Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

แพ้ยา ผลข้างเคียงของยา ???

 


“อาการข้างเคียงของยา ( ผลข้างเคียง ของยา) ”

เป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์ได้จากคุณสมบัติของยา และ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ใช้ยาชนิดนั้นๆ

แพทย์สามารถแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่าจะเกิดอาการข้างเคียงอย่างไร และหาทางป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ เช่น ให้รับประทานยาหลังอาหารทันที เพื่อลดอาการข้างเคียงของยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เป็นต้น


" แพ้ยา "

เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ และ เกิดขึ้นกับบางคน แต่ ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นกับใครบ้าง

ในบางรายที่ไม่เคยแพ้ยา แม้ว่าจะเคยใช้ยาชนิดนั้นแล้วก็ตาม แต่เมื่อมีการใช้ยาชนิดนั้นในครั้งต่อไป ก็อาจเกิดการแพ้ขึ้นได้

ในผู้ที่เคยมีประวัติแพ้ยามาแล้ว เมื่อใช้ยาที่เคยแพ้อีก อาการแพ้ยาจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นจนอาจเสียชีวิตได้ การแพ้ยาพบได้บ่อยในคนที่มีประวัติแพ้ยาชนิดหนึ่งชนิดใดมาก่อน และคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ (เช่น หืด หวัดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน)

 

ลักษณะเด่นของการแพ้ยา

1. การแพ้ยาไม่ขึ้นกับขนาดยาที่ได้รับ เช่น ยาในปริมาณที่น้อยมาก อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ยาที่รุนแรงได้

2. การแพ้ยาสามารถเกิดขึ้นได้จากการใช้ยาในทุกรูปแบบ เช่น ยากิน ยาฉีด ยาหยอดตา และยาทา

3. เมื่อหยุดยาที่แพ้ อาการที่แพ้นั้นจะหายไป แต่เมื่อใดที่ได้รับยาที่แพ้นั้นอีก จะปรากฏอาการที่แพ้ซ้ำ



การแพ้ยาแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ

1. การแพ้ยาที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด

อาการแพ้ยามีตั้งแต่ระดับน้อยๆ อาจเป็นแค่ผื่นคัน ลมพิษ ผื่นแดง ริมฝีปากบวม แผลริมฝีปาก หน้าบวม หนังตาบวม แต่ถ้าแพ้ยารุนแรงมากขึ้นอาจทำให้ ผิวหนังเปื่อยลอก ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก คลื่นไส้ อาเจียน เป็นลม ความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเบาและเร็ว หยุดหายใจ และเสียชีวิตได้

2. การแพ้แบบทิ้งช่วง

ร่างกายจะแสดงอาการ หลังจากได้รับยาไปแล้ว 1-2 วัน หรือ อาจนานเป็นอาทิตย์เป็นเดือน
 

การดูแลรักษาตนเอง

- ถ้าสงสัยว่าอาจจะแพ้ยา ให้หยุดยาทันที และรีบนำยาที่สงสัยนั้นกลับไปพบแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อพิจารณาว่ายาตัวไหนที่มีโอกาสเกิดแพ้ยาได้มากที่สุด แพทย์จะได้พิจารณาเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้ และ ให้ยาแก้แพ้

- ต้องจดจำชื่อยาที่แพ้นั้น ไม่ควรจำสี หรือรูปร่างลักษณะของเม็ดยา เนื่องจากไม่อาจบอกได้แน่นอนว่าเป็นยาอะไร หากไม่มีชื่อยาบนซอง หรือฉลากที่ใช้ ต้องกลับไปขอชื่อยาจากแหล่งที่ได้รับยานั้น

- เมื่อทราบชื่อยาที่แพ้แล้ว ให้เขียนชื่อยาที่แพ้ไว้บนบัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรอื่นที่พกติดตัวตลอดเวลา หรือ สวมป้ายเตือนแบบสร้อยคอหรือแบบสร้อยข้อมือ บอกรายละเอียดว่าแพ้ยาอะไรบ้าง เผื่อประสบอุบัติเหตุ ไม่รู้สึกตัว สถานพยาบาลที่รักษา จะได้ทราบว่ามีประวัติแพ้ยาอะไร

- บอกให้แพทย์ หรือ เภสัชกร ทราบว่า แพ้ยาอะไรบ้าง ก่อนรับยาทุกครั้ง

- ที่สำคัญคือ ไม่ควร ใช้ยาพร่ำเพรื่อโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ไม่ทราบว่าเป็นยาอะไร เช่น ยาชุด ยาที่ไม่มีฉลาก หากเจ็บป่วย ต้องใช้ยา ควรพบแพทย์ หรือ เภสัชกร จะดีที่สุด



การแพ้ยา ไม่ได้เป็นความผิดของใคร ...

แต่ถ้า แจ้งให้ทราบแล้วว่า แพ้ยาอะไรบ้าง .. แล้ว แพทย์ เภสัช หรือ ผู้จำหน่ายยา ยังให้ยานั้นซ้ำอีก .. แบบนี้สิ ผิดเต็ม ๆ


......................................

