Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ยุบรวมกองทุน? ...สาธารณสุขไทยกำลังกลายเป็นคอมมิวนิสต์ .. โดย นพ.เมธี



//bit.ly/gCxaQx

ยุบรวมกองทุน? ...สาธารณสุขไทยกำลังกลายเป็นคอมมิวนิสต์

โดย : นพ. เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ (ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา)



ช่วงระยะหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เราจะเห็นการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างกระแสว่ามีความไม่เท่าเทียมกันในการรักษาพยาบาลของคนไทยว่า “ ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเสียเปรียบข้าราชการและคนอีกกลุ่มที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพเพราะเป็นเพียงคนกลุ่มเดียวที่ถูกบังคับหักเงินสมทบเพื่อใช้ในการรักษาพยาบาล ”

ทั้งนี้กลุ่มผู้ผลักดันใช้หลักจิตวิทยาง่าย ๆ ว่า “ทุกคนอยากได้ของฟรีและดี” มานำร่องจุดกระแส และเพื่อให้ทันยุคก็ปั่นกระแสเรื่อง “สองมาตรฐาน” อะไรจะเกิดขึ้นหากระบบประกันสังคมล้มลงและสาธารณสุขไทยจะเป็นเช่นไร จะกระทบอะไรกับวินัยด้านการเงินการคลังของประเทศ


ความจริงที่ถูกบิดเบือน


ความจริงที่ไม่ว่าเราจะยอมรับได้หรือไม่ คือ “ไม่มีของฟรี ที่มาพร้อมคุณภาพที่ดี” ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง บริบทนี้ก็เช่นเดียวกับระบบการรักษาพยาบาล นับแต่เกิดระบบหลักประกันสุขภาพ และตามมาด้วยรัฐธรรมนูญ ๘๐(๒) ที่กำหนดให้ระบบบริการสาธารณสุขไทยต้องครบองค์ ๓ ดังนี้

“ประชาชนจะได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐาน อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ”

แล้วระบบสุขภาพทั้งสามนี้ได้ครบองค์ ๓ ดังกล่าวหรือไม่ ?



ระบบหลักประกันสุขภาพ


ประเด็นเรื่อง มาตรฐาน เป็นสิ่งที่มีภาพลักษณ์ขัดแย้งมาโดยตลอด โดยทางระบบหลักประกันสุขภาพได้รับการโฆษณาชวนเชื่อว่าดีเลิศ แต่ฝั่งผู้ปฏิบัติงานตัวจริงคือแพทย์พยาบาลกลับส่ายหน้ากับคำโฆษณานี้

และในความเป็นจริงระบบนี้หากจะกล่าวว่าได้มาตรฐานก็คงต้องเรียกว่า “มาตรฐานในระดับต่ำที่สุดเท่าที่ สปสช. จะเจียดเงินมาให้ใช้รักษา”

เหตุเพราะ สปสช.ใช้ระบบกดราคาค่ารักษาทุกอย่างต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และบังคับให้สถานพยาบาลใช้เงินน้อยนิดก้อนนี้ไปรักษาผู้ป่วยให้ดีเลิศตามคำโฆษณา ทำให้สถานพยาบาลพากันขาดทุนจวนเจียนล้มละลายหลายแห่ง เพราะต้องสำรองจ่ายไปก่อนแต่ได้เงินล่าช้า (ซึ่งเป็นจุดที่ต่างกับวิธีการของระบบประกันสังคมที่จ่ายเงินให้ไปเลยทันทีตั้งแต่เซ็นสัญญาและให้สถานพยาบาลไปบริหารจัดการได้เอง)

ที่สำคัญคือได้เงินไม่ครบตามที่จ่ายไปจริง โดใช้วิธีคิดเงินแบบกดราคาและยุ่งยาก เช่นอ้างอิงระบบDRG บังคับให้จ่ายตามICD ล่าสุดยังถูกกล่าวหาว่า มีนอกมีในกับเงินค้างจ่ายสถานพยาบาล


