Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบ ... นำมาฝาก




ย้ำอีกครั้ง!ยาแก้อักเสบ ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ

https://med.mahidol.ac.th/th/infographics/18



ยาปฏิชีวนะ  ไม่ใช่  ยาแก้อักเสบ
https://www.hsri.or.th/people/media/infographic/detail/5914

ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส และไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ แก้ปวด ลดไข้ ใช้รักษาเฉพาะโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ทอนซิลอักเสบเป็นหนอง

ยาแก้อักเสบ หรือ ยาต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory drugs) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดไข้ บรรเทาปวด ลดบวมแดง เช่น แอสไพริน  ไอบูโพรเฟน  ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

ลักษณะการอักเสบ
- การอักเสบมี 2 แบบ คือ 1.อักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย  2.อักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
- การอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่การอักเสบเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น โรคภูมิแพ้  คออักเสบจากเชื้อไวรัส  ผิวหนังอักเสบจากการแพ้แดดหรือสารเคมี กล้ามเนื้ออักเสบจากการยกของหนัก

อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ
แพ้ยา : หากแพ้ไม่มากอาจมีแค่ผื่นคัน ถ้ารุนแรงขึ้นผิวหนังจะเป็นรอยไหม้ หลุดลอก หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต
เกิดเชื้อดื้อยา : การกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อกระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยา ต้องเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะที่ใหม่ขึ้น แพงขึ้น ซึ่งเหลือให้ใช้อยู่ไม่กี่ชนิด สุดท้ายก็จะไม่มียารักษา และเสียชีวิตในที่สุด
เกิดโรคแทรกซ้อน : ยาปฏิชีวนะจะฆ่าทั้งแบคทีเรียก่อโรคและแบคทีเรียชนิดดีมีประโยชน์ในลำไส้ของเรา เมื่อแบคทีเรียชนิดดีตายไป เชื้ออื่นๆ ในตัวเราจึงฉวยโอกาสเติบโตมากขึ้น ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ลำไส้อักเสบอย่างรุนแรง โดยผนังลำไส้ที่ถูกทำลายหลุดลอกมากับอุจจาระ อันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลจาก..โครงการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในร้านยา ปี พ.ศ. 2555
//kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/4203?locale-attribute=th





“ยาปฏิชีวนะ”
หลายคน รู้จัก  แต่ไม่ รู้จริง
https://www.hsri.or.th/people/media/infographic/detail/5912

ยาปฏิชีวนะที่ใช้กันบ่อย : อะม็อกซีซิลลิน  เพนนิซิลลิน  
เตตราซัยคลิน  นอร์ฟล็อกซาซิน

รู้แล้วบอกต่อ
- ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ ยาแก้อักเสบ
- ยาปฏิชีวนะ เป็น ยาอันตราย
- 3 โรคหายได้ ไม่ต้องใช้ ยาปฏิชีวนะ

3 โรค หายได้ ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
1. หวัด-เจ็บคอ : กว่าร้อยละ 80 เกิดจากไวรัส มีอาการ เช่น น้ำมูกไหล ไอ จาม เสียงแหบ เจ็บคอ คันคอ มีไข้ เป็นนาน 7-10 วัน โดยวันที่ 3-4 จะมีอาการมากที่สุด แล้วจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง รักษาโดยการดื่มน้ำอุ่น กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ พักผ่อนให้มาก ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ

2. ท้องเสีย : กว่าร้อยละ 99 เกิดจากไวรัส หรืออาหารเป็นพิษ มีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย รักษาโดยดื่มน้ำเกลือแร่ ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ
3. แผลเลือดออก : เช่น มีดบาด แผลถลอก แผลเล็กน้อยจากอุบัติเหตุ ซึ่งผู้ป่วยที่มีสุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี รักษาโดยล้างทำความสะอาดอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ

ข้อมูลจาก..โครงการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผลในร้านยา ปี พ.ศ. 2555
//kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/4203?locale-attribute=th

รุนแรง โดยผนังลำไส้ที่ถูกทำลายหลุดลอกมากับอุจจาระ อันตรายถึงชีวิต

............................

แถม ...
  ยาฆ่าเชื้อ กับ ยาแก้อักเสบ เหมือนกันหรือไม่?

//knowdocth.blogspot.com/p/blog-page.html



สวัสดีครับ คิดว่ายังคงมีคนในบ้านเราอีกจำนวนมากที่เดียวที่สับสนระหว่างคำว่า ยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) และ ยาแก้อักเสบ ผมไม่ทราบว่าต้นกำเนิดของความเข้าใจผิดนี้มันมาจากไหน แต่ที่แน่ๆมันยังคงสร้างปัญหาและความหนักใจให้แก่บุคคลากรทางการแพทย์พอสมควรในประเด็นของการสื่อสารไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ป่วย-บุคคลากรทางการแพทย์ บุคคลากรทางการแพทย์-ญาติผู้ป่วย และผู้ป่วยกับญาติผู้ป่วยด้วยกันเอง มีหน่วยงานหลายหน่วยงาน คลินิคหลายแห่ง และโรงพยาบาลจำนวนไม่น้อยที่พยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ผู้มารับบริการ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่

จึงอยากแบ่งปันความเข้าใจที่ถูกต้องกันครับ โดยที่จะอ้างอิงจากรูปภาพประกอบข้างบนนี้นะครับ
1. ยาฆ่าเชื้อ หรือ ยาปฏิชีวนะ ภาษาอังกฤษคือ antibiotics หลักๆคือมันเอาไว้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อครับ และเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ทอนซิลอักเสบจนเป็นหนอง ติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ กรวยไตอักเสบ เป็นต้น โดยทียาฆ่าเชื้อนี้ ไม่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเลยแม้แต่นิดเดียวนะครับ

