอนการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการวิจัยซึ่งเป็นหัวใจสําคัญ

ด้านจริยธรรมการวิจัยในคน ผู้ป่วยที่จะเข้าร่วมโครงการวิจัยจะต้องได้รับข้อมูลที่เที่ยงตรงเกี่ยวกับ ประเด็นต่างๆ ของการวิจัย และควรมีการตรวจสอบความเข้าใจของผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยในเนื้อหาของข้อมูล ที่ได้รับก่อนตัดสินใจเข้าร่วมการวิจัยที่เป็นโดยใจสมัคร (voluntary decision) ก่อนการรับเข้าโครงการ (recruitment) ฯลฯ

ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงขออนุญาตเสนอข้อคิดเห็นแก่แพทย์ทั่วไปเพื่อทราบ อันจะเป็นผลให้การวิจัยในคนโดยการใช้เซลล์ต้นกําเนิด ในวงการแพทย์ไทยเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตรและหลักจริยธรรมการ วิจัยในคน และเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง (valid) ใช้ได้เป็นไปตามหลักสากล รวมทั้งเพื่อเป็นการพิทักษ์สิทธิและสวัสดิภาพของผู้ป่วยที่จะเข้าร่วมการ วิจัยต่อไป


เครดิต Ittaporn-stem cell-fact sheet sep2007

............................................................

แพทยสภาเตือน ประชาชนให้ระวังการแอบอ้างของคลินิกและแพทย์ในการใช้สเต็มเซลล์เพื่อการรักษาโรคที่ยังไม่เป็นมาตรฐาน

****************************

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 เวลา 15.00 น.ภายหลังจากการประชุมคณะอนุกรรมการวิชาการและจริยธรรมการใช้เซลล์ต้นกำเนิดและการทำวิจัยในคนด้านเซลล์ต้นกำเนิดของแพทยสภา

ศาสตราจารย์นายแพทย์สมศักดิ
์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่แพทยสภาได้เคยประกาศว่าการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ นั้นในขณะนี้ต้องมีการควบคุม เพราะยังไม่เป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐาน นอกจากโรคที่เกี่ยวกับระบบโลหิตวิทยาที่แพทยสภาได้รับรองไว้แล้ว ส่วนเรื่องอื่น ๆ จัดเป็นโครงการวิจัยที่ต้องผ่านแพทยสภาและไม่สามารถเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ป่วยได้

ปัจจุบันมีแพทย์และคลินิกหลายแห่งได้อ้างว่าใช้สเต็มเซลล์รักษาผู้ป่วยในโรคต่าง ๆ เช่น โรคอัมพาต โรคไขสันหลังบาดเจ็บ โรคเข่าเสื่อม โรคมะเร็ง ไปจนถึงการชะลอความแก่และความงาม โดยมีการโฆษณาอย่างแพร่หลายในสื่อต่าง ๆ และมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจำนวนมากจากผู้ป่วย

แพทยสภาขอยืนยันว่าโรคเหล่า
นี้ยังไม่ได้รับการรับรองว่าเป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐานและอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้ ผู้ใดพบแพทย์หรือคลินิกใดที่อวดอ้างหรือพบผู้ป่วยรายได้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สเต็มเซลล์ที่แอบอ้าง ขอให้แจ้งที่แพทยสภา โทร. 02-590-1881 หรือที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โทร. 02 -193-7999 เพื่อแพทยสภาจะได้ดำเนินคดีทางด้านจริยธรรมต่อไป

แพทยสภาเห็นว่าควรมีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการใช้สเต็มเซลล์ทางการแพทย์ ปัจจุบันแพทยสภากำลังศึกษาเพื่อให้พระราชบัญญัติรัดกุมและไม่ขัดขวางการปฏิบัติงานของแพทย์ในปัจจุบัน รวมทั้งสนับสนุนการก้าวหน้าของการใช้สเต็มเซลล์ในการรักษาผู้ป่วยในประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและปกป้องประชาชนเพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุด


https://www.facebook.com/themedicalcouncil/photos/a.217237308403332.49467.217001611760235/763276087132782/?type=3

............................................

อย. ประกาศคุมผลิตภัณฑ์จากสเต็มเซลล์เป็นยาผลิตต้องขออนุญาต

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=18-04-2009&group=4&gblog=74
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=18-04-2009&group=4&gblog=74


ช่องทางร้องเรียน เกี่ยวกับ เรื่อง ...ยา ....หมอ ....คลินิก .....โรงพยาบาล ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2009&group=7&gblog=18



ปล. เป็นข้อมูลตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ผ่านมา ๘ ปีแล้ว แต่เท่าที่ทราบ ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2552   
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2562 14:23:37 น.   
Counter : 37 Pageviews.  

จริงหรือ ? อาชีพในฝันปัจจุบัน ไม่ใช่ยุคของ "แพทย์" ! ....








ตั้งกระทู้นี้ไว้ใน สวนลุม ... ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ...

หมอไทยวิกฤติแล้ว คนเก่งยี้เรียนแพทย์
//www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L7583467/L7583467.html#40


เลยนำข่าวนี้ เอามาให้อ่านกันต่อ ...


จริงหรือ ? อาชีพในฝันปัจจุบันไม่ใช่ยุคของ"แพทย์" !


คอลัมน์ STORY โดย ทีมงาน DLife

จากที่นี่ //www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02dlf03 090352&day=2009-03-09§ionid=0225

อาชีพในฝันของเยาวชนในปัจจุบันคืออะไร ? ยังเป็น "แพทย์" อยู่อีกหรือเปล่า...?

ต้องยอมรับว่าอาชีพแพทย์ในทุกวันนี้ต้องระมัดระวังการรักษาเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดรักษาผิดพลาดขึ้นมาอาจถูกคนไข้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน มากมาย

สมมติฐานนี้เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการได้พบปะพูดคุยกับแพทย์หลายต่อหลายคน ประกอบกับช่วงที่ผ่านมามีสถิติการฟ้องร้องแพทย์ต่อแพทยสภาและศาลไม่น้อยเลย

DLife จึงขอสะกดรอยตามไปดูว่า ทุกวันนี้เยาวชนยังมอง "แพทย์" เป็นอาชีพในฝันอยู่หรือไม่ ?




อาชีพความหวังสูง


อาจเพราะแพทย์เป็นอาชีพที่ผู้คนคาดหวังสูง ทำงานอยู่กับชีวิตและลมหายใจของผู้คน นั่นจึงทำให้ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ

ไม่แปลกหากที่ผ่านมาเมื่อมีการตรากฎหมายใหม่ๆ ขึ้นมา จำนวนคดีความเกี่ยวกับแพทย์จึงมีมากขึ้น

นายแพทย์อิทธร คณะเจริญ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา ได้เปิดเผยว่า สถิติการฟ้องร้องแพทย์ต่อแพทยสภาและศาลในช่วงปี 2539-พ.ค.2551
เฉพาะโจทก์ที่ยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุข คดีแพ่งมีจำนวน 76 คดี ทุนทรัพย์ที่ฟ้องประมาณ 426 ล้านบาท

กระทรวงสาธารณสุขชำระตามคำพิพากษาไปแล้วประมาณ 7.4 ล้านบาท

ส่วนคดีอาญามีประมาณ 12 คดี


สาเหตุหลักในการฟ้องร้องแพทย์ คือการรักษาผิดพลาด รองลงมาทำคลอด วินิจฉัยผิดพลาด

ซึ่งมี

แพทย์ที่ถูกฟ้องร้องในคดีแพ่ง 55 ราย พยาบาล 11 ราย


ส่วนคดีอาญามีแพทย์ที่ถูกฟ้องร้อง 5 ราย และพยาบาล 2 ราย

...การฟ้องร้องแพทย์เกิดจากกฎหมายใหม่ๆ ที่ให้สิทธิกับผู้รับบริการ ทำให้เกิดผลกระทบที่ตามมา คือการรั่วไหลของแพทย์ภาครัฐ ภาระงานที่สูงขึ้น และแพทย์เลี่ยงรักษากรณีที่รักษายาก !!!

ไม่เพียงแพทยสภาที่มองเห็น แต่แพทย์อาชีพอย่าง

นายแพทย์นิเวศ เสริมศีลธรรม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาศัลยศาสตร์ตกแต่ง เจ้าของคลินิกความงามย่านสยามสแควร์ เป็นอีกคนที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลง

"บางอย่างเป็นเรื่องสุดวิสัยต้องยอมรับ เรื่องแบบนี้เป็นการแพทย์ เหมือนคลอดลูกไม่มีหมอคนไหนอยากทำให้ลูกคนอื่นพิการหรอก

คนตั้งความหวังไว้กับหมอสูงมาก แต่คุณเคยไปตั้งความหวังกับระบบยุติธรรมบ้างไหม ? ผู้พิพากษาตัดสินใจผิด ไม่เคยโดนเลย ไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องนี้

ถ้าทำอย่างนี้ ต่อไปเมืองไทยจะไม่มีใครกล้าเป็นหมอ

ปัจจุบันผมไปถามครูผมที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ ครูผมบอกว่าทุกวันนี้คนเรียนเก่งที่สุดจะไปเรียนนิติศาสตร์

ต่อไปคนที่เรียนกลางๆ กับน้อยสุดจะไปเรียนหมอ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น สังคมจะเปลี่ยนไปในอีก 10 ปีข้างหน้าโดยที่คนไม่ไหวตัว"

...เมื่อก่อนคนที่ฉลาดที่สุดจะเรียนหมอกับวิศวะ ปัจจุบันคนที่ฉลาดที่สุดไปเรียนนิติศาสตร์ เป็นนักการเมือง แล้วต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น

ก็เหมือนกับครูที่ปัจจุบันคนที่จะเรียนครูก็เพื่อจบไปแล้วไปสอนพิเศษ มีเพื่อนผมตั้งใจให้ลูกเป็นครูสอนพิเศษ อัดความรู้ทุกอย่าง แม่เขาดูแล้วธุรกิจนี้ไปได้ดี

"ผมว่าบางทีสังคมก็ทำให้มันเป็นไปอย่างนั้นโดยที่ตัวเองไม่ได้คิด อย่างในอเมริกาบางรัฐไม่มีหมอทำคลอดเลย ต้องไปคลอดอีกรัฐหนึ่ง เพราะคนชอบฟ้องร้อง

หมอสูติฯในอเมริกาจึงถูกฟ้องมากอันดับหนึ่ง คิดดูสิ แล้วต่อไปจะคลอดลูกกันได้อย่างไร ผมไม่อยากให้เมืองไทยไปถึงจุดนั้น ให้มันพอสมควร

ดีกว่า บางคดีที่หมอติดคุกเพราะสุดวิสัยจริงๆ คนไม่ไปอยู่

บ้านนอกมาไม่รู้หรอก อัตราการแทงหลังเข้าไปแล้วตาย หมอดมยาแทงก็ตายเหมือนกัน แล้วเอาเขาติดคุก คดีนั้นทำให้หมอลาออกเยอะมาก รุ่นหลังๆ ไม่เรียนหมอก็มี"

นายแพทย์นิเวศบอกด้วยว่า เท่าที่มีการพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่เป็นแพทย์ ลูกๆ เพื่อนที่สอบติดแพทย์แล้วไม่เอาแพทย์ก็มี

ปัจจุบันไม่มีใครอยากเรียนหมอ ในอนาคตผมว่าจะได้เห็นหมอจากอินเดีย เนปาล ปากีสถาน เข้ามารักษาคนไทย ถามว่า โอเคไหม...นี่คือข้อเท็จจริง ผมว่าน่ากลัวมาก ในสังคมไม่มีนักกฎหมายอาจจะได้ แต่ไม่มีหมอไม่ได้ !!!






หมอ : อาชีพในฝัน ?


ในสมรภูมิสอบเข้ามหาวิทยาลัย "คณะแพทยศาสตร์" เป็นหนึ่งในคณะสุดยอดของเด็กเรียนดี...แน่ละ ใครใคร่เลือก

คณะนี้ นอกจากจะ "มั่นใจ" และ "กล้า" แบบสุดยอดแล้ว คะแนนในหมวดวิชาคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์จะต้องสุดยอดด้วย

ที่ผ่านมาภาพของ "หมอ" กับภาพของ "เด็กเรียนเก่ง" จึงกลายเป็นของคู่กันอย่างแยกกันไม่ออก...