 
 
แพ้ยา กับ ผลข้างเคียงของยา คนละอย่างกันนะ

https://www.facebook.com/FDAThai/photos/a.986549498078879.1073741842.184587321608438/1015861585147670/?type=3&theater

แพ้ยา
- คือ ความผิดปกติของร่างกายที่มีต่อยาที่ใช้ไม่ว่าจะด้วยการ กิน ฉีด ทา หยอด สูด
- ไม่เป็นทุกคน คนทั่วไปไม่เป็น เป็นเฉพาะบางคนเท่านั้น เช่น อาการแพ้ยา Amoxicilin
- อาการผื่นแดง ปากบวม ตาบวม แน่นหน้าอก หลอดลมตีบหายใจไม่ออก
- ไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ว่าใครจะแพ้ยาชนิดอะไร

ผลข้างเคียงของยา
- คือ ผลที่ไม่ใช่ผลการรักษาของยา เกิดขึ้นทุกคนที่ได้รับยา บางคนเกิดน้อย(เหมือนไม่เกิด) บางคนเกิดมาก เห็นผลชัด เช่น ยา Chlorpheniramine (ยาแก้แพ้, ลดน้ำมูก)
- ทำให้เกิดอาการข้างเคียง คือ ง่วงนอน
- คาดเดาล่วงหน้าได้

โดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดไฟล์ .pdf ได้ที่ช่องทางนี้
https://bit.ly/1JZ7vBf



......................................
 
 

แค่แพ้ยาก็ตายได้ แล้วจะรู้ได้อย่างไร

“แพ้ยา” เป็นอันตรายของการใช้ยาที่เกิดจากปฏิกิริยาการต่อต้านของร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับยาทุกชนิด ทั้งยากิน ยาฉีด ยาทา หรือยาดมสลบ อาการแพ้ยาขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน ความรุนแรงมากที่สุดคือสามารถทำให้เสียชีวิตได้

แพ้ยา เกิดจากอะไร?

อาการแพ้ยา เกิดจากร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไวเกินไปต่อตัวยาชนิดนั้น ๆ จึงแสดงอาการแพ้ออกมา โดยอาการแพ้ยามีหลายอย่าง เช่น เกิดผื่นขึ้นตามผิวหนัง ตับอักเสบ และอาการอื่น ๆ ซึ่งสามารถเกิดได้กับทุกระบบในร่างกาย อาการแสดงและความรุนแรงของการแพ้ยาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยอาจเป็นที่ตัวคนไข้เองหรือขึ้นอยู่กับชนิดของยา

แพ้ยา มีกี่แบบ?

อาการแพ้ยา สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน โดยใช้ระยะเวลาการเกิดปฏิกิริยาเป็นเกณฑ์

  1. แบบฉับพลัน คือแสดงอาการแพ้ยาหลังได้รับยาภายใน 1 ชั่วโมง
  2. แบบไม่ฉันพลับ คือแสดงอาการแพ้ยาหลังได้รับยาเกิน 1 ชั่วโมง

 

แพ้ยา มีอาการอย่างไร?

แพ้ยา แสดงออกได้หลากหลายอาการ ได้แก่ ผื่นขึ้น ลมพิษ แน่นหน้าอก หลอดลมตีบ ความดันตก ปากบวม หน้าบวม ลิ้นบวม เป็นต้น แต่คนส่วนใหญ่มักสังเกตเห็นอาการแสดงที่ผิวหนังได้ก่อนระบบอื่น เพราะสามารถสังเกตได้ง่าย ส่วนอาการแพ้ยาที่รุนแรงนั้นอาจทำให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียวรวมทั้งมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น อาการทางผิวหนังที่มีการหลุดลอก ทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง เป็นต้น

ชนิดยาที่มักทำให้เกิดอาการแพ้

ยาที่มักทำให้เกิดอาการแพ้ ได้แก่ กลุ่มยาปฏิชีวนะ Penicillin, Cephalosporin กลุ่มยารักษาโรคเกาต์ ชนิดที่พบบ่อยเป็น Allopurinol กลุ่มยากันชัก เช่น Carbamazepine, Phenobarbital เป็นต้น นอกจากนี้ยังมียาชนิดอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ได้แก่ กลุ่มยาแก้ปวด กลุ่มยารักษาวัณโรค เป็นต้น

กลุ่มเสี่ยงต่ออาการแพ้ยา

กลุ่มเสี่ยงต่ออาการแพ้ยา คือผู้ป่วยด้วยโรคบางโรค เช่น คนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง เช่น ผู้ป่วย SLE กลุ่มคนไข้มะเร็งเม็ดเลือดขาว กลุ่มคนไข้ติดเชื้อไวรัส เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี เป็นต้น

รู้ได้อย่างไรว่าแพ้ยาหรือไม่?

