Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ยาชุดคืออะไร อันตรายแค่ไหน ?





ยาชุดคืออะไร

https://www.elib-online.com/doctors/ortho_joint01.html

รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงรัตนวดี ณ นคร ได้รายงานไว้ใน "คู่มือสำหรับประชาชน" โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย ว่าตามคำจำกัดความ "ยาชุด" เป็นยาตั้งแต่ 2 ชนิดที่รวมอยู่ในซองเดียวกัน เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าตามอาการ โดยไม่ได้มีการระบุชื่อยา หรือ ขนาดยาข้างซอง

แต่ ยาชุดในปัจจุบันมีการพัฒนาไปมาก เช่น ยาสำเร็จรูปโดยมีฉลากระบุสรรพคุณไว้ข้างซองยาในลักษณะครอบจักวาล ทำเป็นยาลูกกลอนเลียนแบบยาสมุนไพร หรือป่นเป็นผงรวมไปกับยาสมุนไพร ทั้งนี้เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงจำหน่ายยาชุดซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย

ตัวยาที่บรรจุอยู่ในยาชุดอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จากการสำรวจที่อำเภอน้ำพอง ได้ยาที่ไม่ซ้ำแบบกันมา 51 ชุด พบว่า

ร้อยละ 80 มียาสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบ ส่วนใหญ่จะขายรวมกับยาต้านอักเสบที่ออกฤทธิ์แรงได้แก่ อันโดเมทาซินและเฟนนิลบูตาโซน

เพียงร้อยละ 15 ที่ยาชุดประกอบด้วยยาต้านอักเสบเพียงอย่างเดียว โดยไม่ขายรวมกับสเตียรอยด์

และมีบางชุดได้บรรจุยาต้านอักเสบ 2 ชนิด รวมทั้งยาสเตียรอยด์เข้าไว้ด้วยกัน โดยหวังที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้เป็นที่พอใจของผู้ซื้อ

จากการสำรวจพบว่ามีเพียง ร้อยละ4 ที่ยาชุดประกอบด้วย ยาแก้ปวดธรรมดาหรือสมุนไพรที่ไม่อันตราย


ยาสเตียรอยด์ เป็นยาต้านการอักเสบที่ออกฤทธิ์แรงและอันตราย การใช้ต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ผลเสียจากการใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันนานๆ คือ จะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำ ติดเชื้อง่าย ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อเรื้อรังหรือรุนแรง หน้าบวม ผิวหนังบาง เส้นเลือดเปราะและแตกง่ายเลือดออกในกระเพาะอาหาร เบาหวาน ทำให้กระดูกสันหลังพรุนและยุบง่าย หัวกระดูกต้นขาขาดเลือดตาย หลอดเลือดแข็งเร็วกว่าปกติและเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตามมา ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากการติดเชื้อรุนแรง


ยาในกลุ่มต้านการอักเสบ ( ยาบรรเทาอาการปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ )

จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ถ้ากินติดต่อกันนานๆ อาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารและกระเพาะอาหารทะลุได้

ในผู้สูงอายุผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคตับเรื้อรัง ผู้ที่ขาดน้ำ การรับประทานยาในกลุ่มนี้จะเร่งให้ไตวายเร็วขึ้น ยากลุ่มนี้อาจทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำ ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่เดิม

นอกจากนี้ถ้ามีตัวยา เฟนนิลบูตาโซน ซึ่งยังมีฤทธิ์กดไขกระดูกอย่างรุนแรง อาจทำให้เป็นโรคไขกระดูกฝ่อได้

ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรคเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทั่วไปควรจะได้ศึกษาเพื่อการบำบัดรักษาตนเองให้ถูกต้อง ร้อยละ 80 ของโรคส่วนใหญ่หายได้เองจากการปฏิบัติตัวให้เหมาะสม โดยไม่ต้องการการใช้ยา

ควรใช้ยาเฉพาะเท่าที่จำเป็นและควรจำกัดชนิดยาให้ใช้เฉพาะที่กำหนดไว้ในยาสามัญประจำบ้าน

ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ยานอกจากนี้ ควรปรึกษาแพทย์ หรือ เภสัชกร ที่อยู่ใกล้เคียงที่คาดว่าจะปรึกษาได้

ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยา รับประทานเอง โดยเฉพาะ ยาที่ไม่ระบุชื่อยา ขนาด และวิธีใช้ ไว้ที่ข้างซองเพราะมักจะส่อถึงยาอันตราย


แถม

ยาสเตียรอยด์ , สเตอรอยด์    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-02-2008&group=5&gblog=5

ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการใช้ยา ..... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )   
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=01-10-2009&group=4&gblog=78

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

ยาล้างไต มีจริง ??? ล้างไต ได้จริงหรือ ??
กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55





Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 6 ตุลาคม 2560 13:43:56 น. 9 comments
Counter : 3037 Pageviews.  

 

//www.doctor.or.th/node/6642

ยาชุดคืออะไร

ยาชุดคือ ยาหลายๆ ชนิดที่จ่ายไปเป็นชุด มักมีการตั้งชื่อหรือโฆษณาสรรพคุณเลอเลิศเกินเลยความจริงหรือถึงขั้นหลอกลวง เช่น

ยากระจายเส้น, ยาชุดปานดงกระจายเส้น (ชนิดแทนฉีด), ยาชุดอ้วน, ยาชุดหมอนวดดึงเส้นอย่างแรง (ชนิดพิเศษ), ยาชุดแก้ไข้หวัดใหญ่ (ชนิดแทนฉีด), ยาชุดบำรุงแทนฉีด, ยาชุดประดงฝรั่งอย่างแรง, ยาชุดแก้ผิดสำแลง (ชนิดพิเศษ), ยาแก้ประสาท ฯลฯ

ยาชุดเหล่นี้ ประกอบด้วยยารูปร่างและสีต่างๆ กันชุดละ 3 เม็ดบ้าง และมากกว่านั้น จนถึงชุดละ 9 เม็ด โดยไม่บอกว่าประกอบด้วยยาอะไรบ้าง แต่การศึกษาพบว่ายาเหล่านี้มียาอันตรายหลายอย่าง เช่น ยาพวกสเตียรอยด์ คลอแรมเฟนิคอล เฟนาซิติน คาเฟอีน ยากล่อมประสาท เฟนีย์ลบูตาโซน ไดพัยโรน ฯลฯ

ตัวอย่างของผลร้ายจากยาเหล่านี้

ยาพวกสเตียรอยด์ ทำให้บวม ความดันโลหิตสูง เป็นแผลในกระเพาะอาหาร เป็นเบาหวาน กระดูกผุ เป็นวัณโรคได้ง่าย เป็นโรคติดเชื้อรุนแรง ฯลฯ

คลอแรมแฟนิคอล อาจทำให้ไขกระดูกฝ่อ เป็นอันตรายถึงชีวิต

เฟนาซีติน ทำให้เป็นโรคโลหิตจาง โรคไต มีอาการเคลิบเคลิ้มและติดยา

คาเฟอีน ที่อยู่ยาบางประเภท ทำให้ติดยา

ยากล่อมประสาท ทำให้ง่วงซึม และเสพติดได้

เฟนีย์บูตาโซน ทำให้ไขกระดูกฝ่อ เม็ดเลือดขาวต่ำเป็นแผลในกระเพาะ

ไดพัยโรน ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำ เม็ดเลือดแตก ไขกระดูกฝ่อ