2. ยาแก้อักเสบ ภาษาอังกฤษคือ anti-inflammatory drug (รากศัพท์ inflammation = การอักเสบ)ยากลุ่มนี้จะแบ่งออกเป็นกลุ่มสเตียรอยด์และไม่ใช่สเตียรอยด์ โดยทั่วไปจะเป็นกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เรารู้จักกันย่อๆว่า เอ็นเสดส์ (NSAIDs: non-steroid anti-inflammatory drugs) ตัวอย่างยาพวกนี้ได้แก่ 
Ibuprofen (ชื่อการค้า Brufen , Profen)
Diclofenac (ชื่อการค้า Voltaren) 
Mefenamic acid (ชื่อการค้า Ponstan) ที่สาวๆมักคุ้นเคยกันดีเวลาปวดประจำเดือน
หรือดั้งเดิมที่สุดที่อยู่กับสังคมไทยคือ ทัมจัยแอสไพริน (aspirin)

ยาแก้อักเสบเหล่านี้ออกฤทธิ์แก้การอักเสบของเนื้อเยื่อ ทำให้บรรเทาอาการปวด ที่ใช้กันบ่อยๆคือรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ มีผลข้างเคียงสำคัญคือมันกัดกระเพาะครับ ใครที่เป็นโรคกระเพาะหรือทานอาหารไม่ตรงเวลาจะเกิดปัญหาได้ ยากลุ่มนี้ฆ่าเชื้อไม่ได้ และยากลุ่ม NSAIDs นี้เอง คนไทยแพ้ยากลุ่มนี้ตัวใดตัวหนึ่งค่อนข้างเยอะเสียด้วย รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตก็มีครับ 

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีการสื่อสารแล้วเข้าใจกันผิด?

1. ผลระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ เมื่อผู้ป่วยบอกคุณหมอว่าแพ้ยา คุณหมอจะถามทันทีว่าแพ้ยาอะไร ซึ่งถ้าผู้ป่วยนำบัตรแพ้ยามาด้วยจะช่วยให้คุณหมอเบาใจเยอะครับ เพราะชื่อยาที่แพ้นั่นแหละช่วยคุณหมอได้ดีที่สุดแล้ว แต่บ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้ป่วยเองไม่ทราบ และบอกไปกว้างๆว่า "แพ้ยาแก้อักเสบ".... ตรงนี้เกิดความสับสนแล้วเห็นไหมครับ? คุณหมอต้องมาทำความเข้าใจกับผู้ป่วยว่าตกลงไอ้ที่บอกว่าแพ้ยาแก้อักเสบ มันคือแพ้ยาฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบกันแน่ ถ้าคุณหมอรักษาผู้ป่วยจำนวนมาก อาจจะไม่ได้ถามละเอียดแล้วผลเสียจะตกอยู่ที่ผู้ป่วยเองครับ

2. เกิดทัศนคติและความเข้าใจผิดๆว่า ยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบมันคืออันเดียวกัน ซึ่งปัญหานี้เกิดมานานแล้ว และยังคงมีความเข้าใจผิดกันอยู่อีกหลายท้องถิ่น สุดท้ายแล้วผู้ป่วยบางรายที่ไม่อยากมาพบคุณหมอที่โรงพยาบาลก็จะใช้ยารักษาเองแบบผิดๆ เพราะสลับกันระหว่างยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบ

3. เจ้าหน้าที่เภสัชกรต้องทำงานเหนื่อยมากขึ้น เมื่อคุณหมอสั่งยาแล้วผู้ป่วยจะต้องมารอเภสัชกรจ่ายยาให้ แต่ในสถานบริการหลายแห่งที่มีปริมาณผู้ป่วยมาก ก็ต้องหาผู้ช่วยเภสัชกรมาช่วยจัดยาและอธิบายผู้ป่วยว่ายาใช้ยังไง หลายครั้งที่ผู้ป่วยยังเข้าใจผิดระหว่างยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบก็ไปโต้แย้งกับเภสัชกร ถ้าปริมาณผู้ป่วยไม่เยอะ เภสัชกรอาจจะมีเวลาอธิบายแก้ความเข้าใจผิดให้ แต่ถ้าปริมาณคนไข้เยอะเภสัชกรอาจจะจำเป็นต้อง เออ ออตามผู้ป่วยไปว่า "เอาล่ะๆ แก้อักเสบก็แก้อักเสบจ้ะป้า" ทั้งๆที่มันคือยาฆ่าเชื้อ แล้วสุดท้ายก็ เออ เออ กันต่อไปว่ามันคือยาตัวเดียวกัน สุดท้ายก็เข้าใจผิดกันรุ่นต่อรุ่นไปเรื่อยๆ


สิ่งที่อยากให้นำกลับไปด้วย
(Take home messages)

1. ยาฆ่าเชื้อและยาแก้อักเสบคนละตัวกัน
2. อ่านบทความนี้ซ้ำอีกรอบนึง เพื่อทำความเข้าใจอีกครั้งนึง
3. หลังจากวันนี้เวลาไปโรงพยาบาลหรือคลินิค ก็ตามช่วยกันแก้ไขสิ่งที่ผิดกันมานานนะครับ
4. ไม่แน่ใจ ปรึกษาแพทย์ดีที่สุด


..............................





 

Create Date : 12 มิถุนายน 2560   
Last Update : 22 กันยายน 2560 22:27:56 น.   
Counter : 4575 Pageviews.  

เคล็ดลับซื้อยาให้ปลอดภัย .. ความรู้จากเฟส Fda Thai





เคล็ดลับซื้อยาให้ปลอดภัย

มี 5 วิธีที่ถูกต้อง ดังนี้ค่ะ

1.ถูกโรค แจ้งเภสัชกรอย่างละเอียดทุกครั้ง เกี่ยวกับโรคที่ตนเป็นอยู่ปัจจุบันและโรคประจำตัวที่ตนเองเป็นอยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน เป็นต้น

2.ถูกคน ต้องตระหนักว่า ซื้อยาใช้เอง หรือซื้อยาให้คนอื่น เพราะแต่ละคน มีอาการไม่เหมือนกันและมีประวัติการแพ้ยาไม่เหมือนกันด้วย

3.ถูกขนาด หากต้องการซื้อยา ต้องแจ้งชื่อยาและขนาดยาที่ถูกต้องแก่เภสัชกร เพราะขนาดยาสำหรับแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

4.ถูกวิธี ต้องได้รับการชี้แจงจากเภสัชกรเกี่ยวกับช่องทางและวิธีการใช้ยา เพราะหากใช้ยาผิดอาจก่อให้เกิดผลเสียแทนก็ได้

5.ถูกเวลา ยาต่างชนิดกัน การรับประทานยาก่อนอาหาร หลังอาหาร พร้อมอาหาร อาจได้ผลจากยาไม่เท่ากันจึงควรใช้ยาตามเวลาที่เภสัชกรแนะนำ


ที่มา ..  https://www.facebook.com/FDAThai/photos/a.986549498078879.1073741842.184587321608438/992562104144285/?type=3

..................

