Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

กัญชายาครอบจักรวาล ไม่จริง และ กัญชาเพื่อความเพลิดเพลิน อันตรายรึเปล่า?

กัญชายาครอบจักรวาล ไม่จริง

26 Mar 2019 / 1277

 

ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กำหนดให้สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ ประเด็นกัญชาจึงกำลังเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองโดยประเด็นที่กำลังเป็นที่จับตามองก็คือ มีคนกล่าวอ้างว่ากัญชาเป็นยาครอบจักรวาล สามารถรักษาได้ทุกโรค ซึ่งไม่เป็นความจริง

          สรรพคุณของกัญชาที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และการรักษาผู้ป่วยตามที่มีรายงาน มีดังนี้

1. ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด

2. โรคลมชักรักษายากในเด็ก และโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา

3. ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

4. อาการปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ได้ผล

ปัจจุบันกัญชาในตำรับยาแผนไทย 16 ตำรับ ได้รับการยอมรับจากกระทรวงสาธารณสุข ส่วนใหญ่มีสรรพคุณช่วยเรื่องลม การนอนหลับ และแก้ปวด ได้แก่

1.ยาน้ำมันสนั่นไตรภพ    2.ยาอัคคินีวคณะ          3.ยาศุขไสยาศน์

4.ยาแก้ลมเนาวนารีวาโย 5.ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง      6.ยาไฟอาวุธ

7.ยาแก้นอนไม่หลับ หรือยาแก้ไข้ผอมเหลือง         8.ยาแก้สัณฑฆาต กร่อนแห้ง

9.ยาอัมฤตโอสถ           10.ยาอไภยสาลี           11.ยาแก้ลมแก้เส้น

12.ยาแก้โรคจิต            13.ยาไพสาลี               14.ยาทาริดสีดวงทวารหนัก และโรคผิวหนัง

15.ยาทำลายพระสุเมรุ    16.ยาทัพยาธิคุณ

กัญชามีทั้งประโยชน์ และโทษ ถ้าหากนำไปใช้รักษาโรคอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาอาจเกิดโทษได้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาที่ถูกวิธีจะดีกว่า

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถ โทร สายด่วน อย. 1556 กด 3 ในวัน และเวลาราชการได้นะ

 

https://oryor.com/digi_dev/detail/media_printing/1740?fbclid=IwAR0KH6x-zdsM5uwYbPUGZT5vqSaAZaQMrT16JEOVnLBy0P4twWD2o5Iv6Zs


**********************************************




Thiravat Hemachudha

สืบเนื่องมาจาก บทความใน วารสาร lancet 2019 ที่ติดตามคนใช้กัญชาและพบว่าเกิดโรคจิตมากชึ้น มากขึ้น ต้องอ่านบทบรรณาธิการและอ่านข้อมูลก่อนหน้านั้นว่าการเป็นโรคจิตนั้นมีปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวข้องได้แก่ความโน้มเอียงของบุคคลนั้นที่พร้อมจะเกิดเป็นโรคจิต
มีความโน้มเอียงที่จะติด
มีความโน้มเอียงที่จะต้องใช้บ่อยหรือมีอาการวิปลาสไปชั่วขณะ
เกิดขึ้นจากการใช้สารปริมาณสูงโดยเฉพาะที่เป็น THC รวมทั้งประเภทที่มาจากการสังเคราะห์
นอกจากนั้นรายงานล่าสุดในวารสาร annals of internal medicine วันที่ 26 มีนาคม 2562 พบว่าอาการทางจิตที่เกิดขึ้นหลังการเสพแทนที่จะเกิดจากการสูบ กลับกลายเป็นที่ได้จากการกินหรือหยดใต้ลิ้นจากน้ำมันทั้งนี้เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวจะทำให้กัญชาออกฤทธิ์ช้าตั้งแต่หนึ่งถึง 4 ชั่วโมงทำให้ต้องกินหรือหยดซ้ำๆคือให้ออกฤทธิ์เร็วเลยกลายเป็นทำให้ได้ปริมาณสารในขนาดสูงไป และเกิดอาการได้ง่ายขึ้นในคนที่มีความโน้มเอียงอยู่แล้ว
.................................

กัญชาเพื่อความเพลิดเพลิน อันตรายรึเปล่า?

ส่วนหนึ่งของบทความมาจากบีบีซีนิวส์ อังกฤษ (Cannabis : What are the risks of recreational use? Source BBC NEWS United Kingdom) หลังจากที่อังกฤษได้อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ หลายคนก็นึกสงสัยว่าก็ใช้ทางการแพทย์ได้ แล้วปล่อยให้ใช้ตามท้องถนนทั่วไป ขายใครก็ได้ อย่างงี้จะได้ไหม
เพราะถ้าเคยไปอังกฤษ เดินไปเดินมาในลอนดอนก็จะได้กลิ่นกัญชาอยู่บ่อยๆ บางทีก็เดินสูบกลางวันแสกๆ ริมถนนเลย แล้วตำรวจล่ะไม่ทำงานหรือ ตำรวจทำไมไม่จับ ก็เค้าบอกไม่รู้จะจับทำไม รกคุก สูบไปก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร ไม่ได้เหมือนติดยาประเภทอื่น อย่างมอร์ฟีนหรือโคเคน เป็นต้นซึ่งสร้างปัญหาให้กับสังคมและครอบครัวเป็นอย่างมาก เลยแค่ตักเตือน และจับแต่คนขายกัญชาผิดกฎหมาย
ล่าสุดอดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอังกฤษออกมาเสนอว่าทำไมไม่ทำให้ถูกกฎหมายไปเลยล่ะ เหมือนบางประเทศเช่นเนเธอร์แลนด์ เพราะพอปล่อยให้ถูกกฎหมายแล้วคนก็ใช้ยาเสพติดประเภทอื่นน้อยลง ดีเสียอีกเพราะสารเสพติดอื่นๆ ฉีดเข้าเส้นก็ติดไวรัสตับอักเสบบ้าง ติดเอดส์บ้าง และสามารถควบคุมการขายและเก็บภาษีได้ง่ายขึ้น ส่วนรัฐบาลอังกฤษเค้ายังไม่กล้าเพราะยังมีหลักฐานจากการศึกษาที่ว่าอาจจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตได้ และในโรงเรียนแพทย์ก็สอนมาตลอดว่าใช้กัญชาตอนเด็กมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia)
สั้นๆ เรื่องกัญชากันก่อนอีกสักรอบนึง กัญชามีส่วนประกอบหลักที่ออกฤทธิ์ต่อร่างกายและสมอง 2 ชนิด คือ tetrahydrocannabinol (THC) และ cannabidiol (CBD) ซึ่งไม่มีในร่างกายของเรา
ตัว THC นี่คือตัวทำให้หิว ทำให้เกิดความสุขหรือ High นั่นเอง แต่มากเกินก็อาจจะประสาทหลอนได้ ส่วน CBD นั้น ไปออกฤทธิ์กันคนละที่ ไปปรับสมดุลร่างกาย ซึ่งสามารถลดการอักเสบ ลดการกังวล และลดอาการประสาทหลอนได้ แต่อย่างไรก็ตาม หลักฐานในระยะหลังพบว่า THC สามารถลดหรือควบคุมอาการวุ่นวาย หรือที่มีอาการทางจิตประสาทในคนไข้ที่มีสมองเสื่อม และทั้งสองตัวมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบด้วย
ปัญหาคือเวลาสูบนั้น ไอ้ใบกัญชาที่หามามันจะมีสารที่ออกฤทธิ์ ทางสนุกมากน้อยแค่ไหนเพียงใด ประเทศไทยคนเก่งเยอะ ทำสกัดกัญชาแม่นๆ ที่บอกว่ามีปริมาณของสารสองประเภทนี้ในแต่ละส่วนของกัญชาทั้งดอก ต้น ใบ และเมล็ดเท่าไหร่ก็คงใช้ประโยชน์ได้ดีและมาเป็นน้ำมันกัญชา

