Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ยาสเตียรอยด์ , สเตอรอยด์






ยาสเตียรอยด์ , สเตอรอยด์

ยาสเตียรอยด์ (สเตอรอยด์) นำมาใช้เป็นยาต้านอักเสบ รักษาอาการแพ้ชนิดรุนแรงหรือเรื้อรังเช่น หอบหืด แพ้ยา ข้ออักเสบรูมาทอยด์หรือกลุ่มโรคภูมิแพ้ตนเอง (ปฏิกิริยาภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อตัวเอง) เช่นโรคไตเนโฟรติก เอสแอลอี(โรคพุ่มพวง) หน้าเบี้ยวจากเส้นประสาทอักเสบอัณฑะอักเสบจากคางทูม เป็นต้น ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์ในการรักษาแต่เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จึงควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ยาชุด/ยาลูกกลอน มักมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ เพราะเมื่อกินเข้าไปก็จะเห็นผลเร็ว เช่น กินปุ๊บก็หายปวดปั๊บและที่สำคัญยาเหล่านี้มีราคาถูก หาซื้อกินเองได้ง่าย ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่าโรคหายและไม่ยอมไปพบแพทย์แต่เมื่อโรคก็เป็นมากขึ้น ยาก็ใช้ไม่ได้ผล เมื่อไปพบแพทย์อาการก็หนักมากและมีโรคที่เกิดขึ้นจากผลข้างเคียงของยาสเตียรอยด์ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และ ผลการรักษาก็ไม่ค่อยดี

ข้อสังเกตว่ายาที่รับประทานอยู่อาจเป็นยาสเตียรอยด์:

· ทำให้อาการปวดเมื่อยหายอย่างรวดเร็ว รู้สึกสบายเนื้อสบายตัว นอนหลับได้ดี

· เจริญอาหารมากขึ้น เห็นอะไรก็รู้สึกอร่อยไปหมดรับประทานอาหารได้เยอะขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

· เมื่อใช้ยานาน ๆ แล้วรู้สึกว่า หน้าบวมกลมหน้าแดง ผิวหน้าบางมองเห็นเส้นเลือดฝอย ขนและหนวดเยอะขึ้น ตัวอ้วนกลม แต่ แขนขาเล็กบริเวณต้นคอมีก้อนเนื้อนูน(โหนก)

ผลข้างเคียง :

พิษในระยะสั้น : หน้าบวม มีหนวดขึ้น เป็นสิว น้ำหนักเพิ่ม เลือดออกในกระเพาะอาหารน้ำตาลในเลือดสูง(โรคเบาหวาน) ความดันโลหิตสูง ภูมิคุ้มกันต่ำทำให้ติดเชื้อได้ง่ายติดเชื้อเรื้อรังหรือรุนแรง แผลหายช้า

พิษในระยะยาว (ใช้ติดต่อกันนาน): กระดูกพรุน กระดูกหักง่าย หัวกระดูกสะโพกขาดเลือด ผิวหนังบาง เลือดออกไต้ผิวหนัง(รอยจ้ำเขียว)หน้าบวม ลำตัวบวมทำให้เห็นว่าตัวอ้วนกลมแต่แขนขาลีบ โรคจิตประสาทตาเป็นต้อกระจกหรือต้อหิน ต่อมหมวกไตฝ่อ อาจทำให้เสียชีวิตได้


ข้อควรระวัง:

1. ควรใช้เท่าที่จำเป็น อย่าพร่ำเพรื่ออย่าใช้เป็นยาลดไข้แก้ปวด หรือแก้อักเสบ โดยที่ยังไม่ทราบสาเหตุ

2. ถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็ควรใช้ในปริมาณน้อยที่สุด และในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

3. ควรรับประทานยาลดกรด ควบคู่ด้วยทุกครั้งเพื่อป้องกันการระคายกระเพาะ

4. ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันนาน ต้องค่อย ๆลดขนาดของยาลงทีละน้อย เพื่อให้ต่อมหมวกไตฟื้นตัวขึ้นหากหยุดยาทันทีอาจเกิดอันตรายถึงตาย ผู้ที่ติดยาชุดหรือยาลูกกลอนสมุนไพร(ที่เข้าสเตียรอยด์) เมื่อต้องการจะเลิกยาควรปรึกษาแพทย์ เพื่อปรับยา

5. ควรระวังในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว ไตวายความดันโลหิตสูง เบาหวาน กระดูกผุ ผู้ที่เคยมีประวัติวัณโรค




..................................

