Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

สาเหตุที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ ... เคยมีการวิจัยมาเพียบ เมื่อไหร่จะเริ่มแก้ไข ???



กระทู้เก่า ตั้ืิงแต่ปี 2546 แต่ก็ยังใช้ได้อยู่ ผ่านไป 6 ปี ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงนัก ...

//www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums/http/www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P2442188/P2442188.html


ขออนุญาตคุณหมอสยาม และคณะอนุกรรมการการจัดสัมนาของแพทยสภาไว้ที่นี่ด้วยนะครับ ที่นำบทความมาเผยแพร่ที่นี่

ที่นี่มีความเห็นหลากหลาย หวังว่าคงจะได้ข้อเสนอ และแนวทางการแก้ปัญหา เพื่อทำให้สถานการณ์ดีขึ้นก็เป็นได้ครับ ยินดีรับฟังครับ

บทความเรื่อง สาเหตุที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ
โดย นายแพทย์สยาม พิเชฐสินธุ์ พ.บ., ว.ว. (ศัลยศาสตร์ทั่วไป)

การลาออกของแพทย์ที่รับราชการนั้น เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมาจะพบว่าการลาออกของแพทย์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนน่าวิตก และจำนวนไม่น้อยของแพทย์ที่ลาออกก็เป็นแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์และความ เชี่ยวชาญด้วย โดยเฉพาะอาจารย์แพทย์ในโรงเรียนแพทย์ต่างๆ แพทย์แต่ละคนที่ลาออกก็มีสาเหตุแตกต่างกันไป

ในอดีตการตื่นตัว เรื่องการลาออกของแพทย์ในระบบราชการยังมีไม่มากนัก แต่ในปัจจุบันมีกระแสต่างๆที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานและชีวิตความ เป็นอยู่ของแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิผู้ป่วย ปัญหาการฟ้องร้อง ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่มากขึ้น ความรู้และวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งเรื่องของค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น จนทำให้บางครั้งแพทย์อาจปรับตัวรับกับสภาพต่างๆเหล่านี้ไม่ทัน บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงสาเหตุต่างๆที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ ซึ่งแต่ละปัจจัยก็มีแนวโน้มที่จะส่งเสริมซึ่งกันและกันให้แพทย์ลาออก ดังต่อไปนี้

1. สาเหตุจากรายได้ไม่เพียงพอ (เงินเดือนต่ำ)


เนื่อง จากอัตราบัญชีเงินเดือนของแพทย์ที่รับราชการขึ้นกับอัตราบัญชีเงินเดือนของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งต่างกับอัตราบัญชีเงินเดือนของสาขาวิชาชีพอื่นที่มีความสำคัญไม่ยิ่ง หย่อนไปกว่ากัน เช่น ผู้พิพากษา อัยการ

ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่ที่มี ภาระต้องดูแลครอบครัว มีความจำเป็นที่จะต้องหารายได้เพิ่มเติม นอกจากการเปิดคลินิก ทำงานนอกเวลาเพิ่มในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งจะทำให้เวลาพักผ่อนและเวลาของครอบครัวลดน้อยลง

การลาออกจาก ระบบราชการเพื่อมาทำงานเต็มเวลาในโรงพยาบาลเอกชน ( พบว่าแพทย์ที่จบใหม่มีค่าตอบแทนมากกว่าบุคลากรส่วนอื่นที่ทำงานมาแล้ว 10-20 ปี ) หรือเปิดคลินิกส่วนตัวเต็มเวลา ซึ่งจะทำให้มีรายได้มากกว่าการรับราชการ 5-10 เท่าขึ้นไป ก็เป็นทางเลือกวิธีหนึ่ง

ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเข้าใจว่าแพทย์ร่ำรวย ซึ่งคงจริงถ้านำไปเปรียบเทียบกับกรรมกร แต่ในความเป็นจริงแล้ว แพทย์ที่รับราชการมีรายได้เพียงแค่อยู่ได้ ไม่อดอยาก แต่ก็ต้องทำงานเสริมนอกเวลาราชการด้วย ถ้าแพทย์จะรวย ก็จะต้องร่ำรวยมาจากมรดกของครอบครัว ทำธุรกิจส่วนตัว หรือลาออกไปเป็นนักการเมือง

คำว่ารายได้ไม่เพียงพอนั้น ยังมีความหมายในเชิงนามธรรมด้วย หมายความว่าไม่เหมาะสมต่อศักดิ์ศรีของวิชาชีพ วิชาชีพที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตและสุขภาพของมนุษย์ ค่าตอบแทนในการทำงานควรจะแปรผันโดยตรงกับความรู้ ความสามารถ และที่สำคัญที่สุดคือความรับผิดชอบต่อสังคมและ เพื่อนมนุษย์ เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ทำหน้าที่ดูแลและตัดสินเกี่ยวกับความยุติธรรมในสังคม ก็ได้เงินเดือนระดับหนึ่ง นักการเมืองที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ได้เงินเดือนในอีกระดับหนึ่ง

แต่แพทย์ซึ่งรับผิดชอบดูแลสุขภาพ และชีวิตของทุกชีวิตในสังคมกลับได้เงินเดือนในอีกระดับหนึ่ง โดยที่แพทย์จบใหม่ได้เงินเดือน 8,200 บาท จบมา 10 ปี ได้เงินเดือนประมาณ 13,500 บาท ส่วนเงินที่ไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวจำนวน 10,000 บาทนั้น ไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหา เพราะแพทย์ในโรงพยาบาลส่วนใหญ่รับเพียง 10-15 % และที่รับก็มักจะเป็นแพทย์ใช้ทุนหรือเแพทย์เฉพาะทางที่ไม่ใช่สาขาหลัก เพราะไม่สามารถเปิดคลินิกได้ ไม่มีโรงพยาบาลเอกชนให้ทำนอกเวลา หรือไม่มีแรงจะทำงานเพิ่มอีก (เพราะงานในโรงพยาบาลทั้งในและนอกเวลาก็หนักพอแล้ว)

นอกจากเรื่อง เงินเดือนที่ต่ำแล้ว ค่าตอบแทนในการทำงานนอกเวลาราชการก็ยังต่ำกว่าในภาคเอกชน 10-20 เท่าอีกด้วย ( รัฐบังคับให้อยู่เวรนอกเวลาราชการด้วยค่าตอบแทน 400-900 บาท ต่อ 8 ชั่วโมง )

ดังนั้น ทางภาครัฐจึงควรจะแยกบัญชีเงินเดือนของแพทย์ที่รับราชการออกจากข้าราชการ ส่วนอื่น โดยมีการประชุมร่วมของทุกฝ่ายด้วยความจริงใจเพื่อหาฐานเงินเดือนที่เหมาะสม ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และร่วมกับการปรับเงินเดือนเพิ่มเป็นพิเศษตามความกันดารของท้องถิ่น (เพิ่มในโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง หรือโรงพยาบาลจังหวัดที่อยู่ไกลมาก ไม่ใช่เงินค่าเบี้ยกันดาร 10,000-20,000 บาท ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไม่ยั่งยืนและโรงพยาบาลที่อยู่ในข่ายก็มีจำนวนน้อย ไม่เป็นการแก้ปัญหาในภาพรวม) ซึ่งจะทำให้การกระจายตัวของแพทย์ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา


2. สาเหตุจากความรับผิดชอบที่หนักเกินไป โดยเฉพาะนอกเวลาราชการ

ใน ช่วงชีวิตของการเป็นแพทย์ ส่วนใหญ่จบการศึกษาเมื่ออายุได้ 23-24 ปี หลังจากนั้นก็ไปทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุน และส่วนใหญ่ก็จะไปศึกษาต่อเฉพาะทาง จนจบเมื่ออายุได้ประมาณ 30-31 ปี จากการศึกษาพบว่าแพทย์มีอายุเฉลี่ยประมาณ 59 ปี (ชาย 62 ปี หญิง 55 ปี) ซึ่งน้อยกว่าอายุเฉลี่ยของคนไทยมาก (ประมาณ 70 ปี) ดังนั้นแพทย์จึงมีเวลาทำงานแค่ประมาณ 30 ปี หลังจบเฉพาะทาง จึงมีคำถามที่ว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ช่วงชีวิต 30 ปี ที่เหลือนี้มีความสุขอย่างสมดุลได้มากที่สุด

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของ แพทย์ที่รับราชการคือ การอยู่เวร และที่สำคัญก็คือไม่มีการระบุไว้ในระเบียบของทางราชการว่าแพทย์จะต้องอยู่ เวรไม่เกินกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรืออายุเท่าไรจึงจะไม่ต้องอยู่เวร (ในเวลาราชการแพทย์ต้องมาทำงานทุกวันอยู่แล้ว)

นั่นหมายความว่า ชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ขึ้นอยู่กับจำนวนแพทย์ที่มีในแผนก เป็นสำคัญ เช่น ถ้ามีแพทย์ในแผนก 2 คนต้องทำงาน 108 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้ามีแพทย์ 3 คน ต้องทำงาน 85 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้ามีแพทย์ 4 คนจะต้องทำงาน 74 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ถ้ามีแพทย์ 5 คน จะทำงาน 68 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งยังไม่รวมเวรห้องฉุกเฉิน เวรชันสูตรพลิกศพ และเวรอื่นๆอีก ซึ่งหมายความว่าถ้าไปทำงานในโรงพยาบาลที่มีแพทย์เป็นจำนวนมากเท่าใด คุณภาพชีวิตก็จะดีมากขึ้นเท่านั้น มีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงพอที่จะดูแลประชาชนได้นานขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้

2.1 แพทย์อาวุโส ซึ่งส่วนใหญ่อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ที่ยังมีภาระต้องอยู่เวรนอกเวลาราชการ ไม่สามารถอยู่เวรนอกเวลาราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในการทำงานหลังเที่ยงคืน ซึ่งจะทำให้สุขภาพกายและใจทรุดโทรม ตอนเช้าก็จะรู้สึกไม่สดชื่น ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะลดลง

ซึ่ง แพทย์อาวุโสเหล่านี้ถ้าทนอยู่ได้ก็อยู่ไป ถ้าอยู่ไม่ได้ก็อาจจะคุยกันในแผนกก่อน ถ้าแพทย์ในแผนกมีน้อยอยู่แล้วและจำเป็นต้องอยู่เวร ก็ลาออกจากราชการไป ซึ่งพบได้อยู่เรื่อยๆ และเป็นที่น่าเสียดายซึ่งแพทย์อาวุโสเหล่านี้เป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์และ ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาราชการ

2.2 เกิดผลกระทบแบบโดมิโน (Domino effect) ในการทำงานของแพทย์ จะเน้นการทำงานเป็นทีม มีการปรึกษาหารือเกี่ยวกับผู้ป่วย มีการช่วยกันทำงาน ช่วยกันอยู่เวรในแผนก ถ้าเกิดมีแพทย์ในทีมลาออกไป จะทำให้แพทย์ที่เหลือมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นทั้งในและนอกเวลาราชการ ถ้าทนได้ก็ทน ทนไม่ได้ก็ลาออกไป ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบไปเรื่อยๆจนหมดแผนก หรือจนกว่าจะรับแพทย์เข้ามาใหม่

นอกจากนั้น ในวันหยุดราชการ แพทย์ยังคงต้องมาดูแลผู้ป่วยประจำวันในตอนเช้า (ROUND) ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่เวร (จึงไม่ได้ค่าแรงที่มาทำงานนอกเวลาราชการ แต่แพทย์ส่วนใหญ่ก็ยังคงทำอยู่ เพื่อผู้ป่วยและจรรยาบรรณของแพทย์) ซึ่งการทำงานนอกเวลาที่มากเกินพอดี ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย ขาดเวลาทำกิจกรรมที่ทำให้คลายความเครียดจากการทำงาน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แพทย์มีอายุเฉลี่ย 59 ปี

ในประเทศ ฝรั่งเศส มีกฎหมายห้ามแพทย์ทำงานเกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่แพทย์ส่วนใหญ่คิดว่าคงยังไม่ต้องถึงขนาดนั้น แต่ก็ควรจะมีการประชุมแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เช่น การเพิ่มค่าตอบแทนนอกเวลาราชการและพิจารณาชั่วโมงการทำงานของแพทย์ให้เหมาะ สม เพิ่มสวัสดิการเป็นพิเศษให้กับแพทย์อาวุโสที่จำเป็นต้องอยู่เวรนอกเวลา ราชการ เช่น อายุราชการทวีคูณ หรือผลประโยชน์อื่นๆที่เหมาะสม


3. สาเหตุเนื่องจากสภาพครอบครัวและสังคม

โดย ที่แพทย์แต่ละคนมีสภาพพื้นฐานทางครอบครัวและสังคมแตกต่างกัน บางคนบิดา มารดา ต้องการให้กลับมาอยู่ด้วยกัน บางคนบิดา มารดา มีสุขภาพไม่แข็งแรงทำให้ต้องกลับไปดูแลใกล้ชิด บางคนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขในจังหวัดหรือโรงพยาบาลที่ไปทำ งานอยู่ บางคนต้องกลับไปอยู่กับบุตรและภรรยา บางคนต้องย้ายเพื่อไปหาสถานศึกษาหรือสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้กับครอบครัว ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่มีใครผิดและบางครั้งไม่สามารถกำหนดล่วงหน้าได้ ทำให้แพทย์ที่กลับไปทำงานในจังหวัดที่ไปรับทุนมาศึกษาต่อหรือโดยทุน ส่วนกลาง มีความจำเป็นที่จะต้องย้ายข้ามโรงพยาบาลหรือย้ายข้ามจังหวัด

ซึ่ง บางครั้งวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหรือระเบียบของทางราชการที่นำมาบังคับใช้กับ แพทย์ ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า มีปัญหา เช่น ผู้บริหารไม่ยอมให้ย้าย ไม่มีเลขที่ตำแหน่งรองรับ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ต้องมีความยืดหยุ่นและมีข้อยกเว้นสำหรับแพทย์ที่ ตั้งใจจะรับราชการต่อ

การแก้ปัญหาเหล่านี้ ควรจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เปิดโอกาสให้แพทย์ที่ต้องการย้ายเข้าไปคุยถึงเหตุผล สามารถเปิดตำแหน่งข้าราชการให้ได้ในโรงพยาบาลปลายทางที่ต้องการรับ แพทย์เป็นวิชาชีพที่มีทางออกในช่องทางการทำงาน เมื่อขอย้ายไปรับราชการต่อใกล้บ้าน แล้วถูกปฏิเสธ แต่มีความจำเป็นต้องย้าย แพทย์ส่วนมากจึงต้องใช้วิธีการลาออกเพื่อไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนหรือเปิด คลินิกส่วนตัว นอกจากนั้นยังอาจมีแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนอีกบางส่วนซึ่งมีความต้องการที่จะ กลับเข้ารับราชการ แต่ไม่มีตำแหน่งให้ ทั้งๆที่โรงพยาบาลของรัฐยังขาดแคลน

นอก จากนั้น รัฐยังต้องเร่งสร้างความเจริญให้ทั่วถึง โดยเฉพาะตามชนบทที่ห่างไกล และต้องเน้นในเรื่องระบบการศึกษา พัฒนาสถานศึกษาให้มีความเจริญทัดเทียมกัน ในทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งจะทำให้แพทย์ส่วนหนึ่งมีความสุขเพียงพอที่จะรับราชการในจังหวัดเดิมหรือ ในจังหวัดที่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ


4. สาเหตุเนื่องจากความเสี่ยงในวิชาชีพมีมากขึ้น ได้แก่

4.1 ความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้อง ในปัจจุบันผู้ป่วยมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับการรักษาของแพทย์เพิ่มมากขึ้น ทั้งๆที่โดยเกือบจะทั้งหมดจะเกิดจากเหตุสุดวิสัยต่างๆในการรักษา หรือเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของการรักษาซึ่งพบได้ในตำรารักษาโรค โดยที่ปัญหาต่างๆเหล่านี้ไม่มีแพทย์คนใดต้องการให้เกิดขึ้น ซึ่งสาเหตุของความเสี่ยงในการฟ้องร้อง ได้แก่

4.1.1 แพทย์มีเวลาดูแลรักษาผู้ป่วยน้อยลง เพราะจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการจากโรงพยาบาลของรัฐมีจำนวนมากขึ้น ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่ต้องตรวจผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นตั้งแต่ 50-100 คนต่อแพทย์หนึ่งคนต่อวัน ในการตรวจและอธิบายถึงสาเหตุของโรค วิธีการรักษา ผลของการรักษา และภาวะแทรกซ้อนของการรักษาให้ผู้ป่วยเข้าใจ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15-20 นาที ขึ้นไปต่อผู้ป่วยหนึ่งคน (ซึ่งจะมีส่วนทำให้การฟ้องร้องลดน้อยลง) เพราะฉะนั้น ถ้าทำงานโดยไม่หยุดพักเลยใน 1 วันทำการ แพทย์จะรักษาผู้ป่วยได้ไม่เกิน 30 คนต่อวัน

แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ที่แพทย์จะทำเช่นนั้น เพราะจะมีผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่ต้องรอตรวจ จึงทำให้เกิดคำพูดที่ว่า “ตรวจผู้ป่วยมากถูกฟ้องมาก ตรวจผู้ป่วยน้อยถูกฟ้องน้อย ทำงานมากถูกฟ้องมาก ทำงานน้อยถูกฟ้องน้อย”

4.1.2 ผู้ป่วยมีความคาดหวังในการรักษาสูง ผู้ป่วยส่วนมากเข้าใจว่า เวลามาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา จะต้องได้รับการวินิจฉัยหรือการรักษาที่ถูกต้อง ต้องรักษาหายและไม่มีภาวะแทรกซ้อน แม้ว่าแพทย์จะได้อธิบายถึงความเสี่ยงของการรักษา (morbidity and mortality) แล้ว แต่บางครั้งผู้ป่วยก็ไม่เข้าใจหรือไม่พยายามเข้าใจ

ใน ความจริงของการรักษาโรคนั้น อาการบางอาการหรือโรคบางโรคจะมีลักษณะที่คล้ายหรือใกล้เคียงกัน ทำให้ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ วินิจฉัยโรค หรือบางครั้งต้องรอดูอาการของโรคเพื่อหาคำตอบสุดท้าย

ซึ่งถ้าหาก ผู้ป่วยไม่เข้าใจคิดว่าแพทย์ที่ตนเองกำลังรักษาอยู่นั้นไม่เก่ง ก็จะย้ายโรงพยาบาลไปหาแพทย์คนอื่น ซึ่งก็อาจจะต้องตรวจหรือดูอาการต่อไปอีก และผู้ป่วยก็อาจจะย้ายไปอีกจนถึงแพทย์คนสุดท้าย ซึ่งก็อาจจะวินิจฉัยโรคได้เพราะได้ข้อมูลมาพร้อม ผู้ป่วยแสดงอาการของโรคที่ชัดเจนขึ้นจนตัดโรคอื่นๆได้หมด ถ้ารักษาจนหายก็อาจจะไม่มีเรื่อง (หรือแพทย์คนแรกๆอาจถูกต่อว่าหรือตำหนิได้) แต่ถ้ารักษาไม่หายหรือเสียชีวิต แพทย์ที่รักษาคนแรกก็อาจจะถูกฟ้องได้ว่ารักษาโดยไม่รอบคอบหรือประมาท ทั้งๆที่แพทย์คนแรกอาจจะเก่งและดูแลผู้ป่วยดี แต่เนื่องจากเป็นโรคที่ยากทำให้ต้องใช้เวลาในการวินิจฉัยหรือเป็นโรคที่มี ความเสี่ยงในการรักษาสูง ซึ่งลักษณะเช่นนี้พบได้อยู่บ่อยๆ จนหลายครั้งทำให้แพทย์หมดกำลังใจในการรักษาได้


4.1.3 ความรับผิดชอบต่อผู้ป่วยและสังคมของแพทย์ โรคบางโรคมีความซับซ้อน มีความเสี่ยงและค่อนข้างยากต่อการรักษาหรือการผ่าตัด ถ้าแพทย์ทุกคนหรือแพทย์ส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะรักษาหรือกลัวที่จะถูกฟ้องร้อง ถ้าผลของการรักษาของแพทย์ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของผู้ป่วยและญาติ แพทย์จึงส่งต่อผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์หรือโรงเรียนแพทย์แทน ผู้ป่วยก็จะได้รับผลกระทบ ที่แน่นอนก็คือ จะได้รับการรักษาที่ช้าลง เนื่องจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่จะรับผู้ป่วยไว้รักษาเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องคอยคิวนานขึ้นในการรักษา อาการหรือความรุนแรงของโรคก็จะลุกลามมากขึ้น จนบางครั้งอาจช้าไปหรือเสียโอกาสในการรักษา ทั้งๆที่การรักษาอาจทำได้เหมือนกันในโรงพยาบาลทั่วไป แต่การรักษาก็ย่อมมีความเสี่ยง แพทย์ที่ทำการรักษาบางครั้งเหมือนยอมแบกรับความเสี่ยงด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับโอกาสในการรักษาที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งถ้าผู้ป่วยและญาติไม่เข้าใจ และถ้ามีปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนในการรักษาเกิดขึ้นมา แพทย์ก็อาจจะถูกฟ้องร้องได้ว่าไม่ยอมส่งผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล ขนาดใหญ่หรือรักษาโดยประมาท นอกจากนั้น การเดินทางเข้าโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงเรียนแพทย์ ก็ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายต่างๆในการไปเยี่ยมไปเฝ้า ทำให้ต้องสูญเสียเงินทองตามมาอีกเป็นจำนวนมาก