แล้วผู้เชี่ยวชาญที่อังกฤษเค้าว่ายังไง ถึงกัญชาจะเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายที่ใช้มากที่สุดในอังกฤษ เพราะเค้าบอกกันว่าให้ความรู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ผู้เชี่ยวชาญกังวลมากกับความเสี่ยงโรคจิตเภทและโรคประสาทหลอน (Psychosis) ในพันธุ์ที่มี THC สูงเพราะมีการวิจัยในปี 2015 จาก King’s College London บอกว่าพันธุ์ที่มีความเข้มข้นของ THC สูงมากจะทำให้เกิดความเสี่ยงประสาทหลอนมากถึง 3 เท่าถ้าเทียบกับคนไม่สูบ แต่อย่าเพิ่งหยุดอ่าน...
สูตรที่อ่อน THC และ CBD เด่นนั้น ทำงานในการลดการประสาทหลอนและลดผลเสียของ THC ได้
กลับมาดูในปี 2012 ดีๆ ก็มีการศึกษาลงใน Nature Translational Psychiatry ศึกษาสาร CBD ว่าจริงๆแล้ว ตัว CBD เนี่ยนอกจากไปช่วยปรับความเข้มข้นฤทธิ์ของ THC แล้ว มันยังไปเพิ่มความเข้มข้นของสารชื่อ Anandamide ที่มีอยู่ในร่างกายจากการลดการขจัดทำลายออก และสารนี้ละที่อธิบายประโยชน์ของ CBD และช่วยลดการเกิดโรคประสาทหลอนไปอีกระดับนึง มิหนำซ้ำคัดค้านความเชื่อที่ว่า กัญชาทำให้เกิดโรคจิตโดยมีกระบวนการพิสูจน์ในการรักษาผู้ป่วยจิตเภท ประการแรกคือ ใช้ยาพิเศษเจาะจงเฉพาะในการต้าน CB1 receptor ในสมอง ไม่ได้ผลในการควบคุมอาการทางโรคจิต
และประการที่สอง ระดับกัญชาธรรมชาติในน้ำไขสันหลัง anandamide (AEA) ต่ำกว่าปกติในผู้ป่วยเหล่านี้ ยิ่งอาการมากยิ่งมีระดับต่ำมากๆ ชี้ว่าแท้จริงอาการทางจิตเกิดจากการพร่องกัญชาในตัว การรักษาโดยเพิ่มพลังกัญชาธรรมชาติในร่างกายโดยใช้ CBD ได้ผลเท่ากับใช้ยาโรคจิต แต่ไม่มีผลข้างเคียง
แล้วที่อังกฤษสูบกันทั่วไปและที่ขายกันตามถนนอย่างผิดกฎหมายนั้นคือของดีแบบแรง THC เยอะ อย่างงี้คนอังกฤษจะเป็นประสาทหลอนกันหมดรึเปล่า หลังจากสูบกันมายาวนาน คนสูบก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนิ แล้วคนประสาทหลอนหรือจิตเภทส่วนมากก็ไม่เคยสูบกัญชา

สรุปการศึกษาในปี 2015 นั้นอาจจะไม่ตรงและเอามายืนยันอะไรไม่ได้ ต้องศึกษาอีกเยอะและต้องดูถ้วนถี่ลึกถึงกลไกของสารออกฤทธิ์ในตัว มีการศึกษาออกมาดูว่ากัญชาทำให้เกิดโรคซึมเศร้า ผลก็ไม่ชัดเจนเพราะคนที่มันซึมเศร้าหรือกำลังจะเกิดเนี่ยหันมาใช้กัญชาหรือที่จริงอาจจะจะช่วยซึมเศร้ามากกว่านะ

ส่วนกัญชาเนี่ยติดง่ายไหม ก็ติดยากกว่าบุหรี่เยอะ แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องทุกวันจะมีประมาณ 10% ที่ติดงอมแงม ส่วนคนที่ติดถ้าจะเลิกก็หยุดได้เลยแต่ก็จะมีอาการหงุดหงิด อยากกลับไปใช้เหมือนกับบุหรี่ แต่ไม่ถึงกับเป็นอันตราย และข้อดีคือถึงจะใช้เยอะมากก็ไม่ทำให้หยุดหายใจเสียชีวิตเหมือนกับฝิ่นนะ ใช้กัญชาอาจจะมีปัญหาเรื่องความจำและความสามารถของสมองในระยะสั้น พอมันออกจากร่างกาย ซึ่งประมาณ 20 วัน ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิมไม่มีผลเสียระยะยาว เค้าว่ามานะ
อืม แล้วงี้ลูกผมใช้กัญชาแล้วได้ใจ ไปใช้สารเสพติดอื่นที่แรงกว่าเช่นเฮโรอีนไหม ไม่มีหลักฐานนะว่าเค้าจะไปใช้อะไรมากกว่านี้ แต่ก็ยังเป็นสูบควันอยู่ดี ถ้าเค้ามวนสูบงี้เป็นมะเร็งปอดหรือถุงลมโป่งพองไหม อันนี้ยังไม่ชัดเจนเพราะหลายๆคนที่สูบกัญชาก็สูบบุหรี่เลยบอกยาก แต่คาดว่าสูบกัญชา ควันมันเนี่ยทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม
แล้วมันดียังไงล่ะ จากปากของคนไข้ที่ใช้อยู่ที่อังกฤษ เค้าบอกกันว่าก็ใช้กันได้เยอะไปหมด เช่นกันโรคลมบ้าหมูในเด็ก เจ็บเรื้อรัง กระวนกระวาย คลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะเวลาให้ยาต้านมะเร็ง รวมถึงโรคขาดอาหาร นอนไม่หลับ และพาร์กินสันอีกด้วย ฟังดูดีไปหมด ส่วนปัญหาควันหรือประสาทหลอน เราก็ใช้สูตรที่ CBD เยอะๆสิครับ ทำเป็นน้ำมัน ตอนนี้เรารู้กลไกของมันในระดับนึงแล้ว เราก็พอโล่งใจได้
เอาเป็นว่าขอให้ใช้ทางการแพทย์ก่อนเนอะ แล้วมาดูว่ามันดีหรือไม่ดี ส่วนใช้กับการบันเทิงให้ต่างประเทศเค้าเป็นหนูทดลองไปก่อนว่าผลออกมาเป็นยังไงแล้วเราค่อยมาดูกันอีกที จะได้เก็บภาษีเข้ารัฐบาลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย คนไทยจะได้สุขภาพดีขึ้น รวมถึงปลอดภัยอีกด้วย
เอาอย่างนี้ดีกว่ามั้ย?

