Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

เตือน "ยาทรามาดอล" อันตรายถึงชีวิต



เตือน "ยาทรามาดอล" อันตรายถึงชีวิต

สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์ เตือนภัยยาทรามาดอล อันตรายนำไปสู่การเสียชีวิต พร้อมแนะผู้เสพที่ไม่สามารถหยุดใช้ยาได้ควรเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ 

ทรามาดอล อันตราย!

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ทรามาดอล (Tramadol) เป็นยาแก้ปวดในกลุ่มโอพิออยด์ ออกฤทธิ์เหมือนมอร์ฟีน มีทั้งแบบยาเม็ดและยาแคปซูล ในทางการแพทย์ใช้รักษาอาการปวดระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง ผลข้างเคียงที่พบจากการใช้ ยาทรามาดอล เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก มือสั่น ใจสั่น ความดันโลหิตต่ำ มึนงง ง่วงซึมหากใช้ในปริมาณมากอาจเกิดประสาทหลอน ชักและนำไปสู่การเสียชีวิต นอกจากนี้ยังพบอาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกร่วมกับความดันโลหิตสูง ภาวะลิ่มเลือดกระจายในหลอดเลือด ไตวายเฉียบพลัน หากใช้ยาหลายตัวร่วมกันโดยเฉพาะยาอี ยาบ้า จะส่งเสริมทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากยาทรามาดอลเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ทรามาดอล จัดเป็นยาอันตราย การใช้ยาต้องควบคุมโดยแพทย์และห้ามขายให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ในทุกกรณี แต่พบว่ามีการลักลอบขายให้กลุ่มวัยรุ่นเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิด ทั้งการใช้เสพแบบยาเดี่ยวและผสมกับเครื่องดื่มชนิดต่างๆ เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ จะทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุขและหากใช้อย่างต่อเนื่องทำให้มีความต้องการปริมาณยาที่เพิ่มมากขึ้น จนเกิดอาการติดยาในที่สุด

ทรามาดอล กับการเสพติด

นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาทรามาดอล ทำให้เกิดการเสพติดได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่นเดียวกับฝิ่น เฮโรอีน หากได้รับเป็นเวลานานและหยุดยาทันทีจะเกิดอาการถอนยาได้ ในกรณีที่ไม่สามารถหยุดใช้ยาได้เองควรเข้ารับการบำบัดรักษา ซึ่งแพทย์จะบำบัดอาการถอนยาและรักษาภาวะแทรกซ้อนทางกายและทางจิตควบคู่กันไป เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้นจะส่งต่อเข้าสู่ขั้นตอนฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยเน้นการแก้ไขพฤติกรรมและเจตคติของผู้ป่วยเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้สามารถเลิกใช้ได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ขอย้ำเตือนกลุ่มวัยรุ่นที่นำ ยาทรามาดอล มาใช้ในทางที่ผิดให้ตระหนักถึงผลกระทบต่อตนเองและครอบครัวให้มาก ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน หากพบมีพฤติกรรมเสี่ยงควรพูดคุยและบอกกล่าวถึงอันตรายและผลกระทบที่จะตามมา ทั้งนี้สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165 หรือที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ จังหวัดปทุมธานี และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา และปัตตานี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmindat.go.th

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์

ภาพ :iStock

https://www.sanook.com/health/14229/?fbclid=IwAR2vfFoteqTlQAJitLkBGU17hc8EQUyAYt_A2e1qs_4JuYJT4J47P9mMHVc





 

Create Date : 11 มกราคม 2562   
Last Update : 11 มกราคม 2562 6:59:25 น.   
Counter : 181 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบ ... นำมาฝาก




ย้ำอีกครั้ง!ยาแก้อักเสบ ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ

https://med.mahidol.ac.th/th/infographics/18



ยาปฏิชีวนะ  ไม่ใช่  ยาแก้อักเสบ
https://www.hsri.or.th/people/media/infographic/detail/5914

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส และไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้ ใช้รักษาเฉพาะโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ทอนซิลอักเสบเป็นหนอง

ยาแก้อักเสบ หรือ ยาต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory drugs) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดไข้ บรรเทาปวด ลดบวมแดง เช่น แอสไพริน  ไอบูโพรเฟน  ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะการอักเสบ
- การอักเสบมี 2 แบบ คือ 1.อักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย  2.อักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
- การอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่การอักเสบเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น โรคภูมิแพ้  คออักเสบจากเชื้อไวรัส  ผิวหนังอักเสบจากการแพ้แดดหรือสารเคมี กล้ามเนื้ออักเสบจากการยกของหนัก

อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ
แพ้ยา : หากแพ้ไม่มากอาจมีแค่ผื่นคัน ถ้ารุนแรงขึ้นผิวหนังจะเป็นรอยไหม้ หลุดลอก หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต
เกิดเชื้อดื้อยา : การกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อกระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยา ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะที่ใหม่ขึ้น แพงขึ้น ซึ่งเหลือให้ใช้อยู่ไม่กี่ชนิด สุดท้ายก็จะไม่มียารักษา และเสียชีวิตในที่สุด
เกิดโรคแทรกซ้อน : ยาปฏิชีวนะจะฆ่าทั้งแบคทีเรียก่อโรคและแบคทีเรียชนิดดีมีประโยชน์ในลำไส้ของเรา เมื่อแบคทีเรียชนิดดีตายไป เชื้ออื่นๆ ในตัวเราจึงฉวยโอกาสเติบโตมากขึ้น ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง โดยผนังลำไส้ที่ถูกทำลายหลุดลอกมากับอุจจาระ อันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลจาก..โครงการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในร้านยา ปี พ.ศ. 2555
https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/4203?locale-attribute=th





“ยาปฏิชีวนะ”
หลายคน รู้จัก  แต่ไม่ รู้จริง
https://www.hsri.or.th/people/media/infographic/detail/5912

ยาปฏิชีวนะที่ใช้กันบ่อย : อะม็อกซีซิลลิน  เพนนิซิลลิน  
เตตราซัยคลิน  นอร์ฟล็อกซาซิน

รู้แล้วบอกต่อ
- ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบ
- ยาปฏิชีวนะ เป็น ยาอันตราย
- 3 โรคหายได้ ไม่ต้องใช้ ยาปฏิชีวนะ

3 โรค หายได้ ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
1. หวัด-เจ็บคอ : กว่าร้อยละ 80 เกิดจากไวรัส มีอาการ เช่น น้ำมูกไหล ไอ จาม เสียงแหบ เจ็บคอ คันคอ มีไข้ เป็นนาน 7-10 วัน โดยวันที่ 3-4 จะมีอาการมากที่สุด แล้วจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง รักษาโดยการดื่มน้ำอุ่น กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ พักผ่อนให้มาก ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ

2. ท้องเสีย : กว่าร้อยละ 99 เกิดจากไวรัส หรืออาหารเป็นพิษ มีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย รักษาโดยดื่มน้ำเกลือแร่ ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ
3. แผลเลือดออก : เช่น มีดบาด แผลถลอก แผลเล็กน้อยจากอุบัติเหตุ ซึ่งผู้ป่วยที่มีสุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี รักษาโดยล้างทำความสะอาดอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ

ข้อมูลจาก..โครงการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในร้านยา ปี พ.ศ. 2555
https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/4203?locale-attribute=th

รุนแรง โดยผนังลำไส้ที่ถูกทำลายหลุดลอกมากับอุจจาระ อันตรายถึงชีวิต

............................

