Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

เลิกพูดเกินความเป็นจริงว่า 30 บาทรักษาได้ทุกโรคและเลิกใช้คำว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า



เลิกพูดเกินความเป็นจริงว่า 30 บาทรักษาได้ทุกโรคและเลิกใช้คำว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

โดย อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


8 มิถุนายน 2560 07:17 น.

https://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9600000058325
เลิกพูดเกินความเป็นจริงว่า 30 บาทรักษาได้ทุกโรคและเลิกใช้คำว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
       สาขา Business Analytics and Intelligence และวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
       คณะสถิติประยุกต์
       ผู้อำนวยการศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


       30 บาทรักษาได้ทุกโรค เป็นคำพูดที่เกินความเป็นจริง ในโลกนี้มีโรคมากมายที่หมอเทวดาก็ยังรักษาไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นคำพูดที่เกินเลยความเป็นจริง ในขณะที่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ไม่ได้รักษาอะไรได้ทุกอย่างถ้วนหน้าเช่นกัน ในโลกนี้มีโรคอะไรที่รักษาไม่ได้อีกมากมาย ยิ่ง สปสช. กำหนดแนวทางในการจ่ายเงินแบบไม่ต้องรับผิดชอบอะไร โดยเฉพาะการกำหนดจ่ายเงินเฉพาะเพียงบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ยาในบัญชียาหลักของชาติจะรักษาได้ถ้วนหน้าหรือรักษาได้ทุกโรค

       กติกา ของ สปสช. มีว่า หากผู้ป่วยต้องการรักษาด้วยยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ (ซึ่งหลายครั้งก็มีความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของชีวิต หรือ คุณภาพชีวิต เช่น ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ไม่สามารถรักษาโรคได้ทุกโรค และลางเนื้อชอบลางยา ผู้ป่วยบางคนอาจจะแพ้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ) หรือในบางกรณีผู้ป่วยเรียกร้องโดยไม่มีความจำเป็นก็มี

       ถ้าผู้ป่วยร้องขอใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ให้ผู้ป่วยรับผิดชอบเอง

       ในกรณีที่ไม่มีความจำเป็นแต่แพทย์ยืนยันใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ หน่วยบริการที่รักษา (โรงพยาบาล) รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

       ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ให้ประสานงานหน่วยบริการตามสิทธิ (คือ สปสช.) หาก สปสช. ไม่จ่ายก็เป็นว่าโรงพยาบาลต้องจ่ายเอง แต่ว่าเงินหลวงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ โรงพยาบาลก็ต้องจ่ายแล้วจะไปไล่บี้หักเงินเดือนหรือเก็บเงินจากแพทย์ผู้รักษาก็ว่ากันไป

       ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติและ สปสช. ยอมจ่ายให้โรงพยาบาลก็เป็นอันว่ายุติ

       ปัญหาคือผู้ป่วยบางคนเป็น “งูเห่า” และแพทย์บางคนก็กลายเป็น “ชาวนา” เช่น ในตอนแรกแพทย์วินิจฉัยว่าจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ และโน้มน้าวจนผู้ป่วยยอมจ่ายเองแล้ว ผู้ป่วยกลับไปฟ้อง สปสช. ซึ่งสปสช. ก็ใช้หลักการตามแผนภาพด้านล่างนี้ ทำให้วินิจฉัยมาว่า ให้โรงพยาบาลจ่ายยานอกบัญชียาหลักให้ผู้ป่วย พอเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น โรงพยาบาลก็ขาดทุนมากขึ้นจนไม่ไหว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ถอดยานอกบัญชียาหลักออกไปจากโรงพยาบาลจนหมด เป็นเช่นนี้หลายแห่ง และหมอที่รักษาก็ไม่กล้าจ่ายยานอกบัญชียาหลักและไม่มียาจะให้จ่ายรักษา และไม่กล้าบอกคนไข้ด้วยว่าหากจะรักษาให้รอดตายหรือหายต้องร่วมจ่ายเพราะกลัวจะเป็นชาวนากับงูเห่าดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