หมอดื้อ

https://www.facebook.com/thiravat.hemachudha/posts/10157336090641518
https://www.thairath.co.th/content/1410820?fbclid=IwAR1ziMDUvqB5V_6svwyLu9Yao6-BLaITVrsm8_F4ZsSxb7ORgzjbbdOvr9U

***********************************


Mfahmee Talib   10 เมษายน
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10156598308859440&set=a.236711204439&type=3&theater
 
บทเรียนจากอเมริกา ว่าด้วยกัญชาถูกกฎหมาย

ช่วงก่อนเลือกตั้งที่ผ่านมา มีกระแสเรื่องกัญชาพอสมควร อันเนื่องมาจากการประกาศพรบ.ยาเสพติดให้โทษฉบับ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีการอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ บวกกับ กระแสที่พรรคภูมิใจไทยเสนอให้นโยบายผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยเป็นนโยบายหลักของพรรคที่ใช้ในแคมเปญการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ประชาชนนำประเด็นเรื่องกัญชามาถกเถียงในที่สาธารณะมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลจากฝ่ายสนับสนุน ได้ให้เหตุผลสำคัญที่ควรผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ และปลดล็อคให้เสพอย่างถูกกฎหมาย เพราะ

1. กัญชามีคุณประโยชน์ทางการแพทย์ สามารถใช้รักษาโรคหอบหืด โรคพากินสัน รักษาอาการซึมเศร้า บำบัดโรคมะเร็ง โรคลมชัก ใช้รักษาอาการปวดตามร่างกาย และลดปวดจากโรคไขข้ออักเสบ ใช้ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

2. มีคุณประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจ ราคาของกัญชาที่ขายในท้องตลาดที่กิโลกรัมละ 70,000 บาท หากส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกกัญชาแค่คนละไม่กี่ต้น จะทำให้เกษตรกรไทยร่ำรวยกันถ้วนหน้า

3. ในพรบ.ยาเสพติดให้โทษ 2562 มีการอนุญาตให้กลุ่มคน 7 กลุ่ม ทำการเพาะปลูกกัญชาได้ แต่ใน 7 กลุ่มนั้นไม่มีประชาชนทั่วไป ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้กัญชาถูกผูกขาดโดยนายทุนเจ้าใหญ่เท่านั้น

4. กัญชาหางกระรอก หรือ กัญชาไทย ที่รู้จักในต่างประเทศในชื่อ Thai stick ถือเป็นสายพันธ์กัญชาที่ดีที่สุดสายพันธ์หนึ่งในโลก บวกกับอากาศในที่ราบสูงภาคอีสานของไทยเหมาะแก่การปลูกกัญชา ถ้าปลูกขายจะมีตลาดจากลูกค้าทั่วโลกอยู่แล้ว

5. หากผลักดันให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายจะเพิ่มมูลค่าการตลาดของการท่องเที่ยวไทย จะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเที่ยวไทย


6. หากพิจารณาจากพิษภัยด้านการเสพติดดูเหมือนกัญชาจะเป็นพืชเสพติดที่พิษภัยน้อย ไม่ทำให้คนเสพคลุ้มคลั้ง ไม่ทำให้เกิดมะเร็งเหมือนบุหรี่

ความจริงแล้ว ข้อสนับสนุนทางนโยบายที่พรรคการเมืองเสนอมานั้นก็ถูกตั้งข้อสังเกตโดยนักวิชาการไทยพอสมควร เช่น รศ.วิเชียร กีรตินิจกาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อทักท้วงว่า

- ในต่างประเทศที่ให้ประชาชนปลูกกัญชาได้เองนั้นเงื่อนไขที่จะอนุญาตให้ปลูกต้องเป็นคนไข้ก่อน และไม่สามารถใช้ยารักษาโรคทั่วไปในท้องตลาดรักษาได้

- การปลูกกัญชาให้ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 70,000 บาทนั้นต้องเป็น Medical grade ซึ่งมีวิธีการปลูกที่ยากมาก ประชาชนทั่วไปทำได้ยาก ต้องควบคุมปัจจัยแวดล้อมเยอะ เนื่องจากกัญชาเป็นพืชที่ดูดโลหะหนักในดินได้มาก หากปล่อยให้ปลูกทั่วไปจะพบโลหะหนักมากเกินค่ามาตรฐานทางการแพทย์ยอมรับได้ ซึ่งจากการสำรวจกัญชาจากลาวก็พบปัญหานี้แล้ว

- การเคลมว่ากัญชาไทยดีที่สุดในโลกนั้นยังเป็นข้อความที่คลุมเครือ เนื่องจากกัญชาไทยที่ว่าดี เป็นกัญชาที่มีสาร THC (Tetrahydrocannabinol) สูง สารตัวนี้ทำให้เกิดอาการมึนเมาจึงเป็นที่นิยมของนักเสพ ส่วนคำว่าดีในทางการแพทย์ กัญชาประเภทนี้ต้องมีสาร CBD (Cannabidiol) มาก ซึ่งสายพันธ์ไทยไม่ได้มี CBD เยอะ

- การให้ประชาชนปลูกกัญชาอย่างเสรีจริง ๆ มีไม่กี่ที่ในโลก แม้จะมีหลายประเทศอนุญาตให้ใช้กัญชา แต่มีแค่ในรัฐบริทิชโคลัมเบียเท่านั้นที่ให้ประชาชนปลูกคนละไม่เกิน 6 ต้น ประเด็นปัญหาของการให้ปลูกอย่างเสรีคือ จะควบคุมการเสพกัญชาเพื่อความบันเทิงไม่ได้ หากปลูกกันอย่างเสรีแล้ว ไม่สามารถผลิตกัญชาให้อยู่ในคุณภาพที่ใช้ในทางการแพทย์ กัญชาจะไปอยู่ในตลาดมืด หรือถูกเสพแทน ซึ่งกัญชาก็เป็นสารมึนเมาชนิดหนึ่ง หากควบคุมการเสพไม่ได้ จะมีปัญหาตามมาอีกมากแน่นอน

(อ่านเพิ่มเติม https://www.isranews.org/isranews-article/74090-weed00.html )

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงทั้งข้อสนับสนุน และ ข้อคัดค้าน เป็นการคาดเดาในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ในเมื่อโลกใบนี้มีหลายประเทศที่เคยมีกฎหมายห้ามใช้กัญชา และ เปลี่ยนมาเป็นอนุญาตให้ใช้กัญชาได้ ผมจึงคิดว่าการนำบทเรียนในช่วงเปลี่ยนผ่านของกฎหมายจากประเทศเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟังน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านที่สนใจเรื่องนี้พอสมคว

ข้อมูลที่ผมนำเสนอนี้เป็นการรวบรวมสถิติที่เกิดขึ้นใน 4 รัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Colorado, Washington, Oregon และ Alaska ซึ่งอนุญาตให้ใช้ในช่วงปี 2012 เป็นต้นมา โดยกลุ่มนักวิจัยที่รวบรวมข้อมูลมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Harvard Medical School, U. of Colorado at Denver, Yale University และอีกหลายมหาวิทยาลัย จากระยะเวลาเปลี่ยนผ่านกฎหมาย 7 ปี มีการรวบรวมสถิติที่สำคัญดังต่อไปนี้

