Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

แพทยสมาคม ขอเชิญประชาชนทั่วประเทศ ร่วมเสนอชื่อ แพทย์ในดวงใจ ของท่าน (ถึง 31ธค.61 นี้)





แพทยสมาคม ขอเชิญประชาชนทั่วประเทศ ร่วมเสนอชื่อ แพทย์ในดวงใจ ของท่านได้ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม2561 นี้ ผ่าน 4 ช่องทาง
1. ดาวน์โหลดแอ๊พ Doctor in My Heart ทาง Google Play (เฉพาะmobile phone ระบบ android) หรือ search คำว่า แพทย์ในดวงใจ หรือ แพทยสมาคม ในการค้นหาแอ๊พ
2. โหวตได้ที่ https://goo.gl/VPSF6   (โหวตไม่จำกัดจำนวนครั้ง)
3. ส่งไปรษณียบัตรกรอกข้อความตามหัวข้อในรูป
4. Scan QR Code ในรูปโปสเตอร์ เพื่อกรอกแบบฟอร์มทาง E-Vote

****************************************

บ่ายนี้มีคำตอบ |16พ.ย.61 OnAir โหวตหมอที่คุณชอบ ครั้งแรกในไทย โหวตได้ 77 จังหวัด สร้างกำลังใจให้หมอไทย กับ ศาสตราจารย์ ดร.นพ.ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ศาสตราจารย์ นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ประธานฝ่ายกิจกรรมพิเศษ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
https://youtu.be/whNEENqLWUw




 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2561   
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2561 13:07:46 น.   
Counter : 56 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

มรณานุสติ พี่แซม(รศ.นพ.ศุภชัย ฐิติอาชากุล) .. เขียนโดย อ.ก้อง (ผศ.นพ.ภัทรวิน ภัทรนิธิมา)



ความงดงาม ใน ความเศร้า ..

มรณานุสติ สำหรับพวกเราที่ยังอยู่ ... คิดกันไว้หรือยัง เมื่อถึงวันที่เราจากไป อยากให้คนที่ยังอยู่ พูดถึงเราแบบไหน ?


***************************

บทความดีๆ จาก อ.ก้อง (ผศ.นพ.ภัทรวิน ภัทรนิธิมา) เขียนถึง รศ.นพ.ศุภชัย ฐิติอาชากุล
ได้ข้อคิดดีๆจากการเรียนหมอ อยากให้น้องหมอๆได้อ่าน_____

