Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

" แพ้ยาชา " โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข





วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11155 มติชนรายวัน


"แพ้ยาชา"

โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข chanwaleesrisukho@hotmail.com



ยาชานั้นมีคุณูปการต่อวงการแพทย์อย่างมหาศาล ในสมัยโบราณที่การผ่าตัดต้องผ่าตัดสดๆ โดยไม่มียาชานั้น อาจทำให้คนไข้ทุกข์ทรมานหรือเจ็บปวดจนถึงกับเสียชีวิตได้ ยกเว้นจิตใจคนที่แข็งแกร่งมากๆ อย่างกวนอูที่หมอฮูโต๋ผ่าตัดแผลเกาทัณฑ์ที่ลึกถึงกระดูกให้สดๆ ขณะเล่นหมากรุก

ประวัติของยาชาเริ่มมาจากการค้นพบและนำมาใช้ของคาร์ล ลุดวิก ชไลค์ (Karl Ludwig Schleich) ในปี พ.ศ.2435 ปัจจุบันมียาชาหลายตัวที่นำมาใช้ในวงการแพทย์ ได้แก่ ไลโดเคน (lidocaine), บิวปิวาเคน (bupivacaine), คลอโรโปรเคน (chloroprocaine), เททระเคน (tetracaine), เมปิวาเคน (mepivacaine), เอติโดเคน (etidocaine) โดย ยาชาที่ใช้มากที่สุดน่าจะได้แก่ ไลโดเคน หรือมีชื่อทางการค้าว่า ไซโลเคน (Xylocaine)

ยาชานั้นนับว่าปลอดภัยพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม มีคนแพ้ยาชาจำนวน 1 คนต่อ 500-1,000 คนที่ใช้ยาชา

การแพ้ยาชานั้นมีอาการได้ตั้งแต่น้อยไปถึงมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการแพ้น้อยถึงปานกลาง ได้แก่ ปวดหัว มึนหัว คลื่นไส้ หูอื้อ หูได้ยินเสียงกริ่ง ตามัว หน้ามืด ไม่มีแรง กล้ามเนื้อบิดเกร็ง กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก รู้สึกขมปาก ลิ้นชา ริมฝีปากชา มือชา มือเย็น ตัวลอย ใจไม่ดี ใจสั่น กระสับกระส่าย

หากแพ้มากขึ้นไปอีก อาจมีอาการชักเกร็ง ไม่รู้สึกตัว หยุดหายใจ หัวใจแต่ช้า หัวใจหยุดเต้น หัวใจล้มเหลว เลือดเป็นกรด และเสียชีวิต

ยาชามีการใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย วันหนึ่งๆ น่าจะหลายหมื่นราย เพราะใช้ในการแพทย์ทุกแผนก เช่น

แผนกทันตกรรม ในกรณีถอนฟัน ผ่าตัดฟัน ฯลฯ

แผนกศัลยกรรม ล้างแผล เย็บแผล เจาะปอด เจาะตับ ผ่าตัดเล็กทุกชนิด เช่น ผ่าฝี ผ่าไฝ ผ่าก้อน จี้หูด ตัดหูด แม้แต่ผ่าตัดบางอย่างที่ไม่คิดว่าใช้เฉพาะยาชาเฉพาะที่ได้ เช่น ขยายเส้นเลือดหัวใจ ฯลฯ

แผนกศัลยกรรมตกแต่ง ทำตา ทำจมูก ดึงหน้า ดูดไขมัน ฯลฯ

แผนกกระดูกและข้อ ล้างแผลกระดูก ผ่าก้อนของข้อ จัดกระดูกเข้าที่ บล็อคเส้นประสาทเพื่อผ่าตัดเฉพาะที่ ฯลฯ

แผนกสูติกรรม เย็บแผลคลอด บล็อคประสาทสันหลังให้การคลอดไม่เจ็บปวด (painless labour) บล็อคเส้นประสาทเพื่อทำหัตถกรรม เช่น ใช้คีมช่วยคลอด ฯลฯ

แผนกอายุรกรรม, กุมารเวชกรรม ใช้ในหัตถการ เจาะช่องท้อง ช่องปอด เจาะน้ำไขสันหลัง ผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง ผ่าตัดก้อน ดูดไขกระดูก ฯลฯ

แผนกหูตาคอจมูก ใช้ในการผ่าตัดเล็กแทบทุกชนิด เช่น ผ่าตัดตา ลอกต้อ ผ่าตัดแก้วหู ฯลฯ

แผนกวิสัญญี ใช้ฉีดเข้าไขสันหลังเพื่อระงับความรู้สึกท่อนล่าง บล็อคเส้นประสาทเพื่อผ่าตัดอวัยวะต่างๆ ฯลฯ



ความปลอดภัยของการใช้ยาชานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1.แพทย์ผู้ใช้ต้องมีความชำนาญ รู้กลไกการออกฤทธิ์ อาการแพ้ยาชา และสามารถแก้ไขเหตุการณ์ได้เมื่อเกิดแพ้ยาชา โดยมีทั้งการเฝ้าระวัง เตรียมพร้อมบุคลากร ยาถอนพิษ และเครื่องมือช่วยชีวิต

2.จำนวนยาชาที่ใช้ต้องไม่มากไป โดยทั่วไปจำนวนสูงสุดของยาชาไลโดเคนที่ใช้คือ 5 มก./กก. หรือ 7 มก./กก. หากไลโดเคนนั้นผสมสารหดรัดตัวเส้นเลือด (epinephrine)

3.การแพ้ยาชานั้น อาจเกิดจากแพ้ยาชาโดยตรง หรือแพ้สารที่ผสมในยาชา ได้แก่ sodium metabisulfite หรือบังเอิญฉีดยาชาเข้ากระแสเลือด ยาชาเหล่านี้จะเข้าไปสู่สมองทำให้เกิดอาการผิดปกติอย่างรวดเร็ว

4.คนไข้ที่อ่อนแอ อายุมาก เจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ร่างกายผ่ายผอมมาก มีโรคหัวใจ ไต ตับ ลมชัก กินข้าวไม่ได้ ขาดน้ำ หรือความดันโลหิตต่ำ ต้องระมัดระวังการใช้ยาชามาก เพราะอาจเกิดโอกาสแพ้ยาชาสูง และรุนแรงกว่าคนทั่วไป



การป้องกันการแพ้ยาชา

แม้ไม่อาจป้องกันได้ทุกราย แต่อาจทำให้การแพ้มากเป็นแพ้น้อยได้โดย

1.เลือกทำการผ่าตัดเฉพาะที่จำเป็น

2.ใช้จำนวนยาชาให้น้อยที่สุด

3.แพทย์ควรฉีดยาชาช้าๆ ถามอาการคนไข้หากมีอาการผิดปกติแม้แต่น้อย เช่น หูได้ยินเสียงอื้อ ใจไม่ดี ต้องรีบหยุดฉีดทันที

4.ระวังการใช้ยาชามากเกินขนาดที่กำหนด การฉีดยาชาซ้ำ ต้องระมัดระวังว่าจำนวนรวมจะมากเกิน

5.ควรใช้เครื่องตรวจเฝ้าระวังสัญญาณชีพและความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด (Monitor) เมื่อใช้ยาชา

6.เตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต ยาแก้แพ้ยาชา และทีมช่วยชีวิตให้พร้อม ทุกครั้งที่มีการใช้ยาชา

7.หากคนไข้ทราบว่าตนเองแพ้ยาชา หรือเคยมีอาการสงสัยว่าแพ้ยาชา ควรแจ้งแพทย์ก่อนจะใช้ยาชาทุกครั้ง


ที่มา ..  //www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03240951&am p;sectionid=0130&day=2008-09-24


.......................................


แพ้ยาชา โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-09-2008&group=4&gblog=59

แพ้ยาผลข้างเคียงของยา ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-06-2008&group=4&gblog=47

ความเชื่อผิด ๆเกี่ยวกับการใช้ยา ..... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=01-10-2009&group=4&gblog=78

เคล็ดลับซื้อยาให้ปลอดภัย.. ความรู้จากเฟส Fda Thai

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=10-12-2015&group=4&gblog=117

ยาชุดคืออะไร

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2008&group=5&gblog=6

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

ยาล้างไต มีจริง ???ล้างไต ได้จริงหรือ ??? กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55

ยาเหลือใช้...ที่บ้าน ................ นำมาฝาก จากเวบหมอชาวบ้าน ...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-12-2010&group=4&gblog=89





 

Create Date : 28 กันยายน 2551   
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 21:41:30 น.   
Counter : 435 Pageviews.  

ยาล้างไต มีจริง ??? ล้างไต ได้จริงหรือ ??? กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???



มียาหลายตัวเลยที่ทำให้สีปัสสาวะเปลี่ยนไป .. บางครั้ง ร้านขายยา บางแห่ง ก็เอาไปเรียกว่า ยาล้างไต เพราะเมื่อกินไปแล้วทำให้สีปัสสาวะเปลี่ยน คนซื้อไป ก็เข้าไปว่า ปัสสาวะมีสีเปลี่ยนไป เพราะ ยาเข้าไปล้างไต ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลย ..

ยาเหล่านั้น นอกจากไม่ได้ช่วย "ล้างไต " ตามที่เข้าใจแล้ว ยังไปทำให้ไต ทำงานหนักขึั้นกว่าเดิมอีก เพราะต้อง ขับยา (สารเคมี ) ออกมาทางปัสสาวะ ..

ยาล้างไต จึงไม่มีอยู่จริง ... เป็นเพียงแค่ การหลอกลวง โดยอาศัยความไม่รู้ของประชาชน เท่านั้นเอง ...

ว่าง ๆ ก็ลองไปอ่านดูนะครับ ...