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตนเองแพ้ยาชนิดใด สิ่งที่ทุกคนควรรู้ก่อนคือการแพ้ยาไม่ได้เกิดเฉพาะกับยาที่ได้รับในครั้งแรกเท่านั้น แม้แต่ยาที่เคยได้รับมาแล้วก็สามารถเกิดอาการแพ้ในครั้งหลังได้ ดังนั้นไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าจะแพ้ยาชนิดนั้นหรือไม่ นอกจากได้รับยาเข้าไปแล้วเกิดอาการแพ้เท่านั้น ยกเว้นยาบางชนิดที่แพทย์สามารถใช้การตรวจเลือดประเมินความเสี่ยงของการแพ้ยาได้ เช่น ยากันชัก เป็นต้น ซึ่งจะทำให้รู้ล่วงหน้าว่าคนไข้จะแพ้ยาชนิดนั้นหรือไม่

ข้อควรระวังต่ออาการแพ้ยา คือสังเกตอาการหลังได้รับยาภายใน 1 ชั่วโมง (ระวังอาการแพ้ยาแบบฉับพลัน) และภายใน 2-3 วันหลังรับยา (ระวังอาการแพ้ยาแบบไม่ฉับพลัน) หากมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น มีผื่นขึ้น เกิดลมพิษ และอื่น ๆ ควรหยุดยาและรีบพบแพทย์ทันที ทั้งนี้อาการแพ้ยาส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โดยไม่จำเป็นว่าพ่อแม่มีอาการแพ้ยาแล้วลูกจะต้องแพ้ยาชนิดเดียวกัน

หากมีอาการแพ้ยา ควรทำอย่างไร?

  1. หยุดยาและรีบพบแพทย์ หากพบว่ามีอาการผิดปกติหลังได้รับยาภายใน 1 ชั่วโมงหรือภายใน 2-3 วัน
  2. ควรนำยาที่ตนเองได้รับติดตัวไปด้วย เพื่อให้แพทย์พิจารณา
  3. ควรถ่ายภาพความผิดปกติของตนเองที่เกิดขึ้นเก็บไว้ เพื่อให้แพทย์พิจารณาประกอบ เช่น ภาพผื่น เพราะผื่นบางชนิดเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะแล้วหายไป
  4. หลีกเลี่ยงการทำให้อาเจียน และการซื้อยาแก้แพ้กินเอง
  5. หากมีประวัติแพ้ยาควรจดจำชื่อยาที่ตนเองแพ้ และแจ้งแพทย์ทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา
ข้อมูลจาก รายการพบหมอรามา ช่วง Big Story ระวังอาการแพ้ยาอาจรุนแรงส่งผลอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต วันที่ 6 ตุลาคม 2560
อ. พญ.วรรณดา ไล้สวน สาขาวิชาโรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
https://goo.gl/9UiDbe

***********************

แพ้ยาชา โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-09-2008&group=4&gblog=59

แพ้ยาผลข้างเคียงของยา ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-06-2008&group=4&gblog=47

ความเชื่อผิด ๆเกี่ยวกับการใช้ยา ..... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=01-10-2009&group=4&gblog=78

เคล็ดลับซื้อยาให้ปลอดภัย.. ความรู้จากเฟส Fda Thai

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=10-12-2015&group=4&gblog=117

ยาชุดคืออะไร

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2008&group=5&gblog=6

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

ยาล้างไต มีจริง ???ล้างไต ได้จริงหรือ ??? กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55

ยาเหลือใช้...ที่บ้าน ................ นำมาฝาก จากเวบหมอชาวบ้าน ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-12-2010&group=4&gblog=89


:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
 

แพ้ยา...จะทำอย่างไร มีอะไรต่อไปจากบัตรแพ้ยา

ตามปกติเมื่อเราได้บัตรแพ้ยา สิ่งที่เราจะทำคือ พกบัตรยื่นให้หมอหรือเภสัชทุกครั้งที่ไปพบ แต่เรามาดูรายละเอียดที่มากกว่านั้นกันสักหน่อย เช่นเคย ข้อมูลมากจากการบรรยายในงานประชุมที่ผ่านมาโดย อ.เจตทะนง แกล้วสงคราม อ.ทิชา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ อ.วัฒน์ มิตรธรรมศิริ ผมเอามาประยุกต์ให้เป็นภาษาง่ายๆทุกคนเข้าใจได้ครับ และถ้ามีใครเพิ่มเติม หรือ แก้ไขประการใด ผมยินดีนะครับเพราะเรื่องนี้ก็ไปเรียนรู้ใหม่ๆเหมือนกัน

อย่างแรกก่อนนะครับ เดี๋ยวนี้ เราสามารถตรวจหาสารพันธุกรรมที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการแพ้ยาเป็นรายคนได้แล้ว ทำได้เยอะมากด้วย แต่ว่าถ้าจะตรวจทุกยาในแต่ละคน คนสิ้นเปลืองงบประมาณมาก เราก็จะเลือกตรวจพันธุกรรมที่มีความถี่มากๆในประชากรไทย และถ้ามีสารพันธุกรรมนี้จะเพิ่มความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มที่ไม่มีหลายร้อยเท่า ผลข้างเคียงของการแพ้ยาที่เกิดมักจะรุนแรง สมควรหลีกเลี่ยงครับ ผมยกตัวอย่างสี่ตัวนะครับ พูดถึงเรื่องนี้ก็ต้องขอขอบคุณท่าน ศ.วิจิตรา ทัศนียกุล จากคณะแพทย์มข. ที่ทำวิจัยเรื่องนี้เพื่อคนไทยอย่างจริงจัง และกรุณาให้ข้อมูลผมมาหลายครั้ง