ฯลฯ


ความเสียหายจากการใช้ยาชุด

1. ประชาชน ได้รับยาเข้าไปสู่ร่างกายเกินจำเป็น เพราะอาการต่างๆ โดยมากใช้ยาอย่างเดียวก็พอแต่เมื่อกินยาชุดพลอยได้รับยาอื่นๆ เข้าไปด้วย โดยไม่จำเป็น ปีหนึ่งๆ ประชาชนคนไทยได้รับยา โดยไม่จำเป็นเข้าไปในร่างกายในรูปของยาชุดเป็นน้ำหนักหลายพันตัน

2. ได้รับโทษภัยจากยา เช่น เจ็บป่วย เสพติด ตลอดจนเสียชีวิต

3. เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ขณะนี้ประเทศไทยต้องสั่งยาเข้ามาจากต่างประเทศเป็นมูลค่าประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ หลายพันล้านบาท ต้องสูญเสียไปเพราะใช้ยาที่ไม่จำเป็นในรูปของยาชุด

4. ประชาชนต้องเสียเงินมากขึ้น เช่น เป็นไข้หวัดไปซื้อยาชุดมากเกินเสียเงิน 3 บาท แต่ถ้าซื้อยาแก้ไข้เดี่ยวๆ เช่น แอสไพริน หรือพาราเซตามอล จะเป็นราคาไม่เกิน 50 สตางค์

5. ประชาชนขาดความรู้ เพราะซื้อยาชุดก็ไม่ทราบว่ายาชุดประกอบด้วยอะไรบ้าง อาจะเป็นยาปลอดหรือยาเสื่อมสภาพ ซื้อกี่ชุดก็ไม่มีความรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้น ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าซื้อยาเดี่ยวก็ต้องทราบชื่อยาและมีความรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พึ่งตนเองได้ ประชาชนต้องพึ่งตนเองได้ชาติจึงจะเข้มแข็ง



การขายยาชุดจึงผิดหลักการ ผิดกฎหมาย และทำลายชาติ



คำอุทธรณ์ต่อฝ่ายต่างๆ

1. รัฐบาล ควรมีนโยบายและแผนที่จะให้เลิกจำหน่วยและใช้ยาชุดอย่างจริงจัง

2. รัฐสภา จับ ประเด็นปัญหาเรื่องยาชุดขึ้นมาพิจารณาในฐานะเป็นปัญหาที่กระทบกระเทือนต่อ ราษฎรจำนวนมาก และบ่อนทำลายเศรษฐกิจและความเข้มแข็งของประชาชาติไทย

3. ร้านขายยา ควรหยุดจำหน่ายยาชุด แต่จำหน่ายยาเดี่ยว ให้ความรู้แก่ประชาชน ไม่ขูดรีดโก่งราคา มีสัจจะและน้ำใจไมตรีต่อประชาชน

4. ประชาชน ไม่ใช้ยาชุด ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการรักษาและป้องกันโรคให้มากที่สุด ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ก็ใช้ยาเดี่ยวๆ ที่ตรงกับอาการ ยึดหลัก “ใช้ยาทุกชนิด ต้องรู้ชื่อยา และวิธีใช้ ติดฉลากเอาไว้มิให้ลืม”

5. สื่อมวลชน ให้การศึกษาแก่ประชาชนให้งดใช้ยาชุด และร้านขายยาให้เลิกจำหน่ายยาชุด

6. กระทรวงศึกษาธิการ ให้นำปัญหายาชุดไปสอนในโรงเรียนทุกโรงเรียน เพื่อให้เป็นระบบการศึกษามีความไวในการสนองตอบต่อการแก้ปัญหาสังคมยิ่งขึ้น

7. กรมการศาสนาและมหาเถรสมาคม ส่งข่าวสาร ปัญหายาชุดถวายแก่พระเถรานุเถระทั่วประเทศเพื่อแนะนำสั่งสอนประชาชน

8. กระทรวงกลาโหม ให้ข้อมูลข่าวสารปัญหายาชุดแก่ทหารทุกกองทัพ และใช้สื่อมวลชนของกองทัพทั้งหมดให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ประชาชน

9. กระทรวงสาธารณสุข เร่งตรวจตรา สอดส่อง วางมาตรการ ในเรื่องยาให้ประชาชนปลอดภัยมากขึ้น

10. สมาคมและองค์กรอื่นๆ รณรงค์ให้ความรู้ทุกๆ ด้านเกี่ยวกับปัญหายาชุด

เรา มีความเชื่อมั่นว่าด้วยสัจจะ ด้วยหลักวิชา ด้วยเมตตาธรรม ด้วยความร่วมมือ และด้วยน้ำใจไมตรีต่อกัน ประเทศของเราจะพัฒนาไปสู่ความอยู่เย็นเป็นสุขและศานติสุขได้





โดย: หมอหมู วันที่: 1 ตุลาคม 2552 เวลา:14:27:16 น.  

 

สตีรอยด์ : ยาชุด/ยาลูกกลอน = มะเร็ง


มะเร็ง หมายถึงมหันตภัยที่ค่อยๆ คุกคามชีวิตแล้วละก็ ยาสตีรอยด์ที่มีอยู่ในยาชุด/ยาลูกกลอน ก็เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่คุณเปิดประตูต้อนรับเข้าสู่ร่างกายของคุณเอง

มากกว่า ครึ่งของยาชุด/ยาลูกกลอน ที่จำหน่ายในท้องตลาดล้วนมีส่วนผสมของสตีรอยด์ทั้งสิ้น และแน่นอนในระยะเริ่มแรกมันเปรียบเสมือนมิตรที่แสนดี ทำให้คนไม่คิดระแวง ไม่คิดระวัง และติดใจกับบริการของสตีรอยด์ที่แฝงตัวอยู่ในยาชุด ยาลูกกลอนเหล่านั้น

สำหรับอิทธิฤทธิ์ของสตีรอยด์ที่ทำให้หลายคนติดใจส่วนหนึ่งเป็นเพราะกินเข้า ไปแล้วได้ผลทันตาเห็น อาทิ คนที่กำลังผจญกับอาการปวดอย่างแสนสาหัส พอกินปุ๊บก็หายปวดปั๊บ และที่สำคัญยาเหล่านี้มีราคาถูก หาซื้อกินเองได้ง่าย ยาชุดที่มีสตีรอยด์สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ชัดเจนขนาดนี้ ทำไมจึงหาว่ามันมีลักษณะคล้ายมะเร็งอีกล่ะ ?

"สิ่งใดมีคุณอนันต์ ย่อมมีโทษมหันต์" ซึ่งเป็นคำพูดที่สามารถอธิบายถึงอิทธิฤทธิ์ของสตีรอยด์ในยาชุดยาลูกกลอนได้ เป็นอย่างดีทีเดียว อย่างที่บอกในตอนต้นแล้วว่า ระยะเริ่มแรกของการใช้ยานี้จะทำให้คุณรู้สึกดีและมีความสุขในการดำรงชีวิต แต่เมื่อคืนวันผ่านไป คุณจะได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงว่าเป็น "เทวดาหรือพญามาร" ซึ่ง ณ เวลานั้นก็สายเกินไปเสียแล้วที่จะกลับตัวกลับใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคุณคือ ไตพิการ กระดูกผุ หน้าบวมเป็นดวงจันทร์ (moon face) อ้วน บวมน้ำ ความดันเลือดสูง กล้ามเนื้อไม่มี เป็นต้น

การแพร่ระบาดของการใช้สตีรอยด์ อย่างผิดๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วเกิดจากอะไรกันแน่นั้น คงต้องขออธิบายลึกลงไปถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม ความเชื่อและทัศนคติในการใช้ยา

๑. เชื่อว่าการซื้อยากินเองช่วยบรรเทา อาการได้ และจะแนะนำยาที่ใช้แล้วได้ผลดีให้แก่ผู้ใกล้ชิดที่มีอาการเดียวกัน ซึ่งเป็นที่มาของทัศนคติที่ว่า "การซื้อยากินเองเป็นสิ่งที่ถูกต้องและไม่น่าจะเป็นอันตราย"