"ไม่ต่ำกว่า 5 ปีที่เทรนด์ของเด็กเก่งเริ่มเปลี่ยนไปไม่เลือกแค่หมอ ถ้าเด็กชอบชีวะก็เป็นธรรมดาที่จะเลือกคณะแพทย์

แต่ระยะหลังเริ่มเปลี่ยนแนว คือเด็กสายวิทย์มีแนวโน้มเลือกคณะวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะเด็กเก่งบางคนมีข้อจำกัด แค่เห็นเลือดก็เป็นลมแล้ว

ไม่ใช่ว่าเด็กเรียนสายวิทย์ทุกคนแล้วจะอยากเป็นหมอ เพราะวิทยาศาสตร์สอนให้เด็กคิดเป็นกระบวนการแบบวิทยาศาสตร์

บางคนได้คะแนนพอที่จะเลือกหมอแต่เขาชอบงานวิจัยมากกว่า เขาเลยเลือกไปรับทุน พสวท. แบบนี้ก็มี"

อาจารย์นิพนธ์ ศรีนฤมล อาจารย์ประจำโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้คลุกคลีกับเด็กเก่งในกลุ่มโอลิมปิกวิชาการกว่า 20 ปี เล่าให้ฟัง

"ผมเคยเจอเด็กฟิสิกส์โอลิมปิกแต่เอนทรานซ์เข้าคณะบัญชี ถามว่าแล้วมาเข้าโครงการโอลิมปิกทำไม

เขาบอกเลยว่าอยากพิสูจน์ว่าตัวเองก็เรียนได้ แต่เขาเลือกที่จะไม่เรียนเอง หรืออย่างบางคนเอนฯเข้าเศรษฐศาสตร์ เขาก็แฮปปี้ดี"

อาจารย์นิพนธ์บอกว่า ความนิยมในการเลือกคณะแพทย์ในอดีต ส่วนหนึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องของทัศนคติ

แต่ปัจจุบันไม่จำเป็นที่คนเก่งจะต้องเลือกเติบโตในสายอาชีพหมอเสมอไป เพราะทุกอาชีพก็มีเกียรติ มีโอกาส ถือว่าเป็นการกระจายอัจฉริยะให้ครอบคลุมทุกๆ

อาชีพ หมอไม่เกี่ยวกับการเรียนเก่งหรือไม่เก่ง เพราะความเป็นหมอไม่ได้แขวนอยู่แค่คะแนน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่านักเรียนแพทย์ส่วนมากก็ยังเป็นเด็กเก่งอยู่ดี...



ณฐพล สุโภไควณิช นิสิตแพทย์ ชั้นปีที่ 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า ความฝันของผมคือโตขึ้นอยากเป็นหมอตั้งแต่เด็ก เพราะคุณพ่อเปิดร้านขายยา เขารู้สึกประทับใจคำขอบคุณของคนไข้เมื่อกินยาแล้วหายป่วย

"รู้สึกตั้งแต่เด็กแล้วว่า การได้ช่วยเหลือให้คนหายป่วยมัน

รู้สึกดีมาก ก่อนหน้านี้ 5-6 ปีเรื่องเรียนหมอเป็นอะไรที่บูมมาก สังคมมองว่าหมอเป็นอาชีพที่มั่นคง มีงานทำแน่นอน มีรายได้สูง ส่วนหนึ่งที่คนเรียนแพทย์เยอะอาจเพราะพ่อแม่อยากให้เรียน ของผมที่บ้านก็สนับสนุน คุณแม่หาซื้อแบบฝึกหัดมาให้ทำตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่เคยบังคับนะ พอช่วงหลังแพทย์มีข่าวโดนฟ้องเยอะ คนที่สนใจอยากให้ลูกหลานเป็นอาชีพนี้ก็อาจมีทัศนคติเปลี่ยนไป"

ก่อนที่จะมีข่าวเรื่องฟ้องร้อง คนอาจมองว่า ไม่ว่าเรื่องอะไรแพทย์ก็ถูกเสมอ แพทย์มีเกียรติ สังคมมีทัศนคติต่อแพทย์ค่อนข้างสูง แต่พอมีข่าวฆ่าหั่นศพ ผ่าตัดผิดพลาด ไม่ดูแลคนไข้ เรื่องเหล่านี้ก็กลายเป็นประเด็นทางสังคม

"ผมว่าเรื่องหมอทำผิดพลาดนี่มีมาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่มีคนเอามาพูด เพราะในอดีตมองว่าหมอทำดีที่สุดแล้ว แต่ตอนนี้พอพลาดขึ้นมา กลายเป็นว่าหมอทำไม่เต็มที่ หมอประมาท เวลาเป็นข่าวขึ้นมา อาจารย์เอามาคุยในชั้นให้ฟังเหมือนกัน ที่ลืมผ้าก๊อซไว้ในท้องคนไข้ ผ่าแล้วเอาออกมาไม่หมด ข่าวที่ออกมา บอกว่าหมอทำผิด ทั้งๆ ที่นอกจากหมอก็คือทีมผ่าตัดทั้งทีม"

และในความเป็นจริงแล้ว หลังเรียนจบเส้นทางสู่การเป็นหมอนั้นไม่ได้ราบรื่น เพราะไม่ใช่รักษาแค่เคสตัวอย่าง แต่เป็นชีวิตคนจริงๆ


แพทย์หญิงจันทรา ทิพชัย แพทย์ประจำโรงพยาบาลปากน้ำชุมพร วัย 25 ปี เล่าให้ฟังว่า ตัวเธอเองก่อนเรียนแพทย์ก็เหมือนคนอื่นทั่วไป ทัศนคติต่ออาชีพนี้ดีตรงที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น ทำประโยชน์ได้ ได้ผลตอบแทนที่ดีด้วย ตอนเด็กพ่อแม่มีส่วน

ผลักดันมาก แต่ที่โรงเรียนมีส่วนมากกว่า พอไปอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ เพื่อนๆ อยากเรียนหมอกันเยอะ ทำให้ในหัวถูกเปลี่ยนไปอย่างนั้น พอเธอสอบโควตาผ่านแพทย์ศิริราชจึงไม่ลังเลที่จะเลือกเรียนสาขานี้

"ตอนที่เรียน เราขึ้นวอร์ดไปเจอคุณป้าคนหนึ่งไม่สบาย ไปช่วยป้อนข้าวเช็ดตัว ก็ยังรู้สึกดี คือ เราไม่ได้กดดันว่าต้องทำให้หาย พอทำงานจริง ความรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือคนอื่นก็ยังดีเหมือนเดิม แต่เรื่องที่เราไม่เคยรู้ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ก็มารู้หลังเรียนจบ เช่น ระบบ 30 บาท รักษาทุกโรค เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเสียสักบาท ทำให้คนมาที่โรงพยาบาลเยอะมากๆ"

เธอเล่าให้ฟังว่า ปัญหาคนไข้ล้นมือหมอพบมากในต่างจังหวัด คนไข้มักจะมาโรงพยาบาลในเวลาหลังราชการ ซึ่งไม่ต้องเข้าคิวรอ บางรายขอเข้าแผนกฉุกเฉินทั้งที่ไม่ได้เป็นอะไรมากก็เยอะ

"คนไข้จำนวนมากรู้แต่สิทธิ แต่ไม่รู้หน้าที่ ทำให้ทัศนคติเราที่มีต่อคนไข้เป็นศูนย์ ซึ่งคนไข้คนไหนที่พูดจาดีก็จะเป็นรางวัลของวันนี้ ส่วนมากเจอคนไข้พูดไม่ดีสัก 10% รู้สึกที่มีปัญหาน่าจะเป็นเรื่องการมาโรงพยาบาลของคนไข้ เช่น เป็นแผลที่ปาก 4-5 วัน แล้วเพิ่งมาหาหมอ แถมมาตอน 4-5 ทุ่ม เคส อย่างนี้ จริงๆไม่ควรต้องรอขนาดนั้น บางคนบอกมานอกเวลาไม่ต้องรอ ถ้ามาในเวลาก็ต้องเข้าคิวแบบนี้เป็นต้น"

"ระหว่างเรียนกับทำงานมันต่างกันมาก แต่ทุกคนก็มีเวลาได้ปรับตัว เคยพูดเล่นๆ กับเพื่อน โดยเรียกนักเรียนแพทย์ว่า...พวกหลงผิด...พอเห็นเด็กสมัยนี้เลือกเรียนกฎหมาย บัญชี ได้ทำงานสบายๆ ได้ผลตอบแทนสูงๆ ก็กลับมาคิดเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะเติบโตได้เร็ว ลู่ทางเยอะ ไม่ตกงาน

สำหรับอาชีพแพทย์มันก็มีบ้างที่เหนื่อยทั้งใจ เหนื่อยทั้งกาย ก็แล้วแต่คนด้วยมากกว่า บางคนที่บ้านร่ำรวยอยู่แล้ว ก็อาจจะลาออกไปทำอย่างอื่นได้ แต่สำหรับตัวเองที่ต้องเลี้ยงพ่อแม่ด้วยก็ยังรู้สึกโอเค รู้สึกว่ายังมีจุดที่จะพัฒนาด้านอาชีพได้มากกว่า"

เธอบอกว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เธอก็ยังขอเรียนหมอเหมือนเดิม !!!




เส้นทางสู่เสื้อกาวน์


ไม่เพียงสมมติฐานว่าเด็กๆ สมัยนี้เลือกเรียนหมอน้อยลงหรือเปล่า ? แต่เทรนด์การเลือกเรียนมหาวิทยาลัยยังออกมาตอกย้ำอีกว่า โอนเอียงไปทางสายศิลป์มากขึ้น แถมยังมีโพล

บอกว่าอาชีพที่ทำเงินมากที่สุดในยุคนี้ไม่ใช่หมอ

เหล่านี้คือกระแสข่าวที่ออกมาให้เรารู้สึกหวั่นใจว่า อนาคตบ้านเราจะไม่มีเด็กๆ อยากจะเป็นหมอแล้วหรือไร Huh

ในเวลานี้มีว่าที่นักเรียนแพทย์ รหัส 52 ของโรงเรียนแพทย์ในกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) กำลังเตรียมก้าวเข้าสู่รั้วสถาบันกันไปแล้ว เราจึงไปเปิดดูข้อมูลกันสักนิด แล้วก็พบว่า

ในปี 2551 จำนวนนักเรียนที่สมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต

ในปีการศึกษา 2552 ผ่านระบบรับตรงมียอดผู้สมัคร จำนวน 24,857 คน จากปีที่ผ่านมามีผู้สมัคร 22,000 คน ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมา 2,000 คน เลยทีเดียว

จากการพูดคุยกับ รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงนันทนา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ช่วยยืนยันสถิติดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

"จำนวนเด็กสอบแพทย์สูงขึ้นทุกปี จำนวนนักเรียนที่สอบเข้าแพทย์สูงขึ้นอาจจะเป็นเพราะช่วง 2 ปีหลังกลุ่มสถาบันแพทย์ฯ เรารวมเอาคณะทันตแพทย์เข้าไว้เพื่อเป็นการลดภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง ลดปัญหาในการมอบตัวเข้าศึกษา

ซ้ำซ้อนหลายสถาบันในปีการศึกษาเดียวกัน อันเป็นเหตุให้มีการสละสิทธิ์ และมีที่นั่งว่างในแต่ละสถาบัน"

แต่ถ้าหากเข้าใจกันว่าเด็กไม่อยากเป็นหมอเพราะกลัวการฟ้องร้องแล้วหันไปเรีย นเป็น "หมอความ" ตามข่าวที่เคยเห็นกันมานั้น อาจารย์หมอนันทนาให้ความเห็นว่า

"เด็กออกไปเหมือนเราปล่อยนกออกไปบิน โรงเรียนคือสถานที่สร้างภูมิคุ้มกัน แต่ปัจจุบันเชื้อโรคก็แข็งแรงมาก เราเองก็สร้างไม่ไหวเหมือนกัน

สำหรับคดีฟ้องร้องแพทย์นั้น กับเด็กนักเรียนที่กำลังเตรียมสอบแล้ว คงไม่มีเด็กคนไหนวิตกจริตว่าเรียนแพทย์ไม่ดี แล้วไปเรียนนิติฯดีกว่า

ดิฉันว่านี่เป็นเรื่องไกลตัวเด็กมาก เราขยายปัญหามากไป ของบางอย่างต้องสร้างแรงจูงใจ คนทำถูกต้องควรจะยกย่องชมเชยกันมากกว่าคนที่ทำผิดทำไม่ดีก็ไม่ต้องสนใจ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เด็กที่สอบแพทย์ได้แล้วสละสิทธิ์ก็มี แต่เขาสละสิทธิ์เพราะสอบติดโครงการพิเศษ และโครงการปกติ ต้องเลือกเอาโครงการใดโครงการหนึ่ง

หรือบางคนอาจจะสอบติดทุนโท-เอก แต่ที่สละสิทธิ์ก็มีน้อย และถ้าเลือกสละสิทธิ์ไปสู่อาชีพอื่นที่เขามีโอกาส"


ในปีนี้จะเห็นได้ชัดว่าการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับ มหาวิทยาลัยนั้นมีคว ามเปลี่ยนแปลง และแน่นอนว่าจะต้องมีผลต่อการสอบคัดเลือกเข้าเรียนแพทย์ในปีต่อไป นั่นคือข้อสอบที่สำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดขึ้นใหม่ คือการจัดสอบความถนัดทั่วไป (General Aptitude Test หรือ GAT) และความถนัดเฉพาะด้านวิชาการ (Professional A Aptitude Test หรือ PAT) เพื่อใช้เป็นคะแนนในการนำไปสอบระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่นกลางในปี 2553 แทนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง (A-NET)