นอกจากนั้น โรคบางโรคอาจต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ หรือการตรวจทางรังสีเพื่อให้ได้ผลการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ตามตำราที่แพทย์ได้ศึกษามา (มักจะเป็นตำราต่างประเทศ) ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายสูง แพทย์ส่วนใหญ่มีความเข้าใจถึงสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย ต้องนำเข้าเทคโนโลยีในการรักษาเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นในบางครั้งแพทย์ก็ตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือตรวจทางรังสีไม่ครบ ตามตำราที่ได้ศึกษา (ตรวจตามความจำเป็น ไม่ใช่เป็นการประมาท) เนื่องมาจากงบประมาณอันมีจำกัด ด้วยสาเหตุเหล่านี้ ถ้าผู้ป่วยไม่เข้าใจและเอาข้ออ้างต่างๆเหล่านี้มาฟ้องร้องแพทย์ ต่อไปแพทย์ก็คงจะต้องตรวจและอธิบายผู้ป่วยอย่างละเอียด ส่งผู้ป่วยตรวจทางห้องปฏิบัติการและทางรังสีทุกอย่างที่มีในตำรา จนบางครั้งอาจกลายเป็นการส่งตรวจเพื่อป้องกันตนเองในกรณีที่มีการฟ้องร้อง (protective medicine) ซึ่งแน่นอนจะทำให้ผู้ป่วยต้องรอคอยการรักษาที่ นานขึ้น (แพทย์ตรวจได้ไม่เกินวันละ 30 คน) และจะทำให้งบประมาณของระบบสาธารณสุขไทยจะต้องเพิ่มขึ้นและบานปลายมากกว่า ปัจจุบันอีกหลายเท่าตัว ซึ่งคงไม่มีรัฐบาลไหนอยากเจอสภาพเช่นนี้

4.1.4 การทำงานนอกเวลาราชการ (โดยเฉพาะหลังเที่ยงคืน) แพทย์ซึ่งทำงานมาแล้วทั้งวันในเวลาราชการ จะมีความอ่อนล้า อิดโรย การทำงานของสมองและการตัดสินใจเริ่มเฉื่อยลง แต่ผู้ป่วยที่มีอาการ หนักมักจะมาตอนกลางคืน ทำให้การรักษาอาจผิดพลาดได้ ซึ่งไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เกิดจากความไม่พร้อมของร่างกายและจิตใจของแพทย์ ซึ่งมีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ

4.1.5 การขาดประสบการณ์ของแพทย์ใช้ทุนที่ทำงานในโรงพยาบาลชุมชน กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายจัดส่งแพทย์ซึ่งสำเร็จการศึกษาไปทำงานในจังหวัด ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือ ดูแลผู้ป่วย ซึ่งเรียกว่าไปเป็นแพทย์ใช้ทุน แต่ประชาชนทั่วไปกลับเข้าใจว่าแพทย์ที่ส่งไปนั้นมีความสามารถรอบด้าน

ซึ่งในความเป็นจริงถึงแม้ว่าน้องๆแพทย์ใช้ทุนเหล่านี้จะจบแพทย์แล้ว แต่ยังขาดประสบการณ์ในการวิเคราะห์และรักษาโรค โดยเฉพาะในการทำหัตถการต่างๆ ทำให้เหมือนกับว่าส่งน้องๆแพทย์ใช้ทุนไปขึ้นเขียงรอวันผิดพลาด และอย่างที่ทราบว่าในปัจจุบันนี้ผู้ป่วยมีความคาดหวังสูง ถ้าแพทย์ทำผิดพลาดเมื่อใด ก็จะต้องถูกฟ้องร้อง แม้ว่าจะเกิดจากสาเหตุสุดวิสัยหรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆก็ตาม และที่สำคัญก็คือ การขาดประสบการณ์ในการดูแลและรักษาเบื้องต้นในผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยเฉพาะภาวะฉุกเฉินในเรื่องการคลอด ซึ่งมารดาที่มาคลอดและญาติมาโรงพยาบาลด้วยความหวังที่จะมีสมาชิกใหม่เกิด ขึ้น ถ้าเกิดภาวะฉุกเฉินที่เกี่ยวกับการคลอดในการดูแลของแพทย์ใช้ทุน แล้วมีการสูญเสียขึ้น เรื่องคงจะไม่จบง่ายๆ ซึ่งพบได้เรื่อยๆ

ดัง นั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจึงควรปรึกษากับโรงเรียนแพทย์ให้เน้นในเรื่องภาว ะฉุกเฉินต่างๆก่อนที่จะจบการศึกษาประมาณ 1 เดือน และถ้าเป็นไปได้ให้ทุกคนอยู่ในโรงพยาบาลจังหวัด 1-2 เดือนก่อนที่จะส่งไปโรงพยาบาลชุมชน เพื่อเสริมทักษะในหัตถการต่างๆให้แน่น ความเสี่ยงต่างๆจะได้ลดลง (เนื่องจากพบว่า การฟ้องร้องแพทย์ใช้ทุนจะพบบ่อยที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน เพราะเป็นช่วงที่แพทย์ใช้ทุนเริ่มไปทำงาน)

และกระทรวงสาธารณสุขควร ยอมรับความจริงและบอกกับประชาชนว่าแพทย์ใช้ทุนเหล่า นี้เป็นผู้เสียสละมาทำงานในชุมชน แต่ยังขาดประสบการณ์ จึงควรจะมีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ซึ่งถ้าแพทย์ใช้ทุนเหล่านี้ลาออก ก็คงจะไม่มีแพทย์มาทำงานในโรงพยาบาลชุมชน

จากที่กล่าวมาทั้งหมด เกี่ยวกับการฟ้องร้องแพทย์นั้น นอกจากแพทย์อาจจะต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียชื่อเสียง ผลกระทบที่สำคัญที่สุดคือด้านจิตใจ แพทย์บางคนรักษาผู้ป่วยมาตลอดชีวิต ดูแลผู้ป่วยให้หายเป็นพันเป็นหมื่นคน แต่กลับมาถูกฟ้องร้องในเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจหรือเป็นเหตุสุดวิสัยที่หลีก เลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้แพทย์หลายคนลาออกจากระบบราชการ เพราะไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ถูกฟ้องได้ มาอยู่ระบบเอกชนดีกว่า เพราะงานเบากว่า (หรืออาจจะพอๆกัน) แต่รายได้ดีกว่ามาก แพทย์บางคนถึงกับเลิกอาชีพแพทย์ไปประกอบอาชีพอื่น เช่น ไปประกอบธุรกิจส่วนตัวหรือธุรกิจขายตรงต่างๆ เป็นตัวแทนขายประกัน ชีวิต ไปสอบเป็นผู้พิพากษา เป็นต้น ซึ่งนับวันก็จะมีแพทย์ลาออกจากราชการมากขึ้นเรื่อยๆ

และเป็นที่น่า สังเกตว่า ในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขได้มีการผลิตแพทย์ขึ้นโดยตรง โดยไม่ได้ผ่านระบบโรงเรียนแพทย์เหมือนที่ผ่านมา ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่เริ่มตั้งข้อสังเกตและเป็นห่วงถึงมาตรฐานและคุณภาพของ แพทย์ที่จะจบออกมา ซึ่งอาจจะมีส่วนทำให้การฟ้องร้องเพิ่มขึ้นได้

4.2 ความเสี่ยงในการติดเชื้อจากผู้ป่วย เชื้อที่พบบ่อยได้แก่ ไวรัสโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เอดส์) ไวรัสตับอักเสบ เชื้อวัณโรค ซึ่งถ้าแพทย์ติดเชื้อมาจากผู้ป่วยก็จะทำให้เกิดผลร้ายต่อตนเองและครอบครัว ซึ่งผลที่ตามมาจะหนักหรือเบาก็ขึ้นกับตัวเชื้อโรคที่ได้รับ

กระทรวง สาธารณสุขควรจะจัดอุปกรณ์และเครื่องมือที่ได้รับมาตรฐานและ เพียงพอแก่แพทย์และบุคลากรทาง การแพทย์เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น และมีมาตรการชดเชย สวัสดิการที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อ จากผู้ป่วย

4.3 ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ บ่อยครั้งที่แพทย์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากการอยู่เวรนอกเวลาราชการในตอนกลางคืนจนถึงเช้า ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย นอนไม่พอเพียงกับความต้องการ หลังจากออกเวรในตอนเช้า อาจจะมีความจำเป็นต้องขับรถกลับบ้านหรือไปทำธุระส่วนตัว ทำให้อาจหลับในจนเกิดอุบัติเหตุ บางครั้งก็ร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิตได้

4.4 ความเสี่ยงของสถาบันครอบครัว เนื่องจากเงินเดือนของแพทย์ที่รับราชการไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย ทำให้แพทย์ส่วนมากต้องทำงานเสริมนอกเวลาราชการ ไม่เปิดคลินิกก็ทำงานพิเศษในโรงพยาบาลเอกชน จนบางครั้งทำให้ไม่มีเวลาดูแล ให้ความอบอุ่นแก่ครอบครัว และอบรมสั่งสอนบุตร บางครั้งอาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้ จนกลายเป็นปัญหาสังคม หรือแม้แต่ตัวของแพทย์เองที่มีอายุเฉลี่ยประมาณ 59 ปี ซึ่งเกิดจากการทำงานหนัก สะสมความเครียดในการดูแลรักษาผู้ป่วย ถ้าเกิดแพทย์ผู้นั้นมีอันเป็นไปก่อนวัยอันสมควร ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุหรือโรคภัยไข้เจ็บ จะทำให้ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังลำบากที่จะต้องสู้ชีวิตต่อไปโดยลำพัง ซึ่งก็อาจจะเกิดปัญหาสังคมได้อีก ถ้าไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ


5. สาเหตุจากแพทย์ต้องการความก้าวหน้าทางการศึกษาต่อเนื่อง

โดย ส่วนใหญ่หลังจากแพทย์ใช้ทุนหมดพันธะการใช้ทุนกับรัฐแล้ว แพทย์ใช้ทุนบางส่วนจะเอาทุนจากรัฐไปศึกษาต่อเฉพาะทาง เพื่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางต่อไป (เกือบทั้งหมดจะเป็นทุนของโรงพยาบาลจังหวัด) บางส่วนก็จะลาออกจากราชการเพื่อไปสมัครศึกษาต่อเฉพาะทางเอง
(free training) ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก

แต่ ในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมาจะพบว่ามีการลาออกของแพทย์ใช้ทุนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากทางกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้กำหนดทุนให้กับโรงพยาบาลต่างๆที่ เป็นของรัฐ ได้จัดสรรทุนโดยเน้นไปยังแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อสนองนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และได้ลดจำนวนทุนแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นลงไปอย่างมาก

ซึ่งการจัดสรร ดังกล่าวไม่ตอบสนองต่อความต้องการของแพทย์ใช้ทุนส่วนใหญ่ซึ่งต้องการศึกษา ต่อเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมากกว่าเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว จึงทำให้มีการลาออกของแพทย์ใช้ทุนเพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากมีการเพิ่มขึ้นของการศึกษาต่อแบบ free training อย่างมากในโรงเรียนแพทย์ต่างๆ

ซึ่งผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการ ที่รัฐคิดอยู่ฝ่ายเดียว ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆคือรัฐเป็นผู้กำหนดนโยบาย โดยไม่ปรึกษาหรือสอบถามความต้องการศึกษาต่อของแพทย์ใช้ทุน และคาดว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอีก 4-5 ปีข้างหน้า คือ ผู้ป่วยที่จะมารักษาต่อกับแพทย์เฉพาะทางจะต้องเข้าคิวรอนานขึ้นอย่างมาก เนื่องจากแพทย์เฉพาะทางจะมีจำนวนลดลง แต่ความต้องการของผู้ป่วยที่จะมาพบแพทย์เฉพาะทางจะมีจำนวนมากขึ้น

ส่วน แพทย์เฉพาะทางที่จบแบบ free training และต้องการที่จะกลับเข้ารับราชการอีกก็ค่อนข้างลำบาก เพราะเลขที่ตำแหน่งของข้าราชการจะมีจำนวนลดน้อยลง ถึงแม้จะมีก็อาจจะไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลที่ต้องการ ทำให้พอมองเห็นภาพในอนาคตว่าคงจะเกิดวิกฤติขึ้นแน่

กระทรวงสาธารณสุข ควรจะเปิดศูนย์ศึกษาต่อเนื่องของแพทย์เฉพาะทาง (ให้แยกจำนวนทุนที่จัดสรรออกมาจากแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว) เพื่อให้แพทย์ใช้ทุนได้มาแจ้งความจำนงเกี่ยวกับสาขาและโรงพยาบาลที่ต้องการ แล้วจึงประสานงานกับโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นจึงจัดสรรทุนออกมา ซึ่งจะทำให้แพทย์ใช้ทุนลาออกจากราชการน้อยลงอย่างมาก และกระทรวงสาธารณสุขควรจะเปิดตำแหน่งข้าราชการไว้พอสมควร ให้กับโรงพยาบาลที่ขอตำแหน่งสำหรับแพทย์ที่ต้องการจะกลับเข้ามารับราชการอีก ครั้ง


6. สาเหตุจากคำสั่งให้ย้ายไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัด (มักพบในแพทย์ที่สังกัดกระทรวงกลาโหม)
ส่วนใหญ่มักจะต้องย้ายเพื่อไปติดยศ หรือย้ายหลังจากจบแพทย์เฉพาะทางซึ่งได้ทุนจากกองทัพ ทำให้แพทย์ที่มีครอบครัวหรือมีที่ทำงานนอกเวลาราชการลงตัวแล้ว มีความจำเป็นต้องลาออก บางกองทัพมีแพทย์ลาออกถึงปีละประมาณ 20-40 คน นอกจากนั้นยังพบได้ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้ทุนเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางแบบทุนส่วนกลาง ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้กำหนดโรงพยาบาลที่จะต้องไปปฏิบัติงานให้ เอง


7. สาเหตุจากปัจจัยเสริมอื่นๆ
ได้แก่

7.1 ผู้บริหารโรงพยาบาลบางคนขาดวิสัยทัศน์ในการบริหารหรือบริหารแบบรวบอำนาจ ไม่รับฟังความคิดเห็นของแพทย์ด้วยกัน หาผลประโยชน์จากโรงพยาบาลมาใส่ตนเอง ทำให้แพทย์ที่ตั้งใจทำงานรับไม่ได้

7.2 ปัญหาในเรื่องพนักงานของรัฐ พนักงานของรัฐมีความแตกต่างกับข้าราชการค่อนข้างมากในเรื่องของความมั่นคงใน วิชาชีพ เพราะต้องถูกประเมินทุกปี (ทำให้บางครั้งไม่กล้าเสนอความคิดเห็น หรือเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้ เพราะอาจไปขัดใจผู้บังคับบัญชาได้) อำนาจในการสั่งการโดยตรงต่อข้าราชการก็ทำได้ไม่เต็มที่ กฎ ระเบียบต่างๆก็ยังไม่พร้อม ทำให้แพทย์ส่วนใหญ่ที่เป็นพนักงานของรัฐรู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพการทำงาน

7.3 กฎหมายต่างๆที่ออกมาบังคับใช้กับแพทย์ เช่น

พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

พร บ.ยา (โดยเฉพาะมาตราที่ห้ามแพทย์ รวมถึงทันตแพทย์ สัตวแพทย์ จ่ายยาที่คลินิก แต่กลับไม่ห้ามร้านขายยาที่ขายยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ เหมือนกับมี double standard ซึ่งถ้าต้องการให้เป็นมาตรฐานสากล ก็ควรห้ามเภสัชกรขายยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ด้วย มิเช่นนั้นอาจทำให้ดูเหมือนมีเงื่อนงำซ่อนอยู่ พบว่าใน สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น แพทย์สามารถตรวจ วินิจฉัย และจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยได้ที่คลินิก และร้านขายยาห้ามขายยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ )

กฎหมายชันสูตร (โดยเฉพาะถ้าต้องไปชันสูตรในพื้นที่ที่เป็นป่าเขา หุบเหว หรือที่ห่างไกลความเจริญ และถ้าเป็นในเวลากลางคืน ทำให้เป็นห่วงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของแพทย์ โดยเฉพาะถ้าเป็นแพทย์ผู้หญิง นอกจากนั้นยังเบียดบังเวลาที่จะไปดูแลผู้ป่วยที่รอตรวจและผู้ป่วยฉุกเฉินอีก ด้วย)

ซึ่งกฎหมายต่างๆที่ออกมาบังคับใช้กับแพทย์ ส่วนใหญ่จะพบว่าผู้ที่ร่างกฎหมายแทบจะไม่มีส่วนในการถูกบังคับใช้กฎหมาย แต่แพทย์เกือบทั้งหมดที่ไม่ได้มีส่วนรับรู้มาก่อน กลับต้องมาถูกบังคับใช้โดยคนเพียงไม่กี่คน ไม่เคยมีการสอบถามความคิดเห็นหรือประชาพิจารณ์โดยแพทย์มาก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นมุมมองของรัฐกับแพทย์ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ


7.4 จากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งมีส่วนทำให้

7.4.1 โรงพยาบาลบางแห่ง มีเงินบำรุงลดลง ทำให้การรับแพทย์เฉพาะทางเข้ามาช่วยงานและดูแลผู้ป่วยที่มีจำนวนมากขึ้นเป็น ไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ยาก (เพราะเงินเดือนที่จะต้องจ่ายให้แพทย์รวม อยู่ในงบรายหัวของประชากร ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่รับจากกระทรวงการคลัง) ซึ่งมีผลทำให้แพทย์ที่มีอยู่เดิมทำงานหนักเกินไป จนมีการลาออกกันอย่างมาก และจากการที่มีเงินบำรุงลดลง พบว่า

โรงพยาบาลบางแห่งได้ตัดค่าเวรของ แพทย์ (รวมข้าราชการส่วนอื่นด้วย) บางแห่งตัดถึง 20-25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งค่าเวรของแพทย์ที่รับราชการก็ต่ำอยู่แล้ว ทำให้แพทย์ที่ต้องพบกับสภาพเช่นนี้หรือแพทย์ที่ได้ทราบข่าวหมดกำลังใจในการ ทำงาน ทั้งๆที่แพทย์ไม่ได้มีส่วนผิดเลยแม้แต่น้อย

7.4.2 ผู้ป่วยมีความคาดหวังกับรักษาสูงมากขึ้น มีการฟ้องร้องมากขึ้น ทั้งๆที่ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค แพทย์ก็รักษาผู้ป่วยเหมือนเดิม ไม่แตกต่างกัน ตามกำลัง ความรู้ความสามารถ และเงินบำรุงที่มีในโรงพยาบาล แต่ผู้ป่วยและรัฐกลับลืมคำว่า “ไม่มีของดี ราคาถูก บนโลกใบนี้ ”

และผู้ป่วยส่วนหนึ่งคิดว่าแพทย์จะต้องรักษา ให้ได้ทุกอย่าง โดยที่ไม่ยอมดูแลสุขภาพตนเองเลย ยังดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืน ไม่ออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังมีเรื่องของอุบัติเหตุต่างๆ เมาแล้วขับ ทะเลาะวิวาท ซึ่งสาเหตุต่างๆเหล่านี้อาจทำให้การรักษาไม่เป็นไปดังความคาดหวัง ของผู้ป่วยและแพทย์ และผู้ป่วยบางคนไม่เข้าใจและต่อว่าหรือฟ้องร้องแพทย์ โดยที่ลืมไปว่าโรคภัยต่างๆที่เกิดขึ้นก็ล้วนแต่ทำตัวเองทั้งสิ้น

7.4.3 ภายหลังจากที่มีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค รัฐเอาใจใส่ ดูแลห่วงใยผู้รับบริการมากเป็นพิเศษ แต่รัฐกลับลืมฟันเฟืองตัวที่สำคัญที่สุดในระบบสาธารณสุข นั่นคือ ผู้ให้บริการ โดยเฉพาะแพทย์ รัฐขาดความเอาใจใส่ ดูแลแพทย์ด้วยความจริงใจ รัฐดูแลแพทย์เหมือนข้าราชการธรรมดาทั่วไป ซึ่งคงไม่ผิด ถ้าแพทย์ไม่ได้รับผิดชอบชีวิตเพื่อนมนุษย์