๒. การเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยจะปรึกษาและเชื่อคำแนะนำของคนในครอบครัว นั่นคือ สมาชิกในครอบครัวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการใช้ยาและการรักษา

๓. ซื้อยาที่ต้องการได้ง่าย และพยายามซื้อยาที่ต้องการแม้ว่าจะหาได้ยากหรือถูกห้ามขายก็ตาม และยิ่งถ้ายานั้นทำให้อาการดีขึ้นก็จะซื้อกินเองซ้ำอีกเรื่อยๆ

ดังนั้น เมื่อรวมทั้ง ๓ ข้อนี้เข้าด้วยกันแล้วจะทำให้พอสรุปได้ว่า ผู้ป่วยจะมีความพยายามรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยตนเองก่อน หรือพูดง่ายๆ ก็คือต้องไม่ไหวแล้วจริงๆ ถึงจะยอมไปพบแพทย์

จุดนี้เองที่ทำให้เกิด การใช้สตีรอยด์อย่างผิดๆ อย่างแพร่หลายจนกลายมาเป็นปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญ ยาสตีรอยด์ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่าโรคหายและไม่ยอมไปพบแพทย์ แต่สุดท้ายกว่าผู้ป่วยจะยอมไปพบแพทย์อาการก็แสนสาหัสเสียแล้ว พอถึงตรงนี้ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการรักษาพยาบาลก็จะแพงกว่าการรักษาแต่เนิ่นๆ (หมายถึงช่วงที่อาการ/ โรคยังไม่รุนแรง หรือในระยะเริ่มแรกของการเป็นโรค)

ถึงตรงนี้ผู้อ่านสงสัยอีกใช่ไหมว่า แล้วยาอันตรายอย่างนี้ ทำไมถึงยอมให้มีการทำออกมาขายควรจะเลิกผลิตได้แล้ว

สำนัก งานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อ.ย. ได้กำหนดให้สารสตีรอยด์จัดเป็น "ยาควบคุมพิเศษ" หมายถึง เป็นยาที่ต้องควบคุมดูแลและจับตามองเป็นพิเศษ มีบทบัญญัติและบทลงโทษหากมีการฝ่าฝืนเกิดขึ้น แต่เนื่องด้วยการใช้มาตรการทางกฎหมายนั้น มีข้อจำกัดทางด้านกำลังคน

ดังนั้น การพึ่งตนเองก่อนปลอดภัยที่สุด นั่นคือปฏิเสธยาที่ผสมสตีรอยด์ ถามคนขายไปตรงๆ เลยว่า "ในยาชุดนี้มีสตีรอยด์ อยู่ด้วยหรือเปล่า"

เพื่อความมั่นใจว่าคุณจะปลอดภัยจากสตีรอยด์ ควรดูว่า "เป็นยาที่ได้รับทะเบียนยาจาก อ.ย. ถูกต้องหรือเปล่า" โดยการสังเกตฉลากที่ปิดผนึกบนภาชนะบรรจุ ว่าจะต้องมีเลขทะเบียนตำรับยา ซึ่งถ้าเป็นยาแผนโบราณที่ผลิตในประเทศ เลขทะเบียนจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร G แต่ถ้าเป็นยาแผนโบราณที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เลขทะเบียนจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร K ต่อมาจะเป็นเลขแสดงลำดับการอนุญาตและ ปี พ.ศ. ที่อนุญาต เช่น G๒๐/๔๒ หมายถึง ยาตำรับนี้เป็นยาแผนโบราณที่ผลิตในประเทศได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนลำดับ ที่ ๒๐ ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ เป็นต้น

เห็นไหมว่าการปฏิเสธมหันตภัยสตีรอยด์นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแค่คุณไม่เคลิบเคลิ้มและหลงใหลไปกับอิทธิฤทธิ์ของสตีรอยด์เท่านั้นเอง ชีวิตคุณก็จะมีความปลอดภัย และมีความสุขอยู่กับคนที่คุณรักได้อีกนาน

ในวงการแพทย์และวงการยาที่มีการใช้ยาสตีรอยด์ อย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการและอย่างรู้เท่าทัน จะพบว่าสตีรอยด์ยังเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาจากสตีรอยด์อยู่อีก อาทิ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคภูมิต้านตัวเอง โรคเลือด โรคไต เป็นต้น ซึ่งการใช้ยาสตีรอยด์ในการรักษาโรคดังกล่าวนั้น ต้องมีการกำหนดขนาดยา ปริมาณการใช้ และระยะเวลาที่ใช้ยาตามแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม

ดังนั้นหากต้องเลิกผลิตจริงๆ จะทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับความลำบากอย่างยิ่งและเสียโอกาสทางการรักษาไป

การใช้สตีรอยด์อย่างถูกต้อง ถูกวิธี ถูกโรค จริงๆ จะนำมาซึ่งประโยชน์ ในขณะที่หากนำสตีรอยด์ไปใช้ตามอำเภอใจด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจในอิทธิฤทธิ์ของสตีรอยด์อย่างถ่องแท้แล้วละก็ มันก็คงไม่แตกต่างอะไรกับการเปิดประตูต้อนรับมหันตภัยเข้าสู่ร่างกายของตัวคุณเอง





โดย: หมอหมู วันที่: 1 ตุลาคม 2552 เวลา:14:30:34 น.  

 


//www.thainakarin.co.th/tipsdetailth.php?id=58

ยาชุดสุดอันตราย

ยาชุด หมายถึง ยาที่ผู้ขายจัดไว้เป็นชุด โดยทั่วไปจะมียาตั้งแต่ 3-5 เม็ดขึ้นไป มีรูปแบบและสีต่างๆ กัน ในยา 1 ชุด จะประกอบด้วยยาหลายๆ ชนิดรวมกัน ผู้ขายจะให้ผุ้ซื้อทานครั้งละ 1 ชุด โดยไม่มีการแบ่งว่าเป็นยาชนิดใด ควรทานเวลาใด


ประเภทของยาชุด

1. ยาชุดสด ผู้ขายจะจัดยาให้เป็นชุดด้วยวิธีการซักถามอาการจากผู้ซื้อ โดยผู้ขายมักเป็นผู้ไม่มีความรู้เรื่องโรค อาการของโรค ยาและการใช้ยา

2. ยาชุดแห้ง เป็นยาชุดที่จัดบรรจุไว้ในซองพลาสติก มีการพิมพ์ฉลากบรรยายสรรพคุณของยา โดยสรรพคุณที่บรรยายไว้มักโอ้อวดเกินความจริง เพื่อให้ผู้ซื้อเกิดความสนใจ เช่น
ยาแก้ผิดสำแลง สรรพคุณ : แก้กันของผิดสำแลง ปวดศีรษะ ตามืดตามัว ลิ้นกระด้าง คางแข็ง จุกเสียด แน่นท้อง ลมขaึ้นเบื้องสูง ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดเอว เบื่ออาหาร สะบัดร้อนสะบัดหนาว



อันตรายจากการกินยาชุด

1. ได้รับยาเกินขนาด เนื่องจากในยาชุดมักมีตัวยาซ้ำซ้อนกัน เช่น ยาชุดแก้ปวดเมื่อย 1 ชุด จะมียาแก้ปวด 2-3 เม็ด เมื่อรับประทานเข้าไป โอกาสในการได้รับอันตรายจากสารพิษของยาจึงมีเพิ่มขึ้น