HLA b*5801 สำหรับยา allopurinol ยาลดกรดยูริกราคาถูก
HLA b*1502 สำหรับยา carbamazepine ประสิทธิภาพกันชักดี
HLA b*5701 สำหรับยา abacavir ..อนาคตจะกลับมาใช้มากขึ้น
HLA b*3505 สำหรับยา nevirapine .. ในแนวทาง HIV อันใหม่ของเรา

อย่างที่สอง เราควรแยกการแพ้ยา ออกจากผลข้างเคียงของยานะครับ ผลข้างเคียงเรามักจะคาดเดาได้ ส่วนการแพ้ยามันเป็นปฏิกิริยาที่ไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเราให้ทำหน้าที่มากเกิน (hypersensitivity reaction) ทำให้มีอาการแพ้ต่างๆ เพราะว่าการดูแลรักษาจะต่างกัน และถ้าท่านคิดว่าแพ้ยา แต่จริงๆ เป็นแค่ผลข้างเคียงอันคาดเดาได้ ก็จะเสียโอกาสในการใช้ยานะครับ ผมยกตัวอย่าง ท่านใช้ยาลดน้ำตาล metformin แล้วมีอาการคลื่นไส้ อันนี้คือผลข้างเคียงนะครับ อาจปรับไปรับประทานหลังอาหารทันทีเพื่อลดอาการได้ ถ้าท่านเข้าใจว่านี่คือการแพ้ยา ท่านก็จะไม่ได้รับการพิจารณายาตัวนี้ซึ่งเป็นยาที่ประสิทธิภาพสูงมากในการรักษาเบาหวานแถมราคาถูกมากอีกด้วย ดังนั้นถ้าท่านสงสัยว่าแพ้ยาหรือไม่ คงต้องเข้ารับการประเมินจากแพทย์และเภสัชกร ที่เขามีความเข้าใจเรื่อง hypersensitivity reaction ทั้งสี่แบบ แต่ว่าการประเมินก็ไม่ง่ายนักเพราะว่า

ต้องอาศัยประวัติเป็นหลัก ยิ่งผ่านไปนานก็หลงลืมตามกาลเวลา สิ่งที่ใช้มากในการประเมินคือลำดับเวลาการกินยาและการเกิดอาการ ระยะเวลาที่หายจากอาการ ปฏิกิริยาที่เกิด และประวัติการแพ้ในอดีต เป็นสี่ข้อสำคัญครับ

เมื่อทราบว่าเป็นการแพ้ยาแล้ว จะแบ่งว่าเป็นแพ้เฉียบพลัน คืออาการเกิดเร็วในหนึ่งถึงสองชั่วโมงแรกและมักหายในยี่สิบสี่ชั่วโมง อย่างนี้จะง่าย ชัดเจน และมีโอกาสแพ้ซ้ำสูง อีกแบบคือไม่เฉียบพลัน อันนี้จะบอกยากและอาจต้องอาศัยการทดสอบเพื่อดูอาการแพ้ยาว่าจริงหรือไม่ โอกาสแพ้ซ้ำมีหรือไม่
แล้วจะแยกไปทำไม ..ในเมื่อแพ้ยาแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนยาสิ มันก็มีความจำเป็นครับ อย่างแรกก็แพ้จริงหรือไม่ชั่งน้ำหนักกับการสูญเสียโอกาสการใช้ยาดีๆ อย่างที่สองคือ ถ้าแพ้จริงและจำเป็นต้องให้ยาตัวนั้น มันไม่มีตัวอื่นแล้วล่ะ เราจะประเมินความเสี่ยงอย่างไรและจะจัดการอย่างไรก่อนให้ยา

และถ้าสงสัยก้ำกึ่งๆ หรือ จำเป็นต้องได้รับยาที่สงสัย ทำอย่างไร เราจะแบ่งการคิดเป็นสองกรณี กรณีเร่งด่วนฉุกเฉิน กับกรณีรอได้ กรณีเร่งด่วน ภาวะไม่คงที่เช่นในไอซียู หรือ ระบบไหลเวียนเริ่มไม่คงตัว เราจะไม่เสี่ยงใดๆทั้งสิ้นนะครับ ไม่ใช้ตัวที่สงสัยเลย (แม้ว่าจริงๆอาจไม่แพ้) ยกประโยชน์ให้คนไข้ ไปใช้ยากลุ่มอื่นเลย ไม่ทดสอบหรือทำให้ร่างกายทนยาได้ด้วย เพราะปฏิกิริยาที่เกิดอาจรุนแรงจนทำให้ภาวะเดิมแย่ลง หรือ การแปลผลการทดสอบจะทำไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง ช็อก ความดันตก มีญาติบอกว่าแพ้เพนนิซิลินหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ กรณีแบบนี้จะไม่ใช้ยากลุ่มเพนนิซิลินเลยนะครับ ไปใช้ยากลุ่มอื่นก่อน รอดปลอดภัยดีค่อยมาว่ากัน

