Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” หลักการทรงงานเพื่อความยั่งยืน





“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” หลักการทรงงานเพื่อความยั่งยืน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีพระประสงค์เห็นประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จนก่อให้เกิดโครงการพระราชดำริน้อยใหญ่มากมายกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ อันนำมาซึ่งประโยชน์ ความสุข และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

ในการดำเนินงานโครงการต่างๆ ให้ประสบผลสำเร็จ พระองค์ทรงยึดหลักผลประโยชน์ของปวงชนและการพัฒนาคนเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานแบบบูรณาการและกระบวนการคิดบนรากฐานของ “การเข้าใจมนุษย์” ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมจากความเข้าใจ และศึกษาผู้คนด้วยการสังเกต (Design Thinking) ซึ่งในปัจจุบันเป็นแนวทางที่นานาชาติต่างยอมรับและใช้แก้ไขปัญหาตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคลไปจนถึงปัญหาใหญ่ระดับมหภาค

หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” คือ การเรียนรู้กระบวนการคิดบนรากฐานของการเข้าใจมนุษย์ การเข้าถึงข้อมูลเพื่อให้การสร้างสรรค์นั้นตอบสนองความต้องการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และการพัฒนาด้วยความรู้และภูมิปัญญาที่ไม่จำกัดอยู่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง ตลอดจนการทดลองและปรับปรุงจนได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่รู้จบ

“เข้าใจ” คือ  เข้าใจความต้องการของชุมชนและบริบทท้องถิ่น เข้าใจความเป็นไปทั้งหมดของปัญหาอย่างลึกซึ้งและรอบด้าน เข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจผู้คนในหลากหลายปัญหา ทั้งทางด้านกายภาพด้านจารีตประเพณีและวัฒนธรรม

“เข้าถึง” คือ เมื่อเข้าใจแล้วก็ต้องเข้าถึง เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ เข้าถึงพื้นที่และออกไปสัมผัสถึงกับสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการจริงๆ เข้าถึงความจริง ไม่ใช่การรู้แต่เพียงผิวเผิน เข้าถึงความรู้สึกนึกคิดในความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งตัวของเราเองด้วย

“พัฒนา” คือ นำสิ่งที่ประชาชนต้องการไปเติมเต็มให้เขาสามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และต้องอยู่บนรากฐานของความเข้าใจและเข้าถึงดังที่กล่าวมาข้างต้น

หลักการทรงงาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนานั้น ทรงใช้กับทั้ง คน วัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และ วัฒนธรรม มีความลุ่มลึกและมีโครงการพระราชดำริหรืองานอื่นที่ทรงทำเป็นตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจน





นอกจากนี้ พระองค์ยังใช้หลักการทรงงาน 23 ข้อ ในการดำเนินงานใดๆ ให้ประสบผลสำเร็จและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ปวงชนชาวไทย ได้แก่

1. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ - ทั้งข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง

2. ระเบิดจากข้างใน - สร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน

3. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก - มองปัญหาในภาพรวม แต่เริ่มแก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้าม

4. ทำตามลำดับขั้น - การพัฒนาให้เริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข เมื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว จึงค่อยพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสิ่งจำเป็นสำหรับประกอบอาชีพ

5. ภูมิสังคม - การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึงภูมิประเทศของบริเวณนั้น เช่น ดิน, น้ำ, ป่า, เขา ฯลฯ และสังคมวิทยา เช่น นิสัยใจคอของผู้คน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น

6. องค์รวม - คิดอย่างองค์รวม หรือมองอย่างครบวงจร มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง

7. ไม่ติดตำรา - การทำงานมีลักษณะที่อนุโลม รอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สภาพสังคม จิตวิทยาของชุมชน ไม่ผูกมัดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย

8. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด - แก้ไขปัญหาด้วยความประหยัด เรียบง่าย ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ

9. ทำให้ง่าย - ทำสิ่งยากให้กลายเป็นง่าย อธิบายที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย

10. การมีส่วนร่วม - เปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความต้องการของสาธารณชน

11. ประโยชน์ส่วนรวม - การให้เพื่อส่วนรวมนั้น ไม่ได้ให้เพื่อส่วนรวมอย่างเดียว แต่เป็นการให้เพื่อตนเอง สามารถมีส่วนรวมหรือสังคมที่จะอาศัยอยู่ได้

12. บริการที่จุดเดียว - ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้นแบบการบริหารรวมที่จุดเดียว เพื่อให้ประชาชนที่มาใช้บริการ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานส่วนราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการ ณ ที่แห่งเดียว

13. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ - หากต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ปัญหาป่าเสื่อมโทรม พระราชทานพระราชดำริการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก (ต้นไม้) ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ

14. ใช้อธรรมปราบอธรรม - นำกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักและแนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสียโดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ

15. ปลูกป่าในใจคน - การที่จะพื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนมา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้คนรักป่าเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง

16. ขาดทุนคือกำไร - การเสียคือการให้ หลักการคือ "การให้" และ "การเสียสละ" เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือ ความอยู่ดีมีสุขของราษฎร

17. การพึ่งตนเอง - การแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ประชาชนแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ และขั้นต่อไปก็คือ พัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ในที่สุด

18. พออยู่พอกิน - ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีความยากลำบากให้สามารถอยู่ได้อย่าง "พออยู่พอกิน" เสียก่อนแล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่ก้าวหน้าต่อไป

19. เศรษฐกิจพอเพียง - เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความเข็มแข็งหรือภูมิคุ้มกันทุกด้านซึ่งจะสามารถอยู่ได้อย่างสมดุล ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

20. ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน - ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธ์ใจ

21. ทำงานอย่างมีความสุข - ทำงานโดยคำนึงถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น

22. ความเพียร –  เมื่อมีความเพียรพยายามที่จะทำการใดๆ แล้ว แม้ในระยะแรกจะเจอปัญหาหรืออุปสรรค แต่สุดท้ายแล้วความมุ่งมั่นตั้งใจก็จะทำให้การงานใดๆ ประสบความสำเร็จ ดังเช่น พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ที่พระองค์เองก็ได้ใช้ความเพียรในการคิดประดิษฐ์ รังสรรค์เรื่องราวและวิธีการนำเสนอให้ประชาชนสามารถอ่านและทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “ความเพียร” ได้โดยง่าย

23. รู้-รัก-สามัคคี - รู้ คือ การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา รัก คือ เมื่อเรารู้ครบด้วยกระบวนการแล้ว จะต้องเห็นคุณค่า เกิดศรัทธา เกิดความรักที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ปัญหานั้นๆ และสามัคคี คือ เมื่อถึงขั้นลงมือปฏิบัติต้องคำนึงเสมอว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน สามัคคีกันเป็นหมู่คณะ จึงจะเกิดพลังในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงด้วย

หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นหลักการแก้ปัญหาที่ควรแก่การยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อให้สามารถนำมาปรับใช้ได้ในทุกลำดับขั้นของการแก้ปัญหาได้ตั้งแต่ในระดับครัวเรือน ชุมชน จนไปถึงระดับสังคมโดยรวม ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวทันโลกในยุค Thailand 4.0

ที่มา https://www.manpattanalibrary.com/newsdetail.php?id=106




 

Create Date : 31 มกราคม 2562   
Last Update : 31 มกราคม 2562 22:11:14 น.   
Counter : 52 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

จัดงานศพ ให้ “ตัวเอง” ก็ได้  ง่ายๆ แค่ 5 ขั้นตอน



จัดงานศพ ให้ “ตัวเอง” ก็ได้  ง่ายๆ แค่ 5 ขั้นตอน

หลายคนเชื่อว่าการ จัดงานศพ ให้กับคนที่รักนั้น ยิ่งเป็นบุคคลที่เคารพรักมากเท่าไร ก็ควรจัดงานให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติมากขึ้นเท่านั้น จนบางครั้งอาจต้องแลกด้วยเงินที่ เก็บสะสมมาทั้งชีวิต หรืออาจต้องกู้หนี้ยืมสินจนหนี้ท่วมหัวก็เป็นได้

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่อยากให้ภาวะนี้เกิดขึ้นกับลูกหลานหรือคนที่คุณรักแล้วละก็  Secret ขอเสนอวิธีเตรียม จัดงานศพ ให้ตัวเองไว้ล่วงหน้าดีกว่า  รับรองว่าทำได้ง่าย ๆ  ไม่ยุ่งยากและไม่สร้างความลำบากให้คนที่คุณรักในภายหลังอย่างแน่นอน

ขั้นที่ 1  เตรียมใจคนในครอบครัวให้พร้อมรับความตาย (ของคุณ)

เริ่มจากคุยถึงเจตนารมณ์ของคุณให้คนในครอบครัวรับทราบไว้แต่เนิ่น ๆ  แน่นอนว่า  ในช่วงแรก ๆ พวกเขาอาจปฏิเสธที่จะรับฟังเพราะทำใจไม่ได้และ (หลง) คิดว่ายังเหลือเวลาอีกนาน  แม้ความจริงทุกคนจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้  ไม่มีใครรู้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไร  ดังนั้นการพูดคุยกันให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของคุณอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้น  จะช่วยให้เกิดความเข้าใจ  ยอมรับ  และยินดีทำตามที่คุณต้องการในที่สุด  ทั้งยังเป็นการย้ำเตือนหลักมรณานุสติได้เป็นอย่างดีว่า  “ความตายเป็นเรื่องธรรมดา  เป็นสัจธรรมความจริงของชีวิตที่ไม่มีใครหนีพ้น”