รัฐได้เพิ่มงานต่างๆให้ กับแพทย์ที่รับราชการ เช่น งานออกหน่วยปฐมภูมิ โดยที่แพทย์เกือบทั้งหมด ไม่ได้มีความต้องการที่จะทำ ซึ่งเป็นการใช้คนไม่ตรงกับงาน และงานในโรงพยาบาลก็มีมากพออยู่แล้ว และถ้ามองลึกลงไปในหน่วยงานราชการต่างๆของรัฐ จะพบว่าหน่วยงานที่มีภาคเอกชนให้การบริการคู่กับภาครัฐ นอกจากหน่วยงานการศึกษาแล้ว ก็ยังมีหน่วยงานทางสาธารณสุขนั่นเอง ซึ่งถ้ารัฐไม่ดูแลแพทย์ในระบบราชการให้ดีแล้ว ก็เหมือนเป็นการบังคับให้ย้ายไปอยู่ในภาคเอกชน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริการทางสาธารณสุขในภาครัฐ และ ก็ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐได้ไล่ ผู้ป่วยให้ไปสู่ระบบเอกชนโดยอ้อมนั่นเอง


จาก บทความทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้มีการพูดถึง “สิทธิแพทย์” ซึ่งสิทธิแพทย์นี้ไม่ได้เป็นการต่อต้านหรือขัดแย้งกับสิทธิผู้ป่วย แต่เป็นการเสริมให้สิทธิผู้ป่วยได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้น

“สิทธิแพทย์” คือ สิทธิ์ของแพทย์โดยชอบธรรมที่จะได้รับการดูแลตั้งแต่ในเรื่องของสภาพความเป็น อยู่ คุณภาพชีวิต สภาพการทำงานและความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับแพทย์ นั่นก็คือ การกำหนดเรื่องของเงินเดือนและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม กำหนดชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจ การป้องกันความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับแพทย์และช่วยเหลือเมื่อมีความ เสี่ยงเกิดขึ้น เป็นต้น ซึ่งแพทย์ทุกคนมุ่งหวังที่จะให้มีสิทธิแพทย์เกิดขึ้น เพื่อผู้ป่วยและสิทธิผู้ป่วยจะได้รับการดูแลและปฏิบัติอย่างดีที่สุด


สุดท้ายผู้เขียนยังเชื่อในมาตรฐาน คุณภาพ และจรรยาบรรณของแพทย์ส่วนใหญ่ ที่เสียสละทำงานเพื่อผู้ป่วยทั้งกายและใจ ถึงแม้ว่าจะได้เงินเดือนหรือค่าตอบแทนน้อยเพียงใดก็ตาม และยังต้องแลกกับความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดตามมาด้วย เวลามีผลกระทบต่างๆเกิดขึ้นกับแพทย์ แพทย์ไม่เคยรวมกลุ่มกันประท้วงหยุดงาน ไม่เคยปฏิเสธผู้ป่วยเหมือนในบางประเทศ นั่นก็แสดงถึงความรับผิดชอบต่อผู้ป่วยและสังคมของแพทย์ แต่แพทย์ส่วนใหญ่จะใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะตัว เช่น ลาออกจากราชการหรือเลิกอาชีพแพทย์

จึงหวังว่าทางภาครัฐคงจะรับรู้ และเข้าใจความรู้สึกของแพทย์ แพทย์ซึ่งเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจะได้หาทางออกร่วมกันในอันที่จะรักษาจำนวนแพทย์ที่มีอยู่ในภาคราชการ ให้อยู่ต่อไปได้อย่างมีความสุขและเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสนองตอบความต้องการของประชาชนที่ยากไร้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ตัวผู้เขียนเองก็ยังมีความเสียใจจนถึงปัจจุบัน ที่ได้ลาออกจากระบบราชการ แต่เพราะผู้บริหารไม่อนุมัติให้ย้ายมายังโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อกลับ มาดูแลครอบครัว ทำให้มีความจำเป็นต้องลาออกจากราชการ แต่ก็หวังว่าสักวันหนึ่งคงจะได้กลับเข้ารับราชการอีกตามที่ใจต้องการ

และ อยากจะขอให้แพทย์ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บริหารทุกท่าน ที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว (หรือทำแต่น้อยมาก) หรือไม่ได้อยู่เวรต่างๆนอกเวลาราชการ ได้โปรดอย่าลืมสิ่งที่พวกท่านเคยผ่านมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์จบใหม่ งานที่หนัก ค่าตอบแทนที่ต่ำ และที่สำคัญคือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของวิชาชีพแพทย์ ได้โปรดอย่าให้บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่แพทย์มาทำลายความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง มาทำลาย SENIORITY ของพวกเรา

และถ้าจะออกกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ มาใช้กับแพทย์ส่วนใหญ่ที่ยังประกอบวิชาชีพเวชกรรมอยู่ ก็ขอให้ได้สอบถามความเห็นของแพทย์หรือมีการทำประชาพิจารณ์โดยแพทย์ส่วนใหญ่ เสียก่อน

ซึ่งผลประโยชน์สุดท้ายจากการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับ แพทย์ที่เป็นผู้ปฏิบัติงานก็จะเกิดกับประชาชนในที่สุด และผู้เขียนคิดว่าคงจะสายเกินแก้แน่ ถ้าทุกฝ่ายไม่ร่วมมือกันทำงานอย่างจริงจังและแก้ปัญหาด้วยความจริงใจ ตั้งแต่บัดนี้


ทุกครั้งที่แพทย์พูดเรื่องเกี่ยวกับเงินเดือน สวัสดิการ หรือชีวิตความเป็นอยู่ของแพทย์ มักจะถูกสื่อมวลชน ประชาชน หรือแม้แต่นักการเมือง ถามคำถามเหล่านี้

ถาม รัฐบาลออกเงินให้เรียนแพทย์จนจบ ได้เปรียบคนอื่นตั้งมาก ยังไม่พอใจอีกหรือ แล้วจะเอาอะไรอีก

ตอบ

1. ไม่ใช่วิชาชีพแพทย์อย่างเดียวที่เอาทุนไปเรียน วิชาชีพอื่นที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ รัฐบาลก็ให้เงินอุดหนุนการศึกษาด้วยเช่นกัน และการเรียนแพทย์ก็ยังคงต้องจ่ายค่าเล่าเรียนด้วยเช่นเดียวกัน

2. ไม่ใช่แพทย์เรียนฟรี เพราะหลังจากจบเป็นแพทย์แล้ว ต้องไปปฏิบัติงานชดใช้ทุนตามหน่วยงานต่างๆที่เป็นของรัฐ เป็นเวลา 3 ปี ด้วยเงินเดือนเริ่มต้นเพียง 8,200 บาท และถ้าจะลาออกก็จะต้องชดใช้เงินจำนวน 400,000 บาท คืนแก่รัฐ สรุปได้ว่า แพทย์ไม่ได้เรียนฟรี ต้องชดใช้ในรูปแบบของการปฏิบัติงานหรือจำนวนเงิน (ถ้าลาออก)

3. ถ้ารัฐบาลไม่ให้เงินสนับสนุนในการศึกษา ก็จะมีแต่บุตร หลานของคนร่ำรวยมาเรียนแพทย์ ทำให้หลังจากจบเป็นแพทย์แล้ว โอกาสที่จะไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัดก็จะลดน้อยลงด้วย เพราะฉะนั้นจึงยังมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องให้ทุนการศึกษาต่อไป


ถาม เป็นแพทย์ต้องรู้จักคำว่าเสียสละต่อสังคมและประชาชน

ตอบ

แพทย์ ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีความต้องการปัจจัย 4 เหมือนคนทั่วไป (ปัจจัย 4 ที่เหมาะสมกับฐานะและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพ)

และ ขอให้สังคมมองภาพในความเป็นจริงบ้าง ว่าที่ผ่านมาแพทย์ยังทำเพื่อสังคมไม่พออีกหรือ และจะต้องให้แพทย์ทำเพื่อสังคมอีกนานเท่าไร แพทย์ถึงจะทำเพื่อตนเองและครอบครัวได้บ้าง โดยเฉพาะแพทย์ที่ทำงานภาครัฐ

จากคุณ : siktp - [ 5 ก.ย. 46 07:51:31 ]



.................................

งานวิจัย ล่าสุด  ผลก็ไม่แตกต่างกันนัก Smiley
Date: 2012-06

การคงอยู่ในชนบทและในราชการของแพทย์ภายหลังการเพิ่มค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานที่ชนบท
//kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/3588?locale-attribute=th

Abstract:
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการคงอยู่ในชนบทของแพทย์ภายหลังการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายในปี ๒๕๕๒ เก็บข้อมูลทุติยภูมิจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ทราบรูปแบบการเคลื่อนย้ายของแพทย์ในระหว่างปี ๒๕๔๔-๒๕๕๔ และวิเคราะห์โอกาสการคงอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขและในชนบทโดยใช้สถิติ survival analysis
ผลการศึกษาพบว่าแนวโน้มการเคลื่อนย้ายของแพทย์จากชนบทภายหลังการเพิ่มค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานที่ชนบทก่อนการชดใช้ทุนครบ ๓ ปีแล้วนั้นไม่แตกต่างกับก่อนการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย นอกจากนั้นพบว่าแนวโน้มการออกจากกระทรวงสาธารณสุขมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้หลังการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายอาจจะทำให้อัตราการลาออกจากราชการไม่เพิ่มขึ้นมากนักใน 2 รุ่นหลัง แต่ในด้านการคงอยู่ในชนบทของแพทย์ยังลดลงในทุกรุ่น แม้แต่รุ่นที่ได้รับผลจากการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายในปี ๒๕๕๒ ได้แก่รุ่นปี ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๐ ซึ่งมีการคงอยู่ในชนบทของแพทย์ลดลงเช่นเดียวกับรุ่นอื่นๆ อย่างไรก็ตามในการที่จะธำรงกำลังคนไว้ในระบบให้นานขึ้นนั้นควรจะพิจารณาแรงจูงใจที่หลากหลาย ได้แก่ แรงจูงใจด้านการเงินและแรงจูงใจที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น สถานที่ปฏิบัติงานใกล้ภูมิลำเนา มีโอกาสศึกษาต่อ มีความก้าวหน้าเร็วกว่าการทำงานในเมือง ปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่ทำงานและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เป็นต้น

จากงานวิจัย “การคงอยู่ในชนบทและในราชการของแพทย์ภายหลังการเพิ่มค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานที่ชนบท” ซึ่งเป็นงานวิจัยของ “นงลักษณ์ พะไกยะ, กฤษฎา ว่องวิญญู, วรางคณา วรราช, สัญญา ศรีรัตนะ และจิราภรณ์ หลาบคำ” ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคงอยู่ในชนบทของแพทย์หลังการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายในปี 2552 เป็นการเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้รู้ถึงรูปแบบการเคลื่อนย้ายของแพทย์ในระหว่างปี 2544-2554 และวิเคราะห์โอกาสของการคงอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขและในชนบท

ผลการศึกษาพบว่า แนวโน้มการเคลื่อนย้ายของแพทย์จากชนบทภายหลังการเพิ่มค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานที่ชนบทก่อนการชดใช้ทุนครบ 3 ปีนั้นไม่แตกต่างกับก่อนการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายปี 2552 นอกจากนั้นยังพบว่า การออกจากกระทรวงสาธารณสุขมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ว่าหลังการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายอาจจะทำให้การลาออกจากราชการไม่เพิ่มขึ้นมากนักในช่วง 2 รุ่นหลัง แต่ในด้านการคงอยู่ในชนบทของแพทย์ยังลดลงในทุกรุ่น แม้แต่รุ่นที่ได้รับผลจากการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายในปี 2552 ได้แก่ รุ่นปี 2549 และ 2550 ซึ่งการคงอยู่ในชนบทของแพทย์ลดลงเช่นเดียวกันกับรุ่นก่อนๆ

จากข้อมูลของแพทยสภา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 ประเทศไทยมีแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนและสามารถติดต่อได้ จำนวน 39,406 คน ในจำนวนนี้เป็นแพทย์ที่ให้บริการในสถานพยาบาลในชนบท ได้แก่ โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 4,705 คน คิดเป็น 12% ของแพทย์ทั้งหมด ซึ่งดูแลประชากรร้อยละ 54 แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวที่ไม่เหมาะสมระหว่างเมืองกับชนบท

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า อัตราการลาออกของแพทย์ในแต่ละปียังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน (ดูตารางการลาออกของแพทย์แต่ละปีประกอบ)

จำนวนแพทย์โรงพยาบาลชุมชน-แพทย์ที่ลาออก

จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเคลื่อนย้ายของแพทย์จากชนบทภายหลังการเพิ่มค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานในชนบทยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องและไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นการลาออกจากราชการหรือออกจากชนบทก่อนการเสร็จสิ้นสัญญาทุน 3 ปี

จึงอาจกล่าวได้ว่า การเพิ่มค่าตอบแทนไม่อาจส่งผลต่อการคงอยู่ในชนบทของแพทย์ได้ ซึ่งการจะรักษากำลังคนไว้ในระบบให้นานขึ้นควรพิจารณาแรงจูงใจที่หลากหลาย ทั้งมาตรการด้านการเงินและไม่ใช่การเงิน โดยในส่วนของมาตรการการเงินควรจะออกแบบให้สามารถสร้างแรงจูงใจมากขึ้น เช่น การเพิ่มค่าตอบแทนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความทุรกันดารมากขึ้น หรือผูกติดกับภาระงาน ความยากลำบาก เป็นต้น และควรทำควบคู่ไปกับมาตรการที่ไม่ใช้การเงิน เช่น สวัสดิการต่างๆ ความก้าวหน้าในวิชาชีพ การศึกษาต่อเนื่อง การมีระบบแพทย์พี่เลี้ยง เป็นต้น

การเพิ่มแรงจูงใจในด้านการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดึงดูดแพทย์ไว้ในชนบทได้ สอดคล้องกับงานวิจัยต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่จะสามารถดึงดูดกำลังคนด้านสุขภาพมาทำงานในชนบทนั้นประกอบด้วย 1. ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น มีภูมิลำเนาในชนบท มีค่านิยมชอบชนบท 2. ปัจจัยด้านครอบครัว 3. ปัจจัยด้านการเงินและรายได้ 4. ปัจจัยความก้าวหน้าในอาชีพ เช่น มีโอกาสศึกษาต่อ มีโอกาสไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น มีพี่เลี้ยง/การติดตามงานที่ดี 5. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เช่นมีโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรเพียงพอ มีบ้านพัก

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยที่เคยศึกษาส่วนมากสอดคล้องกับการศึกษาของ “นงลักษณ์และคณะ” ซึ่งสรุปว่า แม้แพทย์จะให้ความสำคัญกับปัจจัยการเงินมากที่สุดในการเลือกทำงานในชนบท แต่สิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ตัวเงินมีความสำคัญใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลอยู่ใกล้ภูมิลำเนา มีโอกาสศึกษาต่อเฉพาะทาง โรงพยาบาลขนาดเล็ก การได้รับการเลื่อนขั้นที่เร็วขึ้น การมีแพทย์ที่ปรึกษาและจำนวนเวรที่ไม่มากนัก

งานวิจัยระบุว่าการพัฒนามาตรการที่จะจูงใจให้แพทย์ทำงานในชนบทนั้น ควรต้องมีการออกแบบที่ตั้งอยู่บนข้อมูลเชิงวิชาการ และมีความครอบคลุมทั้งแรงจูงใจที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน โดยไม่ควรให้น้ำหนักเฉพาะด้านการเงินเพียงด้านเดียว และควรมีการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ ประเมินและปรับเปลี่ยนมาตรการให้สอดคล้องบริบทอื่นๆ ที่เปลี่ยนไป

งานวิจัยได้ระบุถึงการแก้ปัญหาแพทย์ในชนบทว่า ประเทศไทยได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจและดึงดูดแพทย์เข้าสู่สถานบริการชนบทที่หลากหลาย เพื่อลดความแตกต่างของการกระจายแพทย์ระหว่างเมืองและชนบท ได้แก่

1. มาตรการด้านการผลิต โดยการทำสัญญาชดใช้ทุนเป็นเวลา 3 ปี และปรับ 400,000 บาท การผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อประชาชนในชนบทซึ่งเริ่มในปี 2537 โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งแพทย์ ในปี 2548 และโครงการอื่นๆ ส่งผลให้การผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 700-1,000 คน ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา(ปี 2545 ผลิตได้ 1,417 คน)

2. มาตรการด้านการเงิน โดยมีการเพิ่มค่าตอบแทนสำหรับแพทย์ที่ทำงานในชนบท เริ่มจากปี 2518 ต่อมาในปี 2538 มีการจ่ายค่อตอบแทนพิเศษกรณีที่ไม่รักษาคนไข้นอกเวลาราชการ มีการเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษสำหรับพื้นที่ทุรกันดารและเสี่ยงภัยในปี 2540 และปี 2548

3. การดำเนินมาตรการที่ไม่ใช่ตัวเงิน ได้แก่ โควตาการอบรมเฉพาะทาง โอกาสก้าวหน้าในตำแหน่ง การมอบรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ตลอดจนการมีชมรมเพื่อหนุนเสริมซึ่งกันและกัน เป็นต้น

แม้อาจจะยังไม่สามารถระบุได้ว่า ในมาตรการต่างๆ ที่ผ่านมานั้น มีมาตรการใดบ้างที่มีประสิทธิภาพต่อการคงอยู่ในชนบทของแพทย์ แต่โดยภาพรวมแล้วส่งผลให้มีแพทย์เพิ่มขึ้นในภูมิภาคต่างๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยเห็นได้จากสัดส่วนของแพทย์ต่อประชาชนในภาพต่างๆ สูงขึ้น แต่ยังปรากฏความเหลื่อมล้ำของการกระจายตัวของแพทย์ จากข้อมูลปี 2553 พบว่า สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับกรุงเทพฯ มีความแตกต่างลดลงจาก 10 เท่า ในปี 2536 เป็น 7.5 เท่า ในปี 2553 โดยมีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1:4,591 คน, ภาคใต้ 1:3,148 คน, ภาคเหนือ 1:3,059 คน, ภาคกลาง 1:2,699 คน, และกรุงเทพฯ 1:628 คน แต่สถานการณ์การลาออกของแพทย์ก็ยังเป็นไปตามตารางที่แสดงข้างต้น


"""""""""""""""""""""""""""""""""""

« เมื่อ: 19 เมษายน 2011, 20:55:39 »

จากข่าว(1)ว่าในปี2553 มีแพทย์เข้าทำงานในกระทรวงสาธารณสุข 1,303 คน แต่มีแพทย์ลาออกจากสธ. 602 คน คิดเป็นร้อยละ 46.2 ซึ่งจำนวนแพทย์ลาออกลดลงจากปี 2552 ที่มีแพทย์ลาออกร้อยละ 71.3

และถ้าพิจารณาการลาออกจาก 5 ปีย้อนหลัง พบว่า ปี 2553 มีแพทย์ลาออกน้อยที่สุด โดยปี 2548 มีแพทย์ลาออก 61.9% ปี 2549 จำนวน  71.3% ปี 2550 จำนวน 69.6% ปี 2551 จำนวน 76.4% ทั้งนี้ น่าสังเกตว่าจำนวนแพทย์ลาออกเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ ปี 2545  ที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง มีแพทย์ลาออกถึง 61.6%  เพิ่มขึ้นเป็น 75.9% ในปี 2546 ขณะที่ก่อนหน้านั้นในปี 2544 มีแพทย์ลาออกคิดเป็นเพียง 28.9%   
       แต่จำนวนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุขยังขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ข้อมูลการผ่าตัดของโรงพยาบาล และจำนวนผู้ป่วยก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยที่ผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงสาธารณสุข ไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขได้เลย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้แพทย์ลาออกจากกระทรวงสาธารณสุข

   ถ้ามาดูว่า สาเหตุที่ทำให้แพทย์ลาออกจากกระทรวงสาธารณสุขเพราะอะไร จากการสำรวจของแพทยสภา ในปีพ.ศ. 2545 พบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้แพทย์ลาออกจากกระทรวงสาธารณสุขก็คือ

1. แพทย์ถูกบังคับให้ชดใช้ทุน โดยไม่สามารถเลือกจังหวัดหรือสถานที่ที่จะไปทำงานได้

2.งานหนัก (ทำงานสัปดาห์ละ 90-120 ชั่วโมง , มีจำนวนผู้ป่วยมากเกินไป  ทำให้แพทย์ไม่มีเวลาพอที่จะตรวจรักษาผู้ป่วยอย่างดีมีคุณภาพมาตรฐาน มีเวลาตรวจผู้ป่วยเฉลี่ยคนละ 2-4 นาที, เสี่ยงต่อความผิดพลาดและถูกฟ้องร้อง )(2)

3.เงินเดือนและค่าตอบแทนต่ำ (ต่ำกว่าในภาคเอกชน 10 เท่า) และยังค้างจ่ายอีกด้วย(3)

 4.ต้องการเรียนต่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่กระทรวงสาธารณสุขจำกัดจำนวนผู้จะไปเรียน ทำให้ต้องลาออก เพื่อจะไปเรียนต่อ