เลิกพูดเกินความเป็นจริงว่า 30 บาทรักษาได้ทุกโรคและเลิกใช้คำว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
       ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แห่งคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้แสดงความเห็นว่า

กราบเรียน ท่านนายก และ คสช ต้องให้ สปสช ประกาศ ให้ประชาชนทราบทั่วกันว่า:
       ยาจะให้แก่คนป่วยได้ เท่าที่ สปสช. กำหนด เท่านั้น และเป็นไปตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่มีราชวิทยาลัยให้ความเห็น
       เพราะฉะนั้น สปสช. ต้องแจงให้คนป่วยทราบว่าได้เท่านั้นจริงๆ
       กรุณาอย่าให้คนรักษาบอก เพราะต้องใจเหี้ยมหาญจริงๆ เวลาเผชิญกับคนป่วยหนัก ที่ต้องใช้ยาอื่นๆ
       แต่ให้ไปแล้ว เบิก สปสช. ไม่ได้ สปสช. ส่งกลับมาให้ รพ. จ่าย รพ. เลยให้คนไข้ต้องจ่าย คนไข้ไม่มี แต่เห็นว่าเป็นสิทธิที่ควรจะได้ เพราะรัฐบาลบอกว่าได้ เลยเกิดปัญหา
       ควรต้องแจงงบ ที่มี ปัญหาหมักหมม ให้คนไทยทราบ ว่า 'แย่แล้วนะ' และเปลี่ยนระบบจัดการ และระบบป้องกัน และรักษาใหม่


       คุณหมอ Trin Sudprasert แสดงความเห็นว่า

อ่านๆ มาถึงทำให้รู้ว่า ยังมีคนอีกมากที่ไม่เข้าใจระบบ คือ สปสช.ให้ยาและการรักษาทุกอย่าง ไม่ว่าในหรือนอกบัญชียาหลัก ที่แพทย์คิดว่าจำเป็น โดยที่มีงบประมาณให้แบบตายตัว คือได้เท่านี้ รักษามากน้อย ก็ได้เท่านี้
       สำหรับยา ราคาแพงในบัญชี จ.2 เลือกจ่ายเงิน เฉพาะยาในบัญชีหลัก ที่สั่งตรงตามข้อบ่งชี้ ของ สปสช.เท่านั้น และห้าม รพ.เรียกเก็บเงินกับ ผู้ป่วยทุกกรณี แปลว่า
       - ใช้ยาไรก็ได้ รักษาไงก็ได้ แต่ก็รับสภาพไป ถ้าใช้ของแพง
       - ยาจ.2 แม้ใช้ตามหลักฐานทางการแพทย์ แต่ไม่ตรงกฎสปสช. แม้แต่น้อย ก็ไม่จ่าย แม้ว่าจะอยู่ใน guideline ทั่วโลกก็ตาม
       - และ ห้ามเรียกเก็บกับผู้ป่วย ไม่ว่าจะนอกบัญชี ไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะรวยขนาดไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเต็มใจจ่ายก็ตาม ไม่มีระเบียบเป็นตัวหนังสือ แต่ฟ้องร้องทีไร รพ.แพ้ทุกที โดนให้จ่ายคืนคนไข้ทุกที
       คุยสิบอกสิ บอกล่วงหน้าแน่นอน กลัวว่าคนไข้จะ มาฟ้องเอาคืน เพราะถ้าฟ้องรพ. รพ.ย่อมไม่ยอมจ่ายครั้งต่อไป โดยบังคับหมอ ไม่ให้รักษาในกรณีแบบนี้อีก
       สิ่งที่ตามมา ... หมอก็จะปรับตัว เจอเคสแบบนี้ แม้จะมียาใน รพ. แต่รู้แล้วว่าสั่งไปอาจเกิดปัญหา แม้คนไข้จะขอซื้อ แต่สุดท้ายอาจมาขอเงินคืนก็ได้ เบี่ยงไป โดยการไม่สั่งใช้ นานๆเข้า ยาหรือหัตถการนั้น ก็จะหายไปจากประเทศ เหลือให้แต่ข้าราชการใช้ มันไม่คุ้ม ถึงวันที่อยากจะได้อยากจะใช้ ...... มันคงไม่เหลือแล้ว
       สรุป ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติในโรงพยาบาลรัฐ ตามนี้ครับ... ถ้าคนไข้ไม่ยอมจ่าย ตั้งแต่ตอนแรก หรือ ได้รับยาแล้วเปลี่ยนใจไม่ยอมจ่ายทีหลัง โรงพยาบาลต้นสังกัดต้องรับผิดชอบ (เป็นหมอ จะไม่รู้กฏหมายไม่ได้)
       แจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน...สวัสดี