แถม ...
  ยาฆ่าเชื้อ กับ ยาแก้อักเสบ เหมือนกันหรือไม่?

https://knowdocth.blogspot.com/p/blog-page.html



สวัสดีครับ คิดว่ายังคงมีคนในบ้านเราอีกจำนวนมากที่เดียวที่สับสนระหว่างคำว่า ยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) และ ยาแก้อักเสบ ผมไม่ทราบว่าต้นกำเนิดของความเข้าใจผิดนี้มันมาจากไหน แต่ที่แน่ๆมันยังคงสร้างปัญหาและความหนักใจให้แก่บุคคลากรทางการแพทย์พอสมควรในประเด็นของการสื่อสารไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ป่วย-บุคคลากรทางการแพทย์ บุคคลากรทางการแพทย์-ญาติผู้ป่วย และผู้ป่วยกับญาติผู้ป่วยด้วยกันเอง มีหน่วยงานหลายหน่วยงาน คลินิคหลายแห่ง และโรงพยาบาลจำนวนไม่น้อยที่พยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้มารับบริการ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่

จึงอยากแบ่งปันความเข้าใจที่ถูกต้องกันครับ โดยที่จะอ้างอิงจากรูปภาพประกอบข้างบนนี้นะครับ
1. ยาฆ่าเชื้อ หรือ ยาปฏิชีวนะ ภาษาอังกฤษคือ antibiotics หลักๆคือมันเอาไว้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อครับ และเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ทอนซิลอักเสบจนเป็นหนอง ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ กรวยไตอักเสบ เป็นต้น โดยทียาฆ่าเชื้อนี้ ไม่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเลยแม้แต่นิดเดียวนะครับ

2. ยาแก้อักเสบ ภาษาอังกฤษคือ anti-inflammatory drug (รากศัพท์ inflammation = การอักเสบ)ยากลุ่มนี้จะแบ่งออกเป็นกลุ่มสเตียรอยด์และไม่ใช่สเตียรอยด์ โดยทั่วไปจะเป็นกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เรารู้จักกันย่อๆว่า เอ็นเสดส์ (NSAIDs: non-steroid anti-inflammatory drugs) ตัวอย่างยาพวกนี้ได้แก่ 
Ibuprofen (ชื่อการค้า Brufen , Profen)
Diclofenac (ชื่อการค้า Voltaren) 
Mefenamic acid (ชื่อการค้า Ponstan) ที่สาวๆมักคุ้นเคยกันดีเวลาปวดประจำเดือน
หรือดั้งเดิมที่สุดที่อยู่กับสังคมไทยคือ ทัมจัยแอสไพริน (aspirin)

ยาแก้อักเสบเหล่านี้ออกฤทธิ์แก้การอักเสบของเนื้อเยื่อ ทำให้บรรเทาอาการปวด ที่ใช้กันบ่อยๆคือรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ มีผลข้างเคียงสำคัญคือมันกัดกระเพาะครับ ใครที่เป็นโรคกระเพาะหรือทานอาหารไม่ตรงเวลาจะเกิดปัญหาได้ ยากลุ่มนี้ฆ่าเชื้อไม่ได้ และยากลุ่ม NSAIDs นี้เอง คนไทยแพ้ยากลุ่มนี้ตัวใดตัวหนึ่งค่อนข้างเยอะเสียด้วย รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตก็มีครับ 

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีการสื่อสารแล้วเข้าใจกันผิด?

1. ผลระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ เมื่อผู้ป่วยบอกคุณหมอว่าแพ้ยา คุณหมอจะถามทันทีว่าแพ้ยาอะไร ซึ่งถ้าผู้ป่วยนำบัตรแพ้ยามาด้วยจะช่วยให้คุณหมอเบาใจเยอะครับ เพราะชื่อยาที่แพ้นั่นแหละช่วยคุณหมอได้ดีที่สุดแล้ว แต่บ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้ป่วยเองไม่ทราบ และบอกไปกว้างๆว่า "แพ้ยาแก้อักเสบ".... ตรงนี้เกิดความสับสนแล้วเห็นไหมครับ? คุณหมอต้องมาทำความเข้าใจกับผู้ป่วยว่าตกลงไอ้ที่บอกว่าแพ้ยาแก้อักเสบ มันคือแพ้ยาฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบกันแน่ ถ้าคุณหมอรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก อาจจะไม่ได้ถามละเอียดแล้วผลเสียจะตกอยู่ที่ผู้ป่วยเองครับ

2. เกิดทัศนคติและความเข้าใจผิดๆว่า ยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบมันคืออันเดียวกัน ซึ่งปัญหานี้เกิดมานานแล้ว และยังคงมีความเข้าใจผิดกันอยู่อีกหลายท้องถิ่น สุดท้ายแล้วผู้ป่วยบางรายที่ไม่อยากมาพบคุณหมอที่โรงพยาบาลก็จะใช้ยารักษาเองแบบผิดๆ เพราะสลับกันระหว่างยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบ

3. เจ้าหน้าที่เภสัชกรต้องทำงานเหนื่อยมากขึ้น เมื่อคุณหมอสั่งยาแล้วผู้ป่วยจะต้องมารอเภสัชกรจ่ายยาให้ แต่ในสถานบริการหลายแห่งที่มีปริมาณผู้ป่วยมาก ก็ต้องหาผู้ช่วยเภสัชกรมาช่วยจัดยาและอธิบายผู้ป่วยว่ายาใช้ยังไง หลายครั้งที่ผู้ป่วยยังเข้าใจผิดระหว่างยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบก็ไปโต้แย้งกับเภสัชกร ถ้าปริมาณผู้ป่วยไม่เยอะ เภสัชกรอาจจะมีเวลาอธิบายแก้ความเข้าใจผิดให้ แต่ถ้าปริมาณคนไข้เยอะเภสัชกรอาจจะจำเป็นต้อง เออ ออตามผู้ป่วยไปว่า "เอาล่ะๆ แก้อักเสบก็แก้อักเสบจ้ะป้า" ทั้งๆที่มันคือยาฆ่าเชื้อ แล้วสุดท้ายก็ เออ เออ กันต่อไปว่ามันคือยาตัวเดียวกัน สุดท้ายก็เข้าใจผิดกันรุ่นต่อรุ่นไปเรื่อยๆ


สิ่งที่อยากให้นำกลับไปด้วย
(Take home messages)

1. ยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบคนละตัวกัน
2. อ่านบทความนี้ซ้ำอีกรอบนึง เพื่อทำความเข้าใจอีกครั้งนึง
3. หลังจากวันนี้เวลาไปโรงพยาบาลหรือคลินิค ก็ตามช่วยกันแก้ไขสิ่งที่ผิดกันมานานนะครับ
4. ไม่แน่ใจ ปรึกษาแพทย์ดีที่สุด


..............................