ขั้นที่ 2    วาดฝันความตายในแบบที่คุณปรารถนา

เราไม่ได้ต้องการให้คุณหมายมั่นว่าจะต้องตายท่านั้นหรืออยากตายในสภาพแบบนี้  เพราะคงไม่มีใครลิขิตได้  แต่สิ่งที่คุณสามารถวางแผนไว้ล่วงหน้าได้คือ  สิ่งที่คุณอยากให้เกิดขึ้นในงานศพของตัวเอง  เช่น  คุณอาจอยากให้แขกที่มาร่วมงานศพใส่ชุดสีชมพูเพราะไม่อยากให้การจากไปของคุณเป็นเรื่องเศร้าน่าหดหู่  หรือคุณอาจบอกให้คนที่คุณรักสวมชุดนอนตัวโปรดหรือกางเกงยีนตัวเก่งให้ในวันรดน้ำศพ  หรือไม่ก็เปิดเพลงที่คุณชอบให้ผู้มาร่วมงานฟังก่อนที่พระสงฆ์จะสวดอภิธรรม  เป็นต้น


ขั้นที่ 3  เตรียมงบให้พร้อม

คุณควรแจกแจงรายละเอียดของเงินเก็บและสินทรัพย์ทั้งหมดของคุณรวมทั้งเขียนจดหมายรับรองการเป็นผู้จัดการ

ทรัพย์สินทั้งหมดให้คนที่คุณรักเอาไว้ด้วย เพราะเขาจะได้นำเงินเหล่านั้นไปจัดการทุกสิ่งตามความปรารถนาของคุณ ซึ่งแน่นอนว่าคุณควรมีเงินเก็บเพียงพอที่จะให้คนข้างหลังจัดงานศพได้ตามที่คุณต้องการ

เงินฝากประจำกับธนาคาร……….จำนวน……บาท

เงินฝากออมทรัพย์กับธนาคาร……….จำนวน……บาท

เงินประกันสังคมจำนวน……บาท

เงินประกันชีวิตจำนวน……บาท

รวมเป็นยอดเงินเก็บทั้งสิ้น……บาท


ขั้นที่ 4  ระบุรายละเอียดที่จำเป็น

คุณควรอธิบายรายละเอียดของการจัดงานในแบบที่ต้องการเอาไว้ด้วย  พร้อมแจกแจงวิธีการดำเนินงาน  รวมถึงรายชื่อของคนที่ต้องการเชิญมาร่วมงาน  สถานที่จัดงาน  และอื่น ๆ ที่คุณหารายละเอียดไว้ล่วงหน้าแล้ว  เช่น

วัดที่ต้องการให้ใช้เป็นสถานที่จัดงาน

จำนวนวันในการสวดอภิธรรม (มีตั้งแต่ 3 วัน  5 วัน  ไปจนถึง 7 วัน)

ชื่อผู้ที่จะช่วยดำเนินการจัดงานพร้อมเบอร์โทรศัพท์

ยอดค่าใช้จ่ายที่ต้องการให้ถวายวัด(วัดขนาดเล็กมีค่าใช้จ่ายประมาณ 9,000 – 35,000 บาท  วัดขนาดกลางค่าใช้จ่ายประมาณ 24,000 - 63,000 บาท  และวัดขนาดใหญ่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000 –70,000 บาทขึ้นไป)

ประเภทของโลงศพ (หีบศพธรรมดาหรือหีบศพที่ประดับอย่างสวยงาม)สถานที่ติดต่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์

รูปที่ใช้ในงานศพ (อาจอัดรูปใส่กรอบวางไว้ในลิ้นชักหัวนอนเผื่อฉุกเฉินก็ได้ไม่ว่ากัน!)

ชุดโปรดที่อยากให้ใส่

เก็บศพเอาไว้หรือให้เผาได้เลย

รายชื่อของแขกคนสำคัญที่อยากให้เชิญชวนมาร่วมงานพร้อมเบอร์โทรศัพท์

ของว่างที่จะนำมาบริการผู้มาร่วมงาน(ชื่อร้านขนมเจ้าโปรดพร้อมเบอร์โทรศัพท์)

ของชำร่วยงานศพ (หนังสือเล่มโปรดเช่น  พระพุทธเจ้าห้าพระองค์  จำนวน……เล่ม รวมเป็นเงิน…..บาท)

สถานที่ที่อยากให้ลอยอังคาร(โปรยเถ้ากระดูก)

รวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณ……บาท

ขั้นที่5 ทางเลือกเพื่อการจากลาอย่างแฮ็ปปี้เอนดิ้ง

สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ได้แก่  การควบคุมค่าใช้จ่ายให้เพียงพอกับยอดเงินเก็บของคุณเพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต  และในกรณีที่มีเงินเหลืออยู่  คุณอาจระบุลงไปว่าอยากให้นำเงินไปทำบุญที่ไหน  หรือมีความประสงค์ที่จะแบ่งปันเงินส่วนนี้ให้ใครบ้าง  ในกรณีที่เงินเก็บอาจมีไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย  ก็ควรระบุสิ่งที่สามารถตัดหรือลดทอนลงได้เป็นทางเลือกไว้ด้วย  เช่น  ลดของชำร่วยให้ราคาน้อยลง  หรือลดจำนวนวันจัดงาน เป็นต้น

การเตรียมงานศพให้ตัวเองนี้ นอกจากจะช่วยคลายความกังวลลงได้แล้ว ยังเป็นการฝึกมรณานุสติและฝึกการใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแบบง่าย ๆ ที่ได้ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและคนที่เรารักด้วย…ว่าไหมคะ

เรื่อง ชลธิชา แสงใสแก้ว

ที่มา : นิตยสาร Secret ปี 2557 ฉบับที่ 143 (10 มิ.ย. 57) หน้า 68-69

คอลัมน์ : life management

https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/secret-trick/49208.html?fbclid=IwAR2lBMtu_GEJYVYPLBg3qdNxuqYouRomCOr2TxuwIEYfKojSfitt_gPJFw0

Secret คือแรงบันดาลใจ
สั่งซื้อนิตยสารหรือสมัครสมาชิก Secret ได้ที่ 0-2423-9889
ทาง Naiin.com : https://www.naiin.com/magazines/title/SC/


บทความน่าสนใจ

ไขข้อคาใจ คนท้องไปงานศพ ได้หรือไม่ ?

Q: ดิฉันบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่แล้ว จะแจ้งให้ญาติไม่ต้องจัดงานศพเมื่อเสียชีวิตและถวายสังฆทานเพียง 1 ชุดได้หรือไม่

คัมภีร์พระมาลัย คัมภีร์แห่งมิตรภาพและการสานสัมพันธ์ไทย-วาติกัน

“ของขวัญ” ที่มอบให้ตนเองใน “วันตาย”

มอง ความตาย ใน 3 ศาสนา




 

Create Date : 11 มกราคม 2562   
Last Update : 11 มกราคม 2562 15:15:52 น.   
Counter : 82 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

พรที่หวังผลได้ ก็คือพรที่เรามอบให้แก่ตัวเอง (ว.วชิรเมธี)




พรที่หวังผลได้ ก็คือพรที่เรามอบให้แก่ตัวเอง (ว.วชิรเมธี)
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
31 ธันวาคม 2018 เวลา 09:09 น.https://www.facebook.com/v.vajiramedhi/posts/10155829657660877





 

Create Date : 02 มกราคม 2562   
Last Update : 2 มกราคม 2562 15:52:34 น.   
Counter : 119 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

แพทยสมาคม ประกาศรายชื่อ แพทย์ในดวงใจ ของประชาชนในจังหวัดนั้น



ประกาศผล รายชื่อแพทย์ในดวงใจ 77 จังหวัด
FB@Doctor in My Heart
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=488210661707743&id=427478371114306




แพทย์ในดวงใจสำหรับชาวกำแพงเพชร ได้แก่ .. นายแพทย์ วิริยะ กัลปพฤกษ์ ศัลยแพทย์โรงพยาบาลกำแพงเพชร



*********************************************************



แพทยสมาคม ขอเชิญประชาชนทั่วประเทศ ร่วมเสนอชื่อ แพทย์ในดวงใจ ของท่านได้ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม2561 นี้ ผ่าน 4 ช่องทาง
1. ดาวน์โหลดแอ๊พ Doctor in My Heart ทาง Google Play (เฉพาะmobile phone ระบบ android) หรือ search คำว่า แพทย์ในดวงใจ หรือ แพทยสมาคม ในการค้นหาแอ๊พ
2. โหวตได้ที่ https://goo.gl/VPSF6   (โหวตไม่จำกัดจำนวนครั้ง)
3. ส่งไปรษณียบัตรกรอกข้อความตามหัวข้อในรูป
4. Scan QR Code ในรูปโปสเตอร์ เพื่อกรอกแบบฟอร์มทาง E-Vote

****************************************

บ่ายนี้มีคำตอบ |16พ.ย.61 OnAir โหวตหมอที่คุณชอบ ครั้งแรกในไทย โหวตได้ 77 จังหวัด สร้างกำลังใจให้หมอไทย กับ ศาสตราจารย์ ดร.นพ.ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ศาสตราจารย์ นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ประธานฝ่ายกิจกรรมพิเศษ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
https://youtu.be/whNEENqLWUw




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2561   
Last Update : 15 มกราคม 2562 17:31:56 น.   
Counter : 137 Pageviews.  