ในกรณีไม่ด่วนล่ะ ไม่แน่ใจแพ้หรือไม่ หรือ แพ้ยาแต่ว่ามันจำเป็นต้องได้ยาตัวนี้ จะทำอย่างไร สำหรับการทดสอบว่าแพ้นั้นทำได้ทั้งกับตัวคนไข้และเจาะเลือดทดสอบ หัวข้อการทดสอบนี้ผมจะกล่าวคร่าวๆ ใครสนใจไม่สืบค้นต่อเองได้นะครับ หลักการไม่ยากแต่มีที่ทำไม่กี่ที่ครับ
การทดสอบปฏิกิริยาแบบเฉียบพลัน (ตรวจหาปฏิกิริยาชนิดที่หนึ่งเป็นหลัก) การทำ skin test คือทดสอบที่ผิวหนังเป็นการทดสอบที่ไม่ไวนะครับ แต่ถ้าขึ้นก็แสดงว่าแพ้จริง ส่วนการทดสอบแบบเจาะเลือดไปตรวจก็จะมีตรวจหาภูมิที่เฉพาะกับยานั้นๆ เรียก drug-specific IgE ประเทศไทยทำได้ไม่กี่ตัว ไม่กี่ที่ และการตรวจหาเซลเม็ดเลือด Basophil หลังจากใส่ยาที่สงสัยว่าจะแพ้ว่าจะเพิ่มไหม ที่เรียกว่า Basophil activation test (by flow cytometry)
การทดสอบปฏิกิริยาแพ้แบบไม่เฉียบพลัน ก็ใช้การทดสอบที่ผิวหนังคนไข้ patch test ความไวก็ไม่มากเท่าไร การทำ graded challenge test เพื่อดูปฏิกิริยาชนิดที่ไม่ใช่แบบเฉียบพลัน สำหรับการทดสอบทางเลือดใช้ lymphocyte transformation test มักได้ผลดีกับ type IVd และการทดสอบ ELISA ที่เรียก ELIspot

สำหรับถ้าแพ้และต้องใช้ยานะครับ ทางการแพทย์เรามีวิธีที่เรียกว่า desensitization วิธีที่ทำให้ร่างกายทนต่อยานั้นได้ ไม่แพ้ยารุนแรง การทำจะเป็นการให้ยาทางปากหรือหลอดเลือดทีละน้อยๆ เพื่อสังเกตปฏิกิริยาและให้ร่างกายปรับตัว ซึ่งเช่นเคยก่อนจะทำผู้ป่วยต้องสภาพดีก่อนทำนะครับ และถ้าเคยแพ้ยารุนแรงถึงขนาดผื่นขึ้นทั้งตัวก็ไม่ทำกรรมวิธีนี้นะครับ

rapid desensitization คือการให้ยาปรับขนาดขึ้นเรื่อยๆ เร็วๆทุก 30-60 นาที เพื่อให้ได้ขนาดรักษา เมื่อถึงขนาดรักษาแล้วไม่เกิดปฏิกิริยารุนแรง ก็ถือว่าผ่าน ใช้ยานั้นในการรักษาครั้งนี้เท่านั้นนะครับ ย้ำว่าทำเพื่อให้ทนการรักษาแต่ละครั้งเท่านั้น ถ้าปีหน้าฟ้าใหม่มารักษาใหม่ หรือเว้นยาไปหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ร่างกายก็ลืมกระบวนการที่เราทำแล้ว ต้องทำการ desensitization ใหม่ทุกครั้งครับ ... และยังได้ชื่อว่า แพ้ยานั้นเหมือนเดิม ..
Graded Challenge desensitization นอกจากเป็นการทำให้ทนต่อยาแล้ว ยังถือเป็นการทดสอบการแพ้ยาอีกด้วย (drug provacative test) และถ้าผ่านการทดสอบนี้ก็จะถือว่าโอกาสแพ้ยานั้นต่ำมากครับ เราก็จะค่อยๆให้ยาคล้ายๆ วิธีแรกแต่ว่าจะใช้เวลานานกว่า ปรับยาทุก 12-24 ชั่วโมง ที่เราเห็นบ่อยๆคือการทดสอบการแพ้ยาวัณโรคนั่นเองครับ เราปรับยาขึ้นในทุกๆวัน จนครบหรือจนเจอตัวที่แพ้

***ยาวัณโรคนี้ไม่มีระยะเวลาที่บอกชัดเจนว่าปลอดภัยนะครับ โอกาสแพ้ยาเกิดได้ตลอดเวลา และเมื่อแพ้ต้องทำ Graded Challenged แบบช้าๆด้วยนะครับ เพราะบางตัวปฏิกิริยาเกิดช้า เมื่อเกิดบังเอิญไปตรงกับยาใหม่ที่ใส่เข้ามาพอดี ก็พาลคิดว่าแพ้ยาใหม่***

