Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ข้อควรระวังในการอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ โพสต์ขึ้นโซเชียล (นำมาฝาก)



ข้อควรระวังในการอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ โพสต์ขึ้นโซเชียล

https://www.it24hrs.com/2017/in-remembrance-pic-post-in-social-network-king-rama-9/


ก้าวสู่ช่วงเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งใกล้พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เข้ามาทุกที เราคนไทยต่างร่วมแสดงความอาลัยในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยหลายวิธี รวมถึงการใช้โซเชียลด้วย สังเกตได้จากการที่คนไทยพร้อมใจเปลี่ยนโปรไฟล์เป็นขาวดำ ติดริบบิ้นดำ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เชิญพระบรมฉายาลักษณ์มาเป็นภาพโปรไฟล์ ทั้งบน Facebook, Instagram, Line โดยไม่รู้หรือไม่ทันได้คิดว่า การกระทำแบบนี้ มิบังควร!



การเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ ก็มีข้อควรระวัง..เพราะ

ภาพโปรไฟล์ ใช้สำหรับเปิดเผยหน้าตา แสดงตนเป็นเจ้าของ Facebook , Line , Instagram และในทุกเครื่องมือแอปพลิเคชั่น ฉะนั้น ผู้ใดเป็นเจ้าของก็ควรใช้ภาพของบุคคลนั้น หากเราเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ หรือ พระฉายาลักษณ์ หรือพระรูป พระราชวงศ์พระองค์ใด มาใช้เป็นภาพโปรไฟล์ของตัวเอง เท่ากับเป็นการแอบอ้าง ว่าเราเป็น พระบรมวงศ์ พระองค์นั้น...
หากคิดใคร่ครวญให้ดี และ ลองค้นคว้าดูจะรู้ว่า ไม่ใช่มีแต่ประเทศไทยเท่านั้น ที่ห้ามนำพระมหากษัตริย์หรือประมุขของประเทศ มาใช้แทนภาพตน หรือคิด ในมุมปัจเจกบุคคล ควรหรือที่เราจะนำภาพของบุคคลอื่น มาเป็นภาพแทนตัวตนของเรา ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงควรคิดได้ว่า เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่


ภาพปก cover facebook และทุกแอปพลิเคชั่น

จุดประสงค์การใช้เพื่อ สื่อถึงคอนเซ็ปต์เฟซบุ๊กนั้นๆ ว่ารัก ชื่นชม ชื่นชอบสิ่งไหน การเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ พระฉายาลักษณ์ พระรูป พระบรมวงศ์พระองค์ใดขึ้น cover facebook ก็สะท้อนว่า เรารักและเทิดทูนพระองค์นั้น

โดยหากเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์เป็น cover มีข้อควรระวังคือ
เมื่อโพสต์แล้ว (โดยเฉพาะ Facebook) ต้องมั่นใจว่าภาพโปรไฟล์ของเราจะไม่ไปทับบนพระองค์ หากโพสต์แล้วไม่บดบังหรือทับบนพระองค์ ก็ไม่เป็นไร และสำคัญมาก คือ ต้องมั่นใจว่ารูปโปรไฟล์ของเราจะไม่อยู่ในระดับที่สูงกว่าพระอุระหรืออก หรือเสมอพระเศียรพระองค์


ทั้งนี้เราต้องไม่ส่งเสริมการกระทำที่มิบังควร อย่าไลค์ อย่าแชร์ ภาพที่เข้าข่าย ดังนี้

1. พระบรมฉายาลักษณ์/พระฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์/พระสาทิสลักษณ์ ที่มีข้อความใดๆ เหนือพระเศียร และตัวอักษรทับพระองค์…อย่าทำ…อย่าไลค์…อย่าแชร์ (จะเห็นว่า นิตยสารที่อัญเชิญ พระบรมฉายาลักษณ์/พระฉายาลักษณ์/พระรูป ลงปก จะต้องเปลี่ยนตำแหน่งชื่อนิตยสารมาไว้ข้างล่างเสมอ)

2. พระบรมฉายาลักษณ์/ พระฉายาลักษณ์ ที่นำมาตกแต่งผิดไปจากเดิม หรือใช้เทคนิคจนเกินความเป็นธรรมชาติด้วยวิธีการใดๆ แล้วส่งทักทายสวัสดีกัน ทั้งในเฟชบุ๊ก และในไลน์…อย่าทำ…อย่าไลค์ อย่าแชร์

ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงห้ามนำต้นฉบับมาการดัดแปลงแก้ไขใดๆ แม้แต่การตกแต่งสีที่ผิดไปจากเดิม หรือ ไดคัท เปลี่ยนฉาก เปลี่ยนสถานที่ ล้วนผิดกฎของสำนักราชเลขาธิการทั้งสิ้น เว้นแต่ว่า มีการทำจดหมาย ขอราชเลขาธิการ นำความขึ้นกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอพระบรมราชวินิจฉัยเป็นกรณีไป แต่ต้องสุดแล้วแต่ว่า ในกรณีนั้นๆ จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระบรมราชานุญาต/พระราชานุญาต หรือไม่

3. พระบรมฉายาลักษณ์/ พระฉายาลักษณ์ ที่นำมาตกแต่ง และใส่เครดิตตนเองลงไปด้านล่างไม่ว่าจะตัวเล็กหรือใหญ่…มิบังควรอย่างยิ่ง อย่าทำ…อย่าไลค์ อย่าแชร์

หมายเหตุ : การเขียน ชื่อผู้ถ่ายลงในกรอบ ที่อยู่นอกภาพไม่ถือว่าผิด แต่ทางเจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ พิจารณาว่าไม่น่าจะสมควร ควรที่จะลงชื่อผู้ถ่ายไว้เป็นข้อความต่างหากเบื้องล่างลงมาไม่รวมอยู่ในบริเวณนั้น แม้ไม่นับเป็นความผิด แต่ไม่ควร

4. มิบังควรนำ พระบรมฉายาลักษณ์/ พระบรมสาทิสลักษณ์/ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์/พระฉายาลักษณ์/ พระสาทิสลักษณ์ มาเป็นภาพโปรไฟล์ของตนเอง แม้ด้วยแรงจูงใจจงรักภักดี แต่ภาพโปรไฟล์ คือ ภาพแสดงตัวตนคนนั้นๆ…จึงเป็นการกระทำที่มิบังควรอย่างยิ่ง…อย่าทำเด็ดขาด

5. การเขียนถวายราชสดุดีหรือถวายพระพรชัยมงคล คู่กับ พระบรมฉายาลักษณ์/ พระฉายาลักษณ์ จะต้องแยกส่วนชัดเจน หรือขอบเขตแยกต่างหาก และต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ต้องไม่สูงเกินกว่า พระอุระ/พระทรวง

นอกจากนี้ หากจะทำพระบรมฉายาลักษณ์/ พระฉายาลักษณ์/ พระรูป เผยแพร่ พร้อมพระนามเพื่อแสดงความจงรักภักดีในโอกาสต่างๆ จะต้องใส่พระนามพร้อมพระราชอิสริยยศ/พระอิสริยศ ให้ครบถ้วนเสมอ (เว้นแต่ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เขียนแต่เพียงเท่านี้และไม่ต้องมีไปยาลน้อย) มิบังควรเขียนสั้นๆ เช่น พระเทพฯ พระบรมฯ องค์โสมฯ องค์ภาฯ เว้นแต่เอ่ยพระนามลำลองส่วนตัว และคำบรรยายต้องอยู่ในตำแหน่งใต้พระบรมฉายาลักษณ์/ พระฉายาลักษณ์/ พระรูป ไม่ใช่เหนือพระเศียร

และที่สำคัญ หากจะทำอาร์ตเวิร์ก พระบรมฉายาลักษณ์/พระฉายาลักษณ์/พระรูป เพื่อถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสสำคัญ พร้อมเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ในนามองค์กรหรือหน่วยงาน จะต้องทำเรื่อง ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต/ พระราชานุญาต ขอประทานพระอนุญาต ผ่านสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง หรือเข้าไปโหลดแบบฟอร์มได้ที่ https://www.ohm.go.th/th/office-of-his-majesty-principal-private-secretary/forms เพื่อนำส่งราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูล, กราบทูล ต่อไป

ข้อมูลจาก ทิวสน ชลนรา นักเขียนวรรณกรรม, อาศิรวาท, บรรณาธิการ, ที่ปรึกษาด้านภาษา ราชาศัพท์ พระราชพิธี
อ้างอิง : สำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง ให้คำแนะนำหลักปฏิบัติตามเนื้อหาที่เรียบเรียงนี้ เมื่อต้นเดือนมกราคม 2559




 

Create Date : 13 สิงหาคม 2561   
Last Update : 13 สิงหาคม 2561 16:17:42 น.   
Counter : 44 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

นักเรียนสาวเหลือขอ กับ ครูติวเตอร์ ผู้พลิกผันให้เธอสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย Keio ... ต่อตระกูล ยมนาค



ซายากะ จัง นักเรียนหญิง ม.5 เหลือขอ สอบได้ที่โหล่ของ รร. เธอพบกับ Tsubota ครูติวเตอร์ ผู้พลิกผันให้เธอสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย Keioที่สอบเข้ายากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นได้ในที่สุด!
100 ล้านฉบับคือยอดขายหนังสือที่ครู Tsubota Nobutaka เขียนเล่าวิธีที่เปลี่ยนแปลงเธอ กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดของญี่ปุ่น( รวมยอดขายแบบ ดิจิตัลด้วย)
และได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ Flying Colors ฉายไปทั่วโลก

******************************
บทความข้างล่างต่อไปนี้เป็นผลงานแปลจากภาษาญี่ปุ่นโดย: เกตุวดี Marumura
ลงใน Japan Gossip
ตัดย่อมาบางส่วน
อ่านฉบับเต็มได้ที่:  https://bit.ly/1ORRhYT

**************

วันแรกที่พบกับ อาจารย์ Tsubota เริ่มด้วยการถามซายากะว่า อยากเข้ามหาลัยไหน
ซายากะตอบว่า ไม่รู้สิ

Tsubota ลองแหย่ว่า “ลองเข้ามหาวิทยาลัยโตไดไหม”
ซายากะตอบกลับมาว่า “ไม่เอาอ่ะ มีแต่ผู้ชายบ้าเรียนใส่แว่นหนาๆ”
“งั้น สอบเข้า Keio ไหม? เคยได้ยินคำว่า Keio Boy ไหม?”
“ว้ายยย หนุ่มหล่อเยอะนิ่ ซายากะกับเคโอ
น่าสน น่าสน !”