เรียกให้ถูก “ยาปฏิชีวนะ” ไม่ใช่ “ยาแก้อักเสบ”

ยาปฏิชีวนะ คือ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด หรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส เช่น ยาเพนนิซิลลิน อะม็อกซีซิลลิน
ยาแก้อักเสบ คือ ยาลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน

ส่วนใหญ่การอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มักเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น คออักเสบจากเชื้อไวรัส ผิวหนังอักเสบจากการแพ้แดดหรือสารเคมี หรือการอักเสบของกล้ามเนื้อจากการยกของหนัก

เรียกชื่อยาผิด ก็ใช้ยารักษาโรคผิดไปด้วย ทำให้เปลืองทั้งเงินและรักษาโรคไม่หาย แถมเพิ่มโรคแทรกซ้อนเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย
#องค์การเภสัชกรรม #GPO





 

Create Date : 12 มิถุนายน 2560   
Last Update : 22 มกราคม 2562 16:02:28 น.   
Counter : 5716 Pageviews.  

เคล็ดลับซื้อยาให้ปลอดภัย .. ความรู้จากเฟส Fda Thai





เคล็ดลับซื้อยาให้ปลอดภัย

มี 5 วิธีที่ถูกต้อง ดังนี้ค่ะ

1.ถูกโรค แจ้งเภสัชกรอย่างละเอียดทุกครั้ง เกี่ยวกับโรคที่ตนเป็นอยู่ปัจจุบันและโรคประจำตัวที่ตนเองเป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน เป็นต้น

2.ถูกคน ต้องตระหนักว่า ซื้อยาใช้เอง หรือซื้อยาให้คนอื่น เพราะแต่ละคน มีอาการไม่เหมือนกันและมีประวัติการแพ้ยาไม่เหมือนกันด้วย

3.ถูกขนาด หากต้องการซื้อยา ต้องแจ้งชื่อยาและขนาดยาที่ถูกต้องแก่เภสัชกร เพราะขนาดยาสำหรับแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

4.ถูกวิธี ต้องได้รับการชี้แจงจากเภสัชกรเกี่ยวกับช่องทางและวิธีการใช้ยา เพราะหากใช้ยาผิดอาจก่อให้เกิดผลเสียแทนก็ได้

5.ถูกเวลา ยาต่างชนิดกัน การรับประทานยาก่อนอาหาร หลังอาหาร พร้อมอาหาร อาจได้ผลจากยาไม่เท่ากันจึงควรใช้ยาตามเวลาที่เภสัชกรแนะนำ


ที่มา ..  https://www.facebook.com/FDAThai/photos/a.986549498078879.1073741842.184587321608438/992562104144285/?type=3

..................

แถม...

ความเชื่อผิด ๆเกี่ยวกับการใช้ยา ..... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=01-10-2009&group=4&gblog=78

ยาชุดคืออะไร

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2008&group=5&gblog=6

ยาสเตียรอยด์ ,สเตอรอยด์

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-02-2008&group=5&gblog=5

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

ยาล้างไต มีจริง ???ล้างไต ได้จริงหรือ ??? กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55

ยาเหลือใช้...ที่บ้าน ................ นำมาฝาก จากเวบหมอชาวบ้าน ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-12-2010&group=4&gblog=89

แพ้ยาผลข้างเคียงของยา ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-06-2008&group=4&gblog=47

ยา ทำไมถึง แพง ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-06-2008&group=4&gblog=49

เลือกซื้อยาอย่างไรประหยัดค่าใช้จ่าย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-06-2008&group=4&gblog=50




หากคุณยังไม่รู้จัก ยาที่กิน ดีพอ อ่านเถอะ

https://www.yaandyou.net/content-view.php?conid=668




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2558   
Last Update : 6 สิงหาคม 2561 22:04:32 น.   
Counter : 1622 Pageviews.  

นึกถึงยาสักนิด เมื่อคิดจะเดินทาง ... จากเวบหมอชาวบ้าน



นึกถึงยาสักนิด เมื่อคิดจะเดินทาง

https://www.doctor.or.th/article/detail/4735

ข้อมูลสื่อ

18-015
นิตยสารหมอชาวบ้าน 18
ตุลาคม 1980
ยาน่าใช้
ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์



ปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวของชาวไทยเราเสียด้วย ถ้าไม่ติดขัดด้วยเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงปัญหาน้ำมันแพง ฯลฯ แล้ว ชาวกรุงก็คงจะแห่กันไปเที่ยวชนบท อาจจะเป็นป่าเขาลำเนาไพร ชายทะเล น้ำตก และที่อื่น ๆ ส่วนชาวบ้านก็คงจะแห่กันไปยังที่ที่น่าเที่ยวและแห่กันมาเที่ยวกรุงเทพฯ ด้วย
ไม่ว่าใครจะไปทางไหน โรคภัยไข้เจ็บก็มักจะแห่เข้ามาหา เพราะต่างที่ต่างถิ่น ผิดฟ้าฝนผิดอากาศ ผิดอาหารและน้ำ ฯลฯ ทำให้ความต้านทานของร่างกายลดลง ประกอบกับเชื้อโรคซึ่งชุกชุมในที่ต่าง ๆ เมื่อได้เจอคนแปลกหน้า ก็มักจะชอบเข้ามาทักทาย เพราะคนแปลกหน้ามักจะขาดภูมิต้านทานเชื้อ ซึ่งผิดกับคนในท้องถิ่นนั้น

ผู้ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว จึงควรจะเตรียมตัวที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่มันเลือกกาลเวลาเหล่านี้บ้าง โดยเฉพาะถ้าไปในถิ่นที่ไม่มีหมอหรือหาหมอยาก การเตรียมตัวอย่างหนึ่งก็คือ หายาติดไม้ติดมือไปบ้าง