เครือข่ายรณรงค์การใช้สเตียรอยด์ให้ปลอดภัยและเหมาะสม

//www.steroidsocial.org/index.php

รู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ใดมีสเตียรอยด์

//www.steroidsocial.org/steroid5.html

1. การตรวจโดยใช้เครื่องมือตรวจด้วยตนเอง

หากเราสงสัยว่ายาหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพที่ใช้อยู่นั้นมีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือไม่เราสามารถทดสอบได้ด้วยชุดตรวจสอบสเตียรอยด์เบื้องต้น (Steroid test kit อ่านว่า สเตียรอยด์-เทส-คิท หรือเรียกสั้นๆ ว่า เทสคิท)ที่มีใช้แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันคือชุดตรวจสอบสเตียรอยด์เบื้องต้นของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งเราสามารถใช้ทดสอบได้ว่ายาหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพที่สงสัยนั้นมีส่วนผสมของสารสเตรียรอยด์หรือไม่หรือหากพบอาการผิดปกติใกล้เคียงกับการได้รับยาสเตียรอยด์นานๆให้ส่งตัวอย่างตรวจที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เขตหรือ โรงพยาบาลชุมชน (รพช.)

2 . การส่งตรวจ

ชุดตรวจสอบ สเตียรอยด์เบื้องต้น(เทสคิท)เป็นชุดตรวจสอบที่ทำให้เราทราบว่าตัวอย่างที่นำมาตรวจสอบมีสเตียรอยด์หรือไม่แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าสเตียรอยด์ที่ปลอมปนนั้นเป็นสเตียรอยด์ชนิดเดกซาเมธาโซนหรือเพรดนิโซโลนและไม่สามารถบอกได้ว่าสเตียรอยด์ที่ปลอมปนนั้นมีปริมาณเท่าไหร่หากเราต้องการทราบชนิดของสเตียรอยด์หรือปริมาณสเตียรอยด์ที่ปลอมปนอยู่เราจำเป็นจะต้องส่งตัวอย่างยาหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพที่สงสัยไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด

โดยทั่วไปสามารถส่งตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ได้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 14 แห่งกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศในการส่งตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการนั้นผู้ประสงค์ที่จะส่งตรวจวิเคราะห์ ตัวอย่างยาหรืออาหารเสริมบำรุงสุขภาพที่สงสัยต้องเตรียมตัวอย่างให้ได้จำนวนหรือปริมาณตามที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์กำหนด เช่นการส่งตรวจวิเคราะห์เพื่อหาชนิดของสเตียรอยด์ที่ปนเปื้อนในยาแผนโบราณหากเป็นชนิดเม็ดหรือแคปซูลต้องเตรียมตัวอย่างไม่น้อยกว่า 5 เม็ดหรือแคปซูลหากเป็นชนิดผงต้องไม่น้อยกว่า 20 กรัมหากเป็นชนิดน้ำต้องไม่น้อยกว่า 120 มิลลิลิตร

โดยในการส่งตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์สามารถส่งได้ด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ก็ได้อย่างไรก็ตามก่อนส่งตรวจตัวอย่างยาวิเคราะห์ ควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เช่นการเตรียมตัวอย่าง การนำส่งตัวอย่าง ค่าบริการในการตรวจวิเคราะห์การรับฟังผลวิเคราะห์


ชุดทดสอบสเตอรอยด์ ( Steroids Test Kit )

เป็นชุดตรวจสอบที่เหมาะสมมีความถูกต้องและรวดเร็ว ในการตรวจหาสารคอร์ติโคสเตอรอยด์ในยาแผนโบราณ ซึ่งบุคลากรของหน่วยงานอื่นๆที่รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศสามารถนำไปใช้ตรวจสอบได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภคปราบปราม ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย และเพื่อใช้ประโยชน์ในการวินิจฉัยบำบัดรักษาผู้ป่วยที่รับประทานยาแผนโบราณซึ่งผสมสเตอรอยด์ดังกล่าว

ศูนย์ชุดทดสอบและผลิตภัณฑ์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทรศัพท์ 0-2951-0000 ต่อ 98450

ร้านค้าสวัสดิการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข โทร : 02-951-0000 # 98463 ,02-9659745

//www.dmsc.moph.go.th/bkm/product_cate.php?cid=2

ศูนย์วิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลตั้งอยู่ ชั้น 5 อาคารราชรัตน์ โทร 02-3544320หรือ 02-644-8678-91 ต่อ 5538 ได้ในวันและเวลาราชการ

//www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/228/ตรวจสเตียรอยด์ปนปลอมในผลิตภัณฑ์สมุนไพร…ไม่ยากอย่างที่คิด/

บริษัทโรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพีจำกัด ติดต่อ ผู้จัดการ เจนวิทย์ 089-163-5905

//www.jsppharma.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538771734&Ntype=12

//www.progress-supply.com/product/3/ชุดทดสอบสเตรียรอยด์ในยาแผนโบราณ-1-ตย

//www.nanasupplier.com/tag/47402

//www.sansabaytwelve.com/f023.php





Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 21:47:36 น. 8 comments
Counter : 662 Pageviews.  