เมื่อไม่มี A-NET แล้ว ดังนั้นทางกลุ่มสถาบันแพทย์ฯ เลือกที่จะจัดสอบด้วยตัวเองโดยไม่ใช้คะแนน GAT และ PAT มาเป็นองค์ประกอบในการคัดเลือก แล้วเปลี่ยนเป็นการสอบวิชาสามัญ และให้ค่าน้ำหนักวิชาสามัญ 70% แบ่งเป็นวิทยาศาสตร์ 40% คณิตศาสตร์ 20% ภาษาอังกฤษ 20% ภาษาไทย 10% และสังคมศึกษา 10% และยังมีการจัดสอบวิชาเฉพาะมีค่าน้ำหนัก 30% ประกอบด้วยการทดสอบศักยภาพในการเรียนรู้ และการประเมินแนวคิดจริยธรรม

รศ.พ.ญ.นันทนากล่าวว่า "กสพท.เราเลือกสอบรวมกันเพื่อลดปัญหาตรงนี้ และก็มีคำถามว่าทำไมเราไม่เชื่อระบบกลางของประเทศชาติ เพราะเรารู้จักไม่มากพอ การสอบแข่งขันนั้นตัดกันที่จุด ไม่ใช่ที่คะแนน เป็นจุดทศนิยม และจะพบว่าแค่จุดเดียวก็พลิกชีวิตแล้ว ในขณะที่เทสต์ทุกตัวจะมี Variation ดังนั้นการสอบครั้งเดียว และข้อสอบเดียวกันจะทำให้ให้ความยุติธรรมกับนักเรียนมากกว่า กสพท.ก็เลยไม่ขอเลือกใช้ GAT-PAT ในการคัดเลือกเข้าเรียนต่อแพทย์"

"แพทย์วัดแค่ความรู้อย่างเดียวไม่พอ มีคุณสมบัติหลายอย่างต้องวัด วัดไม่ได้แค่เนื้อหาวิชา ต้องวัดความถนัดด้วย อันที่จริงแล้วเราอยากมีเวลามากพอที่จะสังเกตพฤติกรรม แต่บังเอิญยังทำไม่ได้

การวัดความถนัดคือวัดความสามารถในการวิเคราะห์ ให้เหตุผล สรุปความ เชื่อมโยงความคิด สังเคราะห์ได้ เพราะคนไข้มาหาหมอด้วยอาการมากมาย แต่คนไข้จะไม่บอกว่า...คุณหมอคะ หนูเจ็บคอ เจ็บทอนซิล ปวดไซนัส...ดังนั้นหมอต้องเป็นคนที่รวบรวมข้อมูล ตั้งสมมติฐาน หักล้าง สรุป แล้วหาข้อมูลสนับสนุนเพื่อวินิจฉัยว่าคนไข้เป็นอะไร

อีกทั้งหมอต้องมีความจำ จริงอยู่ที่ทุกอย่างเปิดตำราได้ แต่เราต้องมี core content ในตัว ไม่ใช่ว่าคนไข้มาแล้ว หมอขอเปิดตำราดูก่อน ดังนั้นก็ต้องรู้จักที่จะสรุปใจความ เก็บข้อมูล จับใจความ ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่ได้เลย นอกจากจะจำได้แล้ว ก็ต้องมีความเร็ว มีความสามารถในการประเมินด้านมิติสัมพันธ์ด้วย"

ส่วนเรื่องแนวข้อสอบจะออกมาเป็นแบบไหนนั้น อาจารย์หมอบอกว่า คนใน กสพท.ยังไม่ทราบกันเลย เพราะข้อสอบนั้นออกโดยกลุ่มคนจำกัด แต่ความเชื่อถือได้ของข้อสอบนั้นมีสูง


สำหรับคนที่อยากจะเรียนหมอ อาจารย์หมอแนะว่า ควรจะต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าไว้สัก 3 ปีจะดีที่สุด เพราะสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาคือระบบการสอบจากส่วนกลาง ดังนั้นการเตรียมพร้อมและรู้ตัวเองไว้แต่เนิ่นๆ เป็นเรื่องดีสำหรับการวางแผนสู่อนาคตที่สดใส Cheesy

ปกติหนังสือเกี่ยวกับการเอนทรานซ์จะเป็นหนังสือแนะนำการเตรียมตัวให้กับเด็ก นักเรียนกระโปรงบานขาสั้น แล้วผู้ปกครองของพวกเขาล่ะ จะเตรียมตัวอย่างไรดี?

หากคิดไม่ออกลองอ่าน "เมื่อลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัย คำแนะนำไม่ให้พ่อแม่สติแตก" โดยอาจารย์อู๋ หนังสือเล่มนี้อธิบายการเตรียมสอบเอนทรานซ์รวมไปถึงการปรับสภาพจิตใจของพ่อแ ม่ก่อนที่จะสติแตกไปเพราะลุ้นไปกับลูกตัวเองด้วย อ่านสนุกด้วยภาษาสบาย แถมพกข้อคิดดีๆก่อนที่ลูกของคุณจะก้าวเข้าสู่โลกมหาวิทยาลัย (สนพ.ภาราดาบุ๊ก)





กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ประกอบไปด้วยคณะแพทยศาสตร์ 12 สถาบัน และคณะทันตแพทยศาสตร์ 5 สถาบัน ได้แก่

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล
วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


คณะยอดนิยม

ปีที่แล้วมหาวิทยาลัยมหิดลได้เผยข้อมูลความนิยมในแต่ละคณะ โดยสุ่มตัวอย่างจากทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

พบว่า 5 คณะยอดนิยมของเยาวชนชาย คือ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ 16.2%,
คณะแพทย์ศาสตร์ 15%,
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 8.4%,
คณะนิติศาสตร์ 7.9%,
คณะรัฐศาสตร์ 7.4%

ส่วนเยาวชนหญิงนั้น คือ

คณะอักษรศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ และคณะมนุษยศาสตร์ 20.4%,
คณะนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ และคณะสื่อสารมวลชน 17.3%,
คณะบัญชี 7.6%,
คณะรัฐศาสตร์ 5.2%,
คณะพยาบาลศาสตร์ 4.6%


ขณะที่มหาวิทยาลัยยอดนิยมจัดตามอันดับแล้ว

อันดับ 1 ตกเป็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
อันดับ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
อันดับ 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,
อันดับ 4 มหาวิทยาลัยมหิดล,
อันดับ 5 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,
อันดับ 6 มหาวิทยาลัยศิลปากร,
อันดับ 7 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ,
อันดับ 8 มหาวิทยาลัยขอนแก่น,
อันดับ 9 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง,
อันดับ 10 มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) (หน้าพิเศษ)







เอาไปแปะ ในสวนลุม ด้วยเลย


จริงหรือ ? อาชีพในฝันปัจจุบันไม่ใช่ยุคของ"แพทย์" !

//www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L7622885/L7622885.html#1




 

Create Date : 13 มีนาคม 2552   
Last Update : 2 กรกฎาคม 2560 20:24:11 น.   
Counter : 515 Pageviews.  

หมอไทยวิกฤติแล้ว คนเก่ง ยี้ เรียนแพทย์ ....









//www.thairath.co.th/news.php?section=hotnews02&content=125699


“โรงพยาบาลวิกฤติขาดแพทย์...ลาออก 2 ตำแหน่ง

ขออภัยในความไม่สะดวก ที่ต้องรอนาน...”



นี่คือป้ายที่ติดประกาศไว้ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งจังหวัดภาคอีสาน ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาว่า แพทย์ไทยอยู่ในสภาวะวิกฤติ



“วิกฤติแพทย์ไทย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนไทยทั้งประเทศ มาจากปัจจัยสอง...สามประการ”


ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณนายแพทย์ เหลือพร ปุณณกันต์
นายกสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชในพระบรมราชูปถัมภ์ บอก




ประการแรก...ผลิตไม่พอ




คุณหมอเหลือพร บอกว่า การผลิตแพทย์ไม่ใช่ของง่ายๆ ไม่ใช่แบบตัดเสื้อมาแล้วใส่ได้เลย หรือเรียนจบแล้วก็ไม่ใช่รักษาคนไข้ได้ทันที แพทย์แต่ละคนจะต้องทำอีกหลายอย่าง ก่อนที่จะรับผิดชอบชีวิตคนได้




จะคิดแค่ว่า...หมอไม่พอ ก็เพิ่มการผลิตไม่ได้




“เพิ่มการผลิต คุณภาพจะได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ คนที่เข้ามาเรียนเก่งแค่ไหนก็ไม่รู้...สอนแพทย์ก็เหมือนสอนช่างซ่อมรถยนต์ ถ้าไม่ลงมือแก้เอง แค่อ่านหนังสือก็แก้ไม่ได้




ขณะเดียวกัน แก้รถยนต์แล้ววิ่งไม่ได้...เอามาแก้ใหม่ได้ แต่ถ้าเป็นหมอรักษาคนไข้ จะมาลองผิดลองถูกไม่ได้”




ประการที่สอง...การกระจายของแพทย์

ยังไม่กระจายไปในแง่ความเหมาะสม




“แพทย์ก็คือคน ต้องการมีครอบครัว มีลูกต้องเรียนหนังสือ สร้างครอบครัวเหมือนคนอาชีพอื่นๆ...ขณะเดียวกัน แพทย์ต้องรับผิดชอบชีวิตคน ก็ต้องดูว่า... ทำได้แค่ไหน”




โรงเรียนแพทย์สอนแพทย์แต่ละคนมา ไม่ใช่ว่าแพทย์ทุกคนรักษาได้ทุกโรค จะต้องมาดูว่า...แพทย์รักษาได้แค่ไหน ถ้าเกินกำลังควรจะส่งไปรักษาต่อที่ไหน




“เรามีระบบส่งต่อผู้ป่วย เขียนไว้ชัดเจนในกระดาษ แต่ไม่ทราบว่าในชีวิตจริงจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า...ทั้งเวลา ทั้งความรวดเร็ว พอกับสิ่งที่ประชาชน คาดหวังหรือไม่”




นี่คือสาเหตุสำคัญที่ผู้ป่วยต่างจังหวัดดิ้นรนเข้ามารักษาตัวในกรุงเทพฯ เข้ารักษาในโรงพยาบาลใหญ่ จนถึงโรงพยาบาลเอกชน




ประเด็นสำคัญ ต้องชี้ไปที่ระบบการรักษาพยาบาลทั่วไป ไม่สามารถให้การรักษาได้พอเพียง...อย่างที่ควรจะเป็น




ขณะที่ระบบบริการสุขภาพต้องการให้คนเข้าถึงแพทย์มากขึ้น แต่กลายเป็นว่า...แพทย์ทำงานหนักขึ้น รับภาระมากขึ้น




หมอคนเดียว ตรวจคนไข้วันละ 200-300 คน




ผลที่ตามมา คือ...คุณภาพการรักษาพยาบาลลดลง




ที่ตามมาอีกอย่างคือ


ปัจจัยประการสุดท้าย...การฟ้องร้อง



ผลพวงคนไข้ฟ้องหมอ จะเห็นว่าแต่ละปีมีคนที่พยายามสอบเข้าแพทย์แล้ว สละสิทธิ์มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์




คุณหมอเหลือพร ชี้ว่า ข้อมูลนี้ไม่ใช่เห็นแล้วจะนิ่งอยู่ได้ เพราะหมายถึงวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เด็กที่สละสิทธิ์ต้องการแสดงให้เห็นว่า ถ้าฉันจะเรียนหมอก็เรียนได้ แต่ที่สละสิทธิ์ หมายความว่า...อาชีพแพทย์ ไม่ใช่อาชีพที่จูงใจให้คนเข้ามาเรียน



“คนที่ฉลาด คิดว่าทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ ทำไม?

ต้องเอาชีวิตทิ้งไว้ทั้งชีวิต...เสี่ยงการติดโรค เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง”




คราวนี้...ก็ถึงเวลาที่ต้องหันหน้าเข้าหากัน จะต้องทำอย่างไรกันต่อไปบ้าง?




