Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง บัตรสามสิบบาท ฯลฯ) หาข้อมูลก่อนแสดงความเห็น บ้างก็ดีนะครับ




จากกระทู้ ร้อนแรงในห้องสวนลุม
อยากทราบว่า สิทธิ์บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท มีข้อดี ข้อเสียอย่างไรและที่ว่าสิทธิ์ 30 บาท ทำให้ระบบล้มเหลว
//pantip.com/topic/32314040

ทำไมต้องพยายามยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการมันไม่ดียังไง แล้วผู้เสนอได้ประโยชน์อะไร?
//pantip.com/topic/32319613

จึงขอแสดงความเห็นร่วมด้วย และ นำมาบันทึกไว้ เพื่ออ้างอิงในอนาคต  ( ผมตั้งกระทู้ไว้ในห้องสวนลุม //pantip.com/topic/32319800 )

๑. ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  (บัตรทอง บัตรสามสิบบาท ฯลฯ)  หลักการดี แต่วิธีปฏิบัติ ควรปรับเปลี่ยน  ไม่ใช่ "ยกเลิก" ... และ ผมฟันธงเลยว่า " ไม่มีใครกล้ายกเลิก "

๒. ระบบบริการสาธารณสุขบ้านเราในตอนนี้ มีปัญหาจริง ๆ .. ทั้งผู้ปวย (ญาติ) แพทย์ พยาบาล ฯลฯ ล้วนแต่ได้รับ "ทุกข์" ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น  โดยเฉพาะ ผู้ที่อยู่ รพ.รัฐ   ส่วนแพทย์ ที่เปิดคลินิก หรือ รพ.เอกชน ไม่ต้องห่วงเขาครับ เพราะ ใช้ บัตรทองมาสิบปี เขาก็อยู่กันได้ และส่วนใหญ่ กิจการก็เติบโต ไม่มีหมอเอกชน บ่นว่า ไม่มีคนไข้ เขาไม่เสียประโยชน์กับโครงการนี้หรอกครับ  มีแต่ ได้ กับ ได้ และ ได้  ..  

๓. คนที่ออกมาแสดงความเห็นต่าง  โดยเฉพาะ แพทย์  ไม่ได้หมายความว่า ต่อต้าน .. แต่เพราะ แพทย์ ใน รพ.รัฐ เป็นผู้ประสบปัญหานี้ โดยตรง เพราะ ต้องเผชิญหน้ากับ ผู้ป่วยและญาติ เวลามีปัญหา หมอ ก็จะโดนด่าก่อนเสมอ ทั้งที่บางครั้ง ไม่เกี่ยวด้วยเลย .. แพทย์มีความทุกข์ จึงอยากจะระบาย แสดงความเห็นบ้าง ก็เท่านั้น

๔. อย่าเอาเรื่อง ระบบสุขภาพ ไปโยงกับการเมืองเลยครับ .. เรามาคุยกัน ดีกว่า ว่า คนไทยอย่างเรา จะอยู่กันอย่างไร จะปรับปรุงระบบบริการสาธารณทุกข์ ให้เป็น ระบบสาธารณสุข ได้อย่างไร

๕. แนวโน้ม เชื่อว่า จะมีการรวมกองทุน (ข้าราชการ ประกันสังคม บัตรทอง) อาจไม่ได้รวมเงินเพราะมีทีมาของเงินต่างกัน แต่ จะมีระบบบริการทางการแพทย์ ยา ฯลฯ ที่ใกล้เคียงกัน (มาตรฐาน ต่ำสุด ? ) จึงอยากเตือน "ข้าราชการ" ให้เตรียมตัว เตรียมใจไว้บ้าง

ปล. ผมเคยเป็นแพทย์ อยู่ รพ.จังหวัด ช่วงเปลี่ยนผ่านระบบฯ  ตอนนี้ลาออกจากราชการ ..ตัวผม และ ครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง ทุกคน ใช้สิทธิรักษาพยาบาล บัตรทอง (บัตรสามสิบบาท ฯลฯ)  ยังยืนยันเช่นเดิมว่า ระบบบัตรทอง มีข้อดีเยอะ แต่ก็มีข้อเสียแยะ ควรมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ผมและครอบครัวก็จะได้ ใช้ยาดี ๆ เทคโนโลยี่ทางการแพทย์ เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย ได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ ที่ได้รับการพัฒนาความรู้สม่ำเสมอ (ด้วยงบสนับสนุนของรัฐ) มีแพทย์พยาบาล เจ้าหน้าที่เพียงพอ ( เยอะเนอะ ๕๕๕๕๕๕ )

................................

แถมเรื่องประวัติความเป็นมาของระบบสุขภาพของไทย







อยากให้สังเกต ช่วงปี ๒๕๕๔  ก่อนที่จะเริ่มนำโครงการฯ มาใช้
เมย.  ศึกษาวิจัยใน รพ.ต้นแบบ ๖ แห่ง ... ผ่านไปเพียงสองเดือน ก็เพิ่มเป็น ๑๕ แห่ง ( โดยบอกว่า ๖ แห่งแรก ข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่กระจาย )   ถัดไปอีก สี่เดือน ก็ขยายเพิ่มไปอีก  .. รวมเวลาศึกษาเพียง ๑ ปี เท่านั้นก็นำไปใช้จริง

การเร่งรัด กระจายโครงการนี้ไปทั่วประเทศ ก็ทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน ?




จะเห็นได้ว่า " ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ( ๒๕๕๗ ) ก็ได้มีการศึกษา วิจัย กันมาตั้งนานหลายปีแล้ว ว่า จะเกิดปัญหาขึ้น .. มีการเสนอแนวทางป้องกันแก้ไขไว้ด้วย  ... เหลือแต่ " ผู้ที่จะนำไปใช้จริง "  ???


..................................................

แถมเรื่อง งบประมาณ ที่ได้รับการสนับสนุน


ค่าใช้จ่ายของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาล เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
มองในแง่ดี รัฐใส่ใจสุขภาพของประชาชนจึงให้งบสนับสนุน เพิ่มขึ้น
มองในแง่ร้าย แล้วที่เคยบอกในช่วงปีสองปีแรกว่า งบที่จัดให้ไปนั้นเหมาะสมแล้ว ก็โกหกนะสิ ? อีกประเด็นก็คือ เพิ่มงบแล้วระบบบริการสุขภาพดีขึ้นจริงหรือ ?
ที่ต้องติดตามกันต่อก็คือ จะเพิ่มงบไปแค่ไหน ?

ปล. ระบบประกันสังคม และ ข้าราชการเบิกได้ ถูกจำกัดงบ ให้ใช้ได้แค่นั้น ?







ปี ๒๕๔๙ - ๒๕๕๔  ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

.................................................

อยากให้ลองค้นหาข้อมูล ลองอ่านงานวิจัย เรื่องนี้ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)  มีเพียบเลยครับ ..

//kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/1/discover?rpp=10&page=1&query=%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E&group_by=none&etal=0

แนะนำ ๒ เรื่องนี้ก่อน จะได้ทราบความเป็นมาแล้ว กรอบแนวคิด ที่จะพูดคุยกันต่อไป

hs1935 รายงานการประเมินระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 2544-2553
 //hdl.handle.net/11228/3462

hs1986 ระบบหลักประกันสุขภาพไทย 2555
//hdl.handle.net/11228/3691


แต่ถ้าไม่สะดวก ลองอ่านเล่น ๆ ในบล็อกผมก่อนก็ได้ครับ

ทีดีอาร์ไอ : ระบบประกันสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและเท่าทียมของไทยในอนาคต
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-03-2013&group=7&gblog=173

“ความจริง” ที่เกี่ยวกับระบบการบริการด้านสุขภาพของประเทศไทย .. พญ. เชิดชู
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-11-2009&group=7&gblog=39

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลักการดีแต่ต้องรีบ“ปฏิรูปวิธีดำเนินการ” ... พญ. เชิดชู
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=14-04-2009&group=7&gblog=23

เมื่อ สาธารณสุข กลายเป็น สาธารณทุกข์ โดย : นพ. เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-11-2012&group=7&gblog=167

ภาพข้อมูลนำไปลงในเฟสผมด้วย " สู่ระบบหลักประกันสุขภาพมาตรฐานเดียว " https://www.facebook.com/phanomgon/media_set?set=a.627610797254600.1073741826.100000170556089&type=3


แถม อีก ...



กว่าจะเป็น'ระบบประกันสุขภาพ'   
TCIJ 05 พฤศจิกายน 2555
//tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=1420




วิกฤติบริการสาธารณสุข?
นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ เปิดปมร้อน 10 ปี สปสช. รพ.รัฐขาดทุนถ้วนหน้า – หมอ พยาบาลป่วน หวั่นอนาคตระบบสาธารณสุขไทย เอาไม่อยู่
//thaipublica.org/2012/03/sutham-evaluation10-years-nhso/

บทความ ตั้งแต่ 27 มีนาคม 2555 แต่เนื้อหา เหตุการณ์ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน ( และ อนาคต???)

....................................

เจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว นโยบายดี แต่การปฏิบัติล้มเหลว ? ...   
//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=14-10-2014&group=7&gblog=185

ณรงค์ สหเมธาพัฒน์” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แจงสภาพข้อเท็จจริงระบบสุขภาพของไทย   
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=18-09-2014&group=7&gblog=183

...................................






แก้ปัญหาโครงการประชานิยม 30บาทก่อนประเทศจะล่ม ด้วยแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำโรงพยาบาลให้เป็นของชุมชนปฏิรูปสังคมไทยให้เข้มแข็ง

โดย ศ.ดร.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร 29 เมษายน 2558 12:21 น.

//www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000048860

วิพากษ์ข้อเสนอในการแก้ปัญหาโครงการประชานิยม30 บาท ของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร. อภิวัฒน์ มุทิรางกูร

โดย แพทย์หญิงเชิดชู อริยศรีวัฒนา 2 พฤษภาคม 2558 19:04 น.

//www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000050272

Breakdown ค่าใช้จ่ายโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะ Brokeหรือไม่?

โดย อ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ 29 เมษายน 2558 10:28 น.

//www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000048775

โรงพยาบาลของรัฐในประเทศไทยขาดทุนเพราะ ใคร?:บทวิเคราะห์หาสาเหตุ

โดย อ.ดร.อานนท์ศักดิ์วรวิชญ์/ศ.ดร.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร 21 เมษายน 2558 15:44 น.

//www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000045566

ค่าใช้จ่ายในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสปสชกับ Rand Health Insurance Experiment: เมื่อคนใช้ไม่ต้องจ่ายชาติจะฉิบหายได้หรือไม่?

โดย อ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ 18 มีนาคม 2558 15:35 น.

//www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000031735

เจาะงบ สปสช.ใช้เงินเหมาจ่ายรายหัวประชาชนผิดประเภทแจกทำวิจัยและไม่ใช่หน่วยบริการตามกม.มีชื่อ”นพ.สมศักดิ์”รมช.สาธาธารณสุข– คตร. สั่งปลัดสาธารณสุขเร่งรัด สปสช.หาคนผิดลงโทษ

//thaipublica.org/2015/01/public-health-services-52/



วุฒิสภาชี้ รพ.ปี 56 ขาดทุนหนักแนะรัฐอัดงบฉุกเฉินแก้วิกฤติ
Tue, 2012-11-20 11:27 -- hfocus
//www.hfocus.org/content/2012/11/1767

“นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์” ย้ำ“งบสาธารณสุข” มีปัญหา บีบสปสช.ปล่อยเงินค้างท่อ 17,000 ล้าน อุ้มรพ.ขาดสภาพคล่อง
13 ตุลาคม 2011
//thaipublica.org/2011/10/health-budget-problems/

10 ปีประกันสุขภาพถ้วนหน้า – โรงพยาบาลรัฐขาดทุนถ้วนหน้ากว่า 7,000 ล้านบาท
16 กันยายน 2011
//thaipublica.org/2011/09/10-years-healthcare/

เปิดรายงานอนุกรรมาธิการ วุฒิสภา ทำไมรพ.ขาดทุน-บริษัทยาฟ้อง-ค้างค่าน้ำค่าไฟ  
30 กันยายน 2011
//thaipublica.org/2011/09/commission-report/

ฤาจะถึงกาลล่มสลายของระบบสาธารณสุขไทย
12 กันยายน 2011
//thaipublica.org/2011/09/thai-health-part1/
//thaipublica.org/2011/09/editorial-letter-jomkwan/
//thaipublica.org/2011/09/letter-to-editor2/



Create Date : 13 กรกฎาคม 2557
Last Update : 13 กันยายน 2560 13:24:20 น. 5 comments
Counter : 2820 Pageviews.  
Share to Facebook

 

บทความ ตั้งแต่ 27 มีนาคม 2555 แต่เนื้อหา เหตุการณ์ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน ( และ อนาคต???)

วิกฤติบริการสาธารณสุข?
นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ เปิดปมร้อน 10 ปี สปสช. รพ.รัฐขาดทุนถ้วนหน้า – หมอ พยาบาลป่วน หวั่นอนาคตระบบสาธารณสุขไทย เอาไม่อยู่

//thaipublica.org/2012/03/sutham-evaluation10-years-nhso/




โดย: หมอหมู วันที่: 17 กันยายน 2557 เวลา:14:08:58 น.  

 
หลายโรครุมเร้าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในอังกฤษ
เขียนวันที่ วันพุธ ที่ 08 กรกฎาคม 2558 เวลา 17:38 น.
เขียนโดย จิตรา วาริช
//www.isranews.org/isra-news/item/39772-nhs.html

ในขณะที่นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยหรือที่คนส่วนใหญ่คุ้นกันในชื่อว่า 30 บาทรักษาทุกโรคหรือบัตรทองยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงในสังคมไทย สังคมอังกฤษก็มีการถกเถียงถึงอนาคตของบริการสาธารณสุขแห่งชาติหรือ National Health Service (เอ็นเอชเอส) เช่นกัน ถกมานานและหลากหลายประเด็นด้วย ว่าไปแล้วเอ็นเอชเอสก็คือแม่แบบของโครงการ 30 บาท นพ. สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของโครงการ 30 บาท เป็นผู้ผลักดันแนวคิดรัฐสวัสดิการด้านสุขภาพให้เกิดขึ้นในสังคมไทย นพ.สงวน ซึ่งได้ลาโลกนี้ไปแล้ว เคยมาศึกษาที่วิทยาลัยสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งลอนดอนด้วย (London School of Hygiene & Tropical Medicine)

ประเด็นหลักประเด็นหนึ่งของข้อถกเถียงในสังคมไทยในช่วงนี้คือ เรื่องการบริหารจัดการงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของสปสช. จนมีเสียงวิจารณ์การบริหารไปถึงขั้นที่ว่าอาจส่งผลให้เหมือนกับประเทศกรีซและมีฝ่ายที่ออกมาพูดว่ารัฐบาลมีแผนจะยกเลิกบัตรทอง แต่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีออกมาสยบข่าวลือดังกล่าว พูดหนักแน่นว่ารัฐบาลไม่เคยคิดยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค

“บ้าไปแล้ว ผมไม่ยกเลิกหรอก โครงการ 30 บาทใครจะไปยกเลิก อย่างไรก็ตาม ก็ขอให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพทางการแพทย์และพยาบาลเข้าถึงการรักษาพยาบาลประชาชนที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง”

ถ้านายกฯ ตู่ ยกเลิกโครงการ 30 บาท ก็เท่ากับว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เพราะเป็นนโยบายที่ให้หลักประกันด้านสุขภาพกับประชาชนอย่างทั่วถึง ประชาชนส่วนใหญ่ต่างบอกว่าบริการสาธารณสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับและรัฐบาลต้องจัดหาให้ กรณีปัญหาเรื่องการบริหารงบประมาณก็จะต้องมาดูกันอีกทีว่าจะมีช่องทางไหนที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพได้มากที่สุดและทำให้โครงการนี้เป็นโครงการที่ยั่งยืนได้

การบริหารจัดการงบประมาณเป็นปัญหาใหญ่ของเอ็นเอชเอสเช่นกัน เพราะเอ็นเอชเอสเป็นระบบที่ให้บริการฟรี ที่ผู้ป่วยต้องเสียคือบริการตรวจเพื่อตัดแว่นและทำฟัน ส่วนบริการด้านสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตผู้ป่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจรักษา ค่าเข้ารักษาในโรงพยาบาล ค่าผ่าตัด ค่าบำบัดและติดตามผลนอกโรงพยาบาล ยกเว้นค่ายาซึ่งผู้ป่วยจะต้องจ่ายเองเวลาไปหาหมอที่เรียกว่าหมอครอบครัวหรือที่คนเรียกสั้น ๆ ว่าจีพี (General Practitioner) และจีพีสั่งจ่ายยา ผู้ป่วยสามารถไปรับยาตามใบสั่งนั้นได้ตามร้านขายยาที่จดทะเบียนรับจ่ายยาให้กับผู้ป่วยของเอ็นเอชเอส

กรณีต้องไปนอนโรงพยาบาลและโรงพยาบาลจ่ายยาให้ ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเงินค่ายา อย่างไรก็ตามอยู่ดี ๆ จะไปขอแอดมิดเข้าโรงพยาบาลไม่ได้ จะต้องมีใบส่งตัวจากหมอครอบครัว หรืออีกกรณีเช่น ผู้ป่วยไปหาหมอที่แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (เอแอนด์อี) และหมอเห็นว่าต้องนอนโรงพยาบาล ผู้ป่วยถึงแอดมิดได้

ขณะนี้รัฐบาลกำหนดเพดานค่ายาไว้ที่ 8.20 ปอนด์ (ราว 430 บาท) ต่อยาหนึ่งขนาน มีบางกรณีที่ไม่ต้องจ่ายค่ายา เช่น หญิงมีครรภ์หรือเพิ่งคลอดทารก ผู้มีรายได้น้อย หรือจ่ายในราคาที่ถูกกว่า 8.20 ปอนด์ หากต้องรับยาหลายตัวติดต่อกัน ค่ายานี้ไม่ได้คงที่ตลอดแต่ปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ราว 15-20 เพนซ์ (ราว 8-10 บาท) ต่อปี

เอ็นเอชเอส เริ่มจากแนวคิดที่ว่าประชาชนทุกระดับ ไม่ว่ารวยจน จะต้องสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพได้ โดยเอ็นเอชเอสถือกำเนิดเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2491 ซึ่งเป็นวันที่นายอไนริน เบวาน รัฐมนตรีสาธารณสุขในยุคนั้นไปเปิดโรงพยาบาลพาร์คในเมืองแมนเชสเตอร์ นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เอ็นเอชเอสมีอายุครบ 67 ปีแล้ว โดยขณะนี้ให้บริการประชาชนกว่า 64 ล้านคน ในอังกฤษ, ไอร์แลนด์เหนือ, เวลส์และสกอตแลนด์ เอ็นเอชเอสได้งบมาจากเงินภาษีและเงินที่เรียกว่า National Insurance คนเรียกสั้น ๆ ว่าเอ็นไอ โดยเอ็นไอเป็นเงินที่รัฐบาลเรียกเก็บจากผู้ที่ทำงาน บริษัท หน่วยงานและห้างร้านต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักประกันกรณีเจ็บป่วยหรือตกงานก็สามารถไปยื่นเรื่องขอเงินช่วยเหลือได้ เงินเอ็นไอยังส่งเข้ากองทุนบำนาญและใช้สำหรับจัดสรรสวัสดิการด้านอื่นด้วย หากแบ่งสัดส่วนรายได้ของเอ็นเอชเอสจะพบว่าราว 98.8% มาจากเงินภาษีกับเงินเอ็นไอ ส่วนอีก 1.2% เอ็นเอชเอสได้มาจากการเก็บค่ารักษาจากผู้ป่วย เช่น จากค่ายา ค่าบริการเพื่อตัดแว่นและทำฟัน

งบแต่ละปีสำหรับเอ็นเอชเอสเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องแถลงต่อสภาทุกปี สำหรับปีงบประมาณ 2558-2559 รัฐบาลให้งบเอ็นเอชเอสราว 6,047,440 ล้านบาท ภาระที่ประชาชนต้องช่วยรัฐบาลในกรณีบริการสาธารณสุขนอกจากเสียภาษี เสียค่าเอ็นไอแล้วก็คือช่วยจ่ายค่ายา งบค่ายาต่อปีของเอ็นเอชเอสล่าสุดอยู่ที่ราว 696,980 ล้านบาท

รัฐบาลพยายามรัดเข็มขัดเหมือนกัน บอกว่ามีการรั่วไหลเยอะ เช่น ผู้ป่วยรับยาไปแล้ว แต่กินไม่ครบคอร์สตามที่แพทย์สั่ง ล่าสุดรัฐมนตรีสาธารณสุขมีนโยบายว่ายาตัวไหนที่มีราคาเกิน 20 ปอนด์ (ราว 1,000 บาท) ขึ้นไป จะต้องมีป้ายกำกับราคาที่จำหน่ายตามท้องตลาด รวมทั้งระบุว่าเป็นยาที่ได้รับ “การอุดหนุนมาจากเงินภาษีของประชาชน” โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยตระหนักถึงภาระที่เอ็นเอชเอสต้องแบกรับและไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ งานวิจัยระบุว่าผู้ป่วยราว 30 - 50% ไม่ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง ทำให้มีการสูญเสียราว 15,720 ล้านบาทต่อปี นอกจากปัญหาเรื่องยาแล้วยังมีปัญหาผู้ป่วยผิดนัดแพทย์ ไม่มาตามนัด คำนวณออกมาแล้วมีการสูญเสียราว 8,400 - 39,000 ล้านบาทต่อปี

รายงานการวิจัยของคิงส์ฟันด์เกี่ยวกับเอ็นเอชเอสชี้ว่า เมื่อปีงบประมาณที่ผ่านมาโรงพยาบาลในสังกัดเอ็นเอชเอสหลายแห่งขาดทุนมากเป็นประวัติการณ์และสถานการณ์จะยิ่งแย่ลงไปอีกหากรัฐบาลไม่จัดสรรงบเพิ่มเติมให้เอ็นเอชเอส ปัญหาเงินไม่พอใช้เป็นเสมือนกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นตามโรงพยาบาลหลายแห่ง มีรายงานว่าเมื่อปีงบประมาณที่ผ่านมา (2557-2558) เอ็นเอชเอสขาดดุลถึงราว 43,000 ล้านบาท สาเหตุหนึ่งมาจากการจ้างบุคลากรทางการแพทย์ให้เข้ามาทำงานแทนพนักงานประจำในช่วงที่กำลังคนไม่พอ หน่วยงานที่กำกับดูแลการใช้จ่ายของเอ็นเอชเอสประเมินว่าในปีงบประมาณนี้ ยอดขาดดุลจะเพิ่มขึ้นอีก อาจขาดดุลถึงราว 104,000 ล้านบาท
นอกจากปัญหาการขาดแคลนกำลังคนและงบประมาณแล้ว เอ็นเอชเอสยังมีปัญหาการให้บริการด้วย เช่น เรื่องเตียงไม่พอรับผู้ป่วย ต้องส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเอกชน ทำให้เปลืองงบเพิ่มขึ้น การให้บริการล่าช้า ผู้ป่วยต้องเข้าคิวนานเพื่อรอรับการผ่าตัดแบบไม่เร่งด่วน มีหลายฝ่ายออกมาพูดว่าจะต้องมีการเก็บค่าบริการผู้ป่วยเพิ่ม เช่น กรณีผู้ป่วยนิดป่วยหน่อยก็ไปเอแอนด์อี ทำให้พนักงานเอแอนด์อีเสียเวลา แทนที่จะได้บริการผู้ป่วยที่จำต้องได้รับการดูแลจริง ๆ หรือเก็บเงินคนที่ผิดนัดแพทย์ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น

บริการสาธารณสุขแห่งชาติอังกฤษที่ก้าวมาจนมีอายุครบ 67 ปีในเดือนนี้ กำลังเผชิญกับปัญหาท้าทายหลายเรื่อง การทำให้เกิดความสมดุล ทั้งการบริการผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการกำลังคนและงบประมาณเพื่อให้เลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืนเป็นเรื่องที่ผู้บริหารเอ็นเอชเอสและรัฐบาลตั้งเป้า แต่จะทำได้หรือไม่ ยังคงเป็นคำถาม หรืออาจจะต้องก้าวไปถึงขั้นผ่าตัดใหญ่ ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

หมายเหตุ บริการสาธารณสุขแห่งชาติครอบคลุมถึงอังกฤษ, ไอร์แลนด์เหนือ, เวลส์และสกอตแลนด์ ซึ่งรวมเป็นสหราชอาณาจักร แต่ในบทความนี้ส่วนใหญ่กล่าวถึงเอ็นเอชเอสอิงแลนด์ที่ให้บริการเฉพาะในอังกฤษ ซึ่งมีประชากรรับบริการของเอ็นเอชเอสอิงแลนด์ราว 54 ล้านคน จากจำนวนประชากรในสหราชอาณาจักร 64.5 ล้านคน


โดย: หมอหมู วันที่: 11 กรกฎาคม 2558 เวลา:13:06:12 น.  

 
บัตรทองอาจล้มละลาย ใช้งบสูง16-17% เตรียมแนวทาง′ประชารัฐร่วมจ่าย′ ป้องกันรพ.ล้ม
//pantip.com/topic/34601155

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวระหว่างงานพบปะสื่อมวลชน เกี่ยวกับผลงาน สธ.ตามนโยบายในรอบ 1 ปีว่า หลายประเทศชื่นชมประเทศไทยเกี่ยวกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ "บัตรทอง" ว่า ใช้งบประมาณน้อยแต่สามารถดูแลระบบได้ทั้งประเทศ แต่งบฯ มาจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ซึ่งแนวโน้มการใช้งบประมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จนปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่16-17% คิดเป็น4.6%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งบางประเทศที่มีระบบเช่นเดียวกับประเทศไทยสามารถอยู่ได้ แต่มีการร่วมกันรับผิดชอบ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องคิดว่าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปหรือไม่อย่างไร

นพ.ปิยะสกลกล่าวอีกว่าในปี2559 ประชารัฐจะต้องร่วมสร้างความมั่นคงและยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่าจะดำเนินการแบบไหน อย่างไร จะให้รัฐบาลรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวไม่ไหว ใครจะช่วยจ่ายระบบอย่างไรต้องมาหารือร่วมกัน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการจัดทำแนวทางเพื่อระดมทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพที่มีนพ.สุวิทย์วิบุลผลประเสริฐเป็นประธาน และนายอัมมารสยามวาลาเป็นที่ปรึกษาได้เสนอภาพรวมว่า จะต้องดำเนินการแบบ ยั่งยืน เข้าถึงได้ มีความเป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ ถือเป็นแนวทางที่ดี แต่ต้องมีกระบวนการมีเงินมาช่วยระบบนอกเหนือจากงบประมาณจากรัฐบาลอย่างเดียว และไม่มีประเทศไหนที่รวยกว่าประเทศไทยกล้าที่จะใช้งบประมาณจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ประเทศไทยต้องยอมรับความจริง

"ทุกคนบอกว่าถ้าพูดเรื่องให้ประชาชนร่วมจ่ายจะถูกตี แต่ผมก็ต้องยอมให้ถูกตี ถ้าไม่มีใครกล้าที่จะปรับปรุงระบบ ก็จะต้องปล่อยให้หลักประกันแห่งชาติเจ๊ง เรื่องนี้ถ้าใครไม่เห็นด้วยก็ต้องเสนอแนวทางมาให้ว่าจะให้ทำอย่างไร ถ้าบอกว่าประชารัฐร่วมกันแล้วไม่ดี ก็ต้องบอกมาว่าที่ดีต้องทำอย่างไร จะพัฒนาประเทศอย่างไร แต่ประชารัฐต้องมีส่วนร่วมเรื่องหลักประกันสุขภาพฯ ทำให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ต้องเดินหน้าและยืนอยู่บนความจริง

ซึ่งการที่ประชารัฐจะร่วมกันก็มีหลายรูปแบบมากมาย ต้องมาคุยกันด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ตีก่อนเลย และในวันที่ 29 ธันวาคม 2558 จะเชิญคณะกรรมการที่มี นพ.สุวิทย์เป็นประธานมาประชุมร่วมกัน จากนั้น จะตั้งคณะทำงานเพื่อเดินหน้าต่อทันที และยินดีมากหากภาคประชาชนจะเข้ามาร่วมเสนอแนวทาง เพราะทุกคนเป็นเจ้าของประเทศเหมือนกัน ปัญหาต้องได้รับการแก้ไข" นพ.ปิยะสกลกล่าว

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีการติงว่าสวัสดิการข้าราชการใช้งบประมาณในการรักษาพยาบาลมากกว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า ข้าราชการเงินเดือนน้อยกว่าเอกชน การให้สิทธิการรักษาพยาบาลก็เป็นการให้สวัสดิการมิฉะนั้นต้องเพิ่มเงินเดือนให้ข้าราชการแล้วมาจ่ายรักษาพยาบาลเท่ากัน

//www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1450943754

https://www.facebook.com/Hfocus.org/posts/1112167368802823



โดย: หมอหมู วันที่: 25 ธันวาคม 2558 เวลา:21:09:54 น.  

 
บทความ "แนวปฏิรูป 10 ประการ กับ30บาทรักษาทุกโรค" จากไทยรัฐ ..อาจารย์ชัญวลีให้ความเห็นที่น่าสนใจมากคือ
.."ไม่ควรรักษาพยาบาลฟรีสำหรับผู้มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทุกคน แต่ควรมีระบบคัดกรองบุคคลที่มีรายได้น้อยและบุคคลที่สมควรช่วยเหลือ การรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกัน หมายถึงสามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้หมายถึงการได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน การควบคุมค่าใช้จ่ายของหลักประกันสุขภาพโดยไม่ลดประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล ไม่มีวิธีใดที่จะดีไปกว่าการร่วมจ่ายที่เหมาะสม"..

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=744638282263647&set=a.115271105200371.14950.100001524474522&type=3&comment_id=1036312776429528&ref=notif¬if_t=photo_comment_tagged

------------------------
::การปฏิรูปในภาคส่วนต่างๆ กำลังเข้มข้น ในส่วนของการรักษาพยาบาล อย่างโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคทำมากว่า 10 ปีควรปรับและปรุงหรือไม่ อย่างไรบ้าง

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข โรงพยาบาลพิจิตร อ.เมือง จังหวัดพิจิตร ในฐานะผู้อยู่ในภาคปฏิบัติ บอกว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคนั้นดีแน่ เพราะลดการล้มละลายจากการรักษาพยาบาลให้ชนชั้นกลาง และช่วยเหลือคนยากจน ทั้งทำให้คนมีศักดิ์ศรีด้วย ไม่ต้องขอสงเคราะห์อย่างก่อนมีโครงการนี้ออกมา

และการมีบริการ ใกล้บ้านใกล้ใจ รักษาโรคเรื้อรังใกล้บ้าน เท่ากับเป็นการป้องกันโรคขยายกว้าง เช่นการตรวจหามะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ดังนั้น “โครงการ 30 บาท แม้จะทำให้ประเทศชาติล้มละลายก็คงไม่สามารถเลิกได้” พญ.ชัญวลีบอก

ส่วนข้อเสียคือ เป็นนโยบายประชานิยมซึ่งต้องการงบประมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น การใช้บัตรมากขึ้น โรคซับซ้อนขึ้น ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไข้กับแพทย์ลดลง จำนวนคนไข้มาก โอกาสผิดพลาดทางการรักษาพยาบาลก็มีมาก และจะกลายเป็นว่า การป้องกันโรครักษาโรคกลายเป็นหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชนไม่พึ่งตนเองมีแต่รอรับความช่วยเหลือหรือรอรับบริการ

อย่างไรก็ตาม คุณหมอบอกว่า ในบรรดานโยบายประชานิยมของรัฐบาล โครงการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่รู้จักกันในนามของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งดำเนินการมาถึงปีที่ 12 นับว่าเป็นนโยบายที่ถูกใจประชาชนมากที่สุด จากสถิติพบว่า ปัจจุบันมีคนไทยกว่า 47.24 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 75.29 จากจำนวนประชากรกว่า 64 ล้านคน มีสิทธิ์ในหลักประกันสุขภาพที่ช่วยคุ้มครองดูแลสุขภาพ ในด้านการรักษาโรค การป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ตามข้อบ่งชี้ของแพทย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การสำรวจความพึงพอใจต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประชาชนและบุคลากรในหน่วยบริการปี พ.ศ.2551 โดยสำนักวิจัยเอแบคโพลพบว่า มีความพึงพอใจร้อยละ 88.37 โดยพึงพอใจในเรื่องบริการของแพทย์มากที่สุดร้อยละ 93.6

รองลงมาเป็นการบริการของเจ้าหน้าที่อื่นๆ รวมถึงการบริการของพยาบาล ร้อยละ 92.8 และผลการสำรวจความพึงพอใจต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี

ข้อดีที่เห็นได้ชัดก็คือ ประชาชนได้รับการคุ้มครองค่าบริการทางการแพทย์โดยไม่เสียค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถลดปัญหาความยากจนของประชาชนไทยจากการล้มละลายเพราะค่ารักษาพยาบาล แต่ข้อดีนี้ก็ส่งผลกระทบทางลบหลายประการ เช่น เกิดภาระด้านงบประมาณของประเทศจนอาจมีปัญหาความยั่งยืนของระบบ, มีความพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกปีเนื่องจากจำนวนประชากรที่ใช้บริการเพิ่มขึ้น และความสามารถในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นโดยกำหนดมาตรการหลายอย่าง เช่น ใช้เงินเป็นตัวกำหนดโรค, กำหนดการรักษาพยาบาล จนอาจเกิดการลดคุณภาพการรักษาพยาบาล, โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาล จนไม่มีงบประมาณในการลงทุนจัดหาซื้อวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ฯลฯ, มีการจำกัดการจ่ายยาท่ีมีราคาแพง, ประชาชนไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองแม้เจ็บป่วยเล็กน้อยก็ต้องพบแพทย์ เป็นต้น

ดังนั้น หากจะให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างยั่งยืน เกิดความสมดุลระหว่างการใช้งบประมาณกับคุณภาพและปริมาณการรักษาพยาบาล ควรมีการปฏิรูประบบหลัก ประกันสุขภาพถ้วนหน้าดังนี้

1. ส่งเสริมให้ประชาชนเป็นเจ้าของสุขภาพไม่ใช่บุคลากรทางสาธารณสุข ประชาชนควรรับผิดชอบการดูแลสุขภาพตนเองให้แข็งแรง หมอที่เก่งที่สุดคือตัวเราเอง เจ็บป่วยเล็กน้อยควรพึ่งตนเองเป็นพื้นฐาน มีกลยุทธ์ สนับสนุนให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักในการดูแลสุขภาพ มีแรงจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพ เช่น มอบรางวัลสำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี มีมาตรการลงโทษผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ

2.ไม่ควรรักษาพยาบาลฟรีสำหรับผู้มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทุกคน แต่ควรมีระบบคัดกรองบุคคลที่มีรายได้น้อยและบุคคลที่สมควรช่วยเหลือ การรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกัน หมายถึงสามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้หมายถึงการได้รับสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน การควบคุมค่าใช้จ่ายของหลักประกันสุขภาพโดยไม่ลดประสิทธิภาพการรักษาพยาบาล ไม่มีวิธีใดที่จะดีไปกว่าการร่วมจ่ายที่เหมาะสม

3. การให้บริการการรักษาพยาบาล ควรยึดหลักคุณภาพ ประสิทธิภาพ และชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์คนไข้กับผลเสียต่อคนไข้เป็นหลัก ไม่ควรยึดตัวเงินเป็นหลัก การกำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับคนไข้แต่ละคนแต่ละครั้งที่มาตรวจผู้ป่วยนอก และการนำกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnosis Related Groups) กำหนดค่ารักษาพยาบาล แม้มีข้อดีคือสุดท้ายสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในภาพรวมของประเทศได้ แต่อาจส่งผลเสียคือลดมาตรฐานการรักษา ละเว้นใช้ยาหรือการรักษาพยาบาลที่มีต้นทุนสูงเพื่อไม่ให้โรงพยาบาลขาดทุน

4. ผู้ให้บริการในระบบบริการสุขภาพ ต้องมีจรรยาบรรณในการรักษาพยาบาล สามารถตัดสินใจในการรักษาพยาบาลอย่างอิสระ สามารถเรียนรู้พัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต และมีความสุขในการทำงาน นอกจากการสร้างบรรยากาศในการทำงานดี มีสวัสดิการดี มีค่าตอบแทนเหมาะสมกับชั่วโมงการทำงาน ในกรณีที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล ผู้ให้บริการควรได้รับการคุ้มครองในมูลค่าที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่าการคุ้มครองผู้รับบริการ

5. ส่งเสริมการรักษาพยาบาลระดับปฐมภูมิ แต่ไม่ควรละเลยการส่งเสริมการรักษาพยาบาลระดับทุติยภูมิ และตติยภูมิ เพราะการรักษาพยาบาลล้วนแต่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่สามารถแยกส่วนกันได้โดยเด็ดขาด หากระดับใดระดับหนึ่งไม่เข้มแข็ง ก็จะส่งผลให้ระดับอื่นๆ อ่อนแอไปด้วย

6. แก้ไขปัญหาการขาดแคลน และการกระจายบุคลากรทางการแพทย์ โดยสร้างแรงจูงใจอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

7.ส่งเสริมการผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวให้เพียงพอ ปัจจุบันมีความขาดแคลนแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวซึ่งจำเป็นต่อการรักษาพยาบาลระดับปฐมภูมิเป็นอย่างมาก แม้มีการจูงใจให้มีการฝึกอบรมโดยไม่ต้องใช้ทุนหลังจากจบแพทยศาสตรบัณฑิต เชื่อว่าเกิดจากการขาดการประชาสัมพันธ์หน้าที่บทบาท, แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมีรายได้น้อยกว่า ค่านิยมเรื่องเกียรติศักดิ์ศรีด้อยกว่าแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่น, ไม่มีตำแหน่งบรรจุ เป็นต้น

8. มีการร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างภาครัฐและเอกชนเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาล ใช้เทคโนโลยีและทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่า

9.พัฒนาระบบส่งต่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ให้มีการประสานงานที่ดี มีแนวทางปฏิบัติของสถานพยาบาลทุกระดับ มีการทบทวนปัญหาและแก้ไขปัญหาอย่างสม่ำเสมอ

และ 10. การวางนโยบาย การกำกับดูแล การปฏิบัติหน้าที่รักษาพยาบาล ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ควรมีการประสานงานเพื่อให้ได้รับความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรเป็นการสั่งการมาจากเบื้องบน ซึ่งบางทีก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง รพ.ไม่อยากขาดทุนจึงลดต้นทุน

สำหรับความปรองดองของคนในชาติ พญ.ชัญวลีเห็นว่า ความเป็นไปได้ในประมาณ 50/50 โอกาสปรองดองจะสูงขึ้น ถ้าหากมีผู้นำเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่นั่นคือ เห็นแก่ชาติมากกว่าเห็นแก่ตัว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไม่มีคอร์รัปชัน มีความเข้มแข็ง มีการประสานกันหลายฝ่าย เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ผู้นำมีจิตวิทยาสามารถทำให้คนในชาติ รักชาติ เสียสละเพื่อชาติ ซึ่งผู้นำก็ต้องทำให้ดู ผู้นำนั้นควรมีประวัติความดีงามมาตลอด ไม่เป็นที่ระแวงแคลงใจของคนในชาติ

และที่สำคัญต้อง “ดูแลให้ผู้คนอยู่ใต้กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน” พญ.ชัญวลี ทิ้งท้าย.

//www.thairath.co.th/content/434604



โดย: หมอหมู วันที่: 22 มกราคม 2559 เวลา:15:07:56 น.  

 
30 บาทรักษาทุกโรค...'สร้าง' สุขภาพนำ 'ซ่อม'
//www.hfocus.org/content/2016/01/11579

Fri, 2016-01-22 12:21 -- hfocus
นพ.วิชัย เทียนถาวร

3 ปี เศษที่ผู้เขียนได้รับความอนุเคราะห์จาก "หนังสือพิมพ์มติชน" โดยท่านขรรค์ชัย บุนปาน ให้เขียนคอลัมน์แห่งนี้ (ขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้) ผู้เขียนไม่เคยเขียนถึงนโยบายหรือโครงการต่างๆ ที่มีกรณีความขัดแย้งภายในกระทรวงสาธารณสุขเลย (บ้านเก่าของผู้เขียน)

ด้วยความไม่สบายใจโดยเฉพาะประเด็นโครงการ "30 บาท รักษาทุกโรค" ที่ผู้เขียนได้เคยร่วมงานกับท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประมาณ 10 ปีเศษที่ผ่านมา ต้องเรียกว่าเป็นโครงการที่ถูกใจประชาชนมาก ซึ่งช่วงแรกของการดำเนินการพบว่าจะติด "กับดัก" ของโครงการนี้คือ "รักษา" ทุกโรคเพียง 30 บาท นัยยะ คือ "ป่วย" แล้วไปรักษา เกิดวิกฤตคนไข้เฮโลมาตรวจรักษามากมายจนล้นโรงพยาบาล

จุดนี้เองท่านรัฐมนตรีฯคุณหญิงสุดารัตน์ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ได้กำหนดนโยบาย "สร้างสุขภาพนำซ่อมสุขภาพ" เน้นการส่งเสริมสุขภาพเป็นหลัก เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ป่วยช้า ตายช้าและประหยัด ด้วย "5 อ" (อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ อโรคยา อนามัยสิ่งแวดล้อม) นำมาสู่จุดเริ่มต้นของการรณรงค์ "รวมพลังสร้างสุขภาพ" ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก สร้างกระแสให้เกิดการออกกำลังกายทั่วประเทศถึง 47 ล้านคน และเป็นกระแสต่อเนื่องถึงปัจจุบัน

ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการ "ร่วมจ่ายค่าธรรมเนียม 30 บาท" ทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล ตามชื่อโครงการฯ แต่ประชาชนก็ยอมเสียสละ 30 บาทเพราะ "ถูก" มาก กระทั่งมาสู่ยุค "บัตรทอง" คือ "ฟรี" หมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประชาชน

แต่ทำไมจึงมีปัญหาและประเด็นการขัดแย้งภายในกระทรวงสาธารณสุขเรื่อยมาถึงรัฐบาลยุคสมัยที่นายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่ชื่อศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร และมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขในอดีตตั้งแต่นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ถึงนายแพทย์โสภณ เมฆธน กับ "สปสช." ปัจจุบันนี้ (เท่านั้นไม่เกี่ยวกับกองทุน สปส., สวัสดิการของข้าราชการ) นานนับ 10 ปี ซึ่งสาเหตุจากอะไรขออนุญาตไม่ระบุ เชื่อว่าทุกท่านตั้งใจ "ทำดี" อยู่แล้ว

ผู้เขียนมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับ "ศาสตราจารย์ นายแพทย์สำลี เปลี่ยนบางช้าง" อดีตเป็นผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งท่านได้สัมผัสเรื่องนี้ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก และผมขอร้องให้อาจารย์ช่วยเขียนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ "30 บาท รักษาทุกโรค" เพื่อสร้าง "ปัญญา" หรือ "แสงสว่าง" ให้เกิดขึ้นกับ "ครอบครัวสาธารณสุข" ได้ตั้งสติ ช่วยกันคิดทำ ปรับปรุงแก้ไขให้ดำเนินต่อไปได้ ซึ่งท่านอาจารย์ได้ส่งให้ผู้เขียนเมื่อ 31 ธันวาคม 2558...(ขอให้อ่านวิเคราะห์ให้ละเอียดได้ข้อมูลดีมาก)

"เรียน ท่านคณบดีวิชัย เทียนถาวร ตามที่ได้สัญญาไว้ ผมได้เขียนบทความในหัวข้อข้างบนนี้แล้วและแนบมาพร้อมกันนี้ ด้วยเพื่อโปรดทราบ" ความว่า...

รัฐบาลในอดีตได้เริ่มโครงการ "สามสิบบาทรักษาทุกโรค" ในความพยายามที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนทุกๆ คน สามารถเข้าถึงบริการการดูแลสุขภาพโดยสถานบริการต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง โดยผู้รับบริการจ่ายเงินเพียง 30 บาทต่อครั้งของการมารับบริการ โครงการนี้ต่อมามีการปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จนเป็นการดำเนินงานในรูปของ "บัตรทอง" ในปัจจุบัน

ทั้งนี้โดยที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณแก่สถานบริการที่มีการดำเนินงานตามโครงการนี้ในอัตราที่กำหนด เริ่มจากรัฐบาลจ่ายเงินประมาณ 2,000 บาทต่อหัวประชากร (Capitation) และหน่วยงานให้บริการได้เงินงบประมาณส่วนนี้จากรัฐบาลตามจำนวนประชากรที่อยู่ในการดูแลของตน จำนวนประชากรเป็นไปตามเขตการปกครอง โดยเฉพาะอำเภอและจังหวัด

เงินส่วนใหญ่ในโครงการนี้ถูกใช้ไปในการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยและการฟื้นฟูสมรรถภาพในกรณีที่มีความพิการ เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้ไปในการปกป้องคุ้มครองสุขภาพของประชาชน นั่นคือการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค

ความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นปัญหาสำคัญ และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และตามการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์และระบาดวิทยา เมื่อการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค (งานหลักของการสาธารณสุข) มีไม่เพียงพอ ก็จะทำให้สถานการณ์ของความเจ็บไข้ได้ป่วยในประชากรทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ภาระในเรื่องงบประมาณเพื่อการรักษาพยาบาลก็จะมีเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด (Skyrocketing) จนในปัจจุบัน รัฐบาลเริ่มตระหนักว่าจะแบกรับสภาพเช่นนี้ต่อไปด้วยความยากลำบากหรืออาจแบกรับต่อไปอีก ไม่ไหว ด้วยเหตุนี้ "บัตรทอง" จึงกลายเป็นประเด็นด้านงบประมาณว่า รัฐบาลจะสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างไร

อะไรคือทางออกที่เหมาะสมที่จะสามารถทำให้โครงการนี้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพในขอบเขตความสามารถด้านงบประมาณของรัฐบาล

โครงการ "สามสิบบาทรักษาทุกโรค" หรือ "บัตรทอง" เกิดจากแนวคิดของ Universal Health Coverage (UHC) ในระดับนานาชาติที่ต้องการให้มีบริการการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างพอเพียง ที่จะทำให้ประชาชนทุกๆ คนสามารถเข้าถึงบริการได้เพื่อการมี "สุขภาพดีถ้วนหน้า-Health for All"

สุขภาพดีถ้วนหน้าเป็นเป้าหมายทางสังคมที่กำหนดขึ้นโดยสมัชชาอนามัยโลกเมื่อ พ.ศ.2520 มีจุดประสงค์ที่จะยกระดับสุขภาพของประชาชนทุกคนในโลกให้อยู่ในระดับที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นอิสระ ไม่เป็นภาระแก่สังคม ในขณะเดียวกันก็สามารถช่วยเหลือผู้อื่นและประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ

เป้าหมายสุขภาพดีถ้วนหน้ามุ่งที่จะปิด หรือลดช่องว่างในเรื่องสุขภาพระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศด้อยพัฒนา ปิดช่องว่างในเรื่องสุขภาพระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ ร่ำรวย ยากจน และด้อยโอกาส เป้าหมายสุขภาพดีถ้วนหน้าต้องการที่จะให้เกิดความเสมอภาคและความยุติธรรมด้านสุขภาพในสังคมได้อย่างแท้จริง

ในการประชุมนานาชาติเรื่องสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care) ที่เมืองอัลมา อตา ประเทศสหภาพโซเวียต เมื่อ พ.ศ. 2521 ได้มีการตกลงกันระหว่างประเทศต่างๆ ทั่วโลกว่า Primary Health Care approach เป็นกุญแจที่จะนำไปสู่เป้าหมายสุขภาพดีถ้วนหน้า

ความสนใจของประเทศภาคีสมาชิกขององค์การอนามัยโลกในขณะนั้น ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การดำเนินงานให้มีบริการสุขภาพที่มีคุณภาพเพียงพอแก่ความต้องการของประชาชนทุกๆ คน และประเทศส่วนใหญ่ก็ตีความความต้องการนี้ไปที่ความต้องการในเรื่องการรักษาพยาบาลของผู้ที่เจ็บป่วย ในขณะเดียวกัน ทุกประเทศก็ยอมรับว่า การจัดบริการสุขภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนทุกๆ คนต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบบริการสุขภาพแห่งชาติให้มีขีดความสามารถในการจัดหาบริการสุขภาพดังกล่าว

ในการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกต่อมาอีกหลายครั้ง ที่มีหลายประเทศให้ความเห็นว่า การจัดหาบริการสุขภาพให้เพียงพอดังกล่าวโดยกำลังของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวมีความเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้ จะไม่มีรัฐบาลของประเทศใดในโลก ที่สามารถจัดหาบริการให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนทุกๆ คนในประเทศได้ รัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอ ถึงแม้ว่ารัฐจะสามารถจัดหาบริการสุขภาพให้มีอยู่ทั่วไป (Availability) ได้ แต่การเข้าถึงบริการเหล่านั้น (Accessibility) ก็จะไม่เป็นจริงสำหรับประชาชนทุกๆ คน การมีบริการไม่ได้ประกันการเข้าถึงบริการเหล่านั้นเสมอไป มีเหตุผลหลายประการเกี่ยวกับประเด็นนี้ รวมทั้งช่องว่างในด้านจิตวิทยาสังคมระหว่างผู้ให้ และผู้รับบริการอันเป็นอุปสรรคที่สำคัญ

ดังนั้น โครงการ "บัตรทอง" จึงยังไม่ครอบคลุมทุกมิติของ Universal Health Coverage โดยเฉพาะในแง่ความเสมอภาคและความยุติธรรมด้านสุขภาพ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องงบประมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความเป็นธรรม และความเท่าเทียมในฐานะของความเป็นมนุษย์ ในการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างทั่วถึง

ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า สุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกๆ คนโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ และประการสำคัญ การรักษาพยาบาลเท่านั้นไม่ได้เป็นการประกันคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดของประชาชนทุกๆ คน

ดังนั้น โครงการ "บัตรทอง" จะต้องเน้นยุทธศาสตร์เชิงรุก (การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค) ให้มาก ซึ่งจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการลดจำนวนผู้เจ็บป่วย ผู้พิกลพิการ และเป็นการลดภาระด้านงบประมาณของรัฐบาลเพื่อการรักษาพยาบาล การเน้นการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคเป็นวิธีที่ดีที่สุดในอันที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกๆ คนที่คุ้มค่ากว่ามาก (Cost-effectiveness)

อีกประการหนึ่ง การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค (Public health interventions) จะนำไปสู่สถานการณ์ที่ประชาชนจะไม่เจ็บป่วยง่าย เจ็บป่วยบ่อย และแม้เจ็บป่วยก็จะไม่รุนแรง ไม่ต้องใช้เวลาและงบประมาณในการรักษาพยาบาลมาก ประชากรที่มีสุขภาพดี (Healthy population) เป็นต้นทุนมนุษย์ (Human capital) ที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน

"บัตรทอง" หรือ UHC เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุขภาพดีถ้วนหน้า ต้องการความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ และเอกชน รัฐควรพิจารณาให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบในแผนงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมี "บัตรทอง" เป็นหัวหอกสำคัญในขณะนี้ ภาคเอกชนน่าจะสนใจมีส่วนร่วมในการให้บริการสุขภาพระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ (Secondary and tertiary care, Specialized care) สำหรับผู้ที่จะสามารถจ่ายได้และเต็มใจที่จะรับบริการสุขภาพจากสถานบริการภาคเอกชน

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้รับบริการของภาคเอกชนในทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการ นี่คือ Public-Private Partnership (PPP) ในระบบสุขภาพแห่งชาติ โดยทั่วไป PPP จะมีประสิทธิภาพมากหากมีกลไกควบคุม กำกับ และดูแลการดำเนินงานของสถานบริการภาคเอกชนที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง

อีกประการหนึ่ง โดยหลักการของเป้าหมายสุขภาพดีถ้วนหน้าและการสาธารณสุขมูลฐาน การมีสุขภาพในระดับที่สูงที่สุดที่จะเป็นไปได้ คือ ระดับสุขภาพที่จะทำให้ทุกคนมีกำลังผลิตเพื่อตนเองและประเทศชาติทั้งด้านสังคมและเศรษฐศาสตร์ (Social and economic productivity) ประชาชนทุกๆ คนต้องมีความตระหนักและมีความรับผิดชอบในการช่วยเหลือตนเองในเรื่องสุขภาพให้ได้ (Self-care and selfreliance) แทนที่จะหวังให้รัฐจัดหาและจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถเป็นไปได้ ประชาชนต้องช่วยเหลือและพึ่งตนเองให้ได้ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชนต้องกระทำในทุกรูปแบบและกระทำแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งนี้รวมถึงความรับผิดชอบเรื่องค่ารักษาพยาบาล (Co-payment) ที่เหมาะสม การมีส่วนร่วมในลักษณะนี้ทำให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของการมีสุขภาพดี การไม่เจ็บป่วยง่ายหรือเจ็บป่วยบ่อย รวมทั้งตระหนักถึงคุณค่าของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพ อย่างน้อยในระดับครอบครัวและชุมชน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัว และแต่ละชุมชน นี่คือการ "พัฒนาสุขภาพที่ยั่งยืน" รัฐบาลไม่ควรรีรอที่จะร้องขอและเรียกร้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพในทุกระดับ ทั้งนี้รวมถึงการมีส่วนร่วมในด้านค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งในแนวความคิดนี้ คือ รัฐบาลต้องพัฒนาระบบดูแลสุขภาพของประชาชนที่ยากจนและด้อยโอกาสเป็นการเฉพาะอย่างดีที่สุด จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอเพื่อประกันว่า ประชาชนกลุ่มนี้จะได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอในทุกระดับของการให้บริการ นั่นคือ ขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ในขณะที่ให้ความสนใจและจัดลำดับความสำคัญของการดูแลสุขภาพประชาชนกลุ่มนี้ระดับปฐมภูมิไว้ในลำดับต้นหรือลำดับสูงสุด และให้รวมทั้งการจัดให้มีระบบส่งต่อที่มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย

แผนงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องการความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย เน้นสถานบริการทุกระดับ ทุกหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในแผนงาน และประการสำคัญ ทุกฝ่ายควรมีส่วนในการตัดสินใจ (Decentralized decision making) ในการกระจายและการใช้ทรัพยากรในแผนงานนี้ ซึ่งครอบคลุมทั้งงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในสัดส่วนที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะมีการทบทวนการดำเนินงานของแผนงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและขอให้พิจารณา 5 ประเด็นดังต่อไปนี้ด้วย

1.เพิ่มงานส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค (Public health interventions) ให้มากขึ้น

2.ทำการศึกษาว่า "การมีบริการ" (Availability) เกิดขึ้นควบคู่ไปกับ "การเข้าถึง" (Accessibility) ของประชาชนหรือไม่

3.ให้โอกาสภาคเอกชนมีส่วนร่วมในแผนงานฯ อย่างเป็นระบบ (PPP) พร้อมกับมีกลไกปกป้องผู้รับบริการ (Consumer protection) ที่มีประสิทธิภาพ

4.ให้ความสนใจและให้ความสำคัญแก่สุขภาพของคนยากจนและผู้ด้อยโอกาสเป็นพิเศษ

5.ทำการวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการให้บริการเปรียบเทียบกับต้นทุนที่ใช้ไป (Cost-efficiency and cost-effectiveness analysis)

ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่ท่านอาจารย์ลำลี ได้อนุเคราะห์ให้ ซึ่งมีสาระทรงคุณค่ามาก ผมต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์มา ณ ที่นี้ และผมขออนุญาตท่านแล้วเพื่อเผยแพร่ต่อมายัง "ผู้อ่าน" เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ "รัฐบาล" รวมถึงผู้บริหารทุกระดับของกระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ รพ.สต. รวมถึง "ภาคเอกชน" และ "ประชาชน" ช่วยกันตริตรองพิจารณาดูให้รอบคอบ และร่วมด้วยช่วยกัน "สร้างสุขภาพ นำซ่อมสุขภาพ" และร่วมช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามสมควรทุกภาคส่วนตามหลัก PPP เพื่อองค์กรหลักของเราคือ "ประเทศชาติ" และ "ความสุขของประชาชน" ให้ไปได้ด้วยดีนะครับ

ผู้เขียน นพ.วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปัจจุบันเป้นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 13 มกราคม 2559


โดย: หมอหมู วันที่: 22 มกราคม 2559 เวลา:15:30:32 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 763 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]