 
ลูกพี่ลูกน้องโดนหลอกให้กินไปเยอะมากๆ จนตัวบวมเลย แล้วก็ต้องหยุดกินใช่ไม๊คะ ถึงจะหายบวม


โดย: - in the deepest mist - วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:20:34:53 น.  

 

ต้องหยุดครับ .. แต่ในผู้ที่กินมานาน ๆ อาจต้องค่อย ๆ ปรับลดยาลง ไม่งั้นอาจเกิดผลแทรกซ้อนได้ ..

ต้องไปพบแพทย์ ครับ ...


โดย: หมอหมู วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:18:06:00 น.  

 
ขออนุญาตินำข้อมูลเรื่องสารสเตอรอยเป็น Link ที่บล็อคนะคะ...


ขอบคุณมากค่ะ


โดย: นางฟ้าอรชร วันที่: 4 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:13:07:36 น.  

 
ชุดชดสอบนี้ประชาชนทั่วไปซื้อได้ไหมครับ


โดย: Neomaster วันที่: 14 มกราคม 2555 เวลา:6:20:30 น.  

 

ซื้อได้ครับ ..

ผมเคยซื้อที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แต่ ตอนนี้ ผมไม่แน่ใจว่า ตอนนี้ ยังมีจำหน่ายอยู่หรือเปล่า .. ก็ลองติดต่อดูนะครับ


โดย: หมอหมู วันที่: 14 มกราคม 2555 เวลา:15:38:08 น.  

 
กฎหมายผลิตภัณฑ์สุขภาพและกฎหมายด้านสุขภาพ
https://www.facebook.com/healthlawdatabase/photos/a.525224004270254.1073741837.180278952098096/768600013265984/?type=3

กำหนดการทำบัญชีและรายงานยาเดกซาเมทาโซน (Dexsamethasone) และยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) และเกลือของยาดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่รวมถึงยาใช้ภายนอกและยาใช้เฉพาะที่

วันนี้ (3 พฤศจิกายน 2558) มีประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง กำหนดให้ยาเดกซาเมทาโซน (Dexsamethasone) และยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) และเกลือของยาดังกล่าวเป็นยาที่ต้องรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป

เหตุผลซึ่งเป็นที่มาของประกาศฉบับนี้ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดของสารคอร์ติโคสเตอรอยด์ (Corticosteroid) ในประเทศไทย โดยเฉพาะยาเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) และยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) ซึ่งมีการปลอมปนในผลิตภัณฑ์สุขภาพรูปแบบต่างๆ อันก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงของประเทศ สมควรต้องกำกับดูแลการกระจายของยา ดังกล่าวให้ครบวงจร

ประกาศนี้กำหนดให้ยาเดกซาเมทาโซน (Dexsamethasone) และยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) และเกลือของยาดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่รวมถึงยาใช้ภายนอกและยาใช้เฉพาะที่ ต้องทำบัญชีและรายงานดังต่อไปนี้

- กรณีผู้รับอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบัน ที่ผลิตยาสำเร็จรูป ทำบัญชีรายชื่อวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาตามแบบ ผ.ย.4 ทุก 4 เดือน และทำรายงานการขายส่งยาดังกล่าวตามแบบ ข.ย.13 ทุก 4 เดือน และส่งแบบ ข.ย.13 ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนด 4 เดือน

- ผู้รับอนุญาตนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักร ทำบัญชีรายชื่อยาที่นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรตามแบบ น.ย.4 ทุก 4 เดือน และจัดทำรายงานการขายส่งยาดังกล่าวตามแบบ ข.ย.13 ทุก 4 เดือน และส่งแบบ ข.ย.13 ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนด 4 เดือน

- ผู้รับอนุญาตขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะที่เป็นขายส่งและผู้รับอนุญาตขายส่งยาแผนปัจจุบัน ต้องจัดทำรายงานตามแบบ ข.ย.13 ทุก 4 เดือน ทั้งนี้ ไม่รวมยาใช้ภายนอกและยาใช้เฉพาะที่ และส่งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนด 4 เดือน (หมายความว่า เพิ่มเติมให้ทำรายงาน ข.ย.13 กรณียาเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) และยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) ซึ่งเป็นยาควบคุมพิเศษ)