โครงการ 1 อำเภอ 1 แพทย์ ให้ทุนเรียนแพทย์ มีระยะเวลาทำงานชดใช้ทุน 12 ปี หรือ 2 ล้านบาท




“ถามว่าจบแล้ว จะส่งหมอไปลุยคนเดียวหรือ...มันไม่ใช่”

คุณหมอเหลือพร ว่า “การสร้างสุขภาพให้กับประชาชน ต้องมีทีมแพทย์...คุณมีเภสัชหรือยัง มีหมอฟันไหม มีนักเทคนิคหรือเปล่า มีนักกายภาพบำบัดหรือยัง มีพยาบาลพอ หรือไม่”




พื้นที่ไหนการคมนาคมดี ต้องดูว่ามีความจำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องมีแพทย์ อยู่ประจำทุกอำเภอ สมมติว่า...ถ้ามีการเชื่อมโยง 3 อำเภอที่อยู่ใกล้กัน ให้แพทย์ทำงาน เป็นทีมร่วมกัน...โรงพยาบาลละ 3 คน รวม 9 คน ให้รักษาอยู่โรงพยาบาลเดียวกัน




“แพทย์ทีมนี้รักษาได้ทุกโรค ผ่าตัดก็ได้...จะทำให้คุณภาพการบริการคนไข้ดีขึ้น แน่นอนว่า แพทย์จะมีศักยภาพในการปกป้องตัวเองได้มากขึ้นด้วย”




กลับกันแนวทางที่จะกระจายแพทย์ให้ลุยเดี่ยวคนเดียวในแต่ละพื้นที่ นานวันเข้าจะทำให้คุณภาพแพทย์ลดลง




“แต่ละคน...ก็ต้องคิด ทำไมต้องทำงานหนัก เงินเดือนผมแค่นี้...

ขณะที่สังคมบอกว่า...คุณหมอคิดอย่างนี้ คุณหมอเห็นแก่ตัว”




อีกประเด็นที่ผู้ใหญ่หลายคนมองข้าม แพทย์ไม่ใช่ว่าเรียนจบแล้ว ก็จบกัน ทำงานรักษาคนไข้ไปจนตาย ความเป็นจริง...แพทย์ต้องเรียนอยู่ตลอดเวลา เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ สู้กับโรคใหม่ๆ




ดังนั้น...ต้องให้โอกาสแพทย์มีเวลาได้เรียนบ้าง ถ้าแพทย์เข้ามาเรียนในเมืองไม่ได้ ก็ต้องหาวิธีออกไปหาเขา ช่วยเหลือให้เขาอยู่ได้




ที่สมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราชฯทำอยู่ เป็นโครงการส่งเสริมกิจกรรมการแพทย์ หารายได้สนับสนุน จัดฝึกอบรมแพทย์ในภาคต่างๆ ร่วมกับสถาบันการศึกษาอื่น

จัดหาทุนการศึกษาให้เข้ามาศึกษาต่อทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับการศึกษานักเรียนแพทย์ในต่างจังหวัด




สถานการณ์ทุกวันนี้...แพทย์ไม่น้อย ถ้าทำงานพักนึงแล้วกลัวว่าจะถูกฟ้อง ก็มักหาวิธีเลี่ยงไปทำงานที่อื่น ที่ดีกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า




เป็นปัญหาสมองไหล ทำไม? แพทย์โรงพยาบาลรัฐลาออกกัน มากนัก




วันนี้...คนไข้มองหมอเปลี่ยนไปจากอดีตมาก สมัยก่อนแพทย์ออกไปรักษาคนไข้ หรืออยู่รักษาเหมือนกับพี่น้อง ญาติสนิท

จากสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น การแข่งขันที่มากขึ้น มีโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้น การรักษาระหว่างหมอกับคนไข้ เป็นแค่บริการประเภทหนึ่ง


“การรักษาเป็นการบริการ เมื่อซื้อบริการแล้วไม่ได้บริการที่ดี

แน่นอนว่าก็มีการฟ้องร้อง โวยวาย...ไม่ต่างกับซื้อปลากระป๋องเน่า นม ไม่ได้คุณภาพ”




ในโรงพยาบาลชนบท แพทย์ต้องการให้ความรู้ ให้คุณภาพการรักษาที่ดีกับคนไข้ ขณะที่ต้องตรวจรักษาเป็นร้อยๆราย ยังไงก็คงให้คุณภาพดีเสมอกันทุกคนไม่ได้แน่




ชีวิตคน...มีหรือจนที่ว่าเท่ากัน จึงเป็นแค่นามธรรม สมมติว่า ผ่าถุงน้ำดี ถ้าผ่าแบบใช้มีด สมัยก่อนนอนโรงพยาบาล 3 อาทิตย์...ช่วงหลังเหลือ 1 อาทิตย์ กว่าๆ...ผ่าแล้ว 3 เดือนกว่าจะกลับไปทำงานได้




ปัจจุบัน ถ้ารักษาในกรุงเทพฯ ไม่ต้องผ่าตัดแล้ว ใช้กล้องส่อง 3 วัน กลับบ้านได้...อีก 2 อาทิตย์ก็ทำงานหนักได้




ขณะที่คนใช้แรงงาน กลับเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ต้องผ่าแบบสมัยเก่า 3 เดือนกลับไปทำงานได้ ฐานะก็ยากจนแล้วยังมีลูกเมียต้องเลี้ยงดู




นี่คือช่องว่างของความเท่าเทียมในระบบการตรวจรักษาสุขภาพคนไทย




คุณหมอเหลือพร บอกว่า ที่ต้องแก้คือ การเอาความรู้ ทีมแพทย์ลงไปช่วยในชนบท...ไม่ใช่เทเงินอย่างเดีย วเท่านั้น




โรงพยาบาลใหญ่ประจำจังหวัด หลายแห่งมีแพทย์ไม่พอ เตียงก็ไม่พอ พยาบาลก็รับไม่ไหว ทุกอย่างขาดแคลน...มันขัดแย้งที่จะมุ่งเอาบริการการรักษาที่เป็นเลิศ



“การแก้วิกฤติ ต้องแก้ระยะยาว แก้อย่างครบวงจร เรามีสำนักงานหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ ช่วยให้คนเข้าถึงการรักษาสุขภาพเป็นเรื่องดี ขณะเดียวกัน เรายังไม่มีองค์กรอื่น...ไม่มีวิธีอื่นที่จะดึงให้แพทย์อยู่ในชนบทได้”




คุณหมอเหลือพร ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของใคร ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล ไม่ใช่ความผิดของแพทย์ และไม่ใช่ความผิดของประชาชน แต่ เป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญของวงการแพทย์ไทย ที่ต้องวางแผน แก้ไขในระยะยาว...ในทิศทางเดียวกัน




ที่จำเป็น คือการให้การสนับสนุนให้แพทย์เดินไปข้างหน้าได้ สิ่งที่รัฐต้อง ทำคือถามความต้องการ และช่วยให้แพทย์ไทยก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง




“ทำอะไรก็ได้...ให้หมออยู่ได้ในแต่ละพื้นที่อย่างมีความสุข ความสุขที่ไม่ใช่การมีเงิน แต่เป็นการมีความรู้ มีทีมงานที่สามารถจะทำงานได้ด้วยความรู้สึกมั่นใจ”




รัฐจะต้องเห็นความสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขมากกว่านี้ การสาธารณสุขของชาติ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด




ดังพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ถ้าสุขภาพของประชาชนของประเทศดี เศรษฐกิจก็จะดี ชุมชนก็จะเข้มแข็ง”.



นพ เหลือพร ปุณกัณณต์







ปล. ก็ได้แต่หวังว่า ผุ้ที่มีเกี่ยวข้อง มีความรับผิดชอบ จะได้อ่าน และ คิดอย่างอาจารย์บ้าง ..




 

Create Date : 02 มีนาคม 2552   
Last Update : 2 กรกฎาคม 2560 20:35:59 น.   
Counter : 410 Pageviews.  

โชคดีที่ไม่เรียนวิชาสูติศาสตร์




เป็นบทความ จากสมาชิก ในเวบไทยคลินิก ...นำมาฝากกัน ..


~!&! โชคดีที่ไม่เรียนวิชาสูติศาสตร์ !&!~


สูติศาสตร์เป็นวิชาที่ฉันไม่ถนัดเอาเสียเลย

ตอนเป็นนักเรียนแพทย์ผ่านภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

อาจารย์สาธิตวิธีตรวจครรภ์ในห้องคลอด สอนให้คลำระดับยอดมดลูก คลำท่าเด็ก คะเนน้ำหนักเด็ก ฯลฯ

“ถ้าคลำได้อย่างนี้คือหัวเด็กนะ ถ้าคลำได้อย่างนี้คือหลัง.... เอ้า... นักเรียน ลองคลำดู“

ราวกับอาจารย์มีมือวิเศษ เพียงใช้มือคลำ อาจารย์ก็รู้ทันทีว่าส่วนนี้หัว ส่วนนี้หลัง ส่วนนี้ขา

“อย่างนี้เรียกว่าหัวเด็กลงมาอยู่ที่อุ้งเชิงกรานแล้ว ใช้ 2 มือคลำอย่างนี้นะ” ว่าพลางแสดงวิธีคลำไปด้วย

แถมอาจารย์ยังสามารถคาดคะเนน้ำหนักเด็กได้แม่นยำราวกับมีตาทิพย์

“คลำเด็กได้ขนาดนี้ น้ำหนักตัวประมาณ 3,000 กรัม”

ไฉนเราจึงคลำไม่ได้อย่างอาจารย์สอนซักทีนะ

หัวเด็กน่ะ พอคลำได้ แต่หลังและขานี่ มือใหม่อย่างเรา ใช่จะคลำกันได้ง่ายๆ คะเนน้ำหนักยิ่งยากเข้าไปใหญ่

แล้วอาจารย์ก็สอนคลำเด็กท่าก้น

“อย่างนี้เป็นเด็กท่าก้น คลำได้นิ่มๆ.... ท่าหัวเป็นก้อนแข็งๆ.... ”


คงต้องรอให้มีประสบการณ์สูงอย่างอาจารย์ที่มี

สองมือที่นุ่มนวล ประสาทสัมผัสไวแบบมืออิสสตรี (women’s hand) อันเป็นคุณสมบัติที่อาจารย์ย้ำเสมอว่าแพทย์ทุกคนพึงมี

นอกเหนือไปจากการตัดสินใจเฉียบคมกล้าแกร่งดังหัวใจสิงห์ (lion’s heart)

และสายตาที่คมกริบราวกับพญาตานกอินทรี (eagle’s eye)

อันเป็น 3 คุณสมบัติสำคัญของแพทย์ที่อาจารย์ย้ำนักย้ำหนาว่าต้องพัฒนาขึ้นมาให้ได้ แต่ฉันยังไม่ค่อยมีเลยอ่ะ.....



ถึงตอนอาจารย์สอนฟังเสียงหัวใจเด็กในครรภ์ อาจารย์ใช้หูฟังวางแหมะที่ท้องให้พวกเราผลัดกันฟัง

“นี่เสียงหัวใจนะ ลองฟังดู หัวใจเด็กทารกเต้นเร็วกว่าผู้ใหญ่ อัตราปกติอยู่ที่ 110-160 ครั้งต่อนาที”

ว่าแล้วอาจารย์ก็ย้ายตำแหน่งฟังใหม่

“ถ้าเป็นเสียงฟู่ๆแบบนี้เรียกว่า uterine souffle เป็นเสียงการไหลเวียนเลือดในมดลูกของแม่ อัตราความเร็วเท่ากับชีพจรแม่”

การฟังเสียงหัวใจเด็กในครรภ์ ต้องวางตำแหน่งให้ถูกต้องจึงได้ยินชัด

พอเราทำเอง วางเครื่องช่วยฟังจนหน้าท้องเป็นรอยกด ย้ายที่ก็แล้ว ไม่ยักเจอ ได้ยินแต่เสียง uterine souffle

หาเสียงหัวใจเด็กช่างยากเย็น ไม่เห็นได้ยินง่ายอย่างอาจารย์


หากเป็นท้องหลัง ระยะการคลอดมักไม่นาน เฝ้าไม่กี่ชั่วโมง เชียร์แป๊บเดียวก็คลอดแล้ว

แต่ถ้าเป็นท้องแรกละก็ บางรายเจ็บท้องข้ามคืนแล้ว ปากมดลูกไม่ยอมเปิดเต็มที่ซักที

เจ็บเตือนนานจังเฮะ เฝ้ากันทั้งคืนปากมดลูกยังไม่ยอมเปิด

ครั้นเมื่อปากมดลูกเปิดเต็มที่แล้ว คนเชียร์ก็เชียร์กันจนเหนื่อย

ส่วนคนคลอดก็เบ่งจนแทบหมดแรง ไยจึงคลอดยากคลอดเย็นนักนะ? ท้องสาวเนี่ย.... บางทีต้องช่วยดันมดลูก

บางรายเฝ้าจนดึกแล้วยังไม่คลอดซักที นักเรียนชักง่วง รอไม่ไหว แว่บกลับไปนอนหอก่อน

ปล่อยพี่แพทย์ฝึกหัดที่อยู่เวรเฝ้าไป เช้านักเรียนค่อยมาดูใหม่

ครั้นเมื่อเป็นแพทย์ฝึกหัด เรามีหน้าที่ผลัดกันเฝ้าห้องคลอดกับเพื่อน

จึงได้สัมผัสบรรยากาศห้องคลอดทั้งวันทั้งคืนอย่างแท้จริง

ช่วงไหนที่คนไข้คลอดเยอะละก็ ได้ซึมซับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหล ได้แก่ เสียงดังรอบทิศ