“หมอจำไว้นะ หมอราวด์กับผม ผมจะถามหมอไปเรื่อยๆ ถามไปเรื่อยๆ จนกว่าหมอจะตอบไม่ได้”
.
“ถ้าหมออยากนอนสบาย ไว้รอหมออายุเท่าผมก่อน ตอนนี้หมอเป็น นศพ. หมอต้องอ่านหนังสือให้มากๆ”
.
“ถ้าหมอจะดูแต่เคสของตัวเอง หมอไปยืนรอหน้าห้องคนไข้ของตัวเองเลย ไม่ต้องมาเดินราวด์ด้วยให้เสียเวลาหมอหรอก”
.
เสียงอาจารย์ที่พูดอย่างดุดันในกลางวงราวด์ตอนเช้าที่วอร์ดปัญจาฯ ๑ สมัยเป็น นศพ. ปี ๔ ยังคงดังแจ่มชัดจนถึงปัจจุบัน
.
วันที่ฟังวันนั้นรู้สึกว่าอาจารย์ดุมาก และกลัวมาก
แต่พอวันเวลาผ่านไปถึงได้มาเห็นว่า
ลึกๆ แล้วคำพูดของอาจารย์แต่ละคำเต็มไปด้วยแง่คิด และความหวังดีต่อลูกศิษย์เสมอ
.
อาจารย์เพิ่งบอกเหตุผลเมื่อไม่กี่ปีมานี้เองหลังจากที่กลับมาเป็นทำงานที่นี่
.
“เราจะเติมความรู้ให้ นศพ. ทุกคนเท่าๆ กันไม่ได้
เพราะ นศพ. แต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ไม่เท่ากัน
แต่ในฐานะอาจารย์ เราต้องผลักดัน นศพ. ของเราทุกคนให้พัฒนาขึ้นไปอีกเท่าที่เราจะทำได้
คนที่รู้มากแล้ว แม้ว่าเกินระดับของตัวเองไปแล้วก็จริง เราก็ไม่ควรหยุดแค่นั้น
ถ้าเขายังพัฒนาต่อไปได้อีก เราต้องผลักดันเขาขึ้นไปอีก”
.
ถึงตอนนี้คำพูดนี้ยังคงทันสมัยอยู่ และเป็นหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่พยายามนำมาปรับใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
.
สมัยปี ๔ รุ่นพี่หลายๆ คนบอกเป็นเสียงเดียวกันก่อนเข้าชั่วโมงเรียนเลคเชอร์กับอาจารย์ว่า
น้องเข้าไปเก็บเกี่ยวความรู้ในชั่วโมงของอาจารย์ให้ดี
อาจารย์สอนดี และกระจ่างมากๆ ขอให้น้องตั้งใจให้ดี
ไม่ผิดกับคำพูดที่พี่ๆ คุยไว้
การเรียนอายุรศาสตร์ที่หลายคนบอกว่ามันไม่ชัดเจน และเข้าใจได้ยาก
แต่อาจารย์ทำให้ชัดเจนได้ อาจารย์ทำให้คำนวณได้
อาจารย์ทำให้เรื่องสารน้ำที่เป็นเรื่องกึ่งนามธรรมให้เป็นรูปธรรมให้ นศพ . สามารถจับต้องได้
การที่จะบอกว่าการสอนของอาจารย์เป็นเลคเชอร์หนึ่งที่ดีที่สุดที่เคยฟังมาในชีวิตก็ไม่น่าจะเกินจริงเลย
.
ยังจำวันที่เข้าชั่วโมงเรียนที่ปรึกษาคนไข้โรคไตสมัยเป็นปี ๖ ได้
คนที่เคยเข้าชั่วโมงปรึกษาโรคไตนี้จะรู้ว่าบรรยากาศวังเวงมาก
ต่างคนต่างก้มหน้า
ไม่ใช่เป็นเพราะไม่สนใจเรียน หรือไม่อยากรู้
แต่เป็นเพราะคำถามแต่ละคำถามของอาจารย์นั้นยากที่จะตอบ
วันนั้นอาจารย์ได้ถามคำถามกับน้อง นศพ. ปี ๕ และน้องตอบไม่ได้
อาจารย์จึงบอกให้เลือกพี่ปี ๖ มาคนหนึ่ง ให้ตอบคำถามนี้
ด้วยเหตุผลใดก็ไม่อาจทราบได้
น้องชี้มาทางนี้
สีหน้า นศพ. ปี ๖ คนอื่นดูผ่อนคลายที่น้องไม่ได้ชี้ไปทางตนเอง
คงจะยกเว้นอยู่แค่คนที่โดนชี้คนเดียว
อย่างไรก็ตามด้วยความโชคดีที่รู้เรื่องนั้นอยู่บ้าง จึงพอเอาตัวรอดไปได้
แม้วันนั้นอาจารย์จะไม่ได้ชมออกมาเป็นคำพูด
แต่ก็อาจารย์ก็มีรอยยิ้มให้หลังจากที่ได้ยินคำตอบ
จำได้ว่าวันนั้นดีใจ และภูมิใจมาก
ที่สามารถตอบคำถามของอาจารย์ได้
.
ตอนเป็นแพทย์ใช้ทุนได้มีโอกาสราวด์กับอาจารย์
ได้เห็นว่าถึงแม้อาจารย์จะยุ่งมาก
แต่อาจารย์ก็สละเวลามาสอนทำหัตถการพื้นฐานทางไตด้วยตนเอง
จนกระทั่งพี่หลายคนมาทักว่าน้องมีบุญมากนะถึงได้อาจารย์มาสอนเอง
ได้เห็นอาจารย์สั่งการรักษาด้วยการกรองพลาสมาแบบสองชั้นเป็นครั้งแรก
ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทยในเวลานั้น
.
วันหนึ่งอาจารย์ได้ฝากพี่แพทย์ประจำบ้านท่านหนึ่งมาถามว่า
สนใจเรียนต่อด้านโรคไตหรือไม่ ถ้าสนใจให้แวะมาคุยกับอาจารย์
จึงมีโอกาสได้ไปปรึกษาอาจารย์ และอาจารย์ก็ได้ให้คำแนะนำเป็นอย่างดี
พอเสร็จแล้วจึงขอบพระคุณอาจารย์ที่ให้โอกาสในการเรียนต่อ
อาจารย์กลับปฏิเสธพร้อมยิ้มๆ และบอกว่า
“อย่าคิดว่าผมให้โอกาส โอกาสที่ได้มานั้นเราได้มาเพราะเราทำตัวดี เราจึงมีโอกาสนั้น”
.
ระหว่างไปเรียนต่อนี้อาจารย์ก็ได้ทำงานเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล
แม้จะไม่ได้กลับมาที่นี่ แต่ในช่วงมหาอุทกภัยอันหนักหน่วงของประเทศ
ก็ได้ข่าวการปฏิบัติงานอย่างหนัก และการตัดสินใจอันเฉียบขาดของอาจารย์อยู่อย่างไม่ขาดสาย
นอกจากนี้อาจารย์ยังพัฒนาโรงพยาบาลในอีกหลายด้าน
หลังจากเรียนจบกลับมาจึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนหลายอย่างของโรงพยาบาล
.
ยิ่งพอได้มาทำงานโรคไตกับอาจารย์ ยิ่งได้เห็นชัดว่า
อาจารย์เป็นหมอที่ดูแลคนไข้ด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง คนไข้รักอาจารย์มากทุกคน
อาจารย์เป็นคนที่มีความรู้กว้างไกล ไม่ใช่แต่เพียงโรคไตเท่านั้น
เรื่องสิทธิการรักษาต่างๆ อาจารย์ก็ทราบเป็นอย่างดี เรื่องนี้แพทย์ประจำบ้านที่ได้ราวด์กับอาจารย์น่าจะรู้ซึ้งเป็นอย่างดี
อาจารย์รู้เรื่องการพัฒนาและการจัดการศูนย์ไตเทียมอย่างทะลุปรุโปร่ง
ศูนย์ไตเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นผลงานอีกชิ้นของอาจารย์ที่อาจารย์ได้สร้างและฝากไว้ให้พัฒนาต่อ
ระหว่างพัฒนาก็มีหลายปัญหาที่เราช่วยกันคิดแก้ปัญหาบางอย่างคิดกันหลายคนเป็นสัปดาห์ก็ยังหาทางออกไม่ได้
แต่อาจารย์กลับทำได้ในชั่วเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น และวางแผนอนาคตต่อในระดับที่ยากที่ใครจะคาดการณ์ได้
การพัฒนาคน และการพัฒนาองค์กรอาจารย์ก็รู้เป็นอย่างดี
อาจารย์และเจ้าหน้าที่หลายท่านเอ่ยปากชมเรื่องเทคนิคและฝีมือการบริหารงานของอาจารย์ให้ได้ยินอยู่เสมอๆ
ฟังกี่ทีก็สัมผัสได้ว่าเป็นคำพูดที่ชื่นชมออกมาจากใจจริง
บางครั้งถึงกับน้ำตาซึมทั้งคนเล่าคนฟังเลยทีเดียว
.
ระหว่างที่ทำงานด้วยกันนี้เห็นได้ชัดว่าอาจารย์ทำงานอย่างหนัก แต่ไม่มีสีหน้าหรือท่าทีจะหมดแรงเลยแม้แต่น้อย
บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอาจารย์ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ทำมาแบบนี้เป็นสิบๆ ปี โดยไม่เหน็ดเหนี่อย
จนบางทีก็อดอายอาจารย์ไม่ได้ที่จะบ่นเหนื่อยทั้งที่เพิ่งทำงานมาเพียงไม่กี่ปี
.
อาจารย์รู้จักคนมากมาย ทุกระดับ ไม่เว้นแม่แต่แม่บ้าน ช่าง ไล่ไปจนถึงอธิการบดีอาจารย์ก็รู้จักเป็นอย่างดี
และที่สำคัญอาจารย์เป็นที่รักและเคารพของคนที่ทำงานร่วมกับอาจารย์ทั้งสิ้น
เห็นได้ชัดในวันที่อาจารย์เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
แทบทุกครั้งที่ไปเยี่ยมอาจารย์จะต้องเจอกับคิวของคนที่มาเข้าคิวเยี่ยมอาจารย์อยู่เสมอๆ
สีหน้าทุกคนที่รอเยี่ยมนั้นเต็มไปด้วยความเต็มใจ แม้จะต้องรอกันนานแค่ไหนก็ตาม
และกลับออกมาด้วยสีหน้าที่ปลื้มปริ่ม เพราะอาจารย์ทักทายกับทุกคนอย่างเป็นกันเอง
หลายครั้งแทนที่คนเยี่ยมจะได้ให้กำลังใจอาจารย์ แต่กลายเป็นอาจารย์กลับให้กำลังใจคนไปเยี่ยมแทน
ทั้งที่อาจารย์ป่วยอาจารย์ก็ยังเป็นห่วงทุกคน
ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมอาจารย์ด้วยความเป็นห่วง กลับได้คำพูดมาว่าช่วงนี้คงเหนื่อยหน่อยนะ ถ้าไหวเมื่อไหร่จะรีบกลับไปช่วย
และอาจารย์ยังคงทำงานเท่าที่จะสามารถทำได้อยู่ตลอดระหว่างที่ป่วย
.
วันที่อาจารย์มีอาการป่วยนั้นอาจารย์ก็เป็นคนแรกที่พูดว่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง
ทั้งที่ผลการตรวจทั้งหลายในเวลานั้นยังไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งด้วยซ้ำ
พยายามคิดปลอบใจตัวเองอยู่หลายครั้งว่าขอให้ครั้งนี้อาจารย์วินิจฉัยผิด
แต่จนแล้วจนรอดอาจารย์ก็ยังวินิจฉัยได้แม่นยำอยู่เสมอแม้แต่ในเรื่องการเจ็บป่วยของตัวเอง
ตอนนั้นก็ได้แต่หวังว่าอาจารย์อาจจะเป็นคนที่รักษาแล้วหายขาดก็ได้
แม้ท้ายที่สุดจะเห็นได้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
.
ช่วงก่อนที่จะมาเรียนต่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมอาจารย์หลายครั้ง
แม้ว่าอาจารย์จะรู้สึกอ่อนเพลียจากอาการเจ็บป่วยแต่อาจารย์ก็พยายามลุกขึ้นมาคุยด้วยทุกครั้ง
การไปเยี่ยมด้วยความเป็นห่วงอาจารย์ อยากให้อาจารย์ได้พักผ่อน
ทุกครั้งกลับกลายเป็นว่าอาจารย์ลุกขึ้นมาให้คำแนะนำเรื่องการเรียนและการทำงานในอนาคตแทน
จนอดคิดไม่ได้ว่าการไปเยี่ยมจะทำให้อาจารย์เหนื่อยกว่าเดิมหรือเปล่า
.
๑ วันก่อนออกเดินทางมาเรียนต่อต่างประเทศได้ไปเยี่ยมอาจารย์อีกครั้ง
ความรู้สึกลึกๆ ครั้งนี้มันไม่เหมือนทุกครั้งที่มาเยี่ยม
มันสังหรณ์ใจเหมือนกับว่าครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกับอาจารย์
อาจารย์บอกให้กลับบ้านไปเตรียมตัวเดินทางแต่ก็ยังลังเลที่จะเดินออกจากห้องพักอาจารย์
ไหว้ลาอาจารย์แล้วก็ไม่อยากออกจากห้อง ไหว้แล้วไว้อีก ไหว้ไปสามครั้งกว่าจะได้ออกจากห้องพักอาจารย์จริงๆ
พอออกมาแล้วมันใจหายอย่างบอกไม่ถูก
.
วันที่ได้ทราบข่าวอาจารย์ใจนึงก็ใจหาย
แต่ใจนึงก็โล่งใจเพราะรู้ว่าอาจารย์จะไม่ต้องทนทรมานจากโรคอีก
ยิ่งได้เห็นข้อความและรูปที่หลายคนเขียนถึงอาจารย์ก็ยิ่งซาบซึ้ง
จนภาพในอดีตหลายๆ ภาพมันกลับขึ้นมาในใจ
.
ภาพวันแรกที่อาจารย์เลคเชอร์ตอนเป็น นศพ. ปี ๔ ที่ห้องเลคเชอร์สถานคลินิก
ภาพรอยยิ้มของอาจารย์ตอนที่ตอบคำถามอาจารย์ได้ตอน นศพ. ปี ๖ ที่ห้องเลคเชอร์เล็กสถานคลินิก
ภาพวันที่อาจารย์มาสอนทำหัตถการตอนแพทย์ใช้ทุนที่หอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม
ภาพวันที่เข้าไปปรึกษาอาจารย์เรื่องจะเรียนต่อโรคไตตอนแพทย์ใช้ทุนปี ๒ ที่ห้องผู้ป่วยนอกอายุกรรม
ภาพวันที่เข้าประชุมกับอาจารย์ตอนสร้างศูนย์ไตเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ ที่ชั้น ๗ โรงพยาบาลฯ
ภาพวันที่อาจารย์เดินมาทักในโรงพยาบาล พร้อมรอยยิ้มและคำพูดให้กำลังใจ “เหนื่อยหน่อยนะ” “ไหวไหม” ฯลฯ
ภาพใบหน้าเปื้อนยิ้มของอาจารย์เวลาไปเยี่ยมอาจารย์ที่หอผู้ป่วย
.
อย่างน้อยเราก็โชคดีที่ได้ทำงานกับ
อาจารย์ผู้ที่ประทับใจมาตั้งแต่ นศพ. ปี ๔
อาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจในการเรียนต่อโรคไต
อาจารย์ผู้หยิบยื่นโอกาสในการเรียนต่อให้ด้วยตัวเอง
อาจารย์ผู้ให้โอกาสในการทำงานอย่างเชื่อใจแบบที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้รับมาก่อน
อาจารย์ผู้ให้ความรู้และให้คำแนะนำต่างๆ ตั้งแต่พบกันครั้งแรก และให้มาตลอด ๑๖ ปีจนถึงครั้งสุดท้ายที่ได้พบกัน
อาจารย์ผู้ที่เป็นยิ่งกว่าอาจารย์อย่างแท้จริง
.
โอกาสนี้ขออารธนาคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลพิภพ และคุณธรรมความดีที่อาจารย์ได้สร้างมาตลอดชีวิต
ได้โปรดดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของอาจารย์ไปสู่สุคติในสัมปรายภพที่ดีด้วยเทอญ
.
ผศ.นพ.ภัทรวิน ภัทรนิธิมา
๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๑
นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา



ภาพโดยพี่หลิน ในงานรดน้ำดำหัวของไตเทียมเนืองในประเพณีสงกรานต์ ปี ๒๕๕๘ ณ ศูนย์ไตเทียมเฉลิมพระเกียรติฯ

*************************

สู่ สุคติ นะครับ พี่แซม(รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ศุภชัย ฐิติอาชากุล) พชม 24

ความงดงาม ใน ความเศร้า ..
มรณานุสติ สำหรับพวกเราที่ยังอยู่ ... คิดกันไว้หรือยัง เมื่อถึงวันที่เราจากไป อยากให้คนที่ยังอยู่ พูดถึงเราแบบไหน ?




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2561   
Last Update : 22 สิงหาคม 2561 21:44:55 น.   
Counter : 618 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ข้อควรระวังในการอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ โพสต์ขึ้นโซเชียล (นำมาฝาก)



ข้อควรระวังในการอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ โพสต์ขึ้นโซเชียล

https://www.it24hrs.com/2017/in-remembrance-pic-post-in-social-network-king-rama-9/


ก้าวสู่ช่วงเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งใกล้พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เข้ามาทุกที เราคนไทยต่างร่วมแสดงความอาลัยในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยหลายวิธี รวมถึงการใช้โซเชียลด้วย สังเกตได้จากการที่คนไทยพร้อมใจเปลี่ยนโปรไฟล์เป็นขาวดำ ติดริบบิ้นดำ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เชิญพระบรมฉายาลักษณ์มาเป็นภาพโปรไฟล์ ทั้งบน Facebook, Instagram, Line โดยไม่รู้หรือไม่ทันได้คิดว่า การกระทำแบบนี้ มิบังควร!



การเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ ก็มีข้อควรระวัง..เพราะ

ภาพโปรไฟล์ ใช้สำหรับเปิดเผยหน้าตา แสดงตนเป็นเจ้าของ Facebook , Line , Instagram และในทุกเครื่องมือแอปพลิเคชั่น ฉะนั้น ผู้ใดเป็นเจ้าของก็ควรใช้ภาพของบุคคลนั้น หากเราเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ หรือ พระฉายาลักษณ์ หรือพระรูป พระราชวงศ์พระองค์ใด มาใช้เป็นภาพโปรไฟล์ของตัวเอง เท่ากับเป็นการแอบอ้าง ว่าเราเป็น พระบรมวงศ์ พระองค์นั้น...
หากคิดใคร่ครวญให้ดี และ ลองค้นคว้าดูจะรู้ว่า ไม่ใช่มีแต่ประเทศไทยเท่านั้น ที่ห้ามนำพระมหากษัตริย์หรือประมุขของประเทศ มาใช้แทนภาพตน หรือคิด ในมุมปัจเจกบุคคล ควรหรือที่เราจะนำภาพของบุคคลอื่น มาเป็นภาพแทนตัวตนของเรา ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงควรคิดได้ว่า เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่


ภาพปก cover facebook และทุกแอปพลิเคชั่น

จุดประสงค์การใช้เพื่อ สื่อถึงคอนเซ็ปต์เฟซบุ๊กนั้นๆ ว่ารัก ชื่นชม ชื่นชอบสิ่งไหน การเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ พระฉายาลักษณ์ พระรูป พระบรมวงศ์พระองค์ใดขึ้น cover facebook ก็สะท้อนว่า เรารักและเทิดทูนพระองค์นั้น

โดยหากเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์เป็น cover มีข้อควรระวังคือ
เมื่อโพสต์แล้ว (โดยเฉพาะ Facebook) ต้องมั่นใจว่าภาพโปรไฟล์ของเราจะไม่ไปทับบนพระองค์ หากโพสต์แล้วไม่บดบังหรือทับบนพระองค์ ก็ไม่เป็นไร และสำคัญมาก คือ ต้องมั่นใจว่ารูปโปรไฟล์ของเราจะไม่อยู่ในระดับที่สูงกว่าพระอุระหรืออก หรือเสมอพระเศียรพระองค์


ทั้งนี้เราต้องไม่ส่งเสริมการกระทำที่มิบังควร อย่าไลค์ อย่าแชร์ ภาพที่เข้าข่าย ดังนี้

1. พระบรมฉายาลักษณ์/พระฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์/พระสาทิสลักษณ์ ที่มีข้อความใดๆ เหนือพระเศียร และตัวอักษรทับพระองค์…อย่าทำ…อย่าไลค์…อย่าแชร์ (จะเห็นว่า นิตยสารที่อัญเชิญ พระบรมฉายาลักษณ์/พระฉายาลักษณ์/พระรูป ลงปก จะต้องเปลี่ยนตำแหน่งชื่อนิตยสารมาไว้ข้างล่างเสมอ)

2. พระบรมฉายาลักษณ์/ พระฉายาลักษณ์ ที่นำมาตกแต่งผิดไปจากเดิม หรือใช้เทคนิคจนเกินความเป็นธรรมชาติด้วยวิธีการใดๆ แล้วส่งทักทายสวัสดีกัน ทั้งในเฟชบุ๊ก และในไลน์…อย่าทำ…อย่าไลค์ อย่าแชร์

ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงห้ามนำต้นฉบับมาการดัดแปลงแก้ไขใดๆ แม้แต่การตกแต่งสีที่ผิดไปจากเดิม หรือ ไดคัท เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนสถานที่ ล้วนผิดกฎของสำนักราชเลขาธิการทั้งสิ้น เว้นแต่ว่า มีการทำจดหมาย ขอราชเลขาธิการ นำความขึ้นกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอพระบรมราชวินิจฉัยเป็นกรณีไป แต่ต้องสุดแล้วแต่ว่า ในกรณีนั้นๆ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระบรมราชานุญาต/พระราชานุญาต หรือไม่

3. พระบรมฉายาลักษณ์/ พระฉายาลักษณ์ ที่นำมาตกแต่ง และใส่เครดิตตนเองลงไปด้านล่างไม่ว่าจะตัวเล็กหรือใหญ่…มิบังควรอย่างยิ่ง อย่าทำ…อย่าไลค์ อย่าแชร์

หมายเหตุ : การเขียน ชื่อผู้ถ่ายลงในกรอบ ที่อยู่นอกภาพไม่ถือว่าผิด แต่ทางเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ พิจารณาว่าไม่น่าจะสมควร ควรที่จะลงชื่อผู้ถ่ายไว้เป็นข้อความต่างหากเบื้องล่างลงมาไม่รวมอยู่ในบริเวณนั้น แม้ไม่นับเป็นความผิด แต่ไม่ควร

4. มิบังควรนำ พระบรมฉายาลักษณ์/ พระบรมสาทิสลักษณ์/ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์/พระฉายาลักษณ์/ พระสาทิสลักษณ์ มาเป็นภาพโปรไฟล์ของตนเอง แม้ด้วยแรงจูงใจจงรักภักดี แต่ภาพโปรไฟล์ คือ ภาพแสดงตัวตนคนนั้นๆ…จึงเป็นการกระทำที่มิบังควรอย่างยิ่ง…อย่าทำเด็ดขาด

5. การเขียนถวายราชสดุดีหรือถวายพระพรชัยมงคล คู่กับ พระบรมฉายาลักษณ์/ พระฉายาลักษณ์ จะต้องแยกส่วนชัดเจน หรือขอบเขตแยกต่างหาก และต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ต้องไม่สูงเกินกว่า พระอุระ/พระทรวง

นอกจากนี้ หากจะทำพระบรมฉายาลักษณ์/ พระฉายาลักษณ์/ พระรูป เผยแพร่ พร้อมพระนามเพื่อแสดงความจงรักภักดีในโอกาสต่างๆ จะต้องใส่พระนามพร้อมพระราชอิสริยยศ/พระอิสริยศ ให้ครบถ้วนเสมอ (เว้นแต่ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เขียนแต่เพียงเท่านี้และไม่ต้องมีไปยาลน้อย) มิบังควรเขียนสั้นๆ เช่น พระเทพฯ พระบรมฯ องค์โสมฯ องค์ภาฯ เว้นแต่เอ่ยพระนามลำลองส่วนตัว และคำบรรยายต้องอยู่ในตำแหน่งใต้พระบรมฉายาลักษณ์/ พระฉายาลักษณ์/ พระรูป ไม่ใช่เหนือพระเศียร

และที่สำคัญ หากจะทำอาร์ตเวิร์ก พระบรมฉายาลักษณ์/พระฉายาลักษณ์/พระรูป เพื่อถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสสำคัญ พร้อมเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ในนามองค์กรหรือหน่วยงาน จะต้องทำเรื่อง ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต/ พระราชานุญาต ขอประทานพระอนุญาต ผ่านสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง หรือเข้าไปโหลดแบบฟอร์มได้ที่ https://www.ohm.go.th/th/office-of-his-majesty-principal-private-secretary/forms เพื่อนำส่งราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูล, กราบทูล ต่อไป