       ตกลง สามสิบบาทรักษาได้เท่าที่สปสช จ่ายเงินตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ไม่ได้รักษาได้ถ้วนหน้าและทุกโรคอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อแต่อย่างใด และการกระทำเช่นนี้กำลังทำให้ผู้ป่วยบัตรทองมีคุณภาพการรักษาที่แย่ เพราะแม้แพทย์จะทราบว่าผู้ป่วยมีฐานะพอที่จะร่วมจ่ายเพื่อให้ได้ยาที่จำเป็นในการรักษาก็ไม่อาจจะทำได้ เพราะอาจจะต้องควักเงินเองในภายหลัง แล้วแพทย์เองจะมีกำลังควักเงินตัวเองหรือแม้แต่โรงพยาบาลที่ขาดทุนไปแล้วเพราะจ่ายยาแล้วเบิกไม่ได้จะทำเช่นไร จดหมายของ สปสช. ที่เวียนไปหาสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศยืนยันการกระทำของ สปสช. ตามนี้

เลิกพูดเกินความเป็นจริงว่า 30 บาทรักษาได้ทุกโรคและเลิกใช้คำว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
       การใช้คำพูดแบบหาเสียงทางการเมืองและพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและทำให้คุณภาพการรักษาตกต่ำลง ทำให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้อย่างยากลำบาก จึงเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข จริงๆ เข้าใจความจำกัดด้านงบประมาณ แต่สปสช เองก็ไม่สมควรโฆษณาชวนเชื่อให้เกินความเป็นจริงเพื่อหาเสียงและความนิยมอย่างเดียวจนประชาชนหลงเข้าใจผิดคิดว่าตนเองมีสิทธิ์ได้ทุกสิ่งอย่างฟรีไปหมด

       ขอสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิรูปหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุขเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยอย่างเร่งด่วน


"""""""""""""""""""""""""""""""""

“น้ำลดตอผุด”: ๑๕ ปีกับการรักษาฟรีทั่วหล้า +ข้อมูลประกอบการติดตามข่าวการแก้ไข พรบ.หลักประกันสุขภาพ

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=16-07-2017&group=7&gblog=218

ความจริงที่เกี่ยวกับระบบการบริการด้านสุขภาพของประเทศไทย.. พญ. เชิดชู

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-11-2009&group=7&gblog=39

มหันตภัย 30 บาทรักษาทุกโรค : ภัยของบุคลากรสาธารณสุข... พญ.เชิดชู เขียนไว้ 2555

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=27-07-2017&group=7&gblog=220

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง บัตรสามสิบบาท ฯลฯ) หาข้อมูลก่อนแสดงความเห็น บ้างก็ดีนะครับ

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=13-07-2014&group=7&gblog=182

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหลักการดีแต่ต้องรีบ“ปฏิรูปวิธีดำเนินการ”... พญ. เชิดชู

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=14-04-2009&group=7&gblog=23




Create Date : 01 สิงหาคม 2560
Last Update : 13 กันยายน 2560 12:58:08 น. 1 comments
Counter : 1942 Pageviews.  
Share to Facebook

 
ความยั่งยืนของระบบสุขภาพ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ //27 ส.ค. 2560 05:01
https://www.thairath.co.th/content/1050617