แถม...

ความเชื่อผิด ๆเกี่ยวกับการใช้ยา ..... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=01-10-2009&group=4&gblog=78

ยาชุดคืออะไร

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2008&group=5&gblog=6

ยาสเตียรอยด์ ,สเตอรอยด์

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-02-2008&group=5&gblog=5

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

ยาล้างไต มีจริง ???ล้างไต ได้จริงหรือ ??? กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55

ยาเหลือใช้...ที่บ้าน ................ นำมาฝาก จากเวบหมอชาวบ้าน ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-12-2010&group=4&gblog=89

แพ้ยาผลข้างเคียงของยา ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-06-2008&group=4&gblog=47

ยา ทำไมถึง แพง ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-06-2008&group=4&gblog=49

เลือกซื้อยาอย่างไรประหยัดค่าใช้จ่าย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-06-2008&group=4&gblog=50




หากคุณยังไม่รู้จัก ยาที่กิน ดีพอ อ่านเถอะ

https://www.yaandyou.net/content-view.php?conid=668




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2558   
Last Update : 6 สิงหาคม 2561 22:04:32 น.   
Counter : 1228 Pageviews.  

ยาเหลือใช้... ที่บ้าน .. นำมาฝาก จากเวบหมอชาวบ้าน ...




ยาเหลือใช้... ที่บ้าน

//www.doctor.or.th/node/10987

ข้อมูลสื่อ
File Name : 374-011
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 374
เดือน-ปี : 06/2553
คอลัมน์ : การใช้ยา พอเพียง
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด


มี...ยาเหลือใช้ (หรือ ยาขยะ)...ที่บ้าน ควรทำอย่างไรดี?

ยา นับเป็นหนึ่งในปัจจัย ๔ ที่สำคัญ ทุกบ้านจึงมักมียาไว้ประจำบ้านทั้งเพื่อรักษาการเจ็บป่วยเบื้องต้นเล็กๆ น้อยๆ หรือสำหรับการรักษาโรคประจำตัวของสมาชิกในครอบครัว

บรรดายาที่มีไว้ในบ้านนี้ บ่อยครั้งที่เก็บไว้แล้วไม่ได้ใช้ อาจเป็นเพราะว่า ผู้ป่วยที่เคยใช้ยาชนิดนี้ได้เปลี่ยนแปลงการรักษาโดยแพทย์ให้เปลี่ยนยาชนิดใหม่ ทำให้ยาเดิมที่เหลืออยู่ไม่ได้ใช้ หรืออาจเกิดจากผู้ป่วยที่เคยใช้ยานี้เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เหลือยาของผู้ตายคนนี้อยู่ หรือยากลุ่มที่ใช้บรรเทาอาการ เช่น ปวดหัว ปวดฟัน ฯลฯ เมื่อหายปวดแล้วก็ไม่ได้ใช้ยา จึงมียาที่เหลืออยู่เช่นกัน จะขอเรียกยาที่เหลือยู่นี้ว่า ยาเหลือใช้

ส่วน ยาขยะ มีความหมายคล้ายคลึงกันกับยาเหลือใช้ แต่จะแคบกว่าโดยเน้นว่า "ขยะ" เป็นยาที่ไม่มีประโยชน์แล้ว ไม่ควรหรือไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก

ในขณะที่ยาเหลือใช้อาจหมายถึง ยาที่ยังใช้ได้ผลดีอยู่ (ยังไม่เสื่อมสภาพ หรือยังไม่หมดอายุ) หรือใช้ไม่ได้แล้วก็ได้ (ยาที่เสื่อมสภาพ หรือหมดอายุแล้ว)

ดังนั้น ยาเหลือใช้ จึงมีความหมายกว้างกว่า ยาขยะ คือ ครอบคลุมทั้งยาที่ยังใช้ได้และใช้ไม่ได้ แต่ยาขยะจะหมายถึงยาที่ใช้ไม่ได้แล้ว



สาเหตุของยาเหลือใช้ หรือ ยาขยะ

ถ้าสำรวจกันจริงๆ ก็จะพบว่า เกือบทุกหลังคาเรือนจะมียาเหลือใช้อยู่ไม่มากก็น้อย ยาเหลือใช้เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงชนิดของยาในการรักษา ทำให้มียาเดิมเหลืออยู่และผู้ป่วยไม่ได้ใช้

อีกสาเหตุหนึ่งคือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่ได้ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง หรือเมื่ออาการดีขึ้นแล้วจึงหยุดยาเอง (ซึ่งไม่ควรหยุดยาเอง ควรใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง)

นอกจากนี้ อาจหยุดยาเนื่องจากเกิดผลข้างเคียงหรืออาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา หรือผู้ป่วยเสียชีวิต ทำให้เกิดยาเหลือใช้ได้


ยาเหลือใช้ (หรือ ยาขยะ) ...เป็นเงินทั้งนั้น

มีรายงานในต่างประเทศว่า ยาที่เหลือใช้นี้มีประมาณร้อยละ ๓ ถึง ๒๐ ของยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับมาจะจากโรงพยาบาลหรือร้านยาก็ตาม ในบางคนยาเหลือใช้อาจมีค่าเพียงไม่กี่บาท แต่บางคนอาจมีค่าสูงเป็นหมื่นๆ บาทได้ เม็ดเงินที่ใช้จัดหายาเหล่านี้อาจเป็นเงินจากกระเป๋าของเรา (ที่ต้องจ่ายไปเอง) ของหน่วยงานของรัฐบาล (ที่มีคนอื่นๆ จ่ายแทนให้ก็ตาม) แต่ผลโดยรวมแล้วก็เป็นเงินของชาวไทย และเป็นเงินของประเทศชาติทั้งหมด