ข้อมูลจาก ทิวสน ชลนรา นักเขียนวรรณกรรม, อาศิรวาท, บรรณาธิการ, ที่ปรึกษาด้านภาษา ราชาศัพท์ พระราชพิธี
อ้างอิง : สำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง ให้คำแนะนำหลักปฏิบัติตามเนื้อหาที่เรียบเรียงนี้ เมื่อต้นเดือนมกราคม 2559




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2561   
Last Update : 13 สิงหาคม 2561 16:17:42 น.   
Counter : 89 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

นักเรียนสาวเหลือขอ กับ ครูติวเตอร์ ผู้พลิกผันให้เธอสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย Keio ... ต่อตระกูล ยมนาค



ซายากะ จัง นักเรียนหญิง ม.5 เหลือขอ สอบได้ที่โหล่ของ รร. เธอพบกับ Tsubota ครูติวเตอร์ ผู้พลิกผันให้เธอสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย Keioที่สอบเข้ายากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นได้ในที่สุด!
100 ล้านฉบับคือยอดขายหนังสือที่ครู Tsubota Nobutaka เขียนเล่าวิธีที่เปลี่ยนแปลงเธอ กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของญี่ปุ่น( รวมยอดขายแบบ ดิจิตัลด้วย)
และได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ Flying Colors ฉายไปทั่วโลก

******************************
บทความข้างล่างต่อไปนี้เป็นผลงานแปลจากภาษาญี่ปุ่นโดย: เกตุวดี Marumura
ลงใน Japan Gossip
ตัดย่อมาบางส่วน
อ่านฉบับเต็มได้ที่:  https://bit.ly/1ORRhYT

**************

วันแรกที่พบกับ อาจารย์ Tsubota เริ่มด้วยการถามซายากะว่า อยากเข้ามหาลัยไหน
ซายากะตอบว่า ไม่รู้สิ

Tsubota ลองแหย่ว่า “ลองเข้ามหาวิทยาลัยโตไดไหม”
ซายากะตอบกลับมาว่า “ไม่เอาอ่ะ มีแต่ผู้ชายบ้าเรียนใส่แว่นหนาๆ”
“งั้น สอบเข้า Keio ไหม? เคยได้ยินคำว่า Keio Boy ไหม?”
“ว้ายยย หนุ่มหล่อเยอะนิ่ ซายากะกับเคโอ
น่าสน น่าสน !”

Tsubota มีหลักการว่า เด็กแต่ละแบบ มีวิธีสอนและวิธีกระตุ้นไม่เหมือนกัน
ครู Tsubota ให้เด็กๆ ทุกคนทำแบบทดสอบจิตวิทยา (เอ็นเนียแกรม)
และแบ่งเด็กๆ เป็น 9 ประเภท

ซายากะจังเป็นประเภท “ผู้เสพย์สุข” มองโลกในแง่ดี
เวลาสอน ต้องขายฝัน โม้เป้าหมายสูงๆ ก็ไม่เป็นไร เด็กพวกนี้ไม่สงสัย
ครู Tsubota จึงบอกซายากะว่า
“ถ้าไป Keio เธอจะได้เจอคนเก๋ๆ คูลๆ นะ ได้อยู่โตเกียวด้วยนะ”
ซายากะ ผู้มองโลกในแง่ดีก็เริ่มฝันหวาน และมีแรงอ่านหนังสือสอบ

ในทางกลับกัน ถ้าเด็กเป็นประเภท Realistic
ขืนครูมานั่งขายฝันแบบนี้ เด็กคงดูถูก หาว่าครูไม่ได้เรื่องแน่ๆ

ครู Tsubota ไม่ได้รู้สึกท้อใจหรือหนักใจเลย ที่เห็นซายากะสอบได้แค่ระดับป.4
ครูเชื่อว่า เด็กที่ทำคะแนนไม่ดี ไม่ใช่เด็กไม่เก่ง
เพียงแต่พวกเขาแค่ยังไม่ได้เรียน หรือไม่รู้เกี่ยวกับความรู้นั้นๆ เท่านั้น

สิ่งสำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่า
การเรียน ก็คือ การฝึกทำสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ ให้ทำได้
และสนุกไปกับ process นั้น

เด็กที่แยกคำว่า They กับ He ไม่ออก ไม่เข้าใจ
แต่ถ้าเขาเข้าใจความหมาย เข้าใจวิธีใช้ และใช้คำเหล่านั้นมาแต่งประโยคใหม่ๆได้
เขาย่อมทึ่งกับความสามารถกับตัวเอง
เขาย่อมอยากรู้ศัพท์คำใหม่ๆ อีก

นั่นคือ วิธีที่ Tsubota ทำให้เด็กหนีเรียนอย่างซายากะหันมาสนุกกับการเรียนได้
ก่อนอื่น ครูสอนโครงสร้างภาษา เอาให้พื้นฐานแน่น
จากนั้น ค่อยๆ ทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ฝึกให้ใช้พจนานุกรม

พอเริ่มอ่านบทความง่ายๆ เข้าใจ เด็กก็เริ่มสนุกและอยากอ่านอีก
ครูก็ป้อนบทความที่ยาวขึ้น ยากขึ้นให้อ่าน

เมื่อซายากะไปโรงเรียน เธอตกใจที่เธอทำข้อสอบที่โรงเรียนได้
ทั้งๆที่ผ่านมา ส่งกระดาษเปล่าตลอด
เธอเริ่มมั่นใจ และรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นเรื่อยๆ
และยิ่งอ่านหนังสือหนักขึ้น

Tsubota เชื่อว่า
ในโลกนี้ มีเด็กที่เกลียดการเรียนอยู่เยอะ
แต่ไม่มีเด็กคนไหนที่เกลียดความก้าวหน้าของตัวเอง

และ Tsubota เป็นผู้ชี้ทางให้เด็กเห็น “ความก้าวหน้า” ของตัวเอง
ตัวเองในวันนี้ ที่รู้มากกว่าตัวเองเมื่อวาน
ตัวเองในวันนี้ ที่รู้มากกว่าตัวเองในเดือนก่อนมากๆ
บางส่วนของจดหมายที่ซายากะเขียนถึงครู
เธอเขียนว่า

“ก่อนที่จะได้เจอครู หนูเกลียดผู้ใหญ่รอบตัวมาก
ทุกคนมองว่าหนูเป็นเด็กไม่ได้เรื่อง
คนที่เข้าใจหนู มีแต่เพื่อนเท่านั้น เพื่อนสำคัญที่สุด

ถ้าไม่ได้เจอครู หนูคงไม่คิดจะเรียนต่อมหาลัย
คงหางานอะไรสักอย่างทำไปวันๆ แต่งงาน มีลูก

แต่พอเจอครู ครูรับที่หนูเป็นหนู
ครูชมหนูบ่อยๆ ครูไม่หน้าบึ้งใส่หนูเหมือนผู้ใหญ่คนอื่น
แถมครูยิ้มและหัวเราะบ่อยๆ ด้วย
ครูยังฟังเรื่องที่หนูเล่าโน่นเล่านี่ด้วย

ตอนที่หนูบอกคนรอบตัวว่าจะเข้าม. เคโอ
มีแต่คนบอกว่าหนูบ้าไปแล้ว
แต่ครูทำให้การเรียนที่เคโอ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น น่าสนุกสำหรับหนู
ทำให้หนูเริ่มสนใจ ….