2. ยาชุดที่มีจำหน่าย มักมียาสเตียรอยด์ร่วมด้วย เพื่อทำให้อาการของโรคบรรเทาโดยเร็ว แต่ยาสเตียรอยด์มีผลข้างเคียงสูง หากรับประทานไม่ถูกต้อง จะทำให้กระดูกผุ บวมน้ำ ความต้านทานต่ำ

3. ได้รับประทานเกินจำเป็น เช่น ยาชุดแก้ไข้หวัด ประกอบด้วย ยาแก้ปวดแก้ไข้ ยาลดน้ำมูก ยาทำให้จมูกโล่ง ยาแก้ไอ ยาปฏิชีวนะ ซึ่งในบางครั้งผู้ซื้ออาจไม่มีอาการไอ หรือไข้ ก็ไม่จำเป็นต้องทานยาเหล่านี้

4. ได้รับยาไม่ครบขนาด เช่น ยาปฏิชีวนะ ซึ่งจำเป็นต้องทานให้ครบขนาด มิฉะนั้นจะเกิดการดื้อยา ทำให้ต้องใช้ยาแรงขึ้น เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

5. ในยาชุดมักมียาเสื่อมคุณภาพ ยาปลอม หรือยาไม่ได้มาตรฐาน


คำแนะนำในการซื้อยา

1. ควรซื้อยาจากร้านที่ได้รับอนุญาต อย่าซื้อยาจากรถเร่ หรือหลงเชื่อคำโฆษณา

2. ยาซื้อควรบรรจุอยู่ในภาชนะที่มีฉลากปิดเรียบร้อย เก็บให้พ้นจากแสงแดด ความชื้น

3. ก่อนกินยาควรอ่านวิธีใช้ ข้อควรระวัง คำเตือน เอกสารกำกับยาให้ละเอียดทุกครั้ง

4. หากเจ็บป่วยเล็กน้อย ให้เลือกใช้ยาสามัญประจำบ้าน

5. อย่าซื้อ และอย่าใช้ยาชุด ถ้าจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์

(เอกสารเผยแพร่ กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)







โดย: หมอหมู วันที่: 1 ตุลาคม 2552 เวลา:14:31:45 น.  

 


//www.tistr.or.th/t/publication/page_area_show_bc.asp?i1=64&i2=35

ยา ชุด หมายถึง ยาที่ผู้ขายจัดรวมกันเป็นชุดให้ผู้ซื้อโดยมียาหลายๆ ชนิด ที่มีรูปแบบและสีสันต่างๆกัน บรรจุรวมอยู่ในซองเดียว สำหรับ รับประทานครั้งละ 1 ชุด แต่ละชุดอาจจะมียา 8-10 เม็ด จำนวนยา ทั้งหมดจะรวมบรรจุในซองพลาสติกใส

ที่ซองอาจมีการพิมพ์ชื่อยาชุด พร้อมคำบรรยายสรรพคุณและวิธีใช้ หรืออาจพิมพ์บนแผ่นกระดาษต่างหาก แล้วนำมาใส่ในซองยานำออกจำหน่ายในราคาชุดละ 5-10 บาท คำบรรยาย สรรพคุณมักจะเกินความจริง หรือว่าเป็นยาวิเศษสามารถรักษาได้หลาย อาการหลายโรคแบบครอบจักรวาล มีการตั้งชื่อที่โอ้อวดหรือหลอกลวง เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อ เช่น ยาชุดแก้ไข้หวัดใหญ่แทนยาฉีด ยาชุดกระจายเส้นสูตรใหม่ไร้เทียมทาน ยาหมอนวดดึงเส้นอย่างแรงพิเศษ ยาบำรุงกำลังเทียมม้าห้อ หรืออาจมีการตั้งชื่อเฉพาะ เช่น ยาประดงเลือดแรด ยาแก้เสียวยอก ยาโด่ไม่รู้ล้ม เป็นต้น

ในช่วงระยะสิบกว่าปีที่ผ่านมา พบว่า มีผู้จัดยาชุดเพื่อจำหน่าย กันอย่างแพร่หลายในช่วงแรกๆ เชื่อว่าเกิดจากการที่คนไข้ไปพบแพทย์ได้รับยา มารับประทานครั้งละหลายๆ เม็ดได้ผลดี แต่ค่ายาแพง อยากประหยัด จึงนำตัวอย่างยา 1 ชุดมาให้ร้านขายยาจัดให้ เมื่อทำไปนานๆ ก็เกิด วิวัฒนาการเป็นทางร้านขายยาคิดเองจัดเอง ทั้งรู้บ้างไม่รู้บ้าง เมื่อขายดี ก็จัดกันไปเพราะประชาชนต้องการ

ดังนั้น ร้านขายยาจำนวนไม่น้อย ได้แอบจัดยาชุด โดยไม่ให้เภสัชกรผู้ควบคุมได้ทราบ เพื่อขายอย่างไม่ คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้ใช้ยา หวังเพียงให้ตนรวยเร็วเป็นพอใจ ดังจะเห็นได้จากยาชุดที่ตรวจพบโดยทั่วไปจะมียาอันตราย และยาควบคุม พิเศษ (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข) รวมอยู่ด้วย ซึ่งยาทั้ง 2 ประเภท การขายจะต้องอยู่ในความดูแลของเภสัชกร เพื่อจะได้แนะนำการใช้ให้ถูกต้อง เพราะยาเหล่านี้แม้จะมีคุณประโยชน์ในการบำบัดโรคมาก แต่ก็ให้โทษมหันต์ ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง

การจัดยาชุดส่วนใหญ่ผู้จัดคือหมอตี๋ ซึ่งเรียนจบแค่ ม.3 หรือ ม.6 เพียงอ่านภาษาอังกฤษออก พออ่านฉลากยาได้ ไม่ได้มีความรู้จริง ในสรรพคุณและพิษของยาแต่ละชนิด ดังนั้นผู้รับประทานยาชุดจำนวน ไม่น้อย จึงได้รับอันตรายจากพิษของยา เนื่องจากการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง ซ้ำยังเสียเงินเกินกว่าจำเป็นมากมาย


ยาชุดอาจจัดได้เป็น 2 แบบ

แบบที่ 1 เรียกว่า ยาชุดสด คือ ยาชุดที่จัดกันต่อหน้าคนไข้ขณะที่มา ขอซื้อยาเป็นรายๆ ไปตามอาการของโรคที่ผู้ซื้อบอก จัดแล้วอาจบรรจุในซอง ที่พิมพ์ข้อความ ไว้แล้วหรือบรรจุในซองพลาสติกใสที่ไม่แสดงข้อความบนซอง ก็ได้

แบบที่ 2 เรียกว่า ยาชุดแห้ง คือ ยาชุดที่ผู้จัดมีสูตรอยู่แล้วว่ายาชุด ชื่ออะไร จะใช้ยาอะไรกี่เม็ด ซึ่งยาชุดแบบนี้มักจะมียามากชนิดเป็นสำคัญ ส่วนมากเป็นไวตามินราคาถูก ใช้เป็นยาเสริมเพื่อให้เป็นยาชุดที่รักษาได้หลายโรค จัดจำนวนมากๆ ทั้งเพื่อขายในร้านและส่งไปขายตามร้าน ขายของชำอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเจ้าของร้านชำนั้นทำผิดกฎหมายข้อหาขายยา โดยไม่มีใบอนุญาต

ถึงแม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำโครงการรณรงค์ ป้องกันและปราบปรามยาชุดมาหลายปีแล้ว แต่ปรากฏว่ายังมีการซื้อขายยาชุดกันทั่วไป