ยาสำหรับการเดินทาง อาจจะแบ่งออกเป็น 3 จำพวก คือ

⇒ ก. ยาประจำตัว คือ ยาที่ต้องใช้เป็นประจำสำหรับคน ๆ นั้น จะเป็นยาหอม ยาลม ยาดม หรือยาอื่นใดที่จำเป็นจะต้องใช้ โดยที่หมอที่ดูแลรักษาอยู่สั่งไว้ให้ โดยเฉพาะยาที่ได้รับการกำชับว่า ให้กินเป็นประจำ จะขาดหรืองด หรือแกล้งทำเป็นลืมไม่ได้ ยาจำพวกนี้จึงแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคน แล้วแต่ว่าคน ๆ นั้น มีอาการและโรคประจำตัวอะไรบ้าง

⇒ ข. ยาทั่วไป คือ ยาทั่ว ๆ ไป สำหรับแก้อาการ และแก้โรคภัยไข้เจ็บที่พบบ่อยในการเดินทาง ยาในจำพวกนี้ เช่น


1. ยาแก้ปวด เช่น แก้ปวดหัว ปวดหลัง ปวดเมื่อย ปวดข้อ ปวดกระดูก เป็นต้น ยาแก้ปวดที่ควรใช้คือ
1.1 แอสไพริน (Aspirin) ไม่ควรใช้ในคนที่เป็นโรคกระเพาะหรือชอบปวดท้องเวลาหิวหรือเวลาหลังอาหาร ให้กินครั้งละ 1-2 เม็ด เวลามีอาการปวด ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง (เด็กลดลงตามส่วน) ควรกินยานี้พร้อมกับอาหารหรือหลังอาหารทันที หรือถ้าเป็นระยะที่ไม่ได้กินอาหาร ควรดื่มน้ำตามสัก 2-3 แก้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ยานี้ไประคายกระเพาะอาหาร ราคาเม็ดละประมาณ 5 สตางค์ ถ้าซื้อ 100 เม็ด ราคาประมาณ 4 บาท

1.2 พาราเซตามอล (Paracatamol) ใช้ได้ในคนที่เป็นโรคกระเพาะ แต่ไม่ควรใช้ในคนที่เป็นโรคตับ ให้กินครั้งละ 1-2 เม็ด เวลามีอาการ ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง(เด็กลดลงตามส่วน) ราคาเม็ดละประมาณ 25 สตางค์ ขายกันในชื่อการค้าว่า ทัยลีนอล (Tylenol), เทมปร้า (Tempra), พานาดอล (Panadol) ฯลฯ

2. ยาลดไข้ เช่น เวลาเป็นไข้หวัด หนาว ๆ ร้อน ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว หรือเวลามีไข้สูงจนหนาวสั่น อาจใช้ยาลดไข้ คือ แอสไพริน หรือ พาราเซตามอล ดังที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อ 1.1 และ 1.2 แล้ว วิธีใช้เหมือนกัน (ยาทั้ง 2 ตัวนี้ใช้ลดอาการไข้นั้น ไม่ได้รักษาสาเหตุที่ทำให้เป็นไข้ เพราะฉะนั้นถ้ามีอาการไข้ตัวร้อนที่เป็น มากจนหนาวสั่นเหมือนจ้าวเข้า หรือมีอาการรุนแรงอื่น ๆ จะต้องหาสาเหตุและแก้สาเหตุด้วยเสมอ)

3. ยาแก้เมา คือ ยาที่ช่วยลดอาการหรือใช้ป้องกันอาการเมารถ เมาเรือ (เมาคลื่น) เมาเครื่องบิน หรือเมาจากการเดินทางอื่น ๆ ยกเว้นเมาเหล้า ยาแก้เมาที่ควรใช้คือ

3.1 ไดเมนฮัยดริเนต (Dimenhydrinate) ให้กิน ½-1 เม็ด ประมาณ 1/2 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง จะป้องกันอาการเมาได้ แต่ถ้าเมาแล้ว จะกินยา 1 เม็ด ก็อาจช่วยลดอาการเมาได้บ้าง แต่จะไม่ได้ผลดีเท่าการกินป้องกันไว้ก่อน ยานี้กินแล้วจะง่วงนอน ถ้าง่วงห้ามขับรถหรือทำงานที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ราคาเม็ดละประมาณ 90 สตางค์

3.2 เมโทโคลปราไมด์(Metoclopramide) ให้กินเช่นเดียวกับยาไดเมนฮัยดริเนต ชื่อการค้าว่า พลาสิ้ล (Plasil) เม็ดละประมาณ 1.25 บาท

4. ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน หรือสะอึก ติดต่อกันนาน ๆ และไม่หายด้วยวิธีแก้ไขตามธรรมดา เช่น ดื่มน้ำ กลั้นหายใจ หรืออื่น ๆ แล้วละก็ ให้ใช้ยาแก้เมาที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ก็จะช่วยแก้อาการได้

5. ยาแก้เครียด แก้กังวล หรือนอนไม่หลับ ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับคนบางคนที่แปลกสถานที่ แปลกถิ่น หรือเดินทางไปเพื่องานหรือธุรกิจต่าง ๆ ยาแก้เครียดแก้กังวลที่ใช้ได้ คือ

5.1 ยาไดอาซีแพม (Diazepam) ให้กินครั้งละ ½ เม็ด เวลาเครียดกังวล หรือนอนไม่หลับ ถ้ากินยานี้แล้วง่วง ห้ามขับรถหรือทำงานที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ เม็ดขนาด 2 มิลลิกรัม ราคาประมาณ 20 สตางค์ เม็ดขนาด 5 มิลลิกรัม ราคาประมาณ 30 สตางค์ ชื่อการค้า เช่น วาเลี่ยม(Valium) , ไดอะปีน (Diapine), สเตโซลิด (Stesolid)

5.2 ยาคลอร์ไดอาซีป๊อกไซด์ (Chlordiazepoxide ) ให้กินครั้งละ 1 เม็ด เวลาเครียด กังวล หรือนอนไม่หลับ ถ้ากินยานี้แล้วง่วง ห้ามขับรถ หรือทำงานที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ เม็ดขนาด 5 มิลลิกรัม ราคาประมาณ 15 สตางค์ เม็ดขนาด 10 มิลลิกรัม ราคาประมาณ 25 สตางค์ ชื่อการค้า เช่น ลิเบรี้ยม (Librium),

6. ยาแก้ปวดท้อง อาการปวดท้องมีหลายประเภท การใช้ยาขึ้นอยู่กับอาการปวดท้องนั้นว่า เป็นชนิดใด เช่น

6.1 ยาลดกรด สำหรับผู้ที่ชอบปวดท้องเวลาหิว หรือเวลากินอาหารหรือเครื่องดองของเมา ให้ใช้ยาลดกรดครั้งละ 1-2 เม็ด เคี้ยวแล้วกลืน และให้เคี้ยวกลืน 1-2 เม็ด เวลาท้องว่างและประมาณ 1-2 ชั่วโมงหลังอาหารจนหายปวดท้อง เช่น ยาโซดามินท์ (Sodamint) เม็ดละประมาณ 3 สตางค์ (ขวดละ 100 เม็ด ราคาขวดละ 2.50 บาท) ยาอลูมิเนียม ฮัยดรอกไซด์ (Aluminum hydroxide) (ขวดละ 100 เม็ด ราคาขวดละ 7 บาทยาลดกรดแมกนีเซียมตรีซิลิเคต (Magnesium Trisillicate) (ราคา 10 เม็ด 1 บาท) หรือจะซื้อในชื่อการค้า เช่น แอมโฟเจ็ล (Amphojel), อลูดร็กซ์ (Aludrox), เกลูซิล (Gelusil), อะลั่มมิลค์ (Alum milk)