แตว่า พอลองตั้งใจเรียนจริงๆ
หนูตกใจมากว่า ทำไมหนูไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรขนาดนี้
ขณะเดียวกัน การได้รู้ว่าเราไม่รู้อะไร มันเป็นเรื่องที่สนุกมากๆ
หนังสือที่อ่านสนุกกว่าที่คิด หนูยังรู้สึกเสียดายเลยว่า หนูกลับมาเรียนช้าไป

เวลาครูเล่าเรื่องการเมืองให้ฟัง
หนูกลับไปบ้าน ก็เริ่มฟังข่าวเข้าใจมากขึ้น

เวลาหนูอ่านการ์ตูนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ครูแนะนำ
หนูก็เริ่มฝันอยากเดินทางไปดูของจริงที่โน่นที่นี่
หนูเสียดายเวลาที่ผ่านมาเหลือเกิน เวลาที่หนูทำตัวไร้สาระ
โลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกตั้งเยอะนะคะ

ตอนที่หนูสอบเข้าเคโอได้ หนูสัมผัสได้ถึงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากในตัวหนู
ครูบอกว่า “เธอจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น”
หนูยังจำคำนี้ได้ไม่ลืมเลยค่ะ

หนูได้เรียนรู้ว่า หากเราพยายามอะไรถึงที่สุด
พยายามจนเกือบตาย
ชีวิตมันเปลี่ยนไปจริงๆ
ชีวิต … ขึ้นอยุ่กับการที่เราเลือก..."...

**********************************

ช่วยแชร์กัน ออกไปให้พ่อแม่ไทยได้ดูเป็นตัวอย่าง
หาช่องสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกๆ
เด็กทุกคนมีดีในตัวเอง ต้องช่วยเขาค้นให้เจอ
อย่าสั่งเขาเอาง่ายๆ ว่า:ลูกโตขึ้นจะต้องเรียนอะไรเป็นอะไร !!!!

อาจารย์ต่อตระกูล

ที่มา https://www.facebook.com/Dr.Tortrakul/posts/10216781456757113




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2561   
Last Update : 15 มิถุนายน 2561 14:41:44 น.   
Counter : 275 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

โซเชี่ยลแชร์สนั่น!! ข้อคิด…”ความบ้าใบ” ของการศึกษาไทย ว่าด้วย…”ค่านิยมที่ไม่ควรส่งเสริม” เพราะแบบนี้




โซเชี่ยลแชร์สนั่น!! ข้อคิด…”ความบ้าใบ” ของการศึกษาไทย ว่าด้วย…”ค่านิยมที่ไม่ควรส่งเสริม” เพราะแบบนี้!!

ที่มา https://skynews.todayzaa.com/13854/

วันนี้ทางทีมงานได้นำข้อมูลที่ถูกแชร์ส่งต่อกันสนั่น โดยข้อมูลมีอยู่ว่า…

ชาวบ้านในท้องถิ่นภาคใต้เรียกพืชสวนครัวทุกชนิดที่ปลูกไว้เพื่อหวังกินผลเช่นพริก มะเขือ แตงกวา ที่เพียรปลูกและรดน้ำ พรวนดิน แต่เมื่อถึงคราวที่ควรจะออกดอกออกผล มันกลับมีแต่ใบ ไม่มีดอกไม่มีผล หรือมีก็น้อยเต็มที ว่ามัน “บ้าใบ” ให้อารมณ์รู้สึกผิดหวังที่มันเขียวครึ้ม งดงาม แต่ไม่มีผลผลิต ทำให้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์แห่งการเพาะปลูกที่เจตนาไว้

ปรากฏการณ์ “บัณฑิตน้อย” ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้มีลักษณะเช่นนั้น เป็นเรื่องที่ “ขันขื่น” (คือไม่รู้จะขำหรือจะขมขื่นดี) ในห้วงพัฒนาการที่การศึกษาของประเทศเรามีปัญหาสารพัดสารเพ เรามักจะสนใจ “เปลือกนอก” มากกว่า “แก่นแท้” เรามักจะพะรุงพะรังไปด้วยเรื่องที่ไม่จำเป็น เหมือนที่ท่านอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้กล่าวถึงด้วยบทความที่ตรงไปตรงมาของท่านแล้ว ซึ่งมีความหมายส่วนหนึ่งได้ความว่า โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการก็ “พะรุงพะรัง” ไปด้วยส่วนราชการที่ไม่จำเป็นมากมายก่ายกอง ล้วนแต่สิ้นเปลืองงบประมาณของแผ่นดิน เป็นลักษณะของต้นไม้ที่บ้าใบ หาลูกหาผลไม่เจอ

ผู้เขียนเขียนบทความนี้มาเพื่อฟันธงตรงๆ ว่าเรื่องบัณฑิตน้อยนี้…ไม่เห็นด้วย โดยให้น้ำหนักเรื่อง “ค่านิยมที่ไม่ควรส่งเสริม” แก่สังคม ทั้งผู้ปกครอง ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและเด็กนักเรียน มากกว่าที่จะให้น้ำหนักเรื่องความสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลา

ค่านิยมสำคัญมากนะครับ ค่านิยมเป็นพฤติกรรมของจิต (Covert Behavior) เป็นพฤติกรรมส่วนที่จะเป็นพฤติกรรมนำทางของพฤติกรรมอื่นๆ อีกหลายพฤติกรรม หากบุคลหนึ่งๆ ยึดถือค่านิยมที่ดีที่ควร ชีวิตบุคคลนั้นก็จะดีไปหลายเรื่อง ในทางกลับกัน หากเผลอไปยึดมั่นถือมั่นค่านิยมที่ผิด ชีวิตบุคคลนั้นก็จะบิดเบี้ยวไปได้หลายอย่างเช่นกัน หากค่านิยมไม่สำคัญในระดับมากจริง คสช.คงไม่เริ่มจากการคิกออฟค่านิยม 12 ประการ เข้าสู่สถานศึกษาของไทยทั้งประเทศ แบบปูพรมเพื่อสร้างพฤติกรรมทางความคิดทั้ง 12 ประการ ให้เกิดแก่เยาวชนเหมือนที่เรารับรู้รับทราบแล้ว

ค่านิยมการจัดกิจกรรมรับวุฒิการศึกษาแบบบัณฑิตน้อยสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมให้น้อยลงและเลิกในที่สุดตามที่ได้รับทราบความเห็นทั้งจากผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปกครองว่าสถานศึกษาจัดกิจกรรมนี้ทำไม พอวิเคราะห์เหตุผลได้ 3 ประการหลัก คือ

