การใช้คำพูดแบบหาเสียงทางการเมืองและพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและทำให้คุณภาพการรักษาตกต่ำลง ทำให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้อย่างยากลำบาก จึงเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข จริงๆ เข้าใจความจำกัดด้านงบประมาณ แต่สปสช เองก็ไม่สมควรโฆษณาชวนเชื่อให้เกินความเป็นจริงเพื่อหาเสียงและความนิยมอย่างเดียวจนประชาชนหลงเข้าใจผิดคิดว่าตนเองมีสิทธิ์ได้ทุกสิ่งอย่างฟรีไปหมด ขอสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิรูปหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุขเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยอย่างเร่งด่วน
"""""""""""""""""""""""""""""""""
น้ำลดตอผุด: ๑๕ ปีกับการรักษาฟรีทั่วหล้า +ข้อมูลประกอบการติดตามข่าวการแก้ไข พรบ.หลักประกันสุขภาพ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=16-07-2017&group=7&gblog=218 ความจริงที่เกี่ยวกับระบบการบริการด้านสุขภาพของประเทศไทย.. พญ. เชิดชู //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-11-2009&group=7&gblog=39 มหันตภัย 30 บาทรักษาทุกโรค : ภัยของบุคลากรสาธารณสุข... พญ.เชิดชู เขียนไว้ 2555 //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=27-07-2017&group=7&gblog=220 ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง บัตรสามสิบบาท ฯลฯ) หาข้อมูลก่อนแสดงความเห็น บ้างก็ดีนะครับ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=13-07-2014&group=7&gblog=182 หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหลักการดีแต่ต้องรีบปฏิรูปวิธีดำเนินการ... พญ. เชิดชู //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=14-04-2009&group=7&gblog=23 |
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ //27 ส.ค. 2560 05:01
https://www.thairath.co.th/content/1050617
ระบบสุขภาพต้องไม่ใช่สิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่ม ของพรรคการเมือง มาหาประโยชน์ และทำให้ระบบพินาศ บทความนี้จาก ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กรรมการแพทยสภา กรรมการแพทยสมาคม นอกจากตีแผ่ความจริง ยังได้แสดงถึงการจัดการระบบอย่างที่ควรจะเป็น
ท่ามกลางการต่อต้านอย่างรุนแรงของ NGO ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนทั้งประเทศ ห้าม มิให้มีการแก้ไขระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อให้มี ความยั่งยืนและได้มาตรฐาน โดยอ้างว่าการเปิดให้ประชาชนที่มีกำลังสามารถมีส่วนร่วมจุนเจือระบบและช่วยเหลือผู้ยากไร้ จะเป็นการทำให้เกิดความไม่เสมอภาค ในการรับการรักษา หรือพูดง่ายๆคือ NGO ต้องการให้ทุกคนในชาติได้รับการรักษาด้วยมาตรฐานต่ำสุดเท่าเทียมกันทั่วประเทศ (ซึ่งเป็นสาเหตุของการฟ้องร้องแพทย์พยาบาลอย่างหนักหน่วง) หนำซ้ำยังอ้างว่าจะทำให้คนทั้งประเทศล้มละลาย เหตุเพราะไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล (แต่ไม่แคร์ว่าสถานพยาบาลจะล้มละลายหรือไม่!!!) พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนให้รัฐไทยต้องรักษาคนต่างด้าว คนต่างชาติฟรีๆ ขอเพียงสองขายืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทย!! ระหว่างที่รอดูท่าทีของรัฐบาล เรามาลองดูประเทศเพื่อนบ้านว่าทำไมจึงมีระบบการรักษาที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืน สถานพยาบาลก็ไม่เดือดร้อน พลเมืองก็ไม่จำเป็นต้องบินมารักษาในเมืองไทยทั้งๆที่ต้องมีส่วนร่วมในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ถึงขนาดองค์การอนามัยโลกยกย่องให้เป็นตัวอย่างที่ดีในการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศ
สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับว่ามีระบบสุขภาพดีเป็นลำดับ 6 ของโลก ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายเพียง 3.9% ของ GDP!! ทำให้ประเทศมีเงินเหลือไปพัฒนาด้านอื่นโดยเฉพาะการศึกษา พลเมืองมีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุดในอาเซียน (ชาย 79 ปี หญิง 84 ปี) ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลยุคนายลี กวนยู ได้ตั้งวิสัยทัศน์และแนวทางการจัดการไว้ว่า พลเมืองสิงคโปร์ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อสุขภาพตนเอง รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้น โดยผ่านการรณรงค์ภายใต้แคมเปญ Excellent Healthcare Service ซึ่งเป็นระบบไตรภาคี คือ รัฐบาล+นายจ้าง+ลูกจ้าง ร่วมกันรับผิดชอบผ่าน 3 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงสาธารณสุข (MOH) ดูแลเรื่องมาตรฐาน กฎเกณฑ์ การใช้ทรัพยากร การจัดสรรแพทย์ ภาระงาน การกระจายตัวของแพทย์ในเขตต่างๆ Central Provident Fund (CPF) ดูแลแผนการออมในระบบประกันสังคมระหว่างรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง และ Monetary Authority of Singapore (MAS) คล้ายๆธนาคารกลางที่รับผิดชอบดูแลการเงินให้กับระบบประกันสุขภาพเพื่อความมั่นคงและประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้ ช่วงที่มีการรณรงค์ให้มีความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเองนั้น สิงคโปร์ยังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างชาติ อาจจะเรียกได้ว่าด้อยกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำไปในขณะนั้น และก็มีแรงต้านของกลุ่มก้อนหนึ่งคล้ายๆกับที่เกิดในบ้านเราขณะนี้ว่าจะทำให้เข้าไม่ถึงการรักษาและล้มละลาย แต่นายลี กวนยู ใช้นโยบายแข็งกร้าวว่า ประเทศชาติต้องมาก่อน สยบปัญหาทั้งหมด รวมทั้งไม่อนุญาตให้มีการตั้งสารพัดกองทุนหรือหน่วยงานซ้ำซ้อนตามที่ NGO เรียกร้อง โดยมอบหมายภารกิจทั้งหมดไปให้ 3 หน่วยงานหลักประสานกัน (ไม่ใช่ประสานงา แบบสารพัดองค์กรอิสระในบ้านเรา) ทุกวันนี้สิงคโปร์ ถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงมากจนหลายชาติแห่ไปดูงาน และที่สำคัญ...ทำตาม
ญี่ปุ่น ภายใต้ระบบประกันสุขภาพที่เรียกว่า Universal health coverage ซึ่งเกิดจากการร่วมจ่ายกันระหว่างพลเมืองกับรัฐ ผู้ป่วยมีอิสระในการเลือกสถานพยาบาล ทั้งนี้ เหตุเพราะรัฐมองว่าในเมื่อประชาชนได้ร่วมจ่าย (ก่อนรับการรักษา) ด้วยตนเองไปแล้ว การร่วมจ่าย 2 ลักษณะคือ ร่วมจ่ายภาคบังคับ และภาคเอกชน (ซื้อประกันแบบสมัครใจ) รัฐก็ไม่ควรไปก้าวก่ายในการเลือกสถานพยาบาล (สถานพยาบาลต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายทำตัวให้ถูกเลือก ด้วยการยกระดับคุณภาพของตน
เอง) โดยรัฐทำหน้าที่เพียงการคุ้มครองดูแลผู้ป่วยด้วยการออกกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น รัฐจะให้ผู้ป่วยรับผิดชอบค่ารักษาไม่เกิน 20% สำหรับผู้ป่วยใน และ 30% สำหรับผู้ป่วยนอก เพื่อให้ทุกคนตระหนักให้ดีว่าจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา หรือจะดูแลตนเองก่อน และหากเป็นคนด้อยโอกาส เด็ก หรือคนชรา รัฐจะดูแลให้ทั้งหมด ด้วยวิธีนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตกประมาณ 9.5% ของ GDP และมีความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1959
เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่พลเมืองมีอายุขัยสูงที่สุดในโลก โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 6.9% ของ GDP ผ่านการดูแลของ National Health Insurance Corporation (NHIC) โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษา ยกเว้นกลุ่มคนยากจนที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยทุกรายต้องเริ่มที่ระบบปฐมภูมิ หากเกินกำลังถึงจะอนุญาตให้ส่งต่อสู่ระดับสูงกว่า เหตุที่ให้มีการร่วมจ่ายก่อนการรักษาก็เพื่อเพิ่มรายรับของระบบ ลดการใช้บริการโดยไม่จำเป็น และสร้างความมีส่วนร่วมของพลเมือง ให้ตระหนักถึงทรัพยากรชาติ (แต่ประเทศไทยกลับมีการยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมเพียง 30 บาทด้วยข้ออ้างที่เหมือนตลกร้าย คือ สร้างภาระให้โรงพยาบาล) และเพื่อลดภาระงบประมาณของชาติ จึงได้ยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งเดิมมีอยู่มากมายเหมือนประเทศไทยในขณะนี้
ไต้หวัน National Health Insurance (NHI) จะดูแลระบบสุขภาพโดยให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแบบ Fee-For-Service (จ่ายตามค่าใช้จ่ายจริง) เหตุที่มิได้ใช้ระบบ DRGs (จ่ายไม่เท่ากับต้นทุนจริง) ในช่วงแรก เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาด้านการเงินกับสถานพยาบาล และ หลีกเลี่ยงปัญหาด้อยคุณภาพในการรักษาพยาบาลจากการจำกัดเงิน แต่เมื่อใช้ไปสักระยะกลับพบว่า ระบบนี้สร้างภาระการเงินมาก รัฐบาลจึงต้องเลือกระหว่างการปรับปรุงด้วยการลดคุณภาพการรักษา (ด้วยการลดต้นทุน ลดการจ่ายเงิน) หรือคงคุณภาพไว้แต่หาแหล่งเงินเพิ่ม ในที่สุดพลเมืองเกาหลีก็เลือกที่จะให้คงคุณภาพด้วยการยอมมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบางกรณี ขึ้นกับขนาดของ รพ.ที่รับการรักษา ความฉุกเฉิน คำสั่งส่งตัวจาก รพ.ขนาดเล็ก จำนวนวันนอน รพ. ด้วยวิธีนี้ทำให้รัฐ สามารถควบคุมการใช้ทรัพยากรของชาติอย่างสมเหตุสมผล เพราะหากนอน รพ.โดยไม่มีความจำเป็น ไม่ฉุกเฉินแล้วไปรักษาแบบฉุกเฉิน ไปรักษา รพ.ขนาดใหญ่โดยไม่มีหนังสือส่งต่อ ใช้ยาราคาแพงโดยไม่จำเป็น พลเมืองเกาหลีใต้ก็ต้องร่วมรับผิดชอบในส่วนนี้ไป ด้วยวิธีนี้ทำให้มีต้นทุนสุขภาพเพียง 6.5%
ในอดีตทุกประเทศข้างต้นล้วนไม่ต่างกับประเทศไทย แต่นักการเมืองมุ่งหาทางออกให้ระบบมีทั้ง คุณภาพและยั่งยืน ด้วยการทำสิ่งที่เหมือนๆกันคือ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาระบบสาธารณสุขตามแต่กำลังของตน
รัฐมีหน้าที่หลักคือสร้างกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม และไม่พยายามทำตัวเป็นเจ้าพ่อที่ต้องยุ่งไปทุกเรื่อง (ระบบคอมมิวนิสต์นั่นเอง) หลักการที่เหมือนกันคือ คนยากไร้ต้องได้รับการรักษา และต้องไม่ล้มละลายด้านการเงิน ไม่จำกัดสิทธิในการเลือกรับการรักษาที่สูงกว่าเกณฑ์ หากบุคคลมีความสามารถพอก็สร้างแรงจูงใจให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบ เช่น ลดภาษี เพิ่มทางเลือก (เช่น ห้องพิเศษ ระบบนัดหมายพิเศษ) ลดภาระงบประมาณด้วยการไม่ตั้งหน่วยงานซ้ำซ้อนที่คอยมาสูบเงินภาษีไปใช้ สำหรับรัฐไทยที่มีคนเสียภาษีทางตรงเพียง 2 ล้านคน จากเกือบ 70 ล้านคน (คน 1 คน ทำงานเลี้ยงคน 35 คน!!) จะทำเช่นไรให้ระบบได้ทั้ง ยั่งยืนและมีคุณภาพ เหมือนกับเพื่อนบ้านที่พัฒนาแล้ว เพื่อให้รัฐไทยมีเงินเหลือไปพัฒนาส่วนอื่นๆของชาติเพื่อลูกหลานของเรา และหวังว่าคงไม่มีใครหน้าไหนออกมาพูดโดยไม่ละอายใจในความเห็นแก่ตัวของตนว่า กระผมเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว ดังนั้นรัฐไทยต้องดูแลทุกอย่างในชีวิตให้ฟรีๆทั้งหมด หาไม่แล้วเดี๋ยวคนต่างด้าว ต่างชาติ ก็จะแห่มาขอรักษาฟรีด้วยเหมือนกัน ด้วยเหตุผลเดียวกันว่า เสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐไทยไปแล้ว ตั้งแต่ตอนเหยียบแผ่นดินที่ดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ.
หมอดื้อ