สารสาระจากห้องยา
ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 Vol. 1, No. 2 โดยฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน โรงพยาบาลหนองม่วงไข่
ภญ. อัญชลี งานขยัน ผู้เรียบเรียง

https://www.nmkhospital.com/lookhealth10-02.htm

โดยทั่วไป ปัสสาวะของคนปกติจะมีลักษณะใส สีเหลืองอ่อน ไปจนถึงสีน้ำตาลอ่อน ขึ้นกับปริมาณน้ำ ที่ถูกขับออกมาในปัสสาวะ แต่ถ้าเมื่อใดเกิดความผิดปกติกับระบบการขับถ่ายสารต่างๆ ของร่างกาย จะทำให้ปัสสาวะมีสี และลักษณะเปลี่ยนไป เช่น

เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จะทำให้ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลขุ่นๆ หรือกรณีเกิดความผิดปกติต่อระบบการทำงานทำงานของไต อาจทำให้มีเม็ดเลือดแดงหลุดลงมาในปัสสาวะ ทำให้สีของปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีแดง เป็นต้น

แต่ปัสสาวะก็มีสีและลักษณะเปลี่ยนไปได้ แม้ไม่เกิดความผิดปกติกับระบบการขับถ่าย โดยเฉพาะเมื่อได้รับยาบางชนิด ที่ถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ และทำให้สีของปัสสาวะเปลี่ยนไปได้ ตัวอย่างเช่น

ยา สีของปัสสาวะ

Aminossalicylic acid, Loratadine, Sulindac สีเลืองซีดลง-ไม่มีสี

Amitriptyline สีน้ำเงิน – เขียว

Anthraquinones สีเหลือง – น้ำตาล* สีเหลือง – ชมพู – แดง**

Chloroquine สีเหลือง - น้ำตาล

Cimetidine inj. สีเขียว***

phenazopyridium ย่อๆคือ pyridium ยาล้างไต กินแล้วปัสสาวะจะเป็นสีเขียว

Ferrous salts สีดำ

Indomethacin สีเขียว

Levodopa สีแดง – น้ำตาล

Metronidazole สีเหลืองเข้ม – น้ำตาล

Riboflavin สีเหลืองเรืองแสงได้

Sulfonamides สีเหลือง – น้ำตาล

Triamterene สีน้ำเงินซีดเรืองแสงได้

Warfarin สีส้ม

* ในปัสสาวะที่เป็นกรด
** ในปัสสาวะที่เป็นด่าง
*** เฉพาะตำรับที่ใช้ Phenol เป็น Preservative


นอกจากนั้น ยาบางอย่างถูกขับออกทางอุจจาระ อาจทำให้อุจจาระมีสีเปลี่ยนไปได้ เช่น

ยา สีของอุจจาระ

Antacids, Al(OH) 3 type สีขาวด่างๆ

Oral Antibiotics สีเทาอมเขียว

Charcoal, Ferrous salt สีดำ

Bismuth Salts สีเขียวอมดำ

Rifampin สีแดง – ส้ม

Indomethacin สีเขียว

Anticoagulants, Heparin, NSAIDs, Salicylates สีชมพู – แดง หรือดำ

อุจจาระที่มีสีชมพู – แดง หรือ ดำ อาจบ่งถึงอาการเลือดออก ในทางเดินอาหาร ก็ได้

ในบางครั้งการที่ปัสสาวะและอุจจาระมีสีเปลี่ยนไปจากปกติ อาจทำให้ผู้ใช้ยาเกิดอาการตกใจ และไม่กล้าใช้ยาต่อ ซึ่งทำให้การรักษาไม่ได้ผล ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องอธิบายถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อใช้ยาดังกล่าวให้ผู้ป่วยทราบไว้ และยินดีที่จะใช้ยาในการรักษาต่อไป


เอกสารอ้างอิง
1. Philip O. Anderson, Jame E. Knoben. Handbook of Clinical drug data 9 ed “Drug Induced Discoloration of Feces and Urine ” page 828-830.

................................................

ยืนยัน อีกครั้งว่า " ยาล้างไต " .. ไม่มี ...
มีแต่ยาที่ทำให้ " ปัสสาวะเปลี่ยนสี " ... เพื่อ หลอกคนที่ไม่รู้ เท่านั้น ...


กินยาล้างไต เลี่ยงฉี่ม่วง เตือนถึงตาย
https://www.thairath.co.th/content/region/236609

นพ.ศักดิ์ แท่นชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุข จ.ภูเก็ต เตือนนักเรียนกินยาล้างไตขับสารเสพติด เลี่ยงตรวจฉี่ม่วง เสี่ยงไตวายตาย ระบุพบเป็นครั้งแรกของประเทศ แนะตำรวจหากตรวจพบปัสสาวะสีฟ้า ตั้งข้อสงสัยเสพยาไว้ก่อน ...

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 ก.พ. นพ.ศักดิ์ แท่นชัยกุล นายแพทย์สาธารณสุข จ.ภูเก็ต กล่าวถึงกรณีเด็กนักเรียนในพื้นที่นำยาล้างไตกลุ่มยา Methylene Blue มากิน หลังเสพยาไอซ์ เพื่อทำให้อาเจียนและไม่สามารถตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ

พบว่า การกินยาล้างไต เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจหาสารเสพติดพบหลังมีการเสพยาเสพติดนั้น สสจ.ภูเก็ต เพิ่งได้รับรายงานเป็นครั้งแรกและคาดว่าอาจเป็นครั้งแรกของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยพบว่ามีกลุ่มผู้เสพยาเสพติดนำตัวยาดังกล่าวมาใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะ ทั้งนี้ สสจ.ภูเก็ตจะเร่งตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว โดยจะเข้าไปควบคุมการจำหน่ายยาฟอกไตในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วๆ ไป แต่ถ้ามีการใช้ผิดประเภท ต้องควบคุมพิเศษ ซึ่งอาจจะขอความร่วมมือไปยัง อย.ออกเป็นกฎระเบียบเฉพาะในส่วนของ จ.ภูเก็ต หรือใช้ทั้งประเทศในการควบคุมตัวยาในกลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายโดยทั่วไป

สสจ.ภูเก็ต กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนเด็กนักเรียนรู้ได้อย่างไรว่า ยาฟอกไตตัวดังกล่าวสามารถขับหรือเลี่ยง หรือปกปิดไม่ให้มีการตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะ หลังเสพยาเสพติดเข้าไปแล้ว เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีผู้รู้คุณสมบัติของตัวยาดังกล่าว หรือผู้ขายแนะนำให้ ใช้เพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งจริงๆแล้วก็หนีไม่พ้น เพราะส่อพิรุธ เนื่องจากปัสสาวะของคนทั่วไปจะมีสีขาวเหลือง หรือเหลืองขุ่น แต่ถ้าปัสสาวะเป็นสีฟ้า ถือว่าไม่ปกติ จึงขอให้ทางโรงเรียนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มนักเรียนดังกล่าวว่า มีความจำเป็นต้องใช้ยาตัวนี้หรือไม่ มีใบแพทย์สั่งหรือไม่ ซื้อยามาจากที่ใด เมื่อได้ข้อมูลแล้วให้ส่งมายัง สสจ.ภูเก็ต เพื่อจะได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบและดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป

“ปกติเราตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด เพราะฉะนั้นถ้าเด็กหรือเยาวชนที่ต้องการให้ปัสสาวะสีฟ้า เพื่อปกป้องไม่ให้ตรวจพบปัสสาวะสีม่วง ควรเป็นผู้ต้องสงสัยและเก็บปัสสาวะสีฟ้าส่งให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.ภูเก็ต ตรวจสอบว่า มีสารเสพติดตัวใดตัวหนึ่งปะปนอยู่หรือไม่ จากนั้นให้ตามไปหาบัตรผู้ป่วย ตามไปยัง รพ.ใดที่จ่ายยาให้เด็กนักเรียน และตามไปว่าเด็กนักเรียนซื้อยาจากร้านเภสัชที่ใด แล้วทางเราจะดำเนินการให้ครบวงจร จะต้องให้กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ไปตรวจสอบว่าร้านใดที่ขายยากลุ่มเมทีลินบลู เพื่อที่จะขอความร่วมมือให้หยุดจำหน่าย ถ้าไม่มีใบแพทย์สั่ง เพราะเป็นการส่งเสริมให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้น

การรับประทานยาล้างไตเข้าไปอาจจะส่งผลกระทบต่อไตได้ ถ้ากินบ่อยๆ จะทำให้ไตทำงานหนัก เสี่ยงเกิดภาวะไตวายได้ ซึ่งปกติผู้ป่วยที่จะรับประทานยาล้างไต กลุ่มเมทีลินบลู จะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และแพทย์ต้องสั่งยาให้ แต่ถ้าพบว่ามีการไปหาซื้อมากินเอง เด็กนักเรียนหรือเยาวชนนั้นๆส่ออาการติดยา ซึ่งเรื่องนี้จะต้องขอความร่วมมือกันในการทำงาน เพื่อตรวจสอบต่อไป” สสจ.ภูเก็ต กล่าวย้ำ.

ไทยรัฐออนไลน์

โดย ทีมข่าวภูมิภาค
7 กุมภาพันธ์ 2555, 13:45 น.