(อ่านเพิ่มเติม https://learnaboutsam.org/wp-content/uploads/2018/07/SAM-Lessons-Learned-From-Marijuana-Legalization-Digital-1.pdf)

ผลกระทบต่อสังคมและเยาวชน
หลังการอนุญาตให้ใช้ได้ใน 4 รัฐ แน่นอนว่าเยาวชนจำนวนมากเริ่มทดลองใช้ ทำให้จำนวนผู้ใช้กัญชาในรอบ 1 เดือน ที่มีอายุระหว่าง 12-17 ปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยเฉพาะในรัฐ Alaska และ Oregon ที่ขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ หนึ่งของประเทศทันที รัฐ Colorado มีจำนวนผู้ใช้กัญชาในช่วงอายุเยาวชนเพิ่มขึ้น 65% จากปีก่อนหน้า และมีรายงานตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จที่ตรวจพบสารกัญชาในร่างกา

การควบคุมการขายปลีก
แม้จะมีการอนุญาตให้ทำการขายแต่ทั้ง 4 รัฐก็ยังคงมีเงื่อนไข จำกัดการขายบางอย่างเช่น อายุผู้ซื้อ เวลาในการซื้อขาย และปริมาณ ในทางปฏิบัติพบว่ามีการละเมิดข้อกำหนด โดยเฉพาะการปล่อยขายให้เด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งพบมากกว่าครึ่งหนึ่งจาก 424 กรณีที่ละเมิดเงื่อนไขทั้งหมด

สารเสพติดอื่น ๆ ไม่ได้ลดลง
แม้จะมีการคาดการณ์ว่าเมื่อปล่อยให้กัญชาใช้ได้ทั่วไปแล้ว จะทำให้ประชาชนลดการใช้สารเสพติดอื่น แต่ในความเป็นจริง สารเสพติดอื่นไม่ได้ลดลงไปด้วย ในรัฐ Oregon พบว่าเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 21 ปี ที่กลายเป็นนักดื่มแบบหนัก ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับผู้ใช้กัญชาที่เริ่มใช้ครั้งแรกหลังการเปลี่ยนกฎหมาย นอกจากนั้นในรัฐ Colorado พบว่าค่าเฉลี่ยการดื่มแอลกอฮอล์ของเมืองเพิ่มขึ้น 8% หลังการอนุญาต

นอกจากนั้นยังพบว่าการอนุญาตให้ใช้กัญชาอย่างเสรี จะทำให้มีผู้ใช้ยาเสพติดกลุ่ม opioids เพิ่มมากขึ้น โดยรูปแบบการใช้จะเหมือนกับการใช้ยาเสพติดในที่อื่น ๆ ของโลก โดยผู้ใช้จะเริ่มใช้จากยาเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทน้อยไปหามาก ดังนั้นเยาวชนที่เริ่มใช้กัญชายิ่งใช้มากเท่าไหร่ ก็คาดเดาได้ว่าในอนาคตจะมีผู้ใช้ opioids มากยิ่งขึ้น ในข้อมูลที่เก็บในรัฐ Colorado 5 ปีหลังการเปิดเสรีกัญชา พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการใช้ opioids กลับเพิ่มขึ้น

ผู้ป่วยในโรงพยาบาลและห้องฉุกเฉิน
เมื่อกัญชาเสพกันง่าย ตัวเลขของผู้ป่วยที่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเพราะเสพกัญชาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ในรัฐ Oregon ก่อนหน้าจะอนุญาตให้ใช้มีคนไข้ถูกส่งมาห้องฉุกเฉินจากอาการเมากัญชาเฉลี่ยที่ 35 คนต่อเดือน แต่หลังจากอนุญาตเพิ่มขึ้นเป็น 434 คน หรือเท่ากับ 2000% ที่รัฐ Colorado และ Washington มีการโทรศัพท์เข้ามาในศูนย์พิษวิทยาของรัฐเพื่อสอบถามข้อมูลของอาการพิษจากกัญชามากขึ้นถึง 210% และ 70% ตามลำดับ

กัญชาในตลาดมืด
เนื่องจากเงื่อนไขในการปลูก ซื้อ และ ขายกัญชา อย่างถูกกฎหมายค่อนข้างซับซ้อน จึงทำให้เกิดการลักลอบปลูก ซื้อ และ ขาย ความตั้งใจจะลดปัญหากัญชาผิดกฎหมายของรัฐสวนทางกับข้อเท็จจริงทางสถิติที่พบว่า ในรัฐ Colorado มีการลักลอบปลูกกัญชาเพิ่มขึ้น 50% มีการจับกุมกัญชาผิดกฎหมายมากขึ้น มีการส่งกัญชาออกไปขายต่างรัฐด้วยไปรษณีย์มากขึ้นทำให้มีการจับกุมการลอบขายกัญชาออนไลน์นี้มากขึ้นถึง 884% นอกจากนั้นมีการประเมินว่าปริมาณการซื้อขายกัญชาในตลาดทั้งหมดของรัฐ Oregon อยู่ในตลาดมืดเสีย 70%

อาชญากรรม
เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวทั้ง 4 รัฐ ทั้งการโจรกรรม การใช้ความรุนแรง แม้ว่าการอนุญาตให้ใช้กัญชาจะไม่ใช่เหตุผลโดยตรงหรือเหตุผลหลักที่อธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งตำรวจ นักกฎหมาย และนักวิชาการ ต่างกล่าวว่าการเปลี่ยนกฎหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาชญากรรมเพิ่มขึ้น

เมา (กัญชา) แล้วขับ
กรณีการเมากัญชาแล้วขับถือเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย เพราะเรามีปัญหาหลักคือเมาแอลกอฮอล์แล้วขับ เรามาลองดูกันว่าเมื่อมีคนเสพกัญชามากขึ้น อุบัติเหตุบนท้องถนนจะเป็นอย่าง ในรัฐ Colorado พบว่า อุบัติเหตุจราจรที่รุนแรงที่เกิดจากคนเมากัญชาแล้วขับเพิ่มขึ้น 88% ผู้เสียชีวิตจากคนเมากัญชาแล้วขับเพิ่มขึ้น 66% ส่วนใน Washington และ Oregon พบว่าอุบัติเหตุจากคนเมากัญชาแล้วขับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเช่นกัน

ในข้อสรุปที่นักวิชาการได้ให้ไว้คือ การพิจารณานโยบายนี้ควรทำอย่างรอบคอบ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายแล้ว ย่อมเปลี่ยนพลวัตรทางเศรษฐกิจและสังคม หากกัญชาถูกกฎหมายจะมีกลุ่มทุน นักธุรกิจเข้ามาในตลาดกัญชานี้อย่างแน่นอน โดยเป้าหมายของกลุ่มทุนเหล่านี้คือต้องการให้มีผู้เสพมากที่สุด เพื่อกำไรสูงสุดของอุตสาหกรรม ดังนั้นเมื่อปล่อยให้เกิดการผลิตมากขึ้นและเป็นสินค้าที่มีความต้องการเดิมในตลาดอยู่แล้วนั้น การทำลายกลไกตลาดที่ทำงานแล้วจะเป็นเรื่องยาก ดังที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ในไทย ผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมจะจูงใจให้อุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว และยากที่จะคัดค้านในภายหลั