ดังนั้นจึงควรคำนึงถึงอันตราย ของยาชุดดังต่อไปนี้

1. ยาชุดที่มียาปฏิชีวนะอยู่ด้วย เช่น เพนนิซิลิน เตตราไซคลิน คลอแรมเฟนิคอล ฯลฯ ผลที่อาจเกิดขึ้นคือ เชื้อโรคดื้อยา เพราะใช้ยา ไม่ครบจำนวน และเชื้อปรับตัวสู้ยาได้ ต่อไปเมื่อเป็นโรคแล้วใช้ยาชนิดนี้ ในปริมาณเดิม อาจรักษาไม่หายทำให้ต้องใช้ยาปริมาณมากขึ้น หรือต้อง เปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่น อันตรายที่พบบ่อยอีกอย่างคือ อาการแพ้ยา เช่น แพ้เพนนิซิลิน อาจช็อกถึงตาย นอกจากนั้นยังมีพิษที่ตามมาหลัง รับประทานยา เช่น อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจาง แผลในกระเพาะอาหาร อาการพิษต่อตับและไต ไขกระดูกฝ่อ เม็ดเลือดแตก เป็นต้น

2. ยาชุดที่มียาควบคุมพิเศษ ได้แก่ ยากลุ่มสเตียรอยด์ ฮอร์โมน เช่น คอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งใช้ในยาชุดอ้วน (ที่จริงไม่ใช่ทำให้อ้วน แต่ทำให้บวมน้ำ จึงดูว่าอ้วน) หรือยากลุ่มเฟนิลบิวตาโซน เป็นต้น มักพบว่าทำให้เกิดพิษต่อ ร่างกายอย่างรุนแรง และรวดเร็ว ทำให้หน้าบวม ความดันโลหิตสูง เกิดแผล ในกระเพาะอาหาร เป็นเบาหวาน กระดูกผุ ติดเชื้อวัณโรคได้ง่าย และเป็น โรคติดเชื้อรุนแรง เป็นต้น

3. ยาชุดที่มีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เช่น ยาแอมเฟตามีน หรือยาม้า เมื่อหมดฤทธิ์ที่ทำให้กระปรี้กระเปร่าไม่ง่วงแล้ว จะทำให้ง่วงหงุบ เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หากรับประทานระหว่างขับรถหรือทำงานจะเกิด อุบัติเหตุได้ง่าย ทำให้เสพย์ติดต้องการยานั้นตลอดไป

4. ยาชุดที่มีหลายเม็ด และแต่ละเม็ดรักษาโรคและอาการต่างกัน ทำให้ร่างกายที่เป็นโรคเพียงเล็กน้อยได้รับยาเกินจำเป็น อาจจะก่อให้เกิด พิษจากยาแต่ละชนิดได้

5. ยาที่จัดทำเป็นยาชุดอาจจะปนด้วยยาเสื่อมคุณภาพ ยาหมดอายุ การใช้หรือยาปลอม บางครั้งเพียงจัดให้มีหลายๆ เม็ด เพื่อให้เหมาะสม กับราคาที่ค่อนข้างแพง ซึ่งนอกจากรักษาโรคไม่ได้แล้ว ยังอาจทำให้ อาการทรุดหนักยิ่งขึ้น

6. การจัดยาชุดโดยหมอตี๋หรือผู้จัดไม่มีความรู้พอ อาจจัดยาที่ เสริมฤทธิ์กัน ทำให้ร่ายกายได้รับยาเกินขนาด หรือยาต้านฤทธิ์กันก็จะทำให้ การรักษาไม่ได้ผลและอาจเกิดพิษของยาตามมาอีกด้วย

7. การใช้ยาชุดที่จัดไว้หลายๆ เม็ด ราคาย่อมแพง นอกจากร่างกาย ได้รับยาเกินขนาดแล้วยังต้องเสียเงินซื้อมาก หากฤทธิ์ยาทำให้เกิดอันตราย แก่ร่างกายก็ต้องเสียเงินรักษาอาการนั้นอีก


จะเห็นว่าอันตรายจากยาชุดนั้นมีมากมาย จึงควรระวังเมื่อป่วย ควรไปหาแพทย์ ไม่ควรไปซื้อยารักษาตัวเองหรือซื้อยาชุดตามคำแนะนำ จัดให้ของหมอตี๋




โดย: หมอหมู วันที่: 1 ตุลาคม 2552 เวลา:14:33:53 น.  

 


//www.bangkokbiznews.com/2007/07/02/WW55_5509_news.php?newsid=81937
พบผู้นิยมกินยาชุด-ยาหม้อ-ยาลูกกลอนเสี่ยงโรค 'คุชชิ่ง'

2 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 11:38:00

สธ.พบคนไทยเสี่ยงชีวิตจากอาการ “คุชชิ่ง ซินโดรม” จากการรับสารสเตียรอยด์ที่แฝงในยาชุด ยาหม้อ ยาลูกกลอน มักใช้รักษาโรคเรื้อรัง ปวดเมื่อย เร่งคุมเข้มทุกจังหวัดตรวจสอบเฝ้าระวัง

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นพ.มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยเกี่ยวกับปัญหาการใช้สารสเตียรอยด์ ว่า สธ. โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ศึกษาความชุกของปัญหาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการใช้สารที่มีสเตียรอยด์ปะปน โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

โดยได้สำรวจผู้ป่วยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการรักษาในแผนกอายุรกรรม ของโรงพยาบาล 10 แห่ง ที่เป็นเครือข่ายเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาของ อย. ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน 2547 รวม 8,876 ราย

พบว่าผู้ป่วย 1,985 ราย มีประวัติหรืออาการแสดงที่บ่งชี้ว่าน่าจะเคยใช้สารที่มีสเตียรอยด์ปะปนมา ก่อน ในจำนวนนี้ ร้อยละ 62 หรือ 1,258 ราย ซื้อยามาใช้เองถึง 1,534 ครั้ง โดยยาที่นิยมใช้มากที่สุดได้แก่ ยาชุด 404 ครั้ง รองลงมาเป็นยาหม้อ 361 ครั้ง และยาลูกกลอน 334 ครั้ง

สำหรับปริมาณที่ใช้โดยเฉลี่ย ยาชุดใช้วันละ 4 ชุด ยาหม้อกินวันละ 2 แก้ว ส่วนยาลูกกลอนกินวันละ 3 เม็ด ระยะเวลาใช้ยามีตั้งแต่ 1 วันจนถึง 600 เดือน แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 65 จะใช้ยาเพียงชั่วคราว

โดยร้อยละ 39 ใช้รักษาโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อีกร้อยละ 29 ใช้รักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และร้อยละ 14 ใช้รักษาอาการปวดข้อ

ส่วนใหญ่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนบ้าน ร้อยละ 39 รองลงมาจากคนในครอบครัว ร้อยละ 17

สถานที่ซื้อยาส่วนใหญ่เป็นร้านขายยาแผนปัจจุบัน รองลงมาเป็นร้านขายของชำ และร้านขายยาแผนโบราณ โดยพบภาคใต้ใช้ยาดังกล่าวสูงที่สุด รองลงมาคือ ภาคตะวันออกและภาคเหนือ

ทั้งนี้ อาการข้างเคียงจากการใช้สารสเตียรอยด์ ที่สำคัญได้แก่ ใบหน้ากลม มีไขมันพอกที่ต้นคอด้านหลังเป็นหนอก ผิวหนังบาง มีรอยแตกสีม่วงแดงตามผิวหนังที่หน้าท้องและต้นขา หรือที่เรียกว่า คุชชิ่ง ซินโดรม (Cushing’s Syndrome) ซึ่งเป็นอาการเฉพาะของการได้สารสเตียรอยด์มากเกินขนาด พบในการศึกษาครั้งนี้ 48 ราย