มรณานุสติ พี่แซม(รศ.นพ.ศุภชัย ฐิติอาชากุล) .. เขียนโดย อ.ก้อง (ผศ.นพ.ภัทรวิน ภัทรนิธิมา)



ความงดงาม ใน ความเศร้า ..

มรณานุสติ สำหรับพวกเราที่ยังอยู่ ... คิดกันไว้หรือยัง เมื่อถึงวันที่เราจากไป อยากให้คนที่ยังอยู่ พูดถึงเราแบบไหน ?


***************************

บทความดีๆ จาก อ.ก้อง (ผศ.นพ.ภัทรวิน ภัทรนิธิมา) เขียนถึง รศ.นพ.ศุภชัย ฐิติอาชากุล
ได้ข้อคิดดีๆจากการเรียนหมอ อยากให้น้องหมอๆได้อ่าน_____

“หมอจำไว้นะ หมอราวด์กับผม ผมจะถามหมอไปเรื่อยๆ ถามไปเรื่อยๆ จนกว่าหมอจะตอบไม่ได้”
.
“ถ้าหมออยากนอนสบาย ไว้รอหมออายุเท่าผมก่อน ตอนนี้หมอเป็น นศพ. หมอต้องอ่านหนังสือให้มากๆ”
.
“ถ้าหมอจะดูแต่เคสของตัวเอง หมอไปยืนรอหน้าห้องคนไข้ของตัวเองเลย ไม่ต้องมาเดินราวด์ด้วยให้เสียเวลาหมอหรอก”
.
เสียงอาจารย์ที่พูดอย่างดุดันในกลางวงราวด์ตอนเช้าที่วอร์ดปัญจาฯ ๑ สมัยเป็น นศพ. ปี ๔ ยังคงดังแจ่มชัดจนถึงปัจจุบัน
.
วันที่ฟังวันนั้นรู้สึกว่าอาจารย์ดุมาก และกลัวมาก
แต่พอวันเวลาผ่านไปถึงได้มาเห็นว่า
ลึกๆ แล้วคำพูดของอาจารย์แต่ละคำเต็มไปด้วยแง่คิด และความหวังดีต่อลูกศิษย์เสมอ
.
อาจารย์เพิ่งบอกเหตุผลเมื่อไม่กี่ปีมานี้เองหลังจากที่กลับมาเป็นทำงานที่นี่
.
“เราจะเติมความรู้ให้ นศพ. ทุกคนเท่าๆ กันไม่ได้
เพราะ นศพ. แต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ไม่เท่ากัน
แต่ในฐานะอาจารย์ เราต้องผลักดัน นศพ. ของเราทุกคนให้พัฒนาขึ้นไปอีกเท่าที่เราจะทำได้
คนที่รู้มากแล้ว แม้ว่าเกินระดับของตัวเองไปแล้วก็จริง เราก็ไม่ควรหยุดแค่นั้น
ถ้าเขายังพัฒนาต่อไปได้อีก เราต้องผลักดันเขาขึ้นไปอีก”
.
ถึงตอนนี้คำพูดนี้ยังคงทันสมัยอยู่ และเป็นหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่พยายามนำมาปรับใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
.
สมัยปี ๔ รุ่นพี่หลายๆ คนบอกเป็นเสียงเดียวกันก่อนเข้าชั่วโมงเรียนเลคเชอร์กับอาจารย์ว่า
น้องเข้าไปเก็บเกี่ยวความรู้ในชั่วโมงของอาจารย์ให้ดี
อาจารย์สอนดี และกระจ่างมากๆ ขอให้น้องตั้งใจให้ดี
ไม่ผิดกับคำพูดที่พี่ๆ คุยไว้
การเรียนอายุรศาสตร์ที่หลายคนบอกว่ามันไม่ชัดเจน และเข้าใจได้ยาก
แต่อาจารย์ทำให้ชัดเจนได้ อาจารย์ทำให้คำนวณได้
อาจารย์ทำให้เรื่องสารน้ำที่เป็นเรื่องกึ่งนามธรรมให้เป็นรูปธรรมให้ นศพ . สามารถจับต้องได้
การที่จะบอกว่าการสอนของอาจารย์เป็นเลคเชอร์หนึ่งที่ดีที่สุดที่เคยฟังมาในชีวิตก็ไม่น่าจะเกินจริงเลย
.
ยังจำวันที่เข้าชั่วโมงเรียนที่ปรึกษาคนไข้โรคไตสมัยเป็นปี ๖ ได้
คนที่เคยเข้าชั่วโมงปรึกษาโรคไตนี้จะรู้ว่าบรรยากาศวังเวงมาก
ต่างคนต่างก้มหน้า
ไม่ใช่เป็นเพราะไม่สนใจเรียน หรือไม่อยากรู้
แต่เป็นเพราะคำถามแต่ละคำถามของอาจารย์นั้นยากที่จะตอบ
วันนั้นอาจารย์ได้ถามคำถามกับน้อง นศพ. ปี ๕ และน้องตอบไม่ได้
อาจารย์จึงบอกให้เลือกพี่ปี ๖ มาคนหนึ่ง ให้ตอบคำถามนี้
ด้วยเหตุผลใดก็ไม่อาจทราบได้