...........................................



https://www.facebook.com/DramaAdd/photos/a.411063588290.186101.141108613290/10155417163148291/?type=3&theater

Drama-addict

เรื่องน่าสนใจจากเฟซคุณหมอท่านนึง
ถ้าสาวไทยตายเพราะหลงเชื่อยาลดความอ้วน ครีมปรอท ห่าเหวไรเทือกนั้น ไอ้ที่ทำให้ผู้สูงอายุแถว ตจว หลงเชื่อและตายเป็นอันดับต้นๆ ก็หนีไม่พ้นไอ้นี่ล่ะครับ

"ยาล้างไต"

ซึ่งถ้าใครไปประจำอยู่ใน รพ แถว ตจว
จะได้เจอคนไข้สูงอายุมา รพ ด้วยอาการเยี่ยวสีแปลกๆ
มีตั้งแต่เยี่ยวส้ม เยี่ยวฟ้า เยี่ยวเขียว บลาๆ สารพัด มากันเยอะมาก พอซักประวัติดีๆก็จะพบว่าพวกนี้ไปซื้อยาล้างไตมากิน

ไอ้ยาล้างไตที่ว่านี่ก็เป็นพวกสารเคมี หรือยาบางชนิด เช่น ยาวัณโรคบางตัวที่กินแล้วเยี่ยวเปลี่ยนสี แค่นั้นล่ะครับ

แต่คนขายแม่งหลอกว่านี่ไงเยี่ยวเปลี่ยนสีแล้ว ล้างไตแล้วนะ

ถุ้ยยยยยยย

แต่ที่น่ากลัวคือ ไอ้ยาและสารเคมีพวกนี้หลายตัวมีผลทำให้ไตแย่ลง ถึงขั้นไตวายได้ ขนาดว่าเคยมีคนเป็นโรคไตระยะต้นๆ หลงเชื่อยาพวกนี้ไปกินจนไตวายเฉียบพลันแล้วก็ตายไปเลยก็มี

ดังนั้นพ่อแม่พี่น้องถ้าเจอปู่ย่าตายายที่บ้าน ไปซื้อยาที่เขาเรียกว่า ยาล้างไต มากิน

เอาแม่งไปทิ้งให้ไว แล้วเรียก ตำรวจ ไปจัดการกับไอ้คนขายให้ไวครับ


***********************************************
อวสานยาล้างไต ?

๙ มีนาคม ๒๕๖๑ เฟสParun Rutjanathamrong
https://www.facebook.com/rparun/posts/1821777881190136


ร้านยาใดที่มีขายยาสูตรผสมของเมทิลีนบลู (Methylene blue) เอาลงจากชั้นวางยาได้แล้วนะครับ เนื่องจากขณะนี้ (9 มีนาคม 2561) มีคําสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 79/2561 เรื่อง เพิกถอนทะเบียนตํารับยา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการแล้ว

เหตุผล ด้วยปรากฏข้อมูลทางวิชาการว่าทะเบียนตํารับยารักษาโรคทางเดินปัสสาวะชนิดรับประทาน ที่มีส่วนประกอบของเมทิลีนบลู (Methylene blue) ทั้งตํารับยาเดี่ยวและยาสูตรผสมที่มีและไม่มีส่วนประกอบของโพแทสเซียมไนเตรต (Potassium nitrate) ไม่มีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพ ในการรักษา หรือไม่มีสรรพคุณตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ นอกจากนี้ยังมีการนํายาไปใช้ในทางที่ผิดสูง

รายการยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยาครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. Olympic kidney tablets เลขทะเบียนตำรับยา 2A 390/27 บริษัท เอ.เอ็น.บี.ลาบอราตอรี่ (อำนวยเภสัช) จำกัด
2. Marwitt’s kidney pills เลขทะเบียนตำรับยา 2A 40/28 บริษัท ที.พี.ดรัก แลบบอราทอรี่ส์ (1969) จำกัด
3. Cystosin เลขทะเบียนตำรับยา 2A 1188/28 บริษัท บี.เอ็ล.ฮั้ว จำกัด
4. Cystosin - K เลขทะเบียนตำรับยา 2A 883/29 บริษัท บี.เอ็ล.ฮั้ว จำกัด
5. Holosan tablets เลขทะเบียนตำรับยา 2A 62/31 บริษัท โรต้าลาบอเร็ทตอรี่ส์ จำกัด
6. Cystosin - K เลขทะเบียนตำรับยา 2A 79/32 บริษัท เอ็ม แอนด์ เอ็ช แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
7. Tricys brywood เลขทะเบียนตำรับยา 1A 433/32 บริษัท ไบร์วู๊ดฟาร์มาซูติคอล จำกัด
8. Tricys blue tablets เลขทะเบียนตำรับยา 1A 434/32 บริษัท ไบร์วู๊ดฟาร์มาซูติคอล จำกัด
9. Zoro kidney tablets เลขทะเบียนตำรับยา 2A 163/50 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฮุยแลนด์ฟาร์มาซี
10. Marwitt’s kidney pills เลขทะเบียนตำรับยา 2A 180/56 บริษัท ที.พี.ดรัก แลบบอราทอรี่ส์ (1969) จำกัด
11. Zoro kidney tablets เลขทะเบียนตำรับยา 2A 68/57 ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม ค็อกซ

โปรดดูประกาศที่ //www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/054/44.PDF
____________

ยาสูตรนี้ ประชาชนที่มาซื้อยามักจะอ้างว่าเป็นยาใช้สำหรับล้างไต ผู้ติดเมทแอมเฟตามีนมักใช้กินเพื่อให้ปัสสาวะเป็นสีน้ำเงินเพื่อรบกวนการตรวจยาบ้าในปัสสาวะ

_______

เพิกถอนทะเบียนตำรับยาสูตรผสมของเมทิลีนบลู (Methylene blue)
https://wizsastra.com/2018/03/09/methyleneblue-2/

******************************************






 

Create Date : 15 สิงหาคม 2551   
Last Update : 9 มีนาคม 2561 21:39:57 น.   
Counter : 2191 Pageviews.  

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...





ยา มีทั้งข้อดี และ ข้อเสีย (ผลข้างเคียง) ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ควรใช้  แต่ถ้าจำเป้นต้องใช้ยา ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม เกิดผลดีมากที่สุก และ มีผลเสียน้อยที่สุด 


ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด )
NONSTEROIDAL ANTI-INFLAMMATORY DRUGS [ NSAIDs ]


ยากลุ่มนี้ มีคุณสมบัติสำคัญก็คือ ลดการอักเสบ โดยที่ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์ [ NONSTEROIDAL ANTI-INFLAMMATORY DRUGS ] ทำให้อาจมีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น
ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
ยาบรรเทาอาการปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
ยาแก้ปวดลดการอักเสบ
ยาลดการอักเสบ หรือ เรียกทับศัพท์ชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า เอนเสด [ NSAIDs ]


การอักเสบ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นอันตราย ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย เมื่อเกิดการอักเสบขึ้น บริเวณนั้นก็จะมีอาการ ปวด บวม (ผิวหนัง)แดง ร้อน การอักเสบ จึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายจะต้องกำจัดให้หมดไป

การใช้ยาจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการอักเสบไม่ให้มากเกินไป เท่านั้น ไม่ได้มุ่งหวังที่จะกำจัดการอักเสบ ไม่ให้มีเกิดขึ้นเลย

โดยส่วนใหญ่แล้ว จึงถือว่า ยา เป็นเพียงบรรเทาอาการ เพื่อไม่ให้เจ็บปวด ทรมาน มากเกินไป ( ยังมีอาการอยู่บ้าง แต่พอทนได้ ) ไม่ได้รักษาโรคให้หายขาด


ยา NSAIDs ตัวไหนดีที่สุด

ยา NSAIDs แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม แต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่สามารถสรุปได้ว่า NSAIDs ตัวไหนดีที่สุด แต่ละตัวจะมีจุดเด่นและข้อด้อยต่างกัน ผู้ป่วยแต่ละคนจะตอบสนองต่อการใช้ NSAIDs ได้ไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นโรคโรคเดียวกันก็ตาม และไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ที่ช่วยคาดเดาว่าผู้ป่วยจะตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย NSAIDs นั้นหรือไม่

ในปัจจุบันไม่พบว่ามี NSAIDs ตัวใดที่ปลอดจากฤทธิ์อันไม่พึงประสงค์ของยา การใช้ยายังคงเป็นไปตามข้อบ่งชี้ และต้องเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอาการแทรกซ้อนในระบบทางเดินอาหารและอาการทางไต

ในการเลือกใช้ NSAIDs จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น ต้องการใช้ NSAIDs รักษาโรคอะไร มีข้อบ่งชี้หรือไม่ ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงจากยาหรือไม่ โดยดูจากโรคประจำตัว ยาอื่นที่ใช้ร่วมด้วย อายุ ความสะดวกในการกินยา และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล



ข้อแนะนำในการใช้ยาNSAIDs


เมื่อเลือกใช้ยาตัวใดแล้ว ควรใช้ไม่เกินขนาดสูงสุดในการรักษาของยาตัวนั้น เพราะถ้าให้มากกว่านั้นก็จะไม่มีผลเพิ่มการรักษาแต่จะเพิ่มเฉพาะผลข้างเคียงเท่านั้น

1. ไม่แนะนำให้ใช้ยาร่วมกันมากกว่า 1 ชนิด เพราะ ไม่เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา แต่ผลข้างเคียงจะเพิ่มมากขึ้น

2. ใช้ยาในขนาดต่ำที่สุด ที่สามารถควบคุมอาการได้ จะได้ช่วยลดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น

3. ในผู้ป่วยที่เป็นข้ออักเสบเรื้อรัง ควรให้ยาติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป อย่าเปลี่ยนยาเร็วเกินไป

4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เช่น เป็นเดือนๆ หรือเป็นปี

5. ควรหลีกเลี่ยง ในผู้ป่วยที่มีโรคบางอย่าง เช่น มี แผลในกระเพาะอาหาร หอบหืด ภาวะเลือดออกง่ายหรือผู้สูงอายุ แต่ถ้าจำเป็น ควรเลือกใช้ยาที่มีผลข้างเคียงน้อย หรือยาที่มีค่าครึ่งชีวิตสั้น

6. ไม่ควรใช้ยากลุ่มใหม่ๆ ในเด็ก จนกว่าจะมีผลการใช้ยืนยันอย่างยาวนานพอ โดยไม่มีอันตรายต่อเด็ก

7. ไม่มีการยืนยันความปลอดภัย ในหญิงตั้งครรภ์ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรใช้ โดยเฉพาะ ในระยะไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ( ช่วงอายุครรภ์ ๖ – ๙ เดือน )

8. ยาบางตัวจะถูกขับออกมาในน้ำนมได้ มีผลทำให้เกิดผลข้างเคียงในเด็กได้เช่นเดียวกับในผู้ใหญ่

9. ราคายาและฐานะผู้ป่วย ก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเลือก เช่น ยาแอสไพริน ราคาถูก หากเลือกได้ โดยไม่มีปัจจัยอื่นมาขัดขวาง ควรเลือกใช้ยานี้ก่อน เป็นต้น



ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงในระบบทางเดินอาหาร จากการใช้ยา NSAIDs

1. ผู้ป่วยที่ต้องใช้ยา ในขนาดสูงและต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ

2. ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะทะลุ หรือเคยมีเลือดออกในทางเดินอาหาร

3. ผู้ป่วยที่ใช้ยารวมกับยาลดกรดในกระเพาะแลวยังเกิดอาการข้างเคียงอยู่

4. ผู้ป่วย ก่อนและหลังการผาตัดใหม่ ๆ

5. ผู้ป่วยสูงอายุ > 60 ปี

6. ผู้ที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด ไตวาย หอบหืด


ในผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยา แต่ว่า เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ก็อาจเลือกใช้ยากลุ่ม COX-2 ( คอกซ์ ทู )
ซึ่งเป็นยากลุ่มใหม่ ที่มีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่า ยากลุ่มเดิม ..