รองลงมาคืออาการอ่อนเพลีย น้ำหนักลด บางรายความดันโลหิตสูง เป็นเบาหวาน โดยที่ไม่น่าจะเป็น ซึ่งผู้ที่มีอาการแสดงของคุชชิ่ง ซินโดรมแล้ว จะมีความเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตจากภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตสูงถึง 12 เท่า เสี่ยงกระดูกหักจากกระดูกผุ 23 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการแสดงของคุชชิ่ง ซินโดรม

นอกจากนี้ ยังมีอาการข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ กระเพาะอาหารเป็นแผล กระดูกผุ ภูมิคุ้มกันลดลงจนติดเชื้อได้ง่าย ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหยุดเต้นได้

นพ.มรกต กล่าวด้วยว่า จากการศึกษาพฤติกรรมการรักษาตัวของคนไทยพบว่า เมื่อเจ็บป่วยมักจะรักษาด้วยตนเองเป็นอันดับแรก จึงมีโอกาสที่จะได้รับสารสเตียรอยด์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเกิดอาการข้างเคียงดังกล่าวตามมาได้ การใช้ยาสเตียรอยด์จึงต้องอยู่ใน ความควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการออกกฎหมายให้ยาสเตียรอยด์เป็นยาควบคุมพิเศษ ขายได้เฉพาะร้านขายยาที่มีเภสัชกรดูแลตลอดเวลา และต้องมีใบสั่งจากแพทย์เท่านั้น แต่ยังคงพบปัญหาการใช้สารสเตียรอยด์โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์โดยตลอด และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

เบื้องต้นได้สั่งการสำนักงานสาธารณสุขทุกจังหวัด เฝ้าระวัง ตรวจสอบการจำหน่ายยาในพื้นที่อย่างเข้มงวด และมอบหมายให้ อย. ประชุมชี้แจงขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านขายยา โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่ง ให้เข้มงวดในเรื่องนี้ เพื่อดูแลให้มีการใช้ยาสเตียรอยด์อย่างเหมาะสม

และขอความร่วมมืออาสาสมัครสาธารณสุขทั่วประเทศ ช่วยสอดส่อง เฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการจำหน่ายยาที่อาจผสมสเตียรอยด์ ในหมู่บ้าน/ชุมชน โดยเฉพาะรถเร่ต่างๆ รวมทั้งแหล่งผลิตยาแผนโบราณด้วย

ด้าน นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า วางมาตรการในแก้ไขปัญหาทั้งระยะเร่งด่วนและระยะ 2 ปี โดยระยะเร่งด่วนจะประชุมชี้แจง กำชับข้อกฎหมายและมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ แก่ผู้ประกอบการร้านขายยาและสถานพยาบาลเอกชนทั่วประเทศ และให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.บ.ยา ออกตรวจเฝ้าระวังการจำหน่ายยาสเตียรอยด์ชนิดเม็ด ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดภายในเดือนกรกฎาคมนี้ สำหรับมาตรการระยะ 2 ปี มีดังนี้

1.ลดการลักลอบ รั่วไหลของวัตถุดิบและยาสำเร็จรูปออกจากระบบ
2.จำกัดจำนวนแหล่งกระจายและควบคุมกำกับอย่างเข้มข้น
3.ลดความต้องการใช้ยาของประชาชน โดยรณรงค์ให้เกิดความตระหนักและสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภค
4.ป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดตามมา โดยจัดทำคู่มือสังเกตอาการและดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาจากการใช้และหยุดยา


หากประชาชนมีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับยาสเตียรอยด์ สามารถร้องเรียนหรือสอบถามได้ที่ อย. โทร. 0-2590-7354-5 หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง ในวันและเวลาราชการ





โดย: หมอหมู วันที่: 1 ตุลาคม 2552 เวลา:14:48:23 น.  

 


โทษของการขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท

โทษของการขายยาไม่มีทะเบียน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

โทษของการขายยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 5,000 บาท

โทษของการขายยาชุด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำและปรับ



โดย: หมอหมู วันที่: 1 ตุลาคม 2552 เวลา:14:48:57 น.  

 



สธ. ห่วงคนไทยยังเป็นเหยื่อยาลูกกลอนผสมสเตียรอยด์ vote


สธ.เตือนภัยผู้ที่ใช้ “ยาลูกกลอน”ผสมสเตียรอยด์ กินแล้วถึงตาย-กระเพาะทะลุ ด้านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สุ่มตรวจพบผสมยาแผนปัจจุบันอันตรายเกือบ 300 ตัวอย่าง...

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ป่วยที่กินยาลูกกลอนแล้วเกิดอาการตัวบวมและค่อยๆ อ้วนขึ้นแม้จะหยุดกินยาแล้วก็ตามมาพบแพทย์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เมื่อซักประวัติส่วนใหญ่ให้ข้อมูลว่ากินยาลูกกลอนที่ซื้อมาจากผู้ขายประเภท ขายตรง ยาทำบุญพระแจก หรือยาผีบอก และยาที่ลักลอบเข้ามาจำหน่ายจากต่างประเทศ โดยมีการโฆษณาสรรพคุณรักษาสารพัดโรค ตั้งแต่แก้ปวดเมื่อยไปจนถึงรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหัวใจ ไต ฯลฯ ยาเหล่านี้เมื่อกินเข้าไปจะเห็นผลเฉียบพลัน เช่น หายปวดเมื่อย รู้สึกสบาย กินข้าวได้ ทำให้คิดว่าเป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสูง

กรม วิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย เครือข่าย ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 14 แห่ง จึงได้ร่วมกับสำนักยาและวัตถุเสพติด ภายใต้โครงการวิทยาศาสตร์การแพทย์สู่ชุมชน (Com MedSci) รวบรวมข้อมูลผลการทดสอบตัวอย่างยาจากสมุนไพร ที่นำส่งจากสำนักงาน สาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาล และภาคเอกชน ทั่วประเทศ ส่งตรวจระหว่างปี 2551-2552 จำนวนทั้งสิ้น 1,584 ตัวอย่างพบว่ามีการปลอมปนยาแผนปัจจุบัน จำนวน 283 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 17.87 โดยพบการปลอมปนสูงในยาจากสมุนไพร ที่เป็นเม็ดลูกกลอน

นอกจากนี้ยังพบว่ามียาแผนปัจจุบันปลอมปนมากกว่า 1 ชนิด สูงถึงร้อยละ 47.00 ของตัวอย่างที่ตรวจพบ โดยยาแผนปัจจุบันที่ตรวจพบ ได้แก่ เดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) เพรดนิโซโลน (Prednisolone) แอนติฮีสตามีน (Antihistamine) ยาต้านอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและระบบประสาท โดยได้ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบงานคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสาธารณสุขในแต่ละพื้นที่ เพื่อดำเนินตามกฎหมายกับผู้ผลิตยาสมุนไพรดังกล่าวแล้ว

ด้าน นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาเดกซาเมทาโซน และ เพรดนิโซโลนจัดเป็นยาแผนปัจจุบันในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) หรือเรียกสั้นๆ ว่า สเตียรอยด์ ยากลุ่มนี้เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยาเท่านั้น

หากรับประทานยาชนิดดังกล่าวเป็นประจำอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหารถึงขั้นกระเพาะทะลุได้ ทำให้ตัวบวม หน้าบวม กระดูกผุกร่อน เปราะแตกง่าย ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำลง ทำให้ติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมีอาการเพิ่มขึ้น หรือต้องใช้อินซูลินมากขึ้นเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และเมื่อใช้ยาเป็นเวลานานแล้ว หยุดรับประทานกะทันหันร่างกายจะปรับตัวไม่ทัน ทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้.

//www.thairath.co.th/content/edu/122777


ปล.