5.ไม่พอใจระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

6.ไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ

ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดตามสาเหตุการลาออกดังนี้

1.การถูกบังคับให้ชดใช้ทุนโดยไปทำงานในจังหวัดห่างไกล  ตามความเป็นจริงแล้ว นักศึกษาแพทย์ไม่ได้รับทุนการศึกษาใดๆจากรัฐบาล(4) เนื่องจากนักศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็ต้องเสียค่าเล่าเรียนเหมือนนักศึกษาอื่นๆ  อาจจะมีข้อโต้แย้งว่า รัฐบาลต้องลงทุนในคณะแพทยศาสตร์มากกว่าคณะอื่นๆ แต่นักศึกษาแพทย์ก็ช่วยทำงานดูแลรักษาผู้ป่วยภายใต้ความควบคุมของอาจารย์ ได้เงินกลับคืนมาให้โรงพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์มากมาย ไม่เหมือนนักศึกษาคณะวิชาอื่นๆ ที่ไม่ได้ช่วยทำงานให้มหาวิทยาลัยที่ตนเล่าเรียน

   แต่ประเทศชาติต้องการแพทย์(และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ) กระทรวงสาธารณสุขจึงหาทางที่จะบังคับให้แพทย์ต้องทำงาน “ใช้ทุน” (ทั้งๆที่ไม่เคยได้ทุน) (4) แต่วิธีการบังคับให้แพทย์ต้องจับฉลาก ทำให้แพทย์อาจไม่พอใจในสถานที่ต้องไปทำงาน แต่แพทย์ส่วนมากก็ยอมไปทำงานตามที่ถูกกำหนดไว้ แต่อาจจะทนไม่ได้กับการบริหาร ระบบงาน หรือปัญหาเกี่ยวกับครอบครัว จึงอาจไม่สามารถทนอยู่ได้

2.ต้องทำงานหนักเกินกำลัง ต้องรับผิดชอบตรวจรักษาผู้ป่วยทั้งในเวลาและนอกเวลาราชการทำให้เวลาทำงานมากกว่าสัปดาห์ละ 90-120 ชั่วโมง(2) คิดเป็นเวลาการทำงานมากกว่าข้าราชการทั่วไป 2-3 เท่า มีผู้ป่วยรอตรวจล้นโรงพยาบาลทุกวัน(5)  ผู้ป่วยใน(นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล)ก็ต้องนอนตียงเสริม เตียงแทรก การที่มีจำนวนผู้ป่วยมาก(บางแห่งหมอต้องตรวจผู้ป่วยวันละมากกว่า 100 คน) ทำให้แพทย์มีเวลาตรวจผู้ป่วยคนละ 2-4 นาที(2)เท่านั้น

การที่แพทย์ต้องทำงานมาก มีเวลาพักผ่อนน้อย ทำให้เกิดความเครียดสะสม ทำให้เบื่อหน่ายต่อภาระงาน และอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อผู้ป่วยและอาจนำไปสู่ความไม่พึงพอใจและการฟ้องร้อง ทำให้แพทย์มีความเครียดเพิ่มขึ้น ประชาชนก็อาจไม่ได้รับความเข้าใจในวิธีการรักษา หรือไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และเกิดผลเสียหายจากการรักษา นำไปสู่การกล่าวหา ร้องเรียนและฟ้องร้อง ทำให้แพทย์เกิดความเครียดเพิ่มขึ้น

3.เงินเดือนและค่าตอบแทนต่ำกว่าภาคเอกชนเป็นสิบๆเท่า ทั้งๆที่มีภาระรับผิดชอบมากกว่าเป็นร้อยเท่า ทำให้แพทย์ส่วนหนึ่งลาออก(3) เพื่อแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ส่งผลให้แพทย์ที่ยังทำงานในกระทรวงสาธารณสุขยิ่งต้องรับภาระงานหนักขึ้น

4.แพทย์ส่วนมากยังต้องการที่จะไปเรียนต่อเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งนี้ เนื่องจากวิชาการแพทย์มีการพัฒนาและขยายความรู้ทั้งด้านลึกและด้านกว้าง การมีความรู้เพียงแพทยศาสตร์บัณฑิต อาจจะทำให้แพทย์ไม่มั่นใจในการตรวจรักษาผู้ป่วยทุกโรค(ทั่วไป) แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่เปิดโอกาสให้แพทย์ลาศึกษาต่อในจำนวนที่เท่ากับ ศักยภาพของโรงเรียนแพทย์ที่ให้การศึกษาและฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะได้ จึงทำให้แพทย์ที่ต้องการเรียนต่อต้องลาออกเพื่อจะได้ไปเรียนต่อตามความต้อง การ

5.ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

5.1ทำให้ประชาชนมาใช้บริการโรงพยาบาลมากขึ้น 2 -3 เท่าของจำนวนผู้ป่วยก่อนมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(5) ทำให้ภาระงานของแพทย์เพิ่มมากขึ้น โดยบางครั้งก็เป็นภาวะที่ประชาชนควรจะมีความสามารถในการดูแลป้องกันและรักษา อาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้เอง

5.2 สปสช.ได้เข้ามาก้าวก่ายการใช้ดุลพินิจในการรักษาหรือสั่งยาและเครื่องมือแพทย์ให้ผู้ป่วย ทำให้แพทย์ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยตามมาตรฐานวิชาชีพที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยของตน เนื่องจากถ้าไม่ทำตามข้อกำหนดของสปสช.แล้วโรงพยาบาลก็จะไม่ได้รับเงินค่ารักษาผู้ป่วย(3) ทำให้แพทย์ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ตามมาตรฐานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วย เนื่องจากถ้าสั่งยาที่สปสช.ไม่อนุมัติ โรงพยาบาลก็จะไม่ได้รับเงินค่ารักษาผู้ป่วยจากสปสช. ทำให้แพทย์ขาดอิสรภาพทางวิชาการแพทย์ในการพิจารณารักาผู้ป่วยที่ตนรับผิดชอบ

 อัน ที่จริงแล้วการที่สปสช.ได้ตั้งกฎเกณฑ์ในการรักษาผู้ป่วยนั้น เป็นการละเมิดพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 โดยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้กำกับดูแลการบริหารงานของสปสช.ให้ถูกต้อง ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ในการที่จะได้รับยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบางโรค

6. การไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ของแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ เนื่องจากก.พ.ไม่กำหนดตำแหน่งเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่ความต้องการบุคลากรทางการแพทย์มีแต่จะมากขึ้น ตามจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ทำให้บุคลากรเหล่านี้ต้องถูกบังคับ(ให้ใช้ทุน)ให้ทำงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งขาดความก้าวหน้าในอนาคตที่จะเป็นลูกจ้างชั่วคราวไปตลอดกาล จึงเลือกที่จะลาออกไปแสวงหาการทำงานในสภาพที่ดีกว่า

 พบว่า จำนวนลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงสาธารณสุขมีจำนวนมากมายหลายหมื่นคน

  ข้อเสนอแนะ ในการแก้ไขปัญหาการลาออกและการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข

1.การจัดสรรแพทย์จบใหม่ควรให้มีการยืดหยุ่นให้สามารถขอแลก/ โอนย้าย และสับเปลี่ยนสถานที่ทำงานกันได้ตามความเหมาะสมและความสะดวก(พอประมาณ)ของครอบครัว

2. การลดจำนวนผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยการบริหารจัดการในเรื่องระเบียบการมารับบริการของประชาชน มีระบบนัด เพื่อกำหนดจำนวนผู้ป่วยให้พอเหมาะกับจำนวนบุคลากร

 ลดการพึ่งพิงบริการโรงพยาบาล โดยการลดการเจ็บป่วยของประชาชน ทำได้โดยการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันความเจ็บป่วย โดยส่งเสริมให้อสม.และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล มีความสามารถในการให้ความรู้แก่ประชาชนให้มีความสามารถในการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันความเจ็บป่วย เพื่อลดภาระโรงพยาบาลในการรักษา  รวมทั้งการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสุขภาพและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมแก่สถานภาพทางการเงินของแต่ละคน ผู้ยากไร้ ควรได้รับการช่วยเหลือค่าใช้จ่าย แต่ผู้มีสถานภาพทางการเงินที่อยู่เหนือระดับความยากจน ควรมีส่วนร่วมจ่ายเงิน เพื่อไม่ให้มารับยาฟรีมากเกินจำเป็น

3.กระทรวงสาธารณสุขควรกำหนดตำแหน่งและอัตราเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ใหม่ ให้พอใกล้เคียงกับราคาตลาดในภาคเอกชน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บุคลากรทางการแพทย์ยังคงทำงานในกระทรวงสาธารณสุข

4. ควรส่งเสริมให้แพทย์ได้เรียนต่อในสาขาที่ขาดแคลน และเมื่อแพทย์เรียนจบ ก็ควรมีตำแหน่งรองรับ ไม่เช่นนั้นก็จะเข้าไปอยู่ระบบเอกชน ประชาชนที่ไปใช้โรงพยาบาลภาครัฐก็จะขาดแคลนบุคลากรที่ดูแลรักษาต่อไป

5.การแก้ไขการบริหารจัดการของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช. ไม่ควรให้เป็นองค์กรพิเศษนอกราชการ ทำให้กระทรวงสาธารณสุขขาดเอกภาพในการดำเนินการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขสำหรับประชาชน เนื่องจากในปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขมีภาระงานมากมายมหาศาล แต่ขาดงบประมาณในการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ต้องไปขอรับเงินจากสปสช.

   การ บริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของสปสช.ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังเป็นสาเหตุให้โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขขาด ทุนจนถึงกับขาดสภาพคล่อง 579 แห่ง เป็นจำนวนร้อยละ 70 ของโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด (6)

 กระทรวงสาธารณสุขยังขาดแคลนบุคลากรตามมาตรฐานที่เหมาะสมกับภาระงาน เนื่องจากต้องอยู่ภายใต้การกำหนดตำแหน่งของก.พ. ซึ่งกำหนดตำแหน่งน้อยกว่าความจำเป็นในการรองรับภาระงานที่มีมากขึ้นตลอดเวลา สมควรจะแยกออกมาจากก.พ. เพื่อให้สามารถกำหนดตำแหน่งและความก้าวหน้าในการทำงานให้เหมาะสม เพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำงานในสธ.ต่อไป

แพทย์ยังถูกสปสช.บังคับไม่ให้ใช้ยานอกเหนือจากที่สปสช.กำหนด ทั้งๆที่สปสช.ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น

   ควรโอนสปสช.กลับมาสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จะมีเงินเหลือกลับมาให้บริการประชาชนมากขึ้น และจะได้บุคลากรทางการแพทย์มาทำงานบริการทางการแพทย์มากขึ้นแทนที่จะไปบริหารกองทุน ใช้เวลาประชุมคิดโครงการมากมาย ซึ่งซ้ำซ้อนกับภาระงานของกระทรวงสาธารณสุขและไม่ใช่หน้าที่ของสปสช.

ทั้งนี้ เนื่องจากสปสช.กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นมากมาย ตั้งเงินเดือนสูงๆ อัตราเบี้ยประชุมสูงๆ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ลาออกไปอยู่สปสช.มากมาย เนื่องจากมีแรงจูงใจคือเงินดี งานสบาย ถ้าให้สปสช.มาสังกัดสธ. ก็จะได้บุคลากรทางการแพทย์กลับมาทำงานบริการทางการแพทย์อีกมากมายหลายพันคน

ต้องถามว่ามีใครเคยตรวจสอบการบรรจุบุคลากรและการกำหนดเงินเดือนเจ้าหน้าที่ของสปสช.ว่า เหมาะสมหรือไม่เพียงใด และถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?

6. การแก้ไขเรื่องการกำหนดตำแหน่ง และเงินเดือน ค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ ควรทำโดยการแยกบุคลากรสาธารณสุขออกจากกพ. เพื่อจะได้กำหนดตำแหน่งให้เหมาะกับภาระงาน ให้ได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีบุคลากรที่เพียงพอต่อภาระงานในการตรวจรักษาประชาชน ไม่ขาดแคลนทุกวิชาชีพดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน(7) ทั้งนี้เพื่อให้มีโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขมีศักยภาพเพียงพอในการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขให้มีมาตรฐาน เพื่อช่วยให้ประชาชนปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ เนื่องจากประชาชนไปใช้บริการสาธารณสุขเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก.พ.กลับลดตำแหน่งคนทำงาน ขาดความก้าวหน้าในวิชาชีพ

นอกจากนั้น บุคลากรยังลาออกอย่างต่อเนื่อง

ทำให้บุคลากรขาดแคลนมาหลายสิบปี และถ้าไม่แก้ไขให้เหมาะสม ก็จะมีการขาดแคลนบุคลากรทุกสาขาวิชาชีพต่อไป

ส่งผลให้ไม่สามารถทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพได้ ส่งผลเสียหายต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

จึงควรแยกจากก.พ. เพื่อมากำหนดตำแหน่ง ค่าตอบแทน และให้มีความก้าวหน้าทางตำแหน่งในสาขาวิชาชีพหรือหน้าที่ต่างๆให้เหมาะสม เพื่อลดการลาออก มีตำแหน่งบรรจุ มีแรงจูงใจที่จะทำงานในกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย
(สผพท.)
18 เม.ย. 54

 //www.thaihospital.org/board/index.php?topic=1575.0

เอกสารอ้างอิง

1.แพทย์ใช้ทุนแห่ลาออกเรียนต่ออื้อ ปี 54 หมอ-พยาบาลยังขาดแคลน
//manager.co.th/images/blank.gif
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
18 เมษายน 2554 08:26 น.
//manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000047193

2. ฉันทนา ผดุงทศและคณะ : ชั่วโมงการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข วารสารวิชาการสาธารณสุข 2550:16(4): 493-502

3. กองบรรณาธิการวารสารวงการแพทย์: แก้ปมปัญหาค่าตอบแทนแพทย์ วารสารวงการแพทย์ 2553; 13(333): 17-20

4. อดุลย์ วิริยะเวชกุล : เมดิคัลฮับ-นโยบายแย่ การจำกัดสิทธิของแพทย์-นโยบายยอดดีกระนั้นหรือ? วารสารวงการแพทย์ 2553;13(333): 1

5.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล วารสารวงการแพทย์ 2551;10(272):28-29

6. อดุลย์ วิริยะเวชกุล โรงพยาบาลรัฐ 579 แห่งก็มีการขาดทุนเหมือนกันด้วยหรือ วารสารวงการแพทย์ 2553 ; 13 (330):1

7. เชิดชู อริยศรีวัฒนา การขาดแคลนข้าราชการแพทย์ของโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข วารสารวงการแพทย์ 2551 ; 10 (274): 28-29

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""


แถม ..

ข้อแนะนำ ถ้าต้องลาออกจากราชการ มีขั้นตอนอย่างไร?...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-02-2008&group=27&gblog=19

ทำไมผมถึงลาออกจากราชการ .... เรื่องเก่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2551 เอามาเล่าสู่กันฟัง

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-01-2011&group=27&gblog=20

สาเหตุที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ... เคยมีการวิจัยมาเพียบ เมื่อไหร่จะเริ่มแก้ไข ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2010&group=27&gblog=18

เปิดกับดัก'งานหนักฆ่าหมอ' คนในรู้จนชิน'เรื้อรังมานาน'... เดลินิวส์

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=13-07-2017&group=27&gblog=21





Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 26 กรกฎาคม 2560 13:23:09 น. 13 comments
Counter : 2251 Pageviews.  

 

ปี 2546 .. ไม่แน่ใจว่า งานเดียวกันหรือเปล่า ???

ข้อสรุปการสัมมนาเรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการลาออกของแพทย์จากระบบราชการ

ความเป็นมา
สืบเนื่องจากการลาออกของแพทย์จากระบบราชการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก ดังตารางจำนวนแพทย์ที่ลาออกจากราชการ ปี 2542 – 2546 รวบรวมโดยสำนักงานเลขาธิการแพทยสภา

หน่วยราชการ 2542 2543 2544 2545 2546(ถึงเดือนเมษายน)
กระทรวงสาธารณสุข 210 221 329 599 177
ส่วนราชการอื่น ๆ ( ทบวงมหา-วิทยาลัย, กระทรวงกลาโหม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรุงเทพมหานคร ) 140 161 188 203 157


รวม ( 2,385 ) 350 382 517 802 334

ซึ่ง แพทย์ที่ลาออกเป็นจำนวนมากเช่นนี้ เกือบครึ่งหนึ่งจะเป็นแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นตัวบ่มเพาะ ถึงแม้ว่าจะมีแพทย์จบใหม่ปีละ 1,200 – 1,300 คน แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขที่มาทดแทนเท่านั้น

ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ของแพทย์ที่จบใหม่ ไม่อาจเทียบได้กับแพทย์ที่ลาออกไป ด้วยเหตุดังกล่าว ทางแพทยสภา ซึ่งได้เล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ (HUMAN RESOURCE) ว่าเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของระบบสาธารณสุข จึงได้ทำการจัดสัมมนาเรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการลาออกของแพทย์จากระบบราชการ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2546 ที่โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งผลของการสัมมนาทางแพทยสภาได้สรุปสาเหตุ ปัญหา และแนวทางการแก้ไข รวมทั้งหมด 11 ข้อ ดังต่อไปนี้

สาเหตุ ปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาการลาออกของแพทย์จากระบบราชการ

สาเหตุการลาออก รายละเอียดปัญหา

1. ปริมาณงานและชั่วโมงการทำงานมากเกินไป (Workload and Workhour)

1. การทำงานของวิชาชีพแพทย์มีความรับผิดชอบสูงเมื่อเทียบกับข้าราชการสายงาน อื่น เพราะต้องรับผิดชอบชีวิตของเพื่อนมนุษย์ซึ่งไม่สามารถจะหาสิ่งใดมาทดแทนได้
2. ปริมาณผู้ป่วยมีมาก
แพทย์ 1 คน ต้องตรวจคนไข้ ประมาณ 100-200 คน ในหนึ่งวัน(ตามมาตรฐาน ประกันสังคม 12 คน/1 ชม.)
3. อยู่เวรติดต่อกันโดยไม่มีเวลาพักผ่อน และวันรุ่งขึ้นต้องทำงานต่อตามปกติ
4. ต้องดูแลคนไข้นอกเวลาทำการในวันหยุด (คนไข้ใน) และวันหยุดนักขัตฤกษ์
5. แพทย์ต้องดูแลผู้ป่วยจนกระทั่งหาย หากไม่หายต้องดูแลตลอดไป เช่น แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนบางแห่ง หรือแพทย์เฉพาะทางบางสาขาในโรงพยาบาลของรัฐมีแพทย์เพียงท่านเดียวต้องรับ ภาระอยู่เวรและรับปรึกษาทั้งในและนอกเวลาราชการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

แนวทางการแก้ไข

1. เสนอให้แพทย์มีเวลาทำงานเหมือนข้าราชการทั่วไป 8 ชม.x22 วัน ใน 1 เดือน


2. การปฏิบัติหน้าที่นอกเวลาราชการควรเป็นงาน ล่วงเวลา (OT) ซึ่งควรมีค่าตอบแทนต่างห่างทั้งนี้ ใน 1 เดือน ไม่ควรเกิน 10 เวร และควรได้หยุดพักหลังการอยู่เวร เพื่อประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย ในกรณีโรงพยาบาลที่ขาดแคลนแพทย์และแพทย์มีความจำเป็นต้องอยู่เวรมากกว่า 10 เวร/ 1 เดือน ส่วนที่เกินจาก 10 เวร นั่นควรได้รับค่าตอบแทนเป็นทวีคูณ

3. กรณีโรงพยาบาลที่ขาดแคลนแพทย์และแพทย์มีความจำเป็นต้องอยู่เวรมากกว่า 10 เวร/ 1 เดือน ไม่ควรปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้เป็นเวลานาน ควรเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์เพื่อลดประมาณการอยู่เวรของแพทย์

4. แพทย์ 1 ท่าน ควรตรวจคนไข้ไม่เกิน 12 คน/1 ชั่วโมง (ตามมาตรฐานของ ประกันสังคม)

5. การดูแลผู้ป่วยในนอกเวลาราชการเวรเช้า วันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (Round Ward) ต้องมีค่าตอบแทนแยกต่างหากไม่ควรนับเป็นภาระหน้าที่ของแพทย์ ซึ่งรวมอยู่ในเงินเดือนปกติ

6. ควรมีการดำเนินการวิเคราะห์ดรรชนีชี้วัดความอ่อนล้าจากการทำงานของแพทย์ (Fatigue Index)


2. เงินเดือนที่ได้รับน้อยเกินไปไม่เหมาะสมกับภาระและความรับผิดชอบที่แพทย์ต้องดูแลรักษาชีวิตและป้องกันความพิการของผู้ป่วย

1. เงินเดือนของแพทย์เริ่มต้นที่ 8,190 บาท ทำงาน 10 ปี จะมีเงินเดือนประมาณ 15,000 บาท
2. อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่รับผิดชอบต่อความเสี่ยงของชีวิตผู้ป่วย ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ และมีความเสี่ยงต่อการฟ้องร้องสูง
• ในโครงการหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ (30 บาท) ได้นำเงินเดือนของแพทย์ไปรวมอยู่ในค่ารายหัว (UC)