มาตรฐานของระบบนี้หากจะเรียกก็น่าจะใช้คำว่า “มาตรฐานแบบคอมมิวนิสต์” กล่าวคือ มาตรฐานการรักษาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะให้ได้ โดยมุ่งเน้นไปแต่ให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาโดยง่ายเป็นหลัก ภายใต้ต้นทุนต่ำที่สุด และคุณภาพเป็นเรื่องท้ายสุด ซึ่งตรงกันข้ามกับตำราการแพทย์ทุกเล่มในโลกที่เน้นคุณภาพต้องมาก่อน และนี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ปฏิบัติงานกลายเป็นแพะที่ต้องถูกฟ้องร้อง แต่ผู้บริหารที่กำหนดนโยบายกลับลอยตัวคอยรับแต่คำชมและสรรหาโฆษณาชวนเชื่อออกมาเรื่อย ๆ

หากไม่เข้าใจว่ามาตรฐานการรักษาแบบนี้เป็นเช่นไร ก็ลองหลับตานึกภาพระบบคอมมิวนิสต์ที่รับประกันว่าทุกคนจะมีที่ดินทำกินเมื่อปฏิวัติสำเร็จ แต่ท้ายสุดสิ่งที่ประชาชนได้รับคือ ที่ดินที่น้อยที่สุดเท่าที่พอหาเลี้ยงชีพได้ ผลผลิตส่วนเกินห้ามเก็บไว้กับตัวต้องส่งคืนรัฐ

เงินที่เหลือคืนไปก็จะไปเป็นสมบัติส่วนตัวของท่านผู้นำ หาได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมไม่ เช่นกลายเป็นค่าเงินเดือน ค่าเบี้ยประชุม ค่าพาหนะ(เครื่องบิน) ค่าดูงาน ทุนส่งคนในสังกัดไปดูงาน(เที่ยว)ต่างประเทศ ทุนไปเรียนต่อเพื่อมาเป็นมือไม้ทำงานในอนาคต ค่าสร้างสำนักงานสุดหรู เงินเหล่านี้ซึ่งมาจากเงินภาษีแทนที่จะถูกนำไปใช้พัฒนาสถานพยาบาล ซื้อเครื่องมือแพทย์หรือยาที่มีคุณภาพ(ซึ่งหมายถึงราคาที่สูงตามไปด้วย) กลับถูกนำกลับไปเป็นสมบัติส่วนตัวขององค์กรเพื่อสร้างภาพบริหารดีเด่น

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ผู้ผลักดันกลุ่มเดียวกันนี้เขียนกฎหมายให้ทุกกองทุนของเขาต้องมีบทบัญญัติว่า “เงินที่เหลือไม่ต้องส่งคืนคลัง” นั่นเอง และเพื่อความมั่นคงของระบบ “มาตรฐานแบบคอมมิวนิสต์” จึงต้องผลักดันให้มีการรวมกองทุน การสร้างองค์กรอิสระเป็นเครือข่ายลูก ออกกฎหมายบังคับให้รัฐจัดสรรงบประมาณมาหล่อเลี้ยงอย่างถาวรโดยไม่ต้องทำเรื่องขอใหม่ทุก ๆ ปี


ประเด็นเรื่องทั่วถึง น่าจะเป็นข้อดีที่สุดของระบบนี้ เพราะเป็นระบบฟรี ทำให้ประตูการรักษาเปิดกว้างสำหรับทุกคนแม้จะไม่มีเลขบัตรประชาชน ก็จะได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง ทั้งป่วยจริง ป่วยการเมือง ป่วยเศรษฐกิจ แต่ทั่วถึงแบบคอมมิวนิสต์กล่าวคือ “ทั่วถึงแบบด้อยมาตรฐานอย่างเท่าเทียม”

(ยกเว้นคุณสามารถหักด่าน รปภ.ไปประกบบนเวทีกับนายกเพื่อขอรับประสาทหูเทียมราคาหลักล้านได้ฟรีเป็นกรณีพิเศษ แถมยังมีเหล่าผู้บริหารรีบออกมารับลูกว่าจะให้ฟรี ทั้ง ๆ ที่กรณีแบบนี้มีทุกวันตามสถานพยาบาล แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ ทราบมาว่ามีผู้ป่วยมากมายรอจะฟ้องอยู่โทษฐาน สปสช. มีสองมาตรฐาน เพราะออกมาอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษทุกครั้งที่ใครสามารถทำตัวให้เป็นข่าวดังได้)