- เภสัชเคมีภัณฑ์ ให้ผู้รับอนุญาตผลิต ขาย นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรจัดทำรายงานการขายเภสัชเคมีภัณฑ์หรือเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป ตามแบบ ภ.ค.3 ทุก 4 เดือน และส่งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนด 4 เดือน

ที่มา: ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง กำหนดให้ยาเดกซาเมทาโซน (Dexsamethasone) และยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) และเกลือของยาดังกล่าวเป็นยาที่ต้องรายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. //www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/279/18.PDF


โดย: หมอหมู วันที่: 4 พฤศจิกายน 2558 เวลา:15:36:53 น.  

 
ต้องรู้จักสเตียรอยด์ให้ดี ช็อกถึงตายได้จากยาผีบอก สมุนไพร
ศ นพธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
https://www.facebook.com/thiravat.h/posts/1181742678525951

“สเตียรอยด์” เป็นฮอร์โมนธรรมชาติของมนุษย์ สั่งงานจากสมองส่วนกลางลงมายังต่อมใต้สมอง ควบคุมต่อมหมวกไตให้ผลิตในปริมาณพอเหมาะ ควบคุมความสมดุลของร่างกาย เมื่อมีภาวะเครียดทางกาย ใจ

ยกตัวอย่างเช่นมีภาวะวิกฤติฉุกเฉิน มีการติดเชื้อ ร่างกายจะสร้างสเตียรอยด์ในปริมาณที่สูงขึ้นหลายเท่าเพื่อพยุงชีวิต และจำกัดการอักเสบให้ไม่รุนแรงเกินไป จะคอยควบคุมให้ร่างกายทนทาน คงความดันโลหิต คุมการอักเสบอยู่จนกระทั่งมีการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อโรค

จนเมื่อกลับเข้าเป็นภาวะปกติ ฮอร์โมนสเตียรอยด์ก็จะกลับเข้าที่เดิม และยังคุมปรับความสมดุลของร่างกาย ทั้งระดับภูมิคุ้มกัน และปรับระดับเกลือแร่ร่วมกับการทำงานของไต การที่เอามาใช้กิน ฉีดเป็นยาบรรเทาอาการทำให้ อาการปวดเจ็บที่เกิดจากการอักเสบ เช่น ปวดข้อเข่า ปวดเมื่อย หายเป็นปลิดทิ้ง....


จากการที่สเตียรอยด์สามารถลดอาการอักเสบ ปวด ลดไข้ได้ ทำให้มีการนำมาใช้กันผิดๆ อย่างแพร่หลายเพื่อให้หายเร็วทันใจไม่ว่าปวดเข่า ปวดข้อ ปวดเมื่อย ทั้งที่ใช้เดี่ยวๆ หรือไปผสมกับยาแก้ปวดอื่นๆ เป็นยาชุด เช่น NSAID (เอนเสด ยกตัวอย่าง ยา voltaren brufen) เป็นต้น ทำให้มีผลข้างเคียงมหาศาล กระเพาะตกเลือด กระเพาะทะลุ เป็นโรคไตวาย

ในทางการแพทย์ สเตียรอยด์เป็นยาช่วยชีวิต มีประโยชน์ในการรักษาควบคุมโรค การอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้และแพ้ภูมิตัวเอง เช่น โรคพุ่มพวง หรือโรค SLE ที่ระบบภูมิคุ้มกันวิปริต แทนที่จะไปสู้กับเชื้อโรคกลับทำลายร่างกายตนเอง หัวจดเท้า ผมร่วง ผื่นขึ้น หัวใจ ปอด ตับ ไต อักเสบ ข้อบวม และยังใช้ในอีกหลายโรคที่มีการอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ อย่างโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

แต่ทั้งนี้ การใช้ต้องอยู่ในการควบคุมอย่างระมัดระวังทั้งขนาด วิธีใช้ ระยะเวลา รวมทั้งต้องทราบผลข้างเคียงแทรกซ้อน อาจระคายกระเพาะ หน้าอ้วนอูม คอเป็นหนอก สิว นอนไม่หลับ แต่ทั้งนี้ต้องชั่งประโยชน์และโทษ คือต้องมากกว่าผลข้างเคียง ซึ่งเมื่อค่อยๆ หยุดยาลงทีละน้อย ผลข้างเคียงเหล่านี้ก็จะค่อยๆสงบลง