แนวทางการแก้ไข
1. ควรจัดทำร่าง พรบ. ข้าราชการสายแพทย์แยกออกจาก พรบ.ข้าราชการพลเรือนอื่นๆ เช่นเดียวกับผู้พิพากษาและอัยการ
2. แยกเงินเดือนเดิมออกจากค่ารายหัวในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(UC)

3. ค่าตอบแทนน้อย

1. ค่าตอบแทนของแพทย์ที่ทำงานนอกเวลาราชการไม่เหมาะสมกับความรับผิดชอบของแพทย์ ที่ต้องดูแลชีวิตของผู้ป่วยซึ่งบ่อยครั้งอยู่ในภาวะฉุกเฉิน
2. แพทย์อยู่เวรอุบัติเหตุฉุกเฉินได้ค่าเวร 900 บาท ต่อ 8 ชม. (16.00-24.00, 24.00 – 8.00 น.) ฯลฯ และหลายโรงพยาบาลได้หักค่าตอบแทนตที่แพทย์ควรจะได้รับลงอีก 20-25% เนื่องจากเงินบำรุงไม่เพียงพออันเนื่องมาจากโครงการ 30 บาท

แนวทางการแก้ไข

1. ค่าตอบแทนเวรนอกเวลาราชการ เช่น เวรห้องฉุกเฉิน เวรดูแลผู้ป่วยในและให้คำปรึกษาต่างแผนก เวรผ่าตัดฉุกเฉิน ควรเพิ่มจากค่าอยู่เวรเดิมเป็น 2 – 3 เท่า
2. ควรกำหนดค่าตอบแทนตามภาระงาน เช่น งานบริหาร, งานบริการ, งานวิชาการเพิ่มขึ้นจากเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นๆ
3. ค่าตอบแทนเวรชันสูตรพลิกศพ ควรให้กระทรวงยุติธรรมตั้งงบประมาณเพื่อรองรับ
โดยมีค่าตอบแทนอยู่เวรระบบ On Call แยกออกจากค่าชันสูตรพลิกศพแต่ละราย
4. แหล่งที่มาของเงินค่าตอบแทน ในข้อ 1 – 2
รัฐต้องจัดเป็นงบประมาณต่างหาก ไม่ใช่ใช้จากเงินบำรุงโรงพยาบาล หรือเงินรายหัวในโครงการหลักประกันสุขภาพ (UC)


4. พนักงานของรัฐ
แนวทางการแก้ไข

- แพทย์จบใหม่ทุกคนได้รับการบรรจุเป็นเพียงพนักงานของรัฐ ไม่ได้เป็นข้าราชการไม่ได้รับสิทธิต่างๆ เทียบเท่าข้าราชการทั่วไป - ยกเลิกระบบพนักงานของรัฐ
ให้ปรับเป็นข้าราชการเหมือนเดิม

5. กฎหมายที่เพิ่มภาระให้แก่แพทย

1. ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับทำให้แพทย์ต้องทำงานมากขึ้น นอกเหนือจากการดูแลผู้ป่วย ซึ่งเป็นภาระที่หนักอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อชีวิต เช่น กรณีแพทย์ตกเหว ขณะเดินทางไปชันสูตรพลิกศพ หรือ กรณีแพทย์พลิกศพแล้วเกิดระเบิดทำให้แพทย์ได้รับบาดเจ็บสาหัส (เอกสารประกอบชุด 1)

2. ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขยังเพิ่มภาระความรับผิดชอบของแพทย์ให้แพทย์เป็นผู้ออกใบสันนิษฐานการตาย (ทร. 4 ตอนหลัง) โดยไม่เห็นศพ


แนวทางการแก้ไข


1. กฎหมายชันสูตรพลิกศพ ยืนยันตามมติของ
แพทย สภา คือ ให้แพทย์ออกชันสูตรพลิกศพในกรณีการตายเฉพาะสองกรณี เหมือนพนักงานอัยการในกรณีการตายโดยวิสามัญฆาตรกรรม และการตายในระหว่างที่อยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนการตายผิดธรรมชาติ 5 ประเภท ให้นำศพมาชันสูตรพลิกศพที่โรงพยาบาลในกรณีที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ก่อนตั้ง เรียบร้อยแล้วให้โอนหน้าที่ของการชันสูตรพลิกศพทั้งหมด ให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทั้งหมดโดยให้สถาบลันนิติวิทยาศาสตร์จัดหลักสูตร ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์เพื่อการดังกล่าว

2. ให้ยกเลิกใบสันนิษฐานสาเหตุการตาย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (ทร.4 ตอนหลัง) เนื่องจากเป็นการผลักภาระความรับผิดชอบมาให้กับแพทย์ ซึ่งมีภาระกิจหนักอยู่แล้ว



6. ร่าง พรบ.ยา

1. หากร่าง พรบ.ยามีผลบังคับใช้โดยไม่สนใจตามขช้อเสนอที่แพทยสภาเรียกร้อง จะทำให้แพทย์ที่ดำเนินกิจการคลินิกส่วนตัว ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานของการรักษาพยาบาล มีลักษณะเป็น ONE – STOP SERVICE ไม่มีสิทธิจ่ายยาที่คลินิกได้ดังเดิม ทำให้แพทย์ในภาครัฐที่มีเงินเดือนและค่าตอบแทนต่ำอยู่แล้วตัดสินใจลาออก จากราชการเพื่อไปเข้าสู่ภาคเอกชนหรือประกอบอาชีพส่วนตัวทำให้ภาครัฐขาดแคลน แพทย์เป็นทวีคูณ

แนวทางการแก้ไข


1. ยืนยันตามมติของแพทยสภา เสนอให้มีการแก้ไขร่าง พรบ.ยา 4 มาตรา (ตามเอกสาร
ประกอบชุด 2 )



7. ความเสี่ยงในการประกอบวิชาชีพของแพทย์เพิ่มขึ้นเนื่องจากกฎหมายต่างๆ และการฟ้องร้องจากผู้ป่วย

1. ร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การแก้กฏหมาย เพื่อที่จะเอาผิดกับแพทย์ทำได้ต่อเมื่อแพทย์จงใจทำผิดหรือประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง ความเสียหายหรือความผิดพลาดที่อาจ

2. การฟ้องร้องทางแพ่งและอาญาต่อความรับผิดชอบของแพทย์ต่อการเกิดปัญหาแทรกซ้อนจากการรักษาผู้ป่วยจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วย
ทุ พลภาพ หรือเสียชีวิต ทำให้แพทย์เกิดความท้อแท้หมดกำลังใจในการทำงาน การประกันการฟ้องร้องไม่รวมค่าทนาย แพทย์ปฏิบัติงานด้วยความหวาดระแวง ไม่มีความสุข


แนวทางการแก้ไข

1.ใน ร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พิจารณามาตรา 41 ใหม่ และให้ตัดมาตรา 42 ออก

2. ผู้ที่ทำงานให้แก่รัฐ รัฐจะต้องจัดหาทนายให้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

3. การเรียกร้องค่าเสียหายควรมีการกำหนดเพดานการจ่ายเงินค่าเสียหายเป็นสัดส่วน กี่เท่าของค่ารักษาพยาบาล เช่นค่ารักษา 100 บาท แต่เรียกร้องค่าเสียหาย 20 ล้านบาท ถึงแม้ว่าศาลจะไม่พิจารณาให้ตามจำนวนที่เรียกร้อง แต่ทนายความคิดค่าจ้างตามจำนวนเงินที่ฟ้องร้อง

4. ในกรณีที่ศาลตัดสินให้แพทย์ต้องจ่ายเงินชดเชย ควรมีการกำหนดเพดานว่าไม่เกินจำนวนเท่าใด การคาดเดาเกี่ยวกับการขาดรายได้ในอนาคตและความเสียหายที่เป็นลักษณะความ รู้สึกของผู้ป่วยไม่ควรนำมาคิดเป็นเงิน

5. การให้แพทย์ชดใช้ค่าเสียหายควรจะเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนไม่ใช่เป็นการ สร้างความร่ำรวย เพราะผู้ป่วยจะได้รับค่าชดเชยจากที่อื่นมาแล้ว เช่นจากประกันสังคม จากบริษัทประกัน จากกองทุนทดแทน ฉะนั้นจึงต้องนำมาหักออก

6. ผู้ป่วยที่พิการบางส่วนทำงานไม่ได้เต็มที่ จะต้องคิดเป็นรัอยละของประสิทธิภาพที่ลดลงจากปกติ แขนซ้ายพิการจะต้องคิดว่าทำให้ประสิทธิภาพลดลงไปร้อยละเท่าไร ชดเชยเฉพาะส่วนที่ลดลง

7. การจ่ายเงินช่วยเหลือ เงินชดเชย จะต้องให้เป็นรายเดือน ไม่ใช่เป็นเงินก้อนบวกดอกเบี้ย เมื่อได้เงินก้อนมาก็เอาไปใช้จนหมดในเวลาอันสั้น ไม่ได้เก็บไว้ใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะยาว

8. ควรแก้ไขค่าธรรมเนียมศาลให้มีความเหมาะสม ในปัจจุบันถ้าฟ้องห้าล้าน สิบล้าน ร้อยล้าน หรือพันล้านก็วางเงินให้ศาลสองแสนบาทเท่ากัน เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะฟ้องเรียกค่าเสียหายให้สูงเพราะเสียเงินเท่าเดิม และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองได้มากขึ้น

9. ควรห้ามทนายได้รับส่วนแบ่งจากการฟ้องร้อง ถือว่าเป็นการผิดจริยธรรม เช่นเดียวกับในประเทศยุโรป

10. ถ้าฟ้องแพทย์โดยที่แพทย์ไม่มีความผิด จะต้องมีการจ่ายค่าเสียหายให้แก่แพทย์ตามความเป็นจริง

ในต่างประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกาเมื่อ 40 ปีที่แล้วได้ใช้กฏหมายนี้ และอีกหลายประเทศ
ซึ่งขณะนี้ทุกประเทศที่มีการฟ้องร้องได้ออกกฏหมายป้องกันและแก้ไขแล้ว ประเทศไทยควรดำเนินการปรับแก้ไขด้วย


8. สถานภาพและความจำเป็นของครอบครัวในสังคมปัจจุบัน

1. แพทย์คือ ปุถุชนธรรมดาทั่วไปที่มีครอบครัวและมีความปารถนาที่จะให้ครอบครัวมีความสุข บุตรหลานมีความเจริญก้าวหน้าทาง
วิชาการตามสมควร และได้ตอบแทนพระคุณของบุพการี


2. แพทย์มีอายุเฉลี่ย 56 ปี ซึ่งต่ำกว่าอายุเฉลี่ยประชากรไทยมาก


แนวทางการแก้ไข



1. เปิดโอกาสให้แพทย์ได้โยกย้ายสถานที่ทำงานได้ในโอกาสที่เหมาะสม และตามความจำเป็น
ของครอบครัว โดยมีหน่วยงานในกระทรวงรับเรื่องโดยตรง

2. กำหนดอายุที่จะไม่ต้องอยู่เวรให้ชัดเจน เช่น อายุมากกว่า 50 หรือ 55 ปี ไม่ต้องอยู่เวรนอกเวลาราชการ


9. โอกาสการศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทาง


- ในช่วง 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขมุ่งให้ทุนแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเป็นหลักเพื่อสนองตอบ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ต้องลดทุนต้นสังกัดแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นๆ ทำให้แพทย์ที่ประสงค์จะศึกษาต่อแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นๆ ตัดสินใจลาออก เพื่อศึกษาต่อในสาขาที่ตนต้องการด้วนทุนส่วนตัว (Free Training) ซึ่งพบว่าในปีที่ผ่านมามีถึง 400 คน และแน่นอนที่ระบบราชการจะเป็นตัวเลือกสุดท้าย หรือไม่ใช่ตัวเลือกเลยหลังจากแพทย์เหล่านี้จบการศึกษา



แนวทางการแก้ไข

- เปิดโอกาสให้มีทุนต้นสังกัดแพทย์เฉพาะทางในสาขาต่าง ๆ เพิ่มขึ้น


10. ความคาดหวังถึงผลการรักษาพยาบาลของประชาชนสูง

1. ประชาชนมุ่งหวังให้แพทย์ให้การรักษาพยาบาลโดยทันทีที่มาถึงโรงพยาบาล

2. รัฐบาลผลักดันนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค ในขณะที่ระบบยังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร


แนวทางการแก้ไข

1. รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ข้อมูลด้านการรักษาพยาบาลต่อประชาชน ตามความเป็นจริง และตามศักยภาพของโรงพยาบาล และแพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลแต่ละระดับ


11. การไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บริหาร

1. แพทย์บางท่านต้องลาออกจากราชการ เนื่องจาทนแรงบีบคั้นอันไม่เป็นธรรมจากผู้บริหารในระดับต่างๆ ไม่ได้ และไม่มีโอกาสที่จะร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรม


2. ถูกกลั่นแกล้ง ปัญหาการโยกย้าย ความก้าวหน้าในการทำงาน


แนวทางการแก้ไข

- มีหน่วยงานรับเรื่องราวร้องทุกข์โดยตรง และผู้บริหารระดับสูงพิจารณาตัดสินอย่างมีระบบ
และด้วยความเป็นธรรม


จาก ปัญหาและแนวทางการแก้ไข ที่แพทยสภาได้สรุปจากการสัมมนาในครั้งนี้ ทางแพทยสภาหวังว่าข้อมูลทั้งหมด คงจะมีส่วนที่ทำให้รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น และผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี เพราะแพทยสภาเชื่อมั่นว่าไม่มีทรัพยากรใด หรือเทคโนโลยีใด ที่จะดูแลผู้ป่วยหรือประชาชนได้ดีเท่าทรัพยากรมนุษย์นั่นเอง
คณะอนุกรรมการพิจารณาปัญหาการขาดแคลนแพทย์


แพทยสภา

11 กันยายน 2546


โดย: หมอหมู วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:11:47 น.  

 
หมอลาออกสะท้อนวิกฤตปฏิรูปสุขภาพ

วัน Monday 08 Sep 03@ 16:35:31 GMT+7
ผู้จัดการออนไลน์


ปัญหา แพทย์ลาออกสะท้อนวิกฤตปฏิรูประบบสุขภาพ หมอปรับตัวไม่ทันสังคมยุคใหม่ บวกคุณภาพชีวิตย่ำแย่ ค่าตอบแทนต่ำ สุดท้ายคนไข้และหมอเสี่ยงทั้งคู่ เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์ ยอมรับต้องคิดใหม่กับระบบคัดคนเก่งเรียนแพทย์เพราะมีปัญหา คณะทำงานร่วมสธ.- แพทยสภา เตรียมเวิร์กชอปสางทั้งระบบ เสนอนายกรัฐมนตรีช่วยแก้ไข

“น้องที่เป็นหมอจบใหม่ ออกไปชันสูตรพลิกศพกลางดึก กลางป่าเขา ขากลับประสบอุบัติเหตุรถตกเหว มีปัญหาทางสมอง ....

“ตำรวจเขารู้ว่ามันเสี่ยง เขาให้หมอเป็นคนพลิกศพ เจอระเบิดอยู่ใต้ศพ...”

“ทำงานแทบไม่มีเวลาพัก ยิ่งกว่ากรรมกร แพทย์ถูกตามได้ตลอดเวลา ผมเคยถูกตามคืนเดียว 14 ครั้ง พอรุ่งเช้าต้องตรวจคนไข้ในต่อ พอตอนสายออกตรวจคนไข้นอก ตกบ่ายผ่าตัด .....”

“ตอนนี้หมอเจอคดี 10 คดี มูลฟ้อง 120 ล้าน ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย หมอต้องเทียววิ่งขึ้นโรงขึ้นศาล แก้ต่างคดี ....”

“รพ.ชุมชนต่อไปจะเหลือเพียงผอ.กับแพทย์ผู้ใช้ทุน ระบบกำลังจะล้ม ....”

“ภรรยาผมจะคลอดในเดือนหน้า ผมขอย้ายกลับเพื่อดูแลครอบครัว เขาไม่มีที่ลงให้ สุดท้ายผมต้องลาออกไปอยู่รพ.เอกชน....”

“จากเดิมที่สังคมมองหมอเป็นเทวดา ตอนนี้หมอคือปุถุชน คือข้าราชการที่ต้องให้บริการ คือจำเลยของสังคม หมอต้องปรับตัวมากขึ้น ลดอัตตา ลดความถือดี...”

นั่นคือ สภาพความจริงที่ถ่ายทอดจากแพทย์ ผู้ช่วยเหลือชีวิตทุกชีวิตในสังคม ในงานสัมมนาเรื่องปัญหาแพทย์ลาออกและแนวทางแก้ไข เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา


เตือนระวังเรือกำลังจะจม

การเพิ่มขึ้นของแพทย์ที่ลาออก เป็นสัญญาณบอกถึงความไม่ปกติของระบบ นายแพทย์คนหนึ่งจากรพ.เวียงพิงค์ ถึงกับชี้ว่า “เรือกำลังจะจม” โดยตัวเลขที่แพทยสภา รวบรวม ระบุว่าปี 2545 และปี 2546 (มี.ค.) มีหมอลาออก รวม 1,136 คน โดยเฉลี่ย 67% เป็นแพทย์ทั่วไป และลาออกโดยใช้ทุนไม่ครบสูงถึง 70%

นพ.ทักษพล ธรรมรังสี สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ให้ข้อมูลว่า แม้ความสามารถในการผลิตแพทย์ของไทยจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วงเวลาเพียง 10 ปี มีแพทย์เข้าสู่ระบบราชการของกระทรวงสาธารณสุข 2 เท่า แต่ดูเหมือนว่าการขาดแคลนแพทย์จะไม่ได้ลดลง

ยิ่งพิจารณาการกระจายกำลังแพทย์ยิ่งมีปัญหาหนัก เพราะขณะที่มีแพทย์เพิ่มขึ้น 9,473 คนในเวลา 10 ปี (2536-2545) กลับมีแพทย์ที่รพ.ชุมชนเพิ่มขึ้นเพียง 681 คน และที่จังหวัดหนองบัวลำภู แพทย์หนึ่งคนต้องดูแลประชากร 27,817 คน ซึ่งแตกต่างจากกรุงเทพฯ กว่า 40 เท่า


จากเทวดาสู่จำเลยของสังคม

นพ.วราวุธ สุรพฤกษ์ แพทย์อิสระ อดีตหมอชนบทที่ทำงานในรพ.ชุมชน มากกว่า 20 ปี กล่าวว่า มุมมองของประชาชนต่อแพทย์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มองหมอเป็นเทวดาเปลี่ยนมาเป็นปุถุชนทั่วไป เป็นข้าราชการ ประชาชนคิดว่าเขามีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะได้รับบริการ และเป็นบริการในยุคสังคมบริโภคนิยมที่มีแนวคิดว่าลูกค้าถูกต้องเสมอ

ขณะเดียวกัน หมอต้องอยู่ในกระบวนการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ทั้ง HA , ISO ฯลฯ สารพัด ท่ามกลางสภาพภาระงานที่หนัก ทั้งงานในเวลาและนอกเวลาราชการ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้หมอปรับตัวไม่ทัน สับสน เป็นเหตุให้หมอลาออกเพิ่มสูงขึ้น

ประเด็นที่นพ.วราวุธ เป็นห่วงจากภาพที่เกิดขึ้นก็คือ การที่หมอลาออกยังดีกว่าหมอที่อยู่แบบขอไปที หาทางหลีกเลี่ยง ซึ่งทำให้คุณภาพหมอลดลง คนไข้เสี่ยงมากขึ้น


วิเคราะห์เหตุปัญหาลาออก

ทางด้าน นพ.สยาม พิเชษสินธุ์ แพทย์อิสระ วิเคราะห์สาเหตุ 7 ประการที่ทำให้หมอลาออกว่า เป็นเพราะ

หนึ่ง รายได้ไม่เพียงพอ (เงินเดือนต่ำ)

แพทย์จบใหม่ ได้เงินเดือน 8,200 บาท ทำงาน 10 ปี ได้เงินเดือนประมาณ 13,500 บาท ส่วนเงินที่ไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัว 10,000 บาทนั้น มีแพทย์เพียง 10-15% ที่รับระดับเงินเดือนดังกล่าว ต่ำกว่ารพ.เอกชน ที่พบว่าแพทย์จบใหม่มีค่าตอบแทนมากกว่าบุคลากรส่วนอื่นที่ทำงานมาแล้ว 10-20 ปี ขณะที่ค่าตอบแทนในการทำงานนอกเวลาราชการ ยังต่ำกว่าภาคเอกชน 10-20 เท่า ทั้งนี้ รัฐบังคับให้อยู่เวรนอกเวลาราชการด้วยค่าตอบแทน 400-900 บาทต่อ 8 ชั่วโมง

สอง ความรับผิดชอบที่หนักเกินไป

โดยเฉพาะนอกเวลาราชการ หรือ การอยู่เวร ซึ่งไม่มีการระบุชัดว่า แพทย์ต้องอยู่เวรไม่เกินกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อายุเท่าไหร่จึงไม่ต้องอยู่เวร เหตุนี้แพทย์อายุ 50 ปี ยังต้องเข้าเวร ตื่นตีสองตีสามผ่าตัดคนไข้

