Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

แจงคง 30บ.รักษาทุกโรค แก้กม.ปิดช่องเงินเหลือให้ NGO .. แถม ข้อมูลเรื่องการแก้ไข พรบ.หลักประกันสุขภาพ



แจงคง30บ.รักษาทุกโรคแก้กม.ปิดช่องเงินเหลือให้NGO

20 มิถุนายน 2560

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/760552

รมว.สาธารณสุขชี้แจง "ครม." ย้ำแก้กม.บัตรทองไม่ริดลอนสิทธิ "30บาทรักษาทุกโรค"เผยหวังปิดช่องเงินเหลือจากซื้อยา ไม่ให้ตกถึงมือ "เอ็นจีโอ"

พล.ท.สรรเสริญแก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สั่งการให้ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงประเด็นปัญหาการทำประชาพิจารณ์การแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)หลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้ ครม.รับทราบเนื่องจากมีความพยายามจะล้มการทำประชาพิจารณ์การแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวที่จัดขึ้น 4 ครั้งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

โดยนพ.ปิยะสกล ได้ชี้แจงว่าการแก้ไขกฎหมายไม่มีการลิดรอนสิทธิของประชาชนแต่อย่างใดพล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการให้ นพ.ปิยะสกลลงไปทำความเข้าใจกับประชาชน โดยอธิบายความแตกต่างของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ.2545 และฉบับแก้ไข

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุข จะจัดเวทีเสวนาให้ความรู้ ตีแผ่ความแตกต่างของร่างพ.ร.บ.ฉบับเดิมและฉบับใหม่ใน 14 ประเด็น พร้อมเชิญให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องประชาชนและสื่อมวลชนทุกสำนักเข้ารับฟัง ในเวลา 09.00 น.วันที่ 21 มิ.ย.นี้ ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการเพื่อจะได้ทราบว่า ถ้าหากประชาชนไม่สูญเสียสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลการพยายามล้มประชาพิจารณ์มาจากสาเหตุใด

"นพ.ปิยะสกล ยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมาย ยังมีสิทธิบัตรทองหรือ 30 บาทรักษาทุกโรคมีเหมือนเดิมทุกประการไม่มีการลิดรอนสิทธิในการรักษาของประชาชนเลย เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ที่เปลี่ยนแปลงไปคือการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการจัดซื้อยาอันเป็นหน้าที่เดิมของสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เดิมเมื่อมีการตกลงซื้อขายยากันในปริมาณมากก็จะได้รับส่วนลด และกันเงินที่เหลือจากส่วนลดมอบให้กับ NGO ไปทำภารกิจขององค์กรแม้ตามกฎหมายฉบับเดิมไม่ได้มีระบุไว้ว่า สามารถมอบเงินส่วนนี้ให้ NGO ได้ แต่มีการกระทำลักษณะนี้มายาวนาน ในรัฐบาลนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงมีนโยบายว่าการใช้เงินต้องทำตามวัตถุประสงค์ของเงินนั้นเงินสำหรับซื้อยาเพื่อดูแลประชาชนก็ต้องซื้อยา ไม่ใช่นำไปใช้ในลักษณะอื่น” พล.ท.สรรเสริญกล่าว


Thiravat Hemachudha ข้อมูลประกอบการติดตามข่าวเรื่องการแก้ไขพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545
https://www.facebook.com/thiravat.hemachudha/posts/10156349858436518

14 ปี สวรส.ให้ทุนวิจัยไปกว่า 3 พันล้าน ผันจาก สสส.-สปสช.-อื่นๆ กว่า 2พันล้าน สะพัดสุดช่วงปี48 – 50 ปีละกว่า500– 600 ล้าน พร้อมเปิดรายชื่อผู้รับทุนทั้งหมด
https://thaipublica.org/2015/11/thaihealth-16/

สตง.เปิดรายชื่อโครงการที่รับเงินจาก สสส.-สปสช.-สวรส. ปี 2546 – 2557 กว่า 2 พันล้าน https://thaipublica.org/2015/11/thaihealth-15/

อดีตประธานสปสช.ระบุบอร์ดสปสช. มีอำนาจล้น – เลขาสปสช.อนุมัติเงินได้ครั้งละ 1 พันล้าน มากกว่านายกรัฐมนตรีและรมต.https://thaipublica.org/2011/10/national-health-board/

สตง.ตรวจสอบการดำเนินงานสปสช.ระบุไม่โปร่งใสใช้งบสุขภาพถ้วนหน้า เหมาจ่ายรายหัวผิดประเภทเกือบ 100ล้าน https://thaipublica.org/…/…/oag-national-health-transparency/

เปิดรายงานดีเอสไอระบุสปสช. ไม่มีหน้าที่ซื้อยา-เวชภัณฑ์ แถมเอาเงินส่วนลดจากองค์การเภสัชไปใช้เองเที่ยวต่างประเทศ ซื้อรถตู้ ให้เงินทำวิจัย – 4ปี ได้เงินไปกว่า 240 ล้านบาท
https://thaipublica.org/2015/03/public-health-services-57/

สตง.ตรวจสอบการดำเนินงานสปสช.ระบุไม่โปร่งใสใช้งบสุขภาพถ้วนหน้า เหมาจ่ายรายหัวผิดประเภทเกือบ 100ล้าน https://thaipublica.org/…/…/oag-national-health-transparency/

บอร์ดสปสช.ใช้เงินเหมาจ่ายรายหัวของประชาชนผิดประเภทผลประโยชน์ทับซ้อน สวมหมวกหลายใบ รับเงินจากสปสช.เข้าข่ายผิดพ.ร.บ.กองทุนหลักประกัน- กฏหมายป.ป.ช.มาตรา100 https://thaipublica.org/2015/01/public-health-services-53/

เจาะงบ สปสช.ใช้เงินเหมาจ่ายรายหัวประชาชนผิดประเภท แจกทำวิจัยและไม่ใช่หน่วยบริการตามกม.มีชื่อ”นพ.สมศักดิ์”รมช.สาธาธารณสุข– คตร. สั่งปลัดสาธารณสุขเร่งรัด สปสช. หาคนผิดลงโทษ https://thaipublica.org/2015/01/public-health-services-52/

ประเทศไทยกับความโปร่งใสทางการคลัง(2) : 114 กองทุนหมุนเวียนนอกงบประมาณข้อมูลขาดความน่าเชื่อถือ ไม่ครบถ้วน ไม่ทันสมัย https://thaipublica.org/…/thailand-trasparency-reseach-grou…/

รมว.สธ.-ผอ.งบฯเข้าพบ'ประยุทธ์' คาดถกปม5รพ.รัฐถังแตก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/749193

***วันที่ 21มิถุนายน 2560****
แจงคง30บ.รักษาทุกโรคแก้กม.ปิดช่องเงินเหลือให้NGO https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/760552




 

Create Date : 17 มีนาคม 2561   
Last Update : 17 มีนาคม 2561 14:05:31 น.   
Counter : 290 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ทำไมกองทุนสุขภาพสามกองทุนจะเจ๊งหมดภายใน 30 ปี และจะแก้ไขได้อย่างไร ? ... ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์



ทำไมกองทุนสุขภาพสามกองทุนจะเจ๊งหมดภายใน 30 ปี และจะแก้ไขได้อย่างไร?