ปัญหาสำคัญอยู่ที่การใช้สเตียรอยด์ในเวลานานๆเป็นหลายสัปดาห์ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระบบอัตโนมัติจากสมองส่งผ่านมาต่อมหมวกปรวนแปร ต่อมหมวกไตขี้เกียจ ร่างกายจะใช้แค่สเตียรอยด์ที่ได้จากการกินจากภายนอกเท่านั้น ซึ่งเมื่อหยุดกะทันหันจะเกิดอันตราย ความดันโลหิตตกจนอาจถึงช็อก หรือเมื่อมีภาวะฉุกเฉิน เช่น ติดเชื้อ เครียดทางกาย ซึ่งขณะนี้ร่างกายต้องการระดับสเตียรอยด์สูงขึ้นอีกหลายเท่าจากปกติ เพื่อให้คงชีวิตอยู่ได้ กลับไม่เป็นดังที่ควรจะเป็น ดังนั้นคนไข้ที่ได้รับสเตียรอยด์อยู่แล้วจากแพทย์ในการรักษาโรค เมื่อเกิดเหตุวิกฤติฉุกเฉิน แพทย์จะทำการปรับระดับเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม

ที่เป็นวิกฤติระดับชาติ ภูมิภาคและประเทศเพื่อนบ้านเราขณะนี้ และเป็นมาเนิ่นนานหลายสิบปี จนมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การที่เอาสเตียรอยด์จะด้วยจงใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ปนใส่ในยาชุดแก้ไข้ แก้ปวด แก้อักเสบ หรือในรูปแบบของอาหารเสริม สมุนไพร ซึ่งแท้จริงมีฤทธิ์เป็นสเตียรอยด์ ทั้งนี้จะเห็นผลมหัศจรรย์ทันที หายป่วย หายเมื่อย หายไข้ แต่ถ้าไข้นั้นเกิดจากโรคติดเชื้อ อาการจะดีขึ้นพักเดียว และเชื้อโรคจะแพร่จำนวนลุกลามเข้าอวัยวะ เข้ากระแสเลือดจนเสียชีวิตได้

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในการใช้ระยะยาวเป็นสัปดาห์หรือเดือนอย่างต่อเนื่อง จะกดการทำงานตามธรรมชาติที่ให้มีระดับสูงต่ำตามภาวะความจำเป็น เมื่อเกิดมีภาวะฉุกเฉินเช่นโรคหัวใจ โรคติดเชื้อนิดๆหน่อยๆที่แม้ไม่รุนแรงนัก จะทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำจน ถึงช็อก (adrenal crisis) แม้ว่าทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะมีประกาศอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพวกหมอเราเองจะตระหนักในภาวะนี้แล้วก็ตาม แต่ในโรงพยาบาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงพยาบาลเดียวใน 2 ปี (2013-2014) มีผู้ป่วยช็อกจากสาเหตุนี้ซึ่งพิสูจน์ยืนยันแล้วมากกว่า 80 ราย (วารสาร Tropical Doctor) และอาจจะมีจำนวนมากกว่านี้ เพราะถ้าโรคติดเชื้อมีความร้ายกาจอยู่แล้ว อาการช็อกจากภาวะสเตียรอยด์มีไม่พอ บวกกับช็อกจากติดเชื้อจะทำให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก จากที่หมอคุยกับรุ่นน้องๆในอีกจังหวัดหนึ่งทางอีสานในเดือนกันยายนปีนี้ ก็เจอสภาพเช่นนี้เหมือนกัน

จากการสำรวจในโครงการแกนนำนักวิจัยอาชีพของเรา ซึ่งหมอดื้อเป็นหัวหน้าโครงการ ใช้ทุนจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พบว่า ผู้ป่วยช็อกเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีหน้าบวม อ้วน น้ำตาลต่ำในเลือด เกลือแร่แปรปรวน หรือมีเม็ดเลือดขาวบางชนิด (eosinophil) ขึ้น ดังที่ปรากฏเหมือนในตำรา อาจเป็นเพราะได้สารสเตียรอยด์จำนวนพอประมาณติดต่อกันเนิ่นนาน แต่แน่นอนทำให้ต่อมหมวกไตไม่ทำงาน และ ไม่ยอม “ช่วยชีวิต” เราในภาวะวิกฤติ

หมอขอร้องให้พวกเราบุคลากรสาธารณสุขช่วยกันสอดส่อง และห้ามปรามการใช้ “ยาผีบอก” หรือ “สมุนไพร” ที่อาจมีสเตียรอยด์ปนเปื้อนเหล่านี้ และตระหนักว่าภาวะช็อกอาจเกิดจากการได้ยาผีบอก ยาชุด ที่กดการทำงานของต่อมหมวกไต จะได้ให้การรักษาได้ทันท่วงที