ชั่วโมงการทำงานจึงขึ้นอยู่กับจำนวนแพทย์ในแผนกเป็นสำคัญ เช่น ถ้าแพทย์ในแผนกมีสองคน ต้องทำงาน108 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่นับรวมเวรห้องฉุกเฉิน เวรชันสูตรพลิกศพ และเวรอื่นๆ อีก ทำให้สุขภาพกายและใจทรุดโทรม และเป็นเหตุให้แพทย์อาวุโสที่มีประสบการณ์ ลาออกจากราชการ


สาม สภาพครอบครัวและสังคม

เช่น การขอย้ายไปรับราชการต่อใกล้บ้านแล้วถูกปฏิเสธ แต่จำเป็นต้องย้าย จึงใช้วิธีลาออกเพื่อไปทำงานในรพ.เอกชนหรือเปิดคลีนิคส่วนตัว

สี่ ความเสี่ยงในวิชาชีพมากขึ้น

ทั้งความเสี่ยงจากถูกฟ้องร้อง ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพราะแพทย์มีเวลาดูแลรักษาผู้ป่วยน้อยลงเนื่องจากต้องตรวจผู้ป่วยมากขึ้น ตั้งแต่ 50-100 คนต่อวัน หากตรวจและอธิบายละเอียดต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15-20 นาที/คน จะรักษาผู้ป่วยได้ไม่เกิน 30 คน/วัน ซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้ ทำให้เกิดคำพูดที่ว่า
“ตรวจผู้ป่วยมากถูกฟ้องมาก ตรวจผู้ป่วยน้อยถูกฟ้องน้อย ทำงานมากถูกฟ้องมาก ทำงานน้อยถูกฟ้องน้อย”

ขณะ ที่ผู้ป่วยต่างคาดหวังในการรักษาสูง การฟ้องร้องแพทย์ยังพบบ่อยที่สุดในช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.เพราะแพทย์ใช้ทุนซึ่ง ยังไม่มีประสบการณ์เริ่มไปทำงาน

นอกจากนั้น ยังมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากผู้ป่วย เสี่ยงจากอุบัติเหตุ บ่อยครั้งที่แพทย์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ เพราะการอยู่เวรนอกเวลาราชการกลางคืนถึงเช้า เกิดอาการหลับใน สถาบันครอบครัวมีความเสี่ยงตามมา


ห้า การลาออกเพื่อศึกษาต่อเนื่อง

หก คำสั่งย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างจังหวัด (มักพบในแพทย์ที่สังกัดกระทรวงกลาโหม)


ประการ สุดท้าย เหตุจากปัญหาเรื่องพนักงานของรัฐ

ที่แตกต่างกับข้าราชการค่อนข้างมากในเรื่องความมั่นคงในวิชาชีพเพราะต้องถูก ประเมินทุกปี, เหตุจากกฎหมายต่างๆ ที่ออกมาบังคับใช้กับแพทย์ เช่น พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, พ.ร.บ.ยา โดยเฉพาะมาตราที่ห้ามแพทย์ ทัณฑแพทย์ สัตวแพทย์ จ่ายยาที่คลีนิก, กฎหมายชันสูตร โดยเฉพาะกรณีที่ต้องไปชันสูตรในพื้นที่ป่าเขา ในเวลากลางคืน ทำให้เกิดปัญหาสวัสดิภาพโดยเฉพาะแพทย์หญิง อีกทั้งเป็นการทิ้งผู้ป่วยที่รอตรวจและผู้ป่วยฉุกเฉินอีกด้วย


ขณะเดียวกัน นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค มีส่วนทำให้โรงพยาบาลบางแห่งมีเงินบำรุงลดลง ทำให้รับแพทย์เฉพาะทางเข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นเป็นไปไม่ได้ เพราะเงินเดือนแพทย์รวมอยู่ในงบรายหัวของประชากร

“นโยบาย 30 บาท รัฐดูแลห่วงใยผู้รับบริการมากเป็นพิเศษ แต่กลับลืมฟันเฟืองตัวสำคัญที่สุดในระบบสาธารณสุขคือ ผู้ให้บริการ โดยเฉพาะแพทย์

“การพูดถึงสิทธิแพทย์ ไม่ได้เป็นการต่อต้านหรือขัดแย้งกับสิทธิผู้ป่วย แต่เป็นการเสริมให้สิทธิผู้ป่วยได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้น สิทธิแพทย์คือสิทธิของแพทย์โดยชอบธรรมที่จะได้รับการดูแลตั้งแต่สภาพความ เป็นอยู่ คุณภาพชีวิต สภาพการทำงานและความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับแพทย์นั่นคือ การกำหนดเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม กำหนดชั่วโมงที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจ”



ปรับระบบคัดเลือกเรียนแพทย์

ด้าน นพ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ฯ กล่าวถึงระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ว่า เน้นการสอนทางวิชาการมากเกินไป ไม่ได้เรียนรู้ชีวิต สังคม ไม่ได้ฝึกอบรมให้รู้ว่าเมื่อจบไปแล้วจะเจออะไร เมื่อมีปัญหาร้อยแปดปรับตัวไม่ได้ก็ลาออกในที่สุด

“เราดึงครีม ดึงคนเก่งมาเรียนหมอหมด ไม่เหลือครีมไว้ให้วงการอื่น ทำให้สังคมมีปัญหาแล้วกระทบแพทย์ในที่สุด เราต้องมาคิดว่าจะเอาคนอยากเป็นแพทย์มากกว่าดึงคนเกรดสูงจะดีไหม การปรับหลักสูตรให้เรียนรู้สังคมไม่ใช่สอนวิชาแพทย์ล้วนๆ ส่วนการเรียนสาขาวิชาเฉพาะเรียนหลังจากจบแพทย์ทั่วไปได้หรือไม่” นพ.อาวุธ กล่าว

วิกฤตปัญหาหมอลาออก กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่แพทยสภาและกระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งคณะกรรมการร่วมและเวิร์คชอปเพื่อสังเคราะห์ปัญหาและทางออกทั้งระบบ เพื่อนำเสนอต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 18 ก.ย. ที่จะถึงนี้



ข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา

ภาพรวม

• ทบทวนระบบการตอบแทนแพทย์ทั้งในรูปตัวเงิน
- เพิ่มเงินเดือนขึ้น2/3หรือใกล้เคียงเอกชน หรือตามชั่วโมงทำงาน
- แยกบัญชีเงินเดือนออกจาก กพ.เหมือนศาล(อัยการ)
- รายได้เฉลี่ย(รวมเงินเดือนและค่าตอบแทน) ที่เหมาะสม ประมาณ 30,000 - 100,000 บาท หรือเฉลี่ย 50,000 บาท

• ปรับปรุงระบบความก้าวหน้า เลิกระบบเส้นสาย, พิจารณาขั้นควรกระจายไม่ใช่กระจุกที่ส่วนกลาง

• ปรับปรุงการศึกษาต่อ มีทุนให้ เลื่อนขั้นตามปกติ ไม่กีดกั้นสาขาที่แพทย์ต้องการเรียน

• ทบทวนมาตรการทำสัญญาของแพทย์ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง

•สร้างวาระแห่งชาติเรื่องกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อเป็นแผนแม่บทด้านกำลังคน เป็นเวทีที่ทุกฝ่ายมาพูดคุย เรียนรู้และหาทางออกร่วมกัน

• ผลิตแพทย์ให้สอดคล้องกับปัญหาสาธารณสุขของประเทศ

• กระจายอำนาจเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน

• ปรับปรุงภาระงาน พิจารณาชั่วโมงการทำงาน-การอยู่เวรให้เหมาะสม-ป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

• ยกเลิกกฎหมายที่ล้าหลังไม่ทันสมัยและบีบคั้นแพทย์ เช่น พ.ร.บ.เวชกรรม และกม.ชันสูตรพลิกศพ โดยจัดประชาพิจารณ์


แพทย์

• ปรับตัว เข้าใจและยอมรับมุมมองที่เปลี่ยนไปของประชาชน

• ลดอัตตา ถือดี เชื่อมั่นในความเท่าเทียม

• ให้บริการอย่างรอบคอบ ถูกหลักวิชา ทันเวลา ปรับตัวก่อนออกสู่ชุมชน

• หลีกเลี่ยงประโยชน์มิชอบ

• อดออมวางแผนอนาคตไว้หลายๆ ทางเลือก


ผู้บริหาร

•มุ่งเน้นกระจายบุคลากร, ออกเยี่ยมผู้ปฏิบัติงานอย่างจริงจัง, ออกรับเชิงแก้ไขปัญหา

• ไม่เพิ่มงานตามกระแส สร้างภาพ เป็นภาระแต่ไม่คุ้มค่า

• คัดเลือกผู้บริหารด้วยความโปร่งใส

• สธ.เป็นเจ้าภาพแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ เช่น กม.ชันสูตรศพ



โดย: หมอหมู วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:16:38 น.  

 
//dspace.hsri.or.th/dspace/handle/123456789/1295

//dspace.hsri.or.th/dspace/select-purpose/123456789/1295/1/hs0047.zip


Title: ผลการวิเคราะห์นโยบายการพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุข กรณีความจำเป็นในการแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์ในระบบบริการสาธารณสุขระดับชนบท Other Titles: [Analysis of Health Manpower Development Plan : Shortage of Doctors in Rural Areas and Solutions]

Authors: รวินันท์ ศิริกนกวิไล อำพล จินดาวัฒนะ สุวัฒน์ กิตติดิลกกุล สุพัตรา ศรีวณิชชากร ปราณี ศิริกนกวิไล

Issue Date: 2538





//dspace.hsri.or.th/dspace/handle/123456789/1870

//dspace.hsri.or.th/dspace/select-purpose/123456789/1870/1/hs0668.zip


Title: การกระจายอำนาจกำลังคนด้านสุขภาพในพื้นที่ชนบท Other Titles: Human resources for health in Thailand : technical report

Authors: สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์

Issue Date: 2542

Abstract: กำลังคนด้านสุขภาพในประเทศไทย : รายงานทางวิชาการการกระจายบุคลากรด้านสุขภาพในประเทศไทยดีขึ้นตามลำดับ ในอดีต ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรสุขภาพ โดยเฉพาะแพทย์ในพื้นที่ห่างไกลเป็นปัญหาที่รุนแรงมาก แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกรเป็นสามกลุ่มเหลักที่ต้องใช้ทำงานให้กับภาครัฐเมื่อจบการศึกษา เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้ออกทุนให้การศึกษา ถึงแม้กลุ่มเหล่านี้ต้องไปใช้ทุน แต่การขาดแคลนบุคลากรเหล่านี้ในพื้นที่ห่างไกลยังเป็นปัญหาอยู่มากในหลายพื้นที่ เนื่องจากมีอัตราการเคลื่อนย้ายที่สูง

สำนักงานนโยบายและแผน กระทรวงสาธารณสุขเป็นองค์กรที่รับผิดชอบกำหนดความต้องการบุคลากรด้านสุขภาพ ขณะที่ทบวงมหาวิทยาลัยทำหน้าที่หลักในการผู้ผลิต สำนักงานข้าราชการและพลเรือนทำหน้าที่ควบคุมกรอบอัตรากำลังของทุกสถานบริการของรัฐ

เหตุผลหลักที่สำคัญที่บุคลากรด้านสุขภาพ โดยเฉพาะแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกรมีการเคลื่อนย้ายสูง ได้แก่ ความไม่พอใจกับงานที่ทำ และ ต้องการเรียนต่อเพื่อเป็นบุคลากรเฉพาะทาง อย่างไรก็ดี ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการที่ภายหลังจบต้องทำงานให้ กับภาครัฐ และเห็นด้วยกับการที่รัฐสนับสนุนด้านการเงินเพื่อการศึกษา

รายงานนี้ต้องการเสนอให้โรงพยาบาลจังหวัดมีกรอบจำนวนแพทย์น้อยกว่าสถาน บริการในระดับอำเภอ ความเห็นนี้ตรงข้ามกับกรอบของสำนักงาน ก.พ โดยคงการทำงานในภาครัฐใช้ทุนไว้สำหรับกลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ให้มีการกระจายบุคลากรสุขภาพระหว่างจังหวัดเป็นธรรมมากขึ้น ควรจะมีงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้สถานบริการระดับอำเภอสามารถจ้างบุคลากร เพิ่มเติมได้เอง และควรมีแรงจูงใจทั้งด้านการเงินและการศึกษาให้แก่บุคลากรที่ให้บริการใน พื้นที่ห่างไกล




โดย: หมอหมู วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:35:11 น.  

 
//cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/2552

Title: ปัจจัยที่ส่งผลต่อการลาออกของแพทย์ในภาครัฐ

Authors: กำธร พฤกษานานนท์ วิรุฬห์ พรพัฒนกุล เกริกยศ ชลายนเดชะ ลักษนันท์ รัตนคูหา กมลทิพย์ ดุลยเกษม Author's

Issue Date: 2546

Publisher: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Abstract: สถานการณ์ การลาออกของแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นหัวข้อที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อที่จะวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อการลาออกของแพทย์ในภาครัฐและสร้าง โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง ที่สามารถอธิบายปัจจัยอิทธิพลต่อการลาออก โดยใช้โปรแกรม LISRAL

สมมติฐานการวิจัย ได้แก่

ประการแรก สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น เพศ อายุ ภูมิลำเนา รายได้ และครอบครัวส่งผลต่อการลาออก

ประการที่สอง ลักษณะงาน เช่น ภาระงานหนัก ความจำเจ ส่งผลต่อการลาออก

ประการที่สาม การขาดกระตุ้นขวัญและกำลังใจในส่วนที่เกี่ยวกับงาน เช่น ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม การขาดโอกาสก้าวหน้า และการลาศึกษาต่อมีความสัมพันธ์กับการลาออก

ประการที่สี่ นโยบายและระบบบริหารเกี่ยวข้องกับการทำให้แพทย์ลาออก

ประการที่ห้า ความพึงพอใจในงาน ส่งผลลบกับการลาออก

และประการสุสดท้าย ความผูกพันกับองค์กร เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการลาออก

สถิติที่ใช้วิเคราะห์และทดสอบสมมติฐาน ได่แก่ ไค-สแควร์ t-test multiple regression การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สันและ LISRAL กลุ่มตัวอย่างได้แก่แพทย์ที่ลาออกจากราชการในช่วง 1 มาราคม 2544 ถึง 15 มีนาคม 2546 จำนวน 1105 คน แบบสอบถามจำนวน 958 ชุด ถูกส่งไปยังแพทย์ที่ลาออกทุกคน ตามที่สามารถหาที่อยู่ได้จากแพทยสภา แบบสอบถามจำนวนได้รัรบการตอบกลับมา 312 ชุด คิดเป็นร้อยละ 32.57 ซึ่ง 278 ชุด (ร้อยละ 29.02) มีข้อมูลเพียงพอ ที่จะนำมาวิเคราะห์ทางสถิติต่อไป

ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคม และปัจจัยด้านนโยบาย ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการลาออกอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับลักษณะงาน การขาดขวัญและกำลังใจ ความพึงพอใจในงาน ตลอดจนความผูกพันกับองค์กร ส่งผลต่อการตัดสินใจลาออก

การวิเคราะห์ปัจจัยอิทธิพลของแพทย์ผู้ลาออก โดยโมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม LISRAL พบว่า โมเดลแสดงให้เห็นถึงปัจจัยอิทธิพลต่าง ๆส่วนมากส่งผลในเชิงบวกต่อการลาออกของแพทย์ ค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 2.218 (p=0.330, df=2, GFI=0.998) แสดงว่ามีความสอดคล้องของโมเดลและข้อมูลเชิงประจักษ์ ปัจจัยความผูกพันกับองค์กรส่งผลสูงสุดต่อการลาออก (0.698) ปัจจัยเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลในทางลบต่อความผูกพันกับองค์กร (-0.049) ขณะที่ปัจจัยด้านขวัญและกำลังใจ (0.515) และ ด้านความพึงพอใจในงาน (0.112) ส่งผลในทางบวก ปัจจัยเศรษฐกิจและสังคม (0.275) และขวัญกำลังใจ (0.185) มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในงาน แต่ลักษณะงาน (-0.28) และนโยบาย (-0.039) ส่งผลลบต่อความพึงพอใจ

ผลของการศึกษานี้สรุปได้ว่า ปัจจัยเรื่องความพึงพอใจในงาน และความผูกพันกับองค์กรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการลาออกของแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ได้จากคำถามปลายเปิดและการสัมภาษณ์ แพทย์ที่ลาออกจากภาครัฐ




โดย: หมอหมู วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:43:36 น.  

 
//dspace.hsri.or.th/dspace/handle/123456789/240
//dspace.hsri.or.th/dspace/bitstream/123456789/240/1/2003_DMJ44_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C.pdf

Title: การลาออกของแพทย์

Authors: ทักษพล ธรรมรังสี

Issue Date: 2546

Publisher: สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ

Citation: วารสารวิชาการสาธารณสุข 12,6(2546) : 1044-1049



//dspace.hsri.or.th/dspace/handle/123456789/252

//dspace.hsri.or.th/dspace/bitstream/123456789/252/1/2004_DMJ56_%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81.pdf

Title: แพทย์ลาออก เขาเป็นใคร

Authors: ทักษพล ธรรมรังสี

Issue Date: 2547

Publisher: สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ

Citation: วารสารวิชาการสาธารณสุข 13,6(2547) : 970-982

Abstract: การ ศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาลักษณะข้อมูลพื้นฐานของแพทย์ที่ลาออกจากหน่วยงาน ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในปี ๒๕๔๔-๒๕๔๕ โดยสืบค้นข้อมูลจากแพทย์สภาและกระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี ๒๕๔๖ ได้จำนวน ๗๔๓ ราย พบว่าแพทย์ที่ลาออกมีอายุน้อย (ค่าเฉลี่ย ๓๐.๖๓ ปี) อายุราชการสั้น ประกอบกับสัดส่วนการลาออกก่อนหมดพันธะสัญญาสูง โดยเฉพาะในกลุ่มแพทย์ทั่วไป ลาออกก่อนครบพันธะสัญญาถึงร้อยละ ๕๐.๔ มีสัดส่วนแพทย์ทั่วไปประมาณ ๓ ใน ๔ และลาออกจากโรงพยาบาลชุมชนประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งโรงพยาบาลชุมชนมีอัตราการสูญเสียสูงที่สุด

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอายุราชการที่ยาวนานขึ้นในแพทย์กลุ่มนี้คือ เพศ สถาบันการศึกษาในส่วนภูมิภาค ภูมิลำเนานอกเขตกรุงเทพมาหานคร และการได้ปฏิบัติงานในภูมิภาคเดียวกับภูมิลำเนา

ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานหลังการอบรมแพทย์เฉพาะทาง ได้แก่ เพศ ภูมิลำเนานอกเขตกรุงเทพมหานคร และสถานที่ปฏิบัติงาน

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานครบพันธะสัญญาในกลุ่มแพทย์ทั่วไป ได้แก่ สถาบันการศึกษา ภูมิภาคที่ปฏิบัติงาน และการที่ได้ปฏิบัติงานในภูมิภาคเดียวกันภูมิลำเนา

ผลการวิเคราะห์สอดคล้องกับคุณประโยชน์ของแนวคิด การคัดเลือกคนจากชุมชน การศึกษาในเขตชนชนบท และการปฏบัติงานในภูมิลำเนา




โดย: หมอหมู วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:44:08 น.  