เผยแพร่: โดย: อาจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ผอ.หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต Business analytics and data science
อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


กองทุนสุขภาพของไทยสามกองทุนคือ

หนึ่ง กองทุนบัตรทอง ดูแลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดูแลคนไทยราว 48 ล้านคน ใช้เงินงบประมาณปีละประมาณแสนแปดหมื่นล้านบาทต่อปี

สอง สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการและผู้มีสิทธิ ดูแลคนไทยราว 6 ล้านคนและใช้เงินงบประมาณปีละประมาณเจ็ดหมื่นล้านบาทต่อปีและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี

สาม สิทธิประกันสังคม ซึ่งมีผู้ประกันตนประมาณสิบล้านคน และเป็นกองทุนเดียวที่ต้องส่งเงินสมทบ หรือมีการร่วมจ่ายมากที่สุด

ข้อพยากรณ์คือ กองทุนทั้งสามกองทุนจะขาดทุนหรือร่อแร่ในระยะเวลาอันใกล้ บางกองทุนอาจจะภายใน 4-5 ปีนับจากวันนี้เท่านั้น สาเหตุหลักร่วมกันของทั้งสามกองทุนคือภาวะสังคมสูงวัย (Aging society) ซึ่งจะทำให้กระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลของรัฐจะเจ๊งทั้งหมด

สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการนั้น การฉายภาพประชากรข้าราชการไทยโดยอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์และคณะพบว่าพิระมิดประชากรข้าราชการหัวคว่ำ รูปสามเหลี่ยมหัวคว่ำ คือเต็มไปด้วยคนแก่ที่เริ่มเจ็บและป่วย อายุเฉลี่ยข้าราชการเกือบ 50 ปี อายุเฉลี่ยข้าราชการแรกเข้าคือ 31 ปี เราจะมีปัญหา aging society ของสิทธิราชการรุนแรงกว่าทุกสิทธิ์เพราะข้าราชการไทยเต็มไปด้วยคนแก่

ข้าราชการไทยแก่หนักมาก แก่กว่าประชากรของไทยที่จัดว่าแก่แล้ว ประชากรข้าราชการไทยนั้นไม่ได้เป็น aging society หรือภาวะสังคมสูงวัย แต่เป็น aged society หรือภาวะสังคมสูงวัยเต็มขั้น และกำลังเลื่อนเข้าไปสู่ super aged society หรือภาวะสังคมสูงวัยขั้นสุด ในเร็ววัน


คนเราเมื่อแก่มา ก็เจ็บป่วยมากขึ้นตามความเสื่อมของสังขาร ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็มากขึ้นเป็นทวีคูณ ตรีคูณ ที่ต้นทุนของค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการไทยสูงกว่าสิทธิอื่น ๆ นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากประชากรข้าราชการไทยและผู้มีสิทธิแก่กว่าประชากรไทยโดยเฉลี่ยค่อนข้างรุนแรง

ผลการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย (actuarial valuation) พบว่ามีภาระทางการคลังจากสิทธิ์รักษาพยาบาลราชการอย่างหนักหน่วงเพราะประชากรราชการไทยแก่มาก ป่วยมาก เจ็บมาก จนจะเกิดปัญหาภาระทางการคลัง น่าจะแตะแสนล้านภายใน 10 ปี และกระทรวงการคลังจะจ่ายไม่ไหว

สำหรับกองทุนประกันสังคมนั้นองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International labour organization: ILO) ได้ทำการประเมินทางคณิตศาสตร์ประกันภัย หรือ actuarial valuation เช่นกันแล้วพบว่าเงินกองทุนจะติดลบใน 28 ปีจากนี้ สาเหตุคือ

หนึ่ง ประเทศไทยมีอัตราการจ่ายเงินสมทบรวมหรือ total contribution rate ต่ำที่สุดในโลกคือนายจ้าง ลูกจ้าง รัฐ จ่ายสมทบรวมกันต่ำมากไม่ถึง 8% ในขณะที่กองทุนประกันสังคมของจีนมี total contribution rate สูงกว่าร้อยละ 20 ต่ำที่สุดใน OECD และน่าจะต่ำที่สุดในโลก แล้วไม่จ่ายเงินแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายบำนาญและจ่ายให้สวัสดิการรักษาพยาบาล

สอง คืออายุเกษียณที่จะได้รับบำนาญ (Pensionable age) ของประเทศไทยนั้น ยอมให้ผู้ประกันตนของสิทธิ์ประกันสังคมเกษียณเพื่อรับเงินบำนาญได้ไวที่สุดในโลกคือ 55 ปี ซึ่งต่ำที่สุดในโลก ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำหนดอายุเกษียณไว้สูงถึง 67 ปี ส่งเงินสมทบไม่นานก็สามารถได้รับบำนาญเสียแล้ว

เรื่องของ total contribution rate นั้นยังเป็นปัญหา เพราะในอดีตที่ผ่านมานักการเมืองนิยมหาเสียงด้วยการลด total contribution rate นี้เนื่องจาก ทำให้ได้เสียงจากนายจ้าง ที่ได้ผลประโยชน์เต็มที่จากการลดการจ่ายเงินสมทบลง ฝ่ายลูกจ้างและบรรดาสหภาพและสหพันธ์แรงงานที่ขาดสติและปัญญาหลงคิดสั้น ๆ ว่าเป็นผลงานตัวเอง ทำให้ลูกจ้างไม่ต้องจ่ายสมทบมากนัก ทั้ง ๆ ที่หลักการคือ ถ้าลูกจ้างสมทบไปเท่าใด นายจ้างและรัฐก็ต้องจ่ายสมทบให้ไปเท่านั้น แรงงานขาดวิสัยทัศน์ไม่คิดให้รอบคอบก็หลงดีใจไปว่าตัวเองได้ประโยชน์ทั้ง ๆ ที่ในระยะยาวเสียประโยชน์ไปเต็ม ๆ ส่วนรัฐบาลเองยิ่งชอบใจดีใจที่ได้จ่ายเงินสมทบลดลง เอาเงินงบประมาณไปทำอย่างอื่น ที่อาจจะได้ประโยชน์เข้าตัวนักการเมืองหรือข้าราชการก็ได้เช่นกัน กลายเป็นเรื่องของประชานิยมที่ทำให้กองทุนประกันสังคมยอบแยบลงไป เพราะทุกคนเห็นแก่ได้ในระยะสั้นพากันดีใจบนความหายนะของตัวลูกจ้างเองและตัวกองทุนประกันสังคม

สำหรับบัตรทองหรือสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น ใช้เงินงบประมาณเพิ่มขึ้นปีละหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปีและโรงพยาบาลของรัฐก็ขาดทุนหนักเพราะบัตรทองทุกปี ขณะนี้โรงพยาบาลของรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีเงินบำรุงติดลบ ขึ้นตัวแดง ขาดทุนย่อยยับถึงหกร้อยกว่าโรงพยาบาลจากแปดร้อยโรงพยาบาลหรือคิดเป็นร้อยละ 75 ขึ้นไป งบบัตรทองจะแตะร้อยละ 25 ของงบประมาณแผ่นดินภายในไม่เกิน 10 ปีซึ่งสูงที่สุดในโลก ผลการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบเช่นเดียวกัน เพราะเราเข้า aging society หนีไม่พ้น จนและแก่ ประเทศที่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปเพื่อการสาธารณสุขแตะร้อยละ 20 ของเงินงบประมาณแผ่นดินมีอยู่สองประเทศ คือกรีซและอาร์เจนติน่า ซึ่งสองประเทศนี้มีภาระหนี้สาธารณะท่วมท้นจนเศรษฐกิจแทบจะล้มละลาย หรือเราจะต้องการเช่นนั้น


สรุปง่าย ๆ คือทางข้างหน้าของโรงพยาบาลของรัฐมีแต่เหวลึกทางการเงินและไม่มีทางรอดพ้นไปได้ ทุกอย่างมีตัวเลขพยากรณ์หมด ถ้าไม่เริ่มทำวันนี้ รับรองว่ากระทรวงสาธารณสุขจะตายเรียบเพราะไม่มีเงิน ต้องแก้ตอนนี้ทันที ก่อนจะสายเกินไป

ทางแก้คือต้องมีการร่วมจ่าย (Copayment) โดยรูปแบบที่ดีที่สุดคือการให้ประชาชนมีประกันสุขภาพร่วมจ่ายล่วงหน้า ก่อนที่จะเจ็บป่วยเป็นการสร้างเสริมวินัยทางการคลัง ให้คนไทยรู้จักออมเพื่อรองรับการเจ็บป่วยที่อาจจะเกิดขึ้น และเมื่อจ่ายเงินไปแล้วต้องได้รับบริการที่ดีขึ้น ชนชั้นกลางที่พอจ่ายไหวต้องร่วมจ่าย แต่การร่วมจ่ายนั้นต้องนำไปสู่การบริการที่ดีขึ้น รัฐควรลดหย่อนภาษีให้สำหรับการซื้อประกันสุขภาพร่วมจ่าย ซึ่งจะช่วยหล่อเลี้ยงให้ระบบสุขภาพไม่ล่มสลาย

ส่วนปัญหาของแต่ละสิทธิต้องไปแก้ที่ต้นเหตุของปัญหา

กองทุนประกันสังคมต้องค่อย ๆ ขยายอายุเกษียณและทยอยเพิ่ม Total contribution rate การขยายอายุเกษียณเพิ่มขึ้นหนึ่งปี โดยประกาศแบบปีเว้นปีจะช่วยลดแรงต้านจากภาคแรงงานลงไป เช่นเดียวกันกับการเพิ่ม Total contribution rate ที่ต้องทยอยเพิ่มขึ้นปีเว้นปี เพื่อให้เกิดการต่อต้านลดลง แต่จำเป็นต้องทำ และควรพัฒนาการบริการด้านการรักษาพยาบาลของสิทธิประกันสังคมให้ดีขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

สำหรับสิทธิรักษาพยาบาลราชการต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

หนึ่ง ต้องพยายามแก้ไขปัญหาประชากรข้าราชการแก่มาก เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ต้องดึงดูดบัณฑิตอายุเฉลี่ย 20 ปีเข้ารับราชการ ไม่ใช่รับคนอายุเฉลี่ย 31 ปีเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สอง ควรตั้งสำรอง (reserve) ให้ลงทุนมีผลตอบแทนที่ดีสำหรับใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลราชการในอนาคต ไม่ใช่จ่ายอย่าง pay as you go เป็นปี ๆ ไปเช่นทำอยู่ในปัจจุบัน

และ สามเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสิทธิราชการให้ดีขึ้น เช่นควรทำ public-private partnership ให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนซึ่งมีความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญในการควบคุมการเบิกจ่ายสินไหมรักษาพยาบาล (Medical claim control) มากกว่ามาก จะช่วยทำให้การเบิกจ่ายมีจุดรั่วไหลลดลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตามสิทธิบัตรทองและทุกสิทธิต้องเน้นการป้องกันโรคที่ได้ผลจริง โยงหา health outcome ได้จริง ไม่ใช่เน้นการทำ event แบบ สสส ที่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือใช้เงินไม่คุ้มค่าอย่างเช่นที่เป็นมาในอดีต

ปัญหาใหญ่คือองค์การตระกูล ส ที่ดูแลระบบสาธารณสุขหลายส่วน เช่น สปสช และ สสส ต้องแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้จ่ายเงินผิดประเภทโดยเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลหรือแม้แต่สุขภาพ และต้องเลิกประชานิยมและส่งเสริม copayment เพื่อให้เกิดการเป็นผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน

กระทรวงสาธารณสุขต้องปฏิรูป ให้มีการบริหารแบบเขตสุขภาพจะทำให้เกิด risk sharing และ risk pooling ที่ดีขึ้น

สปสช. ต้องไม่บริหารการรักษา เพราะไม่ใช่หน้าที่ และไม่มีความรู้เพียงพอ การบริหารการรักษาโดยการกำหนดกฎเกณฑ์ในการจ่ายเงินเช่น DRG นั้นเป็นการก้าวล่วงอำนาจของแพทยสภาและราชวิทยาลัย ต้องยกเลิกการทำสัญญาผลงานกับโรงพยาบาล ให้ทำกับเขตสุขภาพแทน ลดขนาดองค์การ สปสช. ลง ยกเลิกกองทุนย่อยทั้งหมด สปสช. มีขนาดใหญ่มาก บุคลากร สปสช. ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการดีกว่าข้าราชการผู้ปฏิบัติงานในการรักษาและดูแลสุขภาพประชาชนในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งโรงพยาบาลขาดทุนและไม่มีเงินจะจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าแรงของบุคลากร แต่พนักงาน สปสช. กลับได้รับโบนัส