" ด้าน นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยาเดกซาเมทาโซน และ เพรดนิโซโลนจัดเป็นยาแผนปัจจุบันในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) หรือเรียกสั้นๆ ว่า สเตียรอยด์ ยากลุ่มนี้เป็น “ยาควบคุมพิเศษ” ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายยาเท่านั้น "



แต่ ความจริงที่เป็นอยู่ ก็คือ ยาสเตียรอยด์ ก็ยังหาซื้อได้ทั่วไป ??

แบบนี้ ใครต้องเป็นคนรับผิดชอบ ???



โดย: หมอหมู วันที่: 31 ตุลาคม 2553 เวลา:11:21:13 น.  

 
ขายยาผ่านเน็ตผิดกม. จำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท อย.เตือนอย่าซื้อ
Wed, 2014-10-15 22:03 -- hfocus
Print versionSend e-mail to friend

อย.เผยขายยาผ่านเน็ต - โลกออนไลน์ผิดกฎหมาย เหตุไม่ใช่สินค้าทั่วไป ต้องขายในสถานที่อนุญาต ระวังโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 10,000 บาท พ่วงผิดโฆษณายาปรับอีก 100,000 บาท เผยขายอาหารเสริมอ้างเพิ่มสรรพคุณทางเพศผ่านเน็ตผิดเช่นกัน เตือน ปชช.ระวังซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่านเน็ต ได้ของไม่ดี ใช้ไม่เห็นผล โรคที่เป็นรุนแรงขึ้น ได้รับอันตราย

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า การซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพจากอินเทอร์เน็ตมีความเสี่ยง คือ อาจได้รับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐาน หรือลักลอบผสมยาหรือสารอันตราย ไม่ให้ผลในการใช้หรือรักษา โดยผลิตภัณฑ์ยา อาหาร เครื่องสำอาง มักเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหา และได้รับข้อร้องเรียนเสมอ คือ ใช้แล้วไม่เห็นผล เสียเงินโดยไม่คุ้มค่า โรคที่เป็นรุนแรงขึ้น ได้รับอันตรายจากสินค้า เช่น การแพ้ และโฆษณาหลอกลวง

ที่สำคัญคือ การขายยาผ่านทางอินเทอร์เน็ตถือว่าผิดกฎหมาย เพราะตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มีข้อกำหนดชัดเจนเรื่องสถานที่ขายยา ว่า ต้องไม่ขายนอกสถานที่ตามที่อนุญาต เพราะยาไม่ใช่สินค้าทั่วไป การซื้อจึงต้องได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากผู้ปฏิบัติวิชาชีพโดยตรง การขายในอินเทอร์เน็ต จึงเป็นการขายนอกสถานที่ที่อนุญาต มีความผิดตามมาตรา 12 พ.ร.บ.ยา มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท นอกจากนี้ จะถือว่ามีความผิดฐานโฆษณาด้วย เพราะยาถือเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้โฆษณา จะมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ภก.ประพนธ์ กล่าวว่า สำหรับสินค้าอื่น เช่น เครื่องสำอาง หรืออาหารเสริม ยังไม่มีกฎหมายห้ามขายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ผู้บริโภคต้องใช้ความระวังในการเลือกซื้อ เพราะมักพบกรณีการโฆษณาอวดอ้างเกินจริง และการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง การเติมสารปลอมปน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือประชาชนไม่สนับสนุนผู้กระทำผิดกฎหมายเหล่านี้ เพราะการดำเนินการทางกฎหมายแม้ว่าจะตรวจจับอยู่ตลอด แต่กระบวนการจะต้องอาศัยความร่วมมือหลายหน่วยงานใช้เวลาปิดบางครั้งนานถึง 2 เดือน แต่การเปิดเว็บไซต์ใหม่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ยาก จึงต้องช่วยกันในการแจ้งเบาะแส และไม่สนับสนุนเว็บไซต์เหล่านี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเองด้วย

น.ส.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ.สำนักอาหาร อย. กล่าวว่า นอกจากการขายยาผ่านเว็บไซต์ และสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายแล้ว การขายอาหารเสริม อวดอ้างสรรพคุณเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ทำให้แข็ง ทน นาน ผ่านสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม โดยมีภาพดารามาโฆษณาสินค้าเหล่านี้ ก็ถือว่าผิดกฎหมายเช่นกัน คือ อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง โดยที่ไม่ทราบว่ามีการผสมสารชนิดใดที่อาจส่งผลต่อร่างกาย และการผสมดังกล่าวอาจทำให้เข้าข่ายอาหารไม่บริสุทธิ์อีก โดยส่วนใหญ่การโฆษณาลักษณะนี้ถือว่าผิด พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ฐานโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5 พันบาท และหากตรวจสอบพบว่ามีการใส่สารเจือปน และอาจก่อโทษ จะกลายเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ ถือว่ามีความผิด โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งเป็น และถ้ากระทำโดยจำหน่ายปลีกให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“อย่างไรก็ตาม เรื่องโทษนั้นต้องมีการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก่อน แต่ที่น่ากังวลคือ การจะตรวจจับค่อนข้างยาก ยิ่งมีการจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม จะตรวจสอบต้นตอยากมาก เพราะไม่มีการขออนุญาตกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะไปปิดเฟซบุ๊กคงไม่ได้ เรื่องนี้จึงต้องมีการช่วยกันสอดส่องดูแลทุกฝ่าย ซึ่ง อย. ก็พยายามตรวจจับ แต่จับเท่าไรก็ไม่หมด พอมีดารานักแสดงเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อสอบถามก็จะบอกว่าไม่ทราบ เป็นภาพตัดต่อ ซึ่งเขาอาจไม่เกี่ยวข้องจริงๆ แต่หากผู้บริโภคพบเห็นการจำหน่ายลักษณะนี้แล้วไม่มั่นใจ ให้แจ้งมาที่สายด่วน อย. โทร. 1556” ผอ.สำนักอาหาร อย. กล่าว

- See more at: //www.hfocus.org/content/2014/10/8370#sthash.5Dtb1nct.dpuf



โดย: หมอหมู วันที่: 16 ตุลาคม 2557 เวลา:1:07:33 น.  

 
ต้องรู้จักสเตียรอยด์ให้ดี ช็อกถึงตายได้จากยาผีบอก สมุนไพร
ศ นพธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
https://www.facebook.com/thiravat.h/posts/1181742678525951

“สเตียรอยด์” เป็นฮอร์โมนธรรมชาติของมนุษย์ สั่งงานจากสมองส่วนกลางลงมายังต่อมใต้สมอง ควบคุมต่อมหมวกไตให้ผลิตในปริมาณพอเหมาะ ควบคุมความสมดุลของร่างกาย เมื่อมีภาวะเครียดทางกาย ใจ

ยกตัวอย่างเช่นมีภาวะวิกฤติฉุกเฉิน มีการติดเชื้อ ร่างกายจะสร้างสเตียรอยด์ในปริมาณที่สูงขึ้นหลายเท่าเพื่อพยุงชีวิต และจำกัดการอักเสบให้ไม่รุนแรงเกินไป จะคอยควบคุมให้ร่างกายทนทาน คงความดันโลหิต คุมการอักเสบอยู่จนกระทั่งมีการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อโรค

จนเมื่อกลับเข้าเป็นภาวะปกติ ฮอร์โมนสเตียรอยด์ก็จะกลับเข้าที่เดิม และยังคุมปรับความสมดุลของร่างกาย ทั้งระดับภูมิคุ้มกัน และปรับระดับเกลือแร่ร่วมกับการทำงานของไต การที่เอามาใช้กิน ฉีดเป็นยาบรรเทาอาการทำให้ อาการปวดเจ็บที่เกิดจากการอักเสบ เช่น ปวดข้อเข่า ปวดเมื่อย หายเป็นปลิดทิ้ง....