6.2 ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ อาจใช้ยาลดกรดดังกล่าวข้างต้น หรือใช้ยาธาตุ เช่น ยาธาตุน้ำแดง (Stomachic mixture) สัก 1-2 ช้อนโต๊ะ กินเวลามีอาการ ขวด 180 มิลลิลิตร (ซี.ซี.) ราคา 4.50 บาท หรือเหล้าสะระแหน่ สัก 5-10 หยด ผสมน้ำกินเวลามีอาการ (ขวด 15 มิลลิลิตร ราคา 2.50 บาท)

6.3 ยาแก้ปวดท้องอย่างแรง โดยเฉพาะอาการปวดท้องที่ทำให้หน้าซีด เหงื่อแตก หรือปวดจนดิ้น อาจใช้ยา เช่น ยาบาราลแกน (Baralgan) กิน 1-2 เม็ด เวลามีอาการเม็ดละประมาณ 1.50 บาท

หมายเหตุ : คนที่ปวดประจำเดือนโดยทั่วไป อาจใช้ยาแอสไพริน (ข้อ 1.1) หรือ พาราเซตาม่อล (ข้อ 1.2) ก็พอ แต่ถ้าปวดรุนแรง ก็อาจใช้ยาบาราลแกนได้

7. ยาแก้ท้องเดิน โดยทั่วไป อาการท้องเดิน ท้องร่วง เป็นการป้องกันตัวเองของกระเพาะลำไส้ที่พยายามจะขับถ่ายสิ่งเป็นพิษ (เช่น อาหารเป็นพิษ เชื้อโรค) ออกจากร่างกาย ดังนั้น ถ้าไม่ถ่ายท้องมาก จนท้องเดินเป็นน้ำหลายครั้ง หรือมากจนร่างกายอ่อนเพลีย ก็มาควรจะต้องใช้ยาไปอุดการถ่ายไว้ มิฉะนั้นอาจทำให้ท้องอืดหรือไม่สบาย เพราะสิ่งที่เป็นพิษยังถูกเก็บไว้ในกระเพาะลำไส้
ในขณะท้องเดินมาก ให้หยุดกินอาหารทุกชนิดไว้ก่อน กินได้แต่น้ำชาจีนอ่อน ๆ น้ำข้าวใส่เกลือนิด ๆ และน้ำมะพร้าว พอท้องเป็นปกติแล้ว จึงลองกินอาหารอ่อน ๆ ถ้าไม่เป็นอะไร จึงเปลี่ยนเป็นอาหารปกติ ส่วนยาที่ควรใช้แก้ท้องเดิน คือ

7.1 ยาฆ่าเชื้อ เช่น ยาซัลฟากัวนีดีน กินครั้งแรก 4-6 เม็ด ถ้าอาการท้องเดินไม่หาย ให้กินซ้ำ 2 เม็ดทุก 6 ชั่วโมง จนอาการท้องเดินหาย ก็หยุดกินได้ (ซองละ 20 เม็ด ราคา 5 บาท หรือซื้อเป็นขวด 100 เม็ด ราคา 12 บาท)

7.2 ยาอุด คือ ยาที่ไปทำให้ถ่ายน้อยลง ควรใช้ร่วมกับยาฆ่าเชื้อ เพราะถ้ากินยาอุดอย่างเดียวแล้วอาการท้องเดินเกิดจากเชื้อโรค จะเป็นอันตรายได้ ยาอุดเช่น ยาแก้ท้องเสีย (Kaolin mixture) กินครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ทุก 4-6 ชั่วโมง ราคาขวดละ 4.50 บาท (180 มิลลิลิตร) ยาทิงเจอร์ฝิ่นการบูน (Camphorated opium tincture) กินครั้งละ 5-15 หยด ราคาขวดละ 1.50 บาท (15 มิลลิลิตร)

8. ยาระบาย สำหรับคนที่ท้องผูก หรือถ่ายไม่ค่อยออก เวลาแปลกถิ่นก็อาจใช้ ยาระบายแม็กนีเซีย (Milk of Magnesia) ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอนหรือครั้งละ 2-4 เม็ดก่อนอน ราคาขวดละ 5.50 บาท (200 มิลลิลิตร)

9. ยาแก้แพ้ สำหรับแก้อาการคัน ลมพิษ คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เช่น ยาคลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine) (1/2–1 เม็ด) เวลามีอาการ ถ้ากินยานี้แล้วง่วงห้ามขับรถหรือทำงานที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ ราคาเม็ดละประมาณ 5 สตางค์

10. ยาแก้ไอ อาจใช้น้ำมะนาว น้ำเก๊กฮวย มะขามป้อม หรือลูกอมที่ซ่าเย็น เพื่อลดการระคายคอ แทนยาได้
11. ยาใช้ภายนอก เช่น
11.1 ยาหยอดตา เพื่อแก้อาการตาอักเสบตาแดง

• ถ้ามีขี้ตามากและขี้ตาเป็นสีเขียวหรือเหลือง (ขี้ตาเป็นหนอง) ให้ใช้ ยาหยอดตาซัลฟา (Sulpha-
cetamide eyedrop) หรือ ยาหยอดตาคลอแรม (Choramphenicol Eyedrop) หยอดตาครั้งละ 1-2 หยด วันละ 3-4 ครั้ง ยาหยอดตาซัลฟา ขวดละประมาณ 3.50 บาท (10 มิลลิลิตร) ยาครอแรม ขวดละประมาณ 10 บาท (10 มิลลิลิตร)

• ถ้ามีขี้ตา แต่ไม่เป็นหนอง (ตาอักเสบแดง จากฝุ่นผงหรือการระคายเคืองจากสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เชื้อ-
โรค) อาจใช้ยาหยอดตาที่มียาแก้แพ้ผสมอยู่ เช่น ยาหยอดหูตาเพร็ดนิซิล (Prednisil Eye and Ear Solution) ขวดละประมาณ 17 บาท (4 มิลลิลิตร) ยาหยอดหูตาโซฟราเด็กซ์ (Sofradex Eye and Ear Drops) ขวดละประมาณ 32 บาท (8 มิลลิลิตร)

11.2 ยาทาแก้ผื่นคัน หรือแมลงสัตว์กัดต่อย อาจใช้ยาสมุนไพรในท้องถิ่น หรืออาจใช้ขี้ผึ้งเพร็ดนิโซโลน (Prednisolone ointment) ทา หลอดขนาด 15 กรัม ราคา 10 บาท