ดังนั้นหากจะพิจารณานโยบายน
ี้ในประเทศไทย จึงควรพิจารณาอย่างรอบด้าน คาดการณ์ผลกระทบทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้น ทั้งข้อดีและข้อเสีย จึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติครับ


***************************




 

Create Date : 26 มีนาคม 2562   
Last Update : 17 เมษายน 2562 14:59:23 น.   
Counter : 89 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

แนะถอน ‘ยาไดโคลฟีแนค’ ออกจาก รพ.สต. ก่อนมีความชัดเจนว่ามีผลต่อเส้นประสาทหรือไม่

 

แนะถอน ‘ยาไดโคลฟีแนค’ ออกจาก รพ.สต. ก่อนมีความชัดเจนว่ามีผลต่อเส้นประสาทหรือไม่

อย.นัดผู้เชี่ยวชาญถกประเด็นอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดยาไดโคลฟีแนค (Diclofenac) วันที่ 23 ม.ค. นี้ ด้าน ผศ.นพ.พิสนธิ์ แนะเบื้องต้นถอนยาตัวนี้ออกจาก รพ.สต.ไปก่อน และหากเชื่อว่ายานี้มีผลต่อเส้นประสาทจริงก็ต้องแก้บัญชียาหลักแห่งชาติ บรรจุยา Ketorolac เป็นทางเลือกแก่ผู้ปฏิบัติงาน

ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล

ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 ม.ค. 2562 ที่จะถึงนี้ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เรียกประชุมผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เพื่อหารือเรื่องการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ Diclofenac injection หรือยาฉีดไดโคลฟีแนค หลังจากพบว่ามีผู้ป่วยเกิดความผิดปกติของเส้นประสาทหลังจากถูกฉีดยาตัวนี้เข้าไป

(ทั้งนี้ ยาไดโคลฟีแนค (Diclofenac) เป็นยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ช่วยในการบรรเทาอาการปวด บวมจากการอักเสบ ปวดตามข้อ ไขข้อกระดูก เช่น โรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปวดท้องจากประจำเดือน โรคข้ออักเสบ อาการตึงขัดของข้อ)

ผศ.นพ.พิสนธิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดในขณะนี้คือมีคนไข้จำนวนเยอะพอสมควรที่ทำเรื่องขอเงินเยียวยาไปยังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จนคณะกรรมการ สปสช.กังวลว่ามีเคสเข้ามาเรื่อยๆ จึงทำหนังสือออกไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้ระมัดระวังยาตัวนี้ หรือกระทำการบางอย่างเพื่อลดปัญหาการฉีดยาตัวนี้ลง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ส่งจดหมายเวียนไปยังโรงพยาบาลทุกแห่งในสังกัดว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้ให้ระมัดระวังด้วย

"เขากังวลเรื่องการฉีดเข้าไปในสะโพก เพราะมีคนไข้บางคนเกิดความผิดปกติของเส้นประสาท เช่น ปวดขา ขาไม่มีกำลัง แต่ก็ยังไม่ได้สรุปยืนยันว่าเป็นผลจากตัวยา ก็เข้าใจว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเทคนิคการฉีดยาเพราะยาทุกชนิดถ้าเทคนิคการฉีดไม่ดีก็มีโอกาสโดนเส้นประสาทได้เสมอ อีกด้านหนึ่งก็มีรายงานที่เชื่อว่ายาไดโคลฟีแนค (Diclofenac) สามารถทำให้เกิดพิษที่เส้นประสาท ณ ตำแหน่งที่ฉีดได้แม้จะฉีดอย่างถูกต้องก็ตาม อาจเป็นไปได้ว่าตัวยาไปส่งผลกับเส้นประสาท ดังนั้น วันที่ 23 ม.ค. 2562 นี้ ทาง อย. กำลังเรียกประชุมผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาเพื่อหารือในเรื่องนี้" ผศ.นพ.พิสนธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ผศ.นพ.พิสนธิ์ ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องน่าสงสัยว่ามีการฉีดมากมายทุกวัน ทำไมคนที่มาร้องเรียน สปสช. มีแต่ยาไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ทั้งนั้น ก็อนุมานได้ว่าเพราะตัวยามีผลหรือไม่ ดังนั้น การเรียกประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาคำตอบว่าเกี่ยวกับยาหรือไม่ยังไม่พอ ก่อนจะพิสูจน์ว่าเป็นเพราะยาใช่หรือไม่ ต้องมีมาตรการไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ด้วยว่าสิ่งใดที่ควรทำในขณะนี้ เพราะถ้ารอคำตอบอย่างเดียวก็จะมีคนร้องเรียนผ่าน สปสช.มาเรื่อยๆ

สำหรับแนวทางการออกมาตรการในระยะนี้ เช่น 1.สื่อสารประชาชนว่าไม่ควรขอให้หมอฉีดยา

2.ถอนยานี้ออกจากทุกโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพราะหากฉีดไปแล้วเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา หากเป็นหมอยังพอรับสภาพได้ แต่ถ้าพยาบาลเป็นคนฉีด โดยกฎหมายแล้วพยาบาลไม่สามารถฉีดยาตัวนี้ให้คนไข้ได้โดยไม่มีคำสั่งแพทย์ แต่ในทางปฏิบัติก็ทำกันอยู่ ดังนั้นถ้าจะปกป้องผู้ปฏิบัติงานไม่ให้ถูกฟ้องร้องและป้องกันความเสี่ยงแก่ประชาชนก็ควรเอายาออกจาก รพ.สต.ก่อน

3.ถ้าเชื่อว่ายาไดโคลฟีแนค (Diclofenac) มีผลจริง ทางเลือกคือเปลี่ยนเป็นยาฉีดชนิดอื่น ซึ่งยาที่สามารถทดแทนได้คือยาคีโตโรแลค (Ketorolac) แต่ยาตัวนี้เป็นยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ การแก้ปัญหาก็ต้องแก้ไปถึงบัญชียาหลักแห่งชาติว่าเห็นด้วยกับการบรรจุยาคีโตโรแลค (Ketorolac) อยู่ในบัญชียาหลักหรือไม่ เพื่อเป็นทางเลือกแก่แพทย์นอกเหนือจากไดโคลฟีแนค (Diclofenac) เป็นต้น

(ทั้งนี้ ยาคีโตโรแลค (Ketorolac) เป็นยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) นำมาใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดหรือลดการอักเสบ ที่มีความรุนแรงปานกลางไปจนถึงรุนแรงมาก และมักจะใช้ก่อนหรือหลังขั้นตอนการแพทย์หรือการผ่าตัด แต่ไม่ได้นำมาใช้รักษาสาเหตุของโรคยานี้ รวมทั้งไม่นำมาใช้รักษาโรคเรื้อรังหรือโรคที่มีอาการระยะยาว เช่น ข้ออักเสบ เป็นต้น)

"ในมุมประชาชน อยากสื่อสารว่าการเรียกร้องให้หมอฉีดยาให้เป็นเรื่องไม่จำเป็น บางคนมาหาหมอ วัตถุประสงค์คือมาฉีดยา เป็นหวัด เจ็บคอ ปวดเมื่อย ปวดไหล่ ก็ขอฉีดยา แต่การฉีดยามีความเสี่ยงเสมอ คือ 1.อาจโดนเส้นประสาท 2.เสี่ยงต่อการติดเชื้อเสมอหากฉีดผิดวิธี และหากเป็นยาไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ก็อาจมีอันตรายจากตัวยาเองก็เป็นได้ที่ทำให้เกิดอาการ นอกจากเส้นประสาทมีปัญหา เดินลำบาก ปวดขา ขาไม่มีกำลังแล้ว ยังทำให้เกิดอาการแปลกๆ อีกหลายอาการ จนในที่สุดเกิดผลเสียร้ายแรง ดังนั้นไม่ควรขอหมอฉีดยาเลย การฉีดยาเป็นการตัดสินใจทางการแพทย์ หมอเป็นคนตัดสินใจให้ฉีด ไม่ใช่ประชาชนมาสั่งหมอว่าจะฉีดยา" ผศ.นพ.พิสนธิ์

อนึ่ง วันที่ 27 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพของ อย. ได้ จดหมายข่าวเรื่อง การเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ Diclofenac injection โดยระบุว่า ในระยะเวลา 33 ปี (พ.ศ. 2529 – วันที่ 25 ธ.ค. 2561) พบรายงาน AEs สะสมทั้งหมดจำนวน 10,551 ราย เฉลี่ยปีละ 320 ราย เป็นรายงานใช้ยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 8,439 ราย (ร้อยละ 79.99) และใช้ฉีดเข้าเส้นเลือดดำ 2,112 ราย (ร้อยละ 20.11)

ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบ AEs ช่วง 10 ปีตั้งแต่ พ.ศ. 2551 – 2560 กับปริมาณการนาเข้า/ผลิตยา diclofenac injection ในช่วงเวลาเดียวกัน พบอัตราการรายงาน AEs เฉลี่ย 7 รายต่อปริมาณการนาเข้า/ผลิต diclofenac injection 100,000 ampules และเมื่อพิจารณาแยกรายปีไม่พบแนวโน้มการรายงานที่สูงขึ้น รวมทั้งการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทไซอาติก เช่น numbness, peripheral nerve injury และ injection site pain ก็ไม่พบแนวโน้มการรายงานที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากเทคนิคการฉีดเป็นหนึ่งในปัจจัยของการบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาทไซอาติก จึงขอแนะนาบุคลากรทางการแพทย์ในการใช้ยา diclofenac injection เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อเสียหาย คือควรฉีดลึกๆ เข้ากล้ามเนื้อบริเวณสะโพกส่วนนอกด้านบน โดยขณะนี้ อย.อยู่ระหว่างการทบทวนข้อมูลความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจะแจ้งผลให้ทราบต่อไป

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

https://www.hfocus.org/content/2019/01/16723?fbclid=IwAR3ABFA9MuRBr-5T1i3T8itfqV2O-SIj__V9SxxnAVrRO8K_35W1UNuqxAA




 

Create Date : 11 มกราคม 2562   
Last Update : 19 เมษายน 2562 13:45:03 น.   
Counter : 4 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

เตือน "ยาทรามาดอล" อันตรายถึงชีวิต



เตือน "ยาทรามาดอล" อันตรายถึงชีวิต

สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์ เตือนภัยยาทรามาดอล อันตรายนำไปสู่การเสียชีวิต พร้อมแนะผู้เสพที่ไม่สามารถหยุดใช้ยาได้ควรเข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ 

ทรามาดอล อันตราย!

นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ทรามาดอล (Tramadol) เป็นยาแก้ปวดในกลุ่มโอพิออยด์ ออกฤทธิ์เหมือนมอร์ฟีน มีทั้งแบบยาเม็ดและยาแคปซูล ในทางการแพทย์ใช้รักษาอาการปวดระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง ผลข้างเคียงที่พบจากการใช้ ยาทรามาดอล เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก มือสั่น ใจสั่น ความดันโลหิตต่ำ มึนงง ง่วงซึมหากใช้ในปริมาณมากอาจเกิดประสาทหลอน ชักและนำไปสู่การเสียชีวิต นอกจากนี้ยังพบอาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกร่วมกับความดันโลหิตสูง ภาวะลิ่มเลือดกระจายในหลอดเลือด ไตวายเฉียบพลัน หากใช้ยาหลายตัวร่วมกันโดยเฉพาะยาอี ยาบ้า จะส่งเสริมทำให้เกิดอาการข้างเคียงจากยาทรามาดอลเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ทรามาดอล จัดเป็นยาอันตราย การใช้ยาต้องควบคุมโดยแพทย์และห้ามขายให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ในทุกกรณี แต่พบว่ามีการลักลอบขายให้กลุ่มวัยรุ่นเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิด ทั้งการใช้เสพแบบยาเดี่ยวและผสมกับเครื่องดื่มชนิดต่างๆ เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ จะทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุขและหากใช้อย่างต่อเนื่องทำให้มีความต้องการปริมาณยาที่เพิ่มมากขึ้น จนเกิดอาการติดยาในที่สุด

ทรามาดอล กับการเสพติด

นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาทรามาดอล ทำให้เกิดการเสพติดได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่นเดียวกับฝิ่น เฮโรอีน หากได้รับเป็นเวลานานและหยุดยาทันทีจะเกิดอาการถอนยาได้ ในกรณีที่ไม่สามารถหยุดใช้ยาได้เองควรเข้ารับการบำบัดรักษา ซึ่งแพทย์จะบำบัดอาการถอนยาและรักษาภาวะแทรกซ้อนทางกายและทางจิตควบคู่กันไป เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้นจะส่งต่อเข้าสู่ขั้นตอนฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยเน้นการแก้ไขพฤติกรรมและเจตคติของผู้ป่วยเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้สามารถเลิกใช้ได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ขอย้ำเตือนกลุ่มวัยรุ่นที่นำ ยาทรามาดอล มาใช้ในทางที่ผิดให้ตระหนักถึงผลกระทบต่อตนเองและครอบครัวให้มาก ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน หากพบมีพฤติกรรมเสี่ยงควรพูดคุยและบอกกล่าวถึงอันตรายและผลกระทบที่จะตามมา ทั้งนี้สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สายด่วนยาเสพติด 1165 หรือที่สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์ จังหวัดปทุมธานี และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา และปัตตานี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pmindat.go.th

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์

ภาพ :iStock

https://www.sanook.com/health/14229/?fbclid=IwAR2vfFoteqTlQAJitLkBGU17hc8EQUyAYt_A2e1qs_4JuYJT4J47P9mMHVc





 

Create Date : 11 มกราคม 2562   
Last Update : 11 มกราคม 2562 6:59:25 น.   
Counter : 248 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบ ... นำมาฝาก




ย้ำอีกครั้ง!ยาแก้อักเสบ ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ

https://med.mahidol.ac.th/th/infographics/18



ยาปฏิชีวนะ  ไม่ใช่  ยาแก้อักเสบ
https://www.hsri.or.th/people/media/infographic/detail/5914