ประเด็นเรื่อง ประสิทธิภาพ หากมองในแง่ดีคือ ใครก็ตามที่ป่วยหรือไม่ป่วยจริง ก็จะได้รับยาอย่างรวดเร็ว แต่ยาหรือการรักษานั้นจะได้ประสิทธิภาพระดับ Blue efficiency อย่างของรถยุโรปหรือไม่ แทบไม่ต้องบอกคำตอบก็รู้อยู่แล้วสำหรับทุกคนที่ต้องเหมารถไปรอรับบริการตั้งแต่เช้ามืด (จะมีประกาศตัวก็ คุณอัมมาร ซึ่งต้องชื่นชมในความกล้า ที่ประกาศต่อสาธารณชนว่าตนเองไม่กล้าไปรักษาสถานพยาบาลของรัฐเพราะกลัวตายแบบไม่สมควรตาย ซึ่งเท่ากับเป็นการตบหน้า สปสช. และ กระทรวงสาธารณสุขนั่นเอง แต่น่าแปลกใจตรงที่รัฐบาลก็ยังแต่งตั้งให้มาทำโน่นทำนี่กับระบบสาธารณสุขไทย)


คาดว่าผู้ผลักดันคงรู้ถึงกระแสต่อต้านนี้จากบุคลากรที่ปฏิบัติงานจริงและรู้ถึงปัญหาหมักหมมภายใน จึงพยายามกีดกันมิให้คนนอกสังกัดมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของ สปสช. ระยะหลังยังออกแคมเปญลดแหลกแจกแถม เช่น ผ่าหัวใจฟรี ผ่าตาฟรี ทั้ง ๆ ที่ประเด็นเรื่องการให้การรักษาต้องเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้ให้การรักษาที่จะลงความเห็นตามมาตรฐานวิชาชีพว่าใครสมควรได้รับการรักษาอะไร เช่นไร อย่างไร และเมื่อเห็นควร สปสช. มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้แพทย์และสถานพยาบาลบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว การออกแคมเปญเหล่านี้ในช่วงนี้คงเพราะได้รับสัญญาณบางอย่างจากเครือข่ายตนให้สร้างภาพความแตกต่างของระบบนี้กับระบบประกันสังคม เพื่อรองรับการเคลื่อนไหว แต่คงลืมไปว่า การทำเช่นนี้เท่ากับยอมรับกลาย ๆ ว่าที่ผ่านมามีคนไข้หลายคนต้องตายหรือพิการเพราะไม่ได้รับอนุมัติให้รักษา(ทางอ้อม)ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานาซึ่งบรรดาผู้ปฏิบัติงานทราบดี





ระบบประกันสังคม


ระบบนี้เป็นระบบที่ใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริงที่สุด เพราะใช้หลักการว่า ทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสุขภาพตนเอง โดยการร่วมจ่าย (Co-pay) แต่เพื่อแบ่งเบาภาระจึงกำหนดให้นายจ้างกับรัฐร่วมสมทบ(แต่ทุกวันนี้รัฐไม่สมทบ เพราะต้องเอาเงินไปถมทะเลที่ไม่มีวันเต็มให้กับ สปสช.)

