พ.ศ.2554
ขรก.จ๊ากแน่ คลังเลิกจ่าย ยานอก9กลุ่ม (ไทยโพสต์) .... นำกระทู้มาลงไว้เป็นข้อมูล
ขรก.จ๊ากแน่ คลังเลิกจ่าย ยานอก 9 กลุ่ม (ไทยโพสต์) //www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L10139290/L10139290.html
บัญชีกลางเล็งเลิกจ่ายยานอกอีก 8 กลุ่ม หลังไม่ให้เบิกกลุ่มยาลดข้อเข่าเสื่อมไปแล้ว คาดถ้าคุมได้หมดประหยัดได้เกือบ 5 พันล้าน ตั้งเป้าปีงบ 54 เบิกค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 7 หมื่นล้าน
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ในปีงบประมาณนี้ มีแผนคุมค่ารักษาพยาบาลไม่ให้เบิกเกิน 7 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่มีการเบิก 6.4 หมื่นล้านบาท โดยจะพิจารณายกเลิกการเบิกจ่ายยานอกบัญชีเพิ่มเติมอีก 8 กลุ่ม จากที่ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่พบว่า มี 9 กลุ่มที่น่าจะมีการควบคุมได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ยกเลิกการจ่ายยาใน กลุ่มยาลดข้อเข่าเสื่อม ไปแล้ว น่าจะประหยัดได้ 442 ล้านบาท ทั้งนี้ ยาอีก 8 กลุ่มที่เหลือจะทยอยพิจารณายกเลิก
"ในเร็ว ๆ นี้ จะพิจารณายกเลิกการเบิกจ่ายยาอีก 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มยาลดไขมันในเลือด คาดว่าจะประหยัดได้ 1,009 ล้านบาท
และกลุ่มยาป้องกันโรคกระดูกพรุนที่จะประหยัดได้อีก 712 ล้านบาท
ซึ่งหากคุมได้ทั้ง 9 กลุ่ม คาดว่าจะประหยัดงบประมาณได้ 4,851 ล้านบาท" นายรังสรรค์กล่าว
ส่วนที่เหลืออีก 6 กลุ่มจะทยอยพิจารณาต่อไป ประกอบด้วย
กลุ่มยาลดการเป็นแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร คาดประหยัดได้ 599 ล้านบาท
กลุ่มยาต้านอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ คาดประหยัดได้ 415 ล้านบาท
กลุ่มยาเบื้องต้นในการรักษาความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจล้มเหลวแบบเลือดคั่ง คาดประหยัดได้ 87 ล้านบาท
กลุ่มยาลดความดันโลหิต ที่คาดว่าประหยัดได้ 158 ล้านบาท
กลุ่มยาป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด คาดประหยัดได้ 376 ล้านบาท
และกลุ่มยารักษามะเร็ง คาดประหยัดได้ 647 ล้านบาท
นอกจากนี้ คลังอยู่ระหว่างให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษาออกแบบประกันสุขภาพสำหรับข้าราชการ (เมดิคัล เซฟ) คาดว่าจะได้ข้อสรุปประมาณเดือน เม.ย. จากคุณ: หมอก้อนหิน เขียนเมื่อ: 17 ม.ค. 54 09:31:19
ความคิดเห็นที่ 5 แอบเดือดร้อนด้วย T^T ไม่เคยขอเบิกยาพร่ำเพรื่อ ไม่เคยขอยาแพงๆกิน พยายามดูแลไม่ให้ตัวเองเจ็บป่วย นานๆ หาหมอซักที ยาอันนี้นอกบัญชี อันนั้นก้อนอกบัญชี เบิกไม่ได้ อยากหายไวไว ต้องจ่ายตังเองนะ T___T เงินเดือนแค่นี้เอง อย่ากดดันมากไปกว่านี้เลย
ปล. เคยเห็นท่านพี่ ขรก. ตำแหน่งสูงๆ เบิกยาทีเป็นหมื่น ขอยานอกแพงๆ เลยซวย ขรก. เด็กๆไปด้วยเลย เศร้า จากคุณ: มามั่ว
ความคิดเห็นที่ 6 ยาที่รัฐตัดนั้นเป็นยา original ซึ่งราคาแพง แต่ให้ใช้ยาที่เป็น local แทนใช่ไหมคะ ซึ่งจริงๆแล้ว ประสิทธิภาพส่วนใหญ่ก็ได้ผลใกล้เคียงกัน แต่ประหยัดงบให้ประเทศชาติได้เยอะ ก็น่าจะสนับสนุนไม่ใช่เหรอคะ จากคุณ: Caramelfudge
ความคิดเห็นที่ 8 ถ้าจะประหยัด ยกเลิกการเบิกค่านวดแผนโบราณก่อนเถอะ... เห้นมีแต่คนไปนวดกันอย่างบันเทิงใจ ทั้งที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย...