ดังนั้นถ้าท่านแพ้ยา อย่าลืมตรวจสอบดูว่าแพ้จริงหรือไม่ จำชื่อยาและพกบัตรไว้ให้ดี และถ้าจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องให้ยาเราก็จะให้อย่างมีสติครับ ทุกอย่างเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและประชาชนคนไทยครับ


FB @ อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว
https://www.facebook.com/medicine4layman/posts/1792447787737913:0

...............................

https://haamor.com/th/การแพ้ยากลุ่มซัลฟา/
https://haamor.com/th/ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด/




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2551   
Last Update : 7 พฤษภาคม 2562 21:18:51 น.   
Counter : 4174 Pageviews.  

ยาชุดคืออะไร อันตรายแค่ไหน ?





ยาชุดคืออะไร

https://www.elib-online.com/doctors/ortho_joint01.html

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงรัตนวดี ณ นคร ได้รายงานไว้ใน "คู่มือสำหรับประชาชน" โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย ว่าตามคำจำกัดความ "ยาชุด" เป็นยาตั้งแต่ 2 ชนิดที่รวมอยู่ในซองเดียวกัน เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าตามอาการ โดยไม่ได้มีการระบุชื่อยา หรือ ขนาดยาข้างซอง

แต่ ยาชุดในปัจจุบันมีการพัฒนาไปมาก เช่น ยาสำเร็จรูปโดยมีฉลากระบุสรรพคุณไว้ข้างซองยาในลักษณะครอบจักวาล ทำเป็นยาลูกกลอนเลียนแบบยาสมุนไพร หรือป่นเป็นผงรวมไปกับยาสมุนไพร ทั้งนี้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงจำหน่ายยาชุดซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย

ตัวยาที่บรรจุอยู่ในยาชุดอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จากการสำรวจที่อำเภอน้ำพอง ได้ยาที่ไม่ซ้ำแบบกันมา 51 ชุด พบว่า

ร้อยละ 80 มียาสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ส่วนใหญ่จะขายรวมกับยาต้านอักเสบที่ออกฤทธิ์แรงได้แก่ อันโดเมทาซินและเฟนนิลบูตาโซน

เพียงร้อยละ 15 ที่ยาชุดประกอบด้วยยาต้านอักเสบเพียงอย่างเดียว โดยไม่ขายรวมกับสเตียรอยด์

และมีบางชุดได้บรรจุยาต้านอักเสบ 2 ชนิด รวมทั้งยาสเตียรอยด์เข้าไว้ด้วยกัน โดยหวังที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้เป็นที่พอใจของผู้ซื้อ

จากการสำรวจพบว่ามีเพียง ร้อยละ4 ที่ยาชุดประกอบด้วย ยาแก้ปวดธรรมดาหรือสมุนไพรที่ไม่อันตราย


ยาสเตียรอยด์ เป็นยาต้านการอักเสบที่ออกฤทธิ์แรงและอันตราย การใช้ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ผลเสียจากการใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันนานๆ คือ จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ ติดเชื้อง่าย ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อเรื้อรังหรือรุนแรง หน้าบวม ผิวหนังบาง เส้นเลือดเปราะและแตกง่ายเลือดออกในกระเพาะอาหาร เบาหวาน ทำให้กระดูกสันหลังพรุนและยุบง่าย หัวกระดูกต้นขาขาดเลือดตาย หลอดเลือดแข็งเร็วกว่าปกติและเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตามมา ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากการติดเชื้อรุนแรง


ยาในกลุ่มต้านการอักเสบ ( ยาบรรเทาอาการปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ )

จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ถ้ากินติดต่อกันนานๆ อาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารและกระเพาะอาหารทะลุได้

ในผู้สูงอายุผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคตับเรื้อรัง ผู้ที่ขาดน้ำ การรับประทานยาในกลุ่มนี้จะเร่งให้ไตวายเร็วขึ้น ยากลุ่มนี้อาจทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่เดิม

นอกจากนี้ถ้ามีตัวยา เฟนนิลบูตาโซน ซึ่งยังมีฤทธิ์กดไขกระดูกอย่างรุนแรง อาจทำให้เป็นโรคไขกระดูกฝ่อได้

ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรคเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทั่วไปควรจะได้ศึกษาเพื่อการบำบัดรักษาตนเองให้ถูกต้อง ร้อยละ 80 ของโรคส่วนใหญ่หายได้เองจากการปฏิบัติตัวให้เหมาะสม โดยไม่ต้องการการใช้ยา

ควรใช้ยาเฉพาะเท่าที่จำเป็นและควรจำกัดชนิดยาให้ใช้เฉพาะที่กำหนดไว้ในยาสามัญประจำบ้าน

ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ยานอกจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์ หรือ เภสัชกร ที่อยู่ใกล้เคียงที่คาดว่าจะปรึกษาได้

ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยา รับประทานเอง โดยเฉพาะ ยาที่ไม่ระบุชื่อยา ขนาด และวิธีใช้ ไว้ที่ข้างซองเพราะมักจะส่อถึงยาอันตราย


แถม

ยาสเตียรอยด์ , สเตอรอยด์    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-02-2008&group=5&gblog=5

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการใช้ยา ..... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )   
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=01-10-2009&group=4&gblog=78

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

ยาล้างไต มีจริง ??? ล้างไต ได้จริงหรือ ??
กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55





 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 6 ตุลาคม 2560 13:43:56 น.   
Counter : 3037 Pageviews.  