ทั้งเสียง....โอดโอย....จากคนเจ็บท้องคลอด

และเสียง.....อื๊ด....ด...... จากคนคนเชียร์คลอด

เสียง.....อุแว้......อุแว้..... ของเด็กแรกคลอด

คนไข้บางคนก็ผรุสวาทสามีที่เป็นต้นเหตุให้เจ็บปวดจนสุดทนในครั้งนี้

บางคนก็บอกพอแล้ว ไม่เอาแล้ว มีลูกคนเดียวพอ เผลอแผล็บเดียวมาคลอดอีกแล้ว

ฉันยังจำได้ดี ภาพหญิงครรภ์แก่นอนเรียงเป็นแถบมีม่านกั้น ผลัดกันดิ้นส่ายพุงใหญ่ด้วยความเจ็บปวด

กลิ่นน้ำคร่ำคละคลุ้ง บางทีขณะเบ่งลูกก็เบ่งอึออกมาด้วย แม้จะสวนอุจจาระให้แล้วก็ตาม

กรณีนี้ต้องใช้ผ้าสะอาดปิดไว้ป้องกันไม่ให้อึเปื้อนลูกตอนคลอด เดี๋ยวเด็กติดเชื้อ

ความโกลาหลต่างๆในห้องคลอดเหล่านี้ เป็นเหตุให้เมื่อเรียนจบเป็นแพทย์เต็มตัว

ตอนทำหน้าที่เป็นแพทย์ฝึกหัดผ่านแผนกสูติกรรม เราไม่จำเป็นต้องเก็บ case คลอดแล้ว

ผู้รักความสงบอย่างฉัน สมัครใจปักหลักนั่งเย็บฝีเย็บอันเป็นงานที่ฉันถนัดอย่างวิจิตรบรรจง

ก็ฉันเป็นมือหนึ่งสันทัดวิชาหัตถศึกษา เก่งเรื่องงานฝีมือ เย็บ ปัก ถัก ร้อย ตอนเรียนชั้นประถมนี่นา

คุณแม่หลังคลอดมักนอนนิ่งหลังหมดแรงจากการเบ่งคลอด บางคนก็หลับให้หมอเย็บสบายๆ ถูกใจฉันนักแล

เพียงรูดม่านรอบเตียงให้สนิท นั่งสงบที่ปลายเตียงคลอด ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไม่รับรู้ความโกลาหลภายนอก

ไล่เย็บฝีเย็บไปเรื่อยๆอย่างใจเย็นและมีความสุข พิถีพิถันสุดฝีมือ

เป็นหมอมือหนึ่งที่เย็บแผลสวยตะเข็บสนิทไม่เกยกัน เย็บด้วยไหมละลายแบบไม่ต้องตัดไหม แผลหายใกล้เคียงสภาพเดิม

เห็นแล้วภาคภูมิใจในฝีมือตัวเองว่าเจ๋งเสียจริง

...................................

หญิงตั้งครรภ์มีถึง 2 ชีวิตที่ต้องดูแล มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนไม่คาดฝันได้เสมอ จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า

“การตั้งครรภ์เปรียบเสมือนเดินเข้าสู่สมรภูมิเลยทีเดียว จะมีชีวิตรอดกลับมาหรือเปล่ายังไม่รู้”

อย่างบ้านฉันที่อยู่ไกลปืนเที่ยง ห่างไกลความเจริญ การคมนาคมยังไม่สะดวก ในตอนฉันยังไม่เกิด

ย่าและพ่อทำหน้าที่หมอตำแยช่วยกันทำคลอดให้แม่

ลูกคนโตแม่เบ่งจนแทบขาดใจ กว่าคุณย่าจะลากหัวออกมาจากช่องคลอดได้

แม่บอกว่าลูกชายคนหัวปีทำแม่เจ็บปางตาย แถมหัวถลอกปอกเปิกด้วยฝีมือย่า หัวแข็งนะที่รอดมาได้

ลูกคนถัดไปค่อยคลอดง่ายขึ้นหน่อย พ่อใช้ไม้ไผ่ตัดสายสะดือ

โชคดีที่ลูกๆไม่มีใครเป็นบาดทะยักซักคน ส่วนรกก็ใส่หม้อดินโรยเกลือแล้วฝังไว้ที่สวนหลังบ้าน

ที่ทำให้ตกอกตกใจก็คือ ลูกคนที่ 4 พ่อทำหน้าที่หมอตำแยบกพร่อง

ผูกสายสะดือไม่แน่น เลือดแดงฉานไหลออกมาจากสะดือ ลูกเลยเสียเลือดตั้งแต่แรกเกิด ต้องผูกกันใหม่

เหตุที่สายสะดือผูกยากผูกเย็นก็เพราะทั้งเหนียวและลื่นเป็นปลาไหล

อันเป็นกลไกทางธรรมชาติที่ป้องกันสายสะดือผูกเป็นปมขณะลูกตัวเล็กเคลื่อนไหว ในมดลูก เดี๋ยวลูกขาดเลือดไปเลี้ยง

..........................

ในอดีตที่การสาธารณสุขยังไม่เจริญอย่างทุกวันนี้ อัตราตายจากการตั้งครรภ์และการคลอดสูงกว่านี้มาก

แม่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนพอตั้งครรภ์ก็เริ่มหวั่นใจ จะเกิดปัญหาอะไรไหม?

บางคนถึงกับแขวนเครื่องรางของขลัง อย่างเช่น ตะกรุด ผ้ายันต์

ราวกับนักรบพกผ้าประเจียด สักยันต์ให้หนังเหนียว กันอันตรายจากศาสตราวุธก่อนออกศึก

ถ้าเป็นชาวบ้านแถบชายแดนละก็ ถึงกับทำพิธีคุณไสย ผูกสายสิญจน์ คาดตะกรุดที่เอว

ครั้นใกล้คลอดยิ่งหวั่นไหว ท้องนี้จะรอดชีวิตไหมนะ? คนข้างบ้านที่แม่รู้จัก เสียชีวิตจากการคลอด 2-3 คน แม่ยังจำได้ดี

บางทีของขลังก็ช่วยอะไรไม่ได้

แต่ก่อนเราจึงมีทั้งลูกกรอก กุมารทอง ผีตายทั้งกลมแม่นาคพระโขนง

จวบจนกระทั่งวิทยาการทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าขึ้น มีการฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย

อัตราตายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ค่อยได้ยินเรื่องตายทั้งกลมอย่างแต่ก่อน

อัตราตายคลอดที่ลดลง ใช้เป็นดัชนีชี้วัดพัฒนาการด้านสาธารณสุข

หลายสิบปีที่ผ่านมา.... แพทย์ใช้ทุนรุ่นแล้วรุ่นเล่า...ได้ช่วยชีวิตชาวชนบทไว้มากมาย...


การคลอดปกตินั้นเป็นเรื่องจิ๊บจ้อย หมอมีหน้าที่ตัดปากช่องคลอดเพื่อให้แผลเรียบเย็บง่าย คอยกันฝีเย็บอย่าให้ฉีกขาดรุ่งริ่ง

พอหัวคลอดออกมาแล้ว ไหล่ก็ออกตามมา ที่เหลือก็ไหลพรวดออกมาอย่างง่ายดายแทบรับไม่ทัน

ไหลออกมาด้วยแรงเบ่งของแม่บวกกับการบีบตัวของมดลูก หมอมีหน้าที่เพียงคอยรับเด็กดีๆ อย่าให้หลุดมือร่วงลงพื้นก็พอ

เด็กเกิดใหม่ตัวลื่นจากไขที่เคลือบผิว ช่วยหล่อลื่นให้คลอดง่าย แต่ทำให้จับไม่ค่อยอยู่

ต้องใช้นิ้วคีบเท้าทั้ง 2 ให้แน่นคล้ายการคีบตะเกียบ แล้วยกขึ้นสูง ระวังอย่าให้เด็กสำลักน้ำคร่ำ

รีบเช็ดหน้าเช็ดตา แล้วใช้ลูกยางดูดเสมหะและน้ำคร่ำในปากออกให้หมด

หลังจากนั้นจึงผูกสายสะดือให้แน่น แล้วตัดด้วยกรรไกรปลอดเชื้อ แค่นี้ก็เรียบร้อย

ตำรวจที่ผ่านการอบรมการทำคลอด (ไม่รับทำคลอดที่ไม่ปกติ) จึงทำคลอดเด็กท่าปกติในรถได้อย่างปลอดภัย อัตรารอด 100%


การแพทย์เอาแน่เอานอนไม่ได้เอาเสียเลย ผู้ป่วยแต่ละคนมีปัญหาแตกต่างกัน มีปัญหาเฉพาะหน้ามาให้หมอแก้ไขเสมอ

ปัจจัยทางพันธุกรรมที่ต่างกันมีส่วนทำให้ผลการรักษาต่างกัน แม้รักษาด้วยวิธีเดียวกันก็ตาม

ผู้ป่วยน้อยรายที่มีภาวะแทรกซ้อนในการคลอด แต่ถ้ามีขึ้นมาแล้ว มักรุนแรงและอันตรายต่อทั้งแม่และลูก

บางอย่างก็ป้องกันและรักษาได้ แต่บางอย่างก็เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง

ตัวอย่างเช่น :-

- ครรภ์เป็นพิษ เท้าบวม ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (pregnancy induced hypertension) ซึ่งมีโอกาสชัก เลือดออกในสมอง เมื่อวินิจฉัยแล้ว ต้องรีบรักษา หากอายุครรภ์ครบกำหนด ควรทำคลอดให้เร็วที่สุด อาการต่างๆจะหายไปหลังคลอด

- รกลอกตัวก่อนคลอด (abruptio placenta) ทารกมีโอกาสเสียชีวิตสูง เพราะขาดเลือดไปเลี้ยง

- รกเกาะต่ำ (placenta previa) มักมีอาการเลือดออกผิดปกตินำมาก่อน มีโอกาสเสียเลือดมากจนช็อก

- รกเกาะแน่นและลึก (placenta accreta, percreta, increta) ทำให้รกคลอดยาก ถ้าติดแน่นมาก อาจต้องตัดมดลูก

- ขนาดศีรษะเด็กโตกว่าอุ้งเชิงกราน (cephalo-pelvic disproportion) อาจทำให้มดลูกแตกได้ มักต้องคลอดด้วยการผ่าตัด

- มดลูกไม่บีบตัว (uterine inertia) ทำให้คลอดยากและเสียเลือดหลังคลอดเกิดภาวะช็อก

- สายสะดือยื่นย้อยออกมานอกปากมดลูกขณะคลอด (prolapsed umbilical cord) เป็นเหตุให้สายสะดืออันเป็นท่อน้ำเลี้ยงถูกกดกับปากมดลูกและกระดูกเชิงกราน ทำให้เด็กมีโอกาสขาดเลือดและเสียชีวิต ถ้าตรวจภายในเห็นสายสะดือย้อยออกมมาที่ปากมดลูกเมื่อใด หมอที่ตรวจภายในต้องคานิ้วมือไว้ในช่องคลอดเพื่อดันเด็กไว้ไม่ให้กดสายสะดือ แล้วรีบเข็นไปห้องผ่าตัด โดยหมอนั่งไปบนรถเข็นพร้อมคนไข้ รีบผ่าตัดด่วนโดยหมออีกคน เมือดึงเด็กออกจากมดลูกแล้ว จึงถอนนิ้วออกจากช่องคลอดได้

- น้ำคร่ำเข้าสู่กระแสเลือดไปอุดหลอดเลือดที่ปอด (amniotic fluid embolism) เป็นภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมที่ร้ายแรงที่สุด เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา เฉียบพลันแบบไม่ทันตั้งตัว โดยไม่มีอาการนำมาก่อน ไม่สามารถคาดการล่วงหน้าได้ จึงป้องกันยากยิ่ง ส่งผลให้ปอดสูญเสียหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือด วินิจฉัยได้ก็เมื่อออกซิเจนในเลือดต่ำ ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะช็อก ถ้าน้ำคร่ำใส อาการรุนแรงน้อยกว่าน้ำคร่ำขุ่นข้น ปริมาณน้ำคร่ำที่รั่วเข้าสู่กระแสเลือดน้อย อาการรุนแรงน้อยกว่าปริมาณมาก ไม่มีการรักษาเฉพาะ ได้แต่รักษาตามอาการ


โดยเฉพาะ ภาวะน้ำคร่ำเข้าสู่กระแสเลือดไปอุดหลอดเลือดที่ปอด (amniotic fluid embolism)
เป็นภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมที่ร้ายแรงที่สุด

เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา เฉียบพลันแบบไม่ทันตั้งตัว โดยไม่มีอาการนำมาก่อน ไม่สามารถคาดการล่วงหน้าได้ จึงป้องกันยากยิ่ง

ส่งผลให้ปอดสูญเสียหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนในเลือด วินิจฉัยได้ก็เมื่อออกซิเจนในเลือดต่ำ

ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะช็อก เลือดไม่แข็งตัว เลือดออกทุกทวาร...