1.เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้แก่เด็กและผู้ปกครอง ผู้เขียนอยากจะโต้แย้งว่า หากไม่จัดพิธี ไม่มีการสวมชุดครุยและถ่ายรูป เราก็สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เด็กๆ ของเราได้ และทำได้ทุกวันด้วย เด็กๆ ทำการบ้านถูกและครบตามจำนวน เราก็ชื่นชมให้เด็กภาคภูมิใจในตัวเองได้ เด็กส่งชิ้นงานที่ดี สวยงาม มีคุณภาพตามที่ครูมอบหมาย เราก็ชื่นชมให้เกิดความภาคภูมิใจได้ เด็กพูดจาไพเราะ มีสัมมาคารวะต่อผู้ปกครองและคุณครู เราก็เสริมแรงให้เด็กภาคภูมิใจในตนเองได้ แค่ใบวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตร หรือใบระเบียนธรรมดาๆ ที่แสดงว่าจบอนุบาลแล้ว จบประถมศึกษาแล้ว จบมัธยมต้นแล้ว จบมัธยมปลาย หรือจบ ปวช.แล้ว ครูก็สามารถพูด อธิบาย กระตุ้นให้เขาภาคภูมิใจได้แล้วมิใช่หรือ ทำไมต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย

2.เพื่อแสดงความยินดีที่สำเร็จการศึกษา ตรงนี้แหละที่ผู้เขียนรู้สึกว่า “ขันขื่น” มากที่สุด ถึงแม้ผู้เขียนจะเป็นผู้สอนในระดับอุดมศึกษา แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธว่าการจบอนุบาล ป.6 ม.3 ไม่ใช่ความสำเร็จของคนคนหนึ่งที่เข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ชีวิตของเยาวชนที่เรียนมาได้เพียงอนุบาล เพียงประถมหรือมัธยมต้นนั้น ยังมีอีกยาวไกลมากที่จะมาเอ่ยคำว่า “ประสบความสำเร็จในการศึกษา” อย่างเด็กที่จบอนุบาลเขาแค่พออ่านออกเขียนได้เท่านั้น มันจะอะไรกันนักกันหนาที่จะต้องมาแต่งชุดครุย แต่งหน้าทำผม ซื้อช่อดอกไม้มามอบให้แก่กัน แล้วถ่ายรูปบรรจุกรอบอย่างดี

3.เป็นความต้องการของผู้ปกครองและเป็นความสมัครใจ ในประเด็นนี้ผู้เขียนอยากบอกว่าผู้ปกครองก็คือชาวบ้านที่เป็นเพื่อนร่วมสังคมร่วมประเทศชาติกับเรา หากสถานศึกษาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการ ก็อธิบายเขาซิครับ จะเอาใจในเรื่องที่ไม่ควรเอาใจกันไปถึงไหน ทีเรื่องที่ต้องบริการให้ดีที่สุดนั่นคือการสอนหนังสือให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ทุกทักษะที่หลักสูตรกำหนดอย่างมีคุณภาพ…เราได้ทำอย่างเต็มที่หรือไม่…ขอถาม?ผู้เขียนเคยพะอืดพะอมและเกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมากในคราวที่ได้รับจดหมายจากโรงเรียนของลูกเพื่อถามความสมัครใจเรื่องการขออนุญาตให้ลูกเข้าร่วมพิธีรับวุฒิบัตรป.6ในลักษณะที่จัดรับวุฒิบัตรแบบบัณฑิตน้อย

ผู้เขียนได้แสดงความเห็นกับลูกว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมแบบนี้ พร้อมทั้งได้อธิบายลูกว่าทำไมพ่อไม่เห็นด้วย หลังจากอธิบายลูกแล้ว ได้ถามลูกว่าจะให้พ่อตอบช่องไหน เข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม นาทีนั้นสังเกตเห็นสีหน้าของลูกเศร้าหม่นลง แล้วพูดว่า เพื่อนๆ ในห้องของลูกเขาเข้าร่วมกันทุกคน

นี่แหละที่บอกว่าพะอืดพะอม เพราะไม่ต้องการให้ลูกเสียใจที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมและถ่ายรูปกับเพื่อนๆ ไม่ต้องการให้ลูกแปลกแยกจากเพื่อนๆ ของเขาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ในวันจัดพิธีของโรงเรียน ผู้เขียนได้คุยกับเพื่อนๆ ผู้ปกครองหลายคนที่สะท้อนความรู้สึกออกมาว่า เขาก็ไม่อยากเข้าร่วมเหมือนกัน ด้วยเหตุผลหลักคือรูปแบบของกิจกรรมไม่เหมาะกับระดับการศึกษาที่ลูกสำเร็จ เรื่องสิ้นเปลืองเป็นเรื่องรอง เนื่องจากค่าเช่าชุดครุยนั้นเพียง 300 บาท และมีค่ามัดจำที่ได้รับคืนเมื่อคืนครุยอีก 300 บาท แต่ก็ตัดสินใจเข้าร่วมด้วยเหตุผลเดียวกันคือสงสารลูก

กรณีเรื่องที่สถานศึกษาอ้างว่าเป็นความสมัครใจของผู้ปกครองผู้ปกครองมีเสรีภาพที่จะเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้นั้นผู้เขียนคิดว่าการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเด็กนักเรียน และในส่วนที่เชื่อมโยงกับการตัดสินใจของผู้ปกครองนั้นมันมีเรื่องละเอียดอ่อน (Sensitive) เยอะมาก ข้อมูลเสียงสะท้อนของผู้ปกครองคนหนึ่งที่ตีพิมพ์ทางสื่อมวลชนแล้วน่าสนใจมาก ผู้ปกครองคนนั้นให้ความเห็นว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมวันบัณฑิตน้อยของโรงเรียนที่ลูกจบอนุบาลอย่างมาก เนื่องจากปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายและการไม่เห็นในความจำเป็น แต่หากไม่ให้ลูกเข้าร่วม ลูกของตนเองจะต้องเข้าเรียน ป.1 ที่โรงเรียนนี้อีก จึงเกรงว่าจะเป็นปัญหากระทบกับลูกที่จะต้องเรียนโรงเรียนนี้ต่อไป เข้าข่ายลักษณะพะอืดพะอมกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนที่ผู้เขียนแสดงความรู้สึกก่อนหน้านี้

ส่วนของผู้เขียนนั้นลูกต้องไปเรียนต่อที่โรงเรียนอื่น แต่ไม่อยากให้ลูกเสียใจและเสียสังคมเพื่อน

เรื่องที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งคือเรื่อง”ครุย” ที่ผู้เขียนคิดว่า “เป็นของสูง” อย่าเอาครุยมาทำเล่น ครุยควรจะได้เป็นสัญลักษณ์ของสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญา อย่าเอามโนทัศน์เรื่องครุยมาเลียนแบบจนทำให้ครุยมีความหมายและคุณค่าด้อยลง