 
//dspace.hsri.or.th/dspace/handle/123456789/1661

//dspace.hsri.or.th/dspace/select-purpose/123456789/1661/1/hs1176.zip

Title: การหมุนเวียนของบุคลากรที่ให้บริการในสถานพยาบาลภาครัฐ : รายงานวิจัยเล่มที่5 Other Titles: The Flow of Health Personnel in Public Hopitals

Authors: วิโรจน์ ณ ระนอง

Issue Date: 2548

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการหมุนเวียนของบุคลากรในระบบ บริการโดยเน้นในส่วนของภาครัฐบาลรวมทั้งประเด็นเรื่องการลาออกจากราชการของ แพทย์ การศึกษาครอบคลุมบุคลากรสี่กลุ่มคือ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาล โดยมีจุดเน้นที่แพทย์และทันตแพทย์ ซึ่งเป็นสาขาที่ขาดแคลนมากเป็นพิเศษ ผลการศึกษาพบว่าในแต่ละกลุ่มมีปัญหาแตกต่างกัน อันได้แก่ กลุ่มแพทย์ การศึกษาเรื่องการลาออกของแพทย์ที่ผ่านมาสามารถประมวลผลและอาจกล่าวได้ว่า การลาออกของแพทย์ไม่ได้เกิดจากไม่ได้มีเพียงสาเหตุหนึ่งสาเหตุใดที่ทำให้ลา ออก สาเหตุพื้นฐานที่สำคัญได้แก่ ภาระงาน ค่าตอบแทน และโอกาสในการศึกษาต่อ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไม่ต่างจากในอดีตมากนัก



//dspace.hsri.or.th/dspace/handle/123456789/1323

//dspace.hsri.or.th/dspace/select-purpose/123456789/1323/1/hs1158.zip

Title: การกระจายแพทย์ทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า Other Titles: Policy recommendation on geographical of physician's distribution under universal coverage health insurance

Authors: ทักษพล ธรรมรังสี

Issue Date: 2549

Abstract: ปัญหาการความเหลื่อมล้ำของการกระจายแพทย์ทางภูมิศาสตร์ นับว่าเป็นปัญหาเรื้อรังของระบบบริการสุขภาพ ที่พบได้ในทุกพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีความขาดแคลนแพทย์ในภาพรวมอยู่แล้ว โดย ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายแพทย์ส่งผลลบต่อทั้งพื้นที่ที่มีแพทย์หนาแน่น และ พื้นที่ที่ขาดแคลนแพทย์ โดยเฉพาะ ในด้านประสิทธิภาพ และความเป็นธรรม ของระบบบริการสุขภาพ ในประเทศไทยของเรา

ปัญหาการกระจายของแพทย์ จะเป็น ปัจจัยบ่งชี้ความสำเร็จ และ ล้มเหลวของการขยายความครอบคลุมของระบบประกันสุขภาพ ในปัจจุบัน ประมาณการได้ว่า มีแพทย์อยู่ในระบบบริการสุขภาพ ประมาณ 25,600 คน โดยหากเทียบกับการคาดการณ์อุปสงค์ ที่เคยประมาณการไว้ก่อนหน้าจะมีโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะพบว่า ยังขาดแคลนแพทย์อยู่ ประมาณ 4,500 คน และจากการเพิ่มกำลังการผลิตแพทย์ จะทำให้ถึงจุดสมดุลได้ภายในปี พ.ศ.2558-2559

แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพบว่า มีปัจจัยสำคัญอย่างน้อย 3 ประการที่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ต่อจำนวนแพทย์ในภาพรวมของประเทศ ได้แก่ โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบริการสุขภาพแห่งภูมิภาค และ โครงการให้ยาต้านไวรัส HIV ที่ประมาณการได้ว่า เป็นภาระที่มีความต้องการแพทย์เพิ่มขึ้นในภาพรวมอีก อย่างน้อยที่สุด 1,122 อัตรา

สถานการณ์การกระจายของแพทย์ทางภูมิศาสตร์ ไม่ได้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นมากนักจากอดีต แม้ว่าจะมีจำนวนแพทย์เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน จากการเพิ่มกำลังการผลิตครั้งสำคัญถึง 3 ครั้งในระเวลา 20 ปี (พ.ศ.2520-2540) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีภาวะคุกคามต่อนโยบายและมาตรการ แก้ไขปัญหาการกระจายแพทย์ คือ การที่เศรษฐกิจฟื้นตัว และ การเจริญเติบโตของธุรกิจบริการภาคเอกชน ที่ยังขาดการควบคุมผลกระทบต่อเนื่องต่อระบบกำลังคนทางสุขภาพในภาพรวม จึงเกิดปรากฏการณ์แพทย์ลาออกในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ระบบแรงจูงใจ เป็นเครื่องมือที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายแพทย์ และ ยังเป็นเครื่องที่ธำรงรักษาแพทย์ให้สามารถปฏิบัติงานได้ยั่งยืนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จะพบว่า เท่าที่ผ่านมา ระบบแรงจูงใจมักจะถูกให้ความสำคัญเฉพาะ ประเภท แรงจูงใจที่เป็นตัวเงินโดยตรง (Direct Financial Incentive) ทั้งที่ทราบว่า การเพิ่มค่าตอบแทน มีข้อจำกัดเชิงนโยบายอย่างยิ่งและอาจจะส่งผลกระทบต่อรายจ่ายด้านสุขภาพของ ประเทศในระยะยาว หากใช้นโยบายการเพิ่มค่าตอบแทนของแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว

แพทย์ไทยในภาพรวมมีรายรับน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และมีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างภาครัฐ และ เอกชน โดยพบว่า แพทย์ที่ลาออกจากภาครัฐ มีรายรับรวมทุกประเภท เพิ่มขึ้น ประมาณ 37,000 บาทต่อเดือน ในกลุ่มแพทย์ทั่วไป และ 50,000 บาท ในแพทย์เฉพาะทาง

จากการวิเคราะห์บทบาทและมาตรการที่เคยนำมาแก้ไขปัญหาการกระจายแพทย์ และ การขาดแคลนแพทย์ จะพบว่ายังมีช่องว่างในแนวทางการแก้ปัญหา ยังมีปัญหาในการบริหารจัดการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และ ยังมีปัจจัยอีกหลายส่วนที่ยังไม่ได้รับความเอาใจใส่เท่าที่ควร

มาตรการที่ควรนำมาใช้แก้ไขปัญหาการกระจายแพทย์ เพื่อสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น ควรมีความสอดคล้องกันในแนวทาง โดยควรมีมาตรการทั้ง 4 ด้าน

มาตรการด้านอุปทานจำนวนแพทย์ในระบบบริการ สามารถเพิ่มได้โดยการเพิ่มจำนวน เช่น การเพิ่มการผลิต การจ้างงานแพทย์ที่อยู่นอกระบบบริการ และรวมถึง การเพิ่มผลิตภาพของแพทย์ เช่น การวางแผนบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์สาขาต่างๆ และ ระหว่างแพทย์กับบุคลากรวิชาชีพอื่น โดยเฉพาะบทบาทของพยาบาลในการบริการ
มาตรการด้านการบริหารจัดการ (การกระจายและใช้งาน) ประกอบด้วย การปรับระบบการทำสัญญากับแพทย์ แนวคิดการจัดสรรแพทย์ การกำหนดระบบการพัฒนาแพทย์ และ การโยกย้ายแพทย์

มาตรการด้านระบบแรงจูงใจ ที่ต้องสัมพันธ์ ความขาดแคลนแพทย์ และ ผลิตภาพของแพทย์ โดยต้องให้ความสำคัญกับแรงจูงใจที่มิใช่ตัวเงิน

มาตรการด้านอื่นๆ ได้แก่ การสร้างความพร้อมในการปฏิบัติงานในพื้นที่ขาดแคลนของแพทย์ การวางแผนระบบบริการสุขภาพ ที่ต้องมีการกำหนดความต้องการ บุคลากร (Health workforce Demand Identification) ก่อนการใช้งาน และ มาตรการด้านการใช้งานบุคลากรในฐานะสินทรัพย์สาธารณะ เช่น กลไกทางการเงินที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาการกระจายแพทย์ทางภูมิศาสตร์




โดย: หมอหมู วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:44:53 น.  

 
//dspace.hsri.or.th/dspace/handle/123456789/638

//dspace.hsri.or.th/dspace/select-purpose/123456789/638/1/hs1400.zip

Title: การบริหารจัดการและการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Authors: ดวงใจ เล็กสมบูรณ์

Issue Date: Sep-2550

Abstract: ใน ปัจจุบันการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในเขตชนบทเป็นปัญหาประการสำคัญของการ ใช้ทรัพยากรบุคคลทางการแพทย์ที่มีอยู่ในประเทศไทย การจัดสรรบุคลากรเข้าสู่เขตชนบทประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ แต่บุคลากรส่วนใหญ่เหล่านั้นก็ย้ายออกภายในระยะเวลาไม่กี่ปี นอกจากมีบุคลากรที่พอเพียงแล้ว ผลิตภาพของบุคลากรก็เป็นส่วนสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนชนบท ด้วย

การทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับมาตรการและวิธีการต่างๆ เพื่อลดการลาออกและเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน ที่เคยนำใช้มาแล้วในอดีตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่ายังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่ามาตรการใดสามารถนำมาใช้ในประเทศได้ เลย ทั้งนี้วรรณกรรมต่างประเทศเป็นการศึกษาในสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างจากประเทศ ไทยในหลายประการ ส่วนมาตรการที่ใช้ในประเทศไทยก็ยังไม่พบวรรณกรรมแสดงการศึกษาผลของมาตรการ ต่อการคงอยู่และผลิตภาพ

อย่างไรก็ตาม วรรณกรรมที่พบชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่สามารถใช้เป็นแนวทางการศึกษาเพื่อ พัฒนานโยบายเพิ่มการคงอยู่ได้หลายประการคือ ควรคัดเลือกนักศึกษาที่มีความต้องการทำงานในเขตขาดแคลน และจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนานักศึกษาเหล่านั้นให้ออกไปทำงานตามที่ตั้งใจ ได้ ต้องจัดให้มีค่าตอบแทนด้านการเงินในระดับที่เทียบเคียงได้กับการทำงานในส่วนอื่น มาตรการต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อความหลากหลายของบุคลากรในแต่ละ สถานการณ์ และความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานแก่บุคลากร มีความสำคัญต่อความพอใจงานและการคงอยู่

วรรณกรรมที่พบไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า การบริหารบุคลากรและองค์กรแนวใหม่ อันได้แก่ การบริหารเชิงกลยุทธ์ การบริหารผลิตภาพ การใช้ระบบการให้รางวัลแบบ PRP และการสนับสนุนการฝึกอบรม สามารถเพิ่มการคงอยู่ในเขตชนบทหรือเขตขาดแคลน และผลิตภาพของบุคลากรทางการแพทย์ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะยังขาดการปฏิบัติที่เหมาะสม

แนวทางการศึกษาเพิ่มเติมที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาการใช้บุคลากรอย่างมี ประสิทธิภาพจึงได้แก่ การประเมินมาตรการที่เคยใช้มาแล้วในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นประเด็นผลกระทบต่อการคงอยู่และผลิตภาพเพื่อหาแนวทางปรับปรุง แก้ไข หรือคัดเลือกและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของมาตรการต่างๆ ที่ใช้ทั้งในประเทศและต่างประเทศเหล่านี้สำหรับสถานการณ์ในอนาคต แล้วนำมาศึกษานำร่องแบบ Action research




//dspace.hsri.or.th/dspace/handle/123456789/639

//dspace.hsri.or.th/dspace/select-purpose/123456789/639/1/hs1401.zip

Title: การทบทวนระบบการผลิตแพทย์ที่สอดคล้องกับระบบสุขภาพและความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนภายใต้แผนงานพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ

Authors: ลลิตยา กองคำ

Issue Date: Sep-2550

Abstract: ประเทศ ยังผลให้จํานวนแพทย์ในระบบเพิ่มมากขึ้นแสดง ให้เห็นถึงศักยภาพของสถาบันการผลิตแพทย์ทั่วไปในปัจจุบัน ด้านหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต สถาบันการผลิตแพทย์หลายแห่งได้มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้ สอดคล้อง กับเจตนารมณ์แพทยศาสตร์ศึกษาแห่งชาติและเกณฑ์มาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นชัดเจนในชั้นปรีคลินิก แต่ในชั้นคลินิกการจัดการเรียนการสอนยังแยกเป็นสาขาวิชา โดย ใช้โรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่เป็นฐานในการเรียนรู้ชั้นคลินิก อีกทั้งหลักสูตรแพทย์ในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทยังยึดตามหลักสูตรของสถาบันหลักเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่สอดคล้อง กับกลยุทธ์การเรียนในชนบทและวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ในการผลิตแพทย์เพื่อรองรับปัญหาความต้องการแพทย์และความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในชนบท

การศึกษาระดับหลังปริญญามีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของการฝึกอบรมสาขา เวชศาสตร์ครอบครัว แต่พบว่าศักยภาพของการฝึกอบรมในสาขาดังกล่าวยังด้อยกว่าศักยภาพของสถาบันฝึก อบรมสาขาเฉพาะทาง อื่นๆ และไม่เป็นที่สนใจของผู้เรียน ตลอดจนมีแนวโน้มในการฝึกอบรมสาขาดังกล่าวลดลงเป็นลําดับ ทําให้สัดส่วนแพทย์ที่ให้บริการในระดับปฐมภูมิต่อแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นไม่ เป็นไปตามที่เจตนารมณ์ แพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติครั้งที่ 7 กําหนดให้เท่ากับ 50:50 ด้านการประเมินผลผู้เรียนยังเน้นการประเมินความรู้ด้านคลินิกเป็นหลัก ด้านการประกันคุณภาพ การศึกษา เริ่มเข้ามามีบทบาทในการกํากับมาตรฐานของการจัดการศึกษาของแพทย์ทั้งในระดับ ก่อนปริญญา และหลังปริญญา นับเป็นระยะเริ่มต้นของการนําระบบประเมินคุณภาพการศึกษามาใช้ จึงยังไม่เห็นบทบาท ของการประกันคุณภาพการศึกษาต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาของแพทย์

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่สําคัญคือ การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์และระยะการใช้ทุนในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นระยะเปลี่ยนผ่านจากสถานภาพนักศึกษาแพทย์ไปสู่สถานะแพทย์ที่สามารถ ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดย อิสระ แพทย์ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเอง ประยุกต์ความรู้ ทักษะและเจตคติที่มีนํามาใช้ในการประกอบเวช ปฏิบัติจริงภายใต้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากโรงเรียนแพทย์ และเตรียมตัวสําหรับการเลือกสาขาวิชาชีพที่ เหมาะสมเพื่อฝึกอบรมเป็นแพทย์เฉพาะทางในลําดับต่อไป แต่พบว่ามีแนวโน้มที่แพทย์จะลาออกในระยะนี้ ค่อนข้างสูง และเหตุผลความต้องการศึกษาต่อยังเป็นปัจจัยสําคัญประการหนึ่งของคงอยู่ใน ชุมชน ซึ่งมีความ แตกต่างกับระบบแพทยศาสตร์ศึกษาของนานาประเทศที่เน้นให้ระบบการศึกษาแพทย์ เป็นระบบที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาต่อเนื่องในชุมชน จึงน่าจะเป็นปัจจัยที่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงผลกระทบของ ปัจจัยดังกล่าวต่อการปฏิบัติงานในชุมชนและความยั่งยืนในชุมชน






โดย: หมอหมู วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:45:29 น.  

 


//dspace.hsri.or.th/dspace/handle/123456789/1102

//dspace.hsri.or.th/dspace/bitstream/123456789/1102/1/jv6n2-5.pdf

Title: สถานการณ์การขาดแคลนแพทย์ในประเทศไทย

Authors: สุพัตรา ศรีวณิชชากร

Issue Date: 2551

Citation: วารสารการวิจัยระบบสาธารณสุข. ปีที่ 6 ฉบับที 2/2541 : p133-142

Abstract: แม้ สถานการณ์การขาดแคลนแพทย์ของประเทศไทยในรอบทศวรรษที่ผ่านมาจะคลี่คลายไปใน ทางดีขึ้น ทว่ายังคงพบว่าหน่วยงานที่มีการขาดแคลนแพทย์เรื้อรังก็คือโรงพยาบาลชุมชน ส่วนในพื้นที่ชนบทและนอกเขตอำเภอเมือง แพทย์เพิ่มขึ้นเพียงระยะสั้นแล้วกลับลดลง และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์เฉพาะบางสาขาเช่น เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชปฏิบัติครอบครัว พยาธิวิทยา นิติเวชศาสตร์ จิตเวชเด็กและวัยรุ่น ยังคงดำรงอยู่โดยตลอดโดยเฉพาะสาขาเวชปฏิบัติทั่วไป และเวชปฏิบัติครอบครัว ส่งผลให้แพทย์เฉพาะทางสาขาอื่น ๆ ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ เกิดภาวะต้องการแพทย์เฉพาะทางที่เกินความจริง ดังนั้น การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์จึงต้องอาศัยการพิจารณากลั่นกรองหาสภาพความขาด แคลนที่สอดคล้องกับปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง



//www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=3638

หัวข้อข่าว : การ ประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อกำหนดคำถามการวิจัยและขอบเขตการวิจัย ในหัวข้อ “การลาออกของแพทย์จากระบบบริการสุขภาพภาครัฐ: ผลกระทบจากโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า”
วันที่เพิ่มข้อมูล : 07 พฤษภาคม 2552

การให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือบุคลากรทางการแพทย์ ที่มีทักษะ แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัยเข้ามา แต่บุคคลากรก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่ปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ และการลาออกจากระบบราชการยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่รุนแรง มามากขึ้น

การขาดแคลนแพทย์อันเนื่องมาจากการลาออกถือได้ว่าเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยด้านบุคคลที่เกี่ยวกับครอบครัว คุณภาพชีวิต สภาพความเป็นอยู่ ความคาดหวังในหน้าที่การงาน ความพึงพอใจต่องานหรือภาระงาน ปัจจัยด้านสังคมสิ่งแวดล้อมที่แพทย์ปฎิบัติงานอยู่ และปัจจัยเชิงระบบทั้งที่เกิดขึ้นภายในโรงพยาบาลและภาพรวมของระบบสาธารณสุข ที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการเลือกออกนอกพื้นที่หรือลาออกจากระบบราชการ

โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นอีกหนึ่งนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ ของรัฐโดยไม่มีอุปสรรคเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งผลจากโครงการดังกล่าวพบว่าแพทย์มีชั่วโมงการปฏิบัติงานที่เพิ่มขึ้น และอีกหลายปัจจัยที่ทำให้แพทย์เกิดแรงกดดัน นำไปสู่การตัดสินใจลาออกจากพื้นที่หรือลาศึกษาต่อ หรือแม้กระทั่งลาออกจากราชการ
โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ได้รับข้อเสนอจากหน่วยงานภายนอกให้ศึกษาผลกระทบจากโครงการหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ แต่จากการทบทวนวรรณกรรมที่กล่าวข้างต้นพบว่า มีงานวิจัยที่ศึกษาปัจจัยที่เป็น สาเหตุของการคงอยู่และการลาออกของแพทย์ในประเทศไทยอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งชี้ว่าปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่หลากหลาย

ดังนั้น HITAP จึงจัดการประชุมระดมสมองผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อ “การลาออกของแพทย์จากระบบบริการสุขภาพภาครัฐ: ผลกระทบจากโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2552ณ ห้องประชุม HITAP ชั้น 6 อาคาร 6 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังสถานการณ์ปัจจุบันของการวิจัยในประเด็นสภาพของ ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ และปัจจัยที่เป็นตัวกำหนด หรือมีความสัมพันธ์กับการคงอยู่และการลาออกของแพทย์จากระบบบริการสุขภาพภาค รัฐ ความจำเป็นต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อศึกษาผลกระทบจากโครงการหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้า การกำหนดคำถามการวิจัยและขอบเขตการวิจัย

HITAP : Health Intervention and Technology Assessment Program





โดย: หมอหมู วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:46:07 น.  

 


ทำไม ผมถึงลาออกจากราชการ .... เรื่องเก่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2551 เอามาเล่าสู่กันฟัง

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-01-2011&group=7&gblog=126





โดย: หมอหมู วันที่: 17 มิถุนายน 2554 เวลา:22:44:21 น.  

 



"มุมมองต่อหมอของคนไทยสมัยนี้เปลี่ยนไปแล้วล่ะมั้ง" ... โดย ปวัน ประสิทธิ์วุฒิ
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-06-2011&group=15&gblog=40


สาเหตุที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ ... เคยมีการวิจัยมาเพียบ เมื่อไหร่จะเริ่มแก้ไข ???
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2010&group=7&gblog=140


ทำไม ผมถึงลาออกจากราชการ .... เรื่องเก่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2551 เอามาเล่าสู่กันฟัง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-01-2011&group=15&gblog=37


เวลาเปลี่ยน คนไข้ (ญาติ) เปลี่ยน แต่ หมอ (บางคน) ไม่ยอมเปลี่ยน ...
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-06-2011&group=15&gblog=39


ข้อมูลจำนวน แพทย์ และ กำลังคนของกระทรวงสาธารณสุข ..
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=27-08-2010&group=15&gblog=38


จำนวน แพทย์ ในกระทรวงสาธารณสุข ขาดแคลนจริงหรือ ???
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-10-2009&group=15&gblog=8


โดย: หมอหมู วันที่: 19 มิถุนายน 2554 เวลา:14:26:46 น.  

