พ.ศ.2557
ปัญหายาข้าราชการ....ประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึง ... โดย นาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประ
ปัญหายาข้าราชการ....ประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึง
นาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ กรรมการแพทยสภา ปัญหายาข้าราชการที่เป็นภาพยนต์เรื่องยาว...ฉายมาหลายปี....ได้ขมวดเกลียวถึ งจุดไคลแม็ก...เป็นฟางเส้นสุดท้ายเมื่อมีคำสั่งกระทรวงการคลัง ลงนามโดยรองปลัดกระทรวงฯ เมื่อ วันที่ ๒๔ กันยายนที่ผ่านมานั้น....โดยเนื้อความให้ สถานพยาบาลรัฐ-แพทย์-ผู้ป่วย..... ต้องกระทำการ...และห้ามกระทำการต่างๆ....หลายหน้า....จำนวนหลายสิบข้อ...หลังจากนั้นจึงเกิดกระบวนการ....ทักท้วง...คัดค้าน...ทั้งจากภาครัฐต่างกระทรวง....แพทย์....และประชาชนที่ได้รับการถูก... รอนสิทธิ์ จากคำสั่งทางปกครองดังกล่าว.... ผู้เขียนขอชี้ให้เห็น...รากปัญหา ๒ ประการที่ยังไม่มีใครพูดถึงดังนี้..... ๑ ...บัญชียาหลักแห่งชาติ....(Essential Drug Lists) ....ปัญหาเกิดจากการนำ บัญชียาดังกล่าว...ถูกนำมาใช้แบบ...ผิดที่ผิดทาง.... ผิดฝาผิดตัว... .....Essential Drug List....แปลเป็น ภาษาไทย....ที่ถูกต้องคือ...บัญชียาที่จำเป็น... แนวความคิดดังกล่าวก่อการโดย WHO เมื่อหลายสิบปีก่อน เพื่อกระตุ้นให้บรรดารัฐบาลประเทศต่างๆได้....จัดทำ...บัญชียาของประเทศ-สถา นพยาบาล ขั้นจำเป็น...พื้นฐาน...ต้องจัดให้มีไว้เพื่อ คุ้มครองประชาชน...ให้ได้รับการรักษาและมี ยา ที่จำเป็นขั้นต่ำครบถ้วน....คือ เป็นมาตราฐานขั้นต่ำ-พื้นฐาน... บัญชียานี้ WHO ไม่ได้ระบุไว้ตายตัว ให้แต่ละประเทศจัดทำเอง...ตามความชุกของโรค...เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยต้องมี..ยาต้านเชื้อวัณโรค...ต้านเชื้อมาลาเรีย...ซึ่งยาดังกล่า วไม่จำเป็นต้องระบุในบัญชียานี้ของประเทศยุโรปตอนเหนือ เป็นต้น... ในประเทศไทยก็ได้จัดทำ Essential Drug Lists ดังกล่าวนี้ไว้ตามคำแนะนำ....เพื่อประโยชน์อ้างอิง ทางการแพทย์...เท่านั้นทำไว้นานแล้ว....แต่ในกาลต่อมา...คณะบุคคลบางกลุ่ม ...พยายามนำ Essential Drug List ดังกล่าว...มาผูกกับเงื่อนไขการจ่ายเงิน....จาก มาตราฐานขั้นต่ำ...แปลงร่างมาเป็น มาตรฐานขั้นสูง...(คือห้ามใช้เกิน..บุคคลใดใช้เกินต้องถูกตรวจสอบ) โดยเพิ่มรายการยาให้มากขึ้น....ซึ่งประเทศที่ฉลาดกว่าเราส่วนใหญ่ในโลกนี้.. .ไม่กระทำกัน....คล้ายๆมีความพยายามจะ แต่ง (Modify) รถยนต์ปิกอัพที่...ชาวบ้านร้านตลาดคนไทยชื่นชอบให้กลายเป็น....เครื่องบินเ จ็ต.....ฉันใดฉันนั้น.... ดังนั้นการนำ...Essential Drug List....มาผูกกับเรื่อง....ความชอบธรรม...ในการเบิกจ่าย....ประเทศที่ชาญฉ ลาด....และศิวิไลซ์กว่าเรา...เขาไม่ทำกัน.... ๒....จบจาก มาตรฐานขั้นต่ำ...ในข้อหนึ่ง..ลองมาดูมาตรฐานขั้นสูงบ้าง....ใครใช้เกินนี ้ต้องถูกตรวจสอบนั้น...ประเทศที่เจริญแล้วเขาทำกันอย่างไร.. เงินสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ...หลักการเหมือนประกันสุขภาพเอกชน กล่าวคือ ผู้ป่วยสามารถ เลือก แพทย์ สถานพยาบาลได้ด้วยตนเอง เป็นรูปแบบที่ premium เหมือน private healthcare ตามปรกติวิสัย----ซึ่งแน่นอน---ให้ความพึงใจสูง---แต่ต้องเพิ่มระบบ ตรวจสอบ audit (ไม่เหมือน สปสช-สปส ซึ่งเป็นระบบ capitation ใช้การตรวสอบน้อยกว่า--แต่ความพึงใจก็ต่ำกว่าเช่นกัน) ในการกำกับดูแล ตรวจสอบความสมเหตุผล...การเบิกจ่ายการใช้ยา...และค่ารักษาพยาบาลนั้น บริษัทประกันสุขภาพต่างๆจะมี....Medical Audit Unit.....เป็นกระบวนการตรวสอบทาง มาตรฐาน และ จริยธรรม....เราเรียกว่า Peer Review ทำกันเป็นเรื่องเป็นราว โดยปรกติบริษัทประกันจะ ตั้งงบ...ไว้ส่วนหนึ่งในการนี้เช่น...ร้อยละ ๐.๕-๑% ของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ เช่นบริษัทประกันมียอดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ปีละ ๑,๐๐๐ล้านบาท ก็ต้องใช้เงินประมาณ ๕ ล้านบาทในการตรวจสอบ...มีคณะแพทย์-พยาบาล เข้าเดินตรวจแฟ้มตาม รพ.ต่างๆทุกๆปี...รพ.ไหนประวัติดี....ก็อาจจะเป็นเว้นไปเป็นทุก ๓ ปีตรวจหนึ่งที....เป็นต้น...นอกเหนือจากกระบวนการตรวจสอบทาง ระบบสารสนเทศ ซึ่งกระทำการเป็นปรกติในทุกๆการบิกจ่ายแล้ว....กระบวนการนี้เหมือนการตรวจสอ บทางบัญชี...Auditor หรือผู้ตรวจสอบบัญชี..ได้รับอำนาจจาก สภาการบัญชี....ตามกฎหมาย ให้มีอำนาจตามกฎหมายวิชาชีพ...ตรวจสอบมาตรฐานความถูกต้องทางบัญชี..... ความพยายามนำ...คำสั่งทางปกครองแบบเหวี่ยงแห...มาตรวจสอบ มาตรฐานการแพทย์-individual healthcare....ประเทศที่เจริญแล้ว...เขาไม่กระทำกัน....นอกจาก...ไม่ลดค่าใ ช้จ่ายแล้ว...กลับทำให้เกิด... ความโกลาหล ..ลดคุณภาพ-ลดมาตรฐาน ด้วย---- ไม่ปลอดภัยกับประชาชน-ข้าราชการ การตรวจสอบ-Audit Peer Review นี้กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางต้องจัดตั้งให้เป็นเรื่องเป็นราว...ตามมาต รฐานการแพทย์...ตามสภาวิชาชีพและราชวิทยาลัยแพทย์ต่างๆ๑๔ แห่ง...ตามกฎหมายเฉกเช่นมาตรฐานการบัญชี..... ตั้งงบไว้ ๐.๕% ...ลดค่าใช้จ่าย (แบบถูกที่ถูกทาง) ๕% เบ็ดเสร็จได้คืนปีละ ๔.๕% ก็คุ้มค่าแล้ว....ข้าราชการประชาชนไม่ต้องเดือดร้อน...ไม่ถูกรอนสิทธิ์...แล ะ สามารถ จับขโมย...ได้ถูกตัว...ไม่ใช่ต้องการขโมย ๑ คนแต่ประชาชนอีก ๙๙ คนต้องเดือนร้อน ไม่มียาใช้... วิธีการแบบ...ล้อมปราบม็อบ....ไม่น่าจะเป็นการกระทำที่เหมาะสมในทางการแพทย์... โดยสรุป...ประเทศที่ชาญฉลาดกว่าเรา...เขาใช้ Essential Drug List ไว้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ....เพื่อคุ้มครองประชาชน....และใช้ทีม-หน่วยงาน ผู้ตรวจสอบทางมาตรฐานวิชาชีพ...เป็นเพดานขั้นสูง...โดยตั้ง งบไว้...แบบสากล...จึงจะเกิด ความเป็นธรรม แก่ประชาชนข้าราชการ...ที่ยั่งยืน.....ผมอยากเห็นกระทรวงการคลัง....ใช้วิธี การแบบ ประเทศศิวิไลซ์ เขาถือปฎิบัติกันครับ.... นาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ กรรมการแพทยสภา
.....................................
//thaipublica.org/2014/01/measures-to-control-medical-costs/ 1 มกราคม 2014 งบค่ารักษาพยาบาลยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล ตัวเลขการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปี 2548 อยู่ที่ 30,000 ล้านบาท ปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 60,000 ล้านบาท ปัจจุบันกรมบัญชีกลางมีภาระที่จะต้องดูแลสวัสดิการรักษาพยาบาลให้กับข้าราชการและครอบครัวประมาณ 5 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการที่ยังทำงาน 2 ล้านคน ที่เหลือเป็นลูก 1 ล้านคน พ่อแม่ 2 ล้านคน สำหรับข้าราชการและลูกซึ่งอยู่ในวัยทำงานและวัยเรียน ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ขณะที่พ่อแม่ของข้าราชการ ส่วนใหญ่อายุเกิน 60 ปี เป็นโรครักษายาก ค่าใช้จ่ายสูง เดิมทีรัฐบาลเป็นผู้ออกค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้กับข้าราชการและครอบครัว แต่หลังจากค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นมากในปี 2553 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกฎหมายแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2545 โดยมอบอำนาจให้กรมบัญชีกลางกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล หรือ ค่ายา เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  ทั้งนี้กรมบัญชีกลางทยอยออกมาตรการควบคุมค่ารักษาพยาบาลเป็นระยะๆ เฟสแรกพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคไขข้อกระดูกเสื่อม โดยออกมาตรการควบคุมการเบิกจ่ายยากลูโคซามีน และยา 8 กลุ่ม การเบิกจ่ายยากลุ่มนี้ลดลงจาก 600 ล้านบาท/ปี เหลือ 60 ล้านบาท/ปี แต่ผลที่ตามมาโรงพยาบาลหลายแห่งหยุดสั่งซื้อยากลุ่มนี้ หมอหยุดจ่ายยา คนไข้ส่วนใหญ่เป็นคนชรา ต้องจ่ายเงินซื้อยาเอง อย่างไรก็ตามกรมบัญชีกลางสามารถควบคุมค่ารักษาพยาบาลให้อยู่ในระดับ 60,000 ล้านบาทมาได้ 4-5 ปี จนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการหยิบยกประเด็นความเสมอภาคในการดูแลรักษาสุขภาพคนไทยทั้งหมด มาหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยระบุว่าข้าราชการใช้งบฯรักษาพยาบาลเฉลี่ยต่อหัว 12,000 บาท เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป ขณะที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ใช้งบฯแค่ 2,800 บาทต่อหัว ซึ่งใกล้เคียงกับกองทุนประกันสังคม ทำไมถึงอยู่ได้ เป็นเพราะข้าราชการใช้ยาคุณภาพดีเกินไป หรือ โรงพยาบาลนำเงินกำไรค่ายาในฝั่งข้าราชการมาเฉลี่ยผลขาดทุนในฝั่งของ30 บาทรักษาทุกโรค โดยหลักการผู้ป่วยทั้ง 3 กองทุน ต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเฉลี่ยต่อหัวที่ 12,000 บาท เป็นอัตราที่สูงเกินไป ควรปรับลดลงมา นอกจากนี้กรมบัญชีกลางได้ทำการศึกษาตัวเลขเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลกว่า 60,000 ล้านบาท/ปีมาวิเคราะห์ (ดูกราฟประกอบ) พบว่า ปัญหาอยู่ที่กลุ่มผู้ป่วยนอก (OPD)ยอดเบิกจ่ายปี 2548 อยู่ที่ 17,000 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 45,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) ใช้งบฯ 15,000 ล้านบาท/ปี คงที่มาตลอด 7 ปี มาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย จึงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนไข้นอก เบิกยากลับไปรับประทานที่บ้าน ด้วยเหตุนี้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 กรมบัญชีกลางออกประกาศควบคุมการเบิกจ่ายเงินค่ายาโรงพยาบาลทั้งระบบฉบับใหม่โดยที่ไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการ (แพทย์) และผู้รับบริการ (ข้าราชการ) เกิดการคัดค้านจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมาตรการนี้ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าการควบคุมการเบิกจ่ายยากลูโคซามีน โดยครอบคลุมการเบิกจ่ายยา 2 กลุ่ม คือ กลุ่มยาชื่อสามัญ (Generic name drug) ส่วนใหญ่เป็นยาที่ผลิตในประเทศ คุณภาพต่ำ ราคาถูก และ กลุ่มที่ 2 เป็น กลุ่มยาต้นแบบ (Original drug) เป็นยาราคาแพงนำเข้าจากต่างประเทศ หรือเป็นยาใหม่ๆที่เพิ่งเริ่มผลิต เช่น ยาความดัน ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษามะเร็งปากมดลูก เป็นต้น  กรณีกลุ่มยาสามัญ กรมบัญชีกลางกำหนดให้โรงพยาบาลเบิกเงินได้ 2 รูปแบบ (ดูตารางประกอบ) กล่าวคือ ราคาต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า 1 บาท เบิกเงินได้ไม่เกิน 1.50 บาท เช่น โรงพยาบาลสั่งซื้อยากลุ่มนี้เม็ดละ 1 บาท เบิกได้ 1.50 บาท ถ้าสั่งซื้อ 0.20 บาท เบิกได้ 0.50 บาท แต่ถ้าซื้อยาราคาเกินกว่า 1 บาท กรมบัญชีกลางจ่ายเงินให้เป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาต้นทุนต่อหน่วย เช่น สั่งซื้อยามาได้ในราคา 10 บาท/เม็ด เบิกเงินได้ 200% คิดเป็นเงิน 20 บาท/เม็ด ยาราคาเม็ดละ 100 บาท เบิกได้ 175% คิดเป็นเงิน 175 บาท/เม็ด เป็นต้น ขณะที่กลุ่มยาต้นแบบ หรือกลุ่มยานำเข้าจากต่างประเทศ ราคาแพง กรมบัญชีกลางให้โรงพยาบาลเบิกค่ายาไม่เกินราคากลางที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด โดยให้โรงพยาบาลทุกแห่งใช้ราคาที่ได้จากการจัดซื้อ ซึ่งเป็นราคาผ่านการต่อรองราคาลงมาแล้ว บวกกำไรส่วนเพิ่มให้อีก 3% ของราคายาที่ผ่านการต่อรองราคา แต่ไม่เกินราคากลางตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาฯกำหนด มาตรการควบคุมการเบิกจ่ายยาทั้ง 2 กลุ่มให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป หลังจากกรมบัญชีกลางออกหนังสือเวียนแจ้งให้กระทรวง ทบวง กรมและโรงพยาบาลทุกแห่งรับทราบ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยออกมาคัดค้านประกาศกรมบัญชีกลาง อาทิ กลุ่มเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย,ชมรมพิทักษ์สิทธิข้าราชการและสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์เป็นต้น เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 รศ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย ทำหนังสือร้องเรียนคณะกรรมาธิการ วุฒิสภาสรุปว่า ประกาศกรมบัญชีกลางฉบับนี้ ขาดการมีส่วนร่วม ไม่เปิดโอกาสให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็น เนื้อหาของประกาศขาดความชัดเจน ในทางปฏิบัติอาจจะมีปัญหาตามมา เช่น กำหนดนิยามของคำว่ายาต้นแบบกับยาชื่อสามัญไม่ชัดเจน โรงพยาบาลไม่สามารถแยกประเภทและกำหนดราคายาได้ครบถ้วน ขณะที่การกำหนดราคากลางยา ยังไม่เรียบร้อย และไม่มีมาตรการรองรับ กรณีผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาโดยใช้ยาต้นแบบ ควรอนุญาตให้ผู้ป่วยเบิกค่ายาต้นแบบได้ในราคาเท่ากับยาชื่อสามัญ โดยให้ผู้ป่วยร่วมจ่ายเงินส่วนที่เกินจากราคายาชื่อสามัญหากกรมบัญชีกลางไม่ทบทวนหรือเลื่อนการบังคับใช้ประกาศฉบับนี้ออกไปจะมีผลดังต่อไปนี้ 1. ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินค่ายาเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก เนื่องจากกรมบัญชีกลางเพิ่มอัตราการเบิกเงินค่ายาซื้อสามัญ (กำไรเพิ่ม) อาจจะเป็นแรงจูงใจให้โรงพยาบาลสั่งซื้อยาชื่อสามัญเพิ่มขึ้น ทั้งมูลค่าและปริมาณ ขณะที่โรงพยาบาลบางแห่งจำเป็นต้องใช้ยาต้นแบบรักษาคนไข้ ปริมาณการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศ อาจจะไม่ได้ลดลง ประกาศฉบับนี้ต้องการลดกำไรจากค่ายาของโรงพยาบาลบางแห่ง (โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์) แต่ไม่ได้มีเจตนาจะลดค่ารักษาพยาบาลของประเทศแต่อย่างใด 2.อาจมีผู้ป่วยบางกลุ่มอาการกำเริบ หรือ ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากไม่สามารถจัดหายาชื่อสามัญที่มีคุณภาพมาทดแทนยาต้นแบบส่วนใหญ่ได้ 3.ขณะนี้มีโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์บางแห่ง งดสั่งซื้อยาใหม่ ทั้งยาชื่อสามัญและยาต้นแบบ เนื่องจากเนื้อหาในประกาศไม่มีความชัดเจน 4.การออกประกาศดังกล่าวกระทำในเวลากระชั้นชิด และขาดการเตรียมการที่ดี อาจจะส่งผลกระทบยาที่อยู่ในสต็อกของโรงพยาบาล โดยเฉพาะยาต้นแบบที่จัดซื้อมาในราคาที่สูงกว่าราคากลางที่กำหนด 5.การกำหนดราคากลางไม่เหมาะสม (ราคาที่ให้เบิก) และไม่ครอบคลุมรายการยาต้นแบบทั้งหมด โดยเฉพาการตั้งราคาเบิกเงินค่ายาต้นแบบได้กำไรแค่ 3% ของราคาจัดซื้อ แต่ไม่ให้เกินราคากลางที่กำหนด อาจจะเป็นปัญหากับโรงพยาบาลและผู้ป่วย เช่น โรงพยาบาลงดการสั่งซื้อยาต้นแบบ ทั้งๆที่ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องใช้,เรียกเก็บเงินค่ายาจากผู้ป่วยในส่วนที่เบิกไม่ได้ และยาต้นแบบบางชนิดไม่มีราคากลาง แต่ถูกตั้งราคาเบิกโดยให้บวกกำไรเพิ่ม 3% ไม่จูงใจให้โรงพยาบาลต่อรองราคา เพราะราคายิ่งต่ำ กำไรก็ยิ่งน้อยลง ทางกลุ่มเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย จึง ขอให้กรมบัญชีกลางเลื่อนการบังคับใช้ประกาศฉบับนี้ไปจนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบของมาตรการเบิกค่ายาในอัตราใหม่ให้ถูกต้อง ครบถ้วนและชัดเจน จนแน่ใจว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้ค่ารักษาพยาบาลทั้งระบบลดลง  แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขให้ความเห็นว่าเนื้อหาของประกาศกรมบัญชีกลางฉบับนี้ขาดความชัดเจน อย่างเช่น ตารางแนบท้ายกำหนดอัตราการเบิกจ่ายเงินค่ายาชื่อสามัญมี 2 รูปแบบ คล้ายกับการคำนวณภาษีสรรพสามิต ซึ่งมีการคำนวณทั้งในเชิงปริมาณและเชิงมูลค่า กล่าวคือถ้าเป็นยาราคา 0.01-0.2 บาท/หน่วย เบิกเงินได้ 0.5 บาท/หน่วย ราคายาเกินกว่าหน่วยละ 1 บาท เบิกเงินได้เป็นเปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนจะได้กำไรน้อย แต่ถ้าปรับปรุงอัตราการเบิกค่ายาให้เป็นหน่วยเดียวกัน (เปอร์เซ็นต์) จะเห็นว่ามีการเพิ่มกำไรจูงใจให้มีการสั่งซื้อยาชื่อสามัญในอัตราที่สูงมาก เช่น โรงพยาบาลสั่งซื้อกลุ่มยาชื่อสามัญราคา 0.01 บาทต่อหน่วย เบิกเงินกรมบัญชีกลางได้ 0.5 บาท/หน่วย โรงพยาบาลได้กำไร 0.49 บาท/หน่วย หรือกำไร 4,900% ถ้าจัดซื้อยามาได้ในราคา 0.21 บาท/หน่วย เบิกได้หน่วยละ 1 บาท โรงพยาบาลได้กำไร 376% ในแต่ละปีโรงพยาบาลจ่ายยากลุ่มนี้ประมาณ 60-70% ของปริมาณการใช้ยา ดังนั้นการไปเพิ่มกำไรจำนวนมาก เพื่อจูงใจให้โรงพยาบาลสั่งซื้อยาชื่อสามัญ อาจจะไม่ได้ช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐ ขณะที่กลุ่มยาต้นแบบ ส่วนใหญ่เป็นยานำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งประกาศกรมบัญชีกลางฉบับใหม่ ปรับลด กำไรส่วนเพิ่มจาก 10-25% เหลือ 3% ของราคาจัดซื้อยาที่ต่อรองราคาแล้ว แต่ไม่เกินราคากลางที่กำหนด ที่ผ่านมาโรงพยาบาลนำเงินกำไรส่วนนี้มาเป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาคุณภาพยา การปรับลดกำไรส่วนเพิ่มเหลือ 3% ของราคาจัดซื้อยาที่ถูกต่อรองราคาลงมาแล้ว แต่ต้องไม่เกินราคากลางที่ คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด ถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำเกินไป โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ รักษาโรคยากๆได้รับผลกระทบมาก เพราะมีต้นทุนในการเก็บรักษาคุณภาพยาแพงมาก เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง วัคซีนมีต้นทุนในการเก็บรักษาประมาณ 20% กรมบัญชีกลางควรคิดมาตรการมารองรับด้วย การจัดซื้อยาที่ผ่านมา โรงพยาบาลจัดหายาได้ในราคาถูก หรือราคาแพง ขึ้นอยู่กับยอดสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก หรือน้อย ให้เครดิตในการชำระเงินสั้น หรือยาว และระยะทางในการจัดส่งสินค้า การจัดหายาที่ผ่านมาจึงแปรผันตามข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่พอกรมบัญชีกลางกำหนดว่าให้บวกกำไร 3% แต่ไม่เกินราคากลางที่คำนวณมาจากราคาจัดซื้อยาเฉลี่ยทั่วประเทศ โรงพยาบาลเล็กๆที่อยู่จังหวัดห่างไกล จัดซื้อยารักษาโรคมะเร็งบวกกำไร 3% แล้วเกินราคากลางที่กำหนด เบิกไม่ได้ ก็ไม่สั่งซื้อยาต้นแบบมาใช้ นอกจากนี้มีกลุ่มยาต้นแบบหลายร้อยรายการ ยังไม่มีราคากลางจะทำอย่างไรแหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขกล่าว แหล่งข่าวกล่าวต่อไปอีกว่า สรุปมาตรการควบคุมค่ารักษาพยาบาลของกรมบัญชีกลางครั้งนี้ คือมาตรการลดปริมาณการนำเข้ายาจากต่างประเทศ แต่มาปริมาณการสั่งซื้อยาให้ผู้ผลิตในประเทศแทน ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลจัดหายามาได้ในราคา 50 บาทต่อเม็ด ถ้าเป็นยาชื่อสามัญ โรงพยาบาลจ่ายเงินไป 50 บาท เบิกเงินกรมบัญชีกลางได้ 87.50 บาท แต่ถ้าเป็นยาต้นแบบ จ่ายเงินไป 50 บาท เบิกได้ 51.50 บาทหากไม่ยกเลิกมาตรการดังกล่าว โรงพยาบาลคงต้องเอายานำเข้าจากต่างประเทศออกจากบัญชียา คนไข้ที่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ ก็ต้องซื้อยาเองมาให้แพทย์ทำการรักษา มาตรการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ข้าราชการ 5 ล้านคนเท่านั้น แต่มีผลกระทบไปถึงคนอีก 60 ล้านคน ที่อยู่ในระบบสปสช. 48 ล้านคน และระบบประกันสังคมอีก 10 ล้านคน ต้องซื้อยาในราคาเดียวกับข้าราชการ ขณะที่โรงพยาบาลที่เป็นเครือข่ายสปสช. และสปส.ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นแบบเหมาจ่ายรายหัว อาจจะใช้วิธีการควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ โดยลดคุณภาพการรักษาลงเพื่อความอยู่รอดของโรงพยาบาล การคัดค้านจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้วันที่ 25 ธันวาคม 2556 นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง นำประเด็นปัญหาอุปสรรคต่างๆไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ได้ข้อสรุปว่าให้ชะลอการบังคับใช้มาตรการออกไป เนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง ทำให้กรมบัญชีกลางไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่กำหนด เช่น การรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติ ประกอบด้วย สถานพยาบาล ราชวิทยาลัย รวมถึง สมาคมแพทย์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้สั่งใช้ยาเพื่อการรักษา นอกจากนี้ เกณฑ์การจำแนกประเภทยาชื่อสามัญและยาต้นแบบยังไม่ชัดเจน และไม่ครอบคลุมรายการยา ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า การบวกราคาเพิ่มนั้น เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่ รวมถึงสถานพยาบาลอีกประมาณ 800 แห่ง ยังไม่มีความพร้อมด้านการจัดส่งข้อมูลยาเข้าระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมบัญชีกลาง ที่ประชุมจึงมีความเห็นร่วมกันว่า หากดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว อาจเกิดผล กระทบและไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ดังนั้น จึงควรชะลอการบังคับใช้ออกไปก่อน เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น บัญชีรายการยาของสถานพยาบาล (Drug catalog) ที่อ้างอิงกับรหัสยามาตรฐานไทย (Thai Medicines Terminology: TMT) และราคากลางที่เบิก รวมถึงความพร้อมในการจัดส่งข้อมูลยาของสถานพยาบาลทุกแห่งที่ต้องส่งข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ในข่ายความรับผิดชอบของสำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยกรมบัญชีกลางออกหนังสือเวียนวันที่ 27 ธันวาคม 2556สั่งให้โรงพยาบาล 168 แห่ง เริ่มดำเนินการจัดส่งข้อมูลดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 พ.ศ.2552 ...กรมบัญชีกลางคุมเข้มเบิกจ่ายยา ขรก. ไม่ทำตามเกณฑ์ เรียกเงินคืนคลัง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=12-12-2016&group=29&gblog=1 พ.ศ.2552
คลังตั้งทีมรื้อค่ารักษา ข้าราชการ 7 หมื่นล. ... คลังหน้ามืด!ค่ารักษาขรก. พุ่ง1.5แสนล. //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-12-2009&group=29&gblog=2 พ.ศ.2552
สรุปอภิปราย มาตรฐานการกำหนดค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ใน สวัสดิการการ ของ ข้าราชการ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-02-2010&group=29&gblog=3 พ.ศ.2552
เสนอเลือกเบิกจ่ายยาให้ข้าราชการบางกลุ่ม ??? .... ข้าราชการ ก็เตรียมตัวไว้บ้าง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=18-05-2009&group=29&gblog=4 พ.ศ.2553
คลังเปิดทางให้ ข้าราชการนอนรักษาร.พ.เอกชนได้ ..... (ดูเหมือนดี แต่มันจะดีจริงหรือ ???) //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=03-09-2010&group=29&gblog=5 พ.ศ.2554
ขรก.จ๊ากแน่ คลังเลิกจ่าย ยานอก9กลุ่ม (ไทยโพสต์) ....นำกระทู้มาลงไว้เป็นข้อมูล //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-01-2011&group=29&gblog=6 พ.ศ. 2555
จ่ายยาต้นแบบให้ข้าราชการ (เบิกได้)แต่หมออาจต้องจ่ายเงินตัวเองให้ DSI.. //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-07-2012&group=29&gblog=8 พ.ศ.2556 ...คลังรุกอีกคุมเข้ม"ป่วยนอก"ขรก.วางแนวให้"เหมาจ่าย"เผยเจอข้อมูลส่อทุจริตเวียนรับยารพ.600ครั้ง/ปี //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=05-11-2012&group=29&gblog=7 พ.ศ.2557
ปัญหายาข้าราชการ....ประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึง ... โดยนาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=25-10-2012&group=29&gblog=9 พ.ศ.2559
กรมบัญชีกลาง เตะหมูเข้าปากหมา?ตัดงบ 60,000 ล้าน ให้ บ.ประกันบริหารค่ารักษา ขรก. //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=29-09-2016&group=29&gblog=10 พ.ศ.2560
ขบวนการใช้สิทธิขรก.โกงยา สวมสิทธิ-ยิงยา-ช็อปปิ้งยา ปี59 ใช้บริการกว่า 27.8 ล้านครั้ง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=14-08-2017&group=29&gblog=11
| Create Date : 25 ตุลาคม 2555 |
| Last Update : 14 สิงหาคม 2560 23:15:42 น. |
|
2 comments
|
| Counter : 1972 Pageviews. |
|
 |
|
ตุลาคมนี้มีอะไรเกิดขึ้นกับสิทธิเบิกราชการ
//topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2012/09/L12683292/L12683292.html
หลายคนอาจจะพอทราบมาแล้วบ้างนะครับว่า กรมบัญชีกลาง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับข้าราชการและครอบครัวนั้นได้มีนโยบายในการลดค่าใช้จ่ายจากการ
รักษาพยาบาล เริ่มแรกคือจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในตามความหนักเบาของโรค ไม่ใช่จ่ายตามจริง ทำให้โรงพยาบาลต่างๆต้องรัดเข็มขัดลงซึ่งไม่ได้มีผลกระทบอะไรนักต่อการ
รักษาพยาบาล อย่างไรก็ตามในเดือนตลาคมที่จะถึงนี้ นโยบายระดับต่อไปคือการจำกัดการใช้ยานอกบัญชีจะมีผลต่อโรงพยาบาลหลายๆแห่งทั่วประเทศ
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักคำศัพท์กันก่อน
1 ยาในบัญชี
คือยาที่ได้ประกาศไว้ใน ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ซึ่งจะมีคณะกรรมการมาพิจารณาว่ายาใดนั้นคุ้มค่าพอจะมาอยู่ในบัญชี
หรือไม่ และบัญชีนี้ยังผูกพันไปถึงระบบเบิกจ่ายอื่นๆด้วย คือ บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ สามสิบบาทรักษาทุกโรค และ ประกันสังคม คำว่า "คุ้มค่า" นี้ไม่ได้ดูถึงว่ายานั้นมี
ประสิทธิภาพดีกว่าหรือไม่ แต่จะดูว่าการใช้ยานี้เมื่อเทียบกับไม่ใช้หรือการรักษาอื่นให้ผลลัพธ์ต่อสุขภาพที่ดีขึ้นคุ้มกับค่าเงินจำนวนหนึ่งหรือไม่ ดังนั้นยาในบัญชีเหล่านี้จึงมักจะเป็นยา
ราคาถูกเป็นหลัก หรือเป็นยาราคาแพงแต่มีความจำเป็นอย่างมากและประสิทธิภาพดีมากๆ
2 ยานอกบัญชี
คือยาที่ได้ขึ้นทะเบียนต่อ อย. แล้วว่ายามีประสิทธิภาพ (อย.สำหรับอาหารเสิรมรับรองแค่ว่าปลอดภัยนะครับ) แต่ไม่ได้จัดอยู่ในบัญชียาหลักเนื่องจากไม่คุ้มค่า ยาเหล่านี้มักจะเป็นยาต้น
แบบ หรือเป็นยาสามัญแต่ราคายังแพงมากอยู่ หรือเป็นยาที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีนัก
3 ยาต้นตำรับ หรือที่ชอบเรียกกันว่า ยานอก
คือยาที่บริษัทยาเอกชนได้คิดค้น พัฒนา และวิจัยในคน ยาว่ามีประโยชน์เหนือกว่าการรักษามาตรฐานเดิมๆ จึงทำให้ต้นทุนของยานั้นๆสูงกว่ามูลค่าของวัตถุดิบของยา ราคาขายจึง
แพงขึ้นมาก ยาต้นแบบเหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตรตัวยาระยะหนึ่ง ทำให้ในช่วงแรกของยาต้นแบบจะไม่มียาบริษัทมาแข่งขัน ยาเหล่านี้คนไข้มักจะคิดว่าดีกว่าเสมอ ทั้งที่บาง
ครั้งก็จริงและไม่จริง
4 ยาสามัญ หรือที่ชอบเรียกกันว่า ยาเลียนแบบ ยาไทย
คือการที่บริษัทยาเอาสูตรยาที่หมดสิทธิบัตรมาผลิตและจำหน่าย ดังนั้นต้นทุนหลักจึงอยู่ที่วัตถุดิบ และ กระบวนการผลิต ราคาจึงถูกลงกว่ามาก อย่างไรก็ตามยาเหล่านี้มักจะไม่ได้ทำ
การวิจัยในคนเนื่องจากต้นทุนจะสูงมาก โดยมากจะเป็นการวิจัยว่าตัวยามีปริมาณเท่ากัน ความปลอดภัยเท่ากัน หรืออาจทดลองในระดับเซลล์และสัตว์
นโยบายจำกัดการใช้ยานอกเป็นอย่างไร
หลัง 1 ตุลาคม นี้เกือบทุกรพ.จะทำการจ่ายแต่ยาในบัญชีเท่านั้นให้แก่สิทธิราชการ (สิทธิบัตรทองและประกันสังคมได้แต่ยาในบัญชีเป็นหลักอยู่แล้ว) อย่างไรก็ตามยังมีข้อยกเว้นอยู่
บ้างเช่น (คัดลอกมาจากเอกสารที่แจกในรพ.รามา)
"หากผู้ป่วยมีความจำเป็นในการใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ จะต้องให้แพทย์ระบุเหตุผลของการใช้ยา ซึ่งกรมบัญชีกลางได้ระบุเงื่อนไขที่สามารถใช้ยาได้ ดังต่อไปนี้"
1 ผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงจากยาหรือแพ้ยา (ในบัญชียาหลัก)
2 ผู้ป่วยใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้วผลการรักษาไม่บรรลุเป้าหมาย
3 ไม่มียาในบัญชียาหลักให้ใช้ แต่ผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ในการใช้ยานอกบัญชียาหลักซึ่ง อย. ได้กำหนดไว้
4 ผู้ป่วยมีข้อห้ามในการใช้ยาหรืออาจจะมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาในบัญชียาหลักที่ใช้อยู่ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย
5 ยาในบัญชียาหลักมีราคาสูงกว่า
6 ผู้ป่วยมความต้องการใช้ยานอกบัญชียาหลัก ซึ่งผู้ป่วย(จะ)ไม่สามารถเบิกได้
หลายคนอาจจะงงๆว่าแล้วมีผลกระทบอย่างไรบ้าง
1 คนที่ใช้ยาต้นแบบอยู่ จะได้รับการเปลี่ยนมาเป็นยาสามัญ จนกว่าจะตรงกับเงื่อนไขข้างต้น เช่นเกิดผลข้างเคียง หรือยาไม่ได้ผล
ตัวอย่างที่อาจจะเห็นง่ายหน่อย เช่น ยาลดกรดรักษาโรคกระเพาะ ยาลดไขมัน ยาความดัน ยาเบาหวาน
2 คนที่ใช้ยานอกข้อบ่งชี้จะไม่สามารถใช้ยาต่อไปได้
3 ยาบางอย่างมีการจำกัดระยะเวลาที่ให้ใช้ได้และต้องหยุดแม้ข้อมูลการศึกษาจะพบว่าการใช้นานกว่านั้นจะได้ประโยชน์
4 โรคหายาก ซึ่งยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าการรักษาใดจะดีที่สุด
ใครมีข้อมูลอะไรก็มาแชร์กันได้ครับ
ปล.ผมไม่ใช่ราชการนะครับ
จากคุณ : oncodog [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 21 ก.ย. 55 07:42:27
ความคิดเห็นที่ 1
สิ่งที่ผมทำมาตลอดคือ อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับคนไข้ทราบ
ว่าคนที่ลดยาดีๆ ไม่ใช่หมอ
แต่เป็นผลมาจากนโยบายจากนักการเมือง ที่พยายามจะรวมกองทุนสวัสดิการต่างๆ เพราะถังแตก ทั้งกองทุนสามสิบบาท ประกันสังคม ข้าราชการ
อยากทำให้ได้ตามที่หาเสียง แต่ไม่มีเงินสุดท้ายก็ต้องดึงทุกคนให้ลงมาอยู่ในมาตรฐานขั้นต่ำเดียวกัน ให้ใช้ยาทุกตัวเหมือนกัน ขอให้ราคาถูกสุด ผลการรักษาขอแค่ไม่ตายก็พอ
ผมทำงานรพ.รัฐอย่างเดียว ไม่ทำคลีนิค ไม่ทำเอกชน
โดนข้อจำกัดมากมายในการจ่ายยาคนไข้
คุณลุงคุณป้าหลายคนไม่เข้าใจ ทำไมทุกทีได้ยานี้ ทานแลวดีขึ้น มาครั้งนี้แล้วไม่ได้
ก็ต้องบอกไปว่าเป็นคำสั่งจากรัฐบาล หมอไม่เกี่ยว
เพราะสั่งยาแพง หมอโดนสอบ โดนเรียกเงินคืน มีคดีมาหมดนะครับ
ยังอยากขำว่าหลายๆคนชอบบอก หมอไม่ชอบสามสิบบาทเพราะทำให้มีคนไข้น้อย แต่กลายเป็นยิ่งมีสามสิบบาท รพ.เอกชนยิ่งเติบโต ขยายกิจการทุกปี หุ้นขึ้นตลอด
เพราะจริงๆคือเค้าบีบให้รพ.รัฐใช้ยาแบบประหยัด รักษาตามหลักประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานแบบพื้นฐานสุดๆ
หากใครอยากได้ยาดีๆ ก็ต้องจ่ายตังค์เองแล้วไปเอกชน
แล้วลองไปดูรายชื่อคนถือหุ้นเอกชนนะ ก็นักการเมืองทั้งนั้น ยิ่งคนที่คิดนโยบายสามสิบบาทนั่นหนะ ถือหุ้นเอกชนตั้งกี่รพ. แต่คนทั่วไปก็ยังคิดว่าเค้าเป็นนักบุญทำเพื่อรากหญ้า
ยอมรับว่าเก่งมาก เพราะ นโยบายที่ดีที่สุดคือนโยบายที่ทำให้เค้าได้ประโยชน์ ได้เงินและได้ความศรัทธาแล้วคนที่ถูกด่าก็ยังเป็นหมออีก
ย้ำอีกทีว่าผมไม่ได้ทำคลีนิค และเอกชน เป็นหมอรพ.รัฐอย่างเดียว
นโยบายที่ดีควรจะเป็นอธิบายข้อจำกัดต่างๆให้ผู้ป่วยเข้าใจก่อน เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างหมอกับคนไข้
นักการเมืองมาแล้วก็ไปแต่หมอคือคนที่ต้องอยู่กับคนไข้ไปหลายสิบปี
การพูดความจริงเรื่องงบประมาณเป็นการทำความเข้าใจกับผู้ป่วยที่ดีที่สุด ฟื้นระบบร่วมจ่ายให้สมความเป็นจริง จะเป็นครั้งละร้อยก็ได้ แต่ไม่ใช่ฟรีหรือสามสิบบาท ลองกำเงินสามสิบบาทไปเซเว่น คุณจะได้แค่ยาพาราสองแผงเอง
ดังนั้นคุยกับเค้าตามจริง คนไข้ก็น่าเข้าใจและช่วยประคับประคองระบบสาธารณสุขไทยให้ไปต่อได้
รณรงค์ให้คนไทยดูแลสุขภาพโดยออกเป็นกฎหมายเลย
เช่นอุบัติเหตุจากการเมา เบิกไม่ได้ ไม่งั้นวันๆรพ.ก็รักษาแต่พวกตีรัน ฟันแทง เมาแล้วขับสารพัด
เสียดายเงินที่น่าจะเอาไปซื้อยาดีๆมารักษาคนที่เค้าเดือดร้อนจริงๆมากกว่า
อ้อ วันนี้ผมว่างครึ่งเช้านะครับ เพราะห้องผ่าตัดเต็ม
รพ.ไม่มีเงินซ่อมไฟผ่าตัดเพราะงบหมด
เดี๋ยวจะโดนข้อหาเอาเวลาหลวงมาเล่นพันทิพอีก
จากคุณ : สาลิกาโบยบิน [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 21 ก.ย. 55 08:28:38
ความคิดเห็นที่ 8
เรื่องนี้ "ข้าราชการ" ต้องปรับตัว และ ทำใจ ครับ ...
ไม่ว่า ใคร พรรคไหน ขึ้่นมา .. ก็ต้องเปลี่ยนแปลงปรับลดค่าใช้จ่ายทั้งนั้น ... ( ส่วนจะเอาไปใช้อะไร มีประโยชน์หรือเปล่า เป็นอีกเรื่อง ??? )
สรุปอภิปราย “มาตรฐานการกำหนดค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ ใน สวัสดิการการ ของ ข้าราชการ”
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-02-2010&group=7&gblog=52
เสนอเลือกเบิกจ่ายยาให้ข้าราชการบางกลุ่ม ??? .... ข้าราชการ ก็เตรียมตัวไว้บ้าง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=18-05-2009&group=7&gblog=26
หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลักการดีแต่ต้องรีบ“ปฏิรูปวิธีดำเนินการ” ... พญ. เชิดชู
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=14-04-2009&group=7&gblog=23
จากคุณ : หมอหมู [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 21 ก.ย. 55 14:38:55
ความคิดเห็นที่ 27
สมัยนี้กระแสคลั่งความเท่าเทียมมาแรง
แทบจะไม่มีประชาชนที่ไม่ใช่ข้าราชการคนใด ยอมรับการได้สิทธิพิเศษของข้าราชการอีกแล้วครับ
สิทธิพิเศษของข้าราชการจะถูกลดทอนไปเรื่อยๆ ทั้งจากปัญหางบประมาณและมุมมองค่านิยมของประชาชนที่เปลี่ยนไป
มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
รับไม่ได้ หรือ ดูแล้วถ้าจะอยู่ไม่ไหว ผมแนะนำว่าออกจากราชการครับ คุณต้านกระแสไม่ได้หรอก น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง
ส่วนเรื่องนักการเมือง หรือ นายทุนพรรค ถือหุ้นโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก หลายคนก็ทราบดีอยู่แล้ว งานนี้ท่านผู้ทรงเกียรติมีแต่ได้กับได้ แง่หนึ่งก็ทำให้การรักษาพยาบาลในระบบของรัฐมีปัญหา คนล้น เจ้าหน้าที่ไม่พอ เครื่องมือเก่า สถานที่ทรุดโทรม คนก็แห่ไปโรงพยาบาลเอกชนเพราะอยากได้รับการรักษาตามมาตรฐาน
อีกด้านก็ผลิตแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ ให้เยอะขึ้น แต่ลดตำแหน่งข้าราชการลง ผลก็คือแรงงานล้นตลาด กดค่าแรงได้
ยิ่งผสมกระแสค่านิยม ร้องเรียนแพทย์ ฟ้องไว้ก่อนไม่ชนะก็ไม่เป็นไร ชนะก็ได้เงิน แพทย์ พยาบาลก็ยิ่งลาออก
แรงงานยิ่งล้นระบบ
นักการเมืองและนายทุนพรรคได้ประโยชน์ เรื่องนี้จะไม่มีใครช่วยประชาชนในสภาหรอกครับ ทำใจได้เลย
ปล. ฝ่ายค้านก็คงไม่ช่วย เพราะได้ประโยชน์ มีหุ้นอยู่เหมือนกัน ต้องหาทางรอดกันเองแล้วครับ ใครมีเงินก็ได้รับการรักษาที่ดี ใครไม่มีเงินก็รักษาแบบเจ้าหน้าที่ไม่พอ รอคิวนาน รอผ่าจนตายไปแล้วไม่ได้ผ่ากันต่อไป
จากคุณ : megacure (SET50.com) [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 22 ก.ย. 55 21:26:42
ความคิดเห็นที่ 29
-*-
ผมว่ามาตรการมันดีออกนะครับ
แล้วก็ไม่ได้เข้ากระเป๋านักการเมืองที่ไหนด้วย เป็นการใช้ภาษีประชาชนที่คุ้มค่าขึ้นต่างหาก
ทำไมมองว่าไม่ดีกันล่ะครับ?
ประโยชน์หลักๆคือ มันเป็นการกรองการใช้ยาที่เกินจำเป็นสำหรับคนใช้สิทธิราชการต่างหากล่ะครับ!!
เพราะรอยรั่วเก่าๆของสิทธิข้าราชการก็คือ เมื่อมันเบิกได้หมด จะจ่ายยาแพงเว่อร์โดยไม่จำเป็นก็ได้!! จะให้นอนโรงพยาบาลทั้งๆที่จริงๆไม่ได้ป่วยขนาดไม่ต้องนอนก็ได้ อยากได้ยาอะไรก็รีเควสได้หมด
ส่วนคนไข้ข้าราชการคนไหนที่มันควรจะได้ยานอกบัญชียาหลักจริงๆ
มันก็มี 6 ข้อนี้รองรับอยู่แล้วนี่ครับ -*-
ทำไมหมอจะจ่ายยาให้ไม่ได้? หมอจะโดนบีบให้จ่ายยาไม่ดีได้อย่างไร? ในเมื่อ 6 ข้อนี้คุ้มครองไว้ครบ
1. ผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงจากยาหรือแพ้ยา (ในบัญชียาหลัก)
2. ผู้ป่วยใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้วผลการรักษาไม่บรรลุเป้าหมาย
3. ไม่มียาในบัญชียาหลักให้ใช้ แต่ผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ในการใช้ยานอกบัญชียาหลักซึ่ง อย. ได้กำหนดไว้
4. ผู้ป่วยมีข้อห้ามในการใช้ยาหรืออาจจะมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาในบัญชียาหลักที่ใช้อยู่ ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย
5. ยาในบัญชียาหลักมีราคาสูงกว่า
6. ผู้ป่วยมีความต้องการใช้ยานอกบัญชียาหลัก ซึ่งผู้ป่วย(จะ)ไม่สามารถเบิกได้
มันไม่ใช่การบีบบังคับให้คนไข้อดได้ยาดีๆนะครับ ถ้ามีเหตุผลรองรับ ก็จ่ายให้ได้อยู่แล้วจาก 6 ข้อข้างต้น
ผมมองว่ามันเป็นการบังคับไม่ให้จ่ายยาที่แพงเกินจำเป็น ในกลุ่มคนที่ได้สิทธิรักษาฟรีมากกว่า
ดูยังไงๆก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอ่ะครับ
เพียงแต่คนที่ลำบากหน่อย ก็คือหมอนี่แหละ เพราะว่าจะจ่ายยาตามใจคนไข้ไม่ได้ คนไข้อยากได้ยาแรงเกินจำเป็น ก็ให้ไม่ได้
แล้วคนไข้ก็คงมาโวยวายหมอว่าแย่ ว่าเลว จ่ายยาห่วยๆง่ายๆมาให้ตนเอง นโยบายแย่ กระทรวงสาธารณสุขแย่ๆ
อย่างกรณียาพาราเซตามอลนี่แหละ ชัดสุดๆ!! เพราะว่าจริงๆแล้วมันเป็นยาลดไข้ที่ผลข้างเคียงแบบเฉียบพลันไม่ค่อยมี ใครหน้าไหนก็เดินไปซื้อเองได้ เซเว่นก็มีขาย เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี ... คนเลยมองว่ามันเป็นยากระจอกไปเลย
แต่อาการป่วยหลายๆอย่างนั้น ตามหลักจริงๆ "มันควรจะได้แค่พารา" จริงๆครับ
...
คนที่เป็นหมอก็ต้องคิดด้วยนะ -*-
ว่าคุณไม่ชอบนโยบายนี้ เพราะมันทำงานลำบากขึ้น ซึ่งเดิมก็ลำบากมากอยู่แล้ว แล้วมาต้องแบกรับความไม่พึงพอใจของคนไข้หนักกว่าเดิม
... หรือว่ามันเป็นผลเสียต่อการรักษาคนไข้จริงๆกันแน่
แต่ก็นะ จริงๆเห็นใจหมอนะ แต่คิดว่ามันควรจะเป็นเรื่องแบบว่ามีนโยบายรองรับผลกระทบจากนโยบายอีกต่อเหมือนกันอ่ะ
จากคุณ : TalkyWalky [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 22 ก.ย. 55 23:04:00
ความคิดเห็นที่ 30
สำหรับความเห็น 29 ครับ
สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้คือยาในบัญชีนั้นล้าหลังอยู่มากครับ ยาหลายตัวแม้จะมีมานานจนมียาสามัญมาจำหน่ายก็ยังอยู่นอกบัญชี โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็ง
ย้ำอีกครั้งว่ายานอกบัญชีไม่ได้เท่ากับยาต้นตำรับเสมอไปครับ ยาสามัญจำนวนมากยังอยู่นอกบัญชีเพราะไม่คุ้มค่าในบริบทของสิทธิอื่นๆ
หลายโรคอาจจะเสียเวลาลองยาได้ แต่ หลายโรคไม่ใช่เช่นนั้นครับ
ผมยกตัวอย่างง่ายๆครับ ยาโรคกระเพาะลองดูยาถูกๆก่อนไม่ได้ผลไม่เป็นไรเปลี่ยนยาได้
แต่อย่างโรคมะเร็งนี่ไม่ใช่ หากไม่ได้ผล หลายครั้งจะเอายาที่ดีกว่ามาใช้ไม่ได้อีกแล้ว
มีอีกหลายโรคที่รอให้ไม่ได้ผลแล้วจะยิ่งรักษายากครับ
ดังนั้นจุดอ่อนของข้อยกเว้น 6 ข้อก็คือข้อ 3 เพราะการบอกแบบนี้ว่า "3. ไม่มียาในบัญชียาหลักให้ใช้ แต่ผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ในการใช้ยานอกบัญชียาหลักซึ่ง อย. ได้กำหนดไว้" นั้นหากมียาในบัญชียาหลักให้เลือกแต่การใช้ยานอกบัญชีให้ผลดีกว่าจะสามารถใช้ได้เลยมั้ยหรือว่าต้องไปรอให้ไม่ได้ตามเป้าหมายตามข้อยกเว้นข้อ 2 ส่วนตัวคิดว่าควรจะมีข้อ 7 ให้ชัดเจนไปเลยว่า ยานอกบัญชีมีหลักฐานทางการแพทย์สนับสนุนชัดเจนว่าดีกว่าการใช้ยาในบัญชียาหลักด้วยครับ
ถึงจะประหยัดและไม่เสียผลประโยชน์อย่างแท้จริง
และสิ่งที่ต้องรู้ต่อไปคือกรมบัญชีกลางไม่หยุดแค่นี้แน่ๆครับ มีนโยบายในอนาคตแล้วว่าจะเหมาจ่ายค่ารักษาต่อครั้งด้วยนั่นหมายถึงว่าแม้จะมีเหตุผลตรงตามข้อยกเว้นแต่หมอจะถูกบังคับทางออกให้ไม่ยอมสั่งอยู่ดีเพื่อให้รพ.ไม่ขาดทุนครับ เพราะราคาเหมาจ่ายจะต้องต่ำกว่าราคายานอกบัญชีแน่ๆครับ ถึงตอนนั้นทุกสิทธิจะเท่าเทียมกันแน่ๆครับ
ส่วนประเด็นขอยาต้นตำรับทั้งที่มียาสามัญนั้นเห็นด้วยว่ามาตรการนี้จะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ได้ครับเพราะหมอจะบอกได้ง่ายขึ้นว่ารัฐบาลไม่ให้ใช้แล้วครับ
จากคุณ : oncodog [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 22 ก.ย. 55 23:41:22
จ่ายยาต้นแบบให้ข้าราชการ (เบิกได้) แต่หมออาจต้องจ่ายเงินตัวเองให้ DSI ..
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=22-07-2012&group=7&gblog=159
ความคิดเห็นที่ 38
ตาม#29
ทีนี้มันก็มีเร่องอยู่ว่า หมอกลุ่ม บางพวก เห็นสิทธิข้าราชการเหมือนขนมหวาน จ่ายยาออริจินัลเอาใจผู้แทนยา เพื่อแลกกับการซับพอร์ตหลายๆอย่าง(ไปประชุมเมืองนอกเอย ไปทานข้าวร้านหรูๆเอย) ทั้งนี้ก็เพราะระบบมันเอื้อให้ทำแบบนี้ คนไข้ที่ใช้สิทธิบางส่วน ย้ำว่าบางส่วนก็ได้ใจขอยาออริจินัลเท่านั้น ทั้งๆที่โรคที่เป็นกันอย่างเช่นเบาหวาน ความดัน ไขมัน ก็ใช้ยาไทยได้เหมือนกัน ประเด็นคือต้องดูแลสุขภาพตัวเองควบคู่ไปด้วย การมีมาตรการรัดเข็มขัดนี้ขึ้นมาก็คงจะได้ช่วยให้มุมมืดๆของผลประโยชน์ระหว่างหมอกับผู้แทนมันลดลงไปได้บ้าง หรือไม่ก็อาจจะมีกรณีเชือดไก่ให้ลิงดูก็เป็นได้
จากคุณ : ยัยนู๋งก [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 23 ก.ย. 55 20:15:35
ความคิดเห็นที่ 39
เรื่องของความคิดเห็นที่ 38
เป็นเรื่องขององค์การอาหารและยาที่จะต้องจัดการโฆษณาของบริษัทยาไม่ให้อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ทั้งในทางโฆษณาไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ internet หรือ ผ่าน detail
และองค์การอาหารและยา ควรพิสูจน์และแสดงข้อมูลของยา generic ที่ทดแทน original ได้ว่ามีคุณภาพใกล้เคียงกันในแง่ bioequivalent study ซึ่งต้องบอกเลยว่าที่ผ่านมาไม่เคยทำเลย เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้แพทย์ทั่วไปเชื่อได้อย่างไรว่า generic agent ดีเท่าเทียม original agent
ผมไม่ได้หมายถึงว่ายา generic ไม่มีข้อมูล bioequivalent study นะ แต่แพทย์ผู้ใช้ไม่เคยมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ ผู้ที่มีข้อมูลในมืออย่าง องค์การอาหารและยาก็ไม่แสดงให้ดู มีบางครั้งบริษัทที่ผลิต generic agent ก็เอาข้อมูลมาแสดงบ้างแต่โดยส่วนใหญ่ก็เป็นข้อมูลแบบสรุป ไม่ใช่ original article original report ซึ่งตรงนี้องค์การอาหารและยาน่าจะมีอยู่ในมือ (ถ้าไม่มีในมือ อย. ก็ทำผิดกฏหมาย เพราะให้ขายยาได้โดยไม่ทดสอบ bioequivalent มันผิดกฏหมายแน่นอน)
ส่วนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของวงการแพทย์ต้องบอกว่ามีหลายแง่มุม ส่วนตัวผมเห็นด้วยให้จัดการ แต่ควรใช้วิธีตามกฏหมายปกติคืออาจร้องเรียน ปปท. หรือ ปปช. ให้มาจัดการ ไม่ควรใช้กฏพิเศษมาบังคับแล้วเกิดผลกระทบต่อบางกรณีที่ต้องใช้ยานอกบัญชีด้วย
ผมถามคุณๆ ที่บอกว่ามีช่องให้ใช้ยานอกได้ตามกฏหน่อยว่า ถ้าคุณสั่งยานอกบัญชีให้คนไข้ คุณโดนสอบสวน โดยเช็คประวัติบ่อยๆ คุณจะรู้สึกยังไง มีคนมาสอบคุณบ่อยๆ ว่าทำไมใช้ยานั่นนี่ งานก็ยุ่งอยู่แล้ว คุณจะอยากเอาตัวเองไปเสี่ยงเสียเงินค่ายานอกบัญชีให้คนไข้หรือไม่ มีโดนเช็คบิลมาแล้วนะครับ แพทย์ต้องจ่ายนะครับถ้าสอบออกมาดูแล้วกรรมการเห็นว่าไม่เหมาะสม
สุดท้ายเอาเข้าจริงจะแทบไม่มีแพทย์จ่ายยานอกบัญชีครับ เพราะไม่มีใครอยากมีปัญหา หรืออยากเสี่ยงเอาเงินของตัวเองมาแลกกับสุขภาพคนไข้
จากคุณ : megacure (SET50.com) [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 23 ก.ย. 55 21:16:46