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนคือ หนึ่ง ต้องรักษาสุขภาพให้ดี ไม่ให้เจ็บป่วยได้นานที่สุด ให้เจ็บป่วยและแก่ให้ช้าที่สุด ต้องมี health literacy หรือมีความรู้ในการดูแลสุขภาพให้ดี สองประชาชนต้อออมเงินและลงทุนเพื่อเตรียมตัวเกษียณสำหรับตนเอง อย่าหวังพึ่งรัฐแต่ถ่ายเดียว ซึ่งคนไทยกว่าร้อยละ 60 คิดว่ารัฐต้องดูแลตนเองตอนแก่ ซึ่งรัฐไทยไม่มีความสามารถขนาดนั้น ตนเองต้องเป็นที่พึ่งของตนเอง อย่าไปหวังพึ่งใครแม้กระทั่งรัฐบาล


*********************************************

"ปรับระบบการเงิน"ก่อนเจ๊งพากันทั้งกระทรวงสาธารณสุข...จาก คมชัดลึก https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=16-10-2010&group=29&gblog=30

ชัดเจนไม่ต้องคิดมากโรงพยาบาลรัฐเจ๊งแน่ ... ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=15-01-2017&group=29&gblog=18

ระบบยั่งยืนถ้าคนไทยมีความรับผิดชอบ... หมอดื้อ ไทยรัฐฉบับพิมพ์ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-01-2018&group=29&gblog=38

โรงพยาบาลขาดทุนมีมากแค่ไหนขาดทุนเท่าไหร่ ถึงต้องค้างจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร ? https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-12-2016&group=29&gblog=19

“น้ำลดตอผุด”: ๑๕ ปีกับการรักษาฟรีทั่วหล้า +ข้อมูลประกอบการติดตามข่าวการแก้ไข พรบ.หลักประกันสุขภาพ https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=16-07-2017&group=29&gblog=15

1.3% หรือ 4% ของ GDP สำหรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่เป็นภาระทางการคลังจริงหรือ? https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=01-05-2017&group=29&gblog=17

การแยกผู้ซื้อ-ผู้ให้บริการหรือ Purchaser-Provider Split .. ศ.นพ.จิรุตม์ศรีรัตนบัลล์ https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=18-08-2017&group=29&gblog=12

มหันตภัย 30 บาทรักษาทุกโรค : ภัยของบุคลากรสาธารณสุข... พญ.เชิดชู เขียนไว้ 2555 https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=27-07-2017&group=29&gblog=14

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง บัตรสามสิบบาท ฯลฯ) หาข้อมูลก่อนแสดงความเห็น บ้างก็ดีนะครับ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-07-2014&group=29&gblog=21

เลิกพูดเกินความเป็นจริงว่า30 บาทรักษาได้ทุกโรคและเลิกใช้คำว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=01-08-2017&group=29&gblog=13

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหลักการดีแต่ต้องรีบ“ปฏิรูปวิธีดำเนินการ”... พญ. เชิดชู https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=14-04-2009&group=29&gblog=34

เหตุใดพนักงาน-ผู้บริหาร สปสช. จึงไม่ใช้สิทธิบัตรทอง? https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=01-08-2017&group=29&gblog=16

ตัวอย่างปัญหาประกันสังคม .. โรงพยาบาลเอกชน และ ความต้องการของผู้ป่วย ??? https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=02-01-2010&group=29&gblog=33

ทางเลือกของผู้ประกันตนในการรับบริการสาธารณสุข... พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=17-05-2011&group=29&gblog=24





 

Create Date : 01 มีนาคม 2561   
Last Update : 1 มีนาคม 2561 15:10:32 น.   
Counter : 169 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ระบบยั่งยืนถ้าคนไทยมีความรับผิดชอบ ... หมอดื้อ ไทยรัฐฉบับพิมพ์





ระบบยั่งยืนถ้าคนไทยมีความรับผิดชอบ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ม.ค. 2561 05:20

คุณหมอเมธี วงศ์ศิริสุวรรณ หมอผ่าตัดสมองและกรรมการแพทยสภา ได้มาอธิบายความเป็นจริงของระบบสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศญี่ปุ่น ท่ามกลางกระแสร้อนแรงของ “ก้าวคนละก้าว” โดยคุณตูน ที่บังเอิญสอดรับกับกระแสเรียกร้องให้มีการเร่งปฏิรูประบบสาธารณสุขไทย เพื่อให้รอดพ้นจากปากเหวแห่งความหายนะ จากตัวเลขที่บิดเบือนไม่ได้ว่า โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมกับระบบประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังอยู่ในฐานะล้มละลายหรือใกล้ล้มละลาย ซึ่งจะส่งผลร้ายต่ออนาคตของลูกหลานเราเอง

หากนับย้อนไปเมื่อสองสามปีก่อนในช่วงของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนระดับนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีใดๆ ออกมายอมรับความจริงอันน่าเจ็บปวดเช่นนี้ รัฐบาลในยุคปฏิรูปนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุขขึ้น และโจทย์หนึ่งที่เป็นหัวข้อการปฏิรูปคือ “ทำอย่างไรระบบหลักประกันสุขภาพจึงจะมีคุณภาพและยั่งยืนไปพร้อมๆกันได้” ก่อนที่จะไปดูว่าทำอย่างไรระบบหลักประกันสุขภาพไทยจะก้าวไปสู่จุดที่ต้องการได้ ลองไปดูหนึ่งในระบบประกันสุขภาพของเพื่อนบ้านที่ประสบกับความสำเร็จแล้วกับการทำให้ระบบยั่งยืนและมีคุณภาพพร้อมที่จะส่งมอบต่อไปยังลูกหลานและตัวเองเมื่อเข้าสู่วัยชรา

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง มีปัจจัยอะไรหลายอย่างที่คล้ายกับประเทศไทย ทั้งขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร ก่อนหน้านี้ก็เคยใช้ระบบแบบเดียวกับที่ไทยทำอยู่แต่สุดท้ายต้องยอมรับความจริงว่าไปไม่รอด และส่งผลเสียต่อระบบในระยะยาว จึงเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2504 โดยรัฐมีนโยบายชัดเจนว่า “คนญี่ปุ่นต้องมีความรับผิดชอบต่อการรักษาพยาบาลทั้งทางตรงและทางอ้อม ในขณะที่รัฐบาลก็จะไม่ทอดทิ้งคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จริงๆ” เริ่มแรกนั้นมีการเปิดกว้างการรักษาโดยไม่จำกัดสถานพยาบาล ไม่จำเป็นต้องผ่านการส่งต่อเป็นระดับ แต่สุดท้ายพบว่าทำให้มีการใช้เกินความจำเป็น และในขณะเดียวกันก็ทำให้รัฐต้องรับภาระมากโดยไม่จำเป็น อันจะเป็นผลเสียต่อระบบการเงินการคลังของชาติโดยส่วนรวม ในที่สุดจึงได้มีการปฏิรูปให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แม้ว่าในระยะแรกมีกระแสไม่เห็นด้วยและก่อให้เกิดความไม่เสถียรภาพต่อรัฐบาลในขณะนั้น แต่เมื่อเอาตัวเลขและข้อเท็จจริงมาชี้แจง ที่สุดสภาไดเอะก็ยอมผ่านกฎหมายให้กับรัฐบาลเพื่อปฏิรูประบบครั้งใหญ่เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ

พลเมืองญี่ปุ่นทุกคนที่ทำงานและมีรายได้ต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคม โดยร่วมจ่ายเบี้ยประกัน (คิดเป็น 50% ของทั้งหมด) ส่วนที่เหลือคือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ไม่ได้ทำงานเพราะเกษียณหรือตกงานหรือเป็นเด็ก รัฐจึงจะเข้าไปช่วยเหลือด้วยงบภาษีอากร (พูดง่ายๆ คือรัฐจะช่วยเฉพาะคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้จริงๆเท่านั้น โดยไม่มีการสร้างวาทกรรมในทำนองดูถูกคนจน สองมาตรฐาน หรืออุดมการณ์ในโลกเสมือนจริงมาบิดเบือนข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์)

การส่งเบี้ยประกันในวัยทำงาน ไปยังระบบประกันสังคมแห่งชาติ (National Health Insurance หรือ Kokuho) ก็ยังไม่ได้ทำให้ได้รับการรักษาฟรีๆทั้งหมดแบบบ้านเรา แต่รัฐจะให้ส่วนลดค่ารักษาพยาบาลตามอัตราที่กำหนดไว้ (ถ้าเบี้ยวการส่ง แล้วเจ็บป่วย นอกจากจะโดนปรับย้อนหลังแล้วยังต้องจ่ายค่ารักษาเต็มจำนวน ซึ่งหมายถึงหายนะทางการเงินจะตามมา!!) เหตุเพราะค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลในสังคมผู้สูงอายุสูงมากเมื่อเทียบกับภาษีที่จัดเก็บได้ (ญี่ปุ่นจัดเก็บภาษีได้มีประสิทธิภาพกว่าไทยมากๆ) ทำให้ผู้ป่วยยังต้องร่วมรับผิดชอบเมื่อเจ็บป่วยอีกด้วย อาทิ ต้องไปเริ่มที่คลินิกปฐมภูมิ และหากจะมา รพ.ต้องมีใบส่งตัวเสมอ หรือหากไม่เอาใบส่งตัวก็ต้องเป็นกรณีฉุกเฉินจริงๆ โดย รพ.จะส่งรถพยาบาลไปรับถึงบ้านเอง (แต่หากมาถึง รพ.แล้วพบว่าไม่ฉุกเฉิน อาจถูกสั่งให้กลับบ้านหรือไม่ก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในอัตราที่สูงกว่าปกติมาก)

ส่วนกรณีที่รับการรักษาแล้วนั้น ผู้ป่วยนอกยังต้องรับผิดชอบ 20% และอีก 30% สำหรับผู้ป่วยใน (แต่ไม่เกินหนึ่งล้านเยน) โดยที่เหลือรัฐจะรับผิดชอบให้กับ รพ.แทน นอกเหนือจากเจ็บป่วยแล้วรัฐยังมีมาตรการลดค่ารักษาพยาบาลด้วยการบังคับให้ไปตรวจร่างกายตามรอบที่มีจดหมายเตือนไปถึงบ้าน

ด้วยวิธีนี้ได้ประโยชน์หลายอย่างคือ
(1) ผู้ป่วยพยายามดูแลตัวเองอย่างถึงที่สุดก่อนที่จะไป รพ. เพราะไม่อยากเสียเงินเพิ่มอีก ที่สำคัญบางโรคบางภาวะ แม้จะจ่ายเบี้ยไปแล้ว รัฐก็จะไม่ร่วมรับผิดชอบ เช่น โรคที่เกิดจากพิษสุราบางอย่าง

(2) ผู้ป่วยตระหนักดีว่าการนอน รพ.มีค่าใช้จ่ายมากกว่าการรับยาแล้วกลับบ้าน ทำให้ไม่อยากนอนถ้าไม่จำเป็น และอยากกลับบ้านเร็วๆ ผลคือทำให้อัตราการครองเตียงไม่สูงเกินเหตุ รพ.เองก็มีเตียงมากพอที่จะรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องนอน รพ. โดยไม่ต้องไปพยายามสร้างตึกเพิ่มทุกๆปีแบบในไทย

(3) ผู้ป่วยพยายามไม่ขอยาหรือเรียกร้องให้มีการตรวจรักษาโดยจำเป็นอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะตนเองต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบทุกรายการที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีการใช้ทรัพยากรการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ

(4) การที่รัฐต้องเข้ามารับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ 70-80% ทำให้รัฐจำเป็นต้องออกมาตรการเพื่อคุมค่ารักษาพยาบาลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลรัฐหรือเอกชน ซึ่งทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อระบบและไม่เกิดสถานการณ์สองมาตรฐาน (ยาที่ญี่ปุ่นเป็นยาต้นแบบทั้งหมดเพื่อความมั่นใจในคุณภาพการรักษา)

(5) รพ.ไม่ประสบปัญหาขาดทุน เพราะค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด รพ.จะได้คืน (ส่วนหนึ่งจากผู้ป่วยและที่เหลือจากรัฐบาล) ประเด็นนี้เป็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับสถานพยาบาลในไทย เพราะที่ผ่านมา สปสช. นอกจากจะไม่จ่ายค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริงเต็มจำนวนแล้ว ยังมีการชักดาบ รพ.ดื้อๆด้วยสารพัดข้ออ้าง ที่หนักยิ่งกว่าคือการเรียกเงินคืน หรือการสั่งให้สถานพยาบาล หรือแม้แต่แพทย์พยาบาลต้องออกค่ารักษาแทนคนไข้!!!