ขอร้องให้ สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์ ขยายผลที่ได้จากการสำรวจวิจัยเล็กๆของเรารวมทั้งรายงานมากมายหลายชิ้นที่พี่ๆน้องๆหมอในประเทศรายงานเอาไว้ไปร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ปลุกระดมขจัดล้างยาพิษเหล่านี้

อย่าไปแคร์ว่างานวิจัยต้องตีพิมพ์ระดับโลก องค์กรต้องติดอันดับนานาชาติ งานที่ตอกย้ำเพื่อช่วยชีวิตและสุขภาพควรมาก่อน

ลองนึกภาพนะครับถ้าคนไทยเกือบครึ่งประเทศต่อมหมวกไตฝ่อไม่ทำงาน เวลามีเชื้อโรคแม้ไม่ดุเดือดเข้ามา กลับต้องเข้าโรงพยาบาลเสียชีวิตทั้งๆที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เหมือนอย่างที่เคยพูดก่อนหน้าครับ ขอร้องให้กระทรวง สำนัก ขยับเป็นระบบเถิดครับ จะให้หมอไหว้ก็ยอม.

หมอดื้อ


สเตียรอยด์มีคุณ ถึงตายถ้าใช้มั่ว
หมอดื้อ
//thairath.co.th/content/531358


โดย: หมอหมู วันที่: 30 เมษายน 2559 เวลา:15:17:18 น.  

 
สุภนัย ประเสริฐสุข: วิกฤต ‘สเตียรอยด์’ รั่วไหลนอกระบบ-ใช้ยาไม่เหมาะสม 40 ปีไม่เปลี่ยนแปลง
https://www.hfocus.org/content/2016/12/13188
Sat, 2016-12-24 08:17 -- hfocus
สุภนัย ประเสริฐสุข

“…. ยาชายแดน ไม่ใช่เรื่องของคนชายขอบพื้นที่ชายแดนแต่เพียงอย่างเดียว ยาที่เป็นปัญหาเหล่านี้ถูกลักลอบขนข้ามแดนมา และกำลังคืบคลานเข้ามาถึงชุมชน กลางหมู่บ้านในเขตเมือง ….”

เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2559 ได้ทราบข่าวการลักลอบขนยาสเตียรอยด์ข้ามชายแดน สปป.ลาวจำนวน 170,000 เม็ด จากเครือข่ายเภสัชกรชายแดนซึ่งร่วมกันทำงานดักจับปัญหาและแจ้งเตือนภัยภายหลังที่ศุลกากรได้สกัดจับช่วงกลางดึกของวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่าเป็น สเตียรอยด์และยาแก้ปวดจากประเทศจีน ลักลอบนำเข้ามาเพื่อไปขายต่อและจัดเป็นยาชุดแก้ปวด “หมอทหาร” ที่กำลังระบาดในหลายพื้นที่

สเตียรอยด์จากจีนตัวนี้พบว่ามีการระบาดหนักมากตามแนวตะเข็บชายแดนโดยพบในพื้นที่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเริ่มพบยาเหล่านี้แล้วในกลางเมือง จ.ศรีสะเกษ เชียงราย และตราด

ขณะที่เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2559 กรมอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข สปป.ลาวได้ประกาศให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศเร่งกวดขันเฝ้าระวังที่มาและการกระจายยาสเตียรอยด์ที่ลักลอบข้ามแดนมาจากประเทศไทย ในข้อมูลปรากฏภาพกระปุกยาสเตียรอยด์ฉลากภาษาไทย แต่ไม่มีแหล่งผลิตและเลขทะเบียนยา เป็นสเตียรอยด์ใต้ดินตัวเดียวกับที่เป็นปัญหาระบาดอยู่ในประเทศไทย !! ยาตัวนี้เป็นที่นิยมมากขนาดนั้นเลยหรือจึงต้องมีการลักลอบขนข้ามแดนไปมาแบบนี้?