ข้อแนะนำในการใช้ยากลุ่ม COX-2

- ห้ามใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร ผู้ที่กำลังมีแผลหรือเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร และผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง

- ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ยาในกลุ่ม ซัลฟา เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง หรือ เกิดอาการไม่พึงประสงค์ทางผิวหนังที่รุนแรง รวมทั้งภาวะ Steven Johnson syndrome

- หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิด ลิ่มเลือดอุดตัน เช่น ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็น โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบ เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดส่วนปลาย และ เบาหวาน เป็นต้น

- ระมัดระวังในการใช้ยาในกลุ่มนี้ร่วมกับยาแอสไพริน ( Aspirin ) ยายับยั้งการแข็งตัวของเลือดเช่น วาฟาริน ( Warfarin ) ยาปฏิชีวนะกลุ่มควินโนโลนส์ ( Quinolones ) และยารักษาเบาหวานกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย ( Sulfonylureas ) เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงของยา

- แนะนำให้ใช้ยาในขนาดที่ไม่เกินกว่าที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา และใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น

- ควรอ่านเอกสารกำกับยาในหัวข้อ ข้อห้ามใช้ และ ข้อควรระวัง ของยากลุ่มนี้แต่ละชนิดโดยละเอียด เนื่องจากยาแต่ละชนิดอาจมีคำเตือนและข้อห้ามใช้ที่แตกต่างกัน


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ..

//www.pharm.chula.ac.th/surachai/NSAIDs/drugs.htm

//www.thaiheartclinic.com/answerquiz005.asp

//pharm.kku.ac.th/thaiv/depart/clinic/DispensingPharmacy/muscle/NSAIDs.htm



ยาไม่ใช่ขนม หรือ อาหาร ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ควรใช้ เพราะอาจทำให้เกิด ผลข้างเคียง ภาวะแทรกซ้อน จากการใช้ยา ... นอกจากโรคเดิมไม่หาย อาจได้โรคใหม่ จาก "ยา" เพิ่มขึ้นอีก ..


....................

แถม บทความดี ๆ น่าสนใจ ... อาจรู้สึกว่า " มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ? "   แต่ก้ถือว่าเป็น "ข้อมูล" ที่ฝากเอาไว้ พิจารณา เมื่อจะต้องใช้ยาเอนเสด  ...



นึกถึงยาแก้ปวดเมื่อไหร่ อย่าลืมนึกถึง ICU ด้วยนะครับ
โดย หมอดื้อ 24 พ.ค. 2558 05:01
//www.thairath.co.th/content/500657


ร้อยทั้งร้อยในชีวิตนี้ทุกคนต้องเคยทานยาแก้ปวดมาทั้งนั้น

ซึ่งก็บรรเทาเบาบาง หรือไม่ก็หายปวดเป็นปลิดทิ้ง ทำให้ต้องพึ่งยาแก้ปวดกันเป็นประจำ หนำซ้ำบางรายยังไม่ทันปวด ทานไว้ก่อนเผื่อปวด และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องมีศูนย์ปวดท้องอาเจียนเป็นเลือด ส่องกล้อง และที่เราชอบมองข้ามไป คือ ไตวายครับ ยาแก้ปวดทำให้ไตวายได้ ต้องล้างไต ฟอกเลือดกันเป็นแถว

ในปี ค.ศ.2004 เป็นที่ฮือฮากันทั่วโลกเมื่อ ยาแก้ปวด ที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ (NSAID หรือ Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drug) และออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงโดยยับยั้ง Cyclo-Oxygenase-2 (COX-2 Inhibitor) ที่ชื่อว่า Vioxx (Rofecoxib) ถูกพบว่าทำให้เกิดคนตายจากหัวใจวายมากมาย จนทำให้บริษัทต้องถอนยาออกจากตลาด

ยาในกลุ่มนี้ยังมีอีกหลายตัวและอยู่ในตลาดของประเทศไทย ยากลุ่มนี้ไม่จริงที่ไม่กัดกระเพาะ เมื่อได้รับยากลุ่มนี้ก็มักจะได้แถมยาป้องกันโรคกระเพาะมาด้วย และก็มีผลต่อไตเช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นยังมีผลข้างเคียงทำให้เกิดหัวใจวาย ยา ได้แก่ Cele–brex (Celecoxib) Arcoxia (Etoricoxib) Dynastat (Parecoxib) ยาในกลุ่ม NSAID และไม่ได้มีฤทธิ์เจาะจงต่อ COX-2 มีหลายตัว เช่น Voltaren (Diclofenac) Indocid (Indomethacin) Clinoril (Sulindac) (Phenylbutazone) Ponstan (Mefenamic acid) Mobic (Meloxicam) Feldene (Piroxicam) Brufen (Ibuprofen) Naprosyn (Naproxen) Aspirin (Acetylsalicylic acid) (Nimesulide)

ในประเทศไทยยาเหล่านี้มีหลายชื่อทางการค้า ถึงแม้จะเป็นยาตัวเดียวกัน ถ้าผลิตจากต่างบริษัทกัน ชื่อในวงเล็บคือชื่อสามัญ ดังนั้น เวลาใช้ต้องถามคนขายหรือเภสัชกรให้แน่ชัดว่าซ้ำซ้อนกับยาที่ใช้อยู่หรือเปล่า

ยาในกลุ่ม NSAID ทั้งที่เจาะจงและที่ไม่เจาะจงกับ COX–2 นี้ เวลาใช้ต้องระวังหรือใช้ไม่ได้ในคนที่มีตับและไตไม่สมบูรณ์

รายงานจากมหาวิทยาลัย Bern ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ (British Medical Journal) ในวันที่ 11 มกราคม 2011 โดย นายแพทย์ Sven Trelle และคณะ โดยมีนายแพทย์ Peter JÜni เป็นผู้นำคณะ ทำการรวบรวมวิเคราะห์การศึกษาเกี่ยวกับยา NSAID ทั้งหมด 31 ชิ้น...

ซึ่งมีการติดตามผลกระทบหรือผลข้างเคียงต่อสุขภาพในผู้ป่วย 116,429 ราย ที่ใช้ยา Naproxen Ibuprofen Diclofenac Celecoxib Etoricoxib Lumiracoxib Rofecoxib พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลายเท่าต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ และการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับระบบหัวใจและเส้นเลือดทั้งหมด (ซึ่งรวมหัวใจล้มเหลว จากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอลง หัวใจเต้นผิดปกติ ลิ่มเลือดอุดเส้นเลือดในปอดเข้าไปด้วย)

ความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบเรียงลำดับจากอันตรายมากมาหาน้อย

ได้แก่ Rofecoxib (ถอนจากตลาดทั่วโลกตั้งแต่ปี 2004) (2.12 เท่า) Lumiracoxib (2 เท่า) Ibuprofen (1.61 เท่า) Celecoxib (1.35 เท่า) Naproxen และ Diclofenac (0.82 เท่า) Etoricoxib (0.75 เท่า) เมื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพฤกษ์หรือเส้นเลือดสมองตีบ ที่ลด หลั่นกันมาจากสูงไปหาต่ำ ได้แก่ Ibuprofen (3.36 เท่า) Diclofenac (2.86 เท่า) Lumiracoxib (2.81 เท่า) Etoricoxib (2.67 เท่า) Naproxen (1.76 เท่า) Celeloxib (1.12 เท่า) และ Rofelcoxib (1.07 เท่า)

และเมื่อรวมความเสี่ยงอันเกี่ยวเนื่องกับระบบหัวใจและเส้นเลือดทั้งหมด

ตัวที่อันตรายที่สุด คือ Etoricoxib หรือ ชื่อการค้าคือ Arcoxia (4.07 เท่า)
Diclofenac หรือ Voltaren (3.98 เท่า)
Ibuprofen หรือ Brufen (2.39 เท่า)
Celecoxib หรือ Celebrex (2.07 เท่า)
Lumiracoxib (1.89 เท่า)
Rofecoxib หรือ Vioxx (1.58 เท่า)
และ Naproxen หรือ Napro-syn (0.98 เท่า)

ยาแก้ปวดไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเจาะจงหรือไม่เจาะจงกับ COX-2 ไม่มีกลุ่มใดหรือตัวใดปลอดภัยเลย โดยที่ถ้าไม่ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบก็เกิดเป็นอัมพฤกษ์จากเส้นเลือดสมองแทน หรือไม่ก็มีผลทางอ้อมต่อการตายอันเกี่ยวเนื่องกับระบบเหล่านี้ ถ้าตัด Rofecoxib ไป (เพราะไม่มีจำหน่ายแล้ว) Lumiracoxib คือยาอันตรายสุดต่อเส้นเลือดหัวใจ (2 เท่า) Ibuprofen เสี่ยงสูงสุดต่ออัมพฤกษ์ (3.36 เท่า) ตามด้วย Diclofenac (2.86 เท่า) Etoricoxib เสี่ยงสูงสุดต่อการตายทั้งหมดอันเกี่ยวเนื่องกับระบบหัวใจเส้นเลือด (4.07) ตามด้วย Diclofenac (3.98)

ในประเทศสหรัฐฯ คนไข้ที่ไปพบแพทย์ มีไม่ต่ำกว่า 5% ที่จะได้รับยาแก้ปวด แก้อักเสบเหล่านี้ ในประเทศไทยน่าจะมีมากกว่านี้ ทั้งนี้ เพราะเป็นที่เคยมือของแพทย์ที่จะสั่งยาแก้ปวดให้คนไข้ที่มาด้วยอาการปวดเมื่อย ปวดข้อ กระดูก ปวดเข่า ปวดหัว และ ยาเหล่านี้สามารถซื้อหาได้ทั่วไป ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าต้องใช้ยาเมื่อมีความจำเป็น ยาที่ใช้เป็นการรักษาที่ต้นตอหรือสาเหตุ หรือเพียงเพื่อบรรเทาอาการ ยามีผลข้างเคียงหรือแทรกซ้อนอะไรบ้าง

ยาแก้ปวดจึงเป็นยาที่เพียบพร้อมมีอันตรายต่อกระเพาะ หลอดอาหาร กรดไหลย้อน ไต ตับ หัวใจ สมอง นึกถึงยาแก้ปวดเมื่อไหร่นึกถึง ICU ด้วยนะครับ.