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส และไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้ ใช้รักษาเฉพาะโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ทอนซิลอักเสบเป็นหนอง

ยาแก้อักเสบ หรือ ยาต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory drugs) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดไข้ บรรเทาปวด ลดบวมแดง เช่น แอสไพริน  ไอบูโพรเฟน  ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะการอักเสบ
- การอักเสบมี 2 แบบ คือ 1.อักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย  2.อักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
- การอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่การอักเสบเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น โรคภูมิแพ้  คออักเสบจากเชื้อไวรัส  ผิวหนังอักเสบจากการแพ้แดดหรือสารเคมี กล้ามเนื้ออักเสบจากการยกของหนัก

อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ
แพ้ยา : หากแพ้ไม่มากอาจมีแค่ผื่นคัน ถ้ารุนแรงขึ้นผิวหนังจะเป็นรอยไหม้ หลุดลอก หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต
เกิดเชื้อดื้อยา : การกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อกระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยา ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะที่ใหม่ขึ้น แพงขึ้น ซึ่งเหลือให้ใช้อยู่ไม่กี่ชนิด สุดท้ายก็จะไม่มียารักษา และเสียชีวิตในที่สุด
เกิดโรคแทรกซ้อน : ยาปฏิชีวนะจะฆ่าทั้งแบคทีเรียก่อโรคและแบคทีเรียชนิดดีมีประโยชน์ในลำไส้ของเรา เมื่อแบคทีเรียชนิดดีตายไป เชื้ออื่นๆ ในตัวเราจึงฉวยโอกาสเติบโตมากขึ้น ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง โดยผนังลำไส้ที่ถูกทำลายหลุดลอกมากับอุจจาระ อันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลจาก..โครงการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในร้านยา ปี พ.ศ. 2555
https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/4203?locale-attribute=th





“ยาปฏิชีวนะ”
หลายคน รู้จัก  แต่ไม่ รู้จริง
https://www.hsri.or.th/people/media/infographic/detail/5912

ยาปฏิชีวนะที่ใช้กันบ่อย : อะม็อกซีซิลลิน  เพนนิซิลลิน  
เตตราซัยคลิน  นอร์ฟล็อกซาซิน

รู้แล้วบอกต่อ
- ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบ
- ยาปฏิชีวนะ เป็น ยาอันตราย
- 3 โรคหายได้ ไม่ต้องใช้ ยาปฏิชีวนะ

3 โรค หายได้ ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
1. หวัด-เจ็บคอ : กว่าร้อยละ 80 เกิดจากไวรัส มีอาการ เช่น น้ำมูกไหล ไอ จาม เสียงแหบ เจ็บคอ คันคอ มีไข้ เป็นนาน 7-10 วัน โดยวันที่ 3-4 จะมีอาการมากที่สุด แล้วจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง รักษาโดยการดื่มน้ำอุ่น กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ พักผ่อนให้มาก ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ

2. ท้องเสีย : กว่าร้อยละ 99 เกิดจากไวรัส หรืออาหารเป็นพิษ มีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย รักษาโดยดื่มน้ำเกลือแร่ ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ
3. แผลเลือดออก : เช่น มีดบาด แผลถลอก แผลเล็กน้อยจากอุบัติเหตุ ซึ่งผู้ป่วยที่มีสุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี รักษาโดยล้างทำความสะอาดอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ

ข้อมูลจาก..โครงการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในร้านยา ปี พ.ศ. 2555
https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/4203?locale-attribute=th

รุนแรง โดยผนังลำไส้ที่ถูกทำลายหลุดลอกมากับอุจจาระ อันตรายถึงชีวิต

............................

แถม ...
  ยาฆ่าเชื้อ กับ ยาแก้อักเสบ เหมือนกันหรือไม่?

https://knowdocth.blogspot.com/p/blog-page.html



สวัสดีครับ คิดว่ายังคงมีคนในบ้านเราอีกจำนวนมากที่เดียวที่สับสนระหว่างคำว่า ยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) และ ยาแก้อักเสบ ผมไม่ทราบว่าต้นกำเนิดของความเข้าใจผิดนี้มันมาจากไหน แต่ที่แน่ๆมันยังคงสร้างปัญหาและความหนักใจให้แก่บุคคลากรทางการแพทย์พอสมควรในประเด็นของการสื่อสารไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ป่วย-บุคคลากรทางการแพทย์ บุคคลากรทางการแพทย์-ญาติผู้ป่วย และผู้ป่วยกับญาติผู้ป่วยด้วยกันเอง มีหน่วยงานหลายหน่วยงาน คลินิคหลายแห่ง และโรงพยาบาลจำนวนไม่น้อยที่พยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้มารับบริการ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่

จึงอยากแบ่งปันความเข้าใจที่ถูกต้องกันครับ โดยที่จะอ้างอิงจากรูปภาพประกอบข้างบนนี้นะครับ
1. ยาฆ่าเชื้อ หรือ ยาปฏิชีวนะ ภาษาอังกฤษคือ antibiotics หลักๆคือมันเอาไว้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อครับ และเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ทอนซิลอักเสบจนเป็นหนอง ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ กรวยไตอักเสบ เป็นต้น โดยทียาฆ่าเชื้อนี้ ไม่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเลยแม้แต่นิดเดียวนะครับ

2. ยาแก้อักเสบ ภาษาอังกฤษคือ anti-inflammatory drug (รากศัพท์ inflammation = การอักเสบ)ยากลุ่มนี้จะแบ่งออกเป็นกลุ่มสเตียรอยด์และไม่ใช่สเตียรอยด์ โดยทั่วไปจะเป็นกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เรารู้จักกันย่อๆว่า เอ็นเสดส์ (NSAIDs: non-steroid anti-inflammatory drugs) ตัวอย่างยาพวกนี้ได้แก่ 
Ibuprofen (ชื่อการค้า Brufen , Profen)
Diclofenac (ชื่อการค้า Voltaren) 
Mefenamic acid (ชื่อการค้า Ponstan) ที่สาวๆมักคุ้นเคยกันดีเวลาปวดประจำเดือน
หรือดั้งเดิมที่สุดที่อยู่กับสังคมไทยคือ ทัมจัยแอสไพริน (aspirin)

ยาแก้อักเสบเหล่านี้ออกฤทธิ์แก้การอักเสบของเนื้อเยื่อ ทำให้บรรเทาอาการปวด ที่ใช้กันบ่อยๆคือรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ มีผลข้างเคียงสำคัญคือมันกัดกระเพาะครับ ใครที่เป็นโรคกระเพาะหรือทานอาหารไม่ตรงเวลาจะเกิดปัญหาได้ ยากลุ่มนี้ฆ่าเชื้อไม่ได้ และยากลุ่ม NSAIDs นี้เอง คนไทยแพ้ยากลุ่มนี้ตัวใดตัวหนึ่งค่อนข้างเยอะเสียด้วย รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตก็มีครับ 

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีการสื่อสารแล้วเข้าใจกันผิด?

1. ผลระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ เมื่อผู้ป่วยบอกคุณหมอว่าแพ้ยา คุณหมอจะถามทันทีว่าแพ้ยาอะไร ซึ่งถ้าผู้ป่วยนำบัตรแพ้ยามาด้วยจะช่วยให้คุณหมอเบาใจเยอะครับ เพราะชื่อยาที่แพ้นั่นแหละช่วยคุณหมอได้ดีที่สุดแล้ว แต่บ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้ป่วยเองไม่ทราบ และบอกไปกว้างๆว่า "แพ้ยาแก้อักเสบ".... ตรงนี้เกิดความสับสนแล้วเห็นไหมครับ? คุณหมอต้องมาทำความเข้าใจกับผู้ป่วยว่าตกลงไอ้ที่บอกว่าแพ้ยาแก้อักเสบ มันคือแพ้ยาฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบกันแน่ ถ้าคุณหมอรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก อาจจะไม่ได้ถามละเอียดแล้วผลเสียจะตกอยู่ที่ผู้ป่วยเองครับ

2. เกิดทัศนคติและความเข้าใจผิดๆว่า ยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบมันคืออันเดียวกัน ซึ่งปัญหานี้เกิดมานานแล้ว และยังคงมีความเข้าใจผิดกันอยู่อีกหลายท้องถิ่น สุดท้ายแล้วผู้ป่วยบางรายที่ไม่อยากมาพบคุณหมอที่โรงพยาบาลก็จะใช้ยารักษาเองแบบผิดๆ เพราะสลับกันระหว่างยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบ

3. เจ้าหน้าที่เภสัชกรต้องทำงานเหนื่อยมากขึ้น เมื่อคุณหมอสั่งยาแล้วผู้ป่วยจะต้องมารอเภสัชกรจ่ายยาให้ แต่ในสถานบริการหลายแห่งที่มีปริมาณผู้ป่วยมาก ก็ต้องหาผู้ช่วยเภสัชกรมาช่วยจัดยาและอธิบายผู้ป่วยว่ายาใช้ยังไง หลายครั้งที่ผู้ป่วยยังเข้าใจผิดระหว่างยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบก็ไปโต้แย้งกับเภสัชกร ถ้าปริมาณผู้ป่วยไม่เยอะ เภสัชกรอาจจะมีเวลาอธิบายแก้ความเข้าใจผิดให้ แต่ถ้าปริมาณคนไข้เยอะเภสัชกรอาจจะจำเป็นต้อง เออ ออตามผู้ป่วยไปว่า "เอาล่ะๆ แก้อักเสบก็แก้อักเสบจ้ะป้า" ทั้งๆที่มันคือยาฆ่าเชื้อ แล้วสุดท้ายก็ เออ เออ กันต่อไปว่ามันคือยาตัวเดียวกัน สุดท้ายก็เข้าใจผิดกันรุ่นต่อรุ่นไปเรื่อยๆ


สิ่งที่อยากให้นำกลับไปด้วย
(Take home messages)

1. ยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบคนละตัวกัน
2. อ่านบทความนี้ซ้ำอีกรอบนึง เพื่อทำความเข้าใจอีกครั้งนึง
3. หลังจากวันนี้เวลาไปโรงพยาบาลหรือคลินิค ก็ตามช่วยกันแก้ไขสิ่งที่ผิดกันมานานนะครับ
4. ไม่แน่ใจ ปรึกษาแพทย์ดีที่สุด


..............................






เรียกให้ถูก “ยาปฏิชีวนะ” ไม่ใช่ “ยาแก้อักเสบ”

ยาปฏิชีวนะ คือ ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด หรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส เช่น ยาเพนนิซิลลิน อะม็อกซีซิลลิน
ยาแก้อักเสบ คือ ยาลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน

ส่วนใหญ่การอักเสบไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มักเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น คออักเสบจากเชื้อไวรัส ผิวหนังอักเสบจากการแพ้แดดหรือสารเคมี หรือการอักเสบของกล้ามเนื้อจากการยกของหนัก

เรียกชื่อยาผิด ก็ใช้ยารักษาโรคผิดไปด้วย ทำให้เปลืองทั้งเงินและรักษาโรคไม่หาย แถมเพิ่มโรคแทรกซ้อนเป็นอันตรายต่อสุขภาพอีกด้วย
#องค์การเภสัชกรรม #GPO





 

Create Date : 12 มิถุนายน 2560   
Last Update : 22 มกราคม 2562 16:02:28 น.   
Counter : 5941 Pageviews.  

เคล็ดลับซื้อยาให้ปลอดภัย .. ความรู้จากเฟส Fda Thai





เคล็ดลับซื้อยาให้ปลอดภัย

มี 5 วิธีที่ถูกต้อง ดังนี้ค่ะ

1.ถูกโรค แจ้งเภสัชกรอย่างละเอียดทุกครั้ง เกี่ยวกับโรคที่ตนเป็นอยู่ปัจจุบันและโรคประจำตัวที่ตนเองเป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน เป็นต้น

2.ถูกคน ต้องตระหนักว่า ซื้อยาใช้เอง หรือซื้อยาให้คนอื่น เพราะแต่ละคน มีอาการไม่เหมือนกันและมีประวัติการแพ้ยาไม่เหมือนกันด้วย

3.ถูกขนาด หากต้องการซื้อยา ต้องแจ้งชื่อยาและขนาดยาที่ถูกต้องแก่เภสัชกร เพราะขนาดยาสำหรับแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

4.ถูกวิธี ต้องได้รับการชี้แจงจากเภสัชกรเกี่ยวกับช่องทางและวิธีการใช้ยา เพราะหากใช้ยาผิดอาจก่อให้เกิดผลเสียแทนก็ได้

5.ถูกเวลา ยาต่างชนิดกัน การรับประทานยาก่อนอาหาร หลังอาหาร พร้อมอาหาร อาจได้ผลจากยาไม่เท่ากันจึงควรใช้ยาตามเวลาที่เภสัชกรแนะนำ


ที่มา ..  https://www.facebook.com/FDAThai/photos/a.986549498078879.1073741842.184587321608438/992562104144285/?type=3

..................

แถม...

ความเชื่อผิด ๆเกี่ยวกับการใช้ยา ..... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=01-10-2009&group=4&gblog=78

ยาชุดคืออะไร

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2008&group=5&gblog=6

ยาสเตียรอยด์ ,สเตอรอยด์

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-02-2008&group=5&gblog=5

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

ยาล้างไต มีจริง ???ล้างไต ได้จริงหรือ ??? กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55

ยาเหลือใช้...ที่บ้าน ................ นำมาฝาก จากเวบหมอชาวบ้าน ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-12-2010&group=4&gblog=89

แพ้ยาผลข้างเคียงของยา ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-06-2008&group=4&gblog=47

ยา ทำไมถึง แพง ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-06-2008&group=4&gblog=49

เลือกซื้อยาอย่างไรประหยัดค่าใช้จ่าย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-06-2008&group=4&gblog=50




หากคุณยังไม่รู้จัก ยาที่กิน ดีพอ อ่านเถอะ

https://www.yaandyou.net/content-view.php?conid=668




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2558   
Last Update : 6 สิงหาคม 2561 22:04:32 น.   
Counter : 1676 Pageviews.  

1  2  3  4  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 760 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]