ยาวนานกว่า 40 ปีแล้วที่สุขภาพของคนไทย ถูกคุกคามด้วยยาที่มีการนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (เดกซาเมทาโซนและเพรดนิโซโลน) เมื่อปี 2519 สำลี ใจดี และคณะได้ระบุถึงสภาพปัญหาจากการใช้ยาของประชาชนว่ามีความนิยมนำยากลุ่มยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์รวมถึงกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์มาใช้โดยที่ขาดความรู้อย่างเพียงพอ ซึ่งพฤติกรรมการใช้ยาลักษณะนี้ได้สร้างผลกระทบต่อสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องทั้งโดยความตั้งใจรู้ไม่เท่าไม่ถึงการณ์และถูกหลอกลวงให้ใช้โดยไม่รู้ตัว

สังคมไทยได้ผ่านการทำความเข้าใจ เรียนรู้และผลิตสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน ทั้งการอบรมให้ความรู้ การรณรงค์สร้างความตระหนัก การปราบปรามบังคับใช้กฎหมาย รวมไปถึงการแสวงหาสิ่งทดแทนการใช้ยาที่มีอันตรายดังกล่าว ซึ่งดูเหมือนว่าน่าจะมีหนทางช่วยลดความรุนแรงของปัญหาให้บรรเทาลงได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในพื้นที่ไม่เป็นเช่นนั้น เรายังคงพบผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะการใช้สเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีผู้ป่วยต้องมีสุขภาพทรุดโทรมลงเพราะผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างไปจากอดีต

เมื่อปัญหาเดิมยังยืดเยื้อ ไม่สามารถบรรเทาความรุนแรงลงได้ กลับพบว่ามีความยุ่งเหยิงมากยิ่งขึ้นเมื่อ ยาสเตียรอยด์ถูกตรวจสอบพบในยาน้ำแผนโบราณ เครื่องดื่มน้ำสมุนไพร ครีมหน้าขาวผิวขาว กลายเป็นว่าซึ่งผู้ใช้ยาและผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกหลอกลวงให้ใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยไม่รู้ตัวและไม่มีสิทธิ์เลือก การปลอมปนลงไปผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้ ก็เพื่อเร่งผลหรือบดบังอาการเจ็บป่วย ให้ดูเหมือนว่ายาแรงดีมีประสิทธิภาพเห็นผลรวดเร็ว ขณะที่ผลข้างเคียงได้สร้างภัยร้ายต่อสุขภาพอย่างเงียบๆ

ผู้ป่วยที่ใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องนานๆ จนถึงขั้นมีอาการแสดงลักษณะ หน้าบวม หลังมีหนอก กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรงและลีบ ผิวหนังแตกลายสีชมพูม่วงคล้ำ หรือทางการแพทย์เรียกอาการ Cushing's syndrome นั้น พบว่ามีโอกาสเกิดสภาวะที่ต่อมหมวกไตไม่สามารถทำงานได้สูงกว่าภาวะปกติ อีกทั้งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเลือดออกในระบบทางเดินอาหารมากกว่าผู้ป่วยไม่ใช้สเตียรอยด์

ขณะที่ค่าใช้จ่ายต้นทุนในการรักษาพบว่า มีระยะเวลาเฉลี่ยต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 7.67 วันซึ่งนานกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่นถึง 2.19 วัน คิดเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 4,455 บาทต่อวัน[1] ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเกินจำเป็น นอกจากนี้ยังพบค่าใช้จ่ายแฝงอันเกิดจากการภาระงานที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องดำเนินการดูแลและแก้ไขปัญหาจากการที่ผู้บริโภคใช้สเตียรอยด์อย่างไม่เหมาะสมอีกด้วย

สถานการณ์ปัญหาสเตียรอยด์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานและไม่มีท่าทีว่าจะลดความรุนแรงลงนั้น ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือการรั่วไหลสเตียรอยด์ออกนอกระบบการควบคุมกำกับ ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยารายงานว่าปริมาณที่มีการผลิตและนำเข้ายาสำเร็จรูประหว่างปี 2551 – 2555 พบว่า Dexamethasone มีการผลิตนำเข้าจำนวนโดยเฉลี่ย 430 ล้านเม็ดนั้น มีการกระจายไปยังบริษัทยามากถึงร้อยละ 91.05 ขณะที่กระจายไปยังโรงพยาบาลเพียงร้อยละ 0.87 เท่านั้น[2]

นั่นหมายถึงสเตียรอยด์ในระบบที่รัฐสามารถควบคุมกำกับดูแลได้นั้นไหลเวียนอยู่นอกโรงพยาบาลเป็นหลัก ขณะที่ระบบ FDA Reporter ของหน่วยงานที่ใช้ตรวจสอบดักจับปัญหาก็ยังทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ยาที่มีความเป็นพิษสูงนี้จึงมีโอกาสรั่วไหลออกนอกระบบสูงมาก