ข้อน่าสังเกตคือในรัฐธรรมนูญม. ๘๐(๒) ไม่มีระบุว่าการร่วมจ่ายเป็นความผิดอย่างที่กลุ่มผู้สร้างกระแสผลักดันกล่าวอ้าง หากมีจริงต้องไปแก้ในรัฐธรรมนูญ มากกว่าแก้กม.ประกันสังคม เพราะทุกประเทศในโลกล้วนใช้หลักการนี้

ระบบนี้บังคับให้ทุกคนที่มีกำลังต้องร่วมรับผิดชอบโดยกำหนด วงเงิน(ในลักษณะของประเภทการรักษา) กำหนดขอบเขตและจำนวนครั้งของการรักษาบางประเภท ทั้งนี้เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุน และบังคับทางอ้อมให้ดูแลสุขภาพตนเอง ไม่เว้นแม้แต่ประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่ถูกนำมาแอบอ้างเพื่อผลักดัน “พรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย ฯ” ก็ยังใช้ระบบนี้โดยหักเอาจากภาษี ณ ที่จ่ายทันทีที่เงินเดือนออก

กลุ่มผู้ผลักดันใช้หลักจิตวิทยาดังกล่าว มาเป็นเหตุให้ล้มล้างระบบประกันสังคม โดยการปล่อยข่าวในลักษณะสองมาตรฐานว่า “ทำไมต้องเสียเงิน ในเมื่อคนไทยอีกสองกลุ่ม ไม่ต้องเสียเงินแต่รักษาฟรี แถมยังดีกว่า” ซึ่งเลยเถิดถึงขนาดยุให้หยุดส่งเงินสมทบอันอาจจะถูกสนง.ประกันสังคมฟ้องเอาผิดทางอาญาตาม ม. ๑๑๖ ได้

ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว คนอีกสองกลุ่มก็ต้องร่วมจ่ายแต่เป็นการจ่ายทางอ้อม โดย

กลุ่มหลักประกันสุขภาพนั้น แลกกับระบบที่ต้องไปรพ.ตั้งแต่ตีสี่ตีห้า ต้องถูกส่งต่อไปมาหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อเข้าสู่สถานพยาบาลที่มีขีดความสามารถที่ดีกว่าในการรักษา(ซึ่งเหลือน้อยเต็มที เพราะระบบมาตรฐานแบบคอมมิวนิสต์ ทำให้รพ.สังกัดกระทรวง สธ. ด้อยมาตรฐานแบบเท่าเทียมกันถ้วนหน้า) ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ต้องเสียค่ารถ เสียโอกาสในการทำงาน ต้องรอคิว รอเตียง เสียเวลาในการรอการรักษา นั่นหมายถึงค่าแรง เงินเดือนที่หายไปทางอ้อมนั่นเอง

ส่วนกลุ่มข้าราชการนั้นร่วมจ่ายทางอ้อมโดยการเสียโอกาสในการรับเงินเดือนสูง ๆ แบบเอกชนมารับเงินเดือนน้อยนิดจากหลวงเพื่อหวังหลักประกันในอนาคตให้กับตนและครอบครัว

ปัญหาของระบบประกันสังคมที่ต้องแก้ไขจริง ๆ มิใช่การยุบระบบนี้ทิ้งไป แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาในกรณีที่สถานพยาบาลคู่สัญญาบางแห่งมุ่งหวังกำไรจากเงินก้อนที่ได้มาล่วงหน้าจนละเลยมาตรฐานในการรักษา ซึ่งในอเมริกาได้มีการออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหานี้โดยบังคับให้ องค์กรที่บริหารเงินด้านสุขภาพแบบไม่เน้นกำไรหรือ non-profit blue cross (เทียบได้กับ สปสช. และ สนง.ประกันสังคมในบ้านเรา ซึ่งต่างจากประกันเอกชนที่ต้องหวังกำไร) ต้องตั้งเป้าหมายไปเลยว่าปีนี้จะกำหนดสัดส่วนการจ่ายเงินค่ารักษาต่อเงินคงเหลือไม่น้อยกว่าเท่าไร งบบริหารจัดการรวมทั้งเงินเดือนสารพัดของผู้บริหารต้องไม่เกินเท่าไร ทั้งนี้เพื่อมิให้ผู้บริหารเหล่านี้ทำงานแบบหวังเห็นตัวเลขในบัญชีเป็นบวกมาก ๆ ดังนั้นหากงบดุลท้ายปีแม้จะออกมาดีแต่มีปัญหาร้องเรียนเรื่องการรักษามากแสดงว่าบริหารไม่ดี (ซึ่งตรงกันข้ามกับวิธีคิดในบ้านเรา ที่มีการมอบรางวัลบริหารดีเด่นให้แก่ สปสช.)