ผลคือ รพ.ไทยยิ่งรักษายิ่งขาดทุน คุณภาพการรักษาตกต่ำ ตามมาด้วยการฟ้องร้องต่อบุคลากรทั้งๆที่ไม่ได้เป็นต้นเหตุโดยตรง แถม สปสช.ยังอ้างเป็นเหตุให้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือตามมาตรา 41 โดยโยนความผิดมาที่ รพ. หรือแม้แต่อ้างว่าไม่ต้องพิสูจน์ผิดถูกทั้งๆ ที่กฎหมายเขียนว่าให้พิสูจน์ ซึ่งประเด็นนี้น่าจะเป็นจุดตายที่ทำให้ใครบางคนใน สปสช. อาจต้องโทษอาญาและทางแพ่งด้วยการต้องใช้เงินคืนรัฐ เหตุเพราะ สปสช.ทำผิดกฎหมาย ม. 41 เสียเอง

(6) โรงพยาบาลจะจัดให้มีแพทย์เฉพาะทางในบางวันเท่านั้น เพื่อให้แพทย์มีเวลาไปพัฒนางานในสาขาของตนเอง ในขณะเดียวกันก็บังคับให้กระจายผู้ป่วยที่ไม่มีความจำเป็นต้องมาใน รพ.ใหญ่ๆออกไปยัง รพ.ปฐมภูมิ เราจึงจะไม่เห็นภาพความแออัดที่เป็นบ่อเกิดของความไม่พอใจ และยังเป็นต้นเหตุการกระจายของโรค แบบที่เห็นในเมืองไทย.....เราจึงไม่เห็นภาพของการขอเรี่ยไร การทอดกฐิน การขอความช่วยเหลือจากพระสงฆ์องค์เจ้า เพื่อสร้างตึกหรือซื้อเครื่องมือแพทย์แบบที่เมืองไทยมีกันเกลื่อนจนน่าจะโอน รพ.ในสังกัดสาธารณสุขไปให้กรมการศาสนา

จะเห็นได้ว่า ญี่ปุ่น (และอีกแทบทุกประเทศที่คนในชาติมีการศึกษาที่ดี มีการตระหนักรู้ในหน้าที่พร้อมๆกับสิทธิ เป็นประเทศที่เน้นย้ำความสำคัญของระบบสุขภาพที่ต้อง “ยั่งยืนและมีคุณภาพสูง” ไปพร้อมๆกัน ระบบถูกออกแบบให้สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง ภายใต้ความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชาติที่มีกำลัง และสะท้อนแนวคิดว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ทุกสิ่งมีราคาที่ต้องจ่าย อยู่ที่ใครจะต้องจ่าย

ของดีราคาถูกไม่มีในโลก ระบบที่ดีไม่ใช่ได้มาด้วยวาทกรรมสวยหรู หรือ Hate speech ที่บั่นทอนคนทำงาน เพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือสร้างภาพให้ดูดี ทรัพยากรสาธารณสุขไม่ใช่ของใคร ทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันดูแลและต้องไม่ทำร้ายระบบด้วยการเอาแต่ใจตนเองแบบที่เห็นกันในบ้านเราแล้วไปออกแนวดราม่าบนโลกโซเชียลให้เด็กๆเขาดูถูกว่าเป็น “มนุษย์ป้า”.

หมอดื้อ
https://www.thairath.co.th/content/1182213

................

แผนที่(mapping)การค้างจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน(P4P) และเงินบำรุง(คงเหลือ)
« เมื่อ: 08 เมษายน 2017, 19:54:53
https://www.thaihospital.org/board2/index.php?topic=28342.0






การค้างจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน(P4P)
* บางจังหวัดมีโรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไปฯมากกว่าหนึ่งแห่ง เอาโรงพยาบาลที่ค้างจ่ายมากทีสุดเป็นตัวแทนจังหวัดนั้น

โรงพยาบาลที่ค้างจ่ายตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป

โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี (31 เดือน)                                         
โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่17 จังหวัดสุพรรณบุรี (29 เดือน)                                                          
โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี (29 เดือน)                                                            
โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต   (28 เดือน)                                        
โรงพยาบาลกระบี่ (25 เดือน)                                                                              
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว (24 เดือน)                                              
โรงพยาบาลบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี (24 เดือน)      

โรงพยาบาลขอนแก่น จ่ายเพียง 50%
โรงพยาบาลสกลนคร จ่ายประมาณ 25%

รายละเอียดการค้างจ่าย ตามลิงค์
https://www.thaihospital.org/board/index.php?topic=27966.0
.................................................................................................

ข้อมูลเงินบำรุงคงเหลือ(หักหนี้แล้ว) 896 โรงพยาบาล
สีแดงเป็นลบ
สีขาวเป็นบวก

************************************




 

Create Date : 21 มกราคม 2561   
Last Update : 21 มกราคม 2561 13:36:10 น.   
Counter : 305 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

นายกสมาคมรพ.เอกชน แจง รพ.เอกชน ทยอยออกจากประกันสังคม-บัตรทอง เหตุเงินน้อย ต่ำกว่าต้นทุน ...



"ที่จริงงานของประชาชน ของภาครัฐนั้นรพ.เอกชนยินดีให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ให้ควักเงินในกระเป๋าไปบริจาค อย่างน้อยก็ให้ได้เท่าต้นทุน "
ซึ่งต้นทุนหลักๆ กว่าร้อยละ 60 คือค่าแรงของแพทย์ พยาบาล เป็นต้น แล้วยังมีค่ายา ค่าเครื่องมือแพทย์ด้วย  ยกตัวอย่างโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาทุกที่ดีทุกสิทธิ (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) จ่ายร้อยละ 23-35 ของค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนชัดเจน "

นายกสมาคมรพ.เอกชน แจง รพ.เอกชน ทยอยออกจากประกันสังคม-บัตรทอง เหตุเงินน้อย ต่ำกว่าต้นทุน
https://www.dailynews.co.th/politics/599519
พุธที่ 20 กันยายน 2560 เวลา 15.50 น.