น้องชี้มาทางนี้
สีหน้า นศพ. ปี ๖ คนอื่นดูผ่อนคลายที่น้องไม่ได้ชี้ไปทางตนเอง
คงจะยกเว้นอยู่แค่คนที่โดนชี้คนเดียว
อย่างไรก็ตามด้วยความโชคดีที่รู้เรื่องนั้นอยู่บ้าง จึงพอเอาตัวรอดไปได้
แม้วันนั้นอาจารย์จะไม่ได้ชมออกมาเป็นคำพูด
แต่ก็อาจารย์ก็มีรอยยิ้มให้หลังจากที่ได้ยินคำตอบ
จำได้ว่าวันนั้นดีใจ และภูมิใจมาก
ที่สามารถตอบคำถามของอาจารย์ได้
.
ตอนเป็นแพทย์ใช้ทุนได้มีโอกาสราวด์กับอาจารย์
ได้เห็นว่าถึงแม้อาจารย์จะยุ่งมาก
แต่อาจารย์ก็สละเวลามาสอนทำหัตถการพื้นฐานทางไตด้วยตนเอง
จนกระทั่งพี่หลายคนมาทักว่าน้องมีบุญมากนะถึงได้อาจารย์มาสอนเอง
ได้เห็นอาจารย์สั่งการรักษาด้วยการกรองพลาสมาแบบสองชั้นเป็นครั้งแรก
ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทยในเวลานั้น
.
วันหนึ่งอาจารย์ได้ฝากพี่แพทย์ประจำบ้านท่านหนึ่งมาถามว่า
สนใจเรียนต่อด้านโรคไตหรือไม่ ถ้าสนใจให้แวะมาคุยกับอาจารย์
จึงมีโอกาสได้ไปปรึกษาอาจารย์ และอาจารย์ก็ได้ให้คำแนะนำเป็นอย่างดี
พอเสร็จแล้วจึงขอบพระคุณอาจารย์ที่ให้โอกาสในการเรียนต่อ
อาจารย์กลับปฏิเสธพร้อมยิ้มๆ และบอกว่า
“อย่าคิดว่าผมให้โอกาส โอกาสที่ได้มานั้นเราได้มาเพราะเราทำตัวดี เราจึงมีโอกาสนั้น”
.
ระหว่างไปเรียนต่อนี้อาจารย์ก็ได้ทำงานเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล
แม้จะไม่ได้กลับมาที่นี่ แต่ในช่วงมหาอุทกภัยอันหนักหน่วงของประเทศ
ก็ได้ข่าวการปฏิบัติงานอย่างหนัก และการตัดสินใจอันเฉียบขาดของอาจารย์อยู่อย่างไม่ขาดสาย
นอกจากนี้อาจารย์ยังพัฒนาโรงพยาบาลในอีกหลายด้าน
หลังจากเรียนจบกลับมาจึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนหลายอย่างของโรงพยาบาล
.
ยิ่งพอได้มาทำงานโรคไตกับอาจารย์ ยิ่งได้เห็นชัดว่า
อาจารย์เป็นหมอที่ดูแลคนไข้ด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง คนไข้รักอาจารย์มากทุกคน
อาจารย์เป็นคนที่มีความรู้กว้างไกล ไม่ใช่แต่เพียงโรคไตเท่านั้น
เรื่องสิทธิการรักษาต่างๆ อาจารย์ก็ทราบเป็นอย่างดี เรื่องนี้แพทย์ประจำบ้านที่ได้ราวด์กับอาจารย์น่าจะรู้ซึ้งเป็นอย่างดี
อาจารย์รู้เรื่องการพัฒนาและการจัดการศูนย์ไตเทียมอย่างทะลุปรุโปร่ง
ศูนย์ไตเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นผลงานอีกชิ้นของอาจารย์ที่อาจารย์ได้สร้างและฝากไว้ให้พัฒนาต่อ
ระหว่างพัฒนาก็มีหลายปัญหาที่เราช่วยกันคิดแก้ปัญหาบางอย่างคิดกันหลายคนเป็นสัปดาห์ก็ยังหาทางออกไม่ได้
แต่อาจารย์กลับทำได้ในชั่วเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น และวางแผนอนาคตต่อในระดับที่ยากที่ใครจะคาดการณ์ได้
การพัฒนาคน และการพัฒนาองค์กรอาจารย์ก็รู้เป็นอย่างดี
อาจารย์และเจ้าหน้าที่หลายท่านเอ่ยปากชมเรื่องเทคนิคและฝีมือการบริหารงานของอาจารย์ให้ได้ยินอยู่เสมอๆ
ฟังกี่ทีก็สัมผัสได้ว่าเป็นคำพูดที่ชื่นชมออกมาจากใจจริง
บางครั้งถึงกับน้ำตาซึมทั้งคนเล่าคนฟังเลยทีเดียว
.
ระหว่างที่ทำงานด้วยกันนี้เห็นได้ชัดว่าอาจารย์ทำงานอย่างหนัก แต่ไม่มีสีหน้าหรือท่าทีจะหมดแรงเลยแม้แต่น้อย
บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอาจารย์ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ทำมาแบบนี้เป็นสิบๆ ปี โดยไม่เหน็ดเหนี่อย
จนบางทีก็อดอายอาจารย์ไม่ได้ที่จะบ่นเหนื่อยทั้งที่เพิ่งทำงานมาเพียงไม่กี่ปี
.
อาจารย์รู้จักคนมากมาย ทุกระดับ ไม่เว้นแม่แต่แม่บ้าน ช่าง ไล่ไปจนถึงอธิการบดีอาจารย์ก็รู้จักเป็นอย่างดี
และที่สำคัญอาจารย์เป็นที่รักและเคารพของคนที่ทำงานร่วมกับอาจารย์ทั้งสิ้น
เห็นได้ชัดในวันที่อาจารย์เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
แทบทุกครั้งที่ไปเยี่ยมอาจารย์จะต้องเจอกับคิวของคนที่มาเข้าคิวเยี่ยมอาจารย์อยู่เสมอๆ
สีหน้าทุกคนที่รอเยี่ยมนั้นเต็มไปด้วยความเต็มใจ แม้จะต้องรอกันนานแค่ไหนก็ตาม
และกลับออกมาด้วยสีหน้าที่ปลื้มปริ่ม เพราะอาจารย์ทักทายกับทุกคนอย่างเป็นกันเอง
หลายครั้งแทนที่คนเยี่ยมจะได้ให้กำลังใจอาจารย์ แต่กลายเป็นอาจารย์กลับให้กำลังใจคนไปเยี่ยมแทน
ทั้งที่อาจารย์ป่วยอาจารย์ก็ยังเป็นห่วงทุกคน
ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมอาจารย์ด้วยความเป็นห่วง กลับได้คำพูดมาว่าช่วงนี้คงเหนื่อยหน่อยนะ ถ้าไหวเมื่อไหร่จะรีบกลับไปช่วย
และอาจารย์ยังคงทำงานเท่าที่จะสามารถทำได้อยู่ตลอดระหว่างที่ป่วย
.
วันที่อาจารย์มีอาการป่วยนั้นอาจารย์ก็เป็นคนแรกที่พูดว่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง
ทั้งที่ผลการตรวจทั้งหลายในเวลานั้นยังไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งด้วยซ้ำ
พยายามคิดปลอบใจตัวเองอยู่หลายครั้งว่าขอให้ครั้งนี้อาจารย์วินิจฉัยผิด
แต่จนแล้วจนรอดอาจารย์ก็ยังวินิจฉัยได้แม่นยำอยู่เสมอแม้แต่ในเรื่องการเจ็บป่วยของตัวเอง
ตอนนั้นก็ได้แต่หวังว่าอาจารย์อาจจะเป็นคนที่รักษาแล้วหายขาดก็ได้
แม้ท้ายที่สุดจะเห็นได้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
.
ช่วงก่อนที่จะมาเรียนต่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมอาจารย์หลายครั้ง
แม้ว่าอาจารย์จะรู้สึกอ่อนเพลียจากอาการเจ็บป่วยแต่อาจารย์ก็พยายามลุกขึ้นมาคุยด้วยทุกครั้ง
การไปเยี่ยมด้วยความเป็นห่วงอาจารย์ อยากให้อาจารย์ได้พักผ่อน
ทุกครั้งกลับกลายเป็นว่าอาจารย์ลุกขึ้นมาให้คำแนะนำเรื่องการเรียนและการทำงานในอนาคตแทน
จนอดคิดไม่ได้ว่าการไปเยี่ยมจะทำให้อาจารย์เหนื่อยกว่าเดิมหรือเปล่า
.
๑ วันก่อนออกเดินทางมาเรียนต่อต่างประเทศได้ไปเยี่ยมอาจารย์อีกครั้ง
ความรู้สึกลึกๆ ครั้งนี้มันไม่เหมือนทุกครั้งที่มาเยี่ยม
มันสังหรณ์ใจเหมือนกับว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกับอาจารย์
อาจารย์บอกให้กลับบ้านไปเตรียมตัวเดินทางแต่ก็ยังลังเลที่จะเดินออกจากห้องพักอาจารย์
ไหว้ลาอาจารย์แล้วก็ไม่อยากออกจากห้อง ไหว้แล้วไว้อีก ไหว้ไปสามครั้งกว่าจะได้ออกจากห้องพักอาจารย์จริงๆ
พอออกมาแล้วมันใจหายอย่างบอกไม่ถูก
.
วันที่ได้ทราบข่าวอาจารย์ใจนึงก็ใจหาย
แต่ใจนึงก็โล่งใจเพราะรู้ว่าอาจารย์จะไม่ต้องทนทรมานจากโรคอีก
ยิ่งได้เห็นข้อความและรูปที่หลายคนเขียนถึงอาจารย์ก็ยิ่งซาบซึ้ง
จนภาพในอดีตหลายๆ ภาพมันกลับขึ้นมาในใจ
.
ภาพวันแรกที่อาจารย์เลคเชอร์ตอนเป็น นศพ. ปี ๔ ที่ห้องเลคเชอร์สถานคลินิก
ภาพรอยยิ้มของอาจารย์ตอนที่ตอบคำถามอาจารย์ได้ตอน นศพ. ปี ๖ ที่ห้องเลคเชอร์เล็กสถานคลินิก
ภาพวันที่อาจารย์มาสอนทำหัตถการตอนแพทย์ใช้ทุนที่หอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม
ภาพวันที่เข้าไปปรึกษาอาจารย์เรื่องจะเรียนต่อโรคไตตอนแพทย์ใช้ทุนปี ๒ ที่ห้องผู้ป่วยนอกอายุกรรม
ภาพวันที่เข้าประชุมกับอาจารย์ตอนสร้างศูนย์ไตเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ ที่ชั้น ๗ โรงพยาบาลฯ
ภาพวันที่อาจารย์เดินมาทักในโรงพยาบาล พร้อมรอยยิ้มและคำพูดให้กำลังใจ “เหนื่อยหน่อยนะ” “ไหวไหม” ฯลฯ
ภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของอาจารย์เวลาไปเยี่ยมอาจารย์ที่หอผู้ป่วย
.
อย่างน้อยเราก็โชคดีที่ได้ทำงานกับ
อาจารย์ผู้ที่ประทับใจมาตั้งแต่ นศพ. ปี ๔
อาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนต่อโรคไต
อาจารย์ผู้หยิบยื่นโอกาสในการเรียนต่อให้ด้วยตัวเอง
อาจารย์ผู้ให้โอกาสในการทำงานอย่างเชื่อใจแบบที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้รับมาก่อน
อาจารย์ผู้ให้ความรู้และให้คำแนะนำต่างๆ ตั้งแต่พบกันครั้งแรก และให้มาตลอด ๑๖ ปีจนถึงครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน
อาจารย์ผู้ที่เป็นยิ่งกว่าอาจารย์อย่างแท้จริง
.
โอกาสนี้ขออารธนาคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลพิภพ และคุณธรรมความดีที่อาจารย์ได้สร้างมาตลอดชีวิต
ได้โปรดดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของอาจารย์ไปสู่สุคติในสัมปรายภพที่ดีด้วยเทอญ
.
ผศ.นพ.ภัทรวิน ภัทรนิธิมา
๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๑
นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา



ภาพโดยพี่หลิน ในงานรดน้ำดำหัวของไตเทียมเนืองในประเพณีสงกรานต์ ปี ๒๕๕๘ ณ ศูนย์ไตเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ

*************************

สู่ สุคติ นะครับ พี่แซม(รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ศุภชัย ฐิติอาชากุล) พชม 24

ความงดงาม ใน ความเศร้า ..
มรณานุสติ สำหรับพวกเราที่ยังอยู่ ... คิดกันไว้หรือยัง เมื่อถึงวันที่เราจากไป อยากให้คนที่ยังอยู่ พูดถึงเราแบบไหน ?




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2561   
Last Update : 22 สิงหาคม 2561 21:44:55 น.   
Counter : 688 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 756 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]