ยาสเตียรอยด์ , สเตอรอยด์






ยาสเตียรอยด์ , สเตอรอยด์

ยาสเตียรอยด์ (สเตอรอยด์) นำมาใช้เป็นยาต้านอักเสบ รักษาอาการแพ้ชนิดรุนแรงหรือเรื้อรังเช่น หอบหืด แพ้ยา ข้ออักเสบรูมาทอยด์หรือกลุ่มโรคภูมิแพ้ตนเอง (ปฏิกิริยาภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อตัวเอง) เช่นโรคไตเนโฟรติก เอสแอลอี(โรคพุ่มพวง) หน้าเบี้ยวจากเส้นประสาทอักเสบอัณฑะอักเสบจากคางทูม เป็นต้น ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์ในการรักษาแต่เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จึงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ยาชุด/ยาลูกกลอน มักมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เพราะเมื่อกินเข้าไปก็จะเห็นผลเร็ว เช่น กินปุ๊บก็หายปวดปั๊บและที่สำคัญยาเหล่านี้มีราคาถูก หาซื้อกินเองได้ง่าย ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่าโรคหายและไม่ยอมไปพบแพทย์แต่เมื่อโรคก็เป็นมากขึ้น ยาก็ใช้ไม่ได้ผล เมื่อไปพบแพทย์อาการก็หนักมากและมีโรคที่เกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของยาสเตียรอยด์ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และ ผลการรักษาก็ไม่ค่อยดี

ข้อสังเกตว่ายาที่รับประทานอยู่อาจเป็นยาสเตียรอยด์:

· ทำให้อาการปวดเมื่อยหายอย่างรวดเร็ว รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว นอนหลับได้ดี

· เจริญอาหารมากขึ้น เห็นอะไรก็รู้สึกอร่อยไปหมดรับประทานอาหารได้เยอะขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

· เมื่อใช้ยานาน ๆ แล้วรู้สึกว่า หน้าบวมกลมหน้าแดง ผิวหน้าบางมองเห็นเส้นเลือดฝอย ขนและหนวดเยอะขึ้น ตัวอ้วนกลม แต่ แขนขาเล็กบริเวณต้นคอมีก้อนเนื้อนูน(โหนก)

ผลข้างเคียง :

พิษในระยะสั้น : หน้าบวม มีหนวดขึ้น เป็นสิว น้ำหนักเพิ่ม เลือดออกในกระเพาะอาหารน้ำตาลในเลือดสูง(โรคเบาหวาน) ความดันโลหิตสูง ภูมิคุ้มกันต่ำทำให้ติดเชื้อได้ง่ายติดเชื้อเรื้อรังหรือรุนแรง แผลหายช้า

พิษในระยะยาว (ใช้ติดต่อกันนาน): กระดูกพรุน กระดูกหักง่าย หัวกระดูกสะโพกขาดเลือด ผิวหนังบาง เลือดออกไต้ผิวหนัง(รอยจ้ำเขียว)หน้าบวม ลำตัวบวมทำให้เห็นว่าตัวอ้วนกลมแต่แขนขาลีบ โรคจิตประสาทตาเป็นต้อกระจกหรือต้อหิน ต่อมหมวกไตฝ่อ อาจทำให้เสียชีวิตได้


ข้อควรระวัง:

1. ควรใช้เท่าที่จำเป็น อย่าพร่ำเพรื่ออย่าใช้เป็นยาลดไข้แก้ปวด หรือแก้อักเสบ โดยที่ยังไม่ทราบสาเหตุ

2. ถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็ควรใช้ในปริมาณน้อยที่สุด และในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

3. ควรรับประทานยาลดกรด ควบคู่ด้วยทุกครั้งเพื่อป้องกันการระคายกระเพาะ

4. ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันนาน ต้องค่อย ๆลดขนาดของยาลงทีละน้อย เพื่อให้ต่อมหมวกไตฟื้นตัวขึ้นหากหยุดยาทันทีอาจเกิดอันตรายถึงตาย ผู้ที่ติดยาชุดหรือยาลูกกลอนสมุนไพร(ที่เข้าสเตียรอยด์) เมื่อต้องการจะเลิกยาควรปรึกษาแพทย์ เพื่อปรับยา

5. ควรระวังในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ไตวายความดันโลหิตสูง เบาหวาน กระดูกผุ ผู้ที่เคยมีประวัติวัณโรค




..................................