ยาพวกรักษาข้อเข่้าและกระดูกพรุน ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้วเบิก... ถ้าไม่ให้พวกท่านเบิก ท่านจะใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างไร...
สงสารพวกท่านบ้างเถอะ... จากคุณ: หมู4X
ความคิดเห็นที่ 13 "นอกจากนี้ คลังอยู่ระหว่างให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษาออกแบบประกันสุขภาพสำหรับข้าราชการ (เมดิคัล เซฟ) คาดว่าจะได้ข้อสรุปประมาณเดือน เม.ย. "
อันนี้ล่ะ..ที่เค้ามีหนังสือเวียนมาเมื่อปีที่แล้ว... ทำประกันสุขภาพเอง..โดยรัฐสนับสนุน..(ไม่ได้บอกว่าจ่ายให้นะ) เพราะเค้าใช้คำว่า "สนับสนุนให้มีการทำประกันสุขภาพ"
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ... จะให้ ขรก. เลิกเบิกค่ารักษาฯ และให้ทำประกันชีวิต แล้วไปเบิกจากประกันชีวิตแทน จากคุณ: Diamond and The Gang
ความคิดเห็นที่ 14 ประสาท ทีงี้มาทำลด+ควบคุม ที่เงินเดือน สส. ขึ้นทำไมไร้สาระเป็นที่สุด จากคุณ: TRAF
ความคิดเห็นที่ 18 ความคิดเห็นที่ 8 ......... ยาพวกรักษาข้อเข่้าและกระดูกพรุน ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มข้าราชการที่เกษียณอายุไปแล้วเบิก... ถ้าไม่ให้พวกท่านเบิก ท่านจะใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างไร... สงสารพวกท่านบ้างเถอะ... จากคุณ : ...... เขียนเมื่อ : 17 ม.ค. 54 10:35:34 ===================================== ปรับปรุงเงินเดือนข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สส.สว. นักการเมือง ลูกจ้าง พ่อค้าแม่ค้า ก็จ้องขึ้นราคาสิ่งของ บำเหน็จ รับไปแล้ว หมดไปแล้ว ก็ยังไม่ตาย บำนาญ เดิมรับเท่าไร ก็เท่านั้นตลอดชีวิต เดิมข้าวราดแกง จานละ 20 ตอนนี้ 35-40 แล้ว อย่างอื่น ไม่ต้องพูดถึง
กู้เงินมาขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองและพวกพ้อง ทำให้ของขึ้นราคา คนแก่ที่เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย เกษียณแล้ว ยังไม่ตาย แต่ทำงานไม่ได้ ก็แย่ซิครับ จากคุณ: พลังจิต
ความคิดเห็นที่ 19 บางอย่างก็เกินความจำเป็นจริงๆนั่นละ .. จากคุณ: ที่คาดผม
ความคิดเห็นที่ 20 ดีแล้วครับ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของระบบสวัสดิการ งานวิจัยล่าสุดของ TDRI ระบุชัดครับว่า กลุ่มข้าราชการได้ผลประโยชน์จากค่าใช้จ่ายในด้านสาธารณสุขของรัฐมากที่สุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จากคุณ: หมูอวบ ความคิดเห็นที่ 21 บางอย่าง ขรก ก็ได้เกินความจำเป็นจริงๆนะคะ จากคุณ: *ShotButSweet*
ความคิดเห็นที่ 22 การลดความเหลื่อมล้ำที่ถูกต้อง คือ ต้องดึงคนที่มีรายได้น้อย สวัสดิการน้อย ให้เข้าใกล้คนที่มีรายได้มาก สวัสดิการมาก ไม่ใช่ดึงคนทีมีรายได้ดี สวัสดิการดี ให้เป็นคนจน สวัสดิการห่วยๆ จากคุณ: Sono