จากกรณีที่ที่ผ่านมามีรพ.เอกชนหลายแห่งทยอยออกจากระบบประกันสังคม ซึ่งนพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานกองทุนประกันสังคม (สปส.) ได้มีการชี้แจงว่าในแต่ละปีมีรพ.ทยอยเข้า-ออก จากการเป็นสถานบริการสำหรับผู้ประกันตนมาตลอด เป็นเรื่องปกติ และจำนวนรพ.ก็ปกติ ไม่กระทบกับผู้ประกันตน ส่วนกรณีการรักษาผู้ป่วยระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในการดูแลของรพ.รัฐ ทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่จะมีผู้ป่วยบางส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในการดูแลของรพ.เอกชน และเมื่อประมาณเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รพ.มเหสักข์ ก็ได้ออกจากระบบการเป็นสถานพยาบาลดูแลผู้ป่วยบัตรทอง ขณะที่ รพ.แพทย์ปัญญา ,รพ.บางนา 1 ,รพ.กล้วยน้ำไท และรพ.วิภารามปากเกร็ด ไม่ขอเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อผู้ป่วยบัตรทอง ซึ่งผู้บริหาร สปสช.ก็ได้ออกมาชี้แจงว่ารพ.มเหสักข์มีการปรับปรุงรพ.ใหม่ ส่วนรพ.อื่นยอมรับว่าสาเหตุหนึ่งมาจากปัญหาเงินน้อย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช นายกสมาคม รพ.เอกชน กล่าวถึงความร่วมมือของรพ.เอกชนในการดูแลผู้ป่วยในระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ว่า ที่ผ่านมาทางรพ.เอกชนให้ความร่วมมือในการดูแลผู้ป่วยของ 2 ระบบนี้มาตลอด แต่ระบบที่ไม่ดูแลเขาอย่างเสมอภาค  ให้เงินน้อยต่ำกว่าต้นทุนก็อยู่ได้ไม่นาน บังคับให้มีมาตรฐานสูงกว่ารพ.รัฐก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อไหร่ที่ทำให้ผิดธรรมชาติก็อยู่ไม่ได้ อย่างผู้ป่วยไปรพ.ภาครัฐนอกเวลานั้นสามารถเก็บเงินเพิ่มได้ แต่ไม่ให้เอกชนเก็บแบบนี้ก็เป็นไปได้อย่างไร ที่ผ่านมา ให้ต่ำกว่าต้นทุน ซึ่งบางอย่างรพ.ก็ยังทนอยู่เพราะเป็นอาชีพของเขา อาจจะไปแก้ปัญหาโดยการลดต้นทุนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องตรงไปตรงมา แต่เมื่อไหร่ที่กระทบต้นทุนมากๆ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะไม่สามารถเอารายได้จากคนไข้เงินสดมาจ่ายให้กับคนไข้กองทุนได้

นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการสะท้อนปัญหาให้กับผู้บริหารกองทุนบ่อยเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม วันนี้ (20 ก.ย.) จะมีการหารือกันของคณะกรรมาธิการสาธารณสุข (กมธ.) ซึ่งจะมีวาระเรื่องนี้เหมือนกัน ที่จริงงานของประชาชน ของภาครัฐนั้นรพ.เอกชนยินดีให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ให้ควักเงินในกระเป๋าไปบริจาค อย่างน้อยก็ให้ได้เท่าต้นทุน ซึ่งต้นทุนหลักๆ กว่าร้อยละ 60 คือค่าแรงของแพทย์ พยาบาล เป็นต้น แล้วยังมีค่ายา ค่าเครื่องมือแพทย์ด้วยยกตัวอย่างโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาทุกที่ดีทุกสิทธิ (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) จ่ายร้อยละ 23-35 ของค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนชัดเจน

เมื่อถามว่าขณะนี้ มีสัญญาณว่ารพ.เอกชนจะออกจากประกันสังคมมากน้อยแค่ไหน นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าวว่า หากไม่มีการแก้อะไรก็น่าห่วง อย่างตอนนี้ประกันสังคมมีการแก้ไขปัญหาด้วยการเพิ่มเงิน แต่ก็ไปหักค่าการรักษาคุณภาพรพ.ออก 40-80 บาท ต่อ 1 ประชากรผู้ประกันตน แสดงว่าต่อไปการรักษาของรพ.เอกชนไม่ต้องมีคุณภาพก็ได้ ความหมายคืออย่างนั้นหรือไม่ ถ้ารพ.ไหนมีผู้ประกันตน 1 แสนคน ก็ถูกหักออกไป 4-8 ล้านบาท ส่วนรพ.ต้นทุนหายไป ต้องทำอย่างไร ก็ต้องลดคุณภาพหรือไม่ ตรงไปตรงมา คือตอนนี้รพ.ก็ต้องปรับตัว.

................................

รพ.เอกชน โวย"ขาดทุน" จากนโยบายรัฐ "รักษาฉุกเฉิน" : นันท์ชนก วงษ์สมุทร์ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=28-06-2017&group=15&gblog=79

โรงพยาบาลเอกชน"แพง" .. ข้อมูลที่ยังไม่รู้ หรือว่า แกล้งไม่รู้ ? ( ฟังความอีกข้าง ^_^ ) https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-06-2015&group=7&gblog=190

infographic 9ข้อควรรู้เรื่องเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=06-06-2017&group=7&gblog=216

เจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวนโยบายดี แต่การปฏิบัติล้มเหลว ? ... https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=14-10-2014&group=7&gblog=185

เจ็บป่วยฉุกเฉินเมื่อนโยบายยังไม่ชัด ต้องคิดก่อนเข้า : นพ.ธีระ วรธนารัตน์ https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=21-02-2017&group=7&gblog=212







 

Create Date : 05 ตุลาคม 2560   
Last Update : 5 ตุลาคม 2560 14:09:11 น.   
Counter : 560 Pageviews.  

สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดกับการรักษาพยาบาลไทย : Somsak Tiamkao






Somsak Tiamkao
15 กันยายน เวลา 13:23 น. ·

https://www.facebook.com/somsak.tiamkao/posts/1464952776959600

สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดกับการรักษาพยาบาลไทย

ผมเรียนแพทย์ตั้งแต่ปี 2527 จบทำงานในปี 2533 ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ผมเริ่มทำงานในฐานะแพทย์ใช้ทุน จนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรม และระบบประสาท ทำงานทั้งในบทบาทแพทย์ผู้ให้การรักษา อาจารย์แพทย์สอนนักศึกษาแพทย์ แพทย์ฝึกอบรมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมและประสาทวิทยา แต่ละสัปดาห์ผมเองได้ตรวจคนไข้มากกว่า 300 คน ผมพบความเปลี่ยนแปลงมาตลอดเกือบ 30 ปีมานี้ โดยฌพาะช่วง 5 ปีหลังมานี้ ถามว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเกิด ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เราคงมีความสุขถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งที่นำมาสู่ความเจริญ ความสุข คุณภาพชีวิตที่ดี แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลตรงกันข้ามกับข้างต้น เราก็คงไม่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผมลองมองย้อนไปในอดีต และลองคาดการณ์ไปในอนาคตว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นกับการรักษาพยาบาลคนไข้ในประเทศไทยของเรา

1. ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจะสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งค่าตรวจรักษา ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะการส่งตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ ตรวจเลือด เอกซเรย์ต่างๆ จะมีค่าใช้จ่ายมากมาย เพราะมีเทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น เพื่อให้ได้การวินิจฉัยโรคที่แน่นอน ค่ายาก็จะแพงสูงขึ้น เพราะยาจะมีการออกฤทธิ์ที่จำเพาะ ทำให้ผลการรักษาดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดก็ดูว่าน่าจะดี แต่ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นนั้นมันสูงมากกว่าเศรษฐานะในภาพรวมของประเทศ ที่จะทำให้คนไทยทุกคนได้รับการรักษาดังกล่าวเทียบเท่ากัน