ถ้าน้ำคร่ำใส อาการรุนแรงน้อยกว่าน้ำคร่ำขุ่นข้น

ปริมาณน้ำคร่ำที่รั่วเข้าสู่กระแสเลือดน้อย อาการรุนแรงน้อยกว่าปริมาณมาก

ไม่มีการรักษาเฉพาะ ได้แต่รักษาตามอาการ


น้ำคร่ำเข้าสู่กระแสเลือดจึงเป็นภาวะที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง

คนไข้มาโรงพยาบาลด้วยสภาพปกติแข็งแรงดี หวังจะได้ลูกกลับไปเชยชม แต่กลับไม่เป็นดังหวัง

เป็นโชคร้ายของคนไข้และเป็นฝันร้ายของสูติแพทย์

ส่วนใหญ่เสียชีวิตทั้งคู่ บางรายโชคดีลูกรอดชีวิต เป็นลูกกำพร้าแม่แต่เกิด

พ่อกลายเป็นพ่อม่ายลูกติด ต้องเลี้ยงลูกอ่อนโดยลำพัง เป็นครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยว

ร้ายแรงเกินกว่าจะยอมรับได้

เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สูติแพทย์ถูกฟ้องร้องบ่อย

จนมีข่าวว่า ไม่มีสูติแพทย์รับทำคลอดในบางรัฐของสหรัฐอเมริกา แม่ท้องแก่ต้องเดินทางไปคลอดที่รัฐอื่น

สูติแพทย์หลายคนเลิกทำคลอด เลือกรักษาเฉพาะนรีเวช

ฉันมีโอกาสเห็นคนไข้แบบนี้รอดชีวิต 1 ราย เป็นคนไข้หมอสูติ คงเป็นชนิดไม่รุนแรงนัก สูติแพทย์จึงช่วยชีวิตไว้ได้ทัน

แต่รอดชีวิตแบบเป็นเจ้าหญิงนิทรา.... นอนอยู่โรงพยาบาลหลายเดือนกว่าจะเสียชีวิตด้วยโรคติดเชื้อ

โดยทาง รพ. ช่วยบรรเทาทุกข์... ด้วยการไม่คิดค่าใช้จ่าย....


ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้ว่าวิชาสูติศาสตร์ไม่ดีนะ

ทว่าเกิดจากความไม่สันทัดทางด้านสูติกรรมเป็นการส่วนตัวของฉันเอง แบบลางเนื้อชอบลางยาน่ะ

แถมตอนใช้ทุนก็ไม่ได้ผ่านแผนกสูติ จึงเป็นผู้ไม่สัดทัดกรณีด้านสูติกรรม

คนไข้มาตรวจสุขภาพทำประกัน ให้ประวัติว่า LMP ปกติ

ฉันตรวจหน้าท้องแล้ววินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกเฉยเลย

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า เค้ามาตรวจร่ายกายทำประกันแต่หลอกเราเรื่อง LMP

พอเราคลำได้ก้อน cystic mass

ความรู้เท่าจบ พบ. ที่ไม่เคยตรวจ ANC เลยหลังเรียนจบ เคยเจอแตฉี่ค้างกระเพาะ

ทีแรกคิดถึง full bladder บอกให้คนไข้ไปฉี่ก่อนค่อยมาตรวจใหม่

เธอบอกว่าเพิ่งเก็บฉี่เพื่อตรวจประกัน ก็เลยแนะนำให้พบ gyne หรือทำ U/S

เธอทำหน้าไม่ตกใจ ที่มีก้อนในท้อง เราก็ไม่เอะใจเล้ย

ไม่กี่เดือนให้หลัง เธอกลับมาตรวจทำประกันใหม่ เราก็คิดว่าครั้งที่แล้วไม่ผ่านเพราะมีก้อนเนื้อ

ดูประวัติย้อนหลัง ครั้งนี้คลำไม่เจอก้อนเนื้อแล้ว คงไปรักษาหายแล้วมาตรวจใหม่

ก็เลยถามด้วยความอยากรู้ ว่าก้อนที่ท้องตกลงเป็นอะไร

เธอบอกว่า เธอเพิ่งคลอดลูก ตอนนั้นตั้งท้องได้ 4 เดือน

บอกอีกด้วยว่าบริษัทไม่รับทำประกันคนท้อง ก็เลยไม่ส่งผลการตรวจ คลอดแล้วค่อยมาทำใหม่

คงด้วยเหตุผลที่ว่าการคลอดเหมือนเข้าสู่สมรภูมินั่นแหละ

หน้าแตกดังเพล้ง .... เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าคนท้องนอกจากเป็นกลุ่มเสี่ยงของหมอแล้ว ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงของบริษัทประกันด้วย

รู้ๆกันอยู่ว่าความรู้แค่ พบ.ตอนจบใหม่นั้น สำหรับฉันแค่หางอึ่ง

ประสบการณ์น้อยนิด ไม่ได้ผ่านสูติกรรมตอนใช้ทุน จึงทำเป็นแต่ normal labor, C/S ทำ F/E, V/E ไม่เป็น

กว่าจะทำงานได้คล่อง ก็ต้องสั่งสมประสบการณ์อย่างน้อย 3 ปี ในช่วงแพทย์ฝึกหัดและใช้ทุน

นอกจากนี้..... ช่วง 3 ปีที่เรียนแพทย์เฉพาะทาง...

ที่ต้องทำงานอย่างหนัก... อดตาหลับขับตานอน... อยู่เวรคืนเว้นคืน...

เป็นช่วงที่ได้ความรู้มากที่สุด... โดยเฉพาะจากการเฝ้าคนไข้หนักใน ICU, CCU รวมถึงคนไข้หนักในหอผู้ป่วย

เป็นความรู้ที่ใช้ประกอบสัมมาชีพถึงทุกวันนี้....

ต้องขอขอบคุณบรรดาตนไข้ที่เป็นดังอาจารย์ โดยเฉพาะคนไข้ที่ป่วยด้วยโรคแปลกๆ ถือว่าเป็น super อาจารย์

นอกเหนือไปจากขอบพระคุณอาจารย์ใหญ่ผู้มีพระคุณสูงยิ่ง ที่ให้ความรู้พื้นฐานสำคัญ วิชากายวิภาคศาสตร์

ด้วยสำนึกในบุญคุณ.... เมื่อชีวิตลงตัวย้ายมาอยู่บ้านเกิด

ฉันรีบทำการบริจาคอร่างกายให้สภากาชาด ในกรณีถ้าแก่ตายหรือป่วยตาย บริจาคอวัยวะ ในกรณ๊ที่สมองตายก่อนแก่

แค่ทำงานหนักยังไม่พอ จบออกมาแล้วยังต้องอ่านหนังสือสม่ำเสมอ ต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

ควรกลับไปประชุมวิชาการทุกปี ไม่งั้นตามวิชาการไม่ทัน

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ก้าวหน้าเร็วมาก มีความรู้ใหม่ๆแทบทุกวัน

เผลอไม่ไปประชุมแค่นิดเดียว ฉันแทบกลายเป็นหมอโบราณไปแล้ว

ใครที่ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์สูงในโรคนั้น

จึงไม่ควรเที่ยวได้ comment คนอื่นผ่านสื่อสาธารณะโดยไม่เห็นคนไข้หรือสอบถามข้อมูลกันก่อน เดี๋ยวหน้าแตก

ถ้า discuss กันเองเพื่อเรียนรู้เป็นอีกเรื่องนึง

ด้วยการชักแม่น้ำทั้งห้า... ดังกล่าวข้างต้น.... ฉันไม่เคยคิดเรียนต่อเฉพาะทางสูติศาสตร์

นี่ยังไม่รวมการทำแท้ง ที่แม้จะมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์โดยไม่ผิดกฎหมาย ฉันก็ไม่อยากทำ

ขนาดกฎหมายทำแท้งน่ะ แท้งแล้วแท้งอีกนะเนี่ย... ถ้าออกมาได้ หมอสูติคงต้องทำแท้งอีกโข

ถึงวันนี้.... ฉันรู้สึกแล้วว่า...

ตัวเองโชคดี... ที่ไม่ถนัดวิชาสูติและไม่เคยคิดจะเรียนวิชาสูติเล้ยในตอนนั้น

เอ.... แล้วที่เรียนแพทย์เนี่ย... โชคดีหรือโชคร้ายหว่า....


ส่งโดย: ppom








 

Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2552   
Last Update : 18 สิงหาคม 2560 16:24:39 น.   
Counter : 494 Pageviews.  

ไข้เลือดออก..ฤดูกาลแห่งโศกนาฏกรรม ยุงลายกัดคน(ป่วย..เป็นไข้)เลือดออกตาย แต่แพทย์ผู้รักษาเป็นจำเลย?




เครดิตภาพจาก https://www.cityub.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=2254%3A-4-&catid=7%3A2011-04-04-04-07-48&Itemid=47


นำมาฝากครับ ...


ไข้เลือดออก..ฤดูกาลแห่งโศกนาฏกรรม.

ยุงลายกัดคน(ป่วย..เป็นไข้)เลือดออกตาย แต่แพทย์ผู้รักษาเป็นจำเลย...?


หน้าห้องไอซียู... แม่ของเด็กหญิง เดินไปมาอย่างกระสับกระส่าย นางบ่นกับญาติว่า

"ทำไม ไปหาหมอไม่รู้กี่ครั้ง หมอไม่รู้ว่าเป็นไข้เลือดออก มารู้ ก็จวนแย่แล้ว"

"ถ้าลูกชั้นเป็นอะไร ฉันจะฟ้องหมอ ฟ้องโรงพยาบาล...."

นางเอ่ยถึงชื่อคลินิก และโรงพยาบาล ที่ไม่สามารถบอกได้ว่าลูกสาวเป็นโรคไข้เลือดออก ..



โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่สร้างความสับสนให้กับทั้งแพทย์และคนไข้มากที่สุด ด้วยอาการที่เริ่มต้นด้วยลักษณะเช่นเดียวกับไข้หวัดธรรมดา ไปจนถึงไข้หวัดใหญ่ หรืออาจมีอาการไข้อย่างเดียวนำมาก่อน โดยไม่มีการออกอาการเฉพาะใดๆ

ในวันแรกๆ หมอทั้งร้อยคน หากตรวจวินิจฉัยตามตำราย่อมแยกออกแทบไม่ได้ ต้องอาศัยการติดตามคนไข้ว่าหากรักษาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น นัดตรวจ ติดตามดูอาการอื่นๆที่จะปรากฏร่วมเช่น คลื่นไส้อาเจียน จนถึงปวดท้อง (ซึ่งก็คล้ายกับไข้หวัดลงกระเพาะลำไส้ อยู่ดี)ในระยะนี้ บางทีก็จะชวนสงสัยได้ยาก แม้รัดแขนก็อาจไม่สามารถบ่งได้ว่าเป็นไข้เลือดออก

กว่าจะมีอาการ “จำเพาะ” ของกลุ่มไวรัสนี้ก็ เช่นเกร็ดเลือดต่ำ มีจุดเลือดออก หรือมีเลือดออกที่ต่างๆในร่างกาย ก็เป็นระยะท้ายๆ ที่มักมีอาการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก แต่ยังโชคดีที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นไข้เด็งกี่ (Dengue Fever)แล้วกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ โดยไม่เข้าสู่สภาวะช๊อก ที่เรียกว่า เด็งกี่ช๊อกซินโดรม (Dengue Shock Syndrome- DSS) ที่เป็นเหตุให้เสียชีวิต

ทำให้แพทย์ต้องเฝ้าใกล้ชิดในไอซียู แก้ปัญหา ช๊อกและ ต่อสู้กับกลไกเลือดออกไม่หยุด ด้วยการที่สมดุลน้ำเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว รวมถึงให้เกร็ดเลือด (ซึ่งหาได้ยาก-แม้ กาชาดเองหรือรพ.ใหญ่ๆในกรุงเทพ ที่จะพอเหมาะเข้ากันได้กับคนไข้ ซ้ำยังต้องใช้ปริมาณมหาศาล และอาจหาไม่ได้เลยในรพ.ต่างจังหวัด)

ขณะช๊อกคนไข้ต้องการน้ำเพื่อพยุงความดัน แต่หากกระบวนการช๊อกหยุด น้ำที่ให้เพื่อแก้อาการช๊อกเป็นลิตรๆ ที่กู้ให้หัวใจไม่ล้มเหลวตายในระหว่างช๊อก จะพร้อมใจกันกลับเข้าเส้นเลือดจนท่วมท้นปอดหัวใจ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้โดยง่าย  (แม้จะมีแพทย์จะเฝ้าอยู่ข้างเตียง ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้ทัน) ไม่รวมถึงการมีเลือดออกในสมองและอวัยวะต่างๆ ที่ถึงจะให้เกร็ดเลือดไปก็อาจไม่ทำงาน โดยโรคเอง ด้วยซ้ำ

ทั้งนี้รวมถึงในระดับโรงเรียนแพทย์อาทิ จุฬา ศิริราช รามา เอง ก็เคยมีเสียชีวิตในลักษณะนี้มาแล้วทั้งสิ้น


ปัญหาของโรคนี้ ในสังคมเมื่อเกิดขึ้นแล้วคือ

1. “ทำไมหมอไม่บอกตั้งแต่แรกว่าเป็นไข้เลือดออก”

การวินิจฉัยช่วงแรกเป็นได้ยาก อาการไม่โดยเฉพาะ เนื่องจาก ไปยืมอาการของโรคอื่นๆเช่นไข้หวัด มาปะปนกันไปหมด หมอผู้เชี่ยวชาญเอง ก็ลำบากที่จะตัดสินใจว่าเป็นโรคนี้ในวันแรกๆของการป่วยโดยเฉพาะ ซึ่งอาการส่วนใหญ่อาจกลายไปเป็นโรคอื่นๆ ทำให้กว่าหมอจะให้การวินิจฉัย ได้ก็เมื่อมีอาการเฉพาะปรากฎ เป็นข้อจำกัดของโรค (ซึ่งหลายครั้ง คนไข้ก็จะแย่แล้ว...)