หมอดื้อ

.........................

ข้อมูล และ ภาพกราฟฟิก ที่น่าสนใจ
เครดิต ผู้ชี้ช่องทาง  https://www.facebook.com/pisonthi.chongtrakul
เครดิตเวบ //www.mercola.com/infographics/nsaids.htm



....................................



Rational Drug Use

#เอ็นเสดเป็นยาที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตห้ามใช้พร่ำเพรื่อ
#RDU20150526

เอ็นเสดเป็นชื่อกลุ่มยาแก้ปวด เป็นยาขนานหนึ่งซึ่งใช้บรรเทาปวดศีรษะจากไมเกรนได้ ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ลดการอักเสบ จึงมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
เอ็นเสดในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด เช่น
1. ไอบูโพรเฟน ชื่อการค้า บรูเฟน โกเฟน ไฮดี ดูแรน นูโรเฟน แอดวิล
2. ไดโคลฟีแนค ชื่อการค้า โวลทาเรน ไดฟีลีน โดซาแนค ฟีแนค คาตาแฟลม
3. ไพรอกสิแคม ชื่อการค้า เฟลดีน ฟีโน ฟลามิก จ๊อย นีโอติกา ป๊อก109 เพียแคม
4. แนปพรอกเซน ชื่อการค้า นาโปรซีน ซีนเฟล็ก นีโอเฟล็ก แนปซา พรอกเซน
5. อินโดเมทาซิน ชื่อการค้า อินโดสิด โดม โดสิด ฟอบ อินโด เพนตากอน
6. ไนเมซูไลด์ ชื่อการค้า ไนดอล เอ็มดอน เมซูลิด ไนไลด์ ไนโม ไนสุ ซูไลด์
7. ซีลีคอกซิบ ชื่อการค้า ซีรีเบร็ก เซลค็อก ไซเบ็ก โซเบร็ก ไซเซล เม็ดดิกคอกซิบ
8. อีโตริคอกซิบ ชื่อการค้า อาร์ค็อกเซีย
และอื่น ๆ อีกมากกว่า 10 ชนิด

ผู้ใช้ยาเหล่านี้เป็นประจำโ
ดยเฉพาะที่ไม่ได้ถูกสั่งใช้โดยแพทย์  โปรดอ่านอันตรายของยาจากภาพ ร่วมกับบทความต่อไปนี้
ก. นึกถึงยาแก้ปวด นึกถึง ICU ไว้ด้วย โดย ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha
//www.thairath.co.th/content/500657
ข. ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย .. โดย นพ. พนมกร หมอหมู ดิษฐสุวรรณ์
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

*ยาเหล่านี้ควรใช้ด้วยขนาดยาต่ำที่สุด ด้วยระยะเวลาสั้นที่สุด และห้ามใช้กับผู้มีโรคประจำตัว เช่น เป็นโรคกระเพาะ (เป็นแผลที่ทางเดินอาหาร) โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคไตวาย เป็นต้น

การที่ยามีอันตรายร้ายแรง ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ยานั้นไม่ได้ แต่ขึ้นกับการประเมินประโยชน์จากยาเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ร่วมกับการลดความเสี่ยงของยา ซึ่งทั้งหมดต้องกระทำโดยแพทย์

ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดกลุ่มนี้เพื่อบรรเทาการปวดจากกา
รอักเสบชนิดเรื้อรังของโรคข้อ และมักต้องใช้ยาในขนาดสูง จึงต้องใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ ซึ่งจะคอยติดตามและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่ควรทำคือการสังเกตผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นตามอันตรายที่เห็นในภาพ เมื่อมีอาการที่น่าสงสัยให้ไปปรึกษาแพทย์ตามนัด ถ้ามีอาการรุนแรงให้ไปพบแพทย์ทันที

ก. ต่อทางเดินอาหาร สังเกตอาการปวดท้อง แสบท้อง แน่นท้อง ถ่ายดำ ซึ่งบ่งว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหาร แพทย์อาจสั่งให้กินยาลดกรดเช่น โอมีพราโซล ชื่อการค้าเช่น ไมราซิด เพื่อป้องกันอันตรายข้อนี้ของยา

ข. ต่อหลอดเลือดหัวใจ สังเกตอาการเจ็บหน้าอก ปวดตื้อ ๆ อาจมีปวดร้าวไปที่ไหล่ โดยเฉพาะตอนออกกำลังและเบาลงเมื่อพัก

ค. ต่อไต อันนี้ดูยาก เพราะถ้าไตเสื่อมระยะแรกต้องตรวจเลือด ซึ่งคุณหมอควรจะติดตามให้อยู่แล้ว

ง. ต่อตับ สังเกตอาการตาเหลือง ฝ่ามือเหลือง ปัสสาวะสีเหลืองเข้มผิดปกติ อ่อนเพลีย เบื่่ออาหาร ปวดชายโครงด้านขวา

จ. ต่อผิวหนัง ถ้ามีผื่นขึ้น ให้หยุดยาแล้วรีบไปพบแพทย์

ฉ. ต่อหลอดเลือดสมอง สังเกตอาการอ่อนแรงของแขนขา

*ผลข้างเคียงของเอ็นเสดยังมีมากกว่า 6 ข้อที่บอกไว้ ดังนั้นหากมีความผิดปกติใด ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ระหว่างใช้ยาให้แจ้งแพทย์ทราบเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นผลข้างเคียงจากยาหรือไม่
**เมื่อได้รับยาตามคำสั่งแพทย์แล้ว อย่าลดขนาดยาเอง อย่าหยุดยาเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์
***การปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยา เป็นเป้าหมายสำคัญของการรักษาโรคทุกโรค เพื่อป้องกันการได้รับความเสี่ยงจากยา เช่นโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ก็จะยังไม่ให้ยาแต่เริ่มแรก แต่ให้ไปปฏิบัติตัวก่อน ยกเว้นมีอาการขั้นรุนแรงที่ต้องให้ยาในทันที






 

Create Date : 08 สิงหาคม 2551   
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 21:42:48 น.   
Counter : 4020 Pageviews.  

เลือกซื้อยาอย่างไร ประหยัดค่าใช้จ่าย ...







บทความเรื่องนี้ ผมเก็บไว้นานแล้ว จะไม่ได้ว่า นำมาจากที่ไหน .. ถ้าใครเคยเห็นหรือทราบว่าบทความนี้มาจากไหน รบกวนแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ ...

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ยาชนิดเดียวกันเมื่อมีการผลิตจากหลายบริษัทอาจมีราคาขายที่แตกต่างกันได้มาก เนื่องจากยาเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง มูลค่ายาจึงมีองค์ประกอบต้นทุนที่เป็นส่วนที่ต้นทุนคงที่ และต้นทุนแปรผันแตกต่างกันในยาแต่ละชนิด

อย่างไรก็ตามเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ายาใหม่ (brand name or original drugs) มักจะมีราคาแพงมากกว่ายาเก่าในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากบริษัทยาผู้ผลิตจำเป็นต้องได้รับกำไรชดเชยค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (research and development cost) ยาชนิดนั้นๆ ก่อนที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนให้นำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้

บริษัทยาเจ้าของสิทธิบัตรของยาใหม่จึงได้รับความคุ้มครองในช่วงเวลาหนึ่ง (ประมาณ 15 - 20 ปี นับแต่วันจดทะเบียนสิทธิบัตรการค้นพบ) เมื่อครบกำหนดบริษัทยาอื่นก็สามารถผลิตยาชนิดเดียวกันนั้นออกจำหน่ายด้วยเช่นกัน แต่ต้องใช้ชื่อการค้าอื่นหรือใช้ชื่อทางเคมีของยาโดยตรง

จึงนิยมเรียกยาที่ผลิตออกจากต่างบริษัทในภายหลังว่าเป็นยาเลียนแบบหรือ ยาสามัญ (generic drugs) ซึ่งส่วนใหญ่มักมีราคาถูกลงมาก เนื่องจากบริษัทที่ผลิตขึ้นตามในภายหลังเหล่านี้ไม่มีต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนามากเหมือนบริษัทต้นแบบ


ปัญหาเรื่องการกำหนดราคายาที่เหมาะสมจึงเป็นปัญหาหนึ่งที่มีข้อถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมยาของบริษัทข้ามชาติที่เป็นหัวขบวนในการคิดค้นพัฒนายาใหม่เข้าสู่ระบบสาธารณสุข กับกลุ่มบริษัทยาขนาดเล็กที่มุ่งเน้นผลิตยาสามัญและประเทศด้อยพัฒนาที่มีฐานะจำกัดทางเศรษฐกิจ คนกลางที่เป็นผู้ตัดสินได้แก่องค์กรของรัฐหรือผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุขของแต่ละประเทศที่ต้องรักษาดุลยภาพระหว่างการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนายาใหม่ที่จำเป็นต่อการต่อสู้โรคร้ายต่างๆ กับโอกาสในการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจน

คำถามที่ทำให้แพทย์ผู้สั่งใช้ยา หรือผู้ป่วยมักลังเลในการเลือกใช้ยาชนิดเดียวกันที่มีราคาแตกต่างกันได้มากตั้งแต่ 2-30 เท่าขึ้นไปก็คือ คุณภาพของยาระหว่างชนิดราคาถูก (ยาสามัญ) จะดีเท่าชนิดที่มีราคาแพง (ยาต้นแบบ) หรือไม่ คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้คงไม่อาจตอบได้อย่างง่ายๆ ในทุกกรณี เนื่องจากการประเมินคุณภาพของยาเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้หากมีความตั้งใจจริงและมีระบบตรวจสอบประเมินคุณภาพที่ดีพอรองรับ


ควรจะเลือกซื้อยาอย่างไรให้ประหยัดค่าใช้จ่าย

ราคายาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในการรักษาโรค มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ผู้บริโภคจะพิจารณาเพื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ ทั้งจากยาตามใบสั่งแพทย์และยาสามัญที่ซื้อกันเองโดยทั่วไป สิ่งเหล่านี้ได้แก่

การซื้อยาในชื่อทั่วไป เมื่อบริษัทผู้ผลิตยาวิจัยและพัฒนายาใหม่จนสามารถขอขึ้นทะเบียนยาได้ ต้องใช้เวลานับสิบปีและค่าใช้จ่ายนับพันล้านบาท บริษัทผู้ผลิตยาจะได้รับลิขสิทธิ์ยานั้นระยะหนึ่ง (หลายปี) ซึ่งในช่วงนี้ผู้ผลิตต้องแสวงหาผลประโยชน์จากการลงทุนกลับคืนอย่างเต็มที่ด้วยการตั้งราคายาไว้สูง เมื่อลิขสิทธิ์ยาหมดลงบริษัทผู้ผลิตอื่นสามารถผลิตยา ขอขึ้นทะเบียนและขายได้ภายใต้ชื่อทั่วไปหรือชื่อการค้าใหม่ของตน ส่วนใหญ่ยาเหล่านี้จะมีขนาดความแรงและวิธีใช้เหมือนยาต้นฉบับ โดยมีรูปลักษณะและคุณภาพใกล้เคียงกัน แต่มีราคาถูกกว่ามากเนื่องจากไม่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนายา

ในกรณีการซื้อยาตามใบสั่งแพทย์ ท่านอาจขอให้เภสัชกรจ่ายยาชื่อทั่วไปแทนยาชื่อการค้าได้ ถ้าหากยาดังกล่าวมีคุณภาพใกล้เคียงกัน แต่ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ยาตามชื่อการค้าที่แพทย์สั่งเนื่องจากแพทย์ระบุว่าไม่ต้องการให้เภสัชกรจ่ายยาแทน หรือเป็นยาชื่อการค้าที่ไม่มียาชื่อทั่วไปที่มีคุณภาพใกล้เคียงในการรักษา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการผลิตยาไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ดีผู้ป่วยที่มีความวิตกเรื่องราคายาควรขอให้แพทย์ผู้รักษาเขียนใบสั่งยาที่มียาชื่อทั่วไปให้ตน

การเลือกร้านขายยา มีปัจจัยหลายอย่างที่ใช้ประกอบการเลือกร้านขายยา ได้แก่

ระยะทางและความสะดวก ร้านขายยาที่อยู่ใกล้บ้านหรือที่ทำงานของท่านจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่ได้ขับรถ ต้องการซื้อยาเพื่อรักษาความเจ็บป่วยอย่างเร่งด่วน เช่น เด็กตัวร้อนจัด หรือซื้อยาธรรมดาสามัญ เช่น ยาแก้ปวดศีรษะ

ร้านขายยา การสืบราคาจากร้านขายยาหลายๆ ร้าน จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องยาได้มาก เนื่องจากแต่ละร้านอาจมีนโยบายทางการค้าไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ดียาราคาถูกอาจสัมพันธ์คุณภาพการให้บริการหรือยาที่ลดลง เช่น ขาดคำแนะนำที่ถูกต้อง ยาเก็บรักษาในร้านอย่างไม่ถูกต้องมาตรฐาน หรือแม้กระทั่งในกรณีที่ร้ายแรงคือยาไม่ได้มาตรฐาน เช่น ยาหมดอายุ เป็นต้น

เภสัชกรประจำร้าน เภสัชกร จะให้คำตอบหรือคำแนะนำที่ถูกต้องเกี่ยวกับยาที่ซื้อตามใบสั่งแพทย์ ประเมินอาการผู้ป่วยเบื้องต้นและพิจารณาเลือกยา ให้อย่างมีหลักการในกรณีที่ผู้ใช้ยารักษาตนเอง ทั้งนี้ตัวผู้ใช้ยาเอง จะต้องเปิดใจและรู้สึกสะดวกสบายในการตอบข้อซักถามของเภสัชกร ซึ่งมักเป็นคำถามที่คล้ายคลึงกับที่แพทย์ถามผู้ป่วยก่อนให้การรักษาหรือจ่ายยา

การซื้อยาคราวละมากๆ การซื้อยาสามัญที่ใช้ประจำคราวละมากๆ เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้แพ้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้มาก แต่จะต้องปรึกษากับเภสัชกรก่อนทุกครั้งที่จะซื้อคราวละมากๆ ดังกล่าว เนื่องจากยาบางอย่างมีอายุสั้น หรือจะเสื่อมคุณภาพอย่างรวดเร็ว ให้สังเกตวันเดือนปีหมดอายุของยาและไม่นำมาใช้เมื่อเกินวันเวลาดังกล่าว



ถ้าสนใจเรื่อง ยา ลองแวะไปอ่านในบล๊อกของคุณ อะธีลาส นะครับ มีข้อมูลน่าสนใจเยอะเลย

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการใช้ยา..... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=01-10-2009&group=4&gblog=78

ยาเหลือใช้... ที่บ้าน................ นำมาฝาก จากเวบหมอชาวบ้าน ...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-12-2010&group=4&gblog=89

แพ้ยา ผลข้างเคียงของยา ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-06-2008&group=4&gblog=47

ยา ทำไมถึง แพง ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-06-2008&group=4&gblog=49

เลือกซื้อยาอย่างไร ประหยัดค่าใช้จ่าย...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-06-2008&group=4&gblog=50

ยาสเตียรอยด์ ,สเตอรอยด์

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-02-2008&group=5&gblog=5

ยาชุดคืออะไร

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2008&group=5&gblog=6

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

ยาล้างไต มีจริง ???ล้างไต ได้จริงหรือ ??? กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55

ยา กับ อาหารเสริม(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ต่างกันอย่างไร ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2008&group=7&gblog=5

ยาไทย หรือยานอก
//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mister-gray&month=08-2005&date=21&group=2&gblog=7

ยาไทย หรือยานอก ภาค 2ระวังยาโรงพยาบาลให้ดี

//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mister-gray&month=08-2005&date=22&group=2&gblog=16

ยาไทย หรือยานอก ภาค 3ปัญหาของยาไทย

//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mister-gray&month=08-2005&date=23&group=2&gblog=5

เหตุผลที่ยานอก ดีกว่ายาไทย

//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mister-gray&month=08-2005&date=24&group=2&gblog=1

ยานอก ดีกว่ายาไทยจริงๆ

//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mister-gray&month=08-2005&date=24&group=2&gblog=2


“””””””””””””””””””””

คำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชนแสนแพง... ( นำมาฝาก )

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=28-05-2015&group=7&gblog=189

โรงพยาบาลเอกชน "แพง" ..ข้อมูลที่ยังไม่รู้ หรือว่า แกล้งไม่รู้ ? ( ฟังความอีกข้าง^_^ )

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-06-2015&group=7&gblog=190





 

Create Date : 22 มิถุนายน 2551   
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 21:58:39 น.   
Counter : 629 Pageviews.  

ยา ทำไมถึง แพง ???








ยา ทำไมถึง แพง ???


ทำไมราคายาแต่ละคลินิก หรือ ร้านขายยา จึงมีราคาแตกต่างกัน บางครั้งอาจต่างกันมากจาก ราคา ร้อยกว่าบาทต่ออาทิตย์ จนถึง หลายร้อยหรือเป็นพันบาทต่ออาทิตย์ ซึ่งอาจเกิดจาก ....

ต้นทุนยา ยาที่ใช้บ่อย ๆ บริษัทยาผลิตในปริมาณมาก ทำให้ต้นทุนยาชนิดนั้นต่ำกว่า

ยาที่มีปริมาณตัวยาออกฤทธิ์มากกว่า (ยาแรงกว่า) ก็มักมีราคาสูงกว่า

ยาใหม่ หรือ ยาที่มีผลข้างเคียงน้อย ก็มักมีราคาสูงกว่า

ยาชนิดเดียวกัน แต่ ผลิตคนละบริษัท ก็อาจมีราคาต่างกันมาก เนื่องจาก กระบวนการผลิตยาไม่เหมือนกัน หรือ คุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาผลิตยาต่างกัน

ยาผลิตในประเทศไทย ก็จะราคาถูกว่ายาที่นำเข้าจากต่างประเทศ การใช้ยาที่ผลิตในประเทศ ก็อาจจะได้ผลดี แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้ยานำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยเคยไปรักษามาหลายแห่ง แล้วไม่ดีขึ้น ก็อาจจำเป็นต้องใช้ยาที่แตกต่างจากคลินิก หรือ โรงพยาบาล ที่ใช้กันอยู่ ราคายาก็มักจะสูงกว่าปกติ

ยาบางชนิดจะมีเฉพาะยาที่นำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ไม่มีทางเลือก

แม้แต่ยานำเข้าต่างประเทศก็ยังต่างกัน เช่น ยาที่นำเข้า จากประเทศ จีน อินเดีย จะมีราคาค่อนข้างถูกมาก ในขณะที่ถ้าเป็นยาที่นำเข้าจากอเมริกา หรือ ยุโรป จะราคาสูงกว่า เป็นต้น



ทำไมซื้อยาที่ร้านขายยาจึงถูกกว่าคลินิก ?