2. การบริหาร 3 กองทุนด้านสุขภาพ คือ ส่วนของข้าราชการ ประกันสังคม และ สปสช. นั้นจะมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะคนในสังคมตอนนี้รู้แต่ว่าเรามีสิ่งที่ต้องการอะไร รู้ว่าเราต้องมีสิทธิ์ได้รับอะไร ทำให้เกิดการเรียกร้องความยุติธรรมว่า ฉันต้องได้ แต่ความเหมาะสมหรือความเป็นจริงในประเทศของเรานั้นกลับไม่ได้มีการพูดถึงอย่างจริงจัง

3. โรงพยาบาล สถานพยาบาลของรัฐจะมีผู้ป่วยเข้ามารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะศักยภาพ และการเข้าถึงที่มากขึ้น การบริการที่ดีมากขึ้น ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อภาพรวมของระบบสุขภาพไทย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ความคาดหวังของคนในสังคมไทยที่มีความต้องการการรักษาที่ดี รวดเร็ว สะดวกสบาย ไม่รอนาน พูดจาไพเราะ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าโรงพยาบาลของรัฐนั้นมีผู้มาใช้บริการในแต่ละวันมากมาย เจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานกันอย่างหนักเกินความเหมาะสม อาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการบริการได้

4. การร้องเรียน ฟ้องร้องจะมีมากขึ้น เกิดจากความคาดหวังในผลการรักษาที่มีสูงว่า แพทย์ต้องรักษาให้หาย ถ้าหายก็เสมอตัว ไม่หายคือผิดพลาด ตายคือความผิดขั้นร้ายแรง ร่วมกับปัญหาการสื่อสาร การส่งต่อข้อมูลในโลกออนไลน์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะยิ่งทำให้การตรวจรักษาเป็นไปด้วยความยากลำบาก แพทย์จะต้องส่งตรวจเพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันความผิดพลาด เช่น การวินิจฉัยไส้ติ่งก็ต้องตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง ปวดหัวก็ต้องเอกซเรย์หรือเอ็มอาร์ไอสมอง เป็นต้น

5. เมื่อมีการฟ้องร้องมากขึ้น แพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐก็จะขาดแคลน เพราะมีการลาออกมากขึ้น แพทย์ก็จะไปฝึกอบรมเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น อาจส่งผลให้ขาดแคลนแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป รวมทั้งแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวด้วย

6. ประชาชนจะมีความต้องการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่มั่นใจในแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ตรงนี้เองก็จะทำให้เกิดปัญหาในการรักษาพยาบาล ผู้ป่วยต้องการให้โรงพยาบาลส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลทั้งทางตรงและอ้อมก็สูงขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาการแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ การบริการในโรงพยาบาลขนาดเล็กอาจไม่มีผู้มารับบริการ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียด้านการลงทุนของโรงพยาบาลชุมชน หรืออาจต้องปิดโรงพยาบาลขนาดเล็กเลยก็ได้

7. ประชาชนจะมีการสืบค้นข้อมูลด้านสุขภาพมาก่อนที่จะพบแพทย์ ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในมุมหนึ่งคือข้อมูลที่ประชาชนสืบค้นมานั้น ประชาชนเข้าใจไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดการดูแลตนเองไม่ถูก หรือเกิดปัญหาด้านการสื่อสารกับแพทย์ ว่าสิ่งที่แพทย์อธิบายนั้นไม่ตรงกับข้อมูลที่ได้มา หรือต้องการการตรวจเพิ่มเติมมากขึ้น ต้องการการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

8. การพัฒนาด้านการรักษาพยาบาลระดับสูงจะทำได้น้อยมาก เพราะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณการรักษา อาจทำได้เฉพาะโรงเรียนแพทย์ในส่วนกลางเท่านั้น ที่มีงบประมาณ รายได้จากหลายทางมาช่วย ส่วนโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์จะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณมากขึ้น

9. สุดท้ายก็คงต้องมีการร่วมจ่ายในการรักษาพยาบาลแน่นอน ซึ่งก็คงจะมีการขัดแย้งกันในสังคม แต่ละกลุ่มก็จะมีเหตุผลสนับสนุน ขัดค้าน ไม่เห็นด้วย ถ้าไม่สามารถหาข้อสรุปที่ดีได้ ระบบสุขภาพไทยก็ต้องเวลาปฏิวัติครั้งใหญ่ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีส่วนรับรู้ความจริง ยอมรับความจริง และร่วมกันรับผิดชอบ มิใช่ให้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบ โดยประชาชนเป็นผู้เรียกร้องทุกอย่างที่คิดว่าตนเองควรต้องได้จากรัฐ

สิ่งที่ผมคาดการณ์นั้นอาจจะถูกหรือไม่นั้น ผมไม่กังวลใจ เพราะใจจริงก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย ผมอยากเพียงฝากข้อคิดไว้ว่า เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของคนไทยทั่วทั้งประเทศ เราควรรับผิดชอบร่วมกันครับ แล้วสิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับระบบสุขภาพไทย

...........................................

ความจริงที่เกี่ยวกับระบบการบริการด้านสุขภาพของประเทศไทย.. พญ. เชิดชู //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-11-2009&group=7&gblog=39

ตัวอย่างปัญหาประกันสังคม .. โรงพยาบาลเอกชน และ ความต้องการของผู้ป่วย ??? //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=02-01-2010&group=29&gblog=33

"ปรับระบบการเงิน"ก่อนเจ๊งพากันทั้งกระทรวงสาธารณสุข...จาก คมชัดลึก //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=16-10-2010&group=29&gblog=30

ทีดีอาร์ไอ :ระบบประกันสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและเท่าทียมของไทยในอนาคต (ความแตกต่างของ ๓กองทุนสุขภาพ) //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-03-2013&group=29&gblog=22

ฝันร้ายในระบบบริการสุขภาพไทย.. นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล ( สิงหาคม ๒๕๕๗ ) //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=11-06-2015&group=29&gblog=20

ปัญหาสาธารณสุขไทยความจริงของ “แพทย์ไทย” กับอนาคตไร้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-11-2012&group=7&gblog=169

รีบเกินไปพาวินิจฉัยโรคพลาดผละจาก ‘งานยุ่ง’ เพื่อที่จะมี ‘เวลาคิด’ //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-09-2016&group=7&gblog=203




 

Create Date : 18 กันยายน 2560   
Last Update : 18 กันยายน 2560 14:03:08 น.   
Counter : 458 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

BlogGang Popular Award#14


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 739 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]