Tsubota มีหลักการว่า เด็กแต่ละแบบ มีวิธีสอนและวิธีกระตุ้นไม่เหมือนกัน
ครู Tsubota ให้เด็กๆ ทุกคนทำแบบทดสอบจิตวิทยา (เอ็นเนียแกรม)
และแบ่งเด็กๆ เป็น 9 ประเภท

ซายากะจังเป็นประเภท “ผู้เสพย์สุข” มองโลกในแง่ดี
เวลาสอน ต้องขายฝัน โม้เป้าหมายสูงๆ ก็ไม่เป็นไร เด็กพวกนี้ไม่สงสัย
ครู Tsubota จึงบอกซายากะว่า
“ถ้าไป Keio เธอจะได้เจอคนเก๋ๆ คูลๆ นะ ได้อยู่โตเกียวด้วยนะ”
ซายากะ ผู้มองโลกในแง่ดีก็เริ่มฝันหวาน และมีแรงอ่านหนังสือสอบ

ในทางกลับกัน ถ้าเด็กเป็นประเภท Realistic
ขืนครูมานั่งขายฝันแบบนี้ เด็กคงดูถูก หาว่าครูไม่ได้เรื่องแน่ๆ

ครู Tsubota ไม่ได้รู้สึกท้อใจหรือหนักใจเลย ที่เห็นซายากะสอบได้แค่ระดับป.4
ครูเชื่อว่า เด็กที่ทำคะแนนไม่ดี ไม่ใช่เด็กไม่เก่ง
เพียงแต่พวกเขาแค่ยังไม่ได้เรียน หรือไม่รู้เกี่ยวกับความรู้นั้นๆ เท่านั้น

สิ่งสำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่า
การเรียน ก็คือ การฝึกทำสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ ให้ทำได้
และสนุกไปกับ process นั้น

เด็กที่แยกคำว่า They กับ He ไม่ออก ไม่เข้าใจ
แต่ถ้าเขาเข้าใจความหมาย เข้าใจวิธีใช้ และใช้คำเหล่านั้นมาแต่งประโยคใหม่ๆได้
เขาย่อมทึ่งกับความสามารถกับตัวเอง
เขาย่อมอยากรู้ศัพท์คำใหม่ๆ อีก

นั่นคือ วิธีที่ Tsubota ทำให้เด็กหนีเรียนอย่างซายากะหันมาสนุกกับการเรียนได้
ก่อนอื่น ครูสอนโครงสร้างภาษา เอาให้พื้นฐานแน่น
จากนั้น ค่อยๆ ทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ ฝึกให้ใช้พจนานุกรม

พอเริ่มอ่านบทความง่ายๆ เข้าใจ เด็กก็เริ่มสนุกและอยากอ่านอีก
ครูก็ป้อนบทความที่ยาวขึ้น ยากขึ้นให้อ่าน

เมื่อซายากะไปโรงเรียน เธอตกใจที่เธอทำข้อสอบที่โรงเรียนได้
ทั้งๆที่ผ่านมา ส่งกระดาษเปล่าตลอด
เธอเริ่มมั่นใจ และรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นเรื่อยๆ
และยิ่งอ่านหนังสือหนักขึ้น

Tsubota เชื่อว่า
ในโลกนี้ มีเด็กที่เกลียดการเรียนอยู่เยอะ
แต่ไม่มีเด็กคนไหนที่เกลียดความก้าวหน้าของตัวเอง

และ Tsubota เป็นผู้ชี้ทางให้เด็กเห็น “ความก้าวหน้า” ของตัวเอง
ตัวเองในวันนี้ ที่รู้มากกว่าตัวเองเมื่อวาน
ตัวเองในวันนี้ ที่รู้มากกว่าตัวเองในเดือนก่อนมากๆ
บางส่วนของจดหมายที่ซายากะเขียนถึงครู
เธอเขียนว่า

“ก่อนที่จะได้เจอครู หนูเกลียดผู้ใหญ่รอบตัวมาก
ทุกคนมองว่าหนูเป็นเด็กไม่ได้เรื่อง
คนที่เข้าใจหนู มีแต่เพื่อนเท่านั้น เพื่อนสำคัญที่สุด

ถ้าไม่ได้เจอครู หนูคงไม่คิดจะเรียนต่อมหาลัย
คงหางานอะไรสักอย่างทำไปวันๆ แต่งงาน มีลูก

แต่พอเจอครู ครูรับที่หนูเป็นหนู
ครูชมหนูบ่อยๆ ครูไม่หน้าบึ้งใส่หนูเหมือนผู้ใหญ่คนอื่น
แถมครูยิ้มและหัวเราะบ่อยๆ ด้วย
ครูยังฟังเรื่องที่หนูเล่าโน่นเล่านี่ด้วย

ตอนที่หนูบอกคนรอบตัวว่าจะเข้าม. เคโอ
มีแต่คนบอกว่าหนูบ้าไปแล้ว
แต่ครูทำให้การเรียนที่เคโอ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น น่าสนุกสำหรับหนู
ทำให้หนูเริ่มสนใจ ….

แตว่า พอลองตั้งใจเรียนจริงๆ
หนูตกใจมากว่า ทำไมหนูไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรขนาดนี้
ขณะเดียวกัน การได้รู้ว่าเราไม่รู้อะไร มันเป็นเรื่องที่สนุกมากๆ
หนังสือที่อ่านสนุกกว่าที่คิด หนูยังรู้สึกเสียดายเลยว่า หนูกลับมาเรียนช้าไป

เวลาครูเล่าเรื่องการเมืองให้ฟัง
หนูกลับไปบ้าน ก็เริ่มฟังข่าวเข้าใจมากขึ้น

เวลาหนูอ่านการ์ตูนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ครูแนะนำ
หนูก็เริ่มฝันอยากเดินทางไปดูของจริงที่โน่นที่นี่
หนูเสียดายเวลาที่ผ่านมาเหลือเกิน เวลาที่หนูทำตัวไร้สาระ
โลกนี้ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกตั้งเยอะนะคะ

ตอนที่หนูสอบเข้าเคโอได้ หนูสัมผัสได้ถึงอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปมากในตัวหนู
ครูบอกว่า “เธอจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น”
หนูยังจำคำนี้ได้ไม่ลืมเลยค่ะ

หนูได้เรียนรู้ว่า หากเราพยายามอะไรถึงที่สุด
พยายามจนเกือบตาย
ชีวิตมันเปลี่ยนไปจริงๆ
ชีวิต … ขึ้นอยุ่กับการที่เราเลือก..."...

**********************************

ช่วยแชร์กัน ออกไปให้พ่อแม่ไทยได้ดูเป็นตัวอย่าง
หาช่องสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกๆ
เด็กทุกคนมีดีในตัวเอง ต้องช่วยเขาค้นให้เจอ
อย่าสั่งเขาเอาง่ายๆ ว่า:ลูกโตขึ้นจะต้องเรียนอะไรเป็นอะไร !!!!

อาจารย์ต่อตระกูล

ที่มา https://www.facebook.com/Dr.Tortrakul/posts/10216781456757113




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2561   
Last Update : 15 มิถุนายน 2561 14:41:44 น.   
Counter : 246 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

โซเชี่ยลแชร์สนั่น!! ข้อคิด…”ความบ้าใบ” ของการศึกษาไทย ว่าด้วย…”ค่านิยมที่ไม่ควรส่งเสริม” เพราะแบบนี้




โซเชี่ยลแชร์สนั่น!! ข้อคิด…”ความบ้าใบ” ของการศึกษาไทย ว่าด้วย…”ค่านิยมที่ไม่ควรส่งเสริม” เพราะแบบนี้!!

ที่มา https://skynews.todayzaa.com/13854/

วันนี้ทางทีมงานได้นำข้อมูลที่ถูกแชร์ส่งต่อกันสนั่น โดยข้อมูลมีอยู่ว่า…

ชาวบ้านในท้องถิ่นภาคใต้เรียกพืชสวนครัวทุกชนิดที่ปลูกไว้เพื่อหวังกินผลเช่นพริก มะเขือ แตงกวา ที่เพียรปลูกและรดน้ำ พรวนดิน แต่เมื่อถึงคราวที่ควรจะออกดอกออกผล มันกลับมีแต่ใบ ไม่มีดอกไม่มีผล หรือมีก็น้อยเต็มที ว่ามัน “บ้าใบ” ให้อารมณ์รู้สึกผิดหวังที่มันเขียวครึ้ม งดงาม แต่ไม่มีผลผลิต ทำให้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์แห่งการเพาะปลูกที่เจตนาไว้

ปรากฏการณ์ “บัณฑิตน้อย” ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้มีลักษณะเช่นนั้น เป็นเรื่องที่ “ขันขื่น” (คือไม่รู้จะขำหรือจะขมขื่นดี) ในห้วงพัฒนาการที่การศึกษาของประเทศเรามีปัญหาสารพัดสารเพ เรามักจะสนใจ “เปลือกนอก” มากกว่า “แก่นแท้” เรามักจะพะรุงพะรังไปด้วยเรื่องที่ไม่จำเป็น เหมือนที่ท่านอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้กล่าวถึงด้วยบทความที่ตรงไปตรงมาของท่านแล้ว ซึ่งมีความหมายส่วนหนึ่งได้ความว่า โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการก็ “พะรุงพะรัง” ไปด้วยส่วนราชการที่ไม่จำเป็นมากมายก่ายกอง ล้วนแต่สิ้นเปลืองงบประมาณของแผ่นดิน เป็นลักษณะของต้นไม้ที่บ้าใบ หาลูกหาผลไม่เจอ

ผู้เขียนเขียนบทความนี้มาเพื่อฟันธงตรงๆ ว่าเรื่องบัณฑิตน้อยนี้…ไม่เห็นด้วย โดยให้น้ำหนักเรื่อง “ค่านิยมที่ไม่ควรส่งเสริม” แก่สังคม ทั้งผู้ปกครอง ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและเด็กนักเรียน มากกว่าที่จะให้น้ำหนักเรื่องความสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลา

ค่านิยมสำคัญมากนะครับ ค่านิยมเป็นพฤติกรรมของจิต (Covert Behavior) เป็นพฤติกรรมส่วนที่จะเป็นพฤติกรรมนำทางของพฤติกรรมอื่นๆ อีกหลายพฤติกรรม หากบุคลหนึ่งๆ ยึดถือค่านิยมที่ดีที่ควร ชีวิตบุคคลนั้นก็จะดีไปหลายเรื่อง ในทางกลับกัน หากเผลอไปยึดมั่นถือมั่นค่านิยมที่ผิด ชีวิตบุคคลนั้นก็จะบิดเบี้ยวไปได้หลายอย่างเช่นกัน หากค่านิยมไม่สำคัญในระดับมากจริง คสช.คงไม่เริ่มจากการคิกออฟค่านิยม 12 ประการ เข้าสู่สถานศึกษาของไทยทั้งประเทศ แบบปูพรมเพื่อสร้างพฤติกรรมทางความคิดทั้ง 12 ประการ ให้เกิดแก่เยาวชนเหมือนที่เรารับรู้รับทราบแล้ว

