Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ทีดีอาร์ไอ : ระบบประกันสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและเท่าทียมของไทยในอนาคต






//www.healthfocus.in.th/content/2013/02/2360

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ และคณะ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ได้ทำการศึกษา โครงการ การพัฒนาแนวทางอภิบาลระบบหลักประกันสุขภาพ นำเสนอต่อสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากนานาประเทศว่าเป็นประเทศที่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีประสิทธิภาพแม้จะมิได้เป็นประเทศที่ร่ำรวยแต่ก็สามารถให้การรักษาพยาบาลแก่ประชาชนทุกคนได้ อย่างไรก็ดี คนไทย 65 ล้านคนยังได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลที่ต่างกัน เนื่องจากระบบประกันสุขภาพไทยประกอบด้วยกองทุนสุขภาพที่หลากหลาย โดยมีสามกองทุนหลักได้แก่ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และ กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

เนื่องจากทั้งสามกองทุนดังกล่าวอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ต่างกัน กล่าวคือ กองทุนประกันสังคม อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) สังกัดกระทรวงแรงงาน กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกรมบัญชีกลาง สังกัดกระทรวงการคลัง และ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อยู่ภายใต้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สังกัดกระทรวงสาธารณสุข การบริหารจัดการจึงมีลักษณะแยกส่วนทำให้การบริหารมีต้นทุนสูงที่เกินควรเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ซ้ำซ้อนและสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยภายใต้แต่ละกองทุนแตกต่างกัน



ตัวอย่างเช่น ทั้งสามกองทุนต่างมีฐานข้อมูลผู้ป่วยและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ต่างกัน มีการคำนวณต้นทุนในการรักษาพยาบาลที่ต่างกัน มีระบบการตรวจสอบการเบิกจ่าย หรือ การรับเรื่องร้องเรียนที่แยกส่วนกัน การดำเนินการของแต่ละกองทุนอย่างเป็นเอกเทศนอกจากจะทำให้มีต้นทุนในการบริหารสูงแล้วยังส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำของสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลอีกด้วย ตัวอย่างเช่น โรคเดียวกันอาจมีอัตราการเบิกจ่ายที่ต่างกันทำให้ผู้ป่วยที่เป็นสมาชิกกองทุนสุขภาพที่มีอัตราการเบิกจ่ายสูงกว่ามีโอกาสที่จะได้รับการรักษาพยาบาลที่ดีกว่า เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว เนื่องจากกองทุนทั้งสามต่างเกิดขึ้นมาต่างกรรมต่างวาระกัน สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลจึงต่างกัน ตัวอย่างเช่น ข้าราชการและครอบครัวได้รับสิทธิในการเลือกใช้สถานพยาบาลที่ร่วมโครงการได้ทุกแห่งทั่วประเทศ ในขณะที่สมาชิกประกันสังคม และ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สามารถใช้บริการรักษาพยาบาลได้เฉพาะสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือ สมาชิกประกันสังคมต้องจ่ายเงินสมทบเพื่อที่จะได้มาซึ่งสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลคำนวณเป็นเดือนละประมาณ 200 ว่าบาทในขณะที่ผู้ที่ได้รับสิทธิภายใต้กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และ กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการได้รับสิทธิฟรี อันเป็นเหตุให้มีการเรียกร้องของลูกจ้างภาคเอกชนที่จะเลิกจ่ายเงินส่วนนี้เพราะเห็นว่าตนต้องจ่ายเงินสองต่อ คือ จ่ายภาษีรายได้ที่รัฐนำมาอุดหนุนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ จ่ายค่าเบี้ยประกันอีก



นอกจากนี้แล้ว ผู้ที่เข้ารับบริการรักษาพยาบาลโดยใช้สิทธิประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีความรู้สึกว่า ตนได้รับมาตรฐานการรักษาและการให้บริการที่ด้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เนื่องจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลภายใต้สองกองทุนแรกเป็นระบบ “เหมาจ่ายรายหัว (per capitation) ” ทำให้สถานพยาบาลมีแรงจูงใจที่จะลดต้นทุนในการให้บริการรักษาพยาบาลเนื่องจากได้รับการจัดสรรค่ารักษาพยาบาลในอัตราที่เหมาจ่ายรายปีมาแล้ว ในขณะที่ในกรณีหลังเป็นระบบ “จ่ายตามจริง (fee for service) ” ทำให้สถานพยาบาลสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ให้แก่ข้าราชการและครอบครัวได้ทุกครั้งโดยไม่มีวงเงินที่จำกัด


อนึ่ง ที่ผ่านมา ได้มีความพยายามที่จะลดความเหลื่อมล้ำดังกล่าวโดยมีการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมสำหรับโรคร้ายแรงหรือเรื้อรังให้กับโรงพยาบาลในโครงการของ สปส. และ สปสช.

การศึกษาประสบการณ์ในต่างประเทศพบว่า การมีกองทุนประกันสุขภาพหลายกองทุนมิได้เป็นปัญหา หากการบริหารจัดการและการกำกับดูแลกองทุนเหล่านั้นจะอยู่ภายใต้หน่วยงานเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดต้นทุนในการบริหารที่ซ้ำซ้อน และ หน่วยงานดังกล่าวสามารถกำหนด สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาล หลักเกณฑ์ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่ายา การคำนวณค่าเบี้ยประกัน คุณภาพในการรักษาพยาบาล ฯลฯ ที่เป็นมาตรฐานกลางขึ้นมา ซึ่งแต่ละกองทุนต้องปฏิบัติตามทำให้ไม่เกิดความลั่กลั่น

คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่า เพื่อที่จะลดต้นทุนในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขของประเทศและลดความเหลื่อมล้ำของสิทธิในการเข้าถึงและการได้รับการรักษาพยาบาลของประชาชน ประเทศไทยควรพิจารณาที่จะโอนย้ายภารกิจในการบริหารจัดการกองทุนทั้งสามให้อยู่ภายใต้กระทรวงเดียวเพื่อที่จะให้การบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพของประเทศเป็นไปอย่างบูรณาการ การพิจารณาว่าควรเป็นกระทรวงใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการจะพัฒนาระบบประกันสุขภาพแห่งชาติไปในทิศทางใด

คณะผู้วิจัยเห็นว่า ระบบประกันสุขภาพของไทยในอนาคตควรอิงกับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเนื่องจากเป็นกองทุนที่มีสมาชิกมากที่สุด คือ 48 ล้านคน การขยายฐานสมาชิกอีก 17 ล้านคนน่าจะอยู่ในวิสัยที่จะบริหารจัดการได้

การสร้างระบบประกันสุขภาพของประเทศโดยอิงกับระบบประกันสังคมอาจไม่เหมาะสมนักสำหรับประเทศไทยซึ่งยังคงมีธุรกิจและแรงงานนอกระบบจำนวนมาก ปัจจุบันมีแรงงานที่เป็นสมาชิกประกันสังคมเพียง 10 ล้านคนจากทั้งหมด 40 ล้านคน หรือเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้น แม้จะมีความพยายามที่จะกวาดต้อนธุรกิจทั้งหมดเข้ามาในระบบแล้วก็ตาม นอกจากนี้แล้วสิทธิในการรักษาพยาบาลภายใต้ระบบประกันสังคมจำกัดเฉพาะตัวลูกจ้างเท่านั้น ไม่รวมครอบครัว และ ระยะเวลาการคุ้มครองก็จำกัดเฉพาะช่วงเวลาที่ยังไม่เกษียณจากงานเท่านั้น ทำให้ต้องมีกองทุนสุขภาพอื่นๆ เข้ามารองรับสำหรับผู้ที่เกษียณอายุการทำงาน รวมทั้ง เด็ก คนชรา และ ผู้ไม่มีอาชีพ

สุดท้ายกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีสมาชิกที่เป็นข้าราชการและครอบครัวเพียง 5 ล้านคนแต่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงมาก คือ ประมาณ 14,000 กว่าบาทต่อหัวต่อปีในปี พ.ศ. 2554 เมื่อเทียบกับกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3000 กว่าบาทต่อหัวต่อปี การขยายสิทธิประโยชน์ของข้าราชการให้กับประชาชนทุกคนในประเทศจะสร้างภาระการคลังให้แก่ประเทศอย่างมาก

หากประเทศไทยจะเดินหน้าโดยใช้กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็น “แกน”แล้ว ก็ควรมีแผนการโอนภารกิจในการบริหารจัดการและกำกับดูแลทั้งสามกองทุนมาที่กระทรวงสาธารณสุข แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจดังกล่าว ควรที่จะเป็นอิสระจากกระทรวงสาธารณสุข ดังเช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขมีสถานพยาบาลในสังกัดจำนวนมากทำให้มีผลประโยชน์ที่ทับซ้อนในฐานะผู้กำหนดนโยบาย กำกับดูแลและผู้ให้บริการ

นอกจากการปรับโครงสร้างในเชิงองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือการลดความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลระหว่างสมาชิกของทั้งสามกองทุน

คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่าเพื่อที่จะสร้างระบบประกันสุขภาพของประเทศที่ใ ห้สิทธิประโยชน์และมาตรฐานในการรักษาพยาบาลเดียวกัน ควรกำหนดให้สิทธิประโยชน์ในการรักษาพย บาลภายใต้กองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับโดยไม่มีค่าใช้จ่าย กองทุนสุขภาพอื่นๆ อาจให้สิทธิประโยชน์เล็กๆ น้อยเพิ่มเติมได้ จากการเก็บเบี้ยประกันจากนายจ้างหรือลูกจ้างหรือทั้งสองฝ่าย เช่น ประกันสังคมอาจให้บริการตัดแว่น หรือ ให้เงินชดเชยการขาดรายได้ให้แก่ลูกจ้างในช่วงคลอดบุตรหรือเจ็บป่วย เป็นต้น แต่เบี้ยประกันที่จัดเก็บจะต้องคำนวณจากค่าใช้จ่ายของสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มเติมเท่านั้นมิใช่สิทธิประโยชน์ที่สมาชิกพึงได้รับภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

อนึ่ง สิทธิประโยชน์ “เสริม” ดังกล่าวจะต้องไม่อยู่ในรูปแบบของ “สิทธิพิเศษ” ในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลในระบบประกันหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ดีกว่าหรือรวดเร็วกว่าสมาชิกกองทุนอื่นๆ เช่น สิทธิในการลัดคิว เป็นต้น มิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็นการแย่งชิงทรัพยากรในการให้การรักษาพยาบาลที่มีจำกัดของระบบประกันสุขภาพ

สำหรับกองทุนสวัสดิการข้าราชการนั้น สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลมิได้ต่างจากสิทธิประโยชน์ภายใต้อีกสองกองทุนเท่าใดนัก หากแต่ข้าราชการได้รับสิทธิ “โรมมิ่ง” คือสามารถใช้บริการจากสถานพยาบาลที่ร่วมโครงการได้ทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อที่จะรักษาสิทธิดังกล่าว กรมบัญชีกลางในฐานะผู้ว่าจ้างจะต้องจ่ายส่วนต่างของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแทนลูกจ้างคือข้าราชการและครอบครัว ซึ่งในปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 10,000 บาทต่อหัวให้แก่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่า ในระยะยาว รัฐบาลควรพิจารณาแนวทางที่จะยุบเลิกสิทธิประโยชน์ “เสริม” ที่มีลักษณะเป็น “สิทธิพิเศษ” ดังกล่าวโดยการให้ข้าราชการที่บรรจุใหม่เข้าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ เพิ่มอัตราเงินเดือนเพื่อเป็นการชดเชยการสูญเสียสิทธิดังกล่าวแทน

สุดท้าย คณะผู้วิจัยขอชี้แจงว่า การปฏิรูประบบประกันสุขภาพตามที่เสนอมาแล้วนั้น สามารถดำเนินการได้ทันทีแม้ยังไม่มีการปรับโครงสร้างองค์กรซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน รัฐบาลสามารถดำเนินการเพื่อลดต้นทุนในการบริหารจัดการและลดความเหลื่อมล้ำของสิทธิและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลระหว่างทั้งสามกองทุนได้ผ่านคณะกรรมการร่วมสามกองทุนซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งได้มีความพยายามที่จะสร้างมาตรฐานกลางในการรักษาพยาบาลบ้างแล้ว เช่น ในเรื่องของสิทธิประโยชน์ในการได้รับการรักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น

คณะกรรมการดังกล่าวสามารถผลักดันให้เกิดการรวมศูนย์ของ (1) ฐานข้อมูลผู้ป่วย และ ฐานข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล (2) การวิเคราะห์ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลเพื่อกำหนดอัตราการเบิกจ่ายที่เหมาะสม (case mix center) (3) การตรวจสอบความถูกต้องของการเบิกจ่าย ตลอดจน (4) การกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบมาตรฐานในการรักษาพยาบาล เป็นต้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน

ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯ ก็สามารถผลักดันให้มีการเก็บค่าเบี้ยประกัน และ การกำหนดสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลตามหลักการที่มีกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นฐานตามที่ได้กล่าวมาแล้ว แม้การปฏิบัติภารกิจดังกล่าวอาจมีปัญหาอยู่บ้างเนื่องจากคณะกรรมการฯวไม่มีอำนาจทางกฎหมายรองรับ แต่เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หากดำเนินการอย่างจริงจังก็สามารถบรรลุความสำเร็จได้เช่นกัน




ปล. ถ้าสนใจ ลองอ่านเพิ่มเติมนะครับ

สู่ระบบหลักประกันสุขภาพมาตรฐานเดียว


//www.healthfocus.in.th/database/2012/11/1782

//www.healthfocus.in.th/sites/default/files/files_upload/suurabbhlakprakansukhphaaphmaatrthaanediiywv2.pdf

หนังสือ : ระบบหลักประกันสุขภาพไทย

//www.healthfocus.in.th/database/2012/10/1573

//www.healthfocus.in.th/sites/default/files/files_upload/rabbhlakprakansukhphaaphaithy.pdf








ความแตกต่างสิทธิรักษาพยาบาล 3 กองทุนสุขภาพ
Wed, 2017-05-24 11:51 -- hfocus
https://www.hfocus.org/content/2017/05/13993



ความแตกต่าง 3 กองทุนสุขภาพ
Sun, 2017-03-05 12:42 -- hfocus
https://www.hfocus.org/content/2017/03/13541







Create Date : 17 มีนาคม 2556
Last Update : 13 กันยายน 2560 13:26:20 น. 10 comments
Counter : 6834 Pageviews.  
Share to Facebook

 


เรื่องนี้ มีความเป็นมา ยาวนาน .. หลากหลายประเด็น .. ค่อย ๆ อ่านไปนะครับ

สำหรับ ข้าราชการ ก็อาจต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้า .. เพราะ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ผมฟันธงเลยว่า สิทธิ์เบิกราชการ ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน ( ไม่เกี่ยวกับการเมือง ) ไม่ว่าใคร จะมาเป็นรัฐบาล ก็ต้องเปลี่ยน เพราะ ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ที่ใช้สิทธิ์เบิกราชการ สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ




ปัญหายาข้าราชการ....ประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึง ... โดย นาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ "
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-10-2012&group=7&gblog=162

คลังตั้งทีมรื้อค่ารักษา ข้าราชการ 7 หมื่นล. ... คลังหน้ามืด! ค่ารักษาขรก. พุ่ง1.5แสนล.
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-12-2009&group=7&gblog=43

คลังรุกอีกคุมเข้ม"ป่วยนอก"ขรก. วางแนวให้"เหมาจ่าย"เผยเจอข้อมูลส่อทุจริตเวียนรับยารพ.600ครั้ง/ปี
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=05-11-2012&group=7&gblog=164

คลังสั่งถอน “กลูโคซามีนซัลเฟต” จากระบบเบิกค่ายา ขรก. ..ห้ามเบิกตั้งแต่ ๑ พย. ๕๕
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-10-2012&group=7&gblog=161

สรุปอภิปราย “มาตรฐานการกำหนดค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ ใน สวัสดิการการ ของ ข้าราชการ”
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-02-2010&group=7&gblog=52

เสนอเลือกเบิกจ่ายยาให้ข้าราชการบางกลุ่ม ??? .... ข้าราชการ ก็เตรียมตัวไว้บ้าง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=18-05-2009&group=7&gblog=26

“ความจริง” ที่เกี่ยวกับระบบการบริการด้านสุขภาพของประเทศไทย .. พญ. เชิดชู
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-11-2009&group=7&gblog=39

คลังเปิดทางให้ขรก.นอนรักษาร.พ.เอกชนได้ ..... ( ดูเหมือนดี แต่มันจะดีจริงหรือ ???)
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=03-09-2010&group=7&gblog=101

ตัวอย่างปัญหา ประกันสังคม .. โรงพยาบาลเอกชน และ ความต้องการของผู้ป่วย ???
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=02-01-2010&group=7&gblog=45

ร่าง พรบ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ... ปัญหา หรือ โอกาส ...
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=11-07-2010&group=7&gblog=61

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลักการดีแต่ต้องรีบ“ปฏิรูปวิธีดำเนินการ” ... พญ. เชิดชู
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=14-04-2009&group=7&gblog=23



โดย: หมอหมู วันที่: 18 มีนาคม 2556 เวลา:21:53:31 น.  

 
//www.tcijthai.com/tcijthai/view.php?ids=1420

กว่าจะเป็น'ระบบประกันสุขภาพ'


'ระบบประกันสุขภาพ' เกิดจากแนวคิดที่ทุกคนควรได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงทุกคน ซึ่งในประเทศไทยเอง ก็มีความพยายามจากหลายฝ่าย ที่จะพัฒนาระบบการประกันสุขภาพของประเทศไทย ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งได้รับสิทธิ แต่ก็ยังคงปรากฎปัญหาจากการใช้สิทธินั้น ทั้งเห็นจากสื่อก็ดี จากคนรู้จัก หรือแม้กระทั่งประสบกับตัวเองก็ดี ขณะเดียวกันยังมีผู้ที่ไม่ทราบถึงสิทธิที่ตนควรได้รับ และผู้ที่มีอุปสรรคต่อการขอรับสิทธิอีกมากมาย ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่อาจเข้าถึงสิทธิได้ เมื่อไรหนอ ที่สุขภาพของคนไทยจะถึงฝั่งฝันเสียที


ปัจจุบัน ระบบประกันสุขภาพในบ้านเรานั้นมีอยู่ 3 ระบบใหญ่ ๆ ได้แก่



1. ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

เป็นระบบที่ใหญ่ที่สุดการบริหารจัดการบริหารจัดการโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และผู้เสียภาษีเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ยกเว้น บุคคลที่มีสิทธิประกันสังคมและสวัสดิการรักษาพยาบาล ข้าราชการ

ในอดีต มีการยกเว้นค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ภายใต้การพิจารณาของนักสังคมสงเคราะห์ แต่มีการจัดสวัสดิการการรักษาพยาบาลให้กับบุคลต่างๆ ในพ.ศ. 2518 จากนั้นก็พัฒนาเรื่อยมา ทั้งสวัสดิการข้าราชการและครอบครัว โครงการบัตรประกันสุขภาพดดยสมัครใจ โครงการสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล เป็นต้น

จนมีกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข นำโดยนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ได้ริเริ่มผลักดัน ร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ในปีพ.ศ. 2540 และมีเครือข่ายภาคประชาชน 11 องค์กร ได้แก่ 1.เครือข่ายองค์กรผู้ติดเชื้อเอดส์ 2.เครือข่ายผู้พิการ 3.เครือข่ายผู้หญิง 4.เครือข่ายเกษตรกรทางเลือก 5.เครือข่ายชุมชนแออัด 6.เครือข่ายผู้บริโภค 7.เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน 8.เครือข่ายแรงงานนอกระบบ 9.เครือข่ายเด็กและเยาวชน 10.เครือข่ายผู้สูงอายุ 11.เครือข่ายชนกลุ่มน้อย ร่วมผลักดัน มีประชาชน 60,000 คนลงชื่อให้การสนับสนุน

แต่ในขณะที่รัฐสภาตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อ พรรคไทยรักไทยได้นำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ เพื่อเป็นนโยบายหาเสียงในชื่อของโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค จนได้เป็นรัฐบาลในเวลาต่อมา จนเกิดพ.ร.บ.ว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยเริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2544 นำร่อง 6 จังหวัด จนขยายการดำเนินงานไปทั่วประเทศ มีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำหน้าที่จัดสวัสดิการด้านสุขของรัฐให้แก่ประชาชนทุกคน ต่อมา เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549 รัฐบาลขอลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ยกเลิกนโยบายนี้ แล้วเปิดให้ประชาชนใช้บริการรักษาพยาบาลฟรี

สิทธิประโยชน์หลัก

1.ตรวจรักษาโรคและฟื้นฟูสภาพทั่วไป

2.การรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง การใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ ตามเงื่อนไขการจ่ายที่คณะกรรมการกำหนด

3.กรณีอุบัติเหตุ ฉุกเฉิน ภายใน72ชม.แรก ให้เบิกจากกองทุนประกันสังคมจากส่วนกลาง จากนั้นหน่วยบริการตามสัญญาจะรับผิดชอบตามเงื่อนไข

4.บริการที่มีงบประมาณเป็นการเฉพาะ เช่น โรคจิต บำบัดฟื้นฟูยาเสพติด ผู้ประสบภัยจากรถ

5.การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน และควบคุมโรค

บริการที่ไม่ครอบคลุมตามสิทธิ

1.การรักษาภาวะมีบุตรยาก

2.การผสมเทียม

3.การเปลี่ยนเพศ

4.การกระทำใดๆ เพื่อความสวยงามโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

5.การกระทำที่ยังอยู่ระหว่างการค้นคว้าทดลอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันก็ยังมีผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิทางการรักษาพยาบาล ไม่ว่าจะด้วยระบบใดก็ตาม และยังคงมีปัญหาจากการรับบริการตามสิทธิ โดยเฉพาะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพและมาตรฐานของการรักษาพยาบาล การส่งตัวผู้ป่วย งบประมาณ จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงผู้ที่ไม่มีสัญชาติตามเขตชายแดน คนพลัดถิ่น คนเร่ร่อน เด็กและผู้สูงอายุ เป็นต้น



2. ระบบประกันสังคม

มีขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับผู้มีรายได้ในสังคม ด้วยการออกเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยตัวลูกจ้าง นายจ้าง และผู้มีรายได้นอกระบบการจ้างงานปกติ หรือผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ไม่มีนายจ้าง

การประกันสังคมของไทยเริ่มจากการตั้งกองทุนเงินทดแทน เมื่อพ.ศ. 2515 จากนั้นได้มีพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 จึงเกิดเป็นระบบประกันสังคมขึ้นมาจนทุกวันนี้ มี 2 ระบบ คือ กองทุนประกันสังคม สำหรับผู้ที่ประสบอุติเหตุหรือเจ็บป่วยที่เกิดหรือไม่เกิดจากการทำงานก็ได้ และกองทุนเงินทดแทน สำหรับผู้ที่ประสบอุติเหตุหรือเจ็บป่วยเนื่องมาจากการทำงาน โดยได้รับความคุ้มครอง 8 ประเภท ได้แก่ 1.การเจ็บป่วย 2.การคลอดบุตร 3.อุบัติเหตุและโรคอันเกิดจากการทำงาน 4.การทุพพลภาพ 5.การชราภาพ 6.การสงเคราะห์ครอบครัว 7.การเสียชีวิต 8.การว่างงาน

หมายเหตุ

1. เริ่มจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547

2. กรณีทุพพลภาพ นันจำนวนผู้ที่ได้รับอนุมัติ ณ ปีนั้น

ที่มา: กองวิจัยและพัฒนา สำนักงานประกันสังคม



กองทุนเงินทดแทน

สถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน

จำแนกตามความรุนแรงและรายเดือน ปี 2554

หมายเหตุ : ประมวลผล ณ 19 เมษายน 255

ที่มา: สำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน



โดยมีผู้ประกันตน 3 ประเภท แบ่งตามมาตรา ในพ.ร.บ.ประกันสังคมฯ คือ

1.ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หมายถึงลูกจ้าง จะต้องจ่ายเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ( 750 บาท) และอัตราค่าจ้างต่ำสุดไม่ต่ำกว่า 1,650 บาท (83บาท) โดยจะได้รับสิทธิ 7 ประการดังนี้

(1) ค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วย (นอกงาน)

(2) ตาย

(3) คลอดบุตร

(4) ทุพลภาพ

(5) สงเคราะห์บุตร

(6) ชราภาพ

(7) ว่างงาน (ต้องไม่ใช่กรณีถูกไล่ออกจากงาน)

2.ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 หมายถึงลูกจ้างที่พ้นจากการเป็นลูกจ้างไปแล้ว แต่ประสงค์จะอยู่ในการคุ้มครองของพระราชบัญญัติประกันสังคมอีกต่อไป ในกรณีเช่นนี้ ผู้ที่จะเป็นผู้ประกันตนต่อไปจะต้องสมัครภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่พ้นจากการเป็นผู้ประกันตนมิฉะนั้นจะหมดสิทธิ ในการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39จะต้องจ่ายเงินสมทบฝ่ายเดียว คือ 4,800 บาท คิดเป็นเงินสมทบ 432 บาทหรือ 9% ทั้งนี้ผู้ประกันตนจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทน 6 กรณี ได้แก่

(1) เจ็บป่วย

(2) ตาย

(3) คลอดบุตร

(4) ทุพลภาพ

(5) สงเคราะห์บุตร

(6) ชราภาพ

3.ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 หมายถึงประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะผู้ประกันตน ไม่ได้เป็นลูกจ้าง แต่เป็นประชาชนที่ทำงานอิสระ ทั้งนี้ผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบอัตราเดียวคือ 280 บาทต่อเดือน และจะได้รับประโยชน์ดังนี้

(1) ได้ค่าทดแทนการขาดรายได้ในกรณีพักรักษาตัวในโรงพยาบาลครั้งละ 1,000 บาท ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง

(2) ตายได้ค่าทำศพ 30,000 บาท

(3) คลอดบุตรครรภ์ละ 3,000 บาท ไม่เกิน 2 คน

(4) ทุพลภาพได้เงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อเดือนเป็นระยะเวลา 15 ปี

(5) ชราภาพเมื่ออายุครบ 60 ปี จะได้เงินบำเหน็จคืนเท่ากับที่ประกันสังคมหักไว้ 2 เท่า (ประกันสังคมจะหักจากเงินที่เก็บ 100 บาทเป็นเงินค่าชราภาพที่เหลือ 180 บาทเป็นกรณีอื่น)



3. ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

มีขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันให้กับข้าราชการซึ่งเป็นลูกจ้างของรัฐและครอบครัว โดยรัฐบาลซึ่งเป็นนายจ้าง ใช้เงินภาษีจ่ายให้เป็นสวัสดิการบริหาร โดยเบิกจากกรมบัญชีกลาง ถือปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และหนังสือกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้อง แต่ได้มีการริเริ่มสวสดิการตั้งแต่พ.ศ. 2523

หากผู้มีสิทธิมีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่น ให้เลือกเพียง 1 สิทธิเท่านั้น แต่ถ้าได้รับเงินจากสิทธิอื่น หรือค่าสินไหมทดแทน ต่ำกว่าค่ารักษาที่เกิดขึ้นจริง ก็สามารถใช้สวัสดิการข้าราชการเพื่อรับเงินส่วนที่ขาดอยู่

ซึ่งขณะนี้เกิดปัญหาภาระค่ารักษาพยาบาลของสวัสดิการข้าราชการที่พุ่งสูง เพราะรัฐบาลอุดหนุนโดยไม่จำกัดวงเงิน รัฐจึงได้พยายามแก้ไขปัญหา เช่น การใช้ระบบจ่ายเงินแบบวินิจฉัยโรคร่วม (DRGs) สำหรับผู้ป่วยใน การถอดสิทธิเบิกยาบางชนิด อย่างยารักษาข้อเสื่อม หรือ กลูโคซามีนซัลเฟต ไปเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

นอกจากนี้ยังมีระบบประกันเอกชน ซึ่งผู้ที่ต้องการได้สิทธิประโยชน์ สามารถซื้อหลักประกันของเอกชนแต่ละแห่งที่เป็นผู้บริหาร ตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้





โดย: หมอหมู วันที่: 19 เมษายน 2556 เวลา:1:49:05 น.  

 

//www.hisro.or.th/main/index.php?name=knowledge&file=readknowledge&id=25

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทย: สัมฤทธิ์ผลและความท้าทาย1
นับเป็นเวลาร่วมสี่ทศวรรษหลังจากที่ประเทศไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการสาธารณสุข และอีกร่วมสามทศวรรษในการพัฒนาระบบประกันสุขภาพระบบต่างๆ จนสามารถสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้แก่ประชาชนได้ในปี พ.ศ. 2545 ประชาชนจึงมีหลักประกันสุขภาพและสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพตามชุดสิทธิประโยชน์ที่จัดให้ได้ทุกคน แม้มีปัจจัยหลายประการที่นำมาซึ่งความสำเร็จดังกล่าว แต่ที่สำคัญที่สุดคงไม่พ้นความมุ่งมั่นในการปฏิรูปของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ภายหลังการประกาศนโยบายดังกล่าวจากรัฐบาลไทยได้ปีเดียวระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถครอบคลุมประชากรไทยได้ถึง 47 ล้านคน หรือร้อยละ 75 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไม่อยู่ในความครอบคลุมของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และประกันสังคม โดยระบบใหม่นี้ได้รวมประชากรประมาณ 18 ล้านคนที่ก่อนหน้านี้ไม่มีประกันสุขภาพใดๆ เข้ามาอยู่ในระบบ ความน่าทึ่งของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทยไม่เพียงแต่สามารถขยายความครอบคลุมได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียไม่นาน (พ.ศ. 2540) และเป็นประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวเพียง 1,900 เหรียญสหรัฐ โดยมิได้ฟังเสียงคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศซึ่งเชื่อว่าระบบดังกล่าวไม่สามารถอยู่รอดทางการเงิน

นอกจากนี้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งอาศัยระบบภาษียังมีสัมฤทธิ์ผลที่น่าประทับใจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระบบดังกล่าวสามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ลดภาระรายจ่ายของประชาชนด้านค่ารักษาพยาบาล และปกป้องครัวเรือนจากภาระเสี่ยงด้านค่ารักษาพยาบาล หลักฐานเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นว่าระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าประสบความสำเร็จในเป้าประสงค์เชิงนโยบายทั้งสามด้านในระยะเวลาอันสั้น และดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (ความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการ การปกป้องครัวเรือนจากภาระค่าใช้จ่ายที่สูงจนอาจทำให้ล้มละลาย และการลดอุบัติการณ์ความยากจนอันเนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล)

ตัวอย่างความสำเร็จ คือ จำนวนการใช้บริการผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นจาก 2.41 ครั้งต่อคนต่อปีในปี พ.ศ. 2546 เป็น 3.64 ครั้งต่อคนต่อปีในปี พ.ศ. 2554 และอัตราการนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นข้อมูลในปี พ.ศ. 2553 ยังชี้ให้เห็นว่าความชุกของประชาชนไทยที่เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น (unmet need) อยู่ในระดับที่ต่ำมาก อุบัติการณ์ของภาระค่าใช้จ่ายที่อาจทำให้ล้มละลายในกลุ่มคนจนลดลงจากร้อยละ 6.8 ในปี พ.ศ. 2538 เหลือร้อยละ 2.8 ในปี พ.ศ. 2551 นอกจากนั้นอุบัติการณ์ของความยากจนอันเนื่องจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล ซึ่งวัดจากครัวเรือนที่มีรายได้เหนือเส้นความยากจนต้องมีรายได้คงเหลือต่ำกว่าเส้นความยากจนภายหลังจ่ายค่ารักษาพยาบาลก็ลดลงอย่างมากจากร้อยละ 2.7 ในปี พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเหลือร้อยละ 0.49 ในปี พ.ศ. 2552 ตัวชี้วัดซึ่งบ่งชี้ความสำเร็จของระบบดังกล่าวได้เป็นอย่างดีอีกประการ คือระดับความพึงพอใจที่สูงของประชาชนซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 83 ในปี พ.ศ. 2546 เป็นร้อยละ 90 ในปี พ.ศ. 2553 นอกจากนั้น แม้กลุ่มผู้ให้บริการพึงพอใจต่อระบบดังกล่าวค่อนข้างต่ำในระยะแรก คือเพียงร้อยละ 39 ในปี พ.ศ. 2547 แต่ก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 79 ในปี พ.ศ. 2553

จากการประเมินการดำเนินงานของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าในช่วงทศวรรษแรกอย่างรอบด้าน ซึ่งทำการประเมินในปี พ.ศ. 2554 ในกรอบห้าด้านหลักด้วยกัน คือ การพัฒนานโยบายและการออกแบบระบบบริบทด้านนโยบายรัฐและการปฏิรูปอื่นของรัฐ การดำเนินนโยบาย ระบบอภิบาล และผลกระทบของนโยบาย โดยทีมนักวิจัยไทยห้าทีมด้วยกัน พบว่า

เป้าหมายหลักของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ การสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนไทยในระบบสาธารณสุข โดยมีลักษณะสำคัญสามประการคือ 1) อิงระบบภาษีและไม่ต้องจ่ายค่าบริการเมื่อไปใช้บริการ 2) ครอบคลุมสิทธิประโยชน์อย่างรอบด้านและให้ความสำคัญกับระบบบริการปฐมภูมิ 3) ใช้งบประมาณและจ่ายค่าบริการแบบปลายปิดเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นระบบนี้ยังครอบคลุมบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค รวมทั้งยังมีกลไกในการคุ้มครองสิทธิแก่ประชาชน ให้ข้อมูล และรับเรื่องร้องเรียน มีระบบการชดเชยกรณีได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล รวมถึงการกำหนดให้โรงพยาบาลต้องมีระบบพัฒนาคุณภาพบริการ (hospital accreditation)

กลุ่มนักการเมือง ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ ต่างมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการปฏิรูประบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งนี้ประสบการณ์ทั้งด้านบวกและลบจากระบบประกันสุขภาพอื่นๆ ที่มีการดำเนินงานก่อนหน้านี้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบระบบ และการที่ประเทศไทยสามารถขยายการให้หลักประกันแก่ประชาชนทุกคนได้อย่างรวดเร็วก็เนื่องจากมีพื้นฐานที่พร้อมสำหรับการดำเนินงาน คือ มีโครงสร้างการให้บริการภาครัฐที่ครอบคลุมเต็มทุกพื้นที่ไปถึงระดับอำเภอและตำบล มีหน่วยงานวิจัยนโยบายและระบบสาธารณสุขที่มีศักยภาพ มีศักยภาพในการบริหารระบบสาธารณสุข และมีระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฏร์ที่พร้อมใช้งาน

การออกแบบระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านการเงินการคลัง การอภิบาลระบบ โครงสร้างองค์กรและการบริหารจัดการ กล่าวคือ ทำให้เกิดองค์กร ความสัมพันธ์ และวิธีการทำงานแบบใหม่ โดยตั้งใจใช้กลไกการเงินไปเสริมความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขเน้นเบนความสำคัญไปสู่ระบบบริการปฐมภูมิ เพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใสการตอบสนองต่อประชาชน และความรับผิดชอบ โดยการดึงทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัย เป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาการสนับสนุนและทัดทานแรงต้านในการปฏิรูปจากผู้มีส่วนได้เสียบางกลุ่ม

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้องเผชิญกับอุปสรรคความท้าทายในการปฏิรูปที่ผ่านมาที่ยังไม่ลงตัวซึ่งต้องการปฏิรูปใหม่อีกรอบในช่วงทศวรรษต่อๆไป โดยต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เป็นตัวนำ โดยประเด็นการปฏิรูปซึ่งยังไม่ลงตัว คือ การบริหารระบบการแยกบทบาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ให้บริการ การซื้อบริการอย่างมีกลยุทธ์และการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และการผสานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนประกันสุขภาพนอกจากนั้นความยั่งยืนของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังต้องพัฒนาระบบและนวัตกรรมที่เหมาะสมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร เทคโนโลยี ความคาดหวังของประชาชนและการแสวงหากำไรของการค้าในระบบบริการสาธารณสุข

คณะผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศอาศัยความรู้ที่ได้จากการประเมินครั้งนี้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อความยั่งยืนของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในช่วงทศวรรษหน้าดังนี้
1. ดำรงไว้และขยายการปกป้องครัวเรือนจากภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล เพื่อลดการจ่ายเมื่อไปใช้บริการ และป้องกันภาระค่าใช้จ่ายที่อาจทำให้ล้มละลายและยากจน โดยเฉพาะในบริบทที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสถานพยาบาลภาคเอกชนและประกันสุขภาพเอกชน
2. พัฒนาการผสานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบประกันสุขภาพต่างๆ เพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ผู้ให้บริการเลือกปฏิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารระหว่างกองทุน และมีการเชื่อมต่อสิทธิจากสิทธิหนึ่งไปยังอีกสิทธิหนึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนสิทธิของสมาชิก อย่างน้อยต้องให้ระบบมีมาตรฐานเดียวกันในด้านสิทธิประโยชน์ ระบบข้อมูล วิธีจ่ายที่เป็นมาตรฐานและอัตราเดียวกัน ระบบการเรียกเก็บค่าบริการ และระบบตรวจสอบ มีการศึกษาหาหลักฐานเชิงประจักษ์ในจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละระบบเพื่อหาทางในการผสานลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุน
3. ระบบการแยกบทบาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ให้บริการนั้นยังทำงานได้ไม่ดี (จากการที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ให้บริการรายเดียวในชนบท) จึงจำเป็นต้องหาระบบใหม่ที่มีลักษณะเป็นพันธมิตรระยะยาวที่มีประสิทธิผลระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุขเพื่อจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการระหว่างพื้นที่ต่างๆ ควรศึกษาว่าระบบการซื้อและให้บริการในพื้นที่ลักษณะพันธมิตร (local commissioning) จะมีประสิทธิผลดีกว่าการให้จังหวัดซื้อบริการหรือไม่ โดยเฉพาะบริการปฐมภูมิ
4. หาความสมดุลย์ระหว่างประสิทธิภาพเชิงขนาด (scale efficiency) กับศักยภาพในการสร้างความรับผิดชอบและการตอบสนองต่อประชาชนในกรณีกระจายอำนาจ แม้ภารกิจบางประการของ สปสช. จำเป็นต้องมีการรวมศูนย์ แต่ในระดับพื้นที่จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น และต่อรองระหว่างผู้มีส่วนได้เสียต่างๆ เพื่อจัดการกับปัญหาอุปสรรคและความท้าทายต่างๆตลอดจนตกลงในวิธีการดำเนินงาน และสร้างความร่วมมือในการนำนโยบายไปสู่เป้าประสงค์
5. พัฒนาศักยภาพของระบบบริการสาธารณสุขระดับอำเภอให้สามารถให้บริการได้อย่างรอบด้าน และพัฒนาระบบส่งต่อให้มีประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพของกระทรวงสาธารณสุขในการพัฒนานโยบายด้านกำลังคนเพื่อเพิ่มกำลังคนในระดับอำเภอ โดยเฉพาะการสร้างมาตรฐานของการให้ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่บุคลากรที่ว่าจ้างในพื้นที่
6. กระทรวงสาธารณสุขต้องเป็นแกนนำและอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ในการกำหนดนโยบายกระจายและจัดสรรบุคลากรให้เป็นธรรมแก่พื้นที่ต่างๆ เนื่องจากเงินเดือนเป็นองค์ประกอบสำคัญในงบประมาณระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากบุคลากรมีการกระจายอย่างเป็นธรรมมากขึ้น จะทำให้การซื้อบริการอย่างมีกลยุทธ์มีประสิทธิผลมากขึ้น
7. ลดการใช้บริการในโรงพยาบาลใหญ่โดยหาแนวทางใหม่ๆ เพิ่มการลงทุนในการป้องกันปฐมภูมิด้วยการให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสังคมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น
8. เพิ่มความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเพิ่มความเข้มแข็งในการกำกับด้านคุณภาพบริการ พัฒนาระบบการบริหารโรงพยาบาลทุกระดับ ทำให้ผู้ให้บริการต้องรับผิดชอบและเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยบริการ และป้องกันการเรียกเก็บที่ไม่ถูกต้อง
9. เพิ่มความเข้มแข็งของกลไกการอภิบาลระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยทำให้ระบบมีความเป็นตัวแทนมากขึ้น โปร่งใส รับผิดชอบต่อสังคมและสำคัญที่สุดคือป้องกันผลประโยชน์ที่ทับซ้อนของสมาชิกในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพิ่มบทบาทตัวแทนของภาคประชาสังคมและภาคชุมชน และแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มิได้มาจากราชการเพิ่มขึ้นเพื่อให้การตัดสินใจต่างๆ อิงกับหลักฐานเชิงประจักษ์มากขึ้นและป้องกันการแทรกแซงทางการเมือง
10. พัฒนาศักยภาพองค์กรในการประเมินเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลในการซื้อบริการหรือเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ อันเป็นการเพิ่มผลตอบแทนต่อเม็ดเงินที่ใช้
11. ร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการผลิตข้อมูลจากการสำรวจครัวเรือนซึ่งเป็นตัวแทนระดับประเทศในด้านผลกระทบของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าต่อครัวเรือน พัฒนาระบบการติดตามประเมินระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีประสิทธิผล พัฒนาระบบข้อมูลรายงานและฐานข้อมูลการใช้บริการให้มีความถูกต้องและใช้ได้ดีขึ้นในการบริหารระบบโดยเฉพาะข้อมูลด้านผลลัพธ์การให้บริการ พัฒนาตัวชี้วัดและมาตรวัดเทียบเคียงเพื่อประเมินคุณภาพบริการที่จัดแก่ผู้มีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ การเข้าถึงเทคโนโลยี และการป้องกันปฐมภูมิและทุติยภูมิของกลุ่มโรคเรื้อรังที่สำคัญ

______________________________
1 การประเมินผลอิสระของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศต่อระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทยในช่วงศตวรรษแรก (พ.ศ. 2545-2554)


โดย: หมอหมู วันที่: 19 เมษายน 2556 เวลา:1:50:17 น.  

 
Title: การพัฒนาแนวทางอภิบาลระบบหลักประกันสุขภาพ
Authors: เดือนเด่น นิคมบริรักษ์
วีรวัลย์ ไพบูลย์จิตต์อารี
ธารทิพย์ ศรีสุวรรณเกศ
พรชัย ฬิลหาเวสส

Subjects: ระบบหลักประกันสุขภาพ
Issue Date: Jan-2556
Publisher: สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย เครือสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

Abstract: การศึกษาในครั้งนี้จึงเป็นการศึกษาระบบการอภิบาลการคลังสาธารณสุขของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีสิทธิในระบบประกันสุขภาพต่างๆ และสามารถ สร้างความยั่งยืนทางการเงินของระบบประกันสุขภาพของประเทศได้

ผลการศึกษาพบว่า การมีกองทุนสุขภาพหลายกองทุนไม่ได้เป็นประเด็นปัญหา หาก กองทุนเหล่านั้นอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานเดียวกัน คือ กระทรวงที่รับผิดชอบด้าน สาธารณสุขดังเช่นในประเทศที่ศึกษาหลายประเทศที่มีระบบประกันสุขภาพที่อิงกับระบบ ประกันสังคมซึ่งมีกองทุนประกันสังคมมากกว่า 1 กองทุนตามลักษณะของอาชีพ

การที่ประเทศไทย ที่มีระบบประกันสุขภาพ 3 ระบบซึ่งอยู่ภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ต่างกัน 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ทำให้เกิดปัญหาความ ซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการ ความลักลั่นของสิทธิประโยชน์ และภาระเบี้ยประกัน รวมถึงความ แตกต่างของรูปแบบการบริการจัดการด้านการคลัง ซึ่งระบบประกันสังคมเป็นระบบเดียวที่มีการ บริหารจัดการในลักษณะกองทุน ในขณะที่อีก 2 ระบบใช้เงินจากงบประมาณของประเทศโดยตรง

ในเชิงความเท่าเทียมกัน (equity) ของบริการรักษาพยาบาลนั้น จากการที่กองทุนสุขภาพใน ประเทศไทยทั้ง 3 กองทุนมีรูปแบบที่ต่างกันและภายใต้การดูแลของกระทรวงที่ต่างกัน ทำให้เกิด ความ “เหลื่อมล้ำ” ของสิทธิประโยชน์และคุณภาพในการรักษาพยาบาลระหว่างกองทุนในหลายมิติ เช่น
1) ภาระค่าเบี้ยประกันที่ต่างกัน ระบบประกันสังคมเป็นระบบเดียวที่ผู้ประกันตนมีภาระ ค่าใช้จ่าย โดยร่วมจ่ายกับนายจ้างและรัฐ ในขณะที่ข้าราชการและระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่มีภาระค่าใช้จ่าย
2) สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลที่ได้ในแต่ละกลุ่มก็ยังคงแตกต่างกัน เช่น การเข้าถึง การรักษา ในระบบสวัสดิการข้าราชการสามารถใช้สถานพยาบาลของรัฐได้ทุกแห่งเนื่องจากเป็น ระบบการจ่ายตามจริง ในขณะที่อีก 2 ระบบนั้น ต้องขึ้นทะเบียนกับสถานพยาบาลที่กำหนดไว้ ล่วงหน้า เพราะเป็นระบบการเหมาจ่ายรายหัว เป็นต้น
3) คุณภาพในการรักษาพยาบาลแตกต่างกัน เนื่องจากแต่ละกองทุนมีอัตราการเบิกจ่ายใน การรักษาพยาบาลที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะระหว่างระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่มี การเบิกจ่ายตามจริง กับระบบประกันสังคมและประกันสุขภาพแห่งชาติที่เป็นการเหมาจ่ายรายหัว และแม้แต่ในกรณีของผู้ป่วยในที่มีการจ่ายตามโรค อัตราการเบิกจ่ายก็ยังคงต่างกัน ทำให้ สถานพยาบาลมีการปฏิบัติต่อผู้ป่วยของแต่ละกองทุนที่แตกต่างกัน ในเชิงประสิทธิภาพ (efficiency) การมีระบบประกันสุขภาพหลายระบบที่มีการบริหาร จัดการแบบแยกส่วนทำให้เกิดต้นทุนที่สูงสำหรับผู้ให้บริการ (provider) และผู้จ่าย(payer)

ในมิติ ของผู้ให้บริการ การมีระบบประกันทั้งสามระบบทำให้การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นปัญหา เนื่องจากแต่ละกองทุนมีวิธีการ และ เอกสารที่ต้องใช้ที่แตกต่างกัน เช่น การเก็บข้อมูลในการ รักษาพยาบาลนั้น ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติใช้โปรแกรม NHSO สำนักงานประกันสังคม ใช้โปรแกรม SSdata และกรมบัญชีกลางใช้โปรแกรม CSMBS ทำให้ฐานข้อมูลไม่สอดคล้องกัน เป็นต้น

ในมิติของผู้จ่ายหรือผู้ที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลซึ่งหมายถึงภาครัฐนั้น การมีระบบประกัน สุขภาพที่มีการบริหารจัดการแบบแยกส่วนทำให้เกิดต้นทุนซ้ำซ้อนในการกำกับควบคุม เช่น การตรวจสอบทางด้านการเงิน (Financial audit) และคุณภาพในการรักษาพยาบาล (Clinical audit) เป็นต้น

ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบประกันสุขภาพ ทั้งในมิติของโครงสร้าง และระบบอภิบาลที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อที่จะ (1) เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และ (2) ลดความเหลื่อมล้ำของสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพของผู้ประกันตน ในแต่ละกองทุน เพื่อที่จะบรรลุเป้าประสงค์ทั้งสองดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องเลือกว่าระบบประกัน สุขภาพของประเทศที่พึงปรารถนาจะเป็นระบบที่อิงกับระบบประกันสังคม หรือที่ไม่อิงกับระบบ ประกันสังคมโดยการใช้งบประมาณของประเทศ

คณะผู้วิจัยเห็นว่า ระบบประกันสุขภาพหลักของไทยในอนาคตควรมีระบบเดียวซึ่งใช้ งบประมาณของประเทศ เนื่องจาก ระบบประกันสังคมในปัจจุบันมีสมาชิกเพียง 10.3 ล้านคน จาก ทั้งหมด 40 ล้านคนทำให้ไม่ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยยังคง มีเศรษฐกิจและแรงงานนอกระบบจำนวนมาก ในขณะที่ระบบสวัสดิการข้าราชการมีค่าใช้จ่ายที่สูง เกินควร

หากเป็นเช่นนั้นแล้วควรมีการโอนย้ายภารกิจในการกำหนดนโยบาย และในการกำกับดูแล ระบบประกันสุขภาพทั้งสามระบบให้อยู่ภายใต้หน่วยงานเดียวกัน ซึ่งควรเป็นกระทรวงสาธารณสุข เพื่อที่จะให้การบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพของภาครัฐเป็นไปอย่างบูรณาการ และ เพื่อที่จะให้ความรับผิดชอบต่อระบบประกันสุขภาพของประเทศมีความชัดเจน

อย่างไรก็ดี เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขมีสถานภาพเป็นผู้ให้บริการด้วยเนื่องจากมีโรงพยาบาลและ สถานพยาบาลในสังกัดจำนวนมาก หน่วยงานที่รับภารกิจในการบริหารจัดการระบบประกัน สุขภาพของประเทศจึงควรที่จะเป็นอิสระจากกระทรวงฯ เพื่อป้องกันปัญหาการทับซ้อนของ บทบาทหน้าที่ของผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแลกับผู้ให้บริการรักษาพยาบาล

หากรัฐเห็นว่าระบบประกันสุขภาพของประเทศควรเดินไปในทิศทางของกองทุนประกัน สุขภาพถ้วนหน้าที่ใช้เงินจากงบประมาณแล้วก็ควรที่จะมีแนวทางในการควบรวมทั้งกองทุน สุขภาพทั้งสามระบบเข้าด้วยกัน โดยอาจยึดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นแกน ดังนี้

1) กำหนดให้สิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลภายใต้กองทุนสุขภาพแห่งชาติเป็นสิทธิ พื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากแต่ระบบสวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคมอาจเสนอสิทธิพิเศษเพิ่มเติม (add on) ให้แก่ข้าราชการและผู้ประกันตน (การคำนวณเบี้ยประกันจะต้องอิงกับต้นทุนในการให้สิทธิเพิ่มเติมเท่านั้น) เช่น กองทุน ประกันสังคมอาจให้สิทธิพิเศษในการได้รับค่าชดเชยรายได้ในช่วงที่ลาป่วย หรือลาคลอด และระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการอาจให้สิทธิพิเศษแก่สมาชิกในการเลือกรักษา ที่สถานพยาบาลของรัฐได้ทุกแห่งดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นต้น

2) โอนย้ายภารกิจด้านการรักษาพยาบาลจากสำนักงานประกันสังคมมายัง สปสช.

3) กำหนดให้ข้าราชการหรือพนักงานของรัฐที่มีการบรรจุใหม่ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาล ตามระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยให้ค่าชดเชยเป็นเงินเพิ่มรายปีที่คำนวณจากส่วน ต่างของค่าใช้จ่ายของระบบจ่ายตามจริงกับเหมาจ่ายรายหัวตามข้อมูลเชิงประจักษ์

4) ในช่วงเปลี่ยนผ่าน กระทรวงสาธารณสุขสามารถลดความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบสวัสดิการ รักษาพยาบาลข้าราชการกับระบบประกันสุขภาพของภาครัฐอีกสองระบบโดยการ (1) ปรับ อัตราการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ให้เท่ากัน และ (2) ปรับปรุงอัตราการเบิกจ่ายยาของกรมบัญชีกลางเพื่อให้สถานพยาบาลไม่มีแรงจูงใจที่จะจ่าย ยาราคาแพงให้แก่ผู้ใช้สิทธิระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการโดยไม่จำเป็น




โดย: หมอหมู วันที่: 4 มิถุนายน 2556 เวลา:0:01:55 น.  

 
ดันตั้งองค์กรกลางคุม 3 กองทุนประกันสุขภาพรัฐ
Fri, 2015-06-05 12:02 -- hfocus

//www.hfocus.org/content/2015/06/10108

นสพ.กรุงเทพธุรกิจ : วงถกอนุกรรมการศึกษาพัฒนากลไกกลาง ลดเหลื่อมล้ำ เตรียมเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรระดับกรมดูแลระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบเข้าคณะกรรมการประสานระบบสุขภาพแห่งชาติฯ 8 มิ.ย.นี้ เชื่อแก้เหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการสาธารณสุขชาติ

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดประชุมระดมความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใต้โครงการกลไกกลางเพื่อการบูรณาการระบบหลักประกันสุขภาพ เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.)

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานอนุกรรมการศึกษาและจัดทำข้อเสนอการพัฒนากลไกกลางเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กล่าวว่า เรามีความพยายามที่จะสร้างกลไกกลางให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด และท้ายที่สุดจะขับเคลื่อนเพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมมากที่สุดในด้านสาธารณสุข

เขากล่าวว่า ในการประชุมระดมความคิดเห็นวานนี้ (4 มิ.ย.) คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอฯ จะนำไปปรับปรุงและนำเข้าที่ประชุม ในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ เพื่อสรุปเป็นข้อเสนอสุดท้าย ก่อนที่จะเสนอให้คณะกรรมการประสานระบบสุขภาพแห่งชาติ 3 กองทุนที่มีนายอัมมาร สยามวาลา เป็นประธาน ทำการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขและส่งต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

นางวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ กล่าวว่า ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของไทย แบ่งเป็น สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ 5 ล้านคน ระบบประกันสังคม 11 ล้านคน และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48 ล้านคน

เธอเห็นว่า แหล่งที่มา วิธีการจ่ายเงิน และการให้บริการของทั้ง 3 ระบบนั้นแตกต่างกัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่อประชากรผู้มีสิทธิในการรับบริการด้านสุขภาพ

นางวรวรรณ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำด้านผลลัพธ์ทางสุขภาพ ระหว่างระบบสวัสดิการถ้วนหน้า กับระบบข้าราชการ ของโอกาสการอยู่รอดของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 5 โรค ติดตามตั้งแต่อายุ 60 ปี หลังจากเข้ารับการรักษา 10 วัน พบว่า 82% ผู้ป่วยระบบข้าราชการ ยังคงมีชีวิตอยู่ และ 68% ผู้ป่วยระบบสวัสดิการถ้วนหน้ายังคงมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าหลัง 40 วัน พบว่า 57% ผู้ป่วยระบบข้าราชการ ยังคงมีชีวิตอยู่ และ 29% ผู้ป่วยระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ยังคงมีชีวิตอยู่

จากการประชุมอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอฯ ที่ผ่านมา ได้มีข้อเสนอให้จัดทำร่าง พ.ร.บ.กำกับระบบประกันสุขภาพภาครัฐ เพื่อกลไกกลาง โดยมีการจัดตั้งสภาประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือองค์การมหาชน ซึ่งมีองค์ประกอบในการสร้างความกลมกลืนหรือเป็นกลไกกลาง ระหว่างภาครัฐ กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น กองทุน สมาชิก และผู้ให้บริการ ที่มีกรรมการอย่างน้อย 2 ชุด คือ กรรมการนโยบาย และกรรมการด้านประกันสุขภาพ

แต่ทั้งนี้ที่ประชุมอนุกรรมการจัดทำข้อ เสนอฯ ได้มีข้อสรุปใหม่ว่า ให้มีกรรมการเพียงชุดเดียวในการทำงานทั้ง 2 กลไก คือ กลไกที่สนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ และกลไกการกระจายทรัพยากรให้บรรลุเป้าหมายระบบประกันสุขภาพ

โดยองค์ประกอบของกรรมการ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยกรรมการที่สำคัญ ภาครัฐ ประกอบด้วย รัฐมนตรีจากกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ผู้แทนหน่วยงานผู้รับประกัน (กองทุน) จำนวน 3 คน ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ส่วนผู้แทนผู้ให้บริการ 3 คน ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอื่น และภาคเอกชน ขณะที่ผู้แทนผู้รับบริการ (สมาชิก) 3 คน ได้แก่ ข้าราชการ ผู้ประกันตน และประชาชน ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ ครม. แต่งตั้งอีก 3 คน มาจากสาขาการแพทย์และสาธารณสุข สาขาการเงินการคลังและการประกันสุขภาพ และสาขาสังคมศาสตร์และการคุ้มครองผู้บริโภค

ทั้งนี้ นายจักรกฤษณ์ ควรพจน์ นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับกองทุนประกันสุขภาพฉบับนี้ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอฯ แล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านการเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุขของทั้ง 3 ระบบให้มีการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพ

เขากล่าวต่อว่า สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยการจัดตั้ง "สำนักงานสภาประกันสุขภาพแห่งชาติ" หรือหน่วยงานกลาง ขึ้นเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่ากรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดการระบบสุขภาพของรัฐทั้ง 3 ระบบอย่างเป็นบูรณาการ โดยยึดหลักความเสมอภาค มีคุณภาพ และเกิดประสิทธิภาพ

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 5 มิถุนายน 2558


โดย: หมอหมู วันที่: 7 มิถุนายน 2558 เวลา:21:56:09 น.  

 
การรวมกองทุนสุขภาพสามกองทุนจะลดความเหลื่อมล้ำลงไปได้หรือไม่? ผู้ใช้สิทธิทั้งสามกองทุนจะได้หรือเสียอะไร?
โดย อ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

26 กรกฎาคม 2558 11:02 น.
//www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000084338

อาจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาวิเคราะห์ธุรกิจและการวิจัย
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
//as.nida.ac.th/th/


ความเหลื่อมล้ำ หรือ disparity หมายถึงความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มประชากรต่างกลุ่มกัน เช่น income disparity คือความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างคนเชื้อชาติที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ความเหลื่อมล้ำรายได้ระหว่าง African American กับ Caucasian American เราพบว่าคนอเมริกันผิวขาวมีรายได้เฉลี่ยสูงมากกว่าคนอเมริกันผิวดำ ค่อนข้างสูงมาก อย่างไรก็ตามหากมีการนำปัจจัยเรื่องระดับการศึกษาและหรือผลิตภาพ (Productivity) เข้ามาคำนึงแล้ว กลับไม่พบว่ามีความแตกต่างกันเลยทั้งนี้เพราะคนอเมริกันผิวขาวมีแนวโน้มที่จะได้รับการศึกษาที่สูงกว่า ได้งานดีกว่า แต่เอาเข้าจริงผู้หญิง African American ที่มีระดับการศึกษาเท่ากับผู้หญิง Caucasian American ได้เงินเดือนค่าจ้างมากกว่าผู้หญิง Caucasian American ด้วยซ้ำไป ทั้งนี้รายได้นั้นสัมพันธ์ทางบวกกับระดับการศึกษายิ่งมีระดับการศึกษาที่สูงกว่ามีแนวโน้มที่จะมีรายได้มากขึ้น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื่องรายได้ ไม่ควรแก้ที่เรื่องเงินได้หรือรายได้ แต่ต้องไปแก้ที่การศึกษาซึ่งเป็นสาเหตุรากฐานของปัญหา สหรัฐอเมริกานั้นยอมรับว่าไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ และกฎหมายอเมริกันก็ไม่ได้ยอมรับเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยการเกลี่ยให้ทุกอย่างเท่ากันหมด หรือทำให้ทุกอย่างเท่าเทียมกันหมด หรือกล่าวง่ายๆ ว่าหากจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ (Disparity) ก็ต้องทำให้ทุกคนได้เท่าเทียมกันหมด (Equality) โดยใช้วิธีการหารยาว ซึ่งไม่ใช่ความยุติธรรม (Equity) และเป็นวิธีการแบบคอมมิวนิสต์ เช่น ระบบคอมมูน ซึ่งไม่มาใครจะทำมากหรือทำงานน้อยก็เอาผลผลิตมากองรวมกันตรงกลางแล้วหารให้เท่าๆ กันหมด ซึ่งแบบนี้ก็ไม่ถือว่ายุติธรรมแต่อย่างใด ส่งเสริมให้คนขี้เกียจ เอารัดเอาเปรียบกัน ท้ายที่สุดระบบก็ล่มสลาย เพราะสังคมนี้ไม่ใช่โลกพระศรีอาริยะ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี

ในอีกด้านหนึ่งสิ่งที่ควรส่งเสริมคือความยุติธรรม ขอยกตัวอย่างรูปด้านบน ความเท่าเทียมกันหมด (Equality) นั้นไม่ถือว่าเป็นธรรม (Fairness) แต่ให้ทุกอย่างเหมือนกันหมด (Sameness) ส่วนความยุติธรรมนั้นคือความเป็นธรรม คนที่มีมากอยู่แล้วไม่ควรจะได้มากหรือไม่ควรจะได้เลย ส่วนคนที่ได้น้อยมากหรือคนที่ด้อยโอกาสในสังคม ควรจะได้มากกว่าเป็นการให้โอกาสคนในสังคม (ดูรูป 1)

สำหรับประเทศไทยมีกองทุนสุขภาพสามกองทุน (ดูตาราง 1 ประกอบ)

กองทุนแรกคือสิทธิราชการ มีคนไทยได้รับสิทธินี้ 4.98 ล้านคน ใช้ระบบการจ่ายแบบ Fee for service และ Diagnosis related group (DRG) และมีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อปีเท่ากับ 12,589 บาท (ข้อมูลจาก TDRI การศึกษาและการจัดทำข้อเสนอการพัฒนากลไกกลาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ)

ผู้ประกันตนของสำนักงานประกันสังคม มีผู้ประกันตนจำนวน 10.77 ล้านคน โดยนายจ้าง ลูกจ้างผู้ประกันตน และรัฐ จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฝ่ายละเท่าๆ กันคือ 33.33% และสำนักงานประกันสังคมคิดค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุนร้อยละ 1 ต่อปีของยอดเงินสมทบรวม มีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อปีเท่ากับ 2,509 บาท (ข้อมูลจาก TDRI) ดังนั้นงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลต่อหัวต่อปีจึงเป็น 845 บาท ใช้ระบบการจ่าบแบบเหมาจ่ายรายหัว (Capitation)

ส่วนผู้ถือบัตรทองหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีผู้มีสิทธิ 48.61 ล้านคน ใช้ระบบการจ่ายแบบเหมาจ่ายรายหัว และ DRG และมีค่าใช้จ่ายต่อคนต่อปีเท่ากับ 2,245 บาท (ข้อมูลจาก TDRI) สำหรับข้อที่น่าสังเกตคือบัตรทองที่ดูแลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีเงินที่เข้าไปสู่ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อปีตามที่ TDRI ได้ศึกษามาคือ 2,245 แต่กลับได้รับงบประมาณมากกว่าซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้คิดเป็นร้อยละ 35 ได้แก่ การบริหารกองทุนต่างๆ ค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุน ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมสุขภาพ ทำให้เงินไม่ลงไปสู่หน่วยบริการและประชาชนอย่างเต็มที่ ดูรูป 2)

การรวมกองทุนสุขภาพสามกองทุนจะลดความเหลื่อมล้ำลงไปได้หรือไม่? ผู้ใช้สิทธิทั้งสามกองทุนจะได้หรือเสียอะไร?
รูป 1 ความเท่าเทียมกับความยุติธรรม
ขณะนี้กลุ่มตระกูล ส ทางสุขภาพ (อันได้แก่ สปสช สวรส สพฉ สสส สช) ร่วมกัน TDRI สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย TDRI ได้เปิดประชาพิจารณ์ พ.ร.บ. เพื่อรวมกองทุนสุขภาพทั้งหมดของประเทศไทยสามารถดาวน์โหลดเพื่ออ่านร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวได้ที่ //www.dropbox.com/s/1zuqivq2w2sg2bt/Attach%203.pdf?dl=0

และ สามารถอ่านแนวความคิดที่นำเสนอโดย TDRI (การศึกษาและการจัดทำข้อเสนอการพัฒนากลไกกลาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ) ได้ที่ //www.dropbox.com/s/er85t31i2oku30z/Attach%202.pdf?dl=0

การรวมกองทุนสุขภาพสามกองทุนจะลดความเหลื่อมล้ำลงไปได้หรือไม่? ผู้ใช้สิทธิทั้งสามกองทุนจะได้หรือเสียอะไร?


การรวมกองทุนสุขภาพสามกองทุนจะลดความเหลื่อมล้ำลงไปได้หรือไม่? ผู้ใช้สิทธิทั้งสามกองทุนจะได้หรือเสียอะไร?
รูป 2 แผนภูมิวงกลมการจัดสรรงบประมาณของสปสช
การรวมกองทุนสามกองทุนดังกล่าวทำให้การรวมกองทุนมีผู้มีสิทธิ์ต้องดูแลทั้งสิ้น 65 ล้านคน มีเงินงบประมาณที่ต้องบริหารมากกว่า 255,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็น 10-15% ของเงินงบประมาณแผ่นดิน

การตั้งสภาหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ร.บ.นี้มีอำนาจล้นฟ้า เป็นรัฐประหารทางการแพทย์ เนื่องจากมีอำนาจควบคุม

1) นโยบายประกันสุขภาพทั้งประเทศ ตามมาตรา 11 ข้อ1
2) งบประมาณประกันสุขภาพทั้งประเทศตามมาตรา 11 ข้อ2
3) การกำกับดูแลหน่วยงานให้บริการทั้งประเทศ ตามมาตรา 11 ข้อ3 และ ข้อ 5
4) กำหนดมาตรฐานในการรักษาพยาบาลทั้งประเทศ ตามมาตรา 11 ข้อ4 และมาตรา 14 ข้อ 4 โดยกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้มาตรฐานทางการแพทย์ตกต่ำลงไปโดยเฉพาะสิทธิราชการ
5) ควบคุมการเบิกจ่ายเงินการระบบบริการสุขภาพทั้งประเทศทั้งหมด ตามมาตรา 14 ข้อ 4
6) ควบคุมข้อมูลทั้งหมดของระบบประกันสุขภาพทั้งประเทศ ตามมาตรา 14 ข้อ 7
7) ตรวจสอบการทำงานของสถานพยาบาลทุกประเภท ทั้งรัฐและเอกชน ทั้งประเทศ ตามมาตรา 29 และถือเป็นคดีอาญาหากผู้ใดไม่ทำตาม
8) มีอำนาจลงโทษสถานพยาบาล หน่วยงานผู้ให้บริการทุกชนิดทั้งประเทศ ถึงขั้นเพิกถอน สั่งปิด หรือเข้าไปดำเนินการแทนสถานพยาบาลได้ทั่วทั้งประเทศตาม มาตรา 30 วรรค 1 และ 2 สำหรับโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลับก็ถูกลงโทษฐานละเมิดตามมาตรา 32
9) มีอำนาจลงโทษเจ้าหน้าที่หรือพนักงานเอกชนที่ให้บริการสุขภาพ ทั้งประเทศ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ตามมาตรา 33

หากพิจารณาจะเห็นได้ว่า พ.ร.บ. นี้ มีอำนาจล้นฟ้า ไม่แตกต่างจากการทำรัฐประหารทางการแพทย์ บางมาตรามีอำนาจแทบจะเท่ากับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่กำลังใช้ในปัจจุบัน (สำหรับวงการแพทย์) และก้าวล่วง override กฎหมายอื่นๆ เช่น พ.ร.บ. แพทยสภา พ.ร.บ. สถานพยาบาล อีกมากมายหลายฉบับ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ ของ สำนักงานสภาประกันสุขภาพเลย

นอกจากนี้สำนักงานสภาประกันสุขภาพแห่งชาติยังได้เงินค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.5 ของงบประมาณด้านสุขภาพทั้งหมดของประเทศ (หรือ 2,000 ล้านบาทในปีแรก และมีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ) ตามมาตรา 12 วรรค 2 ทั้งเลขาธิการสภาประกันสุขภาพแห่งชาติยังดำรงตำแหน่งได้ถึง 10 ปี ตามมาตรา 17 (ดูได้ที่ //www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000081469)

สิ่งที่ควรต้องพิจารณาคือการลดความเหลื่อมล้ำโดยการทำให้เกิดความเท่าเทียม เช่นการให้ที่เท่ากันทั้งหมด แบบระบบคอมมูนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ล้มเหลวไม่เป็นท่ามาแล้วตามประวัติศาสตร์ ทำให้ไม่เกิดความยุติธรรม และเมื่อไม่เกิดความยุติธรรมแล้ว สังคมจะแตกแยกไม่เกิดความสามัคคี อาจจะทำให้สังคมล่มสลายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อที่มาของเงินและปรัชญาความคิดนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สำหรับสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการนั้นรัฐให้เงินงบประมาณทั้งหมดโดยเบิกจ่ายตามจริง (Fee for service) และใช้ DRG สำหรับผู้ป่วยใน ปรัชญาความคิดนั้นต้องการสร้างสวัสดิการและสิ่งจูงใจ (incentives) สำหรับดึงดูดให้คนสมัครเข้ารับราชการซึ่งได้เงินเดือนน้อยกว่าการทำมาค้าขายหรือทำงานภาคเอกชน ส่วนสิทธิประกันสังคมนั้น มาจากแนวคิดของรัฐที่ต้องการให้คนทำงาน พนักงาน แรงงานที่ไม่ใช่ข้าราชการได้รับการดูแล โดยให้มีส่วนสมทบจากทั้งนายจ้างและลูกจ้างเอง เพื่อไว้รักษาการเจ็บป่วยต่างๆ รวมถึงเงินบำนาญหลังเกษียณหรือไม่อาจจะทำงานได้ ส่วนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองนั้นมาจากแนวคิดรัฐสวัสดิการต้องการให้ประชาชนไม่ต้องป่วยตายข้างถนนโดยไม่ได้รับการรักษาและรัฐก็ออกเงินให้ทั้งหมดเช่นกัน โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขใดๆ ต่างตอบแทนอย่างสองกองทุนแรก สำหรับราชการต้องทำงานรับใช้ชาติในราชการจึงได้สิทธิรักษาพยาบาลเป็นสวัสดิการ สำหรับสิทธิประกันสังคมนั้นต้องทำงานและส่งเงินสมทบจึงใช้สิทธิได้ ส่วนสิทธิบัตรทองแม้ไม่ได้ทำงาน จะยากดีมีจน หรือร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐีพันล้าน หากไม่มีสิทธิราชการหรือสิทธิประกันสังคมก็สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้ฟรีทั้งสิ้น

ศาสตราจารย์ ดร. อัมมาร สยามวาลา แห่ง TDRI บิดาแห่งระบบประกันสุขภาพเองก็พูดเสมอว่า “คนจนใช้เวลารอคอย อำมาตย์ใช้เส้น และคนรวยใช้เงิน เพื่อซื้อบริการรักษาพยาบาล” การที่อำมาตย์หรือคนมีเงินใช้เส้นเพื่อลัดคิวพบแพทย์ใช้สิทธิบัตรทองนั้นก็มีอยู่จริง บางคนที่ผมเคยเห็นมีเงินหลายพันล้านบาท โทรหาผู้อำนวยการโรงพยาบาล เลือกหมอที่ต้องการพบในเวลาที่ต้องการด้วยรถหรูราคาแพงมากและสุดท้ายก็ไปลัดคิวคนจนตาดำๆ ที่นั่งรอเป็นวัน ภาพเหล่านี้มีอยู่จริงและเกิดขึ้นจริงทุกหนแห่ง เพราะสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์มากกว่าระบบคุณธรรม และผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่สมควรเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะเป็นการเบียดเบียนคนจนมากเกินไป เป็นการให้ที่เท่าเทียมกันแต่ไม่เกิดความยุติธรรมในสังคม (โปรดดูรูป 1 อีกครั้ง)

เรามาลองวิเคราะห์สถานการณ์ในอนาคตหากมีการรวมกองทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมตามแนวคิดของ TDRI กันดู ถือว่าเป็นการวิเคราะห์เหตุการณสมมุติ (What-if analysis) และการวิเคราะห์ความไว (Sensitivity analysis)

กรณีแรก สมมุติว่าเกิดการรวมกองทุนสำเร็จ และเกลี่ยให้ทุกอย่างเท่ากันหมดตามระบบคอมมูนที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเคยใช้ ผลแสดงในตารางที่ 2 เมื่อเกลี่ยเงินงบประมาณเดิมของแต่ละกองทุนในปี 2556 โดยมีข้อสมมุติว่าสปสช ยังบริหารเงินเดิมที่เคยบริหารอยู่ร้อยละ 35 ดังเดิม แล้วจึงค่อยเกลี่ยเงินส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อปีของสามกองทุนเมื่อหักค่าบริหารโดยสภาประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว จะทำให้ บัตรทองได้เงินงบประมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 37 ซึ่งจะช่วยซุกขยะปัญหาการขาดทุนจากบัตรทองไปอยู่ใต้พรม แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างไร ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลดลงมา 76% ซึ่งอาจจะทำให้คุณภาพการรักษาของสิทธิราชการแย่ลง อัตราการเสียชีวิตของโรคหลักของผู้ใช้สิทธิบัตรทองมากกว่าราชการกว่า 70% (โปรดดูได้ใน ผู้ถือบัตรทอง ตายด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดในสมอง โรคมะเร็งมากกว่าปกติถึง ร้อยละ 70 เพราะเหตุใด? ผู้เกี่ยวข้องโปรดเร่งหาคำตอบ! //www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000066299 ของผู้เขียน) ส่วนผู้ประกันตนของประกันสังคมจะได้เงินค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อปีเพิ่มขึ้นมาร้อยละ 23 ดังนั้นการรวมกองทุนเช่นนี้ อาจจะช่วยให้อัตราการตายของข้าราชการสูงเท่าๆ กับผู้ถือบัตรทอง เป็นการทำของที่ดีให้เลวลงมา ลิดรอนสิทธิราชการ ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่สาเหตุของปัญหาตามหลักอริยสัจจ์แต่อย่างใด แม้จะเกิดความเท่าเทียมแต่ไม่เกิดความยุติธรรมประการใดกับผู้ใช้สิทธิราชการเดิมเลยแม้แต่น้อย และผู้เขียนเชื่อว่าผู้ใช้สิทธิราชการเดิมจำนวนมากย่อมไม่ยอมและไปฟ้องร้องศาลปกครอง)

การรวมกองทุนสุขภาพสามกองทุนจะลดความเหลื่อมล้ำลงไปได้หรือไม่? ผู้ใช้สิทธิทั้งสามกองทุนจะได้หรือเสียอะไร?
กรณีที่สองสมมุติว่าการเจรจาตามพ.ร.บ. สำเร็จ มีการรวมกองทุน และมีการเจรจาให้ข้าราชการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเอง 50% ตามแนวความคิดของหลายคนที่พยายามนำเสนอมาโดยตลอดเพราะมีความเห็นว่าข้าราชการมีรายได้สูง ควรจ่ายเอง และนำเงินที่เหลือมาเกลี่ยให้เท่ากันกับสิทธิอื่นๆ ที่เหลือ ผลแสดงในตารางที่ 3 ผู้ถือสิทธิบัตรทองจะได้รับเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ส่วนผู้ประกันตนของประกันสังคมจะได้เงินเพิ่มร้อยละ 12 ข้อที่ควรกังวลยังคงเป็นเช่นกรณีแรกที่มาตรฐานการรักษาพยาบาลของข้าราชการอาจจะแย่ลง เป็นการฉุดของดีมาเกลี่ยกับของแย่เช่นกัน แต่ผลจะไม่รุนแรงมากเท่า

การรวมกองทุนสุขภาพสามกองทุนจะลดความเหลื่อมล้ำลงไปได้หรือไม่? ผู้ใช้สิทธิทั้งสามกองทุนจะได้หรือเสียอะไร?
กรณีที่สามสมมุติว่าการเจรจาตามพ.ร.บ. สำเร็จ มีการรวมกองทุน และมีการเจรจาให้ข้าราชการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเอง 25% ตามแนวความคิดของหลายคนที่พยายามนำเสนอมาโดยตลอดเพราะมีความเห็นว่าข้าราชการมีรายได้สูง ควรจ่ายเอง และนำเงินที่เหลือมาเกลี่ยให้เท่ากันกับสิทธิอื่นๆ ที่เหลือ ผลแสดงในตารางที่ 4 ผู้ถือสิทธิบัตรทองจะได้รับเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 ส่วนผู้ประกันตนของประกันสังคมจะได้เงินเพิ่มร้อยละ 1 ข้อที่ควรกังวลยังคงเป็นเช่นกรณีแรกที่มาตรฐานการรักษาพยาบาลของข้าราชการอาจจะแย่ลง

กรณีที่สี่สมมุติว่าการเจรจาตามพ.ร.บ. สำเร็จ บางส่วน มีการรวมกองทุนเฉพาะกองทุนประกันสังคมและบัตรทอง สิทธิข้าราชการไม่เข้าร่วมในสภาประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีแนวโน้มว่าการผลักดันในกรณีนี้น่าจะง่ายที่สุด ผลแสดงในตารางที่ 5 ผู้ถือสิทธิบัตรทองจะได้รับเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ส่วนผู้ประกันตนของประกันสังคมจะได้เงินลดลงร้อยละ 9 กรณีนี้ผู้เอาประกันของกองทุนประกันสังคมจะรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบมากและไม่ยุติธรรมแม้จะเท่าเทียม เนื่องจากผู้ใช้สิทธิบัตรทองไม่ได้จ่ายเองแม้แต่บาทเดียว ในขณะที่ผู้ประกันตนของสปส ต้องจ่ายเงินสมทบถึงหนึ่งในสาม จึงเป็นความเท่าเทียมที่ไม่ยุติธรรมเลย

การรวมกองทุนสุขภาพสามกองทุนจะลดความเหลื่อมล้ำลงไปได้หรือไม่? ผู้ใช้สิทธิทั้งสามกองทุนจะได้หรือเสียอะไร?
กรณีที่ 5 หากการรวมกองทุนล้มเหลว และสปสช ยอมเสียสละ ไม่บริหารเงินกองทุนเองและโอนให้หน่วยให้บริการทางการแพทย์โดยตรง เช่น เขตสุขภาพ ทั้งหมด โดยที่สมมุติว่าเขตสุขภาพไม่มีการทุจริตคอรัปชั่นใดๆ เลย จะทำให้ผู้ถือบัตรทองได้รับเงินค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทันทีร้อยละ 35 และน่าจะช่วยให้คุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ถือบัตรทองดีขึ้นในทันที น่าจะช่วยลดอัตราการตายลงไปในทันที วิธีนี้ไม่เท่าเทียม แต่ดำรงความยุติธรรมได้พอสมควร แต่จะมีผู้เสียผลประโยชน์มาก และแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลยหากขาดคุณธรรมคือความเสียสละ

อนึ่งการรวมกองทุนโดยเฉพาะในกรณีแรกคือการเกลี่ยสามกองทุนให้เท่ากันหมด สร้างความเท่าเทียมได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจจะทำให้อัตราการเสียชีวิตหลังการรักษาพยาบาลของผู้ใช้สิทธิทั้งสามกองทุนเกิดการเกลี่ยเท่าๆ กันก็เป็นได้

ทั้งหมดทั้งปวงผู้ที่พยายามรวมกองทุนได้วาดอนาคต โดยปราศจากการวิเคราะห์อย่างใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น ปราศจากการทำงานวิจัยเชิงจำลอง (Simulation research) ที่ต้องตั้งอยู่บนข้อสมมุติ (Assumptions) หลายๆ แบบ และควรตั้งข้อสมมุติที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด การทำวิจัยโดยการจำลองพลวัตรของระบบ (System dynamic simulation) น่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการตัดสินใจก่อนดำเนินนโยบายใดๆ และควรเปิดเผยผลการศึกษาพร้อมข้อสมมุติต่างๆ ให้สาธาณชนได้รับทราบ เพราะนี่คือชีวิตของประชาชนและการรวมกองทุนมีผลต่อชีวิตของประชาชนและประเทศชาติสูงมาก

ผมขออนุญาตนำข้อความที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้เผยแพร่บน Facebook ส่วนตัวของท่านไว้อย่างน่าสนใจ ท่านถามว่าประชาชนจะได้อะไรจากการรวมกองทุน



มีคนส่งร่างกม.ควบรวม 3 กองทุนมาให้ ไม่รู้ว่าเป็นของใครและใครเป็นคนร่าง

คงต้องถามว่าควบรวมแล้ว ปชช.ได้อะไร?

เท่าที่ดูคร่าวๆเบื้องต้นเหมือนกับว่าวัตถุประสงค์ต้องการลดความเหลื่อมล้ำของ 3 กองทุน

ไม่ทราบว่าจะลดค่าเหมาจ่ายรายหัวของสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการให้ลงมาเท่าหรือใกล้เคียงกับบัตรทองหรืออย่างไร หรือจะให้ค่าเหมาจ่ายรายหัวของบัตรทองขึ้นไปใกล้เคียงกับสวัสดิการข้าราชการ

ถ้ามีวัตถุประสงค์อย่างหลัง ไม่ต้องควบรวมกองทุนก็ได้ บริหารงบประมาณให้มีคุณภาพหรือ หาทางเพิ่มงบประมาณขึ้นไปให้ได้ หรือหาเงินจากที่อื่นมาเพิ่มให้กับงบบัตรทองก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นวัตถุประสงค์ในข้อแรก เพราะเห็นว่าบัตรทองใช้เงินถึง 6 หมื่นลบ.สำหรับข้าราชการ และญาติสายตรงเพียง 5 ล้านคน

ลืมไปแล้วหรือว่าสวัสดิการข้าราชการมีมาตั้งแต่ปี 2523 ในขณะที่บัตรทองเพิ่งเกิดในปี 2545 (และปกส.เกิดในปี 2533) เพื่อจูงใจให้คนเข้ามาเป็นข้าราชการ ซึ่งเงินเดือนต่ำกว่าเอกชน จึงมีสวัสดิการรักษาพยาบาลและสวัสดิการค่าเล่าเรียนเป็นแรงจูงใจ

ภายหลัง ปชช.ทุกคนก็ได้สวัสดิการทั้ง 2 อย่างนั้นโดยทั่วถึง แรงจูงใจดังกล่าวจึงหมดไป

ข้อดีของสวัสดิการข้าราชการที่เหลืออยู่ คือระบบจ่ายตามใบเสร็จหรือ Fee for Service ผิดกับบัตรทองและปกส.ที่ใช้ระบบเหมาจ่าย แพทย์จึงมีอิสระจ่ายยานอกฯและใช้วัสดุการแพทย์ที่คุณภาพสูงกว่า เพราะบัตรทองใช้ระบบประมูล เพื่อให้ได้ยาและวัสดุการแพทย์ที่ราคาต่ำที่สุด

แต่ในปัจจุบันสวัสดิการข้าราชการเปลี่ยนไปแล้ว เพราะกรมบัญชีกลางคุมวงเงินให้อยู่ที่ 60,000 ลบ.และคุมมาตั้งแต่ปี 52 จนถึงปี 59 เป็นปีที่ 8 แล้ว ข้าราชการต้องร่วมจ่ายมากขึ้นทุกปี ตามต้นทุนยา วัสดุและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะวัสดุทางการแพทย์ เช่นเลนส์ตาเทียม ข้อเข่า ข้อสะโพก แม้แต่คลีนิคพิเศษของ รพ.ในมหาวิทยาลัยก็ต้องร่วมจ่าย ในขณะที่บัตรทองไม่มีการร่วมจ่ายใดๆทั้งสิ้นเพราะกลัวผลกระทบจะเกิดกับปชช.รากหญ้าที่ยากจน

กรมบัญชีกลางเข้มงวดกับรพ.ต่างๆเป็นอย่างมากเพื่อคุมวงเงิน เช่นใช้DRGกับผู้ป่วยใน ลดอิสระในการจ่ายยาลง

ส่วน ปกส.นั้นการรักษาพยาบาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิทธิประโยชน์ แต่หลาย รพ.ก็จัดห้องพิเศษหรือคลีนิคพิเศษแยกจากผู้ป่วยบัตรทอง สปส.จ่ายเงินให้เป็นแรงจูงใจกับรพ.ตามปริมาณงาน...แน่ใจหรือว่าเมื่อรวมกองทุนจะทำให้สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนในด้านนี้ดีขึ้น

รวม 3 กองทุน จึงไม่มีประโยชน์ใดๆต่อปชช. แต่จะกระทบต่อข้าราชการและผู้ประกันตน

เมื่อไม่เกิดประโยชน์กับปชช.โดยส่วนใหญ่ จึงไม่รู้ว่าจะรวมไปทำไม ในเมื่อการคุมเข้มของกรมบัญชีกลางก็จะค่อยๆปรับจนความเหลื่อมล้ำค่อยๆลดลงทุกปีอยู่แล้ว หรือว่ารวมเพื่อให้เกิดกองทุนใหม่ มีผู้บริหารใหม่ ดูแลเงินกองทุนกว่า 2 แสนลบ.

นี่ยังไม่ได้ถามผู้ประกันตน ไม่ได้ถามสมัชชาแรงงานเลยว่า คิดจะรวมกองทุน เอาเงินเขามาแล้วเขาจะยอมหรือไม่

ที่ผมไม่เข้าใจคือเสนอมาทั้งที่รู้ว่าไม่สำเร็จเพราะแรงต้านเยอะ แต่ก็ยังเสนอมา...ทำไมครับ



โดย: หมอหมู วันที่: 17 สิงหาคม 2558 เวลา:15:04:14 น.  

 
สภาประกันสุขภาพ การรวมกองทุนสุขภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำตามแนวคิดของ TDRI หรือ รัฐประหารทางการแพทย์เพื่อรวมศูนย์อำนาจ?
โดย อ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

19 กรกฎาคม 2558 09:53 น. (แก้ไขล่าสุด 19 กรกฎาคม 2558 09:56 น.)
//www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000081469

อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาวิเคราะห์ธุรกิจและการวิจัย
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


ขณะนี้กลุ่มตระกูล ส ทางสุขภาพ (อันได้แก่ สปสช. สวรส. สพฉ. สสส. สช.) ร่วมกับ TDRI สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย TDRI ได้เปิดประชาพิจารณ์พรบ เพื่อรวมกองทุนสุขภาพทั้งหมดของประเทศไทย //www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9580000081155 อันได้แก่ 1. สิทธิเบิกจ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลของราชการซึ่งปัจจุบันดูแลโดยกรมบัญชีกลาง มีข้าราชการและผู้มีสิทธิรวมประมาณหกล้านคน มีเงินงบประมาณประมาณปีละ 60,000 ล้านบาท 2. สิทธิของกองทุนประกันสังคม ซึ่งมีผู้ประกันตนประมาณ 11 ล้านคน มีเงินงบประมาณการใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี

3. กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งดูแลโดย สปสช. ได้รับงบประมาณปีละ 155,000 ล้านบาทต่อปี มีผู้มีสิทธิ 48 ล้านคน และปกติจะได้เงินงบประมาณเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 10,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสวัสดิการรักษาพยาบาลอื่นๆ เช่น พนักงานมหาวิทยาลัย อปท. ต่างๆ และ พ.ร.บ. ฉบับนี้กำลังจะนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมจึงขอร่วมด้วยช่วยประชาพิจารณ์ สามารถดาวน์โหลดเพื่ออ่านร่างพรบดังกล่าวได้ที่ //www.dropbox.com/s/1zuqivq2w2sg2bt/Attach%203.pdf?dl=0 และ สามารถอ่านแนวความคิดที่นำเสนอโดย TDRI (การศึกษาและการจัดทำข้อเสนอการพัฒนากลไกกลาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ) ได้ที่ //www.dropbox.com/s/er85t31i2oku30z/Attach%202.pdf?dl=0
และที่ tdri.or.th/tdri-insight/20150605/

การรวมกองทุนสามกองทุนดังกล่าวทำให้การรวมกองทุนมีผู้มีสิทธิ์ต้องดูแลทั้งสิ้น 65 ล้านคน มีเงินงบประมาณที่ต้องบริหารมากกว่า 255,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็น 10-15% ของเงินงบประมาณแผ่นดิน

การตั้งสภาหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ร.บ.นี้มีอำนาจล้นฟ้า เป็นรัฐประหารทางการแพทย์ เนื่องจากมีอำนาจควบคุม

1) นโยบายประกันสุขภาพทั้งประเทศ ตามมาตรา 11 ข้อ1
2) งบประมาณประกันสุขภาพทั้งประเทศตามมาตรา 11 ข้อ2
3) การกำกับดูแลหน่วยงานให้บริการทั้งประเทศ ตามมาตรา 11 ข้อ3 และ ข้อ 5
4) กำหนดมาตรฐานในการรักษาพยาบาลทั้งประเทศ ตามมาตรา 11 ข้อ4 และมาตรา 14 ข้อ 4 โดยกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้มาตรฐานทางการแพทย์ตกต่ำลงไปโดยเฉพาะสิทธิราชการ
5) ควบคุมการเบิกจ่ายเงินการระบบบริการสุขภาพทั้งประเทศทั้งหมด ตามมาตรา 14 ข้อ 4
6) ควบคุมข้อมูลทั้งหมดของระบบประกันสุขภาพทั้งประเทศ ตามมาตรา 14 ข้อ 7
7) ตรวจสอบการทำงานของสถานพยาบาลทุกประเภท ทั้งรัฐและเอกชน ทั้งประเทศ ตามมาตรา 29 และถือเป็นคดีอาญาหากผู้ใดไม่ทำตาม
8) มีอำนาจลงโทษสถานพยาบาล หน่วยงานผู้ให้บริการทุกชนิดทั้งประเทศ ถึงขั้นเพิกถอน สั่งปิด หรือเข้าไปดำเนินการแทนสถานพยาบาลได้ทั่วทั้งประเทศตาม มาตรา 30 วรรค 1 และ 2 สำหรับโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลับก็ถูกลงโทษฐานละเมิดตามมาตรา 32
9) มีอำนาจลงโทษเจ้าหน้าที่หรือพนักงานเอกชนที่ให้บริการสุขภาพ ทั้งประเทศ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ตามมาตรา 33

หากพิจารณาจะเห็นได้ว่า พ.ร.บ. นี้ มีอำนาจล้นฟ้า ไม่แตกต่างจากการทำรัฐประหารทางการแพทย์ บางมาตรามีอำนาจแทบจะเท่ากับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่กำลังใช้ในปัจจุบัน (สำหรับวงการแพทย์) และก้าวล่วง override กฎหมายอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.แพทยสภา พ.ร.บ.สถานพยาบาล อีกมากมายหลายฉบับ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ ของ สำนักงานสภาประกันสุขภาพเลย

นอกจากนี้สำนักงานสภาประกันสุขภาพแห่งชาติยังได้เงินค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.5 ของงบประมาณด้านสุขภาพทั้งหมดของประเทศ (หรือ 2,000 ล้านบาทในปีแรก และมีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ) ตามมาตรา 12 วรรค 2 ทั้งเลขาธิการสภาประกันสุขภาพแห่งชาติยังดำรงตำแหน่งได้ถึง 10 ปี ตามมาตรา 17

มีผู้มาแสดงความเห็นใน “ใช้บัตรทองตายเยอะกว่า ขรก.? เรื่องวุ่นๆ ของการตีความงานวิจัย” ในwww.hfocus.org/content/2015/07/10400 เอาไว้อย่างแหลมคมว่า

วิจัย...วิบัติ • 2 days ago

ผลงานวิจัยสุขภาพของ TDRI จากการรายงานของ ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ กล่าวว่า เมื่อ เปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำด้านผลลัพธ์ทางสุขภาพ ระหว่างระบบสวัสดิการถ้วนหน้า กับระบบข้าราชการ ของโอกาสการอยู่รอดของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 5 โรค ติดตามตั้งแต่อายุ 60 ปี หลังจากเข้ารับการรักษา 10 วัน พบว่า 82% ผู้ป่วยระบบข้าราชการ ยังคงมีชีวิตอยู่ และ 68% ผู้ป่วยระบบสวัสดิการถ้วนหน้ายังคงมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าหลัง 40 วัน พบว่า 57% ผู้ป่วยระบบข้าราชการ ยังคงมีชีวิตอยู่ และ 29% ผู้ป่วยระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ยังคงมีชีวิตอยู่ นั้น //www.hfocus.org/content/...

ขบวนการเครือข่ายบัตรทองสามสิบบาทนายหน้าค้าประกันกินหัวคิวหลักประกันสุขภาพสุขภาคภาครัฐ พวกเขาแค่ต้องการใช้การตีความงานวิจัยชิ้นนี้เพื่อเป็นข้ออ้าง เป็นหลักฐานทางวิชาการ เป็นหลักการและเหตุผลในการดันตั้งองค์กรกลางคุม 3 กองทุนประกันสุขภาพรัฐ รวมสามกองทุนหลักประกันสุขภาพภาครัฐ ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ และบัตรทองสามสิบบาทเข้าด้วยกันเท่านั้น โดยข้ออ้างว่าจะสามารถขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางด้านบริการสุขภาพในสังคมไทยได้...ทั้ง ๆ ที่มันไม่เป็นความจริง เพราะสวัสดิการสุขภาพภาครัฐมันไม่ได้มีแค่สามกองทุนนี้เท่านั้น แต่มันยังมีกองทุนอื่น ๆ อีกหลาย ๆ กองทุน เช่น สวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานมหาวิทยาลัยของรัฐ พนักงานส่วนท้องถิ่น ครูโรงเรียนเอกชน พนักงานองค์การมหาชน พนักงานองค์กรอิสระของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ฯลฯ..........การรวมแค่สามกองทุนดังกล่าวมันจะไปสร้างความเป็นธรรมและขจัดความเหลื่อมล้ำทางด้านสวัสดิการสุขภาพของรัฐทั้งหมดในสังคมไทยได้ยังไง
คำถามคือ.....แล้วทำไมขบวนการเครือข่ายบัตรทองสามสิบบาท เครือข่ายนายหน้าค้าประกันกินหัวคิวหลักประกันสุขภาพภาครัฐจึงกระเหี้ยนกระหือรือที่จะพยายามรวมสามกองทุนนี้ให้ได้ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำได้ทั้งหมดจริง ?

คำตอบที่พอจะมองเห็นได้ก็น่าจะมีสองประการใหญ่ ๆ สำคัญ ๆ

ประการแรก สามกองทุนนี้มียอดเงินงบประมาณแผ่นดินรวมกันหลายแสนล้านบาท หากรวมกันได้ก็จะเป็นที่อิ่มหนำสำราญของเครือข่ายพรรคพวกนายหน้านักค้าประกันกินหัวคิวประกันสุขภาพภาครัฐจากงบประมาณแผ่นดินหลายแสนล้านบาทดังกล่าวแล้ว

อีกประการหนึ่ง พวกเครือข่ายบัตรทองสามสิบบาทนายหน้าค้าประกันกินหัวคิวหลักประกันสุขภาพภาครัฐเหล่านี้ ก็น่าจะตระหนักรู้อยู่แล้วว่า หากงบประมาณบัตรทองยังมีอัตราเพิ่มอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ในอนาคตข้างหน้างบประมาณไม่พอแน่ ๆ กองทุนนี้มีหวังล่มสลายแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ไปไม่รอดแน่ ๆ การเอางบประมาณอีกหลายแสนล้านบาทของประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการเข้ามารวมเข้าด้วยกันกับกองทุนสามสิบบาท ก็น่าจะยืดอายุของบัตรทองไปได้อีกสักระยะหนึ่ง และกลุ่มผู้ใช้สวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนที่มีสุขภาพดี มีอัตราการเจ็บป่วยโดยเฉลี่ยน่าจะน้อยกว่ากลุ่มบัตรทอง ยอดเเงินที่เหลือของกลุ่มนี้จึงน่าจะเข้ามาช่วยพยุงฐานะของกองทุนบัตรทองให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ยาวนานอีกระยะหนึ่ง

การนำผลงานวิจัยไปใช้ตีความแค่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเครือข่ายฯ อย่างที่ตั้งธงเอาไว้แล้วนั้น นับเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจน่าละอายอย่างยิ่งสำหรับวงการการนักวิจัยของประเทศไทยเรา

อย่าคิดว่าชาวบ้านเขาไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายวาระซ่อนเร้นผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝงของเครือข่ายนายหน้าค้าประกันกินหัวคิวประกันสุขภาพภาครัฐ เครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนปัจจัยแจกจ่ายจาก สปสช.


สำหรับผมมีความเห็นคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ เพราะผิดหลักการประชาธิปไตยและหลักธรรมาภิบาล เป็นการรวบอำนาจสู่ศูนย์กลาง ไม่ใช่การกระจายอำนาจเพื่อให้คนกลุ่มเดียวกุมสาธารณสุขของชาติ ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุล มีผลประโยชน์จากการดูแลงบประมาณมหาศาลอันอาจจะนำไปสู่การทุจริตได้โดยง่าย และดูแลชีวิตคนไทยจำนวนมากมาย ทั้งๆที่ การบริหารงานสาธารณสุขของคนกลุ่มนี้ ตระกูล ส และ สปสช มีผลงานที่ไม่น่าพอใจเลย มีอัตราการตายสูงมากกว่าปกติถึง 70% ในบางโรค โปรดดูใน ผู้ถือบัตรทอง ตายด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดในสมอง โรคมะเร็งมากกว่าปกติถึง ร้อยละ 70 เพราะเหตุใด? ผู้เกี่ยวข้องโปรดเร่งหาคำตอบ! //www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000066299 และ “สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยบัตรทองตายมากผิดปกติหลายหมื่นคนต่อปีคืออะไร? ป้องกันได้หรือไม่? การแก้ไขปัญหาจะทำให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามั่นคง ผู้ใช้สิทธิบัตรทองได้รับการดูแลอย่างดี และควรทำอย่างเร่งด่วนเพื่อหยุดการตายที่ป้องกันได้” manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000069318

และอัตราการตายในภาพรวมของบัตรทองก็สูงกว่ามากมายดังที่นางวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ได้ออกมาพูดว่า “หลังจากเข้ารับการรักษา 10 วัน พบว่า 82% ผู้ป่วยระบบข้าราชการ ยังคงมีชีวิตอยู่ และ 68% ผู้ป่วยระบบสวัสดิการถ้วนหน้ายังคงมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าหลัง 40 วัน พบว่า 57% ผู้ป่วยระบบข้าราชการ ยังคงมีชีวิตอยู่ และ 29% ผู้ป่วยระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ยังคงมีชีวิตอยู่” (ที่มา : //www.hfocus.org/content/2015/06/10108)

หรือเรากำลังจะทำให้ระบบประกันสุขภาพบางส่วนที่ดีอยู่แล้วลงมาแย่เท่าๆ กันหมด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเราจะไว้ใจคนที่บริหารระบบสุขภาพแล้วล้มเหลว มีอัตราการตายสูงมากมาย แต่กลับมานำเสนอให้รวมกองทุนทั้งหมด เราจะไว้ใจผู้ที่ทำงานล้มเหลวทำให้คนไทยตายสูงกว่ากันมากมาย มาบริหารชีวิตสุขภาพคนไทยทั้งประเทศได้อย่างไร เราจะทำของที่ดีอยู่ให้ลงมาเลวเท่าๆ กัน เช่นนั้นหรือ? ถ้าเลือกได้ ถามจริงๆ เถิดว่าถ้าพ่อแม่ของผู้ทำวิจัยจาก TDRI เองเจ็บป่วยจะรักษาด้วยบัตรทองหรือส่งเข้ารับการรักษาด้วยสิทธิราชการ

นอกจากนี้การรวมอำนาจขนาดนี้ทั้งประเทศมีปัญหาแน่ เป็นภัยความมั่นคงของชาติ จะเกิดภาวะรัฐซ้อนรัฐได้โดยง่าย นอกจากนี้ Absolute power corrupts absolutely. เราไม่ควรให้ใครทั้งนั้นมีอำนาจล้นฟ้าขนาดนี้ แต่ควรเน้นการกระจายอำนาจ การตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อให้เกิด ธรรมาธิปไตยในระบบสาธารณสุข

โดยเฉพาะข้าราชการ ควรออกมาพิทักษ์สิทธิ์ของตน ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่เสียเงินก็เช่นกันไม่ควรนิ่งเฉย ถ้าไม่อยากให้ชีวิตตนเองมีโอกาสเสี่ยงตายมากขึ้น และสปสช ควรกลับไปทบทวนตัวเองว่าจะทำเช่นไรให้อัตราการตายลดลง ส่วน TDRI ควรกลับไปถามตัวเองว่าจะ ปกป้องหน่วยงานผู้ให้ทุนวิจัย หรือ ปกป้องประชาชนให้พ้นจากการเสียชีวิต? โปรดดูได้ใน //www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000075449



โดย: หมอหมู วันที่: 17 สิงหาคม 2558 เวลา:15:05:35 น.  

 
การจะคุมกองทุนสุขภาพภาครัฐ ถามประชาชนหรือยัง?
โดย พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

16 มิถุนายน 2558 10:08 น.

//www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9580000067886

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ


จากข่าวใน [1] นั้นกล่าวว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดประชุมระดมความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใต้กลไกกลางเพื่อการบูรณาการระบบหลักประกันสุขภาพ โดยการตั้งองค์กรกลางเพื่อมาคุม 3 ระบบประกันสุขภาพภาครัฐ โดย นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานอนุกรรมการศึกษาและจัดทำข้อเสนอการพัฒนากลไกกลางเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กล่าวว่าพยายามที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุดในระบบสาธารณสุข ทั้งนี้ก็เพื่อจะนำความคิดเห็นจากการประชุมไปเสนอนายอัมมาร สยามวาลา ประธานคณะกรรมการประสานระบบสุขภาพแห่งชาติ 3 ระบบพิจารณาปรับปรุงแก้ไขและส่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ซึ่งผู้เขียนเรื่องนี้เห็นว่า การอ้างว่ามีการระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบประกันสุขภาพนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะกล่าวแต่เพียงว่าสปสช.กับ TDRI เท่านั้นที่มีข่าวว่าแสดงความคิดเห็น ไม่ปรากฏว่ามีข่าวผู้ที่จะมีส่วนได้เสียโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนพลเมืองผู้มีสิทธิ์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ระบบ 30 บาท) ในระบบประกันสังคมหรือระบบสวัสดิการข้าราชการได้แสดงความคิดเห็นใดๆเลย

ทั้งนี้ในเนื้อหาของข่าว ได้อ้างถึงว่านางวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการด้านวิจัยสังคม TDRI กล่าวว่ามีความเหลื่อมล้ำด้านผลลัพธ์ทางสุขภาพ กล่าวคือผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการมีโอกาสการมีชีวิตรอดจาการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 5 โรคคือ โรคเบาหวาน หัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และสมองขาดเลือด โดยศึกษาในผู้ป่วยอายุเกิน 60 ปี ภายหลังการรักษา10 และ 40 วัน พบว่าผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการยังคงมีชีวิตอยู่ 82%และ57%ตามลำดับ ในขณะที่ผู้ป่วยในระบบ 30 บาทมีชีวิตอยู่เพียง 68 %และ 29% ตามลำดับ

หมายความว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาตามโครงการของ สปสช. นั้นมีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาตามระบบสวัสดิการข้าราชการ กล่าวคือหลังจากไปรับการรักษาได้ 10 วันผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการตายไป 18% ส่วนผู้ป่วยในระบบ 30 บาทตายไป 43%

ส่วนภายหลังการรักษา 40 วัน ผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการตายไป 32% และผู้ป่วยในระบบ 30 บาทตายไปแล้วถึง 71%

ต่อมา ดร.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูรจากคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยผู้เป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติด้านการแพทย์และนักวิจัยดีเด่นของไทยกับอาจารย์ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ (สาขาวิชาวิเคราะห์ธุรกิจและการวิจัย สาขาวิชาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์)ได้ทำการวิเคราะห์ผลการวิจัยของ TDRI ในเรื่องนี้เพิ่มเติม และสรุปว่า [2] ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคมะเร็ง ที่มีสิทธิ์ได้รับการรักษาในระบบ 30 บาท มีอัตราตายสูงกว่าผู้ป่วยโรคเดียวกันที่ได้รับการรักษาในระบบสวัสดิการข้าราชการ1.7 เท่า หมายความว่าถ้าผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการตายไป 10คน ผู้ป่วยในระบบ 30 บาท จะตายถึง 17 คน หรือมีอัตราตายสูงกว่า 70% โดยผู้วิเคราะห์ข้อมูลนี้ได้คิดหาสมมุติฐานว่า เหตุใดผู้ป่วยในระบบ 30 บาทจึงตายเร็วกว่า พบว่าปัจจัยหนึ่งที่อาจจะมีผลต่ออัตราตายก็คือ สปสช.ได้จัดซื้อยาสำหรับผู้ป่วยในระบบ 30 บาทเองตามวิธีการที่เรียกว่า VMI (Vender Managed Inventory) [3] ซึ่งเมื่อไปดูรายละเอียดการจัดซื้อก็พบว่าสปสช.จัดซื้ออะไรบ้าง ได้แก่

1.ซื้ออวัยวะเทียมเช่นเลนส์แก้วตาเทียม ซื้อสายสวนเพื่อการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน สายสวนเพื่อการขยายหลอดเลือดโคโรนารี(หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ)ด้วยขดลวด (stent) และสายสวนเพื่อขยายหลอดเลือดโคโรนารีด้วยขดเลือดเคลือบยา ซึ่งนอกจากรายการซื้อเล็นส์แก้วตาเทียมแล้ว เครื่องมือแพทย์ที่อ้างถึงในข้อนี้ ล้วนเป็นอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้สำหรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยระบบ 30 บาททั้งสิ้น
2.ซื้อยาสำหรับรักษามะเร็งเต้านม รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
3.ซื้อยา Erythropoietin และน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง

ซึ่งยาหรืออุปกรณ์การแพทย์ที่จัดซื้อตามวิธี VMI ที่สปสช.อ้างว่าประหยัดงบประมาณได้นั้น ล้วนเป็นยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคไตวายของผู้ป่วยในระบบ 30 บาท ที่พบว่ามีอัตราตายสูงกว่าผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการ โดยผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการนั้นไม่ได้ใช้ยาหรืออุปกรณ์การแพทย์จากการจัดซื้อผ่าน VMI เหมือนผู้ป่วยในระบบ 30 บาท

สำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดโดยสายสวนเพื่อขยายหลอดเลือดโคโรนารีนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานหรือข้อมูลว่าช่วยลดอัตราตายของผู้ป่วยด้วยโรคนี้ในผู้ป่วยระบบ 30บาท ทั้งนี้ทราบมาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจผู้หนึ่งว่า สปสช.ยังให้โรงพยาบาลเอกชนรับรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด โดยไม่ได้ไปตรวจสอบหรือกำกับมาตรฐานการรักษาว่าโรงพยาบาลเหล่านั้นได้รักษาผู้ป่วยตามมาตรฐาน หรือรักษาผู้ป่วยตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์จริงหรือไม่

นอกจากนั้น ยังพบว่าผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในระบบ 30 บาทนั้น สปสช.ก็ออกระเบียบให้ผู้ป่วยทุกคนต้องรับการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้องเป็นวิธีแรกทุกคน (CAPD-first Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis- ครั้งแรก) [4] ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับสิทธิ์การรักษาจากสปสช. และถ้าการรักษาไม่ได้ผลก็จะต้องรายงานให้สปสช.ทราบและอนุมัติเสียก่อน จึงจะเปลี่ยนไปรักษาด้วยวิธีฟอกเลือดได้

การบังคับให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายต้องยอมรับการรักษาตามข้อกำหนดของสปสช.ด้วยวิธี (CAPD-first) นี้ มีอัตราตายสูงที่สุดในโลกบางแห่งสูงถึง 74% โดยมีอัตราตายเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 40 % [5]

แม้กรรมาธิการสาธารณสุขวุฒิสภา [6] จะได้แนะสปสช.(ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555)ว่าการตั้งกฎเกณฑ์ให้ผู้ป่วยต้องรับการล้างไตทางช่องท้องก่อน ทุกคน นั้นเป็นการไม่ให้สิทธิ์ผู้ป่วยในการเลือกการรักษาที่ดีที่สุด อาจจะเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วย และยังไม่เคารพแนวทางการวินิจฉัยและรักษาของแพทย์ แต่สปสช.ก็ไม่ได้ยุติโครงการ CAPD-first แต่อย่างใด

คำถามสำคัญที่สปสช.จะต้องตอบประชาชนก็คือ สปสช. ไม่สนใจเลยหรือว่า CAPD-first หนึ่งในทางเลือกของ Renal Replacement Therapy นั้นสปสช.ได้ใช้กับผู้ป่วยที่เหมาะสมกับวิธีการรักษานี้หรือไม่ ซึ่งอัตราตายที่สูงมากนี้บ่งชี้ได้ว่าการรักษาแบบนี้ไม่เหมาะสม อย่างแน่นอน สมควรที่จะต้องยุติโครงการนี้ และให้ผู้รู้จริงในเรื่องนี้เข้ามาดูแลแก้ไข ไม่ใช่ให้ สปสช. ที่ขาดทั้งองค์ความรู้ ขาดเจตนาที่ดี มุ่งแต่จะเอาค่าหัวในการรักษาประชาชนมาดำเนินการต่อไป

อาจารย์นพ.ดำรัส โรจนเสถียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไตท่านหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่าแล้วทำไม สปสช. ไม่ทบทวนในเมื่อ กรรมาธิการ การสาธารณสุข ได้ทำหนังสือแจ้งให้ทราบผลเสียของโครงการไปตั้งแต่ปี 2555 แล้ว ดื้อ ด้าน หรือ ไม่สนใจในผลของการรักษาผู้ป่วยที่เป็นประชาชนคนไทยเลย จนถึงปีนี้ เป็นปีที่ 8 โครงการ CAPD-first ของ สปสช. ทำลายชีวิตประชาชนคนไทยไปแล้ว เกือบ 10,000 ชีวิตแล้ว

นอกจาก ความไม่รู้ ยังไม่สนใจผลการรักษา ที่ส่งผลให้ประชาชนที่หลงไปลงทะเบียนต้องตายไป ร้อยละ 40 นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

อาจารย์ดำรัส โรจนเสถียร ยังกล่าวอีกว่า สปสช.สั่งให้ปรับโครงการ CAPD-first โดยการให้เลิกรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่สูงอายุ ไม่ให้รับลงทะเบียนเข้าในระบบ ให้ไปเข้าระบบ Palliative care (รักษาประคับประคอง) คือ ประคับประคองไว้แล้วส่งกลับบ้าน แล้วให้ยาฉีดจำนวนมากคือ Morphine (สำหรับแก้ปวดหรือกดประสาทให้หลับลึกๆ) พร้อมเครื่องฉีดยาอัตโนมัติ ยา Atropine หยดทางปาก(เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจจะได้หายใจเบาๆ) เอาเครื่องช่วยหายใจออกหมดให้ไปตายอย่างสงบที่บ้าน ทำเช่นนี้มาหลายเดือนแล้ว อ้างว่างบประมาณหมด

ซึ่งสำหรับเรื่อง Palliative careนี้เป็นเรื่องน่ากลัวมากเพราะอาจารย์ดำรัสบอกว่ามันไม่ใช่ Palliative care (การรักษาแบบประคับประคอง) แต่มันเป็น Terminative care (การรักษาแบบช่วยให้จบชีวิต) เร็วขึ้น

อาจารย์ยังให้ความเห็นอีกว่า แค่นี้ยังไม่พอใจ จะไปรวบกองทุนอื่นๆ เขามาปู้ยี่ปู้ยำอีก จะให้ประชาชนผู้ประกันตนกับประกันสังคม และข้าราชการและญาติ รวมเป็นจำนวนกว่า 60 ล้านคน ต้องรับกรรมาจากฝีมือ สปสช. อีกหรือ?

โดยสรุปผู้เขียนเรื่องนี้เห็นว่าผลการวิจัยของ TDRI และผลการวิเคราะห์ของ ดร.นายแพทย์อภิวัฒน์ มุทิรางกูรและดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ที่ผู้เขียนอ้างถึงนี้ ได้ยืนยันว่า การบริหารงานของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.ได้ทำให้เกิดผลเสียหายแก่ผู้ป่วยจริง ส่วนหนึ่งเกิดจากการซื้อยาแบบเหมาโหลถูกกว่า [7] ที่ไม่เหมาะกับการรักษาผู้ป่วยแต่ละคน จนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายเร็วและมากกว่าการรักษาในระบบสวัสดิการข้าราชการ อีกทั้งโปรแกรมการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในระยะสุดท้ายของ สปสช. ได้ทำให้ผู้ป่วยในระบบ 30 บาท มีอัตราตายสูงมาก โดยกรรมาธิการสาธารณสุขวุฒิสภาได้เคยแนะนำให้ สปสช. ยกเลิกวิธีการบังคับผู้ป่วยให้ต้องยอมรับการรักษาแรกเริ่มโดยวิธีการล้างไตทางหน้าท้องก่อนทุกคน แต่สปสช.ก็ยังไม่ยกเลิกแต่อย่างใด

ผู้เขียนเรื่องนี้เห็นว่า สปสช.ควรยุติวิธีการรักษาผู้ป่วยในระบบ 30 บาท ด้วยวิธีการซื้อยาแบบ VMI และวิธีการบังคับให้ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายแบบการล้างไตทางหน้าท้องเป็นวิธีแรก เนื่องจากมีข้อมูลที่พบว่าผู้ป่วยมีอัตราตายสูงกว่าระบบสวัสดิการข้าราชการอย่างชัดเจน และรัฐบาลควรแต่งตั้งนักวิจัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งโรคหลอดเลือดสมอง มาทำการศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ผู้ป่วยในระบบ 30 บาทเสียชีวิตในอัตราที่สูงมากว่ามีปัจจัยอื่นใดนอกเหนือจากยา อุปกรณ์การแพทย์และโปรแกรมการรักษาหรือไม่ อย่างไร เพื่อจะได้พัฒนาการรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ให้มีประสิทธิผลดีที่สุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวของผู้ป่วยทุกคนในระบบ 30 บาท

ส่วนการมีข่าวว่า นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐจะเสนอให้ ดร.อัมมาร สยามวาลาไปเสนอรัฐบาลให้รวมกองทุน 3 กองทุนนั้น ผู้เขียนเรื่องนี้ไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านอย่างเต็มที่ ที่จะให้บุคคลที่เคยเป็นกรรมการบอร์ดหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ได้มีส่วนร่วมในการบริหาระบบ 30 บาทจนล้มเหลว ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราตายสูง [2] ละเมิดสิทธิ์ผู้ป่วย ไม่เคารพการวินิจฉัยและรักษาของแพทย์ [6] มารับผิดชอบในการบริหารกองทุนสุขภาพภาครัฐตามที่มีข่าว [7] ว่ามีการยกร่างพ.ร.บ.กำกับประกันสุขภาพภาครัฐคุม 3 กองทุน ลดความเหลื่อมล้ำ

คำถามสำคัญก็คือ คนที่คิดจะมาคุม 3 กองทุนนี้ ได้เคยถามความเห็นประชาชนผู้มีสิทธิในการประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบนี้หรือยัง ในฐานะผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการรวมกองทุนนี้ ว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่ เพราะว่าถึงแม้รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลทหาร แต่ก็ต้องรับฟังเสียงประชาชนเจ้าของประเทศ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่สามารถที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอีกต่อไปอย่างแน่นอน

เอกสารอ้างอิง
1.ดันตั้งองค์กรกลางคุม 3 กองทุนประกันสุขภาพรัฐ
2.ผู้ถือบัตรทอง ตายด้วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดในสมอง โรคมะเร็งมากกว่าปกติถึง ร้อยละ 70 เพราะเหตุใด? ผู้เกี่ยวข้องโปรดเร่งหาคำตอบ!)
3.สปสช.รับนโยบายรัฐจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ด้วยระบบ VMI
4.วิกฤติบริการสาธารณสุข?
5.วิกฤติบริการสาธารณสุข? กางข้อมูลสปสช.โต้สปสช. – เปิดสถิติผู้เสียชีวิตล้างไตทางช่องท้องสูง 40% แต่สปสช.ยังยันเป็นวิธีที่ดีที่สุด
6.กรรมาธิการสาธารณสุขแนะ สปสช. ทบทวนหลักเกณฑ์ล้างไตทางช่องท้อง ติงควรเคารพการวินิจฉัยของแพทย์
7.การดูแลผู้ป่วยแบบเหมาโหลถูกกว่าของ สปสช. เป็นเหตุของปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข ก่อนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเสียหายและผู้คนจะเดือดร้อนไปมากกว่านี้
8.เตรียมชง ร่าง พ.ร.บ.กำกับประกันสุขภาพรัฐ คุม 3 กองทุน ลดเหลื่อมล้ำ


โดย: หมอหมู วันที่: 17 สิงหาคม 2558 เวลา:15:06:30 น.  

 
ดันตั้งองค์กรกลางคุม 3 กองทุนประกันสุขภาพรัฐ
https://www.hfocus.org/content/2015/06/10108
Fri, 2015-06-05 12:02 -- hfocus

นสพ.กรุงเทพธุรกิจ : วงถกอนุกรรมการศึกษาพัฒนากลไกกลาง ลดเหลื่อมล้ำ เตรียมเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรระดับกรมดูแลระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบเข้าคณะกรรมการประสานระบบสุขภาพแห่งชาติฯ 8 มิ.ย.นี้ เชื่อแก้เหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการสาธารณสุขชาติ

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดประชุมระดมความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใต้โครงการกลไกกลางเพื่อการบูรณาการระบบหลักประกันสุขภาพ เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.)

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานอนุกรรมการศึกษาและจัดทำข้อเสนอการพัฒนากลไกกลางเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ กล่าวว่า เรามีความพยายามที่จะสร้างกลไกกลางให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด และท้ายที่สุดจะขับเคลื่อนเพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมมากที่สุดในด้านสาธารณสุข

เขากล่าวว่า ในการประชุมระดมความคิดเห็นวานนี้ (4 มิ.ย.) คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอฯ จะนำไปปรับปรุงและนำเข้าที่ประชุม ในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ เพื่อสรุปเป็นข้อเสนอสุดท้าย ก่อนที่จะเสนอให้คณะกรรมการประสานระบบสุขภาพแห่งชาติ 3 กองทุนที่มีนายอัมมาร สยามวาลา เป็นประธาน ทำการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขและส่งต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

นางวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ กล่าวว่า ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของไทย แบ่งเป็น สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ 5 ล้านคน ระบบประกันสังคม 11 ล้านคน และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48 ล้านคน

เธอเห็นว่า แหล่งที่มา วิธีการจ่ายเงิน และการให้บริการของทั้ง 3 ระบบนั้นแตกต่างกัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่อประชากรผู้มีสิทธิในการรับบริการด้านสุขภาพ

นางวรวรรณ กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำด้านผลลัพธ์ทางสุขภาพ ระหว่างระบบสวัสดิการถ้วนหน้า กับระบบข้าราชการ ของโอกาสการอยู่รอดของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 5 โรค ติดตามตั้งแต่อายุ 60 ปี หลังจากเข้ารับการรักษา 10 วัน พบว่า 82% ผู้ป่วยระบบข้าราชการ ยังคงมีชีวิตอยู่ และ 68% ผู้ป่วยระบบสวัสดิการถ้วนหน้ายังคงมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าหลัง 40 วัน พบว่า 57% ผู้ป่วยระบบข้าราชการ ยังคงมีชีวิตอยู่ และ 29% ผู้ป่วยระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ยังคงมีชีวิตอยู่

จากการประชุมอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอฯ ที่ผ่านมา ได้มีข้อเสนอให้จัดทำร่าง พ.ร.บ.กำกับระบบประกันสุขภาพภาครัฐ เพื่อกลไกกลาง โดยมีการจัดตั้งสภาประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือองค์การมหาชน ซึ่งมีองค์ประกอบในการสร้างความกลมกลืนหรือเป็นกลไกกลาง ระหว่างภาครัฐ กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น กองทุน สมาชิก และผู้ให้บริการ ที่มีกรรมการอย่างน้อย 2 ชุด คือ กรรมการนโยบาย และกรรมการด้านประกันสุขภาพ

แต่ทั้งนี้ที่ประชุมอนุกรรมการจัดทำข้อ เสนอฯ ได้มีข้อสรุปใหม่ว่า ให้มีกรรมการเพียงชุดเดียวในการทำงานทั้ง 2 กลไก คือ กลไกที่สนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ และกลไกการกระจายทรัพยากรให้บรรลุเป้าหมายระบบประกันสุขภาพ

โดยองค์ประกอบของกรรมการ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยกรรมการที่สำคัญ ภาครัฐ ประกอบด้วย รัฐมนตรีจากกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงแรงงาน ผู้แทนหน่วยงานผู้รับประกัน (กองทุน) จำนวน 3 คน ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ส่วนผู้แทนผู้ให้บริการ 3 คน ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอื่น และภาคเอกชน ขณะที่ผู้แทนผู้รับบริการ (สมาชิก) 3 คน ได้แก่ ข้าราชการ ผู้ประกันตน และประชาชน ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ ครม. แต่งตั้งอีก 3 คน มาจากสาขาการแพทย์และสาธารณสุข สาขาการเงินการคลังและการประกันสุขภาพ และสาขาสังคมศาสตร์และการคุ้มครองผู้บริโภค

ทั้งนี้ นายจักรกฤษณ์ ควรพจน์ นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับกองทุนประกันสุขภาพฉบับนี้ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอฯ แล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านการเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุขของทั้ง 3 ระบบให้มีการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพ

เขากล่าวต่อว่า สำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยการจัดตั้ง "สำนักงานสภาประกันสุขภาพแห่งชาติ" หรือหน่วยงานกลาง ขึ้นเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่ากรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดการระบบสุขภาพของรัฐทั้ง 3 ระบบอย่างเป็นบูรณาการ โดยยึดหลักความเสมอภาค มีคุณภาพ และเกิดประสิทธิภาพ

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 5 มิถุนายน 2558


โดย: หมอหมู วันที่: 8 มีนาคม 2560 เวลา:15:39:10 น.  

 

นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : ‘ขนมชั้นโมเดล’ แนวโน้มสวัสดิการด้านสุขภาพจากรัฐ
Fri, 2017-09-15 14:02 -- hfocus

https://www.hfocus.org/content/2017/09/14575

จริงไม่จริงไม่รู้นะ ข่าวคราวหนาหูขึ้นเรื่อยๆ เรื่องการปฏิรูปสิทธิและสวัสดิการด้านการดูแลสุขภาพสำหรับประชาชนชาวสารขันธ์

"ขนมชั้นโมเดล" ได้รับการนำเสนอขึ้นมา โดยอ้างถึงความแตกต่างกันของสิทธิ และสวัสดิการของประชาชนในแต่ละกองทุนความแตกต่างของสิทธิและสวัสดิการที่ได้รับของแต่ละคนนั้นไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะแต่ละคนล้วนมีพื้นฐานแตกต่างกัน สังกัดต่างกัน งานที่ทำก็ต่างกัน และคุณสมบัติเฉพาะบุคคลที่ต่างกัน

ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำให้ทุกคนมีสิทธิและสวัสดิการทุกสิ่งอย่างเหมือนกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไม่สามารถทำให้เกิด"ความเท่ากัน (Equality)" ได้ ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด

แต่สามารถทำให้เกิดความเป็นธรรม หรือเรียกว่า Equity ได้ โดยพิจารณาจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดนั้นแบ่งปันให้ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละคน กล่าวคือ คนไหนวิกฤติหรือมีความจำเป็นมากก็ควรได้รับการช่วยเหลือที่มากกว่าคนที่ไม่วิกฤติหรือมีความจำเป็นน้อยกว่า ภายใต้สัจธรรมที่ต้องยอมรับว่าความจำกัดของทรัพยากรนั้น อาจช่วยเหลือดูแลได้ไม่หมดทุกเรื่อง

จากอดีตถึงปัจจุบัน ประชาชนชาวสารขันธ์นั้นเวลาเจ็บป่วยไม่สบายมักมีทางเลือกในการจัดการค่าใช้จ่ายอยู่ราว 5 ทางหลักได้แก่

1. คนที่เป็นข้าราชการ ก็มีสิทธิในการเบิกจ่ายจากระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ

2.คนที่เป็นลูกจ้าง ก็มีสิทธิในการรับการดูแลรักษาในระบบประกันสังคม

3.คนที่ไม่ได้อยู่ใน 2 สิทธิข้างต้น ก็มีสิทธิในการรับการดูแลรักษาจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือเรียกกันว่าบัตรทอง

4.คนที่จะมีสิทธิอะไรก็ตาม แต่พอมีอันจะกิน เลยทำประกันสุขภาพของเอกชน จะด้วยเหตุผลที่ต้องการเสริมสิทธิประโยชน์ หรือมาประกันความเสี่ยงหากบางรายการค่าใช้จ่ายจากการรักษานั้นไม่ครอบคลุมโดยทั้ง 3 สิทธิข้างต้น

และ 5.คนที่มีอันจะกินมากๆ หรือมีสิทธิใน 3 กองทุนข้างต้นแต่ไม่รู้รายละเอียดในการใช้สิทธิ เลยต้องควักกระเป๋าจ่ายเองเวลาไปรับการดูแลรักษา

กองทุนข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง ล้วนมีปรัชญาและเหตุผลในการจัดตั้งขึ้นมาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้กระบวนการ และรูปแบบชุดสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการออกแบบมาให้กับกลุ่มเป้าหมายนั้นต่างกัน

ข้าราชการนั้นเป็นสวัสดิการ

ลูกจ้างนั้นมุ่งเน้นความมั่นคงปลอดภัย

ประชาชนทั่วไปนั้นได้รับการจัดสรรให้ในลักษณะของสิทธิโดยคำนึงถึงความเป็นธรรม/เท่าเทียม/ไม่เหลื่อมล้ำ

2 กองทุนแรกนั้นเปรียบเหมือนน้ำมันที่ถูกออกแบบมาสำหรับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล

กองทุนที่ 3 เปรียบเหมือนน้ำที่ใช้สำหรับใส่ที่ปัดน้ำฝนได้ในรถยนต์ทุกชนิด ใช้ยามที่เกิดสิ่งสกปรกมาบังกระจกหน้าจนทำให้มีปัญหาในการขับขี่

หลายปีที่่ผ่านมา บางฝ่ายออกมาให้ข่าวกระเทือนเลื่อนลั่นสังคม เขย่าทั้งเรื่องการรับไม่ได้กับความแตกต่างระหว่างกองทุน และมองว่าทุกคนต้องเท่ากัน โดยหยิบยกเรื่องราคาค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อปีมาเป็นแม่น้ำทั้งห้า เพื่อหวังจะเขย่าให้น้ำกับน้ำมันหลากชนิดนั้นเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

บางฝ่ายพยายามเขย่าเรื่องความโปร่งใสในการบริหารจัดการน้ำ และหยิบยกเรื่องคุณภาพการดูแลรักษามาเปรียบเหมือนน้ำนั้นมีผลต่อสมรรถนะความเร็วในการขับขี่ของรถยนต์ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกันเลย และไม่สามารถนำสมรรถนะความเร็วมาเปรียบเทียบได้

ทะเลาะกันไป ทะเลาะกันมา ยกเอาไม้เอาอาวุธมาตีหัวกันบ้าง หัวโนหัวแตกกันไปตามๆ กัน

การทะเลาะย่อมมีวันเลิกรา เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ จะชนะโดยฝีมือ หรือชนะโดยกรรมการเอนเอียงตัดสินไปก็ไม่ทราบได้

จึงมาถึงจุดที่เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูป ให้เกิดรูปแบบที่ยอมรับได้ในสังคม จะได้ไม่ต้องหวนมาทะเลาะกันโดยหยิบยกเรื่องพิลึกๆ มาถกกันอีกในอนาคต

สัจธรรมที่พบคือ ทรัพยากรมีจำกัด แต่ละกองทุนมีวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน กลุ่มเป้าหมายต่างกันทั้งในเรื่องโครงสร้างประชากร กำลังการสร้างผลตอบแทนคืนให้แก่แผ่นดินในด้านลักษณะงาน จำนวนเงิน และอื่นๆ

"ขนมชั้นโมเดล" จึงถูกโยนมาในวง เพื่อให้พิจารณาถึงความเหมาะสมว่า จะเป็นคำตอบของระบบรัฐสวัสดิการในอนาคตได้หรือไม่

ลักษณะแนวคิดของขนมชั้นโมเดลคือ การจำแนกชุดสิทธิประโยชน์ออกเป็นส่วนๆ ได้แก่

1.สิทธิประโยชน์พื้นฐานด้านการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันควบคุมโรค รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสภาพ ที่จำเป็น และคุ้มค่า เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แต่ก็มีความท้าทายสูงมากในการที่จะมีใครสักคน หรือหน่วยงานใดจะหาญกล้ามาฟันธงว่าชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานนี้ควรมีและไม่มีอะไรบ้าง และจะปรับปรุงให้ทันต่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่เปลี่ยนอยู่ทุกวี่วันได้อย่างไร ท่ามกลางกระแสโหยหามาตรฐานสากล ไร้ข้อผิดพลาด (อันเป็นความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถูกปั่นกระแสจากสังคมทุนนิยมมาอย่างยาวนานจนเกินกว่าจะเปลี่ยนได้แล้วกระมัง)

2.บริการทางการแพทย์อื่นๆ ที่เป็นส่วนเสริม ที่กองทุนแต่ละกองทุนสามารถเลือกนำมาเสริมให้แก่กลุ่มเป้าหมายของตนได้ตามความเหมาะสม หรือสอดคล้องกับปรัชญาหรือวัตถุประสงค์ของกองทุน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจพิเศษบางอย่างที่ใช้สำหรับคนที่ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยนั้นๆ เช่น ตรวจหาระดับโลหะหนัก ฯลฯ

3.บริการอื่นๆ ที่เป็นส่วนเสริม ตามความต้องการของคน รวมถึงความสะดวกสบาย ฯลฯ อาทิ การขอใช้ห้องพิเศษ อุปกรณ์ทางการแพทย์หรือหยูกยาที่เกินกว่ากลุ่มที่กำหนดว่าจำเป็นและคุ้มค่า

หากพินิจพิจารณาดีๆ จะเรียกว่าขนมชั้นก็คงได้ แต่ส่วนตัวแล้วมองเป็น "เค้กพร้อมท็อปปิ้ง" พร้อมสิ่งตกแต่งให้เลือกสรร

การจัดการออกแบบในลักษณะนี้ อาจช่วยในการบริหารจัดการในภาพรวมได้ดีระดับหนึ่ง เพราะเป็นทางเลือกมาตรฐาน ที่กองทุนแต่ละกองทุนทั้งโดยรัฐ และเอกชน สามารถใช้ได้ตามอัธยาศัย เพราะคนวางแผนคงไม่อยากเปลืองตัวโดนโจมตีจากทุกกองทุนว่ามายุ่มย่ามเกินงามในถิ่นของแต่ละฝ่าย

เรื่องเอางบ 3 กองทุนมารวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวนั้นลืมไปได้เลย เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ ทั้งในเรื่องความขัดแย้งเชิงปรัชญา และแรงกระเทือนต่อสมดุลอำนาจการบริหารจัดการที่เคยมีมาแต่เก่าก่อน ยังไม่รวมถึงความยุ่งยากในการรื้อระบบกลไกการบริหารจัดการที่มีมานานนม

หลังจากเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เล่ามาแล้วนั้น อยากจะชวนให้ช่วยกันติดตามว่าที่เล่ามานั้นจะเป็นจริงไหม และจะมีรายละเอียดสำคัญอื่นๆ เพิ่มเติมมาพร้อมวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ภาคส่วนเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยจะมีทั้งด้านสถานพยาบาล และที่ควรจับตาแบบ catch all eyes on you คือ กลุ่มธุรกิจประกันเอกชน

เราเรียนรู้อย่างลึกซึ้งมาแล้วว่า เค้กประกันอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนนนั้นเป็นอย่างไร

และอยากให้เรื่องสุขภาพเป็นแบบนั้นไหม ควรไตร่ตรองให้ดี และออกเสียงให้คนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ด้วยว่าเราต้องการจริงไหม?

ส่วนตัวอีกแล้ว อยากบอกว่าระบบสุขภาพนั้นเป็นเรื่องของชีวิตคนล้วนๆ ไม่ใช่การซ่อมรถ การหาอู่และช่างมาซ่อมรถให้หายจากการบุบบี้นั้นทำได้ง่าย หลายคนอาจบอกว่าคนเจ็บป่วย ก็เหมือนรถเสีย หาโรงพยาบาลหาหมอมารักษาให้หายก็ง่ายนิดเดียว หากคิดแบบที่ว่ามาก็ขอบอกว่าคิดตื้นเกินไป

คนคิดแบบนั้นจะรู้สึกอย่างถ่องแท้ก็ต่อเมื่อวิกฤติ บาดเจ็บสาหัส เจ็บป่วยหนัก จะโดนกับตนเองหรือคนใกล้ชิดก็ตาม ยามนั้นเสียงร้องหาหมอหาทีมแพทย์พยาบาลเก่งอย่างเดียวไม่พอ แต่ยังโหยหาความเอาใจใส่ เมตตากรุณา และห่วงหาอาทรจะตามมาอย่างเห็นได้ชัด

ตอนนี้สังคมเรา มีคนไม่น้อยมองระบบสุขภาพเป็นงานบริการ และพยายามจัดการแบบโรงงาน ทำเป็นธุรกิจอุตสาหกรรม โดยความใส่ใจต่อเรื่องจิตวิญญาณหดหายไปอย่างรวดเร็ว ชอบกระแสดราม่า มีปัญหาก็ด่าหรือทำร้าย ไม่รักและดูแลบุคลากรทางการแพทย์ในระบบสุขภาพอย่างเพียงพอ สถานการณ์เช่นนี้ไม่สู้ดี และต้องการแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดีไม่ดีจะเร่งด่วนกว่าการมาปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์ และกลไกการเงินการคลังอย่างที่กำลังเร่งทำกันด้วยซ้ำ

สิบกว่าปีก่อน อเมริกาเคยคาดประมาณว่า คนเกษียณนั้นแม้จะมีประกันอยู่ก็ตาม แต่หากไม่อยากให้คนข้างหลังต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลตนเองเวลาเจ็บป่วยหนัก ก็ควรมีเงินสำรองไว้อย่างน้อย 8 ล้านบาทในสมัยนั้น นั่นเป็นปรากฏการณ์ที่ประเทศใดๆ ก็ล้วนไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้นกับประเทศตน

การพัฒนาระบบใดๆ ในสังคม ยิ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสาธารณชน ต้องคิดให้จงหนัก และเน้นการพัฒนาโดยใช้ "ความรัก" มากกว่าการใช้ "ความกลัว"

หากเราติดตามในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เรากำลังปฏิรูป และวางแผนพัฒนาโดยใช้ความรัก หรือความกลัว หรือทั้ง 2 อย่าง และอย่างใดมากกว่ากัน

ถามใจเธอดู...

ด้วยรักต่อทุกคน

หมอธีระ 14 ก.ย. 2560


โดย: หมอหมู วันที่: 16 กันยายน 2560 เวลา:15:20:34 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 763 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]