2. “การวินิจฉัยวันแรกๆโดยเจาะเลือดไม่ได้หรือ”

ขอเรียนว่ายากครับ โรคที่เกี่ยวกับไข้หวัดธรรมดาที่เกิดจากไวรัส กับไวรัสเด็งกี่นั้นเป็นกลุ่มแบบพี่น้องกัน ถึงแม้เจาะเลือดธรรมดาที่ทำกันทั่วไปนั้น อาจแยกจากกันไม่ได้
การดูเกร็ดเลือดระยะแรกก็อาจไม่ต่ำ อาจทำให้เข้าใจผิดว่าไม่ได้เป็น (ทั้งที่อีก1-2วันถึงออกอาการว่าเป็น)
การเจาะเลือดที่เฉพาะกว่าคือการตรวจ ภูมิต่อไวรัส เด็งกี่ เรียกว่าเด็งกี่ไตเตอร์ ซึ่งทำได้เฉพาะใน โรงเรียนแพทย์ หรือโรงพยาบาลใหญ่ๆ ใช้เวลาหลายวัน บางทีผลกลับมา ซึ่งคนไข้กว่า90% หายจากอาการก่อนแล้ว ยกเว้นกรณีอาการร้ายแรง หรือ ช๊อก จึงจะทันได้ใช้ประโยชน์


3.”คนไข้ที่เป็นแล้วต้องเลือดออก ช๊อกถึงตายทุกคนหรือไม่ ”

อันนี้ตอบได้ว่าไม่มาก แต่มีความสำคัญ ตัวเลขจากกรมควบคุมโรค ดูย้อนหลังเป็นดังนี้ครับ

ปีพศ. ป่วย(คน) ตาย (คน) อัตราป่วยเสียชีวิต(%)
2550 62,999 90 0.14%
2549 42,456 59 0.14%
2548 44,725 82 0.18%
2547 37,316 49 0.13%
2546 62,526 78 0.13%


สังเกตว่าในประเทศไทย ในรอบ4ปี มีป่วย เพิ่มขึ้น และตายเพิ่มขึ้น
การเสียชีวิตจะมาหลังอาการช๊อก ป็นส่วนใหญ่ นั่นแปลว่ามีผู้ป่วยไข้เลือดออกที่ ช๊อก และตาย ประมาณ 0.13-0.18% หรือ 1-2ต่อ 1,000 คนป่วย ซึ่งนับว่ามาก โดยต้องไม่ลืมว่า ส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ช๊อกนี้ แพทย์ต้อง”เฝ้า” ปรับสมดุลของสารน้ำ และเลือดจนกลับมาปกติ และความน่าทึ่งของโรคนี้คือ ยามช๊อกนั้นผู้ป่วยดูใกล้ความตาย เด็กๆเหนื่อยแน่น ซึม ทุรนทุราย รายมีเพียงเส้นบางๆขั้นกับมัจจุราช แต่ตอนหาย “เด็กกลับสดใสร่าเริงในวันถัดกันราวกับไม่เคยป่วยมาก่อน”


4.”คนไทย..ป่วยกันมากน้อยเพียงใด”

จากข้อมูลเบื้องต้น เห็นว่า ปี 2550 นั้นมีคนป่วย 62,699 คนจาก 60ล้านคน เป็นสัดส่วน 1ต่อ 1000 คน ประชากร ซึ่งถือว่าเยอะมาก แสดงว่ามีคนป่วยด้วยไข้เลือดออก เฉลี่ยถึงวันละ 170 คน หากในความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะเดือนระบาดหนักๆนั้น อาจมากถึง 2 เท่าทีเดียว



5.”ปีนี้ สถานะการณ์ไข้เลือดออกจะเป็นอย่างไร”

ขอให้ลองดูข้อมูลจาก กรมควบคุมโรคอีกครั้งจะพบว่า ปีนี้ เริ่มมาต้นปี ถึง 10 พค. 51 (19สัปดาห์)ป่วยไปแล้ว 13,943 ราย ตายไปแล้ว 16 ราย มากกว่าทุกปีที่มีสถิติมาเทียบ และมากกว่าปีก่อน 1.7 เท่า (2550 มค.-พค.ป่วย 8,094 และตาย 9 คน ที่เดือนเดียวกัน) นั่นแปลว่า สถานการณ์ปีนี้รุนแรงมาก ตั้งแต่ต้นปี ทั้งที่ยังไม่เข้าวาระ”ระบาดทางคลินิก ” ซึ่งจะรุนแรงในช่วง พค.-สค.ของทุกปี

มีความเชื่อกันว่ายุงลาย ทำให้โรคระบาดมากขึ้น เพราะสิ่งแวดล้อมโลก เช่นภาวะ โรคร้อน ฤดูกาล ภูมือากาศ เปลี่ยนแปลง สับสน หากหยุดยั้งไม่ได้ การเจ็บป่วยโรคนี้ในปีนี้อาจเป็นถึง เกือบ 2 เท่า คนตายอาจต้องมากตามไปด้วย แปลว่า ต้องมีครอบครัวผู้ได้รับความเสียใจมากขึ้น และแพทย์ก็จะต้องถูกเป็นจำเลยมากขึ้น...จากพฤติกรรมของยุง และสิ่งแวดล้อมอย่างไม่ต้องสงสัย...

ที่น่าสังเกตคือวงรอบความรุนแรง คล้ายเป็น 4 ปีครั้ง เพราะการนำโรคจาก ”ยุงลาย” ที่ทุกท่านทราบดี


6.”โศกนาฏกรรม จากยุงลาย” ยุงลายนั้นทำให้เกิดโศกนาฏกรรม ใน 2 ด้าน คือ

1.ระดับครอบครัว ที่ต้องสูญเสียบุตรหลาน ปีนี้คาดว่า ลูกหลาน น่ารักของท่าน อาจกว่าร้อยคนต้องถูกส่งไปสังเวยโศกนาฏกรรมนี้ ขณะที่อีกกว่า 6 หมื่นคนต้องเจ็บป่วย หยุดงานไปจนถึงนอน รพ. ขาดรายได้ ขาดเรียน ขาดงาน ..ตีมูลค่าความเสียหายไม่ได้

2.ระดับรัฐ ต้องเสียค่ารักษาจากงบประมาณของรัฐ อีกหลายสิบล้านบาท เพิ่มภาระงาน โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ทั้งหมอ พยาบาล และซ้ำร้าย เป็นโรคที่มีกลไกเข้าใจยาก ผู้ที่สูญเสียที่มิได้เตรียมใจย่อมเป็นทุกข์ ก่อให้เกิดประโยค ตอนต้นของบทความนี้ และ“ในยุคที่การฟ้องร้องมากมาย
เป็นเช่นนี้ ญาติผู้ป่วยย่อม โกรธ เสียใจ ผิดหวัง นำไปสู่กระบวนการดังกล่าวได้โดยง่าย สัมพันธภาพ ผู้ป่วยและแพทย์ภาครัฐที่เปราะบาง ยอมหวั่นไหว สัญชาติญาณ การรักตน รักครอบครัว กลัวการฟ้องร้อง อาจทำให้แพทย์ต้องรั่วออกจากระบบที่ขาดแคลนกว่า 2,000 คน ไปอีกหรือไม่ กระทรวงสาธารณสุขเจ้าภาพจะเตรียมแก้ไขปัญหาเพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างไร?? กองทุนต่างๆ การไกล่เกลี่ย เยียวยา สังคม และดูแลบุคลากรของท่าน พร้อมหรือไม่..


หากถามว่าจะแก้ไขได้อย่างไรต้องย้อนกลับไปดูกระแสร์พระราชดำรัสว่า
“โครงการปราบยุงลายคั่งค้างมานานแล้ว และอันตรายยังมีอยู่มาก อยากให้ปราบปรามอย่างจริงจัง อันตรายจากโรคไข้เลือดออกจะได้ทุเลาลง ”* พระราชทาน ณ วังไกลกังวล สค.2542
แสดงความห่วงใยของในหลวง ในสถานการณ์ และแสดงแนวทางการแก้ไขชัดเจน...



ส่วนวิธีการทั้งหลาย นั้นผมขออนุญาตไม่กล่าวถึงครับ เพราะมีการรณรงค์ทั่วไปหมดแล้ว ท่านหาอ่านได้ไม่ยาก และหากต้องการความรู้เพิ่มเติม และสถิติการป่วยและตายทุกสัปดาห์ อ่านได้จาก https://dhf.ddc.moph.go.th/ ครับ ทางกระทรวงสาธารณสุขโดยคุณหมอ กิตติ ปรมัตถผล ท่านทำไว้ดีมาก

บทสรุปคือ “อย่าปล่อยให้ฆาตกร (ร้อยศพ) ลอยนวล”   ก่อนโศกนาฏกรรมบทใหม่จะเริ่มบรรเลง
และท้ายสุดบุคคลในครอบครัวที่ท่านรัก ..ประชาชน และบุคคลากรการแพทย์กลับต้องเป็นผู้สูญเสีย...

“เริ่มจัดการ ยุงลาย ในบ้านท่าน .. เสียวันนี้เถอะครับ”

ด้วยความปรารถนาดี
นาวาอากาศเอก(พิเศษ) นพ. อิทธพร คณะเจริญ
ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา



DOWNLOAD ตำราการรักษาไข้เลือดออก ทั้งเล่ม พร้อม power point ได้ที่นี่

https://dhf.ddc.moph.go.th/project/student/Pagiranaka.zip





แถม เวบความรู้เกี่ยวกับ ไข้เลือดออก


ไข้เลือดออก เวบหมอชาวบ้าน
https://www.doctor.or.th/article/detail/1647

ไข้เลือดออก เวบ doctormeflood
https://www.infoaid.org/doctormeflood/doctorme/disease/12715

อาการและการรักษาโรคไข้เลือดออก เวบกระทรวงสาธารณสุข   
https://healthy.moph.go.th/index.php/2012-03-26-04-30-53/118-2012-06-25-02-16-13

แนวทางวินิจฉัยและรักษา โรคไข้เลือดออก กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข
https://www.dms.moph.go.th/imrta/images/pdf_cpg/2548/04.pdf


โรคไข้เลือดออก (Dengue and Dengue Hemorrhagic Fever) - สคร.๑๐
https://dpc10.ddc.moph.go.th/maesai/BODY_/link%20%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AF/dengue.pdf

Dengue.pdf จาก คณะแพทย์จุฬา
https://www.med.cmu.ac.th/HOME/file/5509Dengue.pdf

ไข้เลือดออกเด็งกี - วิกิพีเดีย
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B5

โรคไข้เลือดออก
https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/dhf.htm#.UPun5JyBM80

กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง
https://dhf.ddc.moph.go.th/index.html







โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก คือ โรคติดเชื้อซึ่งมีสาเหตุมาจาก ไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) อาการของโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรก จึงทำให้ผู้ป่วยเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าตนเป็นเพียงโรคไข้หวัด และทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องในทันที โรคไข้เลือดออกมีอาการและความรุนแรงของโรคหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยไปจนถึงเกิดภาวะช็อกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต
    สถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทย  รายงานตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 6 ตค. 2558 (สัปดาห์ที่ 39)
จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออก 86,460 ราย  จำนวนผู้ป่วยตาย 86 ราย  สูงกว่าปีที่แล้ว 182.91%
อัตราป่วยตาย (ร้อยละ) 0.10 ราย   สูงกว่าอัตราป่วยตายย้อนหลัง 4 ปีที่แล้ว (ร้อยละ 0.08-0.09 ราย)
จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ (คาดว่าในปี 2558 จะมีประมาณ 60,000-70,000 ราย)

การติดต่อ
ไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออกสามารถมีชีวิตรอดและเพิ่มจำนวนภายในตัวของยุงลาย
ยุงลายที่เป็นพาหะนี้มีชื่อว่า Aedes aegypti เมื่อยุงลายตัวเมียบินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไวรัสแดงกีจะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน (เชื้อไวรัสแดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง) เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วัน จึงเริ่มทำให้เกิดอาการ
ยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวันตามบ้านเรือน และโรงเรียน ชอบวางไข่ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่นยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง
พบการระบาดมากที่สุดในฤดูฝน
ช่วงอายุของคนที่พบว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกมากที่สุด คือ คนอายุ 10-14 ปี รองลงมาคือ อายุ 15-24 ปี และ อายุ 5-9 ปี ตามลำดับ ส่วนช่วงอายุ 0-4 ปี และมากกว่า 25 ปี จนถึง 65 ปี เป็นช่วงอายุที่พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจำนวนน้อยที่สุด

อาการ
ส่วนใหญ่คนที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกีเป็นครั้งแรกมักไม่มีอาการ หรืออาจมีเพียงไข้สูง ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเบื่ออาหารเท่านั้น แต่ในคนที่ติดเชื้อนี้เป็นครั้งที่ 2 โดย เฉพาะเชื้อนั้นเป็นเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงถึงช็อกได้ โดยอาการของโรคไข้เลือดออกแบ่งได้เป็น 3 ระยะคือ ระยะไข้ ระยะช็อก และระยะพักฟื้น
    ระยะไข้ หรือระยะที่ 1 ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หน้าแดง อาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกบริเวณอื่นๆ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนมีเลือดปน ถ่ายอุจจาระสีดำ เป็นต้น โดยอาการจะเป็นอยู่ประมาณ 2 - 7 วัน
    ระยะช็อก หรือระยะที่ 2 ขณะที่ไข้ลดลง ผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงคือ ซึมลง กระสับกระส่าย เหงื่อออก ปลายมือปลายเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็วและเบา ปัสสาวะน้อย ในบางรายมีอาการปวดท้องมาก ท้องโตขึ้น หายใจหอบเหนื่อย เนื่องจากมีน้ำรั่วออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ช่องเยื่อหุ้มปอดและช่องท้อง บางรายมีเลือดออกมากเช่น เลือดออกในทางเดินอาหารทำให้อุจจาระสีดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด หรือมีเลือดกำเดาไหล ผู้ป่วยในระยะนี้อาจมีอาการช็อก ความดันโลหิต (เลือด) ต่ำ และถึงแก่ชีวิต (ตาย) ได้ ซึ่งระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 1 - 2 วัน แต่ในบางราย ผู้ป่วยมีอาการไม่มาก หลังจากไข้ลง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นจากระยะที่ 1 เข้าสู่ระยะที่ 3 เลย
    ระยะพักฟื้น หรือระยะที่ 3 ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น โดยรับประทานอาหารได้มากขึ้น ชีพจรเต้นช้าลง ความดันโลหิตกลับมาสู่ปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น ในบางรายอาจมีผื่นเป็นวงขาวๆบนพื้นสีแดงตามผิวหนังโดยเฉพาะที่ขาทั้ง 2 ข้าง ผื่นมักไม่คันและไม่เจ็บ

แพทย์วินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้อย่างไร?
แพทย์วินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้จาก “ อาการ “ โดยเฉพาะอาการไข้สูง โดย ไม่มีอาการไอ น้ำมูก เจ็บคอ หรือท้องเสียร่วมด้วย ร่วมกับมีประวัติโรคไข้เลือดออกของคนที่อาศัยอยู่บริเวณเดียวกัน หรือมีการระบาดของโรคในขณะนั้น โดยเฉพาะหากแพทย์ตรวจพบตับโต และกดเจ็บร่วมด้วย แพทย์จะทำการทดสอบที่เรียกว่า “Tourniquet test” โดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิตรัดแขนทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หากมีจุดเลือดออกบริเวณแขนมากกว่า 10 จุดต่อ 1 ตารางนิ้ว แสดงว่าผลการทดสอบให้ผลบวก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคนี้
นอกจากนี้ หากส่งตรวจเลือด ซีบีซี (CBC) จะตรวจพบเกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวค่อน ข้างต่ำ และความเข้มข้นของเลือดสูง เพียงเท่านี้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ในบางรายหากอาการ ผลการตรวจร่างกาย และผลเลือดเบื้องต้นดังกล่าว ไม่สามารถให้การวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้ ในปัจจุบันในบางโรงพยาบาลสามารถส่งเลือดเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันต้านทานต่อเชื้อไวรัสเดงกีได้ ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยโรคนี้แม่นยำขึ้น

โรคไข้เลือดออกมีวิธีรักษาอย่างไร?
ในปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาโรคไข้เลือดออกโดยตรง หากอาการไม่รุนแรงโรคนี้จะหายได้เอง ดังนั้นการรักษาที่มีจึงเป็นเพียงการรักษาตามอาการ และการรักษาภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ต่างๆที่อาจเกิดขึ้น
ในระยะไข้ หากผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง ยังพอรับประทานอาหารได้บ้าง รู้สติดี ไม่ซึม แพทย์จะให้ยาลดไข้ ยาผงเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากไข้สูง และจากการรั่วของน้ำออกนอกหลอดเลือด และให้สังเกตอาการที่บ้าน จากนั้นจะนัดผู้ป่วยมาติดตามอาการที่โรงพยาบาลเป็นระยะๆ
แต่หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น ปวดท้องมาก ปัสสาวะออกน้อย กระสับกระส่าย ซึมลง หรือมือเท้าเย็น แพทย์จะให้เฝ้าสังเกตอาการและดูแลรักษาที่โรงพยาบาลโดยเฉพาะ เพื่อการเฝ้าระวังภาวะช็อกและเลือดออก ซึ่งนอกจากการตรวจวัดชีพจร และความดันโลหิตอย่างใกล้ ชิดแล้ว แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อตรวจความเข้มข้นของเลือดเป็นระยะๆ เพื่อเฝ้าระวังการรั่วไหลของน้ำออกนอกหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตต่ำลง และเข้าสู่ระยะช็อกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ซึ่งใช้เวลาผ่านพ้นระยะนี้เป็นเวลา 24 - 48 ชั่วโมง จากนั้นผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะพักฟื้นซึ่งเป็นระยะที่ปลอดภัย
ในระยะพักฟื้นนี้ ผู้ป่วยจะสามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น ปัสสาวะออกมากขึ้น ชีพจรและความดันโลหิตปกติ

เมื่อไรจะให้กลับบ้าน
    ไม่มีไข้ 24 ชั่วโมงโดยที่ไม่ได้รับยาลดไข้ ผู้ป่วยอยากอาหาร
    ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน
    ความเข้มของเลือดคงที่
    3วันหลังจากรักษาภาวะช็อค
    เกล็ดเลือดมากกว่า 50000
    ไม่มีอาการแน่ท้องหรือแน่หน้าอกจากน้ำในท้องหรือช่องเยื่อหุ้มปอด



ข้อสำคัญของไข้เลือดออก
    ให้สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออกในผู้ที่มีไข้เฉียบพลัน ไข้สูง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
    หากตับโตจะช่วยสนับสนุนว่าเป็นไข้เลือดออก
    ยาลดไข้ไม่ได้ทำให้ระยะเวลาที่เป็นไข้ลดลง การให้ยาไม่ถูกต้องอาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ยาลดไข้ที่ใช้มีเพียงชนิดเดียว คือ ยาพาราเซตามอล (paracetamol) ห้ามใช้ยา แอสไพรินและไอบูโปรเฟน เพราะอาจส่งเสริมให้เกิดภาวะเลือดออกมากขึ้น
    ช่วงที่วิกฤตคือช่วงที่ไข้เริ่มลง หากเกล็ดเลือดต่ำลง ร่วมกับความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้นก่อนไข้ลง ให้สงสัยว่าจะเกิดช็อค
    หากเลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น 20% แสดงว่ามีการรั่วของพลาสม่า จำเป็นต้องได้รับน้ำเกลืออย่างเหมาะสม แต่ การให้น้ำเกลือก่อนที่ จะมีการรั่วของพลาสม่าไม่เกิดประโยชน์
    การให้น้ำเกลือจะให้เท่ากับพลาสม่าที่รั่ว โดยดูจากความเข้มของเลือดและปริมาณปัสสาวะที่ออก ถ้าให้น้ำเกลือมากเกินไปอาจจะเกิดน้ำท่วมปอด

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก
การผลิตวัคซีนกำลังอยู่ในขั้นพัฒนา คาดการณ์ว่าจะสำเร็จและใช้ได้ในอนาคตอันใกล้

การป้องกัน
แม้ว่าในปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ แต่ก็ยังไม่มียาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ ดังนั้นคำตอบที่ดีที่สุดของโรคไข้เลือดออกในปัจจุบันนี้ คือ การป้องกันไม่ให้เป็นโรคโดยการควบคุมยุงลายให้มีจำนวนลดลง ซึ่งทำได้โดย การควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ การกำจัดลูกน้ำและตัวเต็มวัย และป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด
วิธีป้องกันไข้เลือดออกที่ได้ผลดี และยั้งยืนต้องเป็นแบบบูรณการโดยการร่วมมือของทุกฝ่าย
ทั้งนี้การป้องกันทำได้ 3 ลักษณะ คือ
1. การป้องกันทางกายภาพ ได้แก่
- ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิด เช่น มีผาปิดปากโอ่งน้ำ ตุ่มน้ำ ถังเก็บน้ำ หรือถ้าไม่มีฝาปิด ก็วางคว่ำลงหากยังไม่ต้องการใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นที่วางไข่ของยุงลาย
- เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้สดบ่อยๆ อย่างน้อยทุกๆ 7 วัน
- ปล่อยปลากินลูกน้ำลงในภาชนะเก็บน้ำ เช่น โอ่ง ตุ่ม อ่างบัวและตู้ปลา ภาชนะละ 2-4 ตัว
- ใส่เกลือลงน้ำในจานรองขาตู้กับข้าว เพื่อควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุงลาย โดยใส่เกลือ 2 ช้อนชา ต่อความจุ 250 มิลลิลิตร พบว่าสามารถควบคุมลูกน้ำได้นานกว่า 7 วัน

2. การป้องกันทางเคมี ได้แก่
- เติมทรายทีมีฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้และรับรองความปลอดภัย
- การพ่นสารเคมีหรือยากันยุงเพื่อกำจัดยุงตัวเต็มวัย มีข้อดีคือ ประสิทธิภาพสูง แต่ข้อเสียคือ มีราคาแพง และเป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการฉีดพ่นและฉีดเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง ควรเลือกฉีดในเวลาที่มีคนอยู่น้อยที่สุดและฉีดพ่นลงในแหล่งที่คาดว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น ท่อระบายน้ำ กระถางต้นไม้ เป็นต้น
- การใช้สารเคมีเพื่อกำจัดยุงในบ้านเรือน ที่ใช้กันมี 2 ชนิด คือ ยาจุดกันยุง และสเปรย์ฉีดไล่ยุง โดยสารออกฤทธิ์อาจเป็นยาในกลุ่มไพรีทรอยด์ (Pyrethroids), ดีท (DEET, diethyltoluamide) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สารเคมีไม่ว่าจากยาจุดกันยุงหรือสเปรย์ฉีดไล่ยุง ก็มีความเป็นพิษต่อคนและสัตว์ ดังนั้นเพื่อลดความเป็นพิษดังกล่าวควรจุดยากันยุงในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัส ส่วนยาฉีดไล่ยุงจะมีความเป็นพิษมากกว่า ดังนั้นห้ามฉีดลงบนผิวหนัง และควรปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุข้างกระป๋องอย่างเคร่งครัด

3. การปฏิบัติตัว ได้แก่
- นอนในมุ้ง หรือในห้องที่มีมุ้งลวด เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด ทั้งกลางวันและกลางคืน
- หากไม่สามารถนอนในมุ้งหรือในห้องที่มีมุ้งลวดได้ ควรใช้ยากันยุงชนิดทาผิวซึ่งมีสารสำคัญที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันตะไคร้หอม (oil of citronella), น้ำมันยูคาลิปตัส (oil of eucalyptus) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่ามาทาหรือหยดใส่ผิวหนังใช้เป็นยากันยุง แต่ประสิทธิภาพจะต่ำกว่า DEET

เครดิต อ้างอิง ..

https://www.facebook.com/dengue.infection

https://www.ไข้เลือดออก.com

https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/102/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81/

https://www.thaivbd.org

https://www.ato.moph.go.th

https://www.thaivbd.org/n/researchs/view/87

“””””””””””””””””””””””

ไข้เลือดออก..ฤดูกาลแห่งโศกนาฏกรรมยุงลายกัดคน(ป่วย..เป็นไข้)เลือดออกตาย แต่แพทย์ผู้รักษาเป็นจำเลย?

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-05-2008&group=4&gblog=38

โรคไข้เลือดออก... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=30-10-2015&group=4&gblog=116





 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2551   
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2562 14:35:23 น.   
Counter : 188 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]