 
หมอรุ่นใหม่ ทำไมลาออก 'เงินไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่อึดอัดกับระบบ'

https://www.hfocus.org/content/2017/01/13315
Fri, 2017-01-20 08:56 -- hfocus

จากที่ Hfocus.org ได้นำเสนอประเด็นการขาดแคลนแพทย์ใน จ.กาฬสินธุ์ เนื่องจากแพทย์ที่เพิ่งเรียนจบและทำงานในโรงพยาบาลประจำจังหวัดได้ 1 ปีและต้องลงไปประจำโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ในปีต่อไป ได้ลาออกเป็นจำนวนมาก ทำให้โรงพยาบาลชุมชนบางแห่งประสบปัญหา มีแพทย์ประจำโรงพยาบาลเพียงคนเดียว ไปเมื่อเร็วๆ นี้นั้น

เพื่อสะท้อนมุมมองที่หลากหลาย นำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหา Hfocus.org จึงได้สัมภาษณ์ นพ.แมนวัฒน์ โชคสุวัฒนสกุล สูติแพทย์ รพ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ในฐานะหมอรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ในระบบราชการนานกว่าสิบปี และอยู่ใน Generation ใกล้เคียงกับแพทย์จบใหม่ ซึ่ง นพ.แมนวัฒน์ ได้ให้ความคิดเห็นที่น่าสนใจไว้หลายประเด็น

3 ปีแรกคือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

นพ.แมนวัฒน์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับน้องๆ จบใหม่ส่วนมาก พบว่ายังมีทัศนคติที่ดีกับการทำงานในโรงพยาบาลของรัฐเพื่อดูแลประชาชน ซึ่งการทำงานปีแรกในโรงพยาบาลจังหวัด ไม่ว่าจะจับฉลากพลาด ต้องไปใช้ทุนไกลแค่ไหนก็ตาม มักจะยอมรับได้ในที่สุดและผ่านปีแรกไปด้วยดี เพราะยังได้เรียน ได้ทำงานด้วยความสบายใจ อีกทั้งเป็นข้อกำหนดขั้นต่ำที่สุดของแพทยสภาที่กำหนดให้ต้องรับการเพิ่มพูนทักษะอย่างน้อย 1 ปี ก่อนเข้ารับการฝึกอบรมเฉพาะทาง เว้นแต่ในบางสาขาซึ่งขาดแคลนมากๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่การทำงานเพิ่มพูนทักษะใน รพช. ปีที่ 2 และ 3 เป็นเวลาที่น้องๆ มักอยู่ในช่วงแสวงหาหนทางของตัวเอง การทำงานใน รพช.นับเป็นก้าวหนึ่งในเส้นทางชีวิต และกว่าเกิน 80% คาดหวังที่จะเข้ารับการฝึกอบรมเฉพาะทาง เพราะแม้หลายคนตั้งใจจะทำงานช่วยเหลือคนไข้ในพื้นที่ห่างไกล แต่เชื่อว่าแทบทุกคนจะรู้สึกคล้ายกัน คือ ไม่มั่นใจในการดูแลคนไข้ รู้สึกว่าตัวเองรู้น้อยเกินไป จึงต้องการไปเพิ่มพูนความรู้ความชำนาญต่อ

“ประสบการณ์ใน รพช.ช่วงนี้ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิต ในการเลือกสถานที่ทำงานถาวรของหมอจบใหม่ สิ่งที่น้องคาดหวังคือ รพช.ที่อยู่ต้องสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข มีโอกาสเรียนรู้พัฒนาตนเองได้” นพ.แมนวัฒน์ ตั้งข้อสังเกต

ต้องสนอง Need หมอใหม่

ขณะเดียวกัน ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจจะอยู่ในระบบราชการต่อไปหรือไม่ นอกจากความตั้งใจของแพทย์แล้ว ยังต้องมีองค์ประกอบอื่น เช่น ทำงานแล้วได้รับการยอมรับจากองค์กร จากชุมชน รู้สึกมีคุณค่า, มีคนคอยช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาคนไข้ สามารถปรึกษา ส่งต่อได้, มีสวัสดิการการดูแลเรื่องอื่นๆ ให้ไม่ต้องกังวลกับการดำรงชีวิต เช่น ที่พัก ความปลอดภัย, ค่าตอบแทนที่เหมาะสม, มีวันลาพักผ่อนกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว ตลอดจนโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพ ทั้งในแง่เลื่อนระดับ เลื่อนตำแหน่ง และความก้าวหน้าในเชิงการพัฒนาความรู้ การเรียนต่อจนสามารถดูแลคนไข้ได้อย่างมั่นใจ

“ถ้าตอบสนองสิ่งเหล่านี้ได้ ถึงน้องๆ ต้องไปอยู่ไกล ก็มีอัตราการคงอยู่ในระบบราชการสูงครับ อย่างน้อยก็ในช่วงปีที่ 2-3 ของการใช้ทุน” นพ.แมนวัฒน์ ให้ความเห็น

นพ.แมนวัฒน์ ย้ำว่า การตอบสนองความต้องการพื้นฐานเหล่านี้ เป็นโจทย์สำคัญข้อหนึ่งของผู้บริหาร แพทยสภา และผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุขที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายว่าจะตอบสนองสิ่งที่น้องๆ ต้องการได้อย่างไร เพื่อให้แพทย์ใช้ทุนไม่ลาออก และโจทย์ที่ท้าทายกว่านั้นคือทำอย่างไรให้ยังคงอยู่ในปีที่ 4 ไปแล้ว หรือกลับมาทำงานหลังได้รับทุนไปฝึกอบรมเฉพาะทาง และสามารถทำงานได้มีความสุข เต็มประสิทธิภาพ

เงินไม่ใช่ปัจจัยหลัก

สำหรับประเด็นเรื่องค่าตอบแทนนั้น นพ.แมนวัฒน์ มองว่า ค่าตอบแทนเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง เพราะปัจจุบันรายได้ของแพทย์จบใหม่ใน รพช.ไม่ได้น้อยเกินไป อาจจะต่างจากโรงพยาบาลเอกชนในหลักหมื่น เพียงแต่ภาระงานในภาคเอกชนน้อยกว่ามาก แต่จุดประสงค์หลักที่ทำให้หลายคนตัดสินใจลาออก เพราะอึดอัดกับที่ทำงานเดิม หรือไม่อยากไปทำงานในพื้นที่ หรือแค่อยากกลับบ้าน ดังนั้น ถ้าการทำงานใน รพช. ตอบสนองความต้องการพื้นฐานไม่ได้และทำให้เกิดความทุกข์ ปัญหาการลาออกมากๆ จะยังคงมีอยู่ โดยที่ไม่ใช่เรื่องเงินด้วย ยกตัวอย่างเช่น แพทย์ทุน ODOD ลาออก ต้องชดใช้เงินมากเป็นหลักล้าน ต้องทำงานหลายปีเพื่อให้ได้ส่วนต่างของรายได้เดิมมากเท่าเงินก้อนนี้ แต่บางคนก็ยังลาออก

ส่วนกรณีที่เป็นข่าว เท่าที่ทราบข้อมูลก็ไม่ใช่หมอที่ทำงานที่จังหวัดนั้นแล้วลาออก แต่เป็นแพทย์ใช้ทุนในระบบโควตา ปีแรกทำงานในโรงพยาบาลใกล้กรุงเทพ แล้วปีที่ 2-3 ไปทำงานที่จังหวัดนั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าน้องๆ คงไม่ได้ผูกพันกับพื้นที่ เมื่อต้องไปทำงานในที่ห่างไกลและไม่คุ้นเคย จึงลาออก การบอกว่าน้องๆ ลาออกเพราะเงิน จึงไม่น่าจะถูกต้อง

“ในส่วนตัวผมเองก็มักบอกน้องที่สนิทกันและน้องมาฝึกงานด้วยเสมอว่า การทำงานในช่วงปีที่ 2-3 ของการใช้ทุนคือตัวแปรชี้นำอนาคตของน้อง เงินที่หาได้จากการลาออกไปทำงานภาคเอกชน ไปเป็นแพทย์ทั่วไปหรือเปิดคลินิก รับเวรเอกชนในช่วง 2 ปีนี้ อาจต่างกับทำงานราชการเท่ากับราคารถธรรมดาคันเดียว แต่ถ้ารอหลังจากเก่งขึ้น ผ่านการอบรมเฉพาะทางมาแล้ว จะมีทางเลือกเยอะกว่าและจำนวนเงินมากกว่ามาก ดังนั้นในช่วง 2-3 ปีแรกอยากให้พยายามทำงานทดแทนโอกาสที่ได้รับจากสังคม และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้เต็มที่ มองหาโอกาสในการเรียนรู้พัฒนาตัวเอง โอกาสเรียนต่อ ไม่ใช่มองเรื่องเงิน” นพ.แมนวัฒน์ กล่าว

ส่วนปัญหาเรื่องระบบการทำงาน ปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลจังหวัด หรือการถูกปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรตินั้น ส่วนตัวคิดว่าคงมีส่วนทำให้ตัดสินใจลาออกบ้าง แต่น่าจะมีน้อย บางจังหวัดเท่าที่ทราบอยู่ในระดับที่แย่เลยก็มี แต่น่าจะเป็นปัญหาเฉพาะตัวบุคคลมากกว่า ดังนั้น ถ้า รพช.และโรงพยาบาลจังหวัดมีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำความเข้าใจ หาทางแก้ร่วมกัน ปัญหานี้จะลดไปได้มาก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ลาออกอีก เช่น การทำงานภายใต้ความเสี่ยง ปัญหาการถูกร้องเรียน ฟ้องร้อง หรือกลัวว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง ปัญหางานที่หนักเกินไปจนไม่มีเวลาพักผ่อน ต้องการลาออกไปเรียน หรือ ไปทำงานภาคเอกชน เป็นต้น

ปัญหาหลักคือการกระจายแพทย์

นพ.แมนวัฒน์ เสนอข้อมูลในอีกด้านว่า ปีนี้ในจังหวัดอื่นๆ จำนวนแพทย์ที่บรรจุเทียบกับที่ลาออก มีจำนวนเป็นบวกชัดเจน

และจำนวนแพทย์ใช้ทุนปีแรกก็เพิ่มขึ้นอีกต่างหาก ในหลายๆ โรงพยาบาลถึงกับมีปัญหาห้องตรวจไม่พอ เพราะได้แพทย์มาเพิ่มมากกว่าจำนวนห้อง แสดงถึงการแก้ปัญหาของกระทรวงฯ มาได้ถูกทางครึ่งหนึ่งแล้ว

“โดยทั่วไปตัวเลขการลาออกจากราชการของหมออยู่ที่ประมาณ 600 คน/ปี เป็นตัวเลขค่อนข้างคงที่ เพราะส่วนมากลาออกไปเรียนต่อ และตำแหน่งในสถาบันฝึกอบรมมีจำกัดแต่อัตราการผลิตแพทย์เพิ่มกว่าสมัยก่อนมาก ปัจจุบันมีแพทย์จบใหม่ประมาณปีละ 2,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เป็นบวกปีละประมาณ 1,400 คน และจะมากกว่านี้ในอนาคตหากเป็นไปตามเป้าที่กำหนดจะผลิตให้ได้ปีละ 3,000 คน คาดว่าอีกไม่นาน จำนวนหมอในระบบราชการจะเพิ่มเป็น 2 เท่า ดังนั้น ที่เป็นปัญหาจริงๆ ตอนนี้คือเรื่องการกระจายแพทย์ รวมทั้งในจังหวัดที่เป็นข่าวด้วย เหตุผลหลักคือเรื่องรูปแบบการจัดสรรสถานที่เพิ่มพูนทักษะปีที่ 1 กับปีที่ 2-3 มากกว่า” นพ.แมนวัฒน์ ให้ความเห็น

ทั้งนี้ นพ.แมนวัฒน์ ให้ความเห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า ควรพัฒนา รพช.ให้ดีขึ้น ยกระดับโรงพยาบาลที่พร้อมขึ้นเป็นพี่เลี้ยง ตลอดจนเปิดตำแหน่งเฉพาะทางให้น้องๆ มีโอกาสไปเรียนต่อ เชื่อว่าจะช่วยให้หมอจบใหม่ใน รพช.ทำงานสบายใจขึ้น มีที่ปรึกษา และคนไข้ไม่ต้องเข้าไปแออัดในเมืองด้วย

“ส่วนตัวเชื่อว่าในอนาคตเมื่อแพทย์ในระบบมีจำนวนมากขึ้นจนเพียงพอ ระบบต่างๆ จะดีขึ้น การพัฒนาของโรงพยาบาลรัฐจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นครับ รบกวนผู้ใหญ่ในกระทรวงคิดเผื่อวางแผนดีๆ ด้วยนะครับว่าจะดูแลหมอที่เพิ่มมาเป็นหมื่น รวมทั้งพยาบาลและเจ้าหน้าที่อื่นอีกหลายหมื่นคนอย่างไร” นพ.แมนวัฒน์ กล่าว

โปรดให้โอกาสหมอทุนโรงพยาบาล

ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ควรแก้ไขมากๆ และอยากฝากถึงกระทรวงฯ แพทยสภา และสถาบันฝึกอบรม คือ เรื่องการเรียนต่อ เป็นปัจจัยที่หมอลาออกมากที่สุด เป้าหมายหลักของหมอจบใหม่หลายคนคืออยู่ในระบบเพื่อให้ครบปีก่อนจะออกไปเรียน หรือเพื่อรอรับทุน ดังนั้น การรับแพทย์เข้าฝึกอบรมเฉพาะทางจึงอยากให้มองความสำคัญกับทุนของโรงพยาบาลรัฐก่อน

“ปีนี้น้องๆ จำนวนมาก รับทุนต้นสังกัดไป แต่ไม่มีที่เรียน นี่คือความจริงครับ ทุกวันนี้บางสาขา บางสถาบัน แทบไม่ได้พิจารณาส่วนนี้เลย หรือมองเป็นข้อเสียของผู้สมัครด้วยซ้ำ เพราะกังวลว่าหากในที่สุดไม่ได้ทุนจะไม่ได้มาเรียน หรืออยากเก็บตำแหน่งไว้รับแพทย์ทุนอิสระ ซึ่งไม่มีภาระต้องกลับไปใช้ทุนยังต้นสังกัด เพื่อให้อยู่ทำงานต่อเป็นแพทย์ประจำบ้านต่อยอด หรือ Staff แทน นอกจากนี้ ในหลายๆ สาขา เช่น สูตินรีเวช หรือวิสัญญี หรืออีกบางสาขา ซึ่งมีผู้สมัครเข้ารับการฝึกอบรมมากและครบทุกปีอยู่แล้ว ก็ควรกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครเหมือนสาขาปกติ ไม่น่าจะจำเป็นต้องลดจำนวนปีที่ใช้ทุนต่ำกว่า 3 ปี” นพ.แมนวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย


โดย: หมอหมู วันที่: 20 มกราคม 2560 เวลา:20:53:07 น.  

 
แถม... ความเห็น จาก พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนาChurdchoo Ariyasriwatana
๒๙กรกฎาคม ๒๕๖๐

สาเหตุที่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ลาออกจากการทำงานในรพ.กระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง

ถ้าดูตาม Maslow's Hierarchy of Need ของปุถุชนโดยทั่วไปจะเห็นได้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุข ไม่สามารถได้รับการตอบสนอง “ความต้องการของมนุษย์ปุถุชน”คนธรรมดาได้ ตั้งแต่

1. ความต้องการขั้นพื้นฐานคือทำงานมากจนไม่มีเวลาพักผ่อนนอนหลับที่พอเพียง

--ไม่มีเวลากินอาหาร กลางวันตรวจผู้ป่วยยังไม่หมด ก็ไม่รู้จะได้กินข้าวไหม ตอนเย็นอยู่เวร ไม่มีเวลาไปกินข้าว เพราะผู้ป่วยเยอะมาก

--กลางคืนอยู่เวรต้องตื่นทั้งคืน หรือหลับๆตื่นๆเพราะถูกปลุก

-- เสาร์ อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ต้องอยู่เวรห้องฉุกเฉิน(หมอเฝ้าห้องฉุกเฉิน งานหนักกว่าเดิม ยิ่งเป็นเทศกาล นับศพคนตาย งานยิ่งเยอะ) ถ้าโชคดีไม่มีเวร (ยังมีกรรมอยู่)ก่อนจะไปพักผ่อนกับครอบครัวได้ ต้องไปตรวจรักษาผู้ป่วยที่นอนในโรงพยาบาลอีก ฯลฯ

2. ไม่มีความปลอดภัยในการทำงาน (ถูกเตะก้านคอ ถูกแทง ถููกประณามหยามเหยียด ถูกร้องเรียน ถูกฟ้องร้อง)

-- ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน (ในกรณีที่ไม่ได้บรรจุและเป็นลูกจ้างชั่วคราว แบบที่พยาบาลวิชาชีพเผชิญอยู่ในปัจจุบัน)

--ไม่มีความมั่นคงทางการเงินสำหรับตนเองและครอบครัว เพราะค่าตอบแทนต่ำแม้ต้องทำงานมาก

3. ผู้ที่มารับการรักษาพยาบาลก็ไม่ให้ความเข้าใจว่างานยุ่ง ด่าว่า เร่งรัด ให้ต้องเร่งรีบทำงาน

-- ผู้บังคับบัญชาก็ไม่สนใจแก้ปัญหา(ไม่รักลูกน้อง) พอผู้ป่วยมีปัญหาแล้วผู้บังคับบัญชาก็ไม่ลงมาช่วยสอบถามรายละเอียดและเหตุผลว่าปัญหาเกิดจากอะไร เพื่อออกข่าวให้สังคมเข้าใจมีแต่ บอกว่าจะตั้งกรรมการสอบสวนอย่างเดียว

4. อยากไปทำงานที่ไหนก็เลือกไม่ได้ อยากเรียนอะไรก็ไม่ได้เรียน

-- ถ้าไปเรียนในสาขาที่ไม่อยากเรียน ไม่มีความถนัด ก็คงไม่สามารถใช้ศักยภาพของตนในการรสร้างสรรค์ผลงานได้เต็มที่ และก็คงไม่มี “ความพึงพอใจ อิ่มอกอิ่มใจ” (Self-fulfillment) ได้เลย

5. และยังมีสถานที่ทำงานอื่นให้เลือกได้ มีอาชีพอื่นให้ทำได้

--จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมหรือเพราะอะไร หมอจึงลาออกจากราชการกระทรวงสาธารณสุข

ถ้าผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขมี "กึ๋น" ก็ต้องแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่เท่าที่สังเกตมาหลายสิบปี ยังไม่เห็นใครลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจังได้เลย

ส่วนคนที่ลาออกแล้วก็ขอให้โชคดีกับชีวิตที่เราเลือกเองได้

--ส่วนคนที่อดทนและเสียสละทำงานอยู่ในกระทรวง เพราะเมตตาธรรม คุณธรรม จริยธรรม หรือเหตุผลอื่นใด ก็ขอเอาใจช่วย ให้อยู่รอดปลอดภัย มีความั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน และให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลใจให้ผู้บริหารประเทศมีความสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ในไม่ช้า

https://www.facebook.com/churdchoo.ariyasriwatana/posts/10154888663745208

..............................


โดย: หมอหมู วันที่: 29 กรกฎาคม 2560 เวลา:14:18:52 น.  

 
กระทู้ร้อนแรง จากห้องสวนลุม พันทิป สนใจแวะไปแจมได้
ข่าวการเพิ่มค่าปรับแพทย์ที่จะลาออกจากราชการก่อนใช้ทุนหมดจากสี่แสนบาทเป็นห้าล้านบาท ทุกคนคิดเห็นอย่างไรครับ ?
https://pantip.com/topic/37976466

เรื่องแบบนี้ มาเมื่อไหร่ ก็ยาวเมื่อนั้น .. ผมสรุปความเห็นสั้น ๆ ... ถ้า ขึ้นค่าปรับ เป็น ๕ ล้าน (หรือ ๑๐ ล้าน)
๑. ข้อดี .. น่าจะช่วยให้การลาออกในช่วงใช้ทุน (สามปีแรกหลังจากเรียนจบ) อาจ จำใจทนอยู่เพราะไม่มีเงิน แต่ หลังจากนั้นก็คงเหมือนเดิม ไม่ช่วยลดการลาออกของแพทย์ ปัญหามันสลับซับซ้อนกว่าเรื่องเงินมากมาย
๒. ข้อเสีย .. คนที่จะมาเรียน โดยเฉพาะ คนจน ก็จะยากขึ้น เพราะเมื่อสอบได้ จะต้องทำสัญญาชดใช้ทุน ซึ่งก็จะต้องหาคนมาค้ำประกัน (ข้าราชการ ซี ๖ ขึ้นไป ) ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ ครูอาจารย์ที่สอน (ผมโชคดีที่ได้ อ.วัฒนา ขอนทอง เดินทางจากกำแพงเพชรมาเชียงใหม่ เพื่อเป็นผู้ค้ำประกันให้) แต่ถ้าเพิ่มเป็นห้าล้าน น่าจะหาคนมาค้ำประกันได้ยากมากขึ้นไปอีก
แล้วถ้าคนที่มาเรียนแพทย์ เป็นคนร่ำรวย (มีเงิน มีสินทรัพย์ พอที่จะค้ำประกัน) เงินห้าล้านสำหรับเขา ก็คงไม่สามารถป้องกันไม่ให้เขาลาออก คนที่จะลาออกยังไงเขาก็ลาออกอยู่ดี

ปล. สังคมมองว่า แพทย์ พยาบาล ฯลฯ ต้องเสียสละ .. แล้วเคยมองกันบ้างหรือเปล่าว่า ในต่างจังหวัดในอำเภอไกลๆ พวกเขาอยู่กันอย่างไร ? อย่าคิดเหมารวมว่า เป็นแพทย์แล้วต้องรวยทุกคน .. ถ้าทำเฉพาะวิชาชีพแพทย์ รับราชการ อาจรับรองได้ว่า ไม่จน แต่ก็ไม่รวยมาก ปัจจุบัน ถ้าเปิดคลินิก หรือทำ รพ.เอกชน ก็ไม่เหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว

สาเหตุที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ ... เคยมีการวิจัยมาเพียบ เมื่อไหร่จะเริ่มแก้ไข ??? https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2010&group=27&gblog=18


โดย: หมอหมู วันที่: 23 สิงหาคม 2561 เวลา:22:08:13 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]