ค่านิยมการจัดกิจกรรมรับวุฒิการศึกษาแบบบัณฑิตน้อยสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมให้น้อยลงและเลิกในที่สุดตามที่ได้รับทราบความเห็นทั้งจากผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ปกครองว่าสถานศึกษาจัดกิจกรรมนี้ทำไม พอวิเคราะห์เหตุผลได้ 3 ประการหลัก คือ

1.เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้แก่เด็กและผู้ปกครอง ผู้เขียนอยากจะโต้แย้งว่า หากไม่จัดพิธี ไม่มีการสวมชุดครุยและถ่ายรูป เราก็สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เด็กๆ ของเราได้ และทำได้ทุกวันด้วย เด็กๆ ทำการบ้านถูกและครบตามจำนวน เราก็ชื่นชมให้เด็กภาคภูมิใจในตัวเองได้ เด็กส่งชิ้นงานที่ดี สวยงาม มีคุณภาพตามที่ครูมอบหมาย เราก็ชื่นชมให้เกิดความภาคภูมิใจได้ เด็กพูดจาไพเราะ มีสัมมาคารวะต่อผู้ปกครองและคุณครู เราก็เสริมแรงให้เด็กภาคภูมิใจในตนเองได้ แค่ใบวุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตร หรือใบระเบียนธรรมดาๆ ที่แสดงว่าจบอนุบาลแล้ว จบประถมศึกษาแล้ว จบมัธยมต้นแล้ว จบมัธยมปลาย หรือจบ ปวช.แล้ว ครูก็สามารถพูด อธิบาย กระตุ้นให้เขาภาคภูมิใจได้แล้วมิใช่หรือ ทำไมต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย

2.เพื่อแสดงความยินดีที่สำเร็จการศึกษา ตรงนี้แหละที่ผู้เขียนรู้สึกว่า “ขันขื่น” มากที่สุด ถึงแม้ผู้เขียนจะเป็นผู้สอนในระดับอุดมศึกษา แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธว่าการจบอนุบาล ป.6 ม.3 ไม่ใช่ความสำเร็จของคนคนหนึ่งที่เข้าสู่ระบบการศึกษา แต่ชีวิตของเยาวชนที่เรียนมาได้เพียงอนุบาล เพียงประถมหรือมัธยมต้นนั้น ยังมีอีกยาวไกลมากที่จะมาเอ่ยคำว่า “ประสบความสำเร็จในการศึกษา” อย่างเด็กที่จบอนุบาลเขาแค่พออ่านออกเขียนได้เท่านั้น มันจะอะไรกันนักกันหนาที่จะต้องมาแต่งชุดครุย แต่งหน้าทำผม ซื้อช่อดอกไม้มามอบให้แก่กัน แล้วถ่ายรูปบรรจุกรอบอย่างดี

3.เป็นความต้องการของผู้ปกครองและเป็นความสมัครใจ ในประเด็นนี้ผู้เขียนอยากบอกว่าผู้ปกครองก็คือชาวบ้านที่เป็นเพื่อนร่วมสังคมร่วมประเทศชาติกับเรา หากสถานศึกษาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการ ก็อธิบายเขาซิครับ จะเอาใจในเรื่องที่ไม่ควรเอาใจกันไปถึงไหน ทีเรื่องที่ต้องบริการให้ดีที่สุดนั่นคือการสอนหนังสือให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ทุกทักษะที่หลักสูตรกำหนดอย่างมีคุณภาพ…เราได้ทำอย่างเต็มที่หรือไม่…ขอถาม?ผู้เขียนเคยพะอืดพะอมและเกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมากในคราวที่ได้รับจดหมายจากโรงเรียนของลูกเพื่อถามความสมัครใจเรื่องการขออนุญาตให้ลูกเข้าร่วมพิธีรับวุฒิบัตรป.6ในลักษณะที่จัดรับวุฒิบัตรแบบบัณฑิตน้อย

ผู้เขียนได้แสดงความเห็นกับลูกว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมแบบนี้ พร้อมทั้งได้อธิบายลูกว่าทำไมพ่อไม่เห็นด้วย หลังจากอธิบายลูกแล้ว ได้ถามลูกว่าจะให้พ่อตอบช่องไหน เข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม นาทีนั้นสังเกตเห็นสีหน้าของลูกเศร้าหม่นลง แล้วพูดว่า เพื่อนๆ ในห้องของลูกเขาเข้าร่วมกันทุกคน

นี่แหละที่บอกว่าพะอืดพะอม เพราะไม่ต้องการให้ลูกเสียใจที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมและถ่ายรูปกับเพื่อนๆ ไม่ต้องการให้ลูกแปลกแยกจากเพื่อนๆ ของเขาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ในวันจัดพิธีของโรงเรียน ผู้เขียนได้คุยกับเพื่อนๆ ผู้ปกครองหลายคนที่สะท้อนความรู้สึกออกมาว่า เขาก็ไม่อยากเข้าร่วมเหมือนกัน ด้วยเหตุผลหลักคือรูปแบบของกิจกรรมไม่เหมาะกับระดับการศึกษาที่ลูกสำเร็จ เรื่องสิ้นเปลืองเป็นเรื่องรอง เนื่องจากค่าเช่าชุดครุยนั้นเพียง 300 บาท และมีค่ามัดจำที่ได้รับคืนเมื่อคืนครุยอีก 300 บาท แต่ก็ตัดสินใจเข้าร่วมด้วยเหตุผลเดียวกันคือสงสารลูก

กรณีเรื่องที่สถานศึกษาอ้างว่าเป็นความสมัครใจของผู้ปกครองผู้ปกครองมีเสรีภาพที่จะเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้นั้นผู้เขียนคิดว่าการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเด็กนักเรียน และในส่วนที่เชื่อมโยงกับการตัดสินใจของผู้ปกครองนั้นมันมีเรื่องละเอียดอ่อน (Sensitive) เยอะมาก ข้อมูลเสียงสะท้อนของผู้ปกครองคนหนึ่งที่ตีพิมพ์ทางสื่อมวลชนแล้วน่าสนใจมาก ผู้ปกครองคนนั้นให้ความเห็นว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการจัดกิจกรรมวันบัณฑิตน้อยของโรงเรียนที่ลูกจบอนุบาลอย่างมาก เนื่องจากปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายและการไม่เห็นในความจำเป็น แต่หากไม่ให้ลูกเข้าร่วม ลูกของตนเองจะต้องเข้าเรียน ป.1 ที่โรงเรียนนี้อีก จึงเกรงว่าจะเป็นปัญหากระทบกับลูกที่จะต้องเรียนโรงเรียนนี้ต่อไป เข้าข่ายลักษณะพะอืดพะอมกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนที่ผู้เขียนแสดงความรู้สึกก่อนหน้านี้

ส่วนของผู้เขียนนั้นลูกต้องไปเรียนต่อที่โรงเรียนอื่น แต่ไม่อยากให้ลูกเสียใจและเสียสังคมเพื่อน

เรื่องที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งคือเรื่อง”ครุย” ที่ผู้เขียนคิดว่า “เป็นของสูง” อย่าเอาครุยมาทำเล่น ครุยควรจะได้เป็นสัญลักษณ์ของสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญา อย่าเอามโนทัศน์เรื่องครุยมาเลียนแบบจนทำให้ครุยมีความหมายและคุณค่าด้อยลง

ครุยในความหมายโดยนัยทางจิตวิทยาคือสิ่งจูงใจ(Incentive)ที่จะผลักดัน (Drive) ให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจ (Motivation) เกิดมุนานะในการศึกษาเล่าเรียนเพื่อจะได้เป็นผู้เจริญงอกงามทางความรู้และวุฒิภาวะ (Maturation) ที่เราเรียกกันว่าบัณฑิต และได้สวมครุยในวันที่สำเร็จการศึกษา เป็นบัณฑิตของสังคม ประเทศทั่วโลกใช้ครุยเป็นสัญลักษณ์ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย การเกิดขึ้นของครุยของมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเป็นบทบัญญัติ ผู้ใดจะดัดแปลงและสวมใส่ครุยของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยไม่มีสิทธิย่อมกระทำมิได้ ครุยจึงไม่ควรจะถูกนำมาตัดเลียนแบบและใช้กันจน “บ้าใบ” ถึงขนาดนี้

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของชุดครุยกระแสหนึ่งว่า ในครั้งที่มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นครั้งแรกในโลก ซึ่งเชื่อกันว่าเกิดในราวปี ค.ศ.1621 ในดินแดนทวีปยุโรปปัจจุบัน และเมื่อถึงคราวที่มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกจะจัดพิธีประสาทปริญญาให้แก่บัณฑิตรุ่นแรก บรรดาคณาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาคิดกันว่าจะหาเสื้อผ้าที่แสดงวิทยฐานะให้แก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษาสวมใส่ในวันที่สำเร็จการศึกษาอย่างไรดีเพื่อให้เสื้อผ้านั้นสื่อความหมายถึงสาระสำคัญของชีวิตผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยซึ่งสังคมยกย่องสรรเสริญว่าเป็นปัญญาชน เล่ากันว่าในขณะที่บรรดาคณาจารย์กำลังประชุมคิดเครื่องครุยวิทยฐานะกันอย่างคร่ำเครียดนั้น อาจารย์คนหนึ่งหันไปเห็นช่างทาสีที่กำลังทาสีฝาผนังตึกเรียนอยู่ข้างๆ นั้น เมื่อเห็นช่างทาสีสวมเสื้อคลุมคลุมตัวและคลุมศีรษะเพื่อปกป้องไม่ให้สีเปื้อนเนื้อตัวและเสื้อผ้าชั้นใน เสื้อคลุมของช่างทาสีที่มีลักษณะเป็นเสื้อคลุมเลยเข่าลงมาถึงน่อง และมีส่วนที่ใช้คลุมศีรษะเย็บติดไว้กับตัวเสื้อด้วย ทั้งหมดนั้นจึงเป็นที่มาของชุดครุยที่มีฮู้ดห้อยไว้ด้านหลังเหมือนดั่งหมวกคลุมศีรษะของช่างทาสี เล่ากันว่าในครั้งเมื่อมีผู้พบเห็นชุดครุยชุดแรกนี้ และถามเหตุผลหรือแนวคิดหลักที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้ชุดครุยของบัณฑิตเลียนแบบชุดช่างทาสี กลุ่มคณาจารย์ผู้ออกแบบได้ตอบว่า เพื่อไม่ให้ผู้สำเร็จการศึกษาเหิมเกริม ทระนงตัวจนเกินเลยไปว่ามีการศึกษาสูงกว่าคนอื่น จนถึงขั้นดูถูกดูแคลนคนอื่น โดยเฉพาะบุคคลที่ได้รับการศึกษาน้อยกว่า อย่างน้อยก็เช่น ช่างทาสี เป็นต้น