เมื่อปลายปี 2557 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ร่วมกันทลายแหล่งกระจายยารายใหญ่แห่งหนึ่ง พบสเตียรอยด์จำนวนเกือบ 2,000,000 เม็ด โดยเป็นยาที่ลักลอบผลิต ไม่มีการขออนุญาตและไม่รายงานการผลิตไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เตรียมพร้อมกระจายขายให้รถเร่และจัดทำเป็นยาชุดขายในหมู่บ้าน เป็นสิ่งยืนยันว่าสเตียรอยด์ใต้ดินลักลอบผลิตนั้นมีอยู่จริง หาใช่มีเฉพาะสเตียรอยด์ในระบบเท่านั้นที่รั่วไหลออกไปจากระบบควบคุมกำกับ

โจทย์สำคัญคือเรายังไม่รู้ว่าสเตียรอยด์ที่แท้จริงมาจากที่ไหน มีกระบวนการกระจายรั่วไหลไปสู่ประชาชนได้อย่างไร ทั้งที่ยานี้ควรจะต้องอยู่ในการควบคุมการใช้โดยแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัยในการใช้ ภาณุโชติ ทองยัง ประธานชมรมเภสัชชนบท ได้ตั้งโจทย์ท้าทายว่า “.... สเตียรอยด์อยู่ดีๆ ไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า ต้องมีต้นทางที่มา ....”[3]

ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ได้สะท้อนมากพอจนแสดงให้เห็นว่า สเตียรอยด์ที่แท้จริงมาจากไหน ข้อมูลที่เรารับรู้ในปัจจุบันนี้ไม่แตกต่างจากจุดที่เคยยืนเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา ทุกคนรู้ว่ายาชุดสเตียรอยด์มาจากร้านขายของชำรวมถึงร้านขายยานั่นแหละขายสเตียรอยด์ให้ เพราะชาวบ้านไม่รู้จึงต้องใช้ยาชุด เพราะกินแล้วหายดีในเวลารวดเร็ว ไปทำงานต่อได้ ปากท้องคือสิ่งสำคัญมากกว่าความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในระยะยาว การแก้ปัญหาจึงวนเวียนอยู่ที่การอบรมให้ความรู้ การบังคับใช้กฎหมายเป็นครั้งคราวเมื่อเกิดปัญหาแล้วก็จบ

สถานการณ์ยาไม่เหมาะสมในปัจจุบันพบว่าเหตุการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต และทวีความรุนแรงซับซ้อนมากยิ่งขึ้น กลไกการจัดการปัญหาที่มีอยู่ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยาสเตียรอยด์ในระบบยังควบคุมไม่ได้ เกิดการรั่วไหลออกนอกระบบและถูกซ้ำเติมเพิ่มความยุ่งเหยิงด้วยยาข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

“… สังคมไทยตอนนี้เราพบว่ายาที่มีอันตรายไม่เหมาะสมในการใช้ประชาชนกลับเข้าถึงกันได้ง่ายมาก ขณะที่ยาจำเป็นพื้นฐานที่มีคุณภาพเรากลับพากันเข้าถึงได้ยาก....”

เราจำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือในการจัดการปัญหาสร้างเครือข่ายร่วมทำงาน มากกว่าล้อมรั้วแก้ปัญหาเฉพาะในบ้านใครบ้านมัน เพราะถ้าระบบบ้านใครอ่อนแอกว่าจะทำให้ที่นั่นกลายเป็นแหล่งรังสำหรับพัก/สร้าง/ผลิตสินค้าเหล่านี้แล้วลักลอบข้ามรั้วส่งให้เพื่อนบ้าน ไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งระบบอย่างได้ผลเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผู้เขียน: ภก.สุภนัย ประเสริฐสุข เภสัชกร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น / ผู้ประสานงานเครือข่ายจัดการปัญหาสเตียรอยด์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

[1] เพชรรัตน์ พงษ์เจริญสุข, กฤติยา ชื่นงูเหลือม, อัมรินทร์ ทักขิญเสถียร, รัชตะ รัชตะนาวิน. การศึกษาต้นทุนทางตรงจากการใช้ยาสเตยีรอยด์ โดยไม่มขี้อบ่งชี้ทางการแพทย์ในประเทศไทย. วารสารเภสัชกรรมโรงพยาบาล vol 17, supp. ( June 2007)

[2] เนาวรัตน์ ทิพย์อุทัย (2556).โครงการศึกษาความคิดเห็นต่อมาตรการการกำหนดรูปแบบหรือการแสดงสัญลักษณข์องยา steroid รูปแบบ รับประทาน: แผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ

[3] สเตียรอยด์’ดูดวิญญาณ. //www.waymagazine.org/report/สเตียรอยด์ดูดวิญญาน


โดย: หมอหมู วันที่: 20 มกราคม 2560 เวลา:20:40:29 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]