ระบบสุขภาพต้องไม่ใช่สิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่ม ของพรรคการเมือง มาหาประโยชน์ และทำให้ระบบพินาศ บทความนี้จาก ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กรรมการแพทยสภา กรรมการแพทยสมาคม นอกจากตีแผ่ความจริง ยังได้แสดงถึงการจัดการระบบอย่างที่ควรจะเป็น
ท่ามกลางการต่อต้านอย่างรุนแรงของ NGO ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนทั้งประเทศ ห้าม มิให้มีการแก้ไขระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อให้มี “ความยั่งยืนและได้มาตรฐาน” โดยอ้างว่าการเปิดให้ประชาชนที่มีกำลังสามารถมีส่วนร่วมจุนเจือระบบและช่วยเหลือผู้ยากไร้ จะเป็นการทำให้เกิด“ความไม่เสมอภาค” ในการรับการรักษา หรือพูดง่ายๆคือ NGO ต้องการให้ทุกคนในชาติได้รับการรักษาด้วยมาตรฐานต่ำสุดเท่าเทียมกันทั่วประเทศ (ซึ่งเป็นสาเหตุของการฟ้องร้องแพทย์พยาบาลอย่างหนักหน่วง) หนำซ้ำยังอ้างว่าจะทำให้คนทั้งประเทศล้มละลาย เหตุเพราะไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล (แต่ไม่แคร์ว่าสถานพยาบาลจะล้มละลายหรือไม่!!!) พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนให้รัฐไทยต้องรักษาคนต่างด้าว คนต่างชาติฟรีๆ ขอเพียงสองขายืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทย!! ระหว่างที่รอดูท่าทีของรัฐบาล เรามาลองดูประเทศเพื่อนบ้านว่าทำไมจึงมีระบบการรักษาที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืน สถานพยาบาลก็ไม่เดือดร้อน พลเมืองก็ไม่จำเป็นต้องบินมารักษาในเมืองไทยทั้งๆที่ต้องมีส่วนร่วมในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ถึงขนาดองค์การอนามัยโลกยกย่องให้เป็นตัวอย่างที่ดีในการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศ

สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับว่ามีระบบสุขภาพดีเป็นลำดับ 6 ของโลก ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายเพียง 3.9% ของ GDP!! ทำให้ประเทศมีเงินเหลือไปพัฒนาด้านอื่นโดยเฉพาะการศึกษา พลเมืองมีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุดในอาเซียน (ชาย 79 ปี หญิง 84 ปี) ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลยุคนายลี กวนยู ได้ตั้งวิสัยทัศน์และแนวทางการจัดการไว้ว่า “พลเมืองสิงคโปร์ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อสุขภาพตนเอง รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้น” โดยผ่านการรณรงค์ภายใต้แคมเปญ “Excellent Healthcare Service” ซึ่งเป็นระบบไตรภาคี คือ “รัฐบาล+นายจ้าง+ลูกจ้าง” ร่วมกันรับผิดชอบผ่าน 3 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงสาธารณสุข (MOH) ดูแลเรื่องมาตรฐาน กฎเกณฑ์ การใช้ทรัพยากร การจัดสรรแพทย์ ภาระงาน การกระจายตัวของแพทย์ในเขตต่างๆ Central Provident Fund (CPF) ดูแลแผนการออมในระบบประกันสังคมระหว่างรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง และ Monetary Authority of Singapore (MAS) คล้ายๆธนาคารกลางที่รับผิดชอบดูแลการเงินให้กับระบบประกันสุขภาพเพื่อความมั่นคงและประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ ช่วงที่มีการรณรงค์ให้มีความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเองนั้น สิงคโปร์ยังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างชาติ อาจจะเรียกได้ว่าด้อยกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำไปในขณะนั้น และก็มีแรงต้านของกลุ่มก้อนหนึ่งคล้ายๆกับที่เกิดในบ้านเราขณะนี้ว่าจะทำให้เข้าไม่ถึงการรักษาและล้มละลาย แต่นายลี กวนยู ใช้นโยบายแข็งกร้าวว่า “ประเทศชาติต้องมาก่อน” สยบปัญหาทั้งหมด รวมทั้งไม่อนุญาตให้มีการตั้งสารพัดกองทุนหรือหน่วยงานซ้ำซ้อนตามที่ NGO เรียกร้อง โดยมอบหมายภารกิจทั้งหมดไปให้ 3 หน่วยงานหลักประสานกัน (ไม่ใช่ประสานงา แบบสารพัดองค์กรอิสระในบ้านเรา) ทุกวันนี้สิงคโปร์ ถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงมากจนหลายชาติแห่ไปดูงาน และที่สำคัญ...“ทำตาม”