จากการที่สเตียรอยด์สามารถลดอาการอักเสบ ปวด ลดไข้ได้ ทำให้มีการนำมาใช้กันผิดๆ อย่างแพร่หลายเพื่อให้หายเร็วทันใจไม่ว่าปวดเข่า ปวดข้อ ปวดเมื่อย ทั้งที่ใช้เดี่ยวๆ หรือไปผสมกับยาแก้ปวดอื่นๆ เป็นยาชุด เช่น NSAID (เอนเสด ยกตัวอย่าง ยา voltaren brufen) เป็นต้น ทำให้มีผลข้างเคียงมหาศาล กระเพาะตกเลือด กระเพาะทะลุ เป็นโรคไตวาย

ในทางการแพทย์ สเตียรอยด์เป็นยาช่วยชีวิต มีประโยชน์ในการรักษาควบคุมโรค การอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้และแพ้ภูมิตัวเอง เช่น โรคพุ่มพวง หรือโรค SLE ที่ระบบภูมิคุ้มกันวิปริต แทนที่จะไปสู้กับเชื้อโรคกลับทำลายร่างกายตนเอง หัวจดเท้า ผมร่วง ผื่นขึ้น หัวใจ ปอด ตับ ไต อักเสบ ข้อบวม และยังใช้ในอีกหลายโรคที่มีการอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ อย่างโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

แต่ทั้งนี้ การใช้ต้องอยู่ในการควบคุมอย่างระมัดระวังทั้งขนาด วิธีใช้ ระยะเวลา รวมทั้งต้องทราบผลข้างเคียงแทรกซ้อน อาจระคายกระเพาะ หน้าอ้วนอูม คอเป็นหนอก สิว นอนไม่หลับ แต่ทั้งนี้ต้องชั่งประโยชน์และโทษ คือต้องมากกว่าผลข้างเคียง ซึ่งเมื่อค่อยๆ หยุดยาลงทีละน้อย ผลข้างเคียงเหล่านี้ก็จะค่อยๆสงบลง

ปัญหาสำคัญอยู่ที่การใช้สเตียรอยด์ในเวลานานๆเป็นหลายสัปดาห์ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ระบบอัตโนมัติจากสมองส่งผ่านมาต่อมหมวกปรวนแปร ต่อมหมวกไตขี้เกียจ ร่างกายจะใช้แค่สเตียรอยด์ที่ได้จากการกินจากภายนอกเท่านั้น ซึ่งเมื่อหยุดกะทันหันจะเกิดอันตราย ความดันโลหิตตกจนอาจถึงช็อก หรือเมื่อมีภาวะฉุกเฉิน เช่น ติดเชื้อ เครียดทางกาย ซึ่งขณะนี้ร่างกายต้องการระดับสเตียรอยด์สูงขึ้นอีกหลายเท่าจากปกติ เพื่อให้คงชีวิตอยู่ได้ กลับไม่เป็นดังที่ควรจะเป็น ดังนั้นคนไข้ที่ได้รับสเตียรอยด์อยู่แล้วจากแพทย์ในการรักษาโรค เมื่อเกิดเหตุวิกฤติฉุกเฉิน แพทย์จะทำการปรับระดับเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม

ที่เป็นวิกฤติระดับชาติ ภูมิภาคและประเทศเพื่อนบ้านเราขณะนี้ และเป็นมาเนิ่นนานหลายสิบปี จนมากขึ้นเรื่อยๆ คือ การที่เอาสเตียรอยด์จะด้วยจงใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ปนใส่ในยาชุดแก้ไข้ แก้ปวด แก้อักเสบ หรือในรูปแบบของอาหารเสริม สมุนไพร ซึ่งแท้จริงมีฤทธิ์เป็นสเตียรอยด์ ทั้งนี้จะเห็นผลมหัศจรรย์ทันที หายป่วย หายเมื่อย หายไข้ แต่ถ้าไข้นั้นเกิดจากโรคติดเชื้อ อาการจะดีขึ้นพักเดียว และเชื้อโรคจะแพร่จำนวนลุกลามเข้าอวัยวะ เข้ากระแสเลือดจนเสียชีวิตได้

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในการใช้ระยะยาวเป็นสัปดาห์หรือเดือนอย่างต่อเนื่อง จะกดการทำงานตามธรรมชาติที่ให้มีระดับสูงต่ำตามภาวะความจำเป็น เมื่อเกิดมีภาวะฉุกเฉินเช่นโรคหัวใจ โรคติดเชื้อนิดๆหน่อยๆที่แม้ไม่รุนแรงนัก จะทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำจน ถึงช็อก (adrenal crisis) แม้ว่าทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะมีประกาศอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพวกหมอเราเองจะตระหนักในภาวะนี้แล้วก็ตาม แต่ในโรงพยาบาลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงพยาบาลเดียวใน 2 ปี (2013-2014) มีผู้ป่วยช็อกจากสาเหตุนี้ซึ่งพิสูจน์ยืนยันแล้วมากกว่า 80 ราย (วารสาร Tropical Doctor) และอาจจะมีจำนวนมากกว่านี้ เพราะถ้าโรคติดเชื้อมีความร้ายกาจอยู่แล้ว อาการช็อกจากภาวะสเตียรอยด์มีไม่พอ บวกกับช็อกจากติดเชื้อจะทำให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก จากที่หมอคุยกับรุ่นน้องๆในอีกจังหวัดหนึ่งทางอีสานในเดือนกันยายนปีนี้ ก็เจอสภาพเช่นนี้เหมือนกัน

จากการสำรวจในโครงการแกนนำนักวิจัยอาชีพของเรา ซึ่งหมอดื้อเป็นหัวหน้าโครงการ ใช้ทุนจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พบว่า ผู้ป่วยช็อกเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีหน้าบวม อ้วน น้ำตาลต่ำในเลือด เกลือแร่แปรปรวน หรือมีเม็ดเลือดขาวบางชนิด (eosinophil) ขึ้น ดังที่ปรากฏเหมือนในตำรา อาจเป็นเพราะได้สารสเตียรอยด์จำนวนพอประมาณติดต่อกันเนิ่นนาน แต่แน่นอนทำให้ต่อมหมวกไตไม่ทำงาน และ ไม่ยอม “ช่วยชีวิต” เราในภาวะวิกฤติ

หมอขอร้องให้พวกเราบุคลากรสาธารณสุขช่วยกันสอดส่อง และห้ามปรามการใช้ “ยาผีบอก” หรือ “สมุนไพร” ที่อาจมีสเตียรอยด์ปนเปื้อนเหล่านี้ และตระหนักว่าภาวะช็อกอาจเกิดจากการได้ยาผีบอก ยาชุด ที่กดการทำงานของต่อมหมวกไต จะได้ให้การรักษาได้ทันท่วงที

ขอร้องให้ สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์ ขยายผลที่ได้จากการสำรวจวิจัยเล็กๆของเรารวมทั้งรายงานมากมายหลายชิ้นที่พี่ๆน้องๆหมอในประเทศรายงานเอาไว้ไปร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ปลุกระดมขจัดล้างยาพิษเหล่านี้

อย่าไปแคร์ว่างานวิจัยต้องตีพิมพ์ระดับโลก องค์กรต้องติดอันดับนานาชาติ งานที่ตอกย้ำเพื่อช่วยชีวิตและสุขภาพควรมาก่อน

ลองนึกภาพนะครับถ้าคนไทยเกือบครึ่งประเทศต่อมหมวกไตฝ่อไม่ทำงาน เวลามีเชื้อโรคