Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

หนังสือ กวีนิพนธ์ : คิดถึงพ่อ โดย อ.พิทักษ์ บุณยโอภาส






หนังสือ กวีนิพนธ์ : คิดถึงพ่อ
ผู้แต่ง : ว่าที่ รต.พิทักษ์ บุณยะโอภาส
จำนวน ๗๘ หน้า

ดาวน์โหลดไฟล์ pdf :

https://www.mediafire.com/file/7ap3rhn2p8ks7g2/book_%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259E%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD_pdf.pdf/file

https://www.mediafire.com/file/7ap3rhn2p8ks7g2/book+คิดถึงพ่อ+pdf.pdf

เผยแผ่ แชร์ต่อได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ แต่ไม่อนุญาตให้ใช้ทางการค้า แจกฟรี ห้ามซื้อขาย
จัดทำโดยการสแกนจากต้นฉบับ ลายมือของ อ.พิทักษ์ ซึ่งเป็นลายมือที่ งดงามและเป็นเอกลักษณ์

หนังสือ กวีนิพนธ์ : คิดถึงพ่อ โดย อ.พิทักษ์ บุณยโอภาส
https://www.facebook.com/phanomgon/media_set?set=a.2594987580516902&type=3

***********************************************************

เพลง เพชรน้ำหนึ่ง
คำร้อง/ทำนอง อ.พิทักษ์ บุณยะโอภาส
กำแพงเพชรงาม เหมือนเพชรน้ำหนึ่ง งามซึ้ง ตรึงใจเมื่อได้เห็น มีแม่ปิง น้ำใสไหลเย็น ยามลงว่ายเล่น ชื่นเย็นหัวใจ เมืองกรุพระเครื่องเลื่องลือชื่อ เมืองคนแกร่งลือมาหลายสมัย เมืองกล้วยไข่หอมหวานจับใจ เมืองศิลาแลงใหญ่ได้เห็นเป็นบุญตา กำแพงเพชรเอย น่าชื่นเชยเป็นหนักหนา น้ำมันลานกระบือ ขึ้นชื่อลือชา มรดกโลกล้ำค่า วิลาวัณย์ น้ำตกคลองลานสวยปานเทพสร้าง สายน้ำพริ้วพร่างดั่งแดนสวรรค์ ยามเราได้เดินเคียงอยู่กัน ร้อยใจรักมั่น ดุจสวรรค์บนดิน

หมายเหตุ อ.พิทักษ์ บุณยะโอภาส มีจุดประสงค์จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้จังหวัดกำแพงเพขร ใช้ในการประชาสัมพันธ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

https://youtu.be/Y7mKWORQKXs

https://youtu.be/sGfvyuPRfno




 

Create Date : 31 มีนาคม 2562   
Last Update : 31 มีนาคม 2562 19:50:00 น.   
Counter : 366 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ธานินทร์ พันธ์ประภากิจ ... ‘บริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด’



ทันทีที่กระสุนปริศนาทะลุผ่
านศีรษะ ร่างของเขาล้มฟุบลงทันที แต่ก่อนสติจะดับวูบ เขาก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยโทรศัพท์ พอจับใจความได้ว่า... ตัวเขาคง ไม่รอด!!

• นาทีชีวิต กับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่

แต่เหมือนปาฏิหาริย์ หมอสามารถยื้อชีวิตเขาไว้ได้ และแม้จะต้องนอนอยู่ในห้องไอซียูนานนับเดือน ต้องทำการผ่าตัดสมองถึง 6 ครั้ง แต่ช่วงนาทีที่เส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตายอยู่ใกล้กันแค่ชั่วพริบตานี่เองที่ทำให้ ‘ธานินทร์ พันธ์ประภากิจ’ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกด้าน ตระหนักว่า ชีวิตนี้สั้นนัก และเขาขอใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำความดีเพื่อช่วยเหลือผู้คน ทดแทนคุณแผ่นดิน

อันเป็นที่มาของการเปิดศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก บริการแก่ผู้ป่วยที่ยากไร้โดย ไม่คิดค่าใช้จ่าย ภายใต้ชื่อโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน) และ ‘บริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด’

“ตอนที่ผมถูกลอบทำร้าย ผมก็ได้ยินเสียงคนคุยโทรศัพท์ว่าผมถูกยิง ปลาย สายคงถามว่า ผมเป็นยังไงบ้าง ทางนี้บอกเลยว่า คิดว่าอาจจะไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่หลังจากนั้นผมต้องนอนอยู่ห้องไอซียู 45 วัน เข้ารับการผ่าตัดที่ศีรษะถึง 6 ครั้ง ผมคิดว่ามันคงเป็นเวรกรรม

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้มันทำให้เราได้คิดนะ คือมีอยู่วันหนึ่งช่วงที่ผมอยู่ระหว่าง การฟื้นฟู พยาบาลพาเดินออกไปทำกายภาพบำบัด ตอนขาไปผมยกมือไหว้อาม่าเตียงข้างๆ แต่พอกลับเข้ามาปรากฏว่าอาม่าเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เราเห็นว่า ชีวิตของมนุษย์มันนิดเดียวเอง

แล้วตอนอยู่ไอซียูก็มีคนเสียชีวิตทุกวัน เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ..เมื่อไรจะถึงเตียงเรา ก็เลยเริ่มตระหนักว่า เงินไม่สามารถซื้อชีวิตคนได้ ผมเลยคิดว่าหลังจากรอดตาย ชีวิตที่เหลือจะลงไปช่วยพี่น้อง ประชาชนที่ยากไร้ในแผ่นดินนี้”

• แรงบันดาลใจ จาก “ในหลวง”
เปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยต้อกระจก

นักธุรกิจหนุ่มเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาตั้งใจอุทิศตน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่มีปัญหาด้านดวงตา ว่า

“แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งของผมมาจากการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือตั้งแต่โตมาเราก็เห็นภาพพระองค์ท่านเสด็จไปช่วยเหลือประชาชนที่ยากไร้ในชนบทมาตลอด

สมัยหนุ่มๆผมเคยเดินตามหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ซึ่งท่านพูดเสมอว่า ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน ทุกข์ของแผ่นดินคือทุกข์ของพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ทรงเหนื่อยยากเพื่อพวกเรามามาก

ผมจึงอยากเดินตามรอยพระบาทขององค์ท่าน ช่วยเหลือคนที่เขาด้อยโอกาสเท่าที่เราจะทำได้ ซึ่งปณิธานตรงนี้ทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมาว่า เราจะต้องเดินให้ได้ ต้องอดทน เพราะมีสิ่งสำคัญรอเราอยู่ และก็มาตกผลึกว่า จะเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยต้อกระจก เพราะบ้านเรามีคนที่เป็นโรคนี้เยอะ”

• ปณิธานอันแน่วแน่
ดำเนินรอยตามพระราชดำริ

หลังจากนั้นธานินทร์จึงไปปรึกษากับ นพ.วิทิต อรรณเวชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้วในขณะนั้น ว่าเขาอยากจะเปิดศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก โดยไม่คิดค่ารักษา ซึ่งคุณหมอวิทิตย้ำว่า จะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล

แต่ธานินทร์ก็ไม่ลังเลใจที่จะนำเงินเก็บ ที่สั่งสมทั้งชีวิตมาใช้ทำโครงการนี้ ด้วยมองว่า การช่วยให้คนคนหนึ่งกลับมามอง เห็นได้เป็นปกติอีกครั้งนั้น เป็นสิ่งที่มิอาจประเมินค่าได้

เขาจึงได้สั่งซื้ออุปกรณ์การผ่าตัดดวงตาจากต่างประเทศ และสั่งซื้อรถห้องผ่าตัดเคลื่อนที่หลายสิบล้านบาท และโชคดีที่ได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร จัดทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกทำการรักษาผู้ป่วยในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากมาย และภายหลังธานินทร์ได้เปิดเป็นศูนย์ผ่าตัดผู้ป่วยต้อกระจกที่กรุงเทพฯ โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ที่สุขุมวิท ซอย 24

ในละปีที่นี่สามารถให้การรักษาผู้ป่วย ได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย โดยนอกจากจะรักษาฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีที่พัก และอาหารไว้บริการผู้ป่วยที่มาจากต่างจังหวัด รวมทั้งแจกแว่นตาและเครื่องใช้จำเป็นให้ผู้ป่วยนำติดตัวกลับบ้านอีกด้วย

และไม่เพียงแต่จะรับผู้ป่วยในเท่านั้น ศูนย์แห่งนี้ยังให้บริการเชิงรุกโดยจัดรถผ่าตัดเคลื่อนที่ออกไปให้บริการแก่ผู้ป่วยต้อกระจกในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างทั่วถึง เพราะธานินทร์ มองว่ายังมีผู้ป่วยอีกจำนวนไม่น้อยที่อดมื้อกินมื้อ ไม่มีแม้กระทั่งค่ารถที่จะเดินมารับการรักษา หรือเป็นผู้สูงอายุที่ไม่ใครดูแล ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาผ่าตัดที่ศูนย์ในกรุงเทพฯได้

“ต้องเข้าใจว่า คนที่ยากจนเนี่ยะเขาจนจริงๆนะ จะกินให้ครบ 3 มื้อยังลำบาก หรือบางคนลูกหลานมาทำงานกรุงเทพฯ อยู่กันสองคนตายาย ไม่มีใครพามารักษา เราเลยต้องออกไปหาพวกเขา ก็ไปมาเกือบทั่วประเทศแล้ว ไปถึงเชียงราย ด้านที่ติดกับพม่า ไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปหมด โดยเราจัดรถไปรับผู้ป่วยเข้ามาผ่าตัดที่ศูนย์ในกรุงเทพฯ มาถึงที่โรงพยาบาลเราก็จัดอาหารการกินให้ มีที่พักให้ฟรีหมด รักษาเสร็จ ตอนเช้าเปิดดวงตา แจกแว่นตา แจกเสื้อ แจกอะไรเสร็จ ให้เขารับประทานอาหาร แล้วก็เอารถกลับไปส่งถึงบ้านเลย

โดยในระหว่างเดินทางเราทำประกันชีวิตให้ด้วย พอเขาถอดรองเท้าเข้าบ้านปุ๊บ ถือว่าภารกิจของเราเสร็จ อีกหนึ่งอาทิตย์เรากลับไปตรวจอีกที แล้วอีกหนึ่งเดือนก็กลับไปตรวจซ้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าดวงตาเขาเป็นปกติจริงๆ

ตอนแรกก่อนลงไป เราจะส่งทีมสำรวจไปก่อน ดูว่าจุดนั้นมีผู้ป่วยมากน้อยเพียงใด แล้วก็ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ให้แจ้งกับชาวบ้านว่า เราจะลงไปรับผู้ป่วยวันไหน

แต่บางกรณีที่สามารถผ่าตัดในพื้นที่ได้ ก็ทำในพื้นที่เลย โดยเราจะประสานกับโรงพยาบาลในพื้นที่ ขอใช้สถานที่เพื่อทำการผ่าตัด ซึ่งแพทย์ส่วนหนึ่งก็จะเป็นทีมของเราที่ไปจากกรุงเทพฯ อีกส่วนก็จะเป็นแพทย์จากโรงพยาบาลในพื้นที่หรือในจังหวัดใกล้เคียง แต่เครื่องไม้เครื่องมือเรามีพร้อมอยู่แล้ว

ปณิธานของเราคือการดำเนินรอยตามพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา จะเห็นว่า พระองค์ไม่ได้รอให้พสกนิกร ที่เดือดร้อนเดินทางมาหาพระองค์นะ แต่พระองค์เสด็จออกไปหาประชาชน พระองค์เป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเราเป็นใครล่ะ” ธานินทร์เล่าถึงการช่วยเหลือผู้ป่วย ที่ได้ทำตลอดหลายปีที่ผ่านม

• ทุกวันและทุกวินาที
จะทำความดีเพื่อแผ่นดิน

เนื่องจากการผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกแต่ละราย ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่ารายละ 5,000-6,000 บาท ทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้มีค่าใช้จ่ายเฉพาะในส่วนของการรักษาสูงถึงปีละ 60 ล้านบาท ทำให้หลายคนสงสัยว่า อะไรที่ทำให้นักธุรกิจหนุ่มอย่างธานินทร์ทุ่มเทเงินทองมหาศาลเพื่อทำโครงการนี้

และไม่เพียงแต่กำลังเงินเท่านั้น เขายังทุ่มเททั้งแรงกายและเวลาในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้อย่างเต็มที่ ชนิดที่เรียกได้ว่า งานที่โรงพยาลบาลบ้านแพ้วเป็นงานหลัก ส่วนการทำธุรกิจส่งออกเป็นงานรอง

“ตอนที่ผมเริ่มทำโครงการนี้ใหม่ๆ ทุกคนมักจะถามว่า คุณเอาเงินมาจากไหน ผมอยากบอกว่า เงินที่ผมได้มานั้นไม่ใช่ของผม ไม่ใช่ของใคร แต่เป็นเงินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ เพราะแบงก์ทุกใบ มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน

ถามว่าวันนี้ผมพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ไหม โอโห...ทุกวันนี้ผมดีใจมากที่ได้อยู่ในแผ่นดินนี้ ผมดีใจมากที่ได้กินข้าวจากแผ่นดินนี้ ผมต้องกตัญญูต่อชาวนาที่ปลูกข้าวให้ผมกิน การที่ผมพาทีมแพทย์ออกไป รักษาดวงตาให้กับประชาชนในชนบทนั้น มันเท่ากับแค่เสี้ยวของบุญคุณที่เขามีต่อผม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเสียเงินเสียทองไปเท่าไรในการช่วยเหลือคนจนในแผ่นดินนี้ ผมไม่เคยเสียดาย

เราดำเนินรอยตามเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้ผมพอแล้วกับทรัพย์สินเงินทอง มันปลื้มนะเวลาที่เราสามารถช่วยให้คนที่ดวง ตามืดมัว กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง

มีอยู่เคสหนึ่งเป็นคุณครู อายุ 82 แล้ว อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่านดีใจมาก ท่านบอกว่ารอมา 6 ปีแล้ว ได้แต่อุ้มหลาน แต่ไม่เคยเห็นหน้า วันนี้ได้เห็นหลานแล้ว...

คือสิ่งที่เราทำ มันมีคุณค่ามากมาย มหาศาล จนไม่สามารถตราลงในเอกสารใดๆได้ ผมไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหรือคะแนนนิยมอะไร เพราะผมไม่ใช่นักการเมือง ผมไม่ได้อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมอยู่ในสภาประชาชน ผมเป็นคนที่อยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาทขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นทุกวันและทุกวินาที ผมจะทำความดีเพื่อแผ่นดิน” ธานินทร์กล่าวด้วยประกายตาแห่งความปลื้มปีติ

• พระเจ้าในดวงใจ คือ
‘พระเจ้าแผ่นดิน’

ธานินทร์เป็นคนไทยอีกคนหนึ่งที่รักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันเป็นอย่างมาก เมื่อก้าวเข้าไปในสำนักงานของเขา จะเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของแต่ละพระองค์เรียงรายอยู่บนฝาผนัง

นอกจากนั้นเขายังเปลี่ยนชื่อถนนส่วนบุคคล ซึ่งเป็นถนนของเขาเอง จาก ‘ถนนพระพรหมพานิช’ เป็น ‘ถนนเรารักในหลวง’ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย

“ที่ผมเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ถนนเรารักในหลวง’ เพราะผมอยากให้ทุกคนตระหนักว่า แผ่นดินนี้เป็นของพระเจ้าแผ่นดิน พระเมตตาของพระองค์ทำให้คนไทยอยู่ เย็นเป็นสุข จะเห็นว่า ประเทศไทยมีคน หลายเชื้อชาติ หลายศาสนา แต่ในหลวงของเราดูแลพสกนิกรของพระองค์ท่านเท่าเทียมกันหมด ไม่แยกสีไม่มีเหล่า

ดังนั้น คนไทยไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด แต่เรามีพระเจ้าองค์เดียวกันคือ ‘พระเจ้าแผ่นดิน’ เป็นพระเจ้าที่เราเห็นได้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ คือ ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช’ พระองค์ทรงเป็น พระเจ้าที่ลงมาช่วยเหลือประชาชน โดยที่เราไม่ต้องอธิษฐานหรืออ้อนวอนร้องขอ

เพราะฉะนั้นผมคิดว่า สิ่งเดียวที่เราจะตอบแทนพระองค์ได้ก็คือ การช่วยแบ่ง เบาภาระของพระองค์ท่าน ในการช่วยเหลือ คนไทยที่ยังลำบากยากจนและด้อยโอกาส” ธานินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น

ผู้ที่ประสงค์จะผ่าต้อกระจกฟรี! ติดต่อไปยังโรงพยาบาลบ้านแพ้ว หรือบริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด อาคารพระมหากรุณาธิคุณ เลขที่ 98 ซอยสุขุมวิท 24 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กทม. 10110 สอบถามรายระเอียด โทร.0-2262-9454-5,0-2261-8213-7 เวลาทำการจันทร์-วันศุกร์ 08.00-17.00 น.

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 135 มีนาคม 2555 โดย วิบูลย์ สุขใจ)

ที่มาhttps://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9550000031151




 

Create Date : 26 มีนาคม 2562   
Last Update : 26 มีนาคม 2562 14:12:18 น.   
Counter : 349 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติแบ่งปันข้อคิด “ทางของชีวิต-ชีวิตมุมอื่น”



“ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติแบ่งปันข้อคิด “ทางของชีวิต-ชีวิตมุมอื่น” …วาระปัจฉิมโอวาทแก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วชิราวุธวิทยาลัย

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการบริหารจัดการทรัพย์สินวชิราวุธวิทยาลัย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ปัจฉิมโอวาทแก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง ทางของชีวิต ณ หอประชุมวชิราวุธวิทยาลัย วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการบริหารจัดการทรัพย์สินวชิราวุธวิทยาลัย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับน้องๆ ที่กำลังจะจบการศึกษาจากวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งไม่เพียงเป็นโรงเรียนที่มีเกียรติประวัติดีงามมาอย่างยาวนาน แต่ยังเป็นสถานศึกษาที่ผลิตบุคลากรคุณภาพให้ประเทศเป็นจำนวนมาก

ผมขอขอบคุณท่านผู้บังคับการสุรวุธ (กิจกุศล) ที่ให้เกียรติผมได้มีโอกาสมายืน ณ หอประชุมอันทรงเกียรติแห่งนี้ และนับเป็นความไว้วางใจและความใจกว้างอย่างยิ่งที่เปิดโอกาสให้คนนอกมากล่าวปัจฉิมโอวาทให้น้องๆ ที่นี่ อย่างไรก็ดี ผมไม่อยากเรียกว่านี่เป็นปัจฉิมโอวาทหรือข้อแนะนำ แต่เป็นมุมมองของคนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งตั้งใจแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์บนเส้นทางชีวิตมากกว่า 60 ปี ให้กับน้องๆ ทุกคนเท่านั้น

ส่วนแรก โอกาสและประสบการณ์ที่มีค่าในรั้ววชิราวุธฯ

ระหว่างที่เตรียมเนื้อหาก็มีโอกาสได้อ่านข้อมูลหลายอย่างและชื่นชมในพระวิสัยทัศน์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 เกี่ยวกับการศึกษาไทย และการวางหลักสูตรวชิราวุธฯ และเพื่อเป็นการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสะท้อนความโชคดีของน้องๆ ที่มีโอกาสเข้ามาเรียนที่นี่ ผมขอใช้โอกาสนี้ถ่ายทอดพระวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้สักเล็กน้อย ดังนี้

พระองค์ทรงมีปณิธานที่จะวางรากฐานการศึกษาและทำนุบำรุงการศึกษาให้รุ่งเรืองทันประเทศอื่น โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 ขึ้น ซึ่งกำหนดให้เด็กที่มีอายุ 7 ปีบริบูรณ์ทุกคนต้องเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนจนอายุครบ 14 ปีบริบูรณ์ โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถือว่าก้าวหน้ามากในยุคนั้น

การให้ความสำคัญของการศึกษาของพระองค์สะท้อนจากพระราชดำริ ความตอนหนึ่งว่า

“ความเจริญแห่งประเทศบ้านเมืองในสมัยต่อไปนี้ที่จะเป็นปึกแผ่นแน่นหนาได้แท้จริงก็ด้วยอาศัยศิลปวิทยาเป็นที่ตั้งหรือเป็นรากเหง้าเค้ามูล”

และทรงใช้โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยหรือโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเป็นแนวทางสำหรับทรงมีพระราชวินิจฉัยเรื่องการจัดการศึกษาของชาติต่อไป

พระองค์ทรงให้ความสำคัญไม่เฉพาะกับการเรียนตามวิชาการหลักสูตร แต่รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ และการฝึกวินัย ดังพระบรมราโชบาย ความตอนหนึ่งว่า

“… สิ่งที่ข้าต้องการในโรงเรียนมหาดเล็กหลวงคือ ให้การศึกษาเป็นเครื่องทำให้เด็กเป็นเยาวชนที่น่ารัก … คือเยาวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์ สุจริต มีอุปนิสัยใจคอดี … และเป็นพลเมืองดี ไม่ใช่ทำลายบุคลิกภาพเสียหมด โดยบรรทุกหลักสูตรและระบบการต่างๆ ลงไป”

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พระองค์ทรงปรารถนาที่จะเห็นเด็กวชิราวุธฯ มีทั้งความสามารถ (competence) และบุคลิกภาพ (character) ซึ่งถ้ามองในบริบท business school ปัจจุบัน ก็เป็น 2 เรื่องที่เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นของ leader หรือผู้นำ รวมถึงพระวิสัยทัศน์ที่เห็นถึงความสำคัญของ “การเป็นพลเมืองดี” ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมปัจจุบันต้องการ ซึ่งผมจะขยายความเรื่องนี้ต่อไปในส่วนหลัง

ผมคิดว่า เด็กวชิราวุธชีวิตเต็มไปด้วยโอกาสและประสบการณ์ที่มีคุณค่า และโชคดีที่มีโอกาสได้มาเรียนในโรงเรียนที่สร้างผู้นำเช่นนี้ จึงมีความพร้อมกว่าเด็กไทยทั่วไป กล่าวคือ นอกเหนือจากการเรียนที่ทางโรงเรียนให้การส่งเสริมจนเด็กจำนวนไม่น้อยสร้างชื่อเสียงด้านวิชาการให้โรงเรียนแล้ว ยังมีโอกาสได้พัฒนาทักษะที่สำคัญอย่างน้อย 3 เรื่อง

เรื่องแรก ทักษะสังคม กล่าวคือ การได้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะร่วมกันยาวนานตั้งแต่ประถม 4 ถึง มัธยม 6 เปรียบเสมือนการจำลองการอยู่ร่วมกันในสังคม ทุกคนล้วนต้องมีบทบาทการเป็นผู้น้อยที่สุด จนถึงผู้ใหญ่ที่สุด ภายใต้กติกาเดียวกันและระบบการดูแลพี่ดูแลน้องที่สืบทอดกันมา ย่อมต้องเรียนรู้จักนิสัยคน รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว รู้จักวางตัว มีกาลเทศะและไหวพริบ เพื่อรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ในหมู่คณะ ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้อะลุ้มอล่วยหรือโน้มมาทางเอาใจเราแต่ฝ่ายเดียวเหมือนในครอบครัว

เรื่องที่สอง การมีโอกาสค้นหาตัวเองจากกิจกรรมที่หลากหลาย ที่นี่มีกิจกรรมหลากหลายที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นในหลักสูตรโรงเรียนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาสิบกว่าชนิด วงดนตรีสิบประเภท กิจกรรมสมาคมและกิจกรรมพิเศษอีกสิบกว่าชนิด ผมเชื่อว่า น้องๆ ที่นั่งอยู่ที่นี่จำนวนไม่น้อยคงได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบหรืออาชีพที่อยากเป็นแล้ว ขณะที่บางคนอาจจะยังค้นหาตัวเองไม่พบ อย่างน้อยก็รู้ตัวว่า ตัวเลือกที่มากมายที่โรงเรียนมีให้ยังไม่โดนใจ ผมคิดว่า ก็คงเหลืออีกไม่กี่อย่างให้ไปเปิดประสบการณ์ เส้นทางการค้นหาตัวเองก็สั้นกว่าเด็กทั่วไป

เรื่องที่สาม การมีโอกาสฝึกฝนและบ่มเพาะคุณสมบัติที่จำเป็นของผู้นำที่จะต้องประกอบด้วย ทั้ง competence และ character ผ่านการทำกิจกรรมและเล่นกีฬาที่หลากหลาย เช่น กีฬารักบี้ ที่น้องๆ ทุกคนคงได้มีโอกาสได้เล่นในระดับใดระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นระดับคณะ โรงเรียน หรือประเทศ ซึ่งคล้ายๆ โรงเรียนได้อบรมหลักสูตร leadership ให้น้องๆ ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ที่เห็นภาพชัดเจนคือ

  • การรู้จักใช้ประโยชน์จากความต่างของแต่ละคน กีฬารักบี้ต้องการผู้เล่นที่มีความสามารถและสรีระในแต่ละตำแหน่งต่างกัน เช่น บางตำแหน่งต้องการคนรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแกร่ง บางตำแหน่งต้องการคนตัวเล็กแต่คล่อง บางตำแหน่งต้องการคนเตะได้ไกล เป็นต้น เหมือนการทำงานที่ทุกคนล้วนมีจุดแข็งที่เราต้องมองให้ออกและดึงจุดแข็งนั้นให้เป็นประโยชน์ต่องานมากที่สุด
  • ความสามารถในการทำงานร่วมกันและรู้จักใช้ความสามารถเฉพาะตัวให้เป็นประโยชน์กับทีม ในสนามทุกคนต้องร่วมมือกัน ทำงานเป็นทีม การรับ-ส่งลูกบอลแต่ละครั้ง ผู้เล่นย่อมต้องประเมินสถานการณ์และมองเห็นผลจากการส่งบอลในแต่ละครั้งว่าจะมีผลอย่างไร (visioning) เมื่อเห็นแล้วต้องจัดลำดับความสำคัญได้ (strategizing) รวมทั้งต้องสื่อสารให้เข้าใจกันแม้จะไม่ใช่คำพูดก็ตาม ขณะเดียวกัน เมื่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปอย่างที่คาด ผู้เล่นต้องรู้จักใช้ไหวพริบแก้ปัญหา (problem solving) พลิกสถานการณ์ให้เป็นไปตามแผนที่ต้องการ ขณะเดียวกัน ระหว่างแข่งขันที่ต่างฝ่ายมุ่งผลสัมฤทธิ์ ก็มีโอกาสปะทะกันหรือถูกยั่วยุได้ง่าย ต้องใช้ความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและผู้อื่น อดทน อดกลั้น ใช้สมาธิจดจ่อกับเกมและลูกบอลในสนาม (stay objective) แทนที่จะเสียอารมณ์กับเรื่องที่นอก focus ซึ่งจะทำให้แผนการเล่นที่วางไว้สะดุดได้

เมื่อเปรียบเทียบชีวิตของผมเองกับชีวิตเด็กวชิราวุธช่างแตกต่างกันมาก

ชีวิตผมเดินไปตามแบบแผนของสังคมและกติกาของครอบครัวที่เห็นว่าเหมาะสม มุมหนึ่งก็ทำให้รู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องปรับตัวมากนัก เป้าหมายชีวิตอยู่ที่ความภูมิใจของครอบครัว คือ เรียนเก่งเพื่อมีโอกาสเรียนต่อในระดับสูงยิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้น กว่าผมจะรู้ประสาว่าชีวิตมีมุมอื่นนอกจากการเรียนก็ตอนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว อาจจะถือว่าโชคดีอยู่บ้างที่ผมมีโอกาสเรียนรู้วิชาชีวิตในหลายด้านผ่านกิจกรรมและการทำงานทั้งที่อยู่ในและนอกขอบเขตมหาวิทยาลัย

วันนี้น้องๆ อาจเห็นภาพประโยชน์จากประสบการณ์ที่วชิราวุธฯ มอบให้ไม่ชัดเจน แต่ขอให้เข้าใจความหมายของสิ่งที่โรงเรียนพยายามปลูกฝัง ถ้าตีความได้ถูกต้อง เมื่อเจอสถานการณ์จริงในชีวิต ประสบการณ์เหล่านี้จะสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วนที่สอง ความท้าทายของโลกนอกวชิราวุธฯ

แม้เด็กวชิราวุธฯ จะโชคดีที่ผ่านการฝึกวิชาชีวิตหลากหลาย แต่ยังมีความท้าทายหลายอย่าง แต่ใช่ว่าหนทางจะดำมืด ขึ้นกับมุมมองต่อชีวิตว่าเป็นอย่างไร ซึ่งผมแบ่งปันข้อคิดและประสบการณ์สัก 3 เรื่อง

เรื่องแรก ชีวิตมีพลวัตและอาจจะไม่ราบเรียบเป็นเส้นตรง

เมื่ออายุผมเดินทางมาถึงจุดนี้ ก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า “ทางชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรง” บางอย่างก็เป็นไปตามที่เราคาดไว้ ผลก็ออกมาดี แต่หลายอย่างก็ไม่ บางอย่างก็เฉยๆ

ชีวิตบางเวลาก็ up บางเวลาก็ down ซึ่งถือเป็นความปกติธรรมดาที่เราต้องตระหนักรู้

แต่ทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาล้วนมีส่วนช่วยให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น และถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า เรามักเรียนรู้และจำอะไรได้แม่นจากสิ่งที่เราทำอะไรผิดพลาด ดังสุภาษิตโบราณที่ว่า “ผิดเป็นครู” และผมอยากจะบอกน้องๆ ว่า

ไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จแม้สักคนเดียว ที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด

แต่คนที่ชีวิตล้มเหลวจำนวนมาก เพราะกลัวพลาดจนไม่กล้าที่จะตัดสินใจทำอะไร

คำที่ผู้ใหญ่หลายท่านใช้เตือนตัวเองคือ “Failure is a part of life. If you never fail, you never learn.”

และถ้ามองชีวิตตามความเป็นจริง อย่างเข้าใจ จะเห็นว่า “ชีวิตยิ่งคิด ยิ่งน่าพิศมัย” กล่าวคือ สิ่งดีๆ หลายอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ได้เป็นสิ่งที่เราวางแผนไว้ และจะว่าไปนี่ถือเป็นเสน่ห์ของชีวิต คือ เราไม่รู้แน่ชัดหรอกว่าข้างหน้าเราจะเจอกับอะไร หรือมีอะไรรอเราอยู่

มีคนเคยถามผมว่า ได้วางแผนชีวิตไว้หรือไม่ กับการได้เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ

ผมตอบไปว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่วางแผนไว้ แต่เป็นเรื่องของโอกาสในชีวิตที่เข้ามามากกว่า

สำหรับผมแล้ว สิ่งสำคัญในชีวิตไม่ใช่ long term plan

แต่ที่อาจจะสำคัญมากกว่า คือ เราต้องเตรียมพร้อม equip พัฒนาตนเองอยู่เสมอ หมายความว่า การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดทางชีวิตเป็นสิ่งสำคัญมาก และเมื่อโอกาสในชีวิตมาถึง ก็ขึ้นกับว่าเราใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์ได้เต็มที่แค่ไหน และการจะใช้โอกาสได้อย่างเต็มที่เพียงใด ขึ้นกับว่าในช่วงที่เรารอโอกาส เราได้เตรียมพร้อม equip ความรู้ มีความกระตือรือร้น อดทน และมีความรักในสิ่งที่เราทำอยู่เพียงใด ขณะเดียวกัน เราต้องไม่กระวนกระวาย แต่ต้องไม่ละความพยายามเช่นกัน

หัวใจ คือ เราต้องทำปัจจุบันให้ดี โดยไม่ต้องกังวลกับอนาคต ใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เข้ามาในชีวิตให้ดีที่สุด รวมทั้งต้องฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอทั้งความรู้และทักษะที่จำเป็น ขณะเดียวกันต้องไม่ท้อถอยง่ายๆ

น้องๆ อาจจะมีคำถามว่า ถ้าทางชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรง ที่เราจะรู้เหตุการณ์ในอนาคต ในการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไร ควรพิจารณาจากอะไร?

ในเรื่องนี้ ผมคิดว่าเราต้องถามตัวเองว่า อะไรคือสิ่งที่เรารักเราชอบและเราทำได้ดี และฝึกฝนเรื่องนั้นให้เกิดความชำนาญ (Trust your guts and focus your core.)

พูดถึงตรงนี้ทำให้ผมนึกถึง อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิษย์เก่าในตำนานของวชิราวุธฯ อีกท่านหนึ่ง ที่ฝึกฝนเรื่องที่ตัวเองเก่งจนแตกฉานในศิลปะแทบทุกแขนง ผมเชื่อว่า ท่านไม่เคยตั้งเป้าว่าจะเป็นศิลปินแห่งชาติ แม้จะเป็นคนที่วาดรูปได้เก่งตั้งแต่ประถม และชนะแทบทุกการประกวดตั้งแต่สมัยอยู่วชิราวุธฯ ถึงกระนั้นท่านก็ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง

ลูกศิษย์ท่านเล่าว่า เวลาทำงาน อาจารย์จะจดจ่อกับการทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด เอาใจใส่ในทุกรายละเอียด ให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานงานทุกชิ้น และสอนลูกศิษย์เสมอว่า ต้องทำเยอะๆ ต้องขยัน อย่าขี้เกียจ

แน่นอนว่ายิ่งท่านทำเยอะ ยิ่งทำให้ท่านชำนาญและท้าทายให้มีความกล้าที่จะทำอะไรที่ยากขึ้น เท่ากับท่านได้ระเบิดศักยภาพที่ซ่อนอยู่อย่างไม่มีสิ้นสุด จนทุกวันนี้ ไม่ว่าใครก็ยอมรับว่า ท่านเป็นศิลปินที่ฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และฝีมือดีที่สุดในกลุ่มศิลปินร่วมสมัย

ลูกศิษย์ท่านเคยบอกว่า สูตรอัจฉริยะที่ได้จากอาจารย์จักรพันธุ์คือต้องอัจฉริเยอะ คือ ทำเยอะๆ นั่นเอง

น้องๆ ครับ ด้วยทางชีวิตไม่ได้ราบเรียบเป็นเส้นตรง ในกาลข้างหน้า ไม่ว่าน้องจะเลือกทางเดินชีวิตแบบไหน ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคในหลายๆ เรื่องที่เราไม่ได้คาดไว้ ความท้าทายคือ เราจะจัดการกับปัญหาที่ไม่ได้คาดไว้อย่างไร

นักปราชญ์หลายท่านให้ข้อคิดไว้ว่า “The art of life is improvisation.” หรือ ความสามารถที่จะด้นแก้ไขปัญหาที่เราไม่เคยพบถือเป็นศิลปะในการดำรงชีวิตที่สำคัญ แน่นอนว่า บนเส้นทางชีวิตของเราย่อมไม่มีอะไรแน่นอน การแก้ปัญหาไม่มีสูตรสำเร็จ ต้องอาศัยศิลปะพอสมควร การเตรียมพร้อมตัวเองให้รู้จักมองโลกตามความเป็นจริง ยืดหยุ่น ยอมรับกับสิ่งที่มี เรียนรู้ และปรับตัวได้ จะทำให้การใช้ชีวิตกลมกล่อมขึ้น

สิ่งที่อยากฝากไว้คือ แม้เราจะเจอเรื่องที่ไม่เคยคาดคิด “สติ” จะเป็นเครื่องช่วยให้เราหาทางผ่านพ้นปัญหาไปได้ สติจึงมีความสำคัญมากถึงขั้นบรรพบุรุษของเราสอนไว้ว่า “สติเป็นหางเสือ” ที่จำเป็นต้องฝึกไว้ให้มั่นคง

นอกจากนี้ ผมคิดว่า ทางชีวิตนอกจากไม่ได้เป็นเส้นตรงแล้วยังเป็น “สิ่งที่มีพลวัตในตัวเอง” กล่าวคือ ทางชีวิตเมื่อเราอายุ 21 กับทางชีวิตเมื่อเราอายุ 35 หรือ 43 อาจจะไม่เหมือนกัน ความคิด ความฝัน ความเชื่อ หรือความศรัทธาของเราในแต่ละช่วงอายุก็อาจจะเปลี่ยนไป ซึ่งถ้าวันข้างหน้าน้องๆ พบว่า ความฝันหรือความเชื่อที่เรามีอยู่ในวันนี้อาจไม่เหมือนกับอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า ผมก็อยากจะบอกว่า มัน ok

เช่น เมื่อไม่นานนี้ผมถูกเชิญให้ไปพูดวาระครบรอบ 45 ปี 14 ตุลา ก็ทำให้มองถึงตัวเองเมื่อสมัยปี 2516 ตอนนั้นในวัย 20-21 ปี ไม่ได้มีความรู้ กำลังหรือแม้แต่อุดมการณ์อะไร ในด้านหนึ่งก็มีความตั้งใจบริสุทธิ์ อยากเห็นบ้านเมืองก้าวหน้า แต่อีกด้านก็ naive หรือไร้เดียงสา ตอนนั้นได้แต่อ้างว่า ต้องมีรัฐธรรมนูญ ต้องมีการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่า “ถ้าได้รับรัฐธรรมนูญ ประเทศจะเป็นประชาธิปไตย แล้วปัญหาต่างๆ จะได้รับการแก้ไข” ซึ่งโลกความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น

45 ปีให้หลัง มองย้อนกลับไป รู้สึกว่าเราไร้เดียงสามาก เพราะแม้จะมีรัฐธรรมนูญแล้ว มีผู้แทน มีการเลือกตั้ง แต่ปัญหาของบ้านเมืองหลายเรื่องไม่ได้น้อยลง กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป แต่จะว่าไปความไร้เดียงสาใช่จะเลวร้าย เพราะตอนนั้นหากคิดมากไป คงไม่กล้าทำอะไร

สอง ชีวิตที่ดีขึ้นกับคุณภาพของความสัมพันธ์

บทเรียนชีวิตข้อที่สอง มองย้อนกลับไปในชีวิตที่ผ่านมา ถ้าถามผมว่า ชีวิตที่ดีขึ้นกับอะไร?

ผมคิดว่าชีวิตที่ดีขึ้นกับคุณภาพของความสัมพันธ์ ไม่ว่ากับครอบครัว เพื่อน ครู เพื่อนร่วมงาน สังคม ธรรมชาติ หรือ แม้แต่ตัวเราเอง

น้องๆ ลองย้อนนึกถึงทางชีวิตของตัวเองที่ผ่านมา อาจจะพอเห็นภาพว่า การที่เราสามารถมายืนในจุดนี้ได้ นอกจากความพยายามและความตั้งใจของเราแล้ว พ่อแม่ พี่น้อง ครู รวมทั้งเพื่อนๆ ของเรา มีส่วนมากแค่ไหนกับการเป็นไปของชีวิตเรา

ผมคิดว่า ลึกๆ พวกเราเรียนรู้และได้รับการอบรมมาว่า “ความสัมพันธ์ที่ดีมีความสำคัญ” แต่ทำไมบ่อยครั้งเรามักลืมเรื่องนี้? อาจจะเพราะด้วยความเป็นปุถุชนธรรมดา เรามักจะชอบอะไรที่ง่าย จบเร็วๆ และเสร็จไวๆ แต่ในเรื่องความสัมพันธ์ บางทีเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน ใช้เวลาและต้องการเอาใจใส่ ซึ่งไม่ใช่แค่ช่วงเริ่มต้น แต่ตลอดช่วงที่เรามีความสัมพันธ์นั้น

ผมเองยอมรับในชีวิตมีหลายเรื่องที่ผิดพลาดที่ถ้ามีโอกาสก็อยากแก้ไข หนึ่งในนั้นคือ การที่ไม่ได้ใส่ใจคนอื่นเพียงพอ ใจร้อนด่วนสรุป บทเรียนคือ “การคิดถึงใจเขาใจเรา” (empathy) ความพยายามที่จะเข้าใจผู้อื่น และสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นรากฐานสำคัญของทุกความสัมพันธ์คือ การให้เกียรติ ความอ่อนน้อมถ่อมตน (humility) จริงใจ และไม่ดูหมิ่นผู้อื่น

ประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา เคยกล่าวว่า “ความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นเป็นลักษณะนิสัยที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์พึงจะมี เพราะจะทำให้เราเห็นคุณค่าของคนอื่น”

ในที่สุดแล้ว ไม่มีใครในโลกแม้สักคนเดียวที่ควรจะถูกดูหมิ่น เพราะคนแต่ละคนมีเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน และ “โรคดูหมิ่นคนอื่น” เป็นต้นตอของปัญหาหลายเรื่องในปัจจุบัน ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดให้ข้อคิดไว้ว่า วิธีที่จะทำให้เรารู้จักนิสัยใจคอของคนคนหนึ่ง ให้ดูว่าเค้า treat คนธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีสถานะทางสังคมใด เช่น คนขับรถ ภารโรง หรือพนักงานทำความสะอาด อย่างไร

คุณบรรยง พงษ์พานิช พูดไว้อย่างลึกซึ้งทำนองเดียวกัน ในงานปัจฉิมนิเทศเมื่อปีก่อนว่า “ก่อนจบพระยาภะรตราชา ผู้บังคับการในยุคนั้น ให้โอวาทว่า “อย่าอวดดีจนกว่าจะมีดีให้อวดนะ” ไม่นานที่ผมก้าวออกจากโรงเรียนก็พบว่า “ดี” ที่ผมเคยคิดว่ามีอยู่เต็มเปี่ยมสมัยที่ยังอยู่วชิราวุธนั้น เป็น “ดี” ที่ยังไร้แก่นสาร ไม่เพียงพอที่จะนำไปอวดใครได้ในสังคมที่กว้างใหญ่ ประสบการณ์และความภูมิใจต่างๆ ที่ทุกคนได้รับจากการเป็นลูกวชิราวุธ เป็นเพียงรากฐานที่ต้องได้รับการต่อยอดให้ถูกทาง

ถ้าเราใช้มันได้ดี เราก็จะมีชีวิตที่รุ่งเรืองสวยงาม มีความสุข

แต่หากเราไม่นำไปใช้ให้คุ้มค่า มันก็อาจจะมีค่าน้อยหรือไร้ค่า หรือหากยึดติดหมกมุ่นนำไปใช้อย่างหลงทาง ก็อาจทำให้เราจมปลักไปไม่ถึงไหนได้เช่นกัน

แย่ที่สุดคือ ความคิดปิดกั้นจะทำให้เรากลายเป็น “น้ำล้นแก้ว” เจออะไรก็ดูหมิ่นว่าไม่ดีกว่าสิ่งที่ตัวเองมีและเป็นอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้เราสูญเสียโอกาสในชีวิตอย่างมหาศาล

ผมอยากจะเสริมคุณบรรยงสักเล็กน้อยว่า ชีวิตข้างหน้าไม่ว่าน้องๆ จะมีบทบาทอะไร ผมคิดว่า ‘การฟัง’ หรือ “การเป็นผู้รู้จักฟัง” เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ในชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นเหมือนประตูที่เปิดทางให้เราเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย

อีกหลักคิดที่ผมยึดและนำมาปรับใช้ในทุกความสัมพันธ์ คือ “การทำในสิ่งที่ควรทำ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ”

คนส่วนใหญ่มักให้น้ำหนักเฉพาะส่วนหลัง ก็คือ “ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ” เช่น ไม่ทำในสิ่งที่ผิด ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งถือว่า เป็นการครองตนอยู่ในกรอบที่ดีงาม แต่เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของเรื่อง

สิ่งที่สำคัญและจำเป็นไม่น้อยกว่ากันคือ “การทำในสิ่งที่ควรทำ” ซึ่งต้องอาศัย “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” (moral courage) เช่น ในหลายเรื่องที่เราเคยคิดว่าถูก ต่อมาเห็นว่าอาจจะไม่ถูกต้อง เราก็ต้องไม่ดื้อ เปลี่ยนมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง จึงจะเรียกได้ว่า “ทำในสิ่งที่ควรทำ”

นอกจากนี้ ถ้ามองให้ลึกซึ้งจะเห็นว่า เกือบจะทุกสิ่งรอบตัว ที่เราเห็นและเป็นไป ล้วนเป็นผลจากความร่วมมือของผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม และงานในชีวิตที่น้องๆ จะเจอต่อไป โดยเฉพาะการทำเรื่องยากๆ ให้สำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้อื่น (collaboration) ซึ่งผมคิดว่ารากฐานที่สำคัญที่จะทำให้การร่วมมือสำเร็จ คือ เราต้องมองผู้อื่นอย่างให้เกียรติ

ท้ายที่สุด ผมคิดว่าสำคัญมากที่เราต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีแม้กับตัวของเราเอง เราต้องมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง เชื่อในศักยภาพของการเป็นมนุษย์ คนที่ไว้ใจตนเองจะเป็นผู้ที่มีกำลังใจ มีพลังชีวิต ขณะที่คนที่ไม่เชื่อมั่นในตนเองก็มักจะโลเล อ่อนแอ ไม่มีระเบียบ และไม่สามารถทำให้ผู้อื่นไว้ใจตนได้ และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือ เราต้องเป็นมิตรกับตัวเอง เรียนรู้ที่จะให้กำลังใจตัวเองในเวลาที่เหตุการณ์ต่างๆ อาจจะไม่เป็นดังที่คาด หนึ่งในโควตที่ผมชอบและใช้ปลอบตัวเองอยู่บ้างเมื่อเจอปัญหา คือ “Everything will be okay in the end, and if it’s not okay, it’s not the end.”

เรื่องที่สาม คือ ชีวิตที่มีความหมายนำมาซึ่งความสุขและความพอใจ

บทเรียนสุดท้าย คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายจะนำความสุขและความพอใจมาให้ ซึ่งเรื่องนี้เป็น benefit of the hindsight ที่อยากเล่าสู่กันฟัง

น้องๆ เคยสังเกตตัวเองหรือไม่ว่า เช้าของบางวันเราตื่นขึ้นมาอย่างมีพลัง เพราะรู้ว่าเราต้องทำอะไร เพื่ออะไร

บางคนอาจบอกว่า เป็นตอนที่อยากสอบได้เกรดดี หรือช่วงเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น sense of purpose ระดับสนองความต้องการของตัวเอง

ขณะที่บางคนพลังนี้อาจเกิดตอนการมุ่งมั่นฝึกซ้อมกีฬาเพื่อชัยชนะของโรงเรียน ซึ่งเป็น sense of purpose ในระดับสถาบัน

การหาความหมายให้กับสิ่งที่เราทำ หรือ sense of purpose เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราพร้อมที่จะลุกขึ้นมาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ในทุกเช้าโดยไม่รู้สึกว่าเป็นการถูกบังคับ จนรู้สึกแค่อยาก “ทำให้มันเสร็จๆ” หรือ “สักแต่ว่าทำไปเช่นนั้นเอง”

สถาบันวิจัยความสุขแห่งโคเปนเฮเกน (Happiness Research Institute) ได้ทำสำรวจคนทำงานชาวเดนมาร์ก 2,600 คน จากงานทุกรูปแบบ เพื่อดูว่าความสุขหรือความพึงพอใจในการทำงานของแต่ละคนมาจากไหน พบว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้คนมีความสุขกับการทำงานก็คือ ‘เป้าหมาย’

นักจิตวิทยาอธิบายว่า ‘เป้าหมาย’ ของชีวิตเราจะประณีตขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น เช่น เมื่อถึงวัยกลางคน เราจะสนใจสร้างครอบครัว ซื้อบ้าน หรือสะสมเงินทองน้อยลง เพราะเรามีสิ่งเหล่านี้มากพอสมควรแล้ว

แต่สิ่งที่เราสนใจมากขึ้นก็คือ สิ่งที่เราทำนั้นมันมี ‘ความหมาย’ กับชีวิตจริงหรือเปล่า

“การหาความหมายให้สิ่งที่เราทำ” จะทำให้เราเกิดพลังทุ่มเทแรงกาย แรงใจ พยายามทำสิ่งนั้นๆ จนสำเร็จ ถึงแม้ว่าระหว่างทางจะเจอปัญหาหรืออุปสรรค เราก็กล้าที่จะลอง กล้าที่จะล้ม และกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำจนสำเร็จในที่สุด หรือสิ่งที่ท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ใช้คำว่า “ใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก ซื่อสัตย์ และรักในสิ่งที่ตัวเองทำ”

และมีความสำคัญที่ต้องมีการพัฒนา sense of purpose ให้เติบโตตามวัย เพื่อให้น้องๆ มีความมุ่งมั่นที่จะนำศักยภาพไปใช้ประโยชน์ในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น กล่าวคือ เมื่อเป็นผู้ใหญ่ย่อมต้องขยาย purpose สู่ระดับองค์กร สังคมหรือประเทศ และอาจกว้างไกลถึงระดับโลก

น้องๆ ครับ ผมอยากจะชวนให้พวกเราตั้งคำถามกับตัวเองว่า

“ชีวิตมีจุดหมายอย่างไร และตนควรดำเนินชีวิตอย่างไร ถึงจะสามารถพอใจได้ว่า ชีวิตของเรามีอะไรถูกต้องที่พอจะชื่นใจหรือพอใจ ว่าตนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย”

ท่านอาจารย์พุทธทาสใช้คำว่า “พอใจจนถึงขนาดที่จะสามารถยกมือไหว้ตัวเองได้”

เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะนอกจากปัจจัยสี่ เงินทอง ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ที่สุดของชีวิตแล้วมนุษย์ยังต้องการความสุขความพอใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจในส่วนลึก ความอิ่มอกอิ่มใจหรือความพอใจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างเป็นปกติ

ความสำคัญของการที่ต้องมี sense of purpose ที่กว้างไกลกว่าเรื่องของ “ตัวเรา” สะท้อนสิ่งที่โรงเรียนวชิราวุธ ปลูกฝังการเป็นพลเมืองที่ดี และดังที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่น้องๆ ที่นี่เมื่อเร็วๆ นี้ว่า “ขออย่างหนึ่งให้ลูกๆ คิดถึงส่วนรวม อย่าคิดเฉพาะส่วนตน”

ปัญหาหลายอย่างที่โลกกำลังเผชิญในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำแบบสุดโต่ง ปัญหาโลกร้อน อากาศเสีย การทิ้งขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลลงสู่ทะเล ที่ถือว่าเป็น “tragedy of commons” หรือ “โศกนาฏกรรมร่วมของมนุษยชาติ” รวมถึงปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศในหลายจุดทั่วโลก หรือล่าสุดกรณีฮาคีม (อัลอาไรบี) นักฟุตบอลชาวบาห์เรน ที่กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตาดู ก็ยิ่งทำให้เห็นความสำคัญของการที่จะต้องตีความ sense of purpose ให้กว้างขึ้นกว่าตัวเรา พวกเรา หรือประเทศของเรา
ปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขได้ก็ต่อเมื่อเรามองปัญหาในฐานะที่เป็น “พลเมืองของโลก” บทบาทของนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียต่อการช่วยเหลือฮาคีม แม้ฮาคีมไม่ได้เป็นคนออสเตรเลียโดยกำเนิดก็ตาม ก็เป็นตัวอย่างของพลเมืองโลกที่ดีที่โลกต้องการ

ท้ายที่สุดนี้ ผมนึกถึงที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยพูดไว้อย่างลึกซึ้งและน่าสนใจว่า

“The true value of a human being is determined primarily by the measure and the sense in which he has attained liberation from the self.”

คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์วัดได้จากความสามารถที่ก้าวข้ามหรือมีอิสระจากการคิดถึงตัวเอง

ขอบคุณ และขอเป็นกำลังใจให้ครับ




 

Create Date : 02 มีนาคม 2562   
Last Update : 2 มีนาคม 2562 14:24:09 น.   
Counter : 93 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” หลักการทรงงานเพื่อความยั่งยืน





“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” หลักการทรงงานเพื่อความยั่งยืน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีพระประสงค์เห็นประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จนก่อให้เกิดโครงการพระราชดำริน้อยใหญ่มากมายกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ อันนำมาซึ่งประโยชน์ ความสุข และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

ในการดำเนินงานโครงการต่างๆ ให้ประสบผลสำเร็จ พระองค์ทรงยึดหลักผลประโยชน์ของปวงชนและการพัฒนาคนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานแบบบูรณาการและกระบวนการคิดบนรากฐานของ “การเข้าใจมนุษย์” ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมจากความเข้าใจ และศึกษาผู้คนด้วยการสังเกต (Design Thinking) ซึ่งในปัจจุบันเป็นแนวทางที่นานาชาติต่างยอมรับและใช้แก้ไขปัญหาตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคลไปจนถึงปัญหาใหญ่ระดับมหภาค

หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” คือ การเรียนรู้กระบวนการคิดบนรากฐานของการเข้าใจมนุษย์ การเข้าถึงข้อมูลเพื่อให้การสร้างสรรค์นั้นตอบสนองความต้องการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และการพัฒนาด้วยความรู้และภูมิปัญญาที่ไม่จำกัดอยู่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง ตลอดจนการทดลองและปรับปรุงจนได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่รู้จบ

“เข้าใจ” คือ  เข้าใจความต้องการของชุมชนและบริบทท้องถิ่น เข้าใจความเป็นไปทั้งหมดของปัญหาอย่างลึกซึ้งและรอบด้าน เข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจผู้คนในหลากหลายปัญหา ทั้งทางด้านกายภาพด้านจารีตประเพณีและวัฒนธรรม

“เข้าถึง” คือ เมื่อเข้าใจแล้วก็ต้องเข้าถึง เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ เข้าถึงพื้นที่และออกไปสัมผัสถึงกับสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการจริงๆ เข้าถึงความจริง ไม่ใช่การรู้แต่เพียงผิวเผิน เข้าถึงความรู้สึกนึกคิดในความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งตัวของเราเองด้วย

“พัฒนา” คือ นำสิ่งที่ประชาชนต้องการไปเติมเต็มให้เขาสามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และต้องอยู่บนรากฐานของความเข้าใจและเข้าถึงดังที่กล่าวมาข้างต้น

หลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนานั้น ทรงใช้กับทั้ง คน วัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และ วัฒนธรรม มีความลุ่มลึกและมีโครงการพระราชดำริหรืองานอื่นที่ทรงทำเป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจน





นอกจากนี้ พระองค์ยังใช้หลักการทรงงาน 23 ข้อ ในการดำเนินงานใดๆ ให้ประสบผลสำเร็จและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ปวงชนชาวไทย ได้แก่

1. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ - ทั้งข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง

2. ระเบิดจากข้างใน - สร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน

3. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก - มองปัญหาในภาพรวม แต่เริ่มแก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้าม

4. ทำตามลำดับขั้น - การพัฒนาให้เริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข เมื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว จึงค่อยพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสิ่งจำเป็นสำหรับประกอบอาชีพ

5. ภูมิสังคม - การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึงภูมิประเทศของบริเวณนั้น เช่น ดิน, น้ำ, ป่า, เขา ฯลฯ และสังคมวิทยา เช่น นิสัยใจคอของผู้คน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

6. องค์รวม - คิดอย่างองค์รวม หรือมองอย่างครบวงจร มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง

7. ไม่ติดตำรา - การทำงานมีลักษณะที่อนุโลม รอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สภาพสังคม จิตวิทยาของชุมชน ไม่ผูกมัดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย

8. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด - แก้ไขปัญหาด้วยความประหยัด เรียบง่าย ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ

9. ทำให้ง่าย - ทำสิ่งยากให้กลายเป็นง่าย อธิบายที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย

10. การมีส่วนร่วม - เปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความต้องการของสาธารณชน

11. ประโยชน์ส่วนรวม - การให้เพื่อส่วนรวมนั้น ไม่ได้ให้เพื่อส่วนรวมอย่างเดียว แต่เป็นการให้เพื่อตนเอง สามารถมีส่วนรวมหรือสังคมที่จะอาศัยอยู่ได้

12. บริการที่จุดเดียว - ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้นแบบการบริหารรวมที่จุดเดียว เพื่อให้ประชาชนที่มาใช้บริการ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานส่วนราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการ ณ ที่แห่งเดียว

13. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ - หากต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ปัญหาป่าเสื่อมโทรม พระราชทานพระราชดำริการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก (ต้นไม้) ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ

14. ใช้อธรรมปราบอธรรม - นำกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักและแนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสียโดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ

15. ปลูกป่าในใจคน - การที่จะพื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนมา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้คนรักป่าเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง

16. ขาดทุนคือกำไร - การเสียคือการให้ หลักการคือ "การให้" และ "การเสียสละ" เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือ ความอยู่ดีมีสุขของราษฎร

17. การพึ่งตนเอง - การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ประชาชนแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ และขั้นต่อไปก็คือ พัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ในที่สุด

18. พออยู่พอกิน - ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีความยากลำบากให้สามารถอยู่ได้อย่าง "พออยู่พอกิน" เสียก่อนแล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่ก้าวหน้าต่อไป

19. เศรษฐกิจพอเพียง - เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความเข็มแข็งหรือภูมิคุ้มกันทุกด้านซึ่งจะสามารถอยู่ได้อย่างสมดุล ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

20. ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน - ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธ์ใจ

21. ทำงานอย่างมีความสุข - ทำงานโดยคำนึงถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น

22. ความเพียร –  เมื่อมีความเพียรพยายามที่จะทำการใดๆ แล้ว แม้ในระยะแรกจะเจอปัญหาหรืออุปสรรค แต่สุดท้ายแล้วความมุ่งมั่นตั้งใจก็จะทำให้การงานใดๆ ประสบความสำเร็จ ดังเช่น พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ที่พระองค์เองก็ได้ใช้ความเพียรในการคิดประดิษฐ์ รังสรรค์เรื่องราวและวิธีการนำเสนอให้ประชาชนสามารถอ่านและทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “ความเพียร” ได้โดยง่าย

23. รู้-รัก-สามัคคี - รู้ คือ การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา รัก คือ เมื่อเรารู้ครบด้วยกระบวนการแล้ว จะต้องเห็นคุณค่า เกิดศรัทธา เกิดความรักที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ปัญหานั้นๆ และสามัคคี คือ เมื่อถึงขั้นลงมือปฏิบัติต้องคำนึงเสมอว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน สามัคคีกันเป็นหมู่คณะ จึงจะเกิดพลังในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงด้วย

หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นหลักการแก้ปัญหาที่ควรแก่การยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อให้สามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกลำดับขั้นของการแก้ปัญหาได้ตั้งแต่ในระดับครัวเรือน ชุมชน จนไปถึงระดับสังคมโดยรวม ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวทันโลกในยุค Thailand 4.0

ที่มา https://www.manpattanalibrary.com/newsdetail.php?id=106




 

Create Date : 31 มกราคม 2562   
Last Update : 31 มกราคม 2562 22:11:14 น.   
Counter : 84 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

จัดงานศพ ให้ “ตัวเอง” ก็ได้  ง่ายๆ แค่ 5 ขั้นตอน



จัดงานศพ ให้ “ตัวเอง” ก็ได้  ง่ายๆ แค่ 5 ขั้นตอน

หลายคนเชื่อว่าการ จัดงานศพ ให้กับคนที่รักนั้น ยิ่งเป็นบุคคลที่เคารพรักมากเท่าไร ก็ควรจัดงานให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติมากขึ้นเท่านั้น จนบางครั้งอาจต้องแลกด้วยเงินที่ เก็บสะสมมาทั้งชีวิต หรืออาจต้องกู้หนี้ยืมสินจนหนี้ท่วมหัวก็เป็นได้

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่อยากให้ภาวะนี้เกิดขึ้นกับลูกหลานหรือคนที่คุณรักแล้วละก็  Secret ขอเสนอวิธีเตรียม จัดงานศพ ให้ตัวเองไว้ล่วงหน้าดีกว่า  รับรองว่าทำได้ง่าย ๆ  ไม่ยุ่งยากและไม่สร้างความลำบากให้คนที่คุณรักในภายหลังอย่างแน่นอน

ขั้นที่ 1  เตรียมใจคนในครอบครัวให้พร้อมรับความตาย (ของคุณ)

เริ่มจากคุยถึงเจตนารมณ์ของคุณให้คนในครอบครัวรับทราบไว้แต่เนิ่น ๆ  แน่นอนว่า  ในช่วงแรก ๆ พวกเขาอาจปฏิเสธที่จะรับฟังเพราะทำใจไม่ได้และ (หลง) คิดว่ายังเหลือเวลาอีกนาน  แม้ความจริงทุกคนจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้  ไม่มีใครรู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไร  ดังนั้นการพูดคุยกันให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของคุณอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น  จะช่วยให้เกิดความเข้าใจ  ยอมรับ  และยินดีทำตามที่คุณต้องการในที่สุด  ทั้งยังเป็นการย้ำเตือนหลักมรณานุสติได้เป็นอย่างดีว่า  “ความตายเป็นเรื่องธรรมดา  เป็นสัจธรรมความจริงของชีวิตที่ไม่มีใครหนีพ้น”

ขั้นที่ 2    วาดฝันความตายในแบบที่คุณปรารถนา

เราไม่ได้ต้องการให้คุณหมายมั่นว่าจะต้องตายท่านั้นหรืออยากตายในสภาพแบบนี้  เพราะคงไม่มีใครลิขิตได้  แต่สิ่งที่คุณสามารถวางแผนไว้ล่วงหน้าได้คือ  สิ่งที่คุณอยากให้เกิดขึ้นในงานศพของตัวเอง  เช่น  คุณอาจอยากให้แขกที่มาร่วมงานศพใส่ชุดสีชมพูเพราะไม่อยากให้การจากไปของคุณเป็นเรื่องเศร้าน่าหดหู่  หรือคุณอาจบอกให้คนที่คุณรักสวมชุดนอนตัวโปรดหรือกางเกงยีนตัวเก่งให้ในวันรดน้ำศพ  หรือไม่ก็เปิดเพลงที่คุณชอบให้ผู้มาร่วมงานฟังก่อนที่พระสงฆ์จะสวดอภิธรรม  เป็นต้น


ขั้นที่ 3  เตรียมงบให้พร้อม

คุณควรแจกแจงรายละเอียดของเงินเก็บและสินทรัพย์ทั้งหมดของคุณรวมทั้งเขียนจดหมายรับรองการเป็นผู้จัดการ

ทรัพย์สินทั้งหมดให้คนที่คุณรักเอาไว้ด้วย เพราะเขาจะได้นำเงินเหล่านั้นไปจัดการทุกสิ่งตามความปรารถนาของคุณ ซึ่งแน่นอนว่าคุณควรมีเงินเก็บเพียงพอที่จะให้คนข้างหลังจัดงานศพได้ตามที่คุณต้องการ

เงินฝากประจำกับธนาคาร……….จำนวน……บาท

เงินฝากออมทรัพย์กับธนาคาร……….จำนวน……บาท

เงินประกันสังคมจำนวน……บาท

เงินประกันชีวิตจำนวน……บาท

รวมเป็นยอดเงินเก็บทั้งสิ้น……บาท


ขั้นที่ 4  ระบุรายละเอียดที่จำเป็น

คุณควรอธิบายรายละเอียดของการจัดงานในแบบที่ต้องการเอาไว้ด้วย  พร้อมแจกแจงวิธีการดำเนินงาน  รวมถึงรายชื่อของคนที่ต้องการเชิญมาร่วมงาน  สถานที่จัดงาน  และอื่น ๆ ที่คุณหารายละเอียดไว้ล่วงหน้าแล้ว  เช่น

วัดที่ต้องการให้ใช้เป็นสถานที่จัดงาน

จำนวนวันในการสวดอภิธรรม (มีตั้งแต่ 3 วัน  5 วัน  ไปจนถึง 7 วัน)

ชื่อผู้ที่จะช่วยดำเนินการจัดงานพร้อมเบอร์โทรศัพท์

ยอดค่าใช้จ่ายที่ต้องการให้ถวายวัด(วัดขนาดเล็กมีค่าใช้จ่ายประมาณ 9,000 – 35,000 บาท  วัดขนาดกลางค่าใช้จ่ายประมาณ 24,000 - 63,000 บาท  และวัดขนาดใหญ่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000 –70,000 บาทขึ้นไป)

ประเภทของโลงศพ (หีบศพธรรมดาหรือหีบศพที่ประดับอย่างสวยงาม)สถานที่ติดต่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์

รูปที่ใช้ในงานศพ (อาจอัดรูปใส่กรอบวางไว้ในลิ้นชักหัวนอนเผื่อฉุกเฉินก็ได้ไม่ว่ากัน!)

ชุดโปรดที่อยากให้ใส่

เก็บศพเอาไว้หรือให้เผาได้เลย

รายชื่อของแขกคนสำคัญที่อยากให้เชิญชวนมาร่วมงานพร้อมเบอร์โทรศัพท์

ของว่างที่จะนำมาบริการผู้มาร่วมงาน(ชื่อร้านขนมเจ้าโปรดพร้อมเบอร์โทรศัพท์)

ของชำร่วยงานศพ (หนังสือเล่มโปรดเช่น  พระพุทธเจ้าห้าพระองค์  จำนวน……เล่ม รวมเป็นเงิน…..บาท)

สถานที่ที่อยากให้ลอยอังคาร(โปรยเถ้ากระดูก)

รวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณ……บาท

ขั้นที่5 ทางเลือกเพื่อการจากลาอย่างแฮ็ปปี้เอนดิ้ง

สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ได้แก่  การควบคุมค่าใช้จ่ายให้เพียงพอกับยอดเงินเก็บของคุณเพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต  และในกรณีที่มีเงินเหลืออยู่  คุณอาจระบุลงไปว่าอยากให้นำเงินไปทำบุญที่ไหน  หรือมีความประสงค์ที่จะแบ่งปันเงินส่วนนี้ให้ใครบ้าง  ในกรณีที่เงินเก็บอาจมีไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย  ก็ควรระบุสิ่งที่สามารถตัดหรือลดทอนลงได้เป็นทางเลือกไว้ด้วย  เช่น  ลดของชำร่วยให้ราคาน้อยลง  หรือลดจำนวนวันจัดงาน เป็นต้น

การเตรียมงานศพให้ตัวเองนี้ นอกจากจะช่วยคลายความกังวลลงได้แล้ว ยังเป็นการฝึกมรณานุสติและฝึกการใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแบบง่าย ๆ ที่ได้ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและคนที่เรารักด้วย…ว่าไหมคะ

เรื่อง ชลธิชา แสงใสแก้ว

ที่มา : นิตยสาร Secret ปี 2557 ฉบับที่ 143 (10 มิ.ย. 57) หน้า 68-69

คอลัมน์ : life management

https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/secret-trick/49208.html?fbclid=IwAR2lBMtu_GEJYVYPLBg3qdNxuqYouRomCOr2TxuwIEYfKojSfitt_gPJFw0

Secret คือแรงบันดาลใจ
สั่งซื้อนิตยสารหรือสมัครสมาชิก Secret ได้ที่ 0-2423-9889
ทาง Naiin.com : https://www.naiin.com/magazines/title/SC/


บทความน่าสนใจ

ไขข้อคาใจ คนท้องไปงานศพ ได้หรือไม่ ?

Q: ดิฉันบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่แล้ว จะแจ้งให้ญาติไม่ต้องจัดงานศพเมื่อเสียชีวิตและถวายสังฆทานเพียง 1 ชุดได้หรือไม่

คัมภีร์พระมาลัย คัมภีร์แห่งมิตรภาพและการสานสัมพันธ์ไทย-วาติกัน

“ของขวัญ” ที่มอบให้ตนเองใน “วันตาย”

มอง ความตาย ใน 3 ศาสนา




 

Create Date : 11 มกราคม 2562   
Last Update : 11 มกราคม 2562 15:15:52 น.   
Counter : 96 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 760 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]