11.3 ยาทาแก้ปวดบวมเคล็ดยอก อาจใช้ความร้อน เช่น กระเป๋าน้ำร้อน ใบพลับพลึงย่างไฟจนอ่อน ประคบหรืออาจใช้ขี้ผึ้งแก้ปวดบวม (ตลับ 4 กรัม ราคา 1.50 บาท) ขี้ผึ้งน้ำมันระกำ (ตลับ 15 กรัม ราคา 2 บาท) หรือยาหม่อง (ราคาแตกต่างกันไปตามชนิด)

11.4 ยาดมแอมโมเนีย (เหล้าแอมโมเนียหอม) ใช้ดมแก้อาการเป็นลมวิงเวียน มืดหน้า หรือทาแก้พิษแมลงกัดต่อย ถูกพิษแมงกะพรุน หรือถูกพืชมีพิษ ขวด 15 ซี.ซี. ราคา 1.00 บาท

11.5 ยาใส่แผล เช่น ยาแดง (Merbromin Solution X) ขวด 15 มิลลิลิตร ราคา 1.50 บาท ทิงเจอร์ไอโอดีน(ขวด 15 มิลลิลิตรราคา 1.50 บาท) 70 เปอร์เซ็นต์ แอลกอฮอล์ (ขวด 30 มิลลิลิตร ราคา 1.50 บาท) ใช้เช็ดล้างหรือใส่แผลเพื่อฆ่าเชื้อโรค

11.6 ผ้าปิดแผล เช่น ผ้าพันแผล (กว้าง 2 นิ้ว ยาว 6 หลา 1 ม้วน ราคา 1.25 บาท) ผ้ากาวปิดแผล เช่น พวกแบนเอด (Bandaid) แฮนดีพลาสท์ (Handy plast) สำลี เป็นต้น



⇒ ค. ยาพิเศษ คือ ยาที่ใช้สำหรับการป้องกันโรคบางชนิดที่มีชุกชุมในท้องถิ่นที่จะไป ที่สำคัญในบ้านเรา คือ

1. ยาป้องกันโรคมาลาเรีย (ไข้ป่า ไข้จับสั่น) ซึ่งยังมีชุกชุมในป่าเขาละเนาไพรในประเทศไทย ผู้ที่จะไปเที่ยวป่า เที่ยวน้ำตก เที่ยวเขา (เช่น เขาใหญ่ ภูหลวง) จึงควรจะกินยาป้องกันโรคมาลาเรียด้วย เช่น

1.1 ยาควีนิน : ให้กิน 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น ทุกวันจนออกจากดงมาลาเรียแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ ควีนินเม็ดละประมาณ 2 บาท

1.2 ยาแฟนสิดาร์ : ให้กิน 2-3 เม็ด ต่อ 1-2 สัปดาห์ จนออกจากดงมาลาเรียแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ แฟนสิดาร์เม็ดละประมาณ 3.20 บาท
อย่างไรก็ตาม ยาป้องกันโรคมาลาเรียจะไม่สามารถป้องกันโรคนี้ได้โดยสมบูรณ์ ควรจะป้องกันไม่ให้ยุงกัดด้วย โยเฉพาะเวลาหลับนอนตอนกลางคืน

(การป้องกันยุงกัด เช่น การนอนในมุ้ง นอกจากจะช่วยป้องกันโรคมาลาเรียแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคเท้าช้าง ซึ่งชุกชุมในภาคใต้ และโรคไข้เลือดออก ซึ่งพบได้ทั่วไปอีกด้วย)

2. ยาทาหรือยาพ่น (สเปรย์) ป้องกันแมลงหรือสัตว์กัดต่อย เช่น ป้องกันยุง ป้องกันทาก หรืออื่น ๆ หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป


อ่านมาถึงตอนนี้ หลายคน อาจคิดว่า ตายละ นี่เราจะต้องยกร้านขายยาหรือตู้ยาติดตัวไปด้วยหรือนี่

ที่จริงแล้ว ยาที่ควรนำติดตัวไปคงมีไม่ถึง 10 อย่าง และราคาคงไม่เกินหนึ่งร้อยบาทรวมทั้งหมด อ่านและเลือกดูเอาเองก็แล้วกัน เพราะคนที่ไม่เมารถเมาเรือ ก็ไม่จำเป็นต้องพกยาแก้เมาไป คนไม่เครียดไม่กังวลเวลาไปเที่ยว ก็ไม่จำเป็นต้องพกยาแก้เครียด แก้กังวลไป หรืออื่น ๆ เพราะฉะนั้น ยาที่จำเป็นสำหรับการเดินทางทั้งหมด เมื่อรวมกันแล้วคงใส่ไม่เต็มกระเป๋ากางเกงผู้ชาย หรือกระเป๋าถือผู้หญิง นอกจากจะเตรียมไปสำหรับคนหลาย ๆ คน หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องใช้ยาอยู่หลายชนิด



ปล. เที่ยวสนุก กินอร่อย เดินทางปลอดภัยนะครับ





 

Create Date : 12 เมษายน 2556   
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2562 14:21:19 น.   
Counter : 6 Pageviews.  

ยาเหลือใช้... ที่บ้าน .. นำมาฝาก จากเวบหมอชาวบ้าน ...




ยาเหลือใช้... ที่บ้าน

//www.doctor.or.th/node/10987

ข้อมูลสื่อ
File Name : 374-011
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 374
เดือน-ปี : 06/2553
คอลัมน์ : การใช้ยา พอเพียง
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด


มี...ยาเหลือใช้ (หรือ ยาขยะ)...ที่บ้าน ควรทำอย่างไรดี?

ยา นับเป็นหนึ่งในปัจจัย ๔ ที่สำคัญ ทุกบ้านจึงมักมียาไว้ประจำบ้านทั้งเพื่อรักษาการเจ็บป่วยเบื้องต้นเล็กๆ น้อยๆ หรือสำหรับการรักษาโรคประจำตัวของสมาชิกในครอบครัว

บรรดายาที่มีไว้ในบ้านนี้ บ่อยครั้งที่เก็บไว้แล้วไม่ได้ใช้ อาจเป็นเพราะว่า ผู้ป่วยที่เคยใช้ยาชนิดนี้ได้เปลี่ยนแปลงการรักษาโดยแพทย์ให้เปลี่ยนยาชนิดใหม่ ทำให้ยาเดิมที่เหลืออยู่ไม่ได้ใช้ หรืออาจเกิดจากผู้ป่วยที่เคยใช้ยานี้เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เหลือยาของผู้ตายคนนี้อยู่ หรือยากลุ่มที่ใช้บรรเทาอาการ เช่น ปวดหัว ปวดฟัน ฯลฯ เมื่อหายปวดแล้วก็ไม่ได้ใช้ยา จึงมียาที่เหลืออยู่เช่นกัน จะขอเรียกยาที่เหลือยู่นี้ว่า ยาเหลือใช้