ญี่ปุ่น ภายใต้ระบบประกันสุขภาพที่เรียกว่า Universal health coverage ซึ่งเกิดจากการร่วมจ่ายกันระหว่างพลเมืองกับรัฐ ผู้ป่วยมีอิสระในการเลือกสถานพยาบาล ทั้งนี้ เหตุเพราะรัฐมองว่าในเมื่อประชาชนได้ร่วมจ่าย (ก่อนรับการรักษา) ด้วยตนเองไปแล้ว การร่วมจ่าย 2 ลักษณะคือ ร่วมจ่ายภาคบังคับ และภาคเอกชน (ซื้อประกันแบบสมัครใจ) รัฐก็ไม่ควรไปก้าวก่ายในการเลือกสถานพยาบาล (สถานพยาบาลต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายทำตัวให้ถูกเลือก ด้วยการยกระดับคุณภาพของตน
เอง) โดยรัฐทำหน้าที่เพียงการคุ้มครองดูแลผู้ป่วยด้วยการออกกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น รัฐจะให้ผู้ป่วยรับผิดชอบค่ารักษาไม่เกิน 20% สำหรับผู้ป่วยใน และ 30% สำหรับผู้ป่วยนอก เพื่อให้ทุกคนตระหนักให้ดีว่าจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา หรือจะดูแลตนเองก่อน และหากเป็นคนด้อยโอกาส เด็ก หรือคนชรา รัฐจะดูแลให้ทั้งหมด ด้วยวิธีนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตกประมาณ 9.5% ของ GDP และมีความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1959

เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่พลเมืองมีอายุขัยสูงที่สุดในโลก โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 6.9% ของ GDP ผ่านการดูแลของ National Health Insurance Corporation (NHIC) โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษา ยกเว้นกลุ่มคนยากจนที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยทุกรายต้องเริ่มที่ระบบปฐมภูมิ หากเกินกำลังถึงจะอนุญาตให้ส่งต่อสู่ระดับสูงกว่า เหตุที่ให้มีการร่วมจ่ายก่อนการรักษาก็เพื่อเพิ่มรายรับของระบบ ลดการใช้บริการโดยไม่จำเป็น และสร้างความมีส่วนร่วมของพลเมือง ให้ตระหนักถึงทรัพยากรชาติ (แต่ประเทศไทยกลับมีการยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมเพียง 30 บาทด้วยข้ออ้างที่เหมือนตลกร้าย คือ สร้างภาระให้โรงพยาบาล) และเพื่อลดภาระงบประมาณของชาติ จึงได้ยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งเดิมมีอยู่มากมายเหมือนประเทศไทยในขณะนี้