จากการสำรวจยาเหลือใช้ที่บ้านของประเทศอังกฤษ พบว่า ยาเหลือใช้คิดเป็นเงินมีมูลค่าสูงถึง ๒๐๐ ล้านปอนด์ต่อปี (ถ้าอัตราแลกเปลี่ยน ๕๐ บาทต่อปอนด์ จะเป็นเงินถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท) ซึ่งมีมูลค่าเป็นร้อยละ ๓ ของค่าใช้จ่ายด้านยาทั้งหมด และถ้านำเงินก้อนนี้ไปเป็นค่าจ้างให้กับพยาบาล จะสามารถจ้างพยาบาลได้ถึง ๑๕,๐๐๐ คน หรือถ้าจะนำไปจ้างแพทย์จะได้กว่า ๒,๐๐๐ คนต่อปี

ดังนั้น จะเห็นได้ว่ายาเหลือใช้มีเป็นจำนวนมากและมีความสำคัญต่อค่าใช้จ่ายของทุกคน และส่งผลต่องบประมาณของชาติอีกด้วย ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด



ยาเหลือใช้... ยังใช้ได้หรือไม่?

ดังที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ยาเหลือใช้ จะประกอบด้วย ยาที่ยังใช้ได้กับยาที่ใช้ไม่ได้แล้ว ดังนั้น จึงขอแนะนำง่ายๆ ในการสังเกตด้วยตนเองว่า ยาชนิดนั้นยังใช้ได้หรือไม่ ซึ่งมีหลักในการสังเกตง่ายๆ ดังนี้

๑. การเก็บยา
๒. ฉลากยา
๓. วันหมดอายุ
๔. ลักษณะภายนอกของยา


การเก็บรักษายา

การเก็บรักษายาที่ดี ควรจัดเก็บในภาชนะที่เหมาะสม เช่น กระปุกยา ซองยา ฯลฯ และเก็บไว้ให้เป็นที่เป็นทาง เช่น ในตู้ยา ในกล่อง ในถุง ในลิ้นชัก หรือในตู้ เป็นต้น ซึ่งมีสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงทั้งแสง ความร้อน และความชื้น เพราะทั้ง ๓ ประการจะส่งผลต่อความคงตัวของยา จึงควรเก็บยาให้พ้นแสง อย่าให้ร้อนเกินไป และไม่ควรมีความชื้นสูง ซึ่งจะส่งผลทำลายคุณภาพของยาได้ นอกจากนี้ควรเลือกสถานที่เก็บยาให้พ้นมือเด็กและไกลจากสัตว์เลี้ยง


ฉลากยา

ควรรักษาฉลากยาให้ครบถ้วน เพื่อง่ายต่อการนำมาใช้ได้อย่างถูกต้อง ในการใช้ยาทุกครั้ง ควรอ่านฉลากยา โดยเฉพาะวิธีการใช้ยา และใช้อย่างถูกต้อง ถูกคน ถูกโรค ถูกเวลา จะได้เกิดผลดีในการรักษา และไม่เกิดการลืมใช้ยา


วันหมดอายุ


สิ่งหนึ่งที่จะปรากฏในฉลากยา คือ วันหมดอายุ ซึ่งมักจะระบุเป็นภาษาไทยว่า "วันหมดอายุ" หรือ "ยาสิ้นอายุ" หรือในภาษาอังกฤษว่า "Exp. Date" หรือ "Expired Date" หรือ "Expiry Date" หรือ "Use before" เป็นต้น

วันหมดอายุนี้มักจะระบุควบคู่กับวันที่ผลิตยา โดยจะเรียงวันที่ผลิตมาก่อนแล้วจึงตามด้วยวันหมดอายุเสมอ ซึ่งอาจจะระบุปีเป็นปี พ.ศ. หรือ ค.ศ. ก็ได้


ลักษณะภายนอกของยา

เมื่อพิจารณาวันหมดอายุไปแล้ว ก็พิจารณาลักษณะของยาจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็น สี กลิ่น รส ซึ่งสังเกตได้ด้วยตา จมูก และลิ้น ตัวอย่างเช่น สีของยาเม็ด ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่ควรใช้ ยาบางอย่างจะมีสีเข้มขึ้น หรือเยิ้มเมื่อมีความชื้น เป็นต้น ถ้ารูปลักษณ์ของยาเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่ควรใช้

ทั้ง ๔ ข้อนี้ เป็นวิธีการง่ายๆ ที่จะสังเกตว่า ยายังดีอยู่ ยังไม่เสีย ยังใช้ได้ ถ้าเก็บยาไว้ในที่ๆเหมาะสม ไม่ร้อนเกินไป ไม่ถูกแสง และไม่ชื้นมาก รวมถึงฉลากยายังสมบูรณ์ชัดเจน มีชื่อยา ชื่อผู้ป่วย วิธีใช้อย่างชัดเจน และยังไม่หมดอายุ ประกอบกับมีสภาพรูปลักษณ์สีสันภายนอกเหมือนเดิม จึงถือว่ายายังดีอยู่ และใช้ได้ ไม่ถือเป็นยาขยะ



แล้วจะจัดการกับยาเหลือใช้อย่างไร?

เมื่อ มียาเหลือใช้อยู่ในบ้าน นับวันจะมากขึ้นๆ จากกองเล็กๆ ก็จะขยายใหญ่ขึ้น หรือถ้าใส่ในกระจาดเล็กๆ ก็จะค่อยๆ ขยายมากขึ้น จนล้นกระจาด แล้วจะจัดการกับยาเหลือใช้อย่างไร?


คำถามที่ ๑ ควรทิ้งยาเหลือใช้ "ลงในชักโครก" หรือไม่?

ข้อเสนอแนะข้อแรกนี้เป็นสิ่งที่กำจัดได้ง่ายที่สุด แถมยังสะดวกสบายที่สุด โดยการนำยาเหลือใช้ทั้งหมดไปเทลงในชักโครก แล้วกดให้น้ำล้างก็เสร็จเรื่องกันไป วิธีนี้จะดีจริงหรือ?

ยาทั้งหมดจะ ถูกละลายลงไปอยู่ในบ่อเกรอะ บางส่วนก็จะละลายซึมออกไปกับน้ำ โดยเฉพาะส้วมซึมแบบที่นิยมกันมากในเมืองไทย สุดท้ายยาเหล่านี้ก็จะละลายไปสะสมอยู่ในแหล่งน้ำต่างๆ ตามธรรมชาติ ดังปรากฏเป็นข่าวในต่างประเทศว่า พบยาปนเปื้อนในแหล่งน้ำต่างๆ พบในตัวปลาที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนั้นๆ ทั้งยังเพิ่มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย และที่ร้ายที่สุด คือ ยาละลายปนเปื้อนอยู่ในน้ำดื่มน้ำใช้ของประชาชน
ดังนั้น จึงไม่ควรทิ้งยาเหลือใช้... ลงในชักโครก


คำถามที่ ๒ ควรทิ้งยาเหลือใช้ "ลงในอ่างล้างจาน" หรือไม่?


ในเมื่อทิ้งในชักโครกหรือคอห่านไม่ได้ จะขอทิ้งในอ่างล้างจานจะได้ไหม? ประเด็นนี้คงพอเดาได้แล้วว่า ไม่ดีแน่นอน เพราะยาที่ถูกเททิ้งลงไปในท่อของอ่างล้างจาน ก็จะละลายและไหลไปรวมกันในแหล่งน้ำ ซึ่งยังไม่มีวิธีการกำจัดยาออกจากน้ำเสีย ยาจะสะสมหมุนเวียนในลักษณะเดียวกันกับประการแรก เกิดการสะสม ปนเปื้อนในสัตว์น้ำ เกิดแบคทีเรียดื้อยา และอาจปนเปื้อนในน้ำดื่มน้ำใช้ของเราได้เช่นกัน
คำตอบ จึงไม่ควรทิ้งยาเหลือใช้... ลงในอ่างล้างจาน


คำถามที่ ๓ ควรนำไป "ให้เพื่อนใช้" หรือไม่?

ประเด็น ที่ ๓ เมื่อยาเหลือก็เอาไปให้เพื่อนหรือญาติพี่น้องที่เป็นโรคหรือมีอาการเดียวกัน กับเราใช้จะได้ประโยชน์ ไม่เสียของเปล่าๆ ฟังดูดี แถมยังมีคุณธรรม ได้ช่วยเหลือคนอื่นอีกด้วย ในกรณีเช่นนี้จะใช้ได้จริงๆ ก็ต้องเป็นยาชนิดเดียวกันและขนาดเดียวกันเท่านั้น จึงจะใช้แทนกันได้ แต่ถ้าเป็นโรคหรืออาการเหมือนกัน ยังไม่แนะนำให้นำไปให้เพื่อนใช้ เพราะ โรคเดียวกันหรืออาการที่คล้ายกัน แต่ระดับความรุนแรงหรือลักษณะอื่นๆ อาจแตกต่างกัน นอกจากนี้การจ่ายยาให้ผู้ป่วยนั้น แพทย์ผู้สั่งจ่ายยาจะพิจารณาลักษณะของแต่ละคน และเลือกยาให้เหมาะสมที่สุด

ยาที่ได้ผลดีกับคนที่ ๑ อาจจะได้ผลหรือไม่ได้ผลเลยกับคนที่ ๒ แถม อาจจะเกิดผลเสียเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาได้ เช่น แพ้ยา เป็นต้น ดังนั้นจึงควรนำไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา อยากคิดเอง เออเอง


คำถามที่ ๔ ควรนำไป "หาแพทย์หรือเภสัชกร" หรือไม่?

ส่วนประเด็นคำถามสุดท้ายนี้ ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะแพทย์ หรือเภสัชกร จะช่วยกัน ตรวจเช็กความพร้อมของยาเหลือใช้เหล่านั้นว่า ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ถ้าใช้ได้ จะได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วย อาจจะเป็นคนเดิมที่เป็นเจ้าของ หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วยคนอื่นตามความเหมาะสมต่อไป

ดังนั้น เมื่อมี..ยาเหลือใช้...จึงควรนำกลับไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร ดีที่สุด


ขอย้ำเตือนอีกครั้งหนึ่งว่า "ยามีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์" ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และควรใช้อย่างพอเพียง ใช้ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อเกินจำเป็น

ยา ล้วนเป็นสารเคมีที่อาจจะเกิดอันตรายกับผู้ใช้ยาได้ทุกเมื่อ จึงควรพินิจพิจารณาให้ถ้วนถี่ก่อนใช้ และใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ที่สุด ตามหลัก ๓ ป. (ปอ ปลา) คือ ประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด





 

Create Date : 10 ธันวาคม 2553   
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 22:01:33 น.   
Counter : 303 Pageviews.  

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการใช้ยา ..... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )










ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการใช้ยา


https://kanchanapisek.or.th/kp4/book344/druk.htm

มีผู้ป่วยหลายท่านที่มีพฤติกรรมการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม และมักมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องในการใช้ยา ทำให้เกิดผลเสียและอันตรายจากการใช้ยา ความเชื่อผิด ๆ ที่พบบ่อยมีดังนี้ คือ

ความเชื่อ : ฉีดยาดีกว่ากินยา

โดยหลักการแล้ว ยารับประทานเป็นยาที่แพทย์จะเลือกใช้เป็นลำดับแรก เพราะสามารถรักษาโรคหรือบำบัดอาการได้เกือบทั้งหมด ใช้ง่ายและสามารถติดตัวเพื่อรับประทานต่อเนื่อง

สำหรับยาฉีดนั้นเหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานยา หรือในผู้ป่วยหนัก หรือต้องการผลให้ระดับยาสูงขึ้นทันที หลังจากนั้นเมื่อคุมอาการได้ แพทย์ก็จะพิจารณาให้รับประทานยาต่อ

ข้อควรรู้ คือ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากยาฉีดนั้นจะแก้ไขได้ยาก หรือรุนแรงมากกว่ายารับประทานและมีบ้าง ที่อาจแก้ไขไม่ทัน


ความเชื่อ : ยาแพงดีกว่ายาถูก

ความเชื่อนี้ไม่จริงเสมอไป โดยเฉพาะยาปัจจุบันที่มีอยู่ในท้องตลาดเป็นส่วนใหญ่ ยาที่แพงอาจเนื่องจากมีการบวกคำโฆษณา การค้นคว้าในอดีตและการบวกกำไรลงไปในราคายามากเป็นหลายเท่าตัว

ข้อควรปฏิบัติ คือควรสอบถามผู้ขาย หรือแพทย์ว่ายาดังกล่าวสามารถเชื่อถือคุณภาพได้มากน้อยเพียงใด ใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณาว่ายามีคุณภาพ


ความเชื่อ : ยาตัวใหม่ดีกว่ายาตัวเก่า

ความเชื่อนี้มีส่วนจริงบ้างแต่ไม่เสมอไป ยาที่ออกใหม่หลายตัวก็มีผลการรักษาที่ไม่แตกต่าง จากยาเดิมแต่ก็มียาใหม่ที่คิดค้นขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่ยาเก่าใช้ไม่ได้ผล อันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนสะสมมานาน ทั้งจากด้านผู้ใช้ยาที่ใช้ไม่ถูกต้อง และผู้สั่งใช้ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน หรือแนวทางที่ถูกต้องในการรักษา

นอกจากนี้ยาใหม่อาจมีการพัฒนา เพื่อให้ใช้ได้ง่ายขึ้น ลดอาการข้างเคียงบางอย่างลงหรือทันต่อโรคใหม่ ๆ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของยาใหม่คือมีข้อมูลการใช้ไม่มากพอ ผู้ใช้จึงเป็นเสมือนหนูลองยาบ่อยครั้งที่ต้องมีการถอนยาตัวนั้นออกจากตลาด หลังจากใช้ไปได้ระยะหนึ่ง เพราะความเป็นพิษรุนแรง บางชนิดทำให้พิการ บางชนิดมีผลให้เสียชีวิต

สิ่งที่ควรรู้ คือ การรักษาจะได้ผลหรือไม่ขึ้นกับการวิเคราะห์อาการได้ถูกต้อง การเลือกใช้ยาที่เหมาะสม ความร่วมมือในการรักษา ความสามารถในการใช้ยาที่มีวิธีการใช้พิเศษ เช่น ยาพ่นและการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ


ความเชื่อ : เมื่ออาการหายก็ไม่ต้องรับประทานยาต่อ

ความเชื่อนี้มีทั้งที่จริงและไม่จริง ยาที่รักษาอาการ เช่น ยาแก้ปวดหัว ยาลดไข้ ยาบรรเทาอาการหวัด ยาเหล่านี้เมื่อไม่มีอาการก็สามารถที่จะหยุดได้

แต่ยาที่มีการระบุไว้ที่ฉลากว่า “ควรรับประทานติดต่อกันทุกวันจนหมด” หรือยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น ความดันเลือดสูง เบาหวาน จะต้องรับประทานต่อเนื่องตามขนาดและเวลาที่ระบุ ถึงแม้จะควบคุมอาการได้แล้วก็ตาม เพราะเป็นยาที่รักษาที่ต้นเหตุของการเจ็บป่วยนั้น มิฉะนั้นอาจทำให้เรื้อรัง ดื้อยา หรือไม่สามารถควบคุมอาการได้

ข้อควรปฏิบัติ คือสอบถามทุกครั้งที่ได้รับยาว่ามียาขนานใดที่ต้องรับประทานตามขนาดและเวลาที่สั่งจนหมด ในทางปฏิบัติทั่วไปยาที่ให้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบำบัดเมื่อมีอาการเท่านั้นที่ไม่ต้องรับประทานจนหมด นอกนั้นควรรับประทานจนหมดเพื่อลดปัญหาการเก็บและการนำกลับมาใช้ใหม่ที่อาจเป็นอันตราย


ความเชื่อ : อาการเจ็บป่วยของตนนั้นต้องใช้ยาแรง ยาอ่อนไม่ได้ผล

หากไม่ได้เป็นโรคเรื้อรัง การเจ็บป่วยแต่ละครั้งนั้นไม่ขึ้นต่อกัน การใช้ยาแต่ละครั้งจึงไม่เกี่ยวข้องกัน ผู้ป่วยมักได้รับการบอกจากผู้ให้บริการว่า สำหรับคุณจำเป็นที่ต้องได้รับยาแรง ยาอ่อนไปไม่ได้ผล หรือร้านนี้ไม่มียาอ่อน การพูดดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างความเข้าใจที่ผิดและ ต้องการที่จะให้ผู้รับบริการเชื่อว่าได้รับยาที่ดีที่สุด และเป็นเสมือนการโฆษณาชวนเชื่อสามารถที่จะเรียกเก็บเงินในราคาสูง

ยาที่ดีที่สุดนั้นเป็นยาที่ตรงกับอาการ หรือสาเหตุจริงของการเจ็บป่วย อาการจะหายหรือไม่หาย ขึ้นกับความสามารถในการวิเคราะห์โรคและการเลือกยาที่เหมาะสม

ข้อควรปฏิบัติ คือบอกเล่าอาการให้ละเอียด มีประวัติการใช้ยา อาหารเสริม สมุนไพร หรือการแพ้ยาอะไร มีโรคประจำตัวหรือไม่ และสอบถามวิธีปฏิบัติ ข้อควรระวังในระหว่างการใช้ยานั้น ๆ


ความเชื่อ : ยาชุดดีกว่ายาเดี่ยว

ยาชุดเป็นการจัดยาหลายขนานเข้าด้วยกันที่นับว่าเป็นเสมือนสิ่งที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาของสังคมไทย เพื่อความสะดวกในการรับประทานและง่ายต่อการจัดของผู้ป่วย

สำหรับยาเดี่ยวนั้นจะบรรจุยาแต่ละชนิดแยกจากกัน ข้อดีของยาเดี่ยวคือไม่ปนเปื้อนยาบางขนานอาจให้ในเวลาที่ต่างกัน แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปจะยากในการใช้ให้ถูกต้อง ยาชุดหรือยาเดี่ยวจึงไม่แตกต่างกัน ถ้าเป็นยาที่รับประทานเวลาเดียวกันและตรงกับอาการที่เป็นจริง

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยคือ ยาชุดที่มีการจัดมักจะมีการใส่ยาที่มีอันตรายมาก เช่น สเตียรอยด์ ลงไปในยาชุดโดยหวังให้กด หรือบดบังอาการชั่วคราว และจะเป็นอันตรายร้ายแรงเมื่อใช้ต่อเนื่อง

ข้อควรปฏิบัติ คือหากเลี่ยงได้ให้เลี่ยงยาชุดโดยเฉพาะยาชุดที่มีการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าและให้บอกว่าไม่ต้องการยาสเตียรอยด์


ความเชื่อ : ยารับประทานจะรับประทานก่อน หรือหลังอาหารก็ได้ไม่แตกต่างกัน

ความเชื่อนี้ไม่จริงเสมอไป โดยมากแล้วยารับประทานมักจะให้รับประทานหลังอาหารเพื่อสะดวกในการรับประทานและไม่ลืม เป็นการเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา

ยาหลังอาหารนั้นสามารถที่จะรับประทานหลังอาหารได้ทันทีหรือภายในครึ่งชั่วโมง

สำหรับยาก่อนอาหารจะต้องรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง

อย่างไรก็ตามหาระบุให้รับประทานก่อนอาหาร พร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที ก็ควรที่จะปฏิบัติตามเวลาที่รับประทานที่ถูกต้องของยา ดังกล่าว เนื่องจากยาบางตัวไม่ทนกรด ยาบางตัวมีผลกัดกระเพาะ ยาบางตัวจะดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมอาหารหรืออาหารที่มีไขมันสูง

ข้อควรรู้ การได้รับยาที่มากกว่า 1 ขนานสามารถที่จะเกิดยาตีกันได้ (อันตรกิริยาของยา) ในบางครั้งการให้รับประทานก่อนหรือหลังอาหารแยกจากกัน ก็มีจุดมุ่งหมายที่ จะป้องกันไม่ให้ยาตีกันดังกล่าว จึงควรที่จะรับประทานให้ถูกต้องเพื่อผลการรักษาที่ดีและลดอาการอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้



ข้อมูล : คณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์และข่าวสารสาขาเภสัชกรรม






แถมความรู้เรื่องยา ...


ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณพึงระลึกอยู่เสมอเกี่ยวกับ การลดน้ำหนัก

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-04-2008&group=4&gblog=33


อย. ยัน...ไม่เคยรับรอง .... ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร .... ลดอ้วนได้จริง

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-11-2008&group=7&gblog=8


ยา กับ อาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ต่างกันอย่างไร ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2008&group=7&gblog=5


อาหารเสริม ดีจริงหรือ ??? กินกูลต้าไธโอน ขาวจริงป่ะ ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2008&group=7&gblog=4


แพ้ยา ผลข้างเคียงของยา ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-06-2008&group=4&gblog=47


ยาสเตียรอยด์ , สเตอรอยด์

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-02-2008&group=5&gblog=5


ยาชุดคืออะไร

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2008&group=5&gblog=6


ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54


ยาล้างไต มีจริง ??? ล้างไต ได้จริงหรือ ??? กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55


ยา ทำไมถึง แพง ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-06-2008&group=4&gblog=49


เลือกซื้อยาอย่างไร ประหยัดค่าใช้จ่าย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-06-2008&group=4&gblog=50


ช่องทางร้องเรียน เกี่ยวกับ เรื่อง ...ยา ....หมอ ....คลินิก .....โรงพยาบาล ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2009&group=7&gblog=18







 

Create Date : 01 ตุลาคม 2552   
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2560 14:53:47 น.   
Counter : 766 Pageviews.  

" แพ้ยาชา " โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข





วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11155 มติชนรายวัน


"แพ้ยาชา"

โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข chanwaleesrisukho@hotmail.com



ยาชานั้นมีคุณูปการต่อวงการแพทย์อย่างมหาศาล ในสมัยโบราณที่การผ่าตัดต้องผ่าตัดสดๆ โดยไม่มียาชานั้น อาจทำให้คนไข้ทุกข์ทรมานหรือเจ็บปวดจนถึงกับเสียชีวิตได้ ยกเว้นจิตใจคนที่แข็งแกร่งมากๆ อย่างกวนอูที่หมอฮูโต๋ผ่าตัดแผลเกาทัณฑ์ที่ลึกถึงกระดูกให้สดๆ ขณะเล่นหมากรุก

ประวัติของยาชาเริ่มมาจากการค้นพบและนำมาใช้ของคาร์ล ลุดวิก ชไลค์ (Karl Ludwig Schleich) ในปี พ.ศ.2435 ปัจจุบันมียาชาหลายตัวที่นำมาใช้ในวงการแพทย์ ได้แก่ ไลโดเคน (lidocaine), บิวปิวาเคน (bupivacaine), คลอโรโปรเคน (chloroprocaine), เททระเคน (tetracaine), เมปิวาเคน (mepivacaine), เอติโดเคน (etidocaine) โดย ยาชาที่ใช้มากที่สุดน่าจะได้แก่ ไลโดเคน หรือมีชื่อทางการค้าว่า ไซโลเคน (Xylocaine)

ยาชานั้นนับว่าปลอดภัยพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม มีคนแพ้ยาชาจำนวน 1 คนต่อ 500-1,000 คนที่ใช้ยาชา

การแพ้ยาชานั้นมีอาการได้ตั้งแต่น้อยไปถึงมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการแพ้น้อยถึงปานกลาง ได้แก่ ปวดหัว มึนหัว คลื่นไส้ หูอื้อ หูได้ยินเสียงกริ่ง ตามัว หน้ามืด ไม่มีแรง กล้ามเนื้อบิดเกร็ง กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก รู้สึกขมปาก ลิ้นชา ริมฝีปากชา มือชา มือเย็น ตัวลอย ใจไม่ดี ใจสั่น กระสับกระส่าย

หากแพ้มากขึ้นไปอีก อาจมีอาการชักเกร็ง ไม่รู้สึกตัว หยุดหายใจ หัวใจแต่ช้า หัวใจหยุดเต้น หัวใจล้มเหลว เลือดเป็นกรด และเสียชีวิต

ยาชามีการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย วันหนึ่งๆ น่าจะหลายหมื่นราย เพราะใช้ในการแพทย์ทุกแผนก เช่น

แผนกทันตกรรม ในกรณีถอนฟัน ผ่าตัดฟัน ฯลฯ

แผนกศัลยกรรม ล้างแผล เย็บแผล เจาะปอด เจาะตับ ผ่าตัดเล็กทุกชนิด เช่น ผ่าฝี ผ่าไฝ ผ่าก้อน จี้หูด ตัดหูด แม้แต่ผ่าตัดบางอย่างที่ไม่คิดว่าใช้เฉพาะยาชาเฉพาะที่ได้ เช่น ขยายเส้นเลือดหัวใจ ฯลฯ

แผนกศัลยกรรมตกแต่ง ทำตา ทำจมูก ดึงหน้า ดูดไขมัน ฯลฯ

แผนกกระดูกและข้อ ล้างแผลกระดูก ผ่าก้อนของข้อ จัดกระดูกเข้าที่ บล็อคเส้นประสาทเพื่อผ่าตัดเฉพาะที่ ฯลฯ

แผนกสูติกรรม เย็บแผลคลอด บล็อคประสาทสันหลังให้การคลอดไม่เจ็บปวด (painless labour) บล็อคเส้นประสาทเพื่อทำหัตถกรรม เช่น ใช้คีมช่วยคลอด ฯลฯ

แผนกอายุรกรรม, กุมารเวชกรรม ใช้ในหัตถการ เจาะช่องท้อง ช่องปอด เจาะน้ำไขสันหลัง ผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง ผ่าตัดก้อน ดูดไขกระดูก ฯลฯ

แผนกหูตาคอจมูก ใช้ในการผ่าตัดเล็กแทบทุกชนิด เช่น ผ่าตัดตา ลอกต้อ ผ่าตัดแก้วหู ฯลฯ

แผนกวิสัญญี ใช้ฉีดเข้าไขสันหลังเพื่อระงับความรู้สึกท่อนล่าง บล็อคเส้นประสาทเพื่อผ่าตัดอวัยวะต่างๆ ฯลฯ



ความปลอดภัยของการใช้ยาชานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1.แพทย์ผู้ใช้ต้องมีความชำนาญ รู้กลไกการออกฤทธิ์ อาการแพ้ยาชา และสามารถแก้ไขเหตุการณ์ได้เมื่อเกิดแพ้ยาชา โดยมีทั้งการเฝ้าระวัง เตรียมพร้อมบุคลากร ยาถอนพิษ และเครื่องมือช่วยชีวิต

2.จำนวนยาชาที่ใช้ต้องไม่มากไป โดยทั่วไปจำนวนสูงสุดของยาชาไลโดเคนที่ใช้คือ 5 มก./กก. หรือ 7 มก./กก. หากไลโดเคนนั้นผสมสารหดรัดตัวเส้นเลือด (epinephrine)

3.การแพ้ยาชานั้น อาจเกิดจากแพ้ยาชาโดยตรง หรือแพ้สารที่ผสมในยาชา ได้แก่ sodium metabisulfite หรือบังเอิญฉีดยาชาเข้ากระแสเลือด ยาชาเหล่านี้จะเข้าไปสู่สมองทำให้เกิดอาการผิดปกติอย่างรวดเร็ว

4.คนไข้ที่อ่อนแอ อายุมาก เจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ร่างกายผ่ายผอมมาก มีโรคหัวใจ ไต ตับ ลมชัก กินข้าวไม่ได้ ขาดน้ำ หรือความดันโลหิตต่ำ ต้องระมัดระวังการใช้ยาชามาก เพราะอาจเกิดโอกาสแพ้ยาชาสูง และรุนแรงกว่าคนทั่วไป



การป้องกันการแพ้ยาชา

แม้ไม่อาจป้องกันได้ทุกราย แต่อาจทำให้การแพ้มากเป็นแพ้น้อยได้โดย

1.เลือกทำการผ่าตัดเฉพาะที่จำเป็น

2.ใช้จำนวนยาชาให้น้อยที่สุด

3.แพทย์ควรฉีดยาชาช้าๆ ถามอาการคนไข้หากมีอาการผิดปกติแม้แต่น้อย เช่น หูได้ยินเสียงอื้อ ใจไม่ดี ต้องรีบหยุดฉีดทันที

4.ระวังการใช้ยาชามากเกินขนาดที่กำหนด การฉีดยาชาซ้ำ ต้องระมัดระวังว่าจำนวนรวมจะมากเกิน

5.ควรใช้เครื่องตรวจเฝ้าระวังสัญญาณชีพและความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด (Monitor) เมื่อใช้ยาชา

6.เตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต ยาแก้แพ้ยาชา และทีมช่วยชีวิตให้พร้อม ทุกครั้งที่มีการใช้ยาชา

7.หากคนไข้ทราบว่าตนเองแพ้ยาชา หรือเคยมีอาการสงสัยว่าแพ้ยาชา ควรแจ้งแพทย์ก่อนจะใช้ยาชาทุกครั้ง


ที่มา ..  //www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03240951&am p;sectionid=0130&day=2008-09-24


.......................................


แพ้ยาชา โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-09-2008&group=4&gblog=59

แพ้ยาผลข้างเคียงของยา ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-06-2008&group=4&gblog=47

ความเชื่อผิด ๆเกี่ยวกับการใช้ยา ..... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=01-10-2009&group=4&gblog=78

เคล็ดลับซื้อยาให้ปลอดภัย.. ความรู้จากเฟส Fda Thai

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=10-12-2015&group=4&gblog=117

ยาชุดคืออะไร

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2008&group=5&gblog=6

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

ยาล้างไต มีจริง ???ล้างไต ได้จริงหรือ ??? กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55

ยาเหลือใช้...ที่บ้าน ................ นำมาฝาก จากเวบหมอชาวบ้าน ...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-12-2010&group=4&gblog=89





 

Create Date : 28 กันยายน 2551   
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 21:41:30 น.   
Counter : 318 Pageviews.  

1  2  3  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 733 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]