ครุยในความหมายโดยนัยทางจิตวิทยาคือสิ่งจูงใจ(Incentive)ที่จะผลักดัน (Drive) ให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจ (Motivation) เกิดมุนานะในการศึกษาเล่าเรียนเพื่อจะได้เป็นผู้เจริญงอกงามทางความรู้และวุฒิภาวะ (Maturation) ที่เราเรียกกันว่าบัณฑิต และได้สวมครุยในวันที่สำเร็จการศึกษา เป็นบัณฑิตของสังคม ประเทศทั่วโลกใช้ครุยเป็นสัญลักษณ์ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย การเกิดขึ้นของครุยของมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเป็นบทบัญญัติ ผู้ใดจะดัดแปลงและสวมใส่ครุยของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยไม่มีสิทธิย่อมกระทำมิได้ ครุยจึงไม่ควรจะถูกนำมาตัดเลียนแบบและใช้กันจน “บ้าใบ” ถึงขนาดนี้

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของชุดครุยกระแสหนึ่งว่า ในครั้งที่มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นครั้งแรกในโลก ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดในราวปี ค.ศ.1621 ในดินแดนทวีปยุโรปปัจจุบัน และเมื่อถึงคราวที่มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกจะจัดพิธีประสาทปริญญาให้แก่บัณฑิตรุ่นแรก บรรดาคณาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาคิดกันว่าจะหาเสื้อผ้าที่แสดงวิทยฐานะให้แก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาสวมใส่ในวันที่สำเร็จการศึกษาอย่างไรดีเพื่อให้เสื้อผ้านั้นสื่อความหมายถึงสาระสำคัญของชีวิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยซึ่งสังคมยกย่องสรรเสริญว่าเป็นปัญญาชน เล่ากันว่าในขณะที่บรรดาคณาจารย์กำลังประชุมคิดเครื่องครุยวิทยฐานะกันอย่างคร่ำเครียดนั้น อาจารย์คนหนึ่งหันไปเห็นช่างทาสีที่กำลังทาสีฝาผนังตึกเรียนอยู่ข้างๆ นั้น เมื่อเห็นช่างทาสีสวมเสื้อคลุมคลุมตัวและคลุมศีรษะเพื่อปกป้องไม่ให้สีเปื้อนเนื้อตัวและเสื้อผ้าชั้นใน เสื้อคลุมของช่างทาสีที่มีลักษณะเป็นเสื้อคลุมเลยเข่าลงมาถึงน่อง และมีส่วนที่ใช้คลุมศีรษะเย็บติดไว้กับตัวเสื้อด้วย ทั้งหมดนั้นจึงเป็นที่มาของชุดครุยที่มีฮู้ดห้อยไว้ด้านหลังเหมือนดั่งหมวกคลุมศีรษะของช่างทาสี เล่ากันว่าในครั้งเมื่อมีผู้พบเห็นชุดครุยชุดแรกนี้ และถามเหตุผลหรือแนวคิดหลักที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้ชุดครุยของบัณฑิตเลียนแบบชุดช่างทาสี กลุ่มคณาจารย์ผู้ออกแบบได้ตอบว่า เพื่อไม่ให้ผู้สำเร็จการศึกษาเหิมเกริม ทระนงตัวจนเกินเลยไปว่ามีการศึกษาสูงกว่าคนอื่น จนถึงขั้นดูถูกดูแคลนคนอื่น โดยเฉพาะบุคคลที่ได้รับการศึกษาน้อยกว่า อย่างน้อยก็เช่น ช่างทาสี เป็นต้น

ครุยจึงไม่ควรนำมาตัดเลียนแบบให้เด็กๆ สวมใส่อย่างเป็นจริงเป็นจัง เอางานเอาการกันถึงเพียงนี้ เนื่องจากไม่เหมาะไม่ควร และยังผิดฝาผิดตัวจนดูมั่วไปหมด เป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดเพี้ยนให้เกิดขึ้นในสังคม

การจัดกิจกรรมมอบวุฒิบัตรแบบบัณฑิตน้อยนับวันจะทำมากขึ้นในกลุ่มของโรงเรียนเอกชนและสถานศึกษาที่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) คสช. หรือซุปเปอร์บอร์ดด้านการศึกษา อย่ามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กนะครับ มันเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากมันเป็นเรื่องการสร้างค่านิยมที่ผิด เป็นเรื่องการจัดการศึกษาที่ไม่ได้มุ่งเน้นสาระ เน้นแต่พิธีการและส่งเสริมความสิ้นเปลือง ผู้เขียนเขียนและพูดกับลูกศิษย์ที่เป็นครูมาตลอดว่า การสร้างค่านิยมที่ผิดเพี้ยน ฟุ่มเฟือย และไม่ได้ประโยชน์ในสถานการณ์ทางการศึกษานั้น เป็นปัญหาใหญ่ของชาติ เนื่องจากเด็กของเราจะเกิดค่านิยมที่ไร้สาระ เน้นพิธีการและวัตถุ และไม่รู้สึกรู้สากับความสิ้นเปลืองตั้งแต่เล็กตั้งแต่น้อย มันจะเป็นนิสัยที่แก้ยากเมื่อเด็กของเราโตขึ้น และบุคลิกภาพแบบนี้จะติดตัวจนเป็นผู้ใหญ่ เขาก็จะกลายเป็นพลเมืองที่เป็นแรงเสียดทานในการพัฒนาประเทศมากกว่าที่จะเป็นแรงผลักดัน

ไหนๆ เราก็เข้าโหมดปฏิรูปการศึกษากันอย่างยกใหญ่แล้ว ผู้เขียนมีความหวังนะครับว่าการปฏิรูปคราวนี้เราจะทำสำเร็จ มนุษย์เราต้องอยู่ด้วยความหวังมิใช่หรือ เราจะต้องช่วยกันยกคุณภาพการศึกษาของประเทศชาติของเราให้อยู่ในระดับที่ประชาคมโลกไม่อาจดูถูกดูแคลนเอาได้เราจะไม่ปฏิรูปแบบมโนไปเองหรือไม่ปฏิรูปแบบให้คนบางกลุ่มบางพวก “รับจ้างทำเอง” ซึ่งไม่ได้ฟังเสียงจากพื้นที่หรือฟังอย่างตาบอดคลำช้าง

เมื่อเราต้องเร่งเครื่องเดินหน้าการปฏิรูปการศึกษา รัฐบาลอย่าปล่อยปละละเลยปัญหาที่มันพันธนาการอนาคตของเด็กเรานะครับ อย่าเดินหน้าแบบม้าลำปาง มองข้างทางบ้าง ควบคุมและจัดการเสีย นอกจากเรื่องบัณฑิตน้อยนี้แล้ว มันยังมีอีกเยอะมากนะครับที่ล้วนแต่สร้างภาพลักษณ์ความ “บ้าใบ” ให้แก่สังคมไทย

ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง
คณบดีคณะศิลปศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ม.หาดใหญ่




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2560   
Last Update : 21 ธันวาคม 2560 21:14:10 น.   
Counter : 11283 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  

BlogGang Popular Award#14


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 749 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]