ไต้หวัน National Health Insurance (NHI) จะดูแลระบบสุขภาพโดยให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแบบ Fee-For-Service (จ่ายตามค่าใช้จ่ายจริง) เหตุที่มิได้ใช้ระบบ DRGs (จ่ายไม่เท่ากับต้นทุนจริง) ในช่วงแรก เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาด้านการเงินกับสถานพยาบาล และ หลีกเลี่ยงปัญหาด้อยคุณภาพในการรักษาพยาบาลจากการจำกัดเงิน แต่เมื่อใช้ไปสักระยะกลับพบว่า ระบบนี้สร้างภาระการเงินมาก รัฐบาลจึงต้องเลือกระหว่างการปรับปรุงด้วยการลดคุณภาพการรักษา (ด้วยการลดต้นทุน ลดการจ่ายเงิน) หรือคงคุณภาพไว้แต่หาแหล่งเงินเพิ่ม ในที่สุดพลเมืองเกาหลีก็เลือกที่จะให้คงคุณภาพด้วยการยอมมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบางกรณี ขึ้นกับขนาดของ รพ.ที่รับการรักษา ความฉุกเฉิน คำสั่งส่งตัวจาก รพ.ขนาดเล็ก จำนวนวันนอน รพ. ด้วยวิธีนี้ทำให้รัฐ สามารถควบคุมการใช้ทรัพยากรของชาติอย่างสมเหตุสมผล เพราะหากนอน รพ.โดยไม่มีความจำเป็น ไม่ฉุกเฉินแล้วไปรักษาแบบฉุกเฉิน ไปรักษา รพ.ขนาดใหญ่โดยไม่มีหนังสือส่งต่อ ใช้ยาราคาแพงโดยไม่จำเป็น พลเมืองเกาหลีใต้ก็ต้องร่วมรับผิดชอบในส่วนนี้ไป ด้วยวิธีนี้ทำให้มีต้นทุนสุขภาพเพียง 6.5%

ในอดีตทุกประเทศข้างต้นล้วนไม่ต่างกับประเทศไทย แต่นักการเมืองมุ่งหาทางออกให้ระบบมีทั้ง “คุณภาพและยั่งยืน” ด้วยการทำสิ่งที่เหมือนๆกันคือ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาระบบสาธารณสุขตามแต่กำลังของตน

รัฐมีหน้าที่หลักคือสร้างกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม และไม่พยายามทำตัวเป็นเจ้าพ่อที่ต้องยุ่งไปทุกเรื่อง (ระบบคอมมิวนิสต์นั่นเอง) หลักการที่เหมือนกันคือ คนยากไร้ต้องได้รับการรักษา และต้องไม่ล้มละลายด้านการเงิน ไม่จำกัดสิทธิในการเลือกรับการรักษาที่สูงกว่าเกณฑ์ หากบุคคลมีความสามารถพอก็สร้างแรงจูงใจให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบ เช่น ลดภาษี เพิ่มทางเลือก (เช่น ห้องพิเศษ ระบบนัดหมายพิเศษ) ลดภาระงบประมาณด้วยการไม่ตั้งหน่วยงานซ้ำซ้อนที่คอยมาสูบเงินภาษีไปใช้ สำหรับรัฐไทยที่มีคนเสียภาษีทางตรงเพียง 2 ล้านคน จากเกือบ 70 ล้านคน (คน 1 คน ทำงานเลี้ยงคน 35 คน!!) จะทำเช่นไรให้ระบบได้ทั้ง “ยั่งยืนและมีคุณภาพ” เหมือนกับเพื่อนบ้านที่พัฒนาแล้ว เพื่อให้รัฐไทยมีเงินเหลือไปพัฒนาส่วนอื่นๆของชาติเพื่อลูกหลานของเรา และหวังว่าคงไม่มีใครหน้าไหนออกมาพูดโดยไม่ละอายใจในความเห็นแก่ตัวของตนว่า “กระผมเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว ดังนั้นรัฐไทยต้องดูแลทุกอย่างในชีวิตให้ฟรีๆทั้งหมด” หาไม่แล้วเดี๋ยวคนต่างด้าว ต่างชาติ ก็จะแห่มาขอรักษาฟรีด้วยเหมือนกัน ด้วยเหตุผลเดียวกันว่า “เสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐไทยไปแล้ว ตั้งแต่ตอนเหยียบแผ่นดินที่ดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ”.

หมอดื้อ


โดย: หมอหมู วันที่: 27 สิงหาคม 2560 เวลา:14:10:26 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 763 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]