เครือข่ายรณรงค์การใช้สเตียรอยด์ให้ปลอดภัยและเหมาะสม

//www.steroidsocial.org/index.php

รู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ใดมีสเตียรอยด์

//www.steroidsocial.org/steroid5.html

1. การตรวจโดยใช้เครื่องมือตรวจด้วยตนเอง

หากเราสงสัยว่ายาหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพที่ใช้อยู่นั้นมีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือไม่เราสามารถทดสอบได้ด้วยชุดตรวจสอบสเตียรอยด์เบื้องต้น (Steroid test kit อ่านว่า สเตียรอยด์-เทส-คิท หรือเรียกสั้นๆ ว่า เทสคิท)ที่มีใช้แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันคือชุดตรวจสอบสเตียรอยด์เบื้องต้นของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งเราสามารถใช้ทดสอบได้ว่ายาหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพที่สงสัยนั้นมีส่วนผสมของสารสเตรียรอยด์หรือไม่หรือหากพบอาการผิดปกติใกล้เคียงกับการได้รับยาสเตียรอยด์นานๆให้ส่งตัวอย่างตรวจที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เขตหรือ โรงพยาบาลชุมชน (รพช.)

2 . การส่งตรวจ

ชุดตรวจสอบ สเตียรอยด์เบื้องต้น(เทสคิท)เป็นชุดตรวจสอบที่ทำให้เราทราบว่าตัวอย่างที่นำมาตรวจสอบมีสเตียรอยด์หรือไม่แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าสเตียรอยด์ที่ปลอมปนนั้นเป็นสเตียรอยด์ชนิดเดกซาเมธาโซนหรือเพรดนิโซโลนและไม่สามารถบอกได้ว่าสเตียรอยด์ที่ปลอมปนนั้นมีปริมาณเท่าไหร่หากเราต้องการทราบชนิดของสเตียรอยด์หรือปริมาณสเตียรอยด์ที่ปลอมปนอยู่เราจำเป็นจะต้องส่งตัวอย่างยาหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพที่สงสัยไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด

โดยทั่วไปสามารถส่งตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ได้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 14 แห่งกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศในการส่งตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการนั้นผู้ประสงค์ที่จะส่งตรวจวิเคราะห์ ตัวอย่างยาหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพที่สงสัยต้องเตรียมตัวอย่างให้ได้จำนวนหรือปริมาณตามที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์กำหนด เช่นการส่งตรวจวิเคราะห์เพื่อหาชนิดของสเตียรอยด์ที่ปนเปื้อนในยาแผนโบราณหากเป็นชนิดเม็ดหรือแคปซูลต้องเตรียมตัวอย่างไม่น้อยกว่า 5 เม็ดหรือแคปซูลหากเป็นชนิดผงต้องไม่น้อยกว่า 20 กรัมหากเป็นชนิดน้ำต้องไม่น้อยกว่า 120 มิลลิลิตร

โดยในการส่งตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์สามารถส่งได้ด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ก็ได้อย่างไรก็ตามก่อนส่งตรวจตัวอย่างยาวิเคราะห์ ควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เช่นการเตรียมตัวอย่าง การนำส่งตัวอย่าง ค่าบริการในการตรวจวิเคราะห์การรับฟังผลวิเคราะห์


ชุดทดสอบสเตอรอยด์ ( Steroids Test Kit )

เป็นชุดตรวจสอบที่เหมาะสมมีความถูกต้องและรวดเร็ว ในการตรวจหาสารคอร์ติโคสเตอรอยด์ในยาแผนโบราณ ซึ่งบุคลากรของหน่วยงานอื่นๆที่รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศสามารถนำไปใช้ตรวจสอบได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภคปราบปราม ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย และเพื่อใช้ประโยชน์ในการวินิจฉัยบำบัดรักษาผู้ป่วยที่รับประทานยาแผนโบราณซึ่งผสมสเตอรอยด์ดังกล่าว

ศูนย์ชุดทดสอบและผลิตภัณฑ์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทรศัพท์ 0-2951-0000 ต่อ 98450

ร้านค้าสวัสดิการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข โทร : 02-951-0000 # 98463 ,02-9659745

//www.dmsc.moph.go.th/bkm/product_cate.php?cid=2

ศูนย์วิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลตั้งอยู่ ชั้น 5 อาคารราชรัตน์ โทร 02-3544320หรือ 02-644-8678-91 ต่อ 5538 ได้ในวันและเวลาราชการ

//www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/228/ตรวจสเตียรอยด์ปนปลอมในผลิตภัณฑ์สมุนไพร…ไม่ยากอย่างที่คิด/

บริษัทโรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพีจำกัด ติดต่อ ผู้จัดการ เจนวิทย์ 089-163-5905

//www.jsppharma.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538771734&Ntype=12

//www.progress-supply.com/product/3/ชุดทดสอบสเตรียรอยด์ในยาแผนโบราณ-1-ตย

//www.nanasupplier.com/tag/47402

//www.sansabaytwelve.com/f023.php





 

Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2551   
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 21:47:36 น.   
Counter : 662 Pageviews.  

1  2  3  4  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]