ส่วน ยาขยะ มีความหมายคล้ายคลึงกันกับยาเหลือใช้ แต่จะแคบกว่าโดยเน้นว่า "ขยะ" เป็นยาที่ไม่มีประโยชน์แล้ว ไม่ควรหรือไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก

ในขณะที่ยาเหลือใช้อาจหมายถึง ยาที่ยังใช้ได้ผลดีอยู่ (ยังไม่เสื่อมสภาพ หรือยังไม่หมดอายุ) หรือใช้ไม่ได้แล้วก็ได้ (ยาที่เสื่อมสภาพ หรือหมดอายุแล้ว)

ดังนั้น ยาเหลือใช้ จึงมีความหมายกว้างกว่า ยาขยะ คือ ครอบคลุมทั้งยาที่ยังใช้ได้และใช้ไม่ได้ แต่ยาขยะจะหมายถึงยาที่ใช้ไม่ได้แล้ว



สาเหตุของยาเหลือใช้ หรือ ยาขยะ

ถ้าสำรวจกันจริงๆ ก็จะพบว่า เกือบทุกหลังคาเรือนจะมียาเหลือใช้อยู่ไม่มากก็น้อย ยาเหลือใช้เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงชนิดของยาในการรักษา ทำให้มียาเดิมเหลืออยู่และผู้ป่วยไม่ได้ใช้

อีกสาเหตุหนึ่งคือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่ได้ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง หรือเมื่ออาการดีขึ้นแล้วจึงหยุดยาเอง (ซึ่งไม่ควรหยุดยาเอง ควรใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง)

นอกจากนี้ อาจหยุดยาเนื่องจากเกิดผลข้างเคียงหรืออาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา หรือผู้ป่วยเสียชีวิต ทำให้เกิดยาเหลือใช้ได้


ยาเหลือใช้ (หรือ ยาขยะ) ...เป็นเงินทั้งนั้น

มีรายงานในต่างประเทศว่า ยาที่เหลือใช้นี้มีประมาณร้อยละ ๓ ถึง ๒๐ ของยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับมาจะจากโรงพยาบาลหรือร้านยาก็ตาม ในบางคนยาเหลือใช้อาจมีค่าเพียงไม่กี่บาท แต่บางคนอาจมีค่าสูงเป็นหมื่นๆ บาทได้ เม็ดเงินที่ใช้จัดหายาเหล่านี้อาจเป็นเงินจากกระเป๋าของเรา (ที่ต้องจ่ายไปเอง) ของหน่วยงานของรัฐบาล (ที่มีคนอื่นๆ จ่ายแทนให้ก็ตาม) แต่ผลโดยรวมแล้วก็เป็นเงินของชาวไทย และเป็นเงินของประเทศชาติทั้งหมด

จากการสำรวจยาเหลือใช้ที่บ้านของประเทศอังกฤษ พบว่า ยาเหลือใช้คิดเป็นเงินมีมูลค่าสูงถึง ๒๐๐ ล้านปอนด์ต่อปี (ถ้าอัตราแลกเปลี่ยน ๕๐ บาทต่อปอนด์ จะเป็นเงินถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท) ซึ่งมีมูลค่าเป็นร้อยละ ๓ ของค่าใช้จ่ายด้านยาทั้งหมด และถ้านำเงินก้อนนี้ไปเป็นค่าจ้างให้กับพยาบาล จะสามารถจ้างพยาบาลได้ถึง ๑๕,๐๐๐ คน หรือถ้าจะนำไปจ้างแพทย์จะได้กว่า ๒,๐๐๐ คนต่อปี

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ายาเหลือใช้มีเป็นจำนวนมากและมีความสำคัญต่อค่าใช้จ่ายของทุกคน และส่งผลต่องบประมาณของชาติอีกด้วย ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด



ยาเหลือใช้... ยังใช้ได้หรือไม่?

ดังที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ยาเหลือใช้ จะประกอบด้วย ยาที่ยังใช้ได้กับยาที่ใช้ไม่ได้แล้ว ดังนั้น จึงขอแนะนำง่ายๆ ในการสังเกตด้วยตนเองว่า ยาชนิดนั้นยังใช้ได้หรือไม่ ซึ่งมีหลักในการสังเกตง่ายๆ ดังนี้

๑. การเก็บยา
๒. ฉลากยา
๓. วันหมดอายุ
๔. ลักษณะภายนอกของยา


การเก็บรักษายา

การเก็บรักษายาที่ดี ควรจัดเก็บในภาชนะที่เหมาะสม เช่น กระปุกยา ซองยา ฯลฯ และเก็บไว้ให้เป็นที่เป็นทาง เช่น ในตู้ยา ในกล่อง ในถุง ในลิ้นชัก หรือในตู้ เป็นต้น ซึ่งมีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงทั้งแสง ความร้อน และความชื้น เพราะทั้ง ๓ ประการจะส่งผลต่อความคงตัวของยา จึงควรเก็บยาให้พ้นแสง อย่าให้ร้อนเกินไป และไม่ควรมีความชื้นสูง ซึ่งจะส่งผลทำลายคุณภาพของยาได้ นอกจากนี้ควรเลือกสถานที่เก็บยาให้พ้นมือเด็กและไกลจากสัตว์เลี้ยง


ฉลากยา

ควรรักษาฉลากยาให้ครบถ้วน เพื่อง่ายต่อการนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง ในการใช้ยาทุกครั้ง ควรอ่านฉลากยา โดยเฉพาะวิธีการใช้ยา และใช้อย่างถูกต้อง ถูกคน ถูกโรค ถูกเวลา จะได้เกิดผลดีในการรักษา และไม่เกิดการลืมใช้ยา


วันหมดอายุ


สิ่งหนึ่งที่จะปรากฏในฉลากยา คือ วันหมดอายุ ซึ่งมักจะระบุเป็นภาษาไทยว่า "วันหมดอายุ" หรือ "ยาสิ้นอายุ" หรือในภาษาอังกฤษว่า "Exp. Date" หรือ "Expired Date" หรือ "Expiry Date" หรือ "Use before" เป็นต้น

วันหมดอายุนี้มักจะระบุควบคู่กับวันที่ผลิตยา โดยจะเรียงวันที่ผลิตมาก่อนแล้วจึงตามด้วยวันหมดอายุเสมอ ซึ่งอาจจะระบุปีเป็นปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. ก็ได้


ลักษณะภายนอกของยา

เมื่อพิจารณาวันหมดอายุไปแล้ว ก็พิจารณาลักษณะของยาจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็น สี กลิ่น รส ซึ่งสังเกตได้ด้วยตา จมูก และลิ้น ตัวอย่างเช่น สีของยาเม็ด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่ควรใช้ ยาบางอย่างจะมีสีเข้มขึ้น หรือเยิ้มเมื่อมีความชื้น เป็นต้น ถ้ารูปลักษณ์ของยาเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่ควรใช้

ทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นวิธีการง่ายๆ ที่จะสังเกตว่า ยายังดีอยู่ ยังไม่เสีย ยังใช้ได้ ถ้าเก็บยาไว้ในที่ๆเหมาะสม ไม่ร้อนเกินไป ไม่ถูกแสง และไม่ชื้นมาก รวมถึงฉลากยายังสมบูรณ์ชัดเจน มีชื่อยา ชื่อผู้ป่วย วิธีใช้อย่างชัดเจน และยังไม่หมดอายุ ประกอบกับมีสภาพรูปลักษณ์สีสันภายนอกเหมือนเดิม จึงถือว่ายายังดีอยู่ และใช้ได้ ไม่ถือเป็นยาขยะ



แล้วจะจัดการกับยาเหลือใช้อย่างไร?

เมื่อ มียาเหลือใช้อยู่ในบ้าน นับวันจะมากขึ้นๆ จากกองเล็กๆ ก็จะขยายใหญ่ขึ้น หรือถ้าใส่ในกระจาดเล็กๆ ก็จะค่อยๆ ขยายมากขึ้น จนล้นกระจาด แล้วจะจัดการกับยาเหลือใช้อย่างไร?


คำถามที่ ๑ ควรทิ้งยาเหลือใช้ "ลงในชักโครก" หรือไม่?

ข้อเสนอแนะข้อแรกนี้เป็นสิ่งที่กำจัดได้ง่ายที่สุด แถมยังสะดวกสบายที่สุด โดยการนำยาเหลือใช้ทั้งหมดไปเทลงในชักโครก แล้วกดให้น้ำล้างก็เสร็จเรื่องกันไป วิธีนี้จะดีจริงหรือ?

ยาทั้งหมดจะ ถูกละลายลงไปอยู่ในบ่อเกรอะ บางส่วนก็จะละลายซึมออกไปกับน้ำ โดยเฉพาะส้วมซึมแบบที่นิยมกันมากในเมืองไทย สุดท้ายยาเหล่านี้ก็จะละลายไปสะสมอยู่ในแหล่งน้ำต่างๆ ตามธรรมชาติ ดังปรากฏเป็นข่าวในต่างประเทศว่า พบยาปนเปื้อนในแหล่งน้ำต่างๆ พบในตัวปลาที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนั้นๆ ทั้งยังเพิ่มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย และที่ร้ายที่สุด คือ ยาละลายปนเปื้อนอยู่ในน้ำดื่มน้ำใช้ของประชาชน
ดังนั้น จึงไม่ควรทิ้งยาเหลือใช้... ลงในชักโครก


คำถามที่ ๒ ควรทิ้งยาเหลือใช้ "ลงในอ่างล้างจาน" หรือไม่?


ในเมื่อทิ้งในชักโครกหรือคอห่านไม่ได้ จะขอทิ้งในอ่างล้างจานจะได้ไหม? ประเด็นนี้คงพอเดาได้แล้วว่า ไม่ดีแน่นอน เพราะยาที่ถูกเททิ้งลงไปในท่อของอ่างล้างจาน ก็จะละลายและไหลไปรวมกันในแหล่งน้ำ ซึ่งยังไม่มีวิธีการกำจัดยาออกจากน้ำเสีย ยาจะสะสมหมุนเวียนในลักษณะเดียวกันกับประการแรก เกิดการสะสม ปนเปื้อนในสัตว์น้ำ เกิดแบคทีเรียดื้อยา และอาจปนเปื้อนในน้ำดื่มน้ำใช้ของเราได้เช่นกัน
คำตอบ จึงไม่ควรทิ้งยาเหลือใช้... ลงในอ่างล้างจาน


คำถามที่ ๓ ควรนำไป "ให้เพื่อนใช้" หรือไม่?

ประเด็น ที่ ๓ เมื่อยาเหลือก็เอาไปให้เพื่อนหรือญาติพี่น้องที่เป็นโรคหรือมีอาการเดียวกัน กับเราใช้จะได้ประโยชน์ ไม่เสียของเปล่าๆ ฟังดูดี แถมยังมีคุณธรรม ได้ช่วยเหลือคนอื่นอีกด้วย ในกรณีเช่นนี้จะใช้ได้จริงๆ ก็ต้องเป็นยาชนิดเดียวกันและขนาดเดียวกันเท่านั้น จึงจะใช้แทนกันได้ แต่ถ้าเป็นโรคหรืออาการเหมือนกัน ยังไม่แนะนำให้นำไปให้เพื่อนใช้ เพราะ โรคเดียวกันหรืออาการที่คล้ายกัน แต่ระดับความรุนแรงหรือลักษณะอื่นๆ อาจแตกต่างกัน นอกจากนี้การจ่ายยาให้ผู้ป่วยนั้น แพทย์ผู้สั่งจ่ายยาจะพิจารณาลักษณะของแต่ละคน และเลือกยาให้เหมาะสมที่สุด

ยาที่ได้ผลดีกับคนที่ ๑ อาจจะได้ผลหรือไม่ได้ผลเลยกับคนที่ ๒ แถม อาจจะเกิดผลเสียเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาได้ เช่น แพ้ยา เป็นต้น ดังนั้นจึงควรนำไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา อยากคิดเอง เออเอง


คำถามที่ ๔ ควรนำไป "หาแพทย์หรือเภสัชกร" หรือไม่?

ส่วนประเด็นคำถามสุดท้ายนี้ ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะแพทย์ หรือเภสัชกร จะช่วยกัน ตรวจเช็กความพร้อมของยาเหลือใช้เหล่านั้นว่า ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ถ้าใช้ได้ จะได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วย อาจจะเป็นคนเดิมที่เป็นเจ้าของ หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วยคนอื่นตามความเหมาะสมต่อไป

ดังนั้น เมื่อมี..ยาเหลือใช้...จึงควรนำกลับไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร ดีที่สุด


ขอย้ำเตือนอีกครั้งหนึ่งว่า "ยามีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์" ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และควรใช้อย่างพอเพียง ใช้ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อเกินจำเป็น

ยา ล้วนเป็นสารเคมีที่อาจจะเกิดอันตรายกับผู้ใช้ยาได้ทุกเมื่อ จึงควรพินิจพิจารณาให้ถ้วนถี่ก่อนใช้ และใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ที่สุด ตามหลัก ๓ ป. (ปอ ปลา) คือ ประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด





 

Create Date : 10 ธันวาคม 2553   
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 22:01:33 น.   
Counter : 340 Pageviews.  

1  2  3  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 757 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]