ดังนั้นแทนที่ผู้บริหารประกันสังคมจะอ่อนโอนไปตามลมปาก กลับควรจะต้องยืนยันในหลักการร่วมรับผิดชอบ ร่วมดูแลตนเอง ซึ่งเป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ดีให้ประชาชน



อีกประเด็นที่ต้องกล่าวถึง คือกรณีที่มีผู้ให้ความเห็นว่า การเก็บเงินผู้ประกันตนนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ ม. ๓๐ ซึ่งในวรรคสามระบุไว้ดังนี้ “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้”

เห็นว่า การยกเอาม.๓๐ มาใช้เพื่อล้มกม.ประกันสังคมน่าจะเป็นการใช้กฎหมายที่ไม่ตรงกับบทบัญญัติ เพราะม. ๓๐นี้มีไว้เพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยมิให้อ้างเอาเหตุดังกล่าวในม. ๓๐มาใช้กีดกัน ซึ่งกม.ประกันสังคมนั้นมิได้มีบัญญัติไว้ในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้ามการล้มกม.ประกันสังคม(ซึ่งเชื่อว่าเป้าหมายของกลุ่มผู้ผลักดันคงต้องการล้มสิทธิข้าราชการด้วย) และยุบรวมสิทธิเหล่านี้น่าจะกลับทำให้ระบบการรักษากลายเป็นแบบผูกขาด monopoly แทนที่จะให้ระบบแข่งขันกันเพื่อให้มีการพัฒนา และไม่แน่ว่าผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมจะอยากไปรอเข้าคิวรับการรักษาตั้งแต่ตีสามตีสามในมาตรฐานแบบคอมมิวนิสต์

ดังนั้นหากรัฐหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้ให้ยุบรวมกองทุนไปให้ สปสช.และพวกพ้องทั้งหมดไปดูแล สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือยุบกระทรวงสาธารณสุขและโอนข้าราชการทั้งหมดไปขึ้นกับ สปสช. อย่างเป็นทางการต่อไปเพราะไม่รู้จะมีกระทรวงที่ไม่มีงบบริหารจัดการภารกิจของตนเองไว้ทำไม




ระบบข้าราชการ


ระบบนี้ถูกกลุ่มผู้ผลักดันซึ่งส่วนใหญ่ชิงลาออกไปตั้งแต่ก่อตั้ง สปสช. (โดยได้รับประโยชน์เรื่องอายุราชการ บำเหน็จบำนาญ ตามบทเฉพาะกาลในม. ๗๐ เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับรับตำแหน่งใหญ่โตอีกทั้งผลประโยชน์ก้อนใหญ่จาก สปสช.และองค์กรลูกในเครือข่าย) ออกมาโจมตีว่าเป็น “ระบบที่สิ้นเปลือง เพราะดูแลคนน้อยกว่า สปสช. แต่ใช้จ่ายเงินเยอะกว่า”

ซึ่งหากดูแลตัวเลขดิบ ๆ ก็คงไม่ผิดนัก แต่การกล่าวในลักษณะนี้เป็นการกล่าวความจริงเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์จุดมุ่งหมายตน ตัวเลขจำนวนคนที่น้อยกว่านั้นความจริงแล้วยังต้องรวมไปถึงพ่อแม่ สามีภรรยาและลูกของบุคคลที่รับราชการที่ใช้สิทธินี้ร่วมด้วย และกลุ่มอายุที่ใช้บริการนี้มากที่สุดคือกลุ่มพ่อแม่ และข้าราชการเกษียณอายุที่ไม่มีโอกาสในการทำงานต่อในองค์กรที่มอบเงินเดือนให้สูง ๆ เช่นที่ผู้ผลักดันได้รับ บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่สูงอายุและหวังว่าบั้นปลายรัฐจะตอบแทนเขาเหล่านั้น (เช่น ครู ตำรวจ ทหารที่ต้องเสี่ยงชีวิตเสี่ยงพิการ รวมทั้งอาชีพอื่นในระบบราชการ) เมื่อสูงอายุและเจ็บป่วย ด้วยการได้รับการรักษาพยาบาลอย่างดียามชราภาพ

ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขแล้ว วัยชราคือวัยที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงที่สุดของชีวิต ต่างกับวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว ที่มีต้นทุนในการรักษาพยาบาลต่ำที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นวัยเด็กจะเป็นวัยที่พ่อแม่ยินยอมเสียเงินไปสถานพยาบาลเอกชนมากกว่าที่จะต้องมารับบริการฟรีแต่ต้องเสี่ยงกับมาตรฐานคอมมิวนิสต์ ทำให้กลุ่มนี้ซึ่ง สปสช. รับดูแลอยู่เป็นส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มที่เป็นภาระต่อ สปสช. น้อยที่สุด และตัวเลขจึงออกมาดูดีกว่านั่นเอง


มาถึงตรงนี้คงพอจะได้แนวทางแล้วว่า ระบบไหนกันแน่ที่ควรต้องถูกแก้ไข ระบบไหนกันแน่ที่ขัดรัฐธรรมนูญ ทำให้ระบบสาธารณสุขของรัฐตกต่ำลงมาอย่างน่าใจหาย คนที่พอมีกำลังก็ไปซื้อประกันเอกชน เพื่อหนีตายจากระบบที่กำลังล้มเหลว ดังจะเห็นได้จากการขยายตัวของภาคเอกชน และจำนวนคนที่ไปใช้บริการ

จนทำให้เกิดภาพในปัจจุบันว่า คนรวยไปเอกชน คนจนไปรัฐ ทั้ง ๆ ที่ในอดีต สถานพยาบาลของรัฐโดยเฉพาะรพ.รัฐขนาดใหญ่จะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจว่ามีศักยภาพในการรักษาสูงกว่าสถานพยาบาลเอกชน สังคมไทยเป็นสังคมที่เชื่อข่าวง่าย ใครพูดถูกใจ แม้ไม่จริงก็คล้อยตามโดยง่าย

ถึงตรงนี้แล้วไม่แน่ว่าระบบที่น่าจะถูกผลักดันให้แก้ไขและปรับองคาพยพในองค์กรเป็นอันดับแรก หาใช่ระบบประกันสังคมหรือข้าราชการไม่ แต่น่าจะเป็นระบบหลักประกันสุขภาพที่ทั้ง “ด้อยมาตรฐาน ไม่ทั่วถึง ไร้ประสิทธิภาพ” อันเป็นการขัดรัฐธรรมนูญม. ๘๐ อย่างชัดแจ้ง

หากผู้ผลักดันคิดจะยกระดับการรักษาพยาบาล ก็ต้องเคลื่อนไหวแก้ไขเนื้อหาของกฎหมายหลักประกันสุขภาพที่ขัดทั้งหลักการของความเป็นจริงและขัดรัฐธรรมนูญ อีกทั้งต้องเปิดบ้านให้ ปปช.เข้าตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ สปสช. และองค์กรในเครือข่าย เพื่อให้สถานพยาบาลรัฐที่ถูกบังคับให้เป็นคู่สัญญากับ สปสช. ลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งก่อนจะล้มละลายทั้งในด้านการเงินและความน่าเชื่อถือ สุดท้ายก็กลายภาพไปเป็น “โรงฆ่าสัตว์” เหมือนเมื่อครั้งหนึ่งในอดีตเคยถูกปรามาสไว้

เมื่อใดที่สถานพยาบาลรัฐสามารถปลดพันธนาการจาก สปสช.ได้ ก็จะสามารถกลับมาเป็นที่พึ่งที่ไว้ใจได้ของประชาชนชาวไทยทุกระดับชั้นไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร









Create Date : 21 เมษายน 2554
Last Update : 13 กันยายน 2560 13:31:22 น. 0 comments
Counter : 738 Pageviews.  
Share to Facebook

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 763 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]