มีหลายสาเหตุ แต่ที่เป็นสาเหตุหลัก ก็คือ ร้านขายยามักจะซื้อยา ในปริมาณมาก ๆ จึงได้ราคาต้นทุนถูกกว่า ...

อย่างไรก็ตาม ราคาที่ถูกกว่า อาจสัมพันธ์กับคุณภาพการให้บริการหรือคุณภาพยาที่ลดลง เช่น ขาดการวินิจฉัยโรค ขาดคำแนะนำที่ถูกต้อง ขาดการรักษาที่เหมาะสม การเก็บรักษายาอย่างไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน หรือแม้กระทั่งในกรณีที่ร้ายแรง เช่น ยาปลอม ยาหมดอายุ เป็นต้น

ถ้ากังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ให้สอบถามแพทย์ว่า ทั้งหมดราคาเท่าไหร่
อาจแจ้งแพทย์ว่า ขอลองใช้ยาที่ราคาต่ำกว่า (ยาผลิตในประเทศ)
หรือ ขอรับยาจำนวนน้อยลง


ถ้าสนใจเรื่อง ยา ลองแวะไปอ่านในบล๊อกของคุณ อะธีลาส นะครับ มีข้อมูลน่าสนใจเยอะเลย

ยาไทย หรือยานอก
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mister-gray&month=08-2005&date=21&group=2&gblog=7

ยาไทย หรือยานอก ภาค 2ระวังยาโรงพยาบาลให้ดี

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mister-gray&month=08-2005&date=22&group=2&gblog=16

ยาไทย หรือยานอก ภาค 3ปัญหาของยาไทย

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mister-gray&month=08-2005&date=23&group=2&gblog=5

เหตุผลที่ยานอก ดีกว่ายาไทย

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mister-gray&month=08-2005&date=24&group=2&gblog=1

ยานอก ดีกว่ายาไทยจริงๆ

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mister-gray&month=08-2005&date=24&group=2&gblog=2


“””””””””””””””””””””

คำแนะนำเพื่อหลีกเลี่ยงค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชนแสนแพง... ( นำมาฝาก )

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=28-05-2015&group=7&gblog=189

โรงพยาบาลเอกชน "แพง" ..ข้อมูลที่ยังไม่รู้ หรือว่า แกล้งไม่รู้ ? ( ฟังความอีกข้าง^_^ )

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-06-2015&group=7&gblog=190



***********************************

จริงหรือที่ยาชีววัตถุคล้ายคลึงในประเทศไทย ดีและปลอดภัย (ตอน 1)
โดย หมอดื้อ
13 พ.ย. 2559 05:01
https://www.thairath.co.th/content/781066

ดร.ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ความจริงที่น่าตกใจ ผลิตภัณฑ์ชีววัตถุ เช่น อินซูลิน อีโปรอีติน โมโนโคนัลแอนติบอดี ฯลฯ มีการนำมาใช้รักษา
โรคมานานพอควรและได้รับการยอมรับว่าสามารถรักษาโรคที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตรวมทั้งโรคเรื้อรังได้จริง

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยต้นทุนที่สูง ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงมีข้อจำกัดในการเข้าถึงของผู้ป่วยโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ไม่นานนี้สิทธิบัตรและ/หรือสัญญาการคุ้มครองข้อมูลของบรรดาผู้ผลิตภัณฑ์ชี
ววัตถุต้นแบบกลุ่มแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนได้หมดอายุลง จึงเปิดทางให้มีการผลิตผลิตภัณฑ์ชีววัตถุคล้ายคลึง (biosimilars) กับผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (originator) ขึ้น

และเนื่องจากการผลิตผลิตภัณฑ์ชีววัตถุคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์ต้นแบบไม่ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มากนัก จึงส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตผลิตภัณฑ์ชีววัตถุคล้ายคลึงต่ำกว่าต้นทุนในการผลิตของผลิตภัณฑ์ต้น
แบบ ราคาของผลิตภัณฑ์ชีววัตถุคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์ต้นแบบจึงต่ำกว่ามากทำให้มีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นที่มีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้

แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการประเมินผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพื่ออนุมัติให้ใช้ในทางการแพทย์ ซึ่งข้อมูลบางส่วนได้อ้างอิงข้อมูลความปลอดภัยและประสิทธิผลจากผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
แล้ว นอกจากนี้ ประสบการณ์ในการรักษาโรครวมทั้งข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยาต้นแบบยังช่วยสนับสนุนการเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุคล้ายคลึง ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานในโลกได้
บัญญัติศัพท์หลากหลายกันไปเพื่อนิยามผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เช่น ผลิตภัณฑ์ชีววัตถุที่มีลักษณะคล้ายกัน(similar biotherapeutics products, biosimilars) ผลิตภัณฑ์โปรตีนเลียนแบบ(follow-on protein products) และผลิตภัณฑ์ชีววัตถุที่ได้รับการนำเข้าสู่ท้องตลาดในภายหลัง(sub sequent-entry biologics)

ซึ่งยาชีววัตถุคล้ายคลึงจะหมายถึงผลิตภัณฑ์ชีววัตถุที่ได้จากการตัดต่อทางพันธุกรรมด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ โดยต้องเป็นยาที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย และผ่านการตรวจสอบลักษณะอย่างดี (well–established and well–characterized biological medicinalproducts) ทั้งนี้ ไม่รวมถึงวัคซีนผลิตภัณฑ์ที่ได้จากพลาสมา และอนาล็อกของวัคซีนหรือพลาสมาที่ได้จากการตัดต่อทางพันธุกรรม (recombinant analogues) ส่วนยาชีววัตถุที่ไม่เป็นทั้งผลิตภัณฑ์ยาต้นแบบและยาชีววัตถุคล้ายคลึงนั้นต้องการข้อมูลที่ครบถ้วนแบบเดียวกับยาชีววัตถุต้นแบบในการประเมินการขึ้นทะเบียนตำรับยา

คำว่า ยา “สามัญ” นั้นเป็นคำที่ใช้อธิบายถึงผลิตภัณฑ์เคมีและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของโมเลกุลขนาดเล็ก ซึ่งมีโครงสร้างและประสิทธิผลในการรักษาเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ซึ่งสิทธิบัตร
และ/หรือสัญญาการคุ้มครองข้อมูลของการผลิตได้หมดอายุลง วิธีการและข้อมูลที่ถูกกำหนดให้ยื่นต่อองค์กรที่ประเมินและอนุมัติการใช้ยาเพื่อแสดงให้เห็นว่ายาสามัญมีความสมมูลทางการรักษา
(therapeutic equivalence) กับผลิตภัณฑ์อ้างอิงมักจะเหมาะสมและเพียงพอที่จะรับรองประสิทธิผลที่เทียบเท่าระหว่างยาสามัญกับผลิตภัณฑ์อ้างอิง แต่แนวทางที่เคยกำหนดขึ้นสำหรับเปรียบเทียบความสมมูลทางการรักษาของยาสามัญนั้นไม่สามารถนำมาใช้กับการพัฒนา การประเมิน และการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุคล้ายคลึง ทั้งนี้ เพราะลักษณะโมเลกุลของยาชีววัตถุแบ่งออกเป็นแบบที่มีโมเลกุลไม่ซับซ้อนมากและง่ายต่อการพิสูจน์หรือแยกสาร

ตัวอย่างเช่น อินซูลิน เป็นเปปไทด์ฮอร์โมนที่มีโครงสร้างโมเลกุลไม่ซับซ้อน เปรียบเทียบและลอกแบบได้โดยตรง แต่ยาชีววัตถุคล้ายคลึงบางกลุ่ม เช่น interferon, epoetin, monoclonal
antibody เป็นต้น เป็นโปรตีนที่มีกลุ่มน้ำตาลเกาะอยู่ในโมเลกุล (glycosylated protein)หรือมี isoform ที่ต่างกัน

โมเลกุลลักษณะนี้จึงมีความซับซ้อนมากกว่าและยากที่จะพิสูจน์คุณลักษณะ ดังนั้นความแตกต่างในกระบวนการผลิตของโมเลกุลประเภทนี้อาจส่งผลต่อคุณสมบัติด้านโครงสร้าง ความแตกต่างทางเภสัช
พลศาสตร์และเภสัชจลนศาสตร์ ทำให้เกิดความแตกต่างในด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพและการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา

คุณภาพและมาตรฐานของหลักฐานที่ใช้สนับสนุนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ชีววัตถุคล้ายคลึงจึงเป็นสิ่งจำเป็นซึ่งต้องมีเพียงพอ เพื่อแสดงว่าผลิตภัณฑ์นี้ผ่านเกณฑ์ที่ยอมรับได้ในด้านคุณภาพความปลอดภัย และ
ประสิทธิผล เพื่อประโยชน์ทางการสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังเป็นที่คาดหวังว่าความละเอียดครบถ้วนของข้อมูลที่ต้องการและการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ชีววัตถุที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล ปัจจุบันการรักษาโรคด้วยยาชีววัตถุมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น องค์กรควบคุมยาทั่วโลกได้ออกแนวทางในการอนุญาตการขึ้นทะเบียน
ยาชีววัตถุคล้ายคลึง ปัจจุบันจึงมีหลายประเทศที่ได้ออกข้อกำหนด (เช่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลียสิงคโปร์ มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น) หรือข้อแนะนำจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในการประเมินและอนุญาตยาชีววัตถุที่เป็นยาชีววัตถุคล้ายคลึง

สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการอนุญาตทะเบียนตำรับยาได้เล็งเห็นถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคในการได้รับยา จึงได้ดำเนินการร่างแนว
ทางการกำกับดูแลยาชีววัตถุคล้ายคลึงในประเทศไทยและจัดทำหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตำรับยาชีววัตถุคล้ายคลึงในประเทศไทย เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสำหรับ
ประชาชนไทยเหตุที่จำเป็นต้องมีการควบคุมยาชีววัตถุคล้ายคลึงอย่างเข้มงวดเพราะมีรายงานการเกิด immunogenicity ในยาชีววัตถุหลายชนิดทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย.