ครุยจึงไม่ควรนำมาตัดเลียนแบบให้เด็กๆ สวมใส่อย่างเป็นจริงเป็นจัง เอางานเอาการกันถึงเพียงนี้ เนื่องจากไม่เหมาะไม่ควร และยังผิดฝาผิดตัวจนดูมั่วไปหมด เป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดเพี้ยนให้เกิดขึ้นในสังคม

การจัดกิจกรรมมอบวุฒิบัตรแบบบัณฑิตน้อยนับวันจะทำมากขึ้นในกลุ่มของโรงเรียนเอกชนและสถานศึกษาที่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) คสช. หรือซุปเปอร์บอร์ดด้านการศึกษา อย่ามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กนะครับ มันเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากมันเป็นเรื่องการสร้างค่านิยมที่ผิด เป็นเรื่องการจัดการศึกษาที่ไม่ได้มุ่งเน้นสาระ เน้นแต่พิธีการและส่งเสริมความสิ้นเปลือง ผู้เขียนเขียนและพูดกับลูกศิษย์ที่เป็นครูมาตลอดว่า การสร้างค่านิยมที่ผิดเพี้ยน ฟุ่มเฟือย และไม่ได้ประโยชน์ในสถานการณ์ทางการศึกษานั้น เป็นปัญหาใหญ่ของชาติ เนื่องจากเด็กของเราจะเกิดค่านิยมที่ไร้สาระ เน้นพิธีการและวัตถุ และไม่รู้สึกรู้สากับความสิ้นเปลืองตั้งแต่เล็กตั้งแต่น้อย มันจะเป็นนิสัยที่แก้ยากเมื่อเด็กของเราโตขึ้น และบุคลิกภาพแบบนี้จะติดตัวจนเป็นผู้ใหญ่ เขาก็จะกลายเป็นพลเมืองที่เป็นแรงเสียดทานในการพัฒนาประเทศมากกว่าที่จะเป็นแรงผลักดัน

ไหนๆ เราก็เข้าโหมดปฏิรูปการศึกษากันอย่างยกใหญ่แล้ว ผู้เขียนมีความหวังนะครับว่าการปฏิรูปคราวนี้เราจะทำสำเร็จ มนุษย์เราต้องอยู่ด้วยความหวังมิใช่หรือ เราจะต้องช่วยกันยกคุณภาพการศึกษาของประเทศชาติของเราให้อยู่ในระดับที่ประชาคมโลกไม่อาจดูถูกดูแคลนเอาได้เราจะไม่ปฏิรูปแบบมโนไปเองหรือไม่ปฏิรูปแบบให้คนบางกลุ่มบางพวก “รับจ้างทำเอง” ซึ่งไม่ได้ฟังเสียงจากพื้นที่หรือฟังอย่างตาบอดคลำช้าง

เมื่อเราต้องเร่งเครื่องเดินหน้าการปฏิรูปการศึกษา รัฐบาลอย่าปล่อยปละละเลยปัญหาที่มันพันธนาการอนาคตของเด็กเรานะครับ อย่าเดินหน้าแบบม้าลำปาง มองข้างทางบ้าง ควบคุมและจัดการเสีย นอกจากเรื่องบัณฑิตน้อยนี้แล้ว มันยังมีอีกเยอะมากนะครับที่ล้วนแต่สร้างภาพลักษณ์ความ “บ้าใบ” ให้แก่สังคมไทย

ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง
คณบดีคณะศิลปศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ม.หาดใหญ่




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2560   
Last Update : 21 ธันวาคม 2560 21:14:10 น.   
Counter : 10667 Pageviews.  

ถกเรื่องความเหลื่อมล้ำในรั้วโรงเรียน กับ อรรถพล อนันตวรสกุล



วันดี สันติวุฒิเมธี เรื่อง

TEDxSilpakornU ภาพ

ทุกวันนี้เวลาพ่อแม่พาลูกไปสมัครเข้าโรงเรียน จะพบว่า หลักสูตรการศึกษาในโรงเรียนมักจะมีหลากหลายหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตรที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษมีตั้งแต่ EP (English Program), Mini EP, IEP (Intensive English Program) ไปจนถึงหลักสูตรนานาชาติในโรงเรียน ซึ่งค่าเทอมเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน เมื่อเด็กเติบโตขึ้นเรื่อยๆ หลักสูตรในโรงเรียนก็ยังคัดแยกเด็กออกไปเป็นห้อง King ห้อง Queen ห้อง Gifted และห้องเรียนเฉพาะทางอีกหลายห้อง

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ การแบ่งแยกเด็กออกเป็นห้องเรียนต่างๆ กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำให้เด็กตั้งแต่ในรั้วโรงเรียนหรือไม่ หากเด็กๆ เหล่านี้เติบโตต่อไปในอนาคต พวกเขาจะอยู่ร่วมกันในสังคมแบบไหน และสังคมไทยกำลังจะเต็มไปด้วยเด็กเก่งที่เห็นแก่ตัว ทอดทิ้งคนที่ไม่เก่งเอาไว้ข้างหลังอยู่หรือเปล่า

101 ชวน ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล  อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นักวิชาการด้านการศึกษาที่กล้าวิพากษ์ระบบการศึกษาไทยอย่างลุ่มลึก มาร่วมตอบคำถามเชิงวิเคราะห์และวิพากษ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาไทย

“ขณะนี้ความเหลื่อมล้ำได้บุกเข้ามาในโรงเรียนของรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนกลายเป็นผู้ผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมให้เด็กเห็น”

ทุกวันนี้ โรงเรียนมักมีหลักสูตรพิเศษต่างๆ ที่พ่อแม่ต้องจ่ายเงินค่าเทอมเพิ่มมากขึ้น อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร

ผมชวนมองสองประเด็น ประเด็นแรก การศึกษาเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่รัฐต้องจัดให้ เป็นงบฯ สมทบเบื้องต้นเสมอภาคกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งในโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนรัฐ คือ พวกโปรแกรมพิเศษต่างๆ  ที่พ่อแม่ต้องจ่ายเพิ่ม อาทิ ห้องเรียน EP ห้องเรียนเน้นวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนเน้นเฉพาะความถนัด เป็นต้น

คำถามก็คือ โปรแกรมเหล่านี้เป็นการผลักภาระให้พ่อแม่ต้องจ่ายเพิ่มใช่หรือไม่ และถ้าจ่ายเพิ่มแล้วมั่นใจได้หรือเปล่าว่าลูกของคุณจะมีคุณภาพการเรียนที่ดีขึ้น ทำไมการได้มีโอกาสเรียนภาษาอังกฤษกับครูที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสอนจึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องจ่ายเพิ่ม คนที่มาจากครอบครัวที่ไม่พร้อมจ่ายต้องกลายเป็นผู้ที่ขาดโอกาสเข้าถึงห้องเรียนที่ครูมีความสามารถพอที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการสอนใช่หรือไม่

ประเด็นที่สอง โปรแกรมพิเศษเหล่านี้กำลังทำให้เด็กถูกเลือกปฏิบัติอยู่หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น ห้องเรียนทั้งหมดมี 10 ห้อง แบ่งเป็นห้องเรียนโปรแกรมพิเศษที่พ่อแม่จ่ายเพิ่ม 5 ห้อง ถ้าเป็นหลักสูตร EP เป็นห้องเรียนติดแอร์ มีเด็กไม่เกิน 30 คน ส่วนอีก 5 ห้องเป็นห้องเรียนพัดลม มีเด็ก 40-50 คน ถามว่าเด็กที่เรียนห้องเรียนธรรมดาเพราะพ่อแม่ไม่พร้อมจ่ายจะรู้สึกอย่างไร

โปรแกรมพิเศษเหล่านี้ทำให้ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ต้องทำใจยอมรับให้ได้ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน และขณะนี้ความเหลื่อมล้ำได้บุกเข้ามาในโรงเรียนของรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ โรงเรียนกลายเป็นผู้ผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมให้เด็กเห็น ทั้งที่การศึกษาเป็นเรื่องสวัสดิการขั้นพื้นฐาน แต่ช่องว่างของคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนกำลังถ่างกว้างมากขึ้น

คุณแยกเด็กจำนวนหนึ่งออกมา กลายเป็น Education for Some ในขณะที่การศึกษาควรจะต้องเป็น Education for All แล้วในมุมกลับกัน เมื่อก่อนนี้เวลาโรงเรียนต้องการระดมทุนพ่อแม่เพื่อปรับปรุงห้องคอมฯ เพื่อเด็กทั้งโรงเรียน ก็อาจจัดงานทอดกฐินคอมฯ ผ้าป่าคอมฯ บ้าง นี่คือ All for Education แต่ตอนนี้พ่อแม่จ่ายด้วยเงินพิเศษเป็น “ท่อตรง” เพื่อลูกตนเองได้อยู่ในห้องเรียนที่มีความพร้อมมากกว่าเด็กทั่วไป ซึ่งจริงๆ แล้วมันควรเป็นระบบเพื่อคนทุกคนในโรงเรียนมากกว่าเพื่อเด็กเฉพาะบางคน

พ่อแม่มีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องจ่ายค่าเทอมเพิ่มเพื่อให้ลูกได้เรียน English Program หรือ EP

ผมคิดว่าปัจจุบันเป็นเรื่องของค่านิยมมากกว่า เพราะโลกยุคปัจจุบัน การเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียนอย่างเดียว ถ้าเด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น มีครอบครัวสนับสนุน หรือเด็กขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเอง ดูหนังสือฟังเพลงภาษาอังกฤษผ่านยูทูปก็ได้เหมือนกัน ถ้าเราทำให้สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนมีการใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น พัฒนาคุณภาพครูไปทั้งหมดพร้อมกัน เด็กคนอี่นก็จะได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วย

แต่พอโรงเรียนเปิด “ช่องทางพิเศษ” เพื่อคัดเลือกครูเฉพาะกิจขึ้นมา ครูชาวต่างชาติก็ถูกคัดเลือกเข้ามาแทนครูไทย ซึ่งปัญหาก็คือ เรายังไม่มีเกณฑ์คัดครูต่างชาติที่มาสอนภาษาอังกฤษว่าเคยมีประสบการณ์สอนเด็กมาก่อนไหม เพราะครูสอนภาษาอังกฤษไม่ใช่ว่าแค่พูดภาษาอังกฤษเป็นก็สอนเด็กได้  มาตรฐานความรู้ด้านภาษาอังกฤษและจิตวิทยาการสอนเด็กก็เป็นเรื่องสำคัญ

จริงๆ แล้ว ปัจจุบันครูไทยที่จบครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ วิชาเอกภาษาอังกฤษ และมีความสามารถสอนภาษาอังกฤษมีจำนวนมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีห้องเรียนต่างหาก โรงเรียนควรหันมาให้ความสำคัญกับครูบรรจุใหม่ให้มีคุณภาพ ได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง มากกว่าการจ้างครูชาวต่างชาติเข้ามาสอนแทนครูชาวไทย เพราะถ้าโรงเรียนไม่ได้พัฒนาครูจบใหม่ในช่วงปีแรกๆ ของการสอน เขาก็จะกลายเป็นครูที่มีความรู้เพียงเท่าที่เรียนจบมาไปจนเกษียณอายุราชการ

เพราะฉะนั้น ถ้าโรงเรียนจะลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพภาษาอังกฤษของเด็กทั้งโรงเรียน ก็ต้องสร้างกลไกเพื่อเด็กทั้งโรงเรียน มากกว่าการแบ่งห้องเรียนพิเศษ เพื่อรับการสนับสนุนจากผู้ปกครองที่พร้อมจ่ายเงินพิเศษ เพื่อมาเจอครูพิเศษ แล้วอยู่ในห้องเรียนที่มีความพร้อมเป็นพิเศษ

พ่อแม่กำลังผลักภาระให้โรงเรียนโดยใช้เงินซื้อหลักสูตรการเรียนที่แพงกว่าหรือเปล่า

พ่อแม่ส่วนใหญ่เมื่อส่งลูกเข้าโรงเรียนก็คิดว่าตนเองหมดบทบาทแล้ว เวลาระดมทรัพยากรก็เอาเงินใส่ซองให้โรงเรียนก็จบ สิ่งสำคัญคือ เราต้องพยายามสนับสนุน ให้พ่อแม่เข้ามาเป็นเจ้าของการศึกษามากกว่าเป็นผู้จ่ายเพื่อการศึกษา

ตอนนี้หลักสูตร EP คือ ตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะพ่อแม่ไม่เคยเข้าไปดูว่า ครูฝรั่งที่มาสอน สอนดีหรือเปล่า หลักสูตรโอเคไหม พ่อแม่มองแค่ว่า ฉันจ่ายแล้วเป็นหน้าที่โรงเรียนจัดการไป ฉันจะรอผลที่ปลายทาง ไม่สนใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางบ้าง พ่อแม่ต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายค่าเทอมราคาแพงซึ่งไม่ได้รับประกันว่าลูกของคุณจะได้รับคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้นหรือเปล่า

ในทางกลับกัน ถ้าไม่จ่ายในส่วนนี้ แต่นำเงินไปชดเชยคุณภาพให้ลูกในมุมอื่น อาจได้ประโยชน์มากกว่า เช่น สร้างแรงจูงใจให้ลูกได้ใช้สิ่งแวดล้อมภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน โลกปัจจุบันช่องว่าง ICT หดแคบลง เด็กมีโอกาสฟังสำเนียงภาษาอังกฤษฟรีจากยูทูปได้เยอะมาก พ่อแม่ควรต้องช่วยออกแบบการศึกษาให้ลูกด้วย ถ้าไปรอการศึกษาในระบบโรงเรียนอย่างเดียว แต่ไม่ได้แรงส่งเชิงคุณภาพจากครอบครัว  มันก็ไม่ได้มีอะไรการันตีว่าลูกของคุณจะเก่งภาษาอังกฤษ

จริงๆ แล้ว การเรียนภาษาอังกฤษต้องเริ่มจากต้นทาง คือ เริ่มต้นในวัยที่เหมาะสม ด้วยวิธีการที่เหมาะสม โตมาในสภาพแวดล้อมการเรียนที่เหมาะสม เจอครูที่ใช้ภาษาอังกฤษแบบเป็นธรรมชาติ มองว่าเป็นภาษาที่สอง แนวทางนี้ใช้ได้กับทุกวิชา ไม่ใช่เรียนเพื่อท่องจำ เพื่อใช้ทำโจทย์ข้อสอบอย่างเดียว ไม่ได้เรียนมาเพื่อใช้ในชีวิตจริง

“พ่อแม่ไม่เคยมองว่า ตนเองเป็นครูของลูก ผู้เรียนก็ไม่เคยคิดจะเป็นครูของชีวิตตนเอง ผลักเรื่องการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องของการไปโรงเรียนอย่างเดียว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูเท่านั้น”

ปัญหาใหญ่ของระบบการศึกษาไทยคืออะไร

ต้องถามกลับว่า ทุกวันนี้ใครคือเจ้าของการศึกษา พ่อแม่เองไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของการศึกษา ไม่สามารถส่งเสียงบอกได้ว่า หลักสูตรแบบไหนที่เหมาะกับลูก ถ้าพ่อแม่มาจากครอบครัวที่ไม่ได้พร้อมมาก ยิ่งไม่กล้าพูด เพราะไม่มีอำนาจต่อรอง พ่อแม่ไม่เคยมองว่า ตนเองเป็น Educator หรือ ครูของลูก รู้แต่ว่า ส่งลูกไปโรงเรียน นี่คือหน้าที่ของครู พ่อแม่ที่ชอบย้ายโรงเรียนลูกเพื่อหาโรงเรียนที่พอใจมากที่สุด เพราะคุณมองว่าตนเองเป็นลูกค้า มองโรงเรียนเป็นโรงงานที่ผลิตสินค้า แต่ไม่เคยคิดจะเป็นเจ้าของการศึกษา ไม่เคยคิดจะใช้เวลาในการเรียนรู้ร่วมกันกับลูก ผลักเรื่องการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องของการไปโรงเรียนอย่างเดียว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูเท่านั้น

ในมุมกลับกัน Learner หรือผู้เรียนก็ไม่เคยคิดจะเป็น Educator หรือครูของชีวิตตนเอง (ในกรณีที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว) ทุกคนคิดแต่ว่า โรงเรียนมันห่วย การศึกษามันแย่ คำถามคือ คุณก็รู้ว่าโรงเรียนมันมีปัญหา แล้วคุณไม่คิดจะแก้ปัญหาด้วยตนเองเลยเหรอ แล้วคุณก็บอกว่า ระบบการศึกษาทำให้ผมหลงทางมาทั้งชีวิต แล้วคุณรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าตนเองหลงทาง ถ้ารู้ตัวตั้งแต่วันนั้นแล้วทำไมไม่ทำให้ตัวเองรู้ว่าต้องไปทางไหน สุดท้ายคุณก็ไม่กล้าพอที่จะเผชิญความจริงว่า​ฉันหลงทาง ยังต้องเล่นตามเกมของสังคมอยู่

แนวคิดแยกห้องเรียนเด็กที่มีปัญญาเลิศ หรือห้องกิฟเต็ด (Gifted) มีผลดีผลเสียอย่างไร

ห้องเรียน Gifted ของไทยยังมีความเข้าใจผิดอยู่มาก เพราะจริงๆ แล้วแนวคิดเรื่องห้องเรียน Gifted หมายถึงห้องเรียนสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษมากๆ โจทย์คือทำอย่างไรให้ศักยภาพที่สูงเป็นพิเศษไม่ถูกล็อคด้วยเพดานที่ต่ำ

ลองนึกถึงการเจอเด็กปัญญาเลิศคนหนึ่งในห้องเรียน แล้วเขาต้องมานั่งเรียนเรื่องที่ง่ายมาก ซึ่งเขาเข้าใจแล้ว เราก็ควรจับเขาแยกมาอยู่ในโปรแกรมพิเศษเพื่อพัฒนาให้เขาไปให้สูงกว่าเดิม แต่ห้องเรียน Gifted บ้านเรา กลับเอาไปแยกเด็กที่มีผลการเรียนสูง ถูกคัดกรองด้วยผลการเรียนจากข้อสอบปกติ ไม่ได้คัดกรองว่า เด็กคนนี้เป็นเด็กปัญญาเลิศจริงหรือเปล่า

ห้องเรียน Gifted จึงกลายเป็นห้องของคนที่พร้อมจ่ายเพื่อให้ได้ครูที่เก่งกว่า อยู่ในห้องเรียนที่มีเด็กต่อห้องน้อยกว่า และได้ครูเก่งๆ ทั้งภายในและภายนอกมาช่วยกันสอน ส่วนเด็กที่อยู่ในระดับชั้นเดียวกันที่ไม่ได้เรียนห้อง Gifted ก็จะไม่มีโอกาสได้เรียนกับครูเก่งๆ เหล่านี้ ทั้งๆ ที่ ครูเก่งๆ ควรได้สอนเด็กห้องที่ไม่เก่งด้วยเหมือนกัน เด็กที่ไม่เก่งจะได้มีโอกาสพัฒนาความสามารถให้เก่งขึ้น

การแยกเด็กไปอยู่ห้อง Gifted ตั้งแต่ระดับประถมเป็นการด่วนตัดสินความสามารถของเด็กหรือเปล่า

บางทีพัฒนาการเด็กบางคนอาจยังช้าอยู่ เขาอาจยังไม่ค้นพบตัวเอง การจับเด็กเข้าลู่เร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่า เด็กจะมีโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้น เราจับเขาไปอยู่ในลู่แข่งที่ไม่แฟร์ เพราะเขายังไม่พร้อม โปรแกรมพิเศษเหล่านี้จึงไม่ควรจะเข้าไปอยู่ในวัยประถม เพราะเป็นวัยที่ไม่ควรเร่งเรียน แต่เป็นวัยของการพัฒนาทักษะ และปูพื้นฐานด้านคุณลักษณะ ค่านิยม การอยู่ร่วมกันในสังคมมากกว่า

แล้วเด็กที่ไม่ได้อยู่ห้องเรียนพิเศษจะเป็นอย่างไร

เด็กเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเหลื่อมล้ำ ยอมเป็นคนอยู่ข้างล่าง ตระหนักในสิทธิพิเศษของคนอยู่ข้างบน นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการมีโปรแกรมพิเศษเหล่านี้อยู่ในโรงเรียน ณ วันที่มันดำเนินการอยู่ มันทำให้เกิดสองมาตรฐานในโรงเรียนแล้ว แต่ระยะยาว ลองนึกถึงเด็กกลุ่มนี้ที่เติบโตขึ้นในสังคม ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็กลายเป็นชนชั้นกลางระดับบนสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องถูกล็อคเอาไว้เป็นชนชั้นกลางระดับล่าง สังคมที่เป็นแบบนี้ ไม่เคยพาไปสู่ความยั่งยืน เป็นสังคมที่ไม่สามารถพาให้เศรษฐกิจมวลรวมโตได้

ถ้าประเทศไทยต้องการพัฒนาไปต่อ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องย้อนกลับมาจัดกระบวนทัศน์เรื่องการศึกษากันใหม่ เลิกคิดแบบ Education for Some ประเภทห้องเรียนพิเศษ ติวเด็กโอลิมปิค เพราะเป็นตัวตอกหมุดความเหลื่อมล้ำให้ถ่างกว้างมากขึ้น เด็กที่เรียนไม่เก่งก็จะถูกเขี่ยทิ้งระหว่างทางไปเรื่อยๆ

คำถามคือ เมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้น พวกเขาก็ต้องอยู่ร่วมสังคมเดียวกัน สิ่งที่เป็นดาบสองคมคือ พวกเขาจะไม่มีความรู้สึกช่วยเหลือกัน เพราะเราสร้างเด็กแบบแบ่งแยกกันด้วยห้องเรียนพิเศษ โรงเรียนเฉพาะทาง เราไม่เคยปลูกฝังให้พวกเขาดูแลกัน เด็กเก่งจะไม่อยากช่วยเหลือเด็กอ่อน สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมของคนเก่งเห็นแก่ตัว ที่พยายามผลักดันให้ตัวเองสูงขึ้น แทนที่เราจะดูแลความรู้สึกซึ่งกันและกัน

ประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่ประเทศที่ปฏิรูปการศึกษาสำเร็จต้องก้าวผ่านเรื่องนี้ให้ได้ก่อนเพื่อนเลย ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศฟินแลนด์ เด็กจนเด็กรวยก็ต้องเรียนโรงเรียนเดียวกัน เพื่อทำให้เขาเป็นเพื่อนกัน เขาจะได้โตขึ้นมาช่วยเหลือกัน ไม่ทิ้งกัน

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับเด็กเก่งคืออะไร

เด็กเหล่านี้จะเติบโตมาด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูงมากขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งเขาก็จะถีบตัวเองขึ้นมาเป็นวิศวกร เป็นหมอ เพราะเป็นเด็กเก่ง แต่เขาต้องแข่งขันสูงมาก พ่อแม่พร้อมจ่ายเพื่อติวกับครูเก่งๆ เด็กเหล่านี้ต้องแข่งกันถีบตัวเองขึ้นไปให้ได้ เพราะพ่อแม่ปลูกฝังค่านิยมแบบปากกัดตีนถีบให้ คือ กัดคนข้างบนลง แล้วถีบคนข้างล่างลงไป สังคมก็จะยิ่งร้าวฉานแตกแยกกันยิ่งขึ้น

“เราจัดการศึกษาโดยไม่รับผิดชอบต่ออนาคตของสังคมตนเอง”

ทางออกเรื่องการศึกษาของสังคมไทยอยู่ตรงไหน

เราต้องกลับมาคิดเรื่องสิทธิพื้นฐานของการเข้าถึงคุณภาพการศึกษา ต้องไม่เฟ้นหาช้างเผือกเพื่อปั้นช้างเผือกตัวนั้นให้เด่นขึ้น แต่สิ่งที่ต้องทำคือ พัฒนาโรงเรียนกลุ่มล่างให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพราะในความเป็นจริงมีเด็กกลุ่มเก่งกระจายอยู่เต็มไปหมด เขาอาจเป็นเด็กกลุ่มเก่งที่มาจากครอบครัวยากจน หรือสำหรับเด็กบางคน ความเก่งของเขาอาจจะยังไม่ได้ถูกค้นพบก็ได้

ที่ผ่านมา เราถนัดแต่การศึกษาที่ใช้ตะแกรงร่อนเด็กเก่งเพื่อคัดมาเข้า “ลู่พิเศษ” โดยร่อนผลึกที่อ่อนทิ้งไป ซึ่งจริงๆ แล้วผลึกแต่ละอันก็มีความหมายในตัวเอง การใช้ตะแกรงร่อน ร่อนด้วยเกณฑ์เดียวจึงไม่ยุติธรรมสำหรับเด็กกลุ่มใหญ่ที่ถูกร่อนทิ้งไป

ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการศึกษาของทั่วโลกมีกี่แบบ

ตอนนี้มีอยู่สี่แบบหลักๆ แบบที่หนึ่ง คือ การศึกษาที่เน้นการแข่งขันและสร้างแรงงาน เป็นกระแสหลักทั่วโลก มีปัญหาหมด ติดกับดักเรื่องการแข่งขันหมดเลย เน้นการสอบ เน้นการพัฒนาเด็กเก่ง เน้นโรงเรียนดังๆ ในเอเชียมีหลายประเทศ แม้แต่เกาหลีใต้ ซึ่งมีคะแนนสอบ PISA สูงมากๆ ก็ติดกับดักแบบนี้ ซึ่งนี่คือกับดักที่ใหญ่มากๆ ของการศึกษา

แบบที่สอง การศึกษาที่เน้นการพัฒนาความเป็นมนุษย์อย่างรอบด้าน เอาเด็กเป็นตัวตั้ง หรือ Child-Center Education รู้จักตัวเอง บ่มเพาะศักยภาพของเด็ก เพื่อให้เขาได้พัฒนาตัวเอง และสังคม ซึ่งหลายประเทศก้าวมาถึงตรงนี้และไปต่อกันแล้ว

แบบที่สามไปไกลกว่าแบบที่สอง คือ การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองประชาธิปไตย สร้างให้เด็กมีสำนึกทางสังคม ให้เป็นพลเมือง รู้บทบาทตนเองต่อสังคมที่ตนเองอยู่ ยึดเอาค่านิยมทางสังคม การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การเคารพกันและกันเป็นตัวตั้ง เหมือนอย่างที่เราเห็นในหลายประเทศ อย่างเช่น ญี่ปุ่นและฟินแลนด์ เพราะเขาต้องสร้างวัฒนธรรมรวมหมู่ สร้างสำนึกความเป็นคนกลุ่มเดียวกัน มีกฎกติกาที่ยุติธรรมร่วมกัน มีกิจกรรมที่ต้องไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนร่วมกัน

แบบที่สี่อาจจะดูสุดโต่งหน่อยเพราะไม่ใช่แค่การดูแลกัน แต่เป็นการดูแลโลกด้วย เป็น การศึกษาเพื่อการพัฒนาโลกให้ยั่งยืน ด้วยการเตรียมคนให้มีสำนึกในการสร้างโลกที่เป็นธรรม ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

ตอนนี้ไทยยังติดอยู่กับการศึกษาแบบที่หนึ่ง ติดกับดักการแข่งขันอยู่ที่เดิมมานานแล้ว แล้วเราก็ไม่ยอมรับด้วยว่าในการแข่งขัน เด็กบางคนเท่านั้นที่รอด ในอนาคตอันใกล้ สัญญาณเตือนภัยมาแล้วคือ เด็กเก่งจะไม่อยู่เมืองไทย เพราะเด็กเก่งพร้อมแล้วที่จะไปอยู่ที่อื่นได้

เราจะเห็นปรากฎการณ์คนเก่งหนีทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่สังคมไทยไม่ยอมรับความจริงว่านี่เป็นผลจากอาวุธที่เราติดตั้งให้พวกเขานี่แหละ เราสอนให้เขาแยกตัวเองมาจากเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ยากจนกว่าเขา แล้วทำไมเขาจะต้องมาแบกรับคนเหล่านี้ล่ะ ในเมื่อกาวทางสังคมไม่ถูกติดตั้งเอาไว้ในจิตใจพวกเขาเลย เขาไม่มีเพื่อน ไม่ได้เติบโตมากับคนที่มีความแตกต่างทางสังคมกับเขาเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาเก่ง เขาก็จะไปไหนก็ได้นี่ ไปต่างประเทศก็ได้ ทุกคนถูกสอนให้มุ่งไปสู่อาชีพที่รู้สึกมั่นคงก่อน เราสอนให้เด็กเรียนรู้แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก คุณไม่ได้สร้างความผูกพันกับสังคมให้เขา สุดท้าย เราก็จัดการศึกษาโดยไม่รับผิดชอบต่ออนาคตของสังคมตนเอง

สิ่งที่น่ากลัวคือ มันไม่ใช่แค่อนาคตลูกหลาน แต่เป็นอนาคตของตัวคุณเองด้วย เพราะคุณจะแก่อยู่ในสังคมนี้ ลูกหลานของเราจะต้องเจอสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง เราจะกลายเป็นคนแก่ในสังคมที่มีความแตกแยกสูง คนเกลียดชังกันง่ายมากขึ้น เราจะอยู่ในสังคมที่ไม่มีความมั่นคงปลอดภัย บางคนอาจบอกว่า ฉันไม่มีลูก แต่จริงหรือไม่ว่าคุณก็ต้องแก่อยู่ในสังคมนี้

การศึกษา 4.0 คืออะไร

มาจากแนวคิดประเทศไทย 4.0 เปลี่ยนจากฐานการผลิตเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการบริการ มาเป็นฐานนวัตกรรม ถ้าคุณจะสร้างสังคมแบบนี้ได้ การศึกษาต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง เป็นการศึกษาที่ต้องการสร้างนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ต้องอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ เป็นการศึกษาที่ไม่มีบล็อคเดียว แต่เป็นการศึกษาที่ยืดหยุ่นมาก ให้ทุกคนค้นพบตัวเอง

คำถามก็คือ ถ้าเด็กคนหนึ่งบอกว่าฉันชอบทำอาหารแล้วเรียนอยู่ในโรงเรียน ระบบการศึกษาที่มีอยู่ในปัจจุบันจะพัฒนาให้เขาเป็นกุ๊กที่มีคุณภาพได้ไหม เพราะปัจจุบัน การศึกษาไทยยังจัดเป็นบล็อคๆ ที่เน้นวิทย์ คณิต ห้องเรียนทั่วไป เป็นการศึกษาที่ไม่เน้นอาชีพ ไม่มีช่องให้เด็กค้นพบตัวเองเลย เพราะฉะนั้นการศึกษา 4.0 แบบไทยๆ ที่เป็นอยู่ จึงเป็นแค่ความฝัน เป็นนวัตกรรมที่เบลอ ไม่มีอะไรชัดเจน การสร้างความคิดสร้างสรรค์ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้นพบศักยภาพตนเอง

ดูเหมือนว่า การศึกษาทุกวันนี้ไม่ได้เน้นไปที่ความสุขของเด็กในการเรียนรู้

เป็นการศึกษาที่มองไม่เห็นเด็กเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่สำคัญมากสำหรับการศึกษา 4.0 คือ ต้องมี Learning Motivation หรือ แรงจูงใจในการเรียน ถ้าคุณอยากสร้างนวัตกรที่มีความคิดสร้างสรรค์ คนๆ นั้นต้องเป็นเจ้าของการเรียนของตนเองได้ จมอยู่กับการทดลองที่อยากรู้ สู้ไม่ถอย อดทนอยู่กับการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อจะสร้างนวัตกรรมออกมาให้ได้ ซึ่งแรงจูงใจของแต่คนไม่เหมือนกัน มันจึงไม่อาจเกิดขึ้นกับการศึกษาที่เป็นแบบแผนเดียวกัน การสร้างแรงจูงใจ และความกระหายใคร่รู้ หรือ Passion ในการเรียนเป็นเรื่องสำคัญมาก

“ในสังคมไทย เด็กเริ่มไปโรงเรียนวันแรกด้วยความอยากเรียนรู้มาก สุดท้ายเรียนจบจากมหาวิทยาลัยด้วย degree with no passion ไม่มีแม้กระทั่ง passion ต่อตัวเอง ดังนั้น passion ต่อสังคมไม่ต้องพูดถึง”

ทุกวันนี้บางคนเรียนตามหน้าที่ ตามความคาดหวังของพ่อแม่ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนอาชีพตามที่ตนเองชอบ

ทุกคนมีสิทธิที่จะเปลี่ยนสายอาชีพตนเองดีกว่าให้เขาทนทุกข์กับอาชีพที่ไม่อยากทำ คำถามคือ ใครเสียหาย สังคมไทยใช่ไหม

เราปั้นหมอหนึ่งคน เงินต่อหัวช่วยนักศึกษาแพทย์เรียนกี่ล้าน รัฐบาลลงทุนกับคณะวิชาเหล่านี้ในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ขึ้นมา แล้วเงินเหล่านี้สูญเปล่าไปแค่ไหน ปล่อยให้เขาหลงทางในมหาวิทยาลัย แล้วก็ปล่อยให้เขาไปหลงทางอยู่ภายนอก กว่าคุณจะเรียนจบเป็นหมอ พ่อแม่ส่งเรียน EP เรียนวิทย์ คณิตมาเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เพื่อสุดท้ายให้คุณค้นพบตัวเองว่า “ฉันอยากเป็นนักร้อง” ทำไมเราไม่เปิดโอกาสให้เขาค้นพบตนเอง ให้เขาไปเดินบนเส้นทางที่เขาใฝ่ฝันตั้งแต่ยังเด็กไปเลย เขาจะได้มีความสุขในอาชีพที่เขาใฝ่ฝัน ไม่ต้องเสียเวลามาเดินหลงทาง

ถ้าเราตั้งเป้าหมายของการศึกษาว่า คือ การสร้าง Passion ให้เด็ก ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร

ประเทศชาติก็จะมีชีวิตชีวา เพราะคนเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองตลอดเวลา ซึ่งนี่เป็นโจทย์ที่สังคมไทยหลอกตนเองว่ากำลังทำอยู่ ทำเรื่อง Life Long Learning อยากส่งเสริมเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ถ้าถามว่า ตอนนี้คนมีความสุขกับการเรียนรู้หรือเปล่า คิดว่าไม่นะ เพราะมันไม่เคยถูกปลูกฝังเรื่อง passion ในการเรียนรู้ แต่มันจำเป็นต้องเรียนรู้ ไม่งั้นจะอยู่ไม่รอด มันไม่ได้เกิดจากความอยากรู้

ถ้ารอจนเกษียณแล้วค่อยมาเรียน จะเหลือคนแก่สักกี่คนที่ยังมี passion หลงเหลืออยู่ ตอนนี้มีหลายประเทศที่คนแก่กลายเป็นลูกค้าของสถาบันการศึกษา ที่ญี่ปุ่นโรงเรียนสอนการแสดงมีแต่คนแก่มาเรียน เพราะฉันอยากเป็นนักแสดง ฉันเป็นใครก็ไม่รู้มาทั้งชีวิต เขามี passion จะกลับมาเรียนหนังสือกัน สำหรับเมืองไทย พอเกษียณแล้วก็ลำบาก เพราะเป็นคนจนที่ไม่มีเบี้ยเลี้ยง เพราะเราถูกติดตั้ง concept เรียนเพื่อให้มันจบได้ใบปริญญา เพื่อไปสมัครงาน ทำงานเพื่ออยู่รอด ต้องเรียนรู้ปรับตัวให้อยู่รอดในระบบการแข่งขันให้ได้ เพราะเราติดกับดักการศึกษาเพื่อการแข่งขันตลอดเวลา

ทำไมเด็กไทยจึงขาด Passion ในการเรียนรู้

เด็กไปโรงเรียนวันแรกด้วยความกระหายใคร่รู้เต็มร้อย แต่หลังจากเข้าระบบโรงเรียนไปสามปี ความกระตือรือร้นและความอยากรู้ที่ว่าหายหมดเลย ด้วยหลักสูตร การสอนของครู มุมมองของครู เด็กดีต้องเรียบร้อย เข้าแถวตัวตรง เด็กหมดแรงบันดาลใจไปเรื่อยๆ

ในสังคมไทย เด็กเริ่มไปโรงเรียนวันแรกด้วยความอยากเรียนรู้มาก สุดท้ายเรียนจบจากมหาวิทยาลัยด้วย degree with no passion ไม่มีแม้กระทั่ง passion ต่อตัวเอง ดังนั้น passion ต่อสังคมไม่ต้องพูดถึง มีปริญญาเยอะมาก ได้เกียรตินิยม แต่คุณไม่มี passion กับตนเอง

ครูในประเทศฟินแลนด์จะแปลกใจมากว่าทำไมประเทศอื่นไม่มีวิชาบทกวีหรือศิลปะ เขาถามว่าเป็นไปได้ยังไง คุณไม่ให้เด็กเรียนบทกวีเหรอ ตัดวิชาศิลปะออกไปเหรอ แล้วเด็กเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ได้ยังไง ผู้ใหญ่ทุกคนเคยเป็นเด็ก แต่ลืมไปว่า ตัวเองเคยเป็นเด็ก แล้วตัวเองเป็นเด็กมองชีวิตของเด็กยังไง พอตัวเองมากลายเป็นพ่อแม่ เป็นครู ก็ไม่ได้มองเรื่อง passion ของเด็ก ลืมไปแล้วว่า ตอนตัวเองเป็นเด็กอยากเรียนยังไง แล้วตอนนี้ออกแบบและจัดการศึกษาแบบไหนกันอยู่

การศึกษาไทยต้องเริ่มแก้ที่ตรงไหน

เรื่องสำคัญที่คนในสังคมต้องคุยกันคือ การศึกษาเป็นของใคร เพราะทุกประเทศที่ปฏิรูปการศึกษาเริ่มต้นกันที่จุดนี้หมดเลย ญี่ปุ่นออกกฎหมายให้เด็กทุกคนเรียนใกล้บ้าน แต่รัฐต้องแก้เรื่องคุณภาพโรงเรียนใกล้บ้านให้ดีก่อน คนถึงจะอยากส่งลูกไปเรียน วันที่กฎหมายการศึกษาญี่ปุ่นบังคับว่า เด็กทุกคนต้องเรียนใกล้บ้านแล้วไม่มีใครประท้วงเพราะอะไร เพราะพ่อแม่มั่นใจแล้วว่า โรงเรียนใกล้บ้านดี หรือในประเทศฟินแลนด์ ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนหายไปแทบหมดเลย เพราะคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนของรัฐดีขึ้นกว่าเดิมมาก แล้วทำไมต้องส่งลูกเรียนโรงเรียนเอกชน

การทำโรงเรียนใกล้บ้านให้ดีเป็นสิ่งยากมากในเมืองไทย แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มมีเทศบาลที่เข้มแข็ง อบจ. ที่เข้มแข็ง แต่เสียงคนกลุ่มนี้ไม่เคยดังถึงผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย ไม่เคยเขย่ากระทรวงสำเร็จ คำถามคือ ทำอย่างไรเสียงของคนเหล่านี้ดังขึ้น และทำให้พ่อแม่เข้ามาเป็นเจ้าของการศึกษามากยิ่งขึ้น ทำให้ทุกคนตระหนักรู้ว่าการศึกษาเป็นเรื่องอนาคตของทุกคน ต้องมาลงทุนและลงแรง ไม่ใช่ลงทุนด้วยเงินอย่างเดียว มาเป็นเรี่ยวแรงจัดการให้การศึกษามันดี เพราะไม่มีประเทศไหนที่มีการศึกษาดี โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาฯ ฝ่ายเดียว

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ สถานการณ์เรื่องครูกำลังเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ถ้าโอกาสนี้ไม่ฉวยให้ดี จะกลายเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ เพราะเรากำลังมีครูบรรจุใหม่เยอะมาก ถ้าเราไม่รีบดูแลพวกเขา พัฒนาพวกเขา ปล่อยให้วัฒนธรรมโรงเรียน ระบบข้าราชการทำลายศักยภาพพวกเขา ก็จะเป็นความเสียหายที่ส่งผลระยะยาวไปอีกหลายสิบปีจนกว่าจะเกษียณอายุการทำงาน

การศึกษาที่น่ากลัวมาก คือ การศึกษาที่ไม่เห็นเด็กเป็นตัวตั้ง และไม่เห็นครูเป็นพระเอก เพราะเขาเป็นคนที่ใกล้ชิดเด็กที่สุด แต่เราไม่เคยเชื่อถือคุณครู ถ้าอยากให้สังคมเชื่อถือ ครูก็ต้องพิสูจน์ตนเองด้วย นั่นหมายความว่า เราต้องไปด้วยกัน ต้องพัฒนาครูให้เข้มแข็ง ให้เขาได้มีเวทีแสดงความเก่ง คืนห้องเรียนให้เป็นของเขา ให้พวกเขาใช้เวลากับห้องเรียน กับการพัฒนานักเรียนให้มากที่สุด

ใครคือศัตรูที่แท้จริงของการศึกษา

ศัตรูที่แท้จริง คือ ความไม่รู้ มีอยู่สองเรื่อง คือ ความไม่รู้ด้วยความฉาบฉวย กับความไม่รู้ด้วยเข้าใจว่าผิดคิดว่ารู้แล้ว สิ่งที่รู้มาถูกต้องหมดแล้ว นักปฏิรูปการศึกษาบางคนก็มีโมเดลเพียงแบบเดียว เราต้องเปิดพื้นที่ให้การศึกษาหลายๆ แบบเติบโตด้วย อย่าตั้งป้อมค่ายเป็นศัตรูกัน คิดแต่จะเอาชนะกัน เพราะศัตรูที่แท้จริง คือ ความไม่รู้ต่างหาก

SHARE

https://www.the101.world/thoughts/athapol-interview/




 

Create Date : 04 ธันวาคม 2560   
Last Update : 4 ธันวาคม 2560 16:29:15 น.   
Counter : 405 Pageviews.  

HOW TO ทำอย่างไรให้เป็นฟรีแลนซ์ที่งานตรึม เงินเต็ม เจ็บไม่จน : ทำงานประจำก็นำไปใช้ได้




HOW TO ทำอย่างไรให้เป็นฟรีแลนซ์ที่งานตรึม เงินเต็ม เจ็บไม่จน

เรื่อง กันต์กนิษฐ์ มิตรภักดี

https://www.adaymagazine.com/articles/how-to-smart-freelance

แม้ภาพยนตร์จะออกมาปีสองปีแล้ว แต่เรื่องราวชีวิตของฟรีแลนซ์ใน ฟรีแลนซ์..ห้ามเหนื่อย..ห้ามพัก..ห้ามรักหมอ ของเต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ยังคงเป็นเหมือนนิทานอีสปที่สอนใจนักเขียนฟรีแลนซ์อย่างเราได้เสมอ

ในฐานะคนทำงานอิสระคนหนึ่ง เราเจอปัญหาแบบเดียวกับยุ่นอยู่เป็นประจำ เป็นต้นว่า งานเยอะ (จะไม่รับก็กลัวครั้งต่อไปเขาไม่จ้าง) งานด่วน งานเร่ง แก้งานแล้วแก้งานอีก หมุนเงินไม่ทัน เจ็บไข้ทีสะเทือนไปถึงเงินเก็บ ทำงานเยอะจนล้มป่วย พอป่วยก็ทำงานไม่ได้ เงินไม่มีอีก และปัญหาอื่นๆ อีกมากมายที่เราไล่เรียงไม่หมด

พอชีวิตเป็นภาพซ้ำเหมือนวิดีโอกระตุกแบบนี้บ่อยๆ เข้า (และหาหมอบ่อยจนหมอเบื่อหน้าไปแล้ว) เราจึงอดรนทนไม่ไหว ต้องไปหาข้อมูลและขอคำแนะนำจากผู้รู้ว่าจะสร้างสมดุลให้ชีวิตฟรีแลนซ์ของตัวเองอย่างไร จะทำอย่างไรให้ยังมีงานเข้ามาเรื่อยๆ จะทำอย่างไรให้มีเงินทั้งใช้และเก็บ ที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ไม่ต้องทุบหม้อข้าวเวลาป่วยไข้

จากประสบการณ์ส่วนตัวบวกกับคำแนะนำจาก K-Expert บริการที่ปรึกษาการเงิน ธนาคารกสิกรไทย และสุดยอดฟรีแลนซ์ของเมืองไทยอีก 2 คน คือ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ และ ปอมชาน-ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง ในงาน “ยอดมนุษย์ฟรีแลนซ์ เหนื่อยนัก ก็พักได้” เราจึงได้วิธีบริหารชีวิตฟรีแลนซ์ที่สรุปออกมาเป็นหมวดๆ ดังนี้


หมวดที่ 1 : ทำอย่างไรให้งานตรึม

1. สร้างคอนเนกชัน

คำกล่าวที่ว่า ‘คุณทำอะไรได้ ไม่สำคัญเท่าคุณรู้จักใคร’ เป็นความจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะงานกว่าครึ่งของฟรีแลนซ์มักมาจากคนรู้จัก ไม่ว่าจะสนิทสนมหรือผิวเผินก็ตาม ถ้าฟรีแลนซ์คนไหนยังคิดว่าการมีคอนเนกชันเป็นเรื่องของการเล่นพรรคเล่นพวกหรือเล่นเส้นเล่นสายอยู่ละก็ แนะนำให้เปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ เพราะหากมองจากมุมของคนจ้างงาน พวกเขาก็ย่อมอยากทำงานกับคนที่รู้จักมักจี่อยู่แล้ว อาจเป็นเพราะมั่นใจในฝีมือ หรือรู้ว่าไม่ทิ้งงานแน่นอน ดีกว่าไปจ้างคนแปลกหน้าที่ฝีมือดีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แถมอาจเชิดเงินมัดจำเราหนีอีกต่างหาก

ปอมชานแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า การหาลูกค้าต้องทำอย่างเป็นระบบ ต้องวิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะต้องการงานของเรา และเลือกติดต่อคนเหล่านี้เพื่อเจาะให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โอกาสในการได้งานก็จะสูงขึ้น และใช้หลัก 10% ในการบริการจำนวนลูกค้า คือหากเราส่งตัวอย่างงานของเราไปหาลูกค้าจำนวน 200 คน จะมีประมาณ 10% หรือ 20 คนที่ตอบกลับมา และจาก 20 คนนั้น จะมี 10% หรือ 2 คนที่จะเป็นลูกค้าของเรา

2. จัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า

ถ้าฟรีแลนซ์คนไหนถนัดการเจรจาเจ๊าะแจ๊ะอยู่แล้วก็ถือว่าโชคดีไป เพราะการเป็นฟรีแลนซ์หมายความว่าเราต้องดีลกับลูกค้าเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่รับบรีฟไปจนถึงทวงเงิน รวมทั้งการรับแรงกดดันหรือเสียงเหวี่ยงวีนต่างๆ ดังนั้นเราต้องคุมสติให้ดีและฝึกปรือวาทศิลป์ของตัวเองให้เป๊ะ เพราะนอกจากการส่งมอบผลงานที่ดีแล้ว ความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าก็จะเป็นประโยชน์กับเราในระยะยาวด้วย เป็นต้นว่าลูกค้าจ้างงานซ้ำนั่นเอง

3. จัดระเบียบชีวิตและบริหารเวลาให้ดี

ฟรีแลนซ์มือใหม่หลายคนอาจมีมโนภาพว่า พอเป็นเจ้านายตัวเองแล้วฉันจะทำงานเมื่อไหร่ที่ไหนก็ได้ แต่ขอบอกตรงนี้เลยว่าคิดผิดแล้วล่ะ เพราะจริงๆ แล้วการเป็นเจ้านายตัวเองแปลว่าเราต้องเข้มงวดกับตัวเองต่างหาก อย่างเต๋อจะใช้วิธีสร้างกฎในการใช้ชีวิตขึ้นมา จัดตารางชีวิตชัดเจน มีเวลาเข้างานและเลิกงานที่แน่นอน ไม่ใช่มัวแต่รอแรงบันดาลใจแล้วค่อยทำงาน เพราะในชีวิตจริง มันมีกำหนดส่งงานที่ต้องทำตาม

ทั้งนี้อย่าลืมจัดเวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย และใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัวด้วยล่ะ อย่าเป็นฟรีแลนซ์ที่ทำแต่งาน งาน และงานจนไม่ได้ใช้ชีวิตเลยนะ

4. สร้างแบรนด์ให้ตัวเอง

แม้ฟรีแลนซ์อย่างเราๆ จะไม่ได้ตั้งบริษัทของตัวเอง แต่การมีแบรนด์เป็นของตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยต้องสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองที่ไม่มีฟรีแลนซ์คนอื่นเหมือนขึ้นมา เช่น เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่ถนัดงานอินโฟกราฟิก เป็นนักเขียนที่ถนัดงานสัมภาษณ์ลงพื้นที่ เป็นพีอาร์สายฟู้ดดี้ที่ถนัดด้านอาหารสุดๆ เวลามีคนอยากจ้างงานแบบที่เราถนัด เขาจะได้ตรงดิ่งมาหาเราได้เลยแบบไม่ต้องลังเล

ที่สำคัญต้องทำงานอย่างมีคุณภาพและรักษามาตรฐานของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้ลูกค้าไม่ลังเลที่จะส่งงานชิ้นต่อไปมาให้เราเรื่อยๆ ดีไม่ดีลูกค้าอาจบอกต่อแนะนำให้เพื่อนๆ ในวงการเดียวกันอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้ก้าวกระโดดได้อย่างรวดเร็ว


หมวดที่ 2 : ทำอย่างไรให้เงินเต็ม

1. เก็บเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน

เหล่าฟรีแลนซ์ควรเก็บเงินก้อนหนึ่งไว้เป็นเงินสำรองยามฉุกเฉิน โดยตั้งเป้าขั้นต่ำไว้ที่ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน แนะนำให้เก็บในบัญชีเงินฝาก หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่อง เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น หรือกองทุนรวมตลาดเงิน

2. หัดลงทุนให้เงินทำงาน

เมื่อมีเงินสำรองแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือทำเงินที่มีให้งอกเงย แล้วกลายเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งเราแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ เช่น หุ้นปันผล หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ก่อนลงทุนต้องศึกษาข้อมูลสินทรัพย์นั้นๆ ให้ดี แล้วเลือกลงทุนกับสินทรัพย์ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

แบบนี้จึงจะเรียกได้ว่าเป็นฟรีแลนซ์ที่ดี คือมีแหล่งรายได้ทั้ง passive income หรือเงินที่ทำงานด้วยตัวมันเองจากการลงทุน และ active income คือการใช้ทักษะฝีมือตัวเองในการสร้างรายได้

3. เก็บเงินเตรียมเกษียณ

ไม่ได้บอกให้รีบเกษียณ แต่การเตรียมตัวเกษียณนั้นยิ่งเตรียมเร็วก็ยิ่งดี เพราะแปลว่าเรามีเวลาในการเก็บเงินมากขึ้นยังไงล่ะ โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ที่อาจไม่ได้ส่งประกันสังคมหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบที่พนักงานกินเงินเดือนทำกัน ยิ่งต้องเตรียมตัวเรื่องนี้ให้ดี ขั้นแรกต้องตั้งเป้าจำนวนเงินที่ต้องเก็บจากการคำนวณรายจ่ายต่อปี คูณกับจำนวนปีที่คาดว่าจะใช้ชีวิตในวัยเกษียณ แล้วอย่าลืมบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย พอรู้จำนวนเงินแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงินมาเก็บออมและลงทุนได้เลย


หมวดที่ 3 : ทำอย่างไรให้เจ็บไม่จน

ทำประกันป้องกันความเสี่ยง

เพราะคนเป็นฟรีแลนซ์ไม่มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลเหมือนพนักงานบริษัท เวลาเจ็บป่วยขึ้นมาจึงต้องรับผิดชอบตัวเองทุกครั้งไป วิธีแก้ที่ง่ายและเห็นผลชัดเจนที่สุดก็คือการทำประกันสุขภาพ คิดซะว่าเสียเงินน้อยๆ ยังดีกว่าป่วยแล้วต้องเสียเงินมากๆ และจะยิ่งดีหากประกันสุขภาพนั้นพ่วงประกันชดเชยรายได้มาด้วย เพราะถ้าเป็นหนักมากจนต้องแอดมิต ทำงานไม่ได้ ไม่มีรายได้เข้ามา ประกันก็จะจ่ายเงินชดเชยให้ตามจำนวนวันที่นอนโรงพยาบาล สบายใจได้ว่าไม่อดตายแน่นอน

นี่ก็เป็นคำแนะนำในการสร้างสมดุลให้ชีวิตฟรีแลนซ์ ทั้งเรื่องงาน เงิน และสุขภาพ และถ้าหากต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม เหล่าฟรีแลนซ์หรือผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอคำปรึกษาเจาะลึกเป็นรายบุคคลได้ที่ K-Expert Center ณ ชั้น 2 อาคารจามจุรีสแควร์ ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ นอกจากนี้ยังสามารถเข้าร่วมเวิร์กช็อปด้านการเงิน การออม การลงทุน และหัวข้ออื่นๆ ที่ศูนย์จัดขึ้นเป็นประจำได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ K-Expert คลิก https://goo.gl/UNRQDv






 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2560   
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2560 7:47:18 น.   
Counter : 237 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 733 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]