ความคิดเห็นที่ 24 ถ้ามองมุมเดียวก็ใช่ครับ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลครับ เพราะคนที่ทำงานด้านนโยบายนี้คือข้าราชการล้วนๆ... ผม เคยชี้แจงไปแล้วว่า ราชการนั้นมีค่าเฉลี่ยการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่อคนอยุ่ที่ราว 10.000 บาท ในขณะที่กลุ่มอื่นนั้นเฉลี่ยเพียง 2,000 บาท อะไรคือความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น?? เราไม่ได้ดึงราชการมาเพื่อให้ได้สิทธิลดลงครับ แต่เราทำให้สมเหตุสมผลมากขึ้นเฉยๆ จากคุณ: Epinephrine
ความคิดเห็นที่ 30 สงสารอ่ะ ยาคนแก่ ทั้งนั้น จะลอยแพ ข้าราชฯ เอาตอนแก่หรือเนี่ย? ทำงาน เงินเดือนน้อย มาทั้งชีวิต เงินเก็บก็ไม่มี มากนัก แค่บำนาญ กิน หวัง ฝากผีฝากไข้ ตอนชรา แล้วจะจ่ายไหวหรือเนี่ย ? จากคุณ: วิช
ความคิดเห็นที่ 31 อืม ..ง่ายดีเนอะ ... จะประหยัด ก็บอกว่า ไม่ให้เบิก ... กรมบัญชีกลาง .. ซึ่งก็เป็น ข้าราชการเหมือนกัน .. ไม่ลองคิด ไม่ลองศึกษาหน่อยหรือว่า ยาอะไรที่จำเป็นต้องมี จำเป็นต้องใช้ .. ส่วนตัวผมก็ยังเชื่อว่า ยาต้นแบบ ( ยานำเข้า ยา original ) บางตัว ก็มีความน่าเชื่อถือ มีคุณภาพที่ดีกว่า ยาของบางประเทศ ... สำหรับ เรื่องต้นทุน ค่าใช้จ่ายของข้าราชการ ที่สูงนั้น ก็เกิดจากหลายสาเหตุ .. ผมขอยกข้อความของ อ.เชิดชู มาลงไว้ ถ้าใครสนใจ ก็แวะไปอ่านต่อละกัน ..
" เมื่อโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขเริ่มขาดทุนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2545 หลังจากการมีระบบหลักประกันสุขภาพแล้ว โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้รับเงินสำหรับการใช้จ่ายในการรักษา พยาบาลผู้ป่วยจากสำนักงบประมาณโดยตรง (แม้แต่เงินเดือนข้าราชการส่วนหนึ่งก็ต้องไปแบ่งมาจากงบประมาณเหมาจ่ายราย หัวที่รัฐบาลจ่ายให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) แต่โรงพยาบาลจะได้รับเงินเหล่านี้หลังจากส่งรายงานการรักษาผู้ป่วยไปยัง สปสช.
แต่ เงินที่ได้จาก สปสช.นี้เป็นรายรับที่ขาดทุน(น้อยกว่ารายจ่ายที่โรงพยาบาลต้องจ่ายจริง) ตามระเบียบที่ สปสช.กำหนด ทำให้โรงพยาบาลต้องควักเงินเก่า(เงินบำรุง)ที่ยังเหลืออยู่มาใช้ในการดำเนิน การรักษาผู้ป่วย แต่เงินบำรุงที่มีอยู่ก็ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากงบประมาณที่โรงพยาบาลได้รับจาก สปสช.นั้น ทำให้โรงพยาบาลขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี
ผู้บริหารกระทรวงสาธารณ สุขจึงต้องหาทางหารายได้เพิ่ม แต่เมื่อไม่สามารถของบประมาณจาก สปสช.พิ่มขึ้นได้ ผู้ บริหารกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อ ขึ้นราคา ค่ายา ค่าห้องพิเศษ ค่าตรวจพิเศษ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าทำบัตร และค่าบริการตรวจรักษาผู้ป่วยอีก 30-100 % (บางอย่างไม่เคยเก็บเงิน ก็เรียกเก็บ เช่นค่าทำบัตรผู้ป่วยและ ค่าบริการทางการแพทย์ เป็นต้น) โดยมีระเบียบนี้ในปีพ.ศ. 2547
ซึ่ง อัตราค่าบริการที่เพิ่มขึ้นนี้ โรงพยาบาลจะเรียกเก็บจาก สปสช.ไม่ได้อยู่แล้ว แต่โรงพยาบาลจะเรียกเก็บได้จากผู้ป่วยที่จ่ายเงินเอง และผู้ป่วยที่ใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อนำรายได้จากผู้ป่วยส่วนนี้ ไปช่วยลดการขาดทุนสะสมจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
การ ขึ้นราคา ค่าบริการต่างๆของโรงพยาบาลดังกล่าว จึงทำให้เห็นว่า งบประมาณค่ารักษาพยาบาลของสวัสดิการข้าราชการจึงเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ซึ่งจะเห็นได้ว่า สาเหตุที่ค่าใช้จ่ายของสวัสดิการข้าราชการนอกจากจะเพิ่มขึ้นเพราะโรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขขึ้นราคาค่าบริการทั้งหมดแล้ว การที่แพทย์สามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาสั่งยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละ รายของตนแล้ว
ยังเป็นเพราะว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็งและการรักษาโรคหัวใจและโรคที่ยุ่งยากซับซ้อน อื่นๆนั้น มียาใหม่ๆที่มีราคาสูงแต่มีคุณภาพในการรักษาเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นในขณะที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง และจะเห็นได้ว่า โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์และโรงพยาบาล ของโรงเรียนแพทย์ที่รับรักษาผู้ป่วยที่ใช้สิทธิการรักษาจากสวัสดิการข้า ราชการนั้น จะมีรายได้สูงและนำรายได้จากส่วนนี้ มาถัวเฉลี่ยกับการขาดทุนจากระบบหลักประกันสุขภาพ
ส่วนจะมีการทุจริต เบิกยาไปขายบ้าง ก็ควรดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย แต่กระทรวงการคลังกลับจะมาลงโทษข้าราชการ โดยการจำกัดการใช้ยา โดยที่ตัวเองก็ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ "
อ้างอิง...
โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขขาดทุนเพราะอะไร ... พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=14-10-2010&group=7&gblog=111
ปล.
บาง คนอาจสงสัยว่า ผมนำข่าวมาลงเพราะผมเสียประโยชน์ .. ก็เลยแจ้งไว้ก่อนว่า ผมลาออกจากราชการแล้ว .. จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ ( ตอนนี้ ใช้บัตรเทพ เอ๊ย บัตรทอง ..ฟรีทุกอย่าง ) จากคุณ: หมอหมู
ความคิดเห็นที่ 32 ผมคิดว่านี่คือผลพวงจากการให้จ่ายตรงได้ เพราะเวลาคนไข้มารับยาโดยไม่ต้องจ่ายเงินไปก่อนแล้วค่อยเบิกทีหลัง เกือบทุกคนจะขอเยอะไว้ก่อน บางคนขอเป็นสิบตัว ถ้าไม่ให้บางคนก็โวยวาย แต่ ถ้าคนที่เอาไปเบิกทีหลังแต่จ่ายก่อน จะอยากได้เฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เพราะไม่อยากจ่ายไปก่อนเยอะ บางคนบอกว่ากว่าจะได้เบิกก็ครึ่งปี ก็เลยไม่อยากได้ยาเยอะ ทั้งสองกลุ่มนี้คือข้าราชการ แต่พฤติกรรมการรับยาจะต่างกันชัดเจน จากคุณ: I am เตียบ่อกี้
ความคิดเห็นที่ 35 บัตรทองถ้าเป็น MI refer ไปทำ PCI เอกชนได้ เค้าตั้งเบิก DRG เอง ตอนนี้ refer ไปหลาย case แล้ว ถ้าต้อง CABG เค้าก็ตั้งเบิกกับสปสชได้ ใช้ยาในบัญชีไป ซึ่งพอไหว แต่ก็ไม่ได้ดีมาก เช่น clopidogrel india ซึ่งจำได้ว่าเคยดูเอกสารเมื่อปีที่แล้วรู้สึกว่าทำ BE ไม่ผ่าน
ข้าราชการ ถ้าพลาดมานอนรพ.รัฐที่ทำอะไรไม่ได้ ไม่มียา thrombolytic อันนี้นอนรอความตายหรือ HF ได้เลย เพราะรร.แพทย์ก็ไม่ค่อยอยากรับเพราะเบิกได้แค่ DRG ส่วนยาอื่นๆที่ควรจะได้จริงๆ มักเป็นยานอกบัญชีและแพง ทำให้รพ.ขาดทุนแน่นอน refer ไปก็ไม่ค่อยรับ นอกจากจะใจดีจริงๆ หรือเส้นใหญ่จริงๆ
สรุปสุดท้ายแนะนำว่า ถ้าเป็นข้าราชการ คิดว่าป่วยหนักให้เข้ารร.แพทย์ไปเลยจะดีกว่า ไม่งั้น refer ลำบากมากๆ จากคุณ: xanyz
ความคิดเห็นที่ 36 ผมเห็นด้วยกับข้อความในความเห็นที่ 31 ของหมอหมู ที่ว่าค่าใช้จ่ายของข้าราชการสูงขึ้นมากเพราะโรงพยาบาลขาดทุนจาก บัตรทองและประกันสังคม จึงพยายามหารายได้ทางอื่นเสริม ดังนั้นจึงออกมาทาง เบิกจ่ายจากระบบราชการมากขึ้น เพิ่อชดเชยการขาดทุน ข้าราชการก็รับบาปไปเต็มๆ จากคุณ: Sono
ความคิดเห็นที่ 37 ผมก็งงมากกับบัตรทอง อะไรมันจะมีสิทธิพิเศษขนาดนั้น ทั้งๆที่ไม่ต้องจ่ายสักบาท มันผิดหลักของการประกันสุขภาพอย่างสิ้นเชิง และจะพาระบบสาธารณสุขลงเหวทั้งระบบ
ประกันสังคมก็เฮ็งซวยมาก เบิกได้น้อย ข้อจำกัดเยอะมาก แต่หักเงินโคตรเยอะ
ส่วน ขรก. ถือว่าจ่ายค่าประกันสุึขภาพมากที่สุด ทำไมผมคิดอย่างนั้น ก็เพราะว่าเงินเดือนขรก.น้อยกว่าเอกชนอยู่หลายเท่า สวัสดิการที่เบิกได้มากที่สุดก็คือค่ารักษาพยาบาล ดังนั้นเงินเดือนที่หายไปมันก็คือๆกันกับค่าประกันสุขภาพนั่นแหละ เพียงแต่เบิกให้พ่อแม่และภรรยาได้ด้วย แต่ต้องจ่ายเบี้ยประกันเดือนละเป็นหมื่น (จากเงินเดือนที่หายไปเมื่อเทียบกับเอกชน) จากคุณ: ม้าหงอย
ความคิดเห็นที่ 38 เรืองการจำกัดงบรายจ่าย เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วครับ .. เพราะุถ้าอัตราการเพิ่มของสิทธิ์ข้าราชการเป็นแบบนี้ รัฐบาล (ไม่ว่าพรรคไหน) ก็ไม่มีเงินมาให้แน่นอน .. ผมก็เห็นด้วยในหลักการที่ว่า ควรมีการจำกัดการใช้ยา เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย .. ปัญหาก็อยู่ตรงที่ " วิธีการ " ถ้าเหมารวมแบบนี้คงไม่ไหวเหมือนกัน .. แล้วเรื่องเหล่านี้ ข้าราชการ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง .. ไม่เคยรับรู้ พอไปเบิกยาไม่ได้ ก็มีปัญหากับหมอ กับ รพ. .. พอเปลี่ยนยาไป ... แล้วผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่ได้ผล ไม่ดีขึ้น .. หมอก็รับเละอีก ???
จากคุณ: หมอหมู
ความคิดเห็นที่ 39 เพราะฉะนั้นคุณหมอทั้งหลาย ควรที่จะอธิบายให้คนไข้รับรู้ว่า ใครเป็นผู้สั่งงด การเบิกจ่าย จะได้ไปเรียกร้องได้ถูกที่ถูกทาง ครับ จากคุณ: กินลม ชมทะเล
ความคิดเห็นที่ 42 ผมงงมาตั้งแต่ต้นแล้วละครับ การงดหรือจำกัดการจ่ายยาตามนโยบายนี้ มีผลทำให้อการของโรคทุเลาช้าลงหรือไม่ หากคิดเทียบออกไปเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพราะการรักษาที่ด้อย ประสิทธิภาพ ไหนจะสิ้นเปลืองกว่ากัน วิตามินก็เป็นอีกเรื่องที่คาใจมานาน... ห้ามจ่ายวิตามิน ในบางกรณีคนไข้ไม่สามารถรับวิตามินได้ครบความต้องการทางการกินอาหารปกติประจำ หากมีอาการเจ็บป่วยเพราะขาดวิตามิน จะทำให้เสียค่ารักษามากกว่าการกินวิตามินหรือไม่ ใครไขข้อข้องใจของผมได้บ้างครับ
บางคนก็เข้ามาพูดแทนรัฐบาลว่าถ้ากินอาหารครบทุกหมู่แล้วก็ไม่น่าจะขาดวิตามิน... ใคร ๆ ก็รู้ครับ แต่กรณีที่ผมยกตัวอย่างมา "คนไข้ไม่สามารถรับวิตามินให้ครบได้จากการกินอาหารตามปกติ" ก็รู้กันอยู่นิสัยการกินของคนไทยเดี๋ยวนี้ มีใครบ้างที่กินผักได้ครบทุกมื้อหรือทุกวัน โปรตีนยิ่งแล้วใหญ่สำหรับคนบางกลุ่ม เคยเห็นวิธีการกินโปรตีนของชาวอีสานบางพวกไหมครับ บางครั้งแจ่ว หรือป่นปลาเป็นโปรตีนที่เลิศสุดในมื้อนั้น แต่วิธีการกินของคนอีสานคือปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนแล้วจิ้มกับแจ่วยัดเข้าปาก แล้วกิน ผักตาม โปรตีนที่ได้ก็คือน้ำของแจ่วหรือป่นปลาที่ติดปั้นข้าวเหนียวเท่านั้นแหละครับที่เขาได้ ใครจะไปคอยนั่งกำกับการกินของเขาอยู่ทุกคำล่ะครับ จากคุณ: satitp
ความคิดเห็นที่ 45 ไม่มีอย่างอื่นให้ประหยัดแล้วเหรอ มาประหยัดเอากับค่ารักษาพยาบาลเนี่ย จากคุณ: มุบมิบ (X Dog)
พ.ศ.2552 ...กรมบัญชีกลางคุมเข้มเบิกจ่ายยา ขรก. ไม่ทำตามเกณฑ์ เรียกเงินคืนคลัง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=12-12-2016&group=29&gblog=1 พ.ศ.2552
คลังตั้งทีมรื้อค่ารักษา ข้าราชการ 7 หมื่นล. ... คลังหน้ามืด!ค่ารักษาขรก. พุ่ง1.5แสนล. //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-12-2009&group=29&gblog=2 พ.ศ.2552
สรุปอภิปราย มาตรฐานการกำหนดค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ใน สวัสดิการการ ของ ข้าราชการ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-02-2010&group=29&gblog=3 พ.ศ.2552
เสนอเลือกเบิกจ่ายยาให้ข้าราชการบางกลุ่ม ??? .... ข้าราชการ ก็เตรียมตัวไว้บ้าง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=18-05-2009&group=29&gblog=4 พ.ศ.2553
คลังเปิดทางให้ ข้าราชการนอนรักษาร.พ.เอกชนได้ ..... (ดูเหมือนดี แต่มันจะดีจริงหรือ ???) //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=03-09-2010&group=29&gblog=5 พ.ศ.2554
ขรก.จ๊ากแน่ คลังเลิกจ่าย ยานอก9กลุ่ม (ไทยโพสต์) ....นำกระทู้มาลงไว้เป็นข้อมูล //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-01-2011&group=29&gblog=6 พ.ศ. 2555
จ่ายยาต้นแบบให้ข้าราชการ (เบิกได้)แต่หมออาจต้องจ่ายเงินตัวเองให้ DSI.. //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-07-2012&group=29&gblog=8 พ.ศ.2556 ...คลังรุกอีกคุมเข้ม"ป่วยนอก"ขรก.วางแนวให้"เหมาจ่าย"เผยเจอข้อมูลส่อทุจริตเวียนรับยารพ.600ครั้ง/ปี //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=05-11-2012&group=29&gblog=7 พ.ศ.2557
ปัญหายาข้าราชการ....ประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึง ... โดยนาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=25-10-2012&group=29&gblog=9 พ.ศ.2559
กรมบัญชีกลาง เตะหมูเข้าปากหมา?ตัดงบ 60,000 ล้าน ให้ บ.ประกันบริหารค่ารักษา ขรก. //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=29-09-2016&group=29&gblog=10 พ.ศ.2560
ขบวนการใช้สิทธิขรก.โกงยา สวมสิทธิ-ยิงยา-ช็อปปิ้งยา ปี59 ใช้บริการกว่า 27.8 ล้านครั้ง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=14-08-2017&group=29&gblog=11
| Create Date : 25 มกราคม 2554 |
| Last Update : 14 สิงหาคม 2560 23:12:06 น. |
|
1 comments
|
| Counter : 740 Pageviews. |
|
 |
|