********************************

จริงหรือที่ยาชีววัตถุคล้ายคลึงในประเทศไทยดีและปลอดภัย (ตอนที่ 2)
โดย หมอดื้อ
20 พ.ย. 2559 05:01
https://www.thairath.co.th/content/787821

ในการประเมินยาชีววัตถุว่าเป็นยาชีววัตถุคล้ายคลึงนั้นขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของข้อมูลทั้งหมด (totality of evidence) ของการศึกษาเปรียบเทียบ (comparability exercises) ที่สามารถแสดงคุณสมบัติความคล้ายคลึง (biosimilarity) กับยาชีววัตถุอ้างอิงในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ โดยต้องทำการศึกษาเปรียบเทียบในประเด็นต่างๆ ดังนี้

(1)ข้อมูลการเปรียบเทียบในด้านการผลิตและการระบุลักษณะเฉพาะ การศึกษาเปรียบเทียบความคล้ายคลึงด้านคุณภาพกับยาชีววัตถุอ้างอิงเป็นข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นที่ใช้ประเมินความเหมือนหรือความแตกต่างด้านคุณภาพระหว่างยาชีววัตถุคล้ายคลึงกับยาชีววัตถุอ้างอิง ยาชีววัตถุคล้ายคลึงต้องแสดงให้เห็นถึงข้อมูลด้านคุณภาพที่มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับยาชีววัตถุอ้างอิง ซึ่งหากพบความแตกต่างด้านคุณภาพจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าความแตกต่างดังกล่าวไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยา

เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชีววัตถุประกอบด้วยโปรตีนที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนอันทำให้บอกคุณลักษณะได้ยาก เช่น โครงสร้างสามมิติ, ปริมาณสัดส่วนความหลากหลายของไอโซฟอร์ม (isoform) หรือการดัดแปลงโมเลกุลโปรตีนหลังแปลรหัส (posttranslational modifications) เช่น การเติมหมู่น้ำตาลให้กับโปรตีน (glycosylation) เป็นต้น ทำให้การตรวจสอบคุณลักษณะ (characterization) ยากกว่ายาทั่วไปที่เป็นผลิตภัณฑ์เคมี ยาชีววัตถุที่จะได้รับการพิจารณาว่า มีความเหมาะสมเป็นยาชีววัตถุคล้ายคลึงขึ้นอยู่กับวิธีการวิเคราะห์ กระบวนการผลิต และการควบคุมคุณภาพที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่มีในปัจจุบัน (state of the art) โดยต้องพัฒนาให้ได้กระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพจนเกิดความสม่ำเสมอในกระบวนการเหล่านั้น รวมทั้งประสบการณ์ทางคลินิกและการกำกับดูแล ซึ่งเรียกว่า การออกแบบคุณภาพ (quality by design) ในกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุที่มีลักษณะพึงประสงค์ รวมทั้งการตรวจสอบคุณลักษณะเฉพาะ (molecular characterization) ของตัวยาสำคัญ (active pharmaceutical ingredient) และยาสำเร็จรูปของผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุคล้ายคลึง (finished product) เทียบเคียงกับยาชีววัตถุต้นแบบ

(2)ข้อมูลการเปรียบเทียบในขั้นตอนการผลิต เนื่องจากกระบวนการผลิต (manufacturing process) ส่งผลต่อคุณลักษณะเฉพาะระดับโมเลกุลของตัวยาสำคัญและสิ่งปนเปื้อน/สารที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ (product related substances) ซึ่งคุณลักษณะเฉพาะระดับโมเลกุลดังกล่าวเป็นสิ่งบ่งบอกถึงคุณลักษณะเฉพาะของยาชีววัตถุคล้ายคลึง นอกจากนี้ ยาชีววัตถุคล้ายคลึงยังมีกระบวนการผลิตตัวยาสำคัญและยาสำเร็จรูปเฉพาะของตนเอง ดังนั้นกระบวนการผลิตควรได้รับการปรับให้เหมาะสมโดยอาศัยข้อมูลการผลิตที่ทันสมัยได้แก่ expression system, เซลล์สับสเตรท (cell substrate), การเพาะเลี้ยง (culture), การทำให้บริสุทธิ์ (purification), ความปลอดภัยจากไวรัส (viral safety), สารปรุงแต่งยา (excipient), การตั้งตำรับ (formulation), ปฏิกิริยาของบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสโดยตรงกับยา และอื่นๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ผลิตที่ต้องแสดงให้เห็นว่ายาชีววัตถุคล้ายคลึงผลิตด้วยกระบวนการผลิตที่มีความสม่ำเสมอ และมีการพัฒนาจนเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตยาชีววัตถุ

นอกจากนี้ควรมีการศึกษาสูตรตำรับในกระบวนการพัฒนาการผลิตยา เพื่อหารูปแบบยาที่เหมาะสม ถึงแม้ว่าสารช่วยอื่นๆจะมีคุณสมบัติและปริมาณเช่นเดียวกับยาชีววัตถุอ้างอิงก็ตาม ซึ่งควรแสดงให้เห็นถึงความเหมาะสมของการตั้งสูตรตำรับโดยคำนึงถึงความคงตัวหรือคงสภาพความเข้ากันได้ (เช่น ความเข้ากันได้กับสารปรุงแต่งอื่น ตัวทำเจือจาง และวัสดุบรรจุภัณฑ์) และความสมบูรณ์ (integrity) ของตัวยาสำคัญทั้งทางชีวภาพและทางเคมีกายภาพ และผู้ผลิตยาชีววัตถุคล้ายคลึงจำเป็นต้องจัดทำรายละเอียดการเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันระหว่างยาชีววัตถุคล้ายคลึงกับยาชีววัตถุอ้างอิง การศึกษาเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกันควรเป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะของยาแต่ละชนิดที่ระบุในตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศ และตามหลักเกณฑ์เฉพาะของยาแต่ละชนิด รวมถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ

(3)ข้อมูลการเปรียบเทียบในการศึกษาด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ก่อนจะเริ่มการศึกษาทางคลินิก ควรทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างยาชีววัตถุคล้ายคลึงและยาชีววัตถุอ้างอิงในการศึกษาที่ไม่ได้ทำในมนุษย์ก่อน (non-clinical study) โดยออกแบบระเบียบวิธีการศึกษาให้สามารถตรวจพบความแตกต่างระหว่างยาชีววัตถุคล้ายคลึงและยาชีววัตถุอ้างอิงได้โดยอาศัยผลจากการศึกษาทางเคมีกายภาพและคุณลักษณะเฉพาะทางชีวภาพในจุดที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย (risk-based approach) การพิจารณาเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาชีววัตถุคล้ายคลึง

การเปรียบเทียบความคล้ายคลึงทางคลินิกควรจะทำเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากการศึกษาเภสัชจลนศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์ แล้วจึงตามด้วยการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยาทางคลินิก หรือในบางกรณีผลการศึกษาทางเภสัชจลนศาสตร์/เภสัชพลศาสตร์ อาจใช้เพื่อแสดงความเท่าเทียมกันของผลทางคลินิก เพราะฉะนั้นข้อกำหนดในการศึกษาทางคลินิกจึงขึ้นกับองค์ความรู้ที่มีอยู่ของยาชีววัตถุอ้างอิงและข้อบ่งใช้ของยา รวมทั้ง แนวทางในการรักษาโรคด้วยยานั้นๆ นอกจากนี้ ยาชีววัตถุคล้ายคลึงที่จะนำมาศึกษาวิจัยทางคลินิกต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพเดียวกันกับผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตเพื่อจำหน่าย ซึ่งจะต้องพิสูจน์ความคล้ายคลึงกับผลิตภัณฑ์ชีววัตถุอ้างอิงอย่างชัดเจนก่อนว่าไม่มีความแตกต่างในผลการรักษาและการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา และต้องมีการติดตามเฝ้าระวังการเกิด immunogenicity อย่างน้อย 12 เดือน และหลังจากที่ยาชีววัตถุคล้ายคลึงออกสู่ตลาด

(4)ข้อมูลแผนจัดการความเสี่ยง เนื่องจากข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิกก่อนได้รับอนุญาตทะเบียนตำรับยาอาจไม่เพียงพอที่จะแสดงถึงความแตกต่างทั้งหมดที่มีผลต่อความปลอดภัยทางคลินิกได้ ดังนั้นจำเป็นต้องติดตามความปลอดภัยทางคลินิกของยาชีววัตถุคล้ายคลึงอย่างใกล้ชิดหลังได้รับอนุญาต ซึ่งรวมถึงการประเมินประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้ยาด้วย

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีการติดตามความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาชีววัตถุคล้ายคลึง โดยต้องจัดให้มีแผนจัดการความเสี่ยง (risk management plan; RMP)

เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุคล้ายคลึงที่ผลิตจากแหล่งผลิตต่างกัน (ผลิตภัณฑ์จากต่างบริษัท) จะทำให้เกิดความแตกต่างของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยแต่ละราย การใช้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุสลับไปมา (switching) หรือเปลี่ยนใช้ผลิตภัณฑ์จากแหล่งผลิตอื่น (substitution) ยังไม่มีแนวทางทางวิชาการฉบับใดที่แนะนำวิธีปฏิบัติอย่างถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการเหนี่ยวนำ immunogenicity อันจะนำไปสู่การสูญเสียประสิทธิผลของยา (loss of efficacy) และ/หรือการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น การเกิด pure red cell aplasia

ในกรณีที่เกิด immunogenicity จากการใช้ epoetin EMA (European Medicines Agency) ได้เคยระบุไว้ว่าให้อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้สั่งใช้ยาในกลุ่มนี้ เพื่อให้การติดตามความปลอดภัยจากการใช้ยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถคาดเดาเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้.

หมอดื้อ
จริงหรือที่ยาชีววัตถุคล้ายคลึงในประเทศไทย ดีและปลอดภัย (ตอน 1)โดย หมอดื้อ 13 พ.ย. 2559 05:01ดร.ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภส

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/781066




 

Create Date : 22 มิถุนายน 2551   
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2562 20:43:22 น.   
Counter : 876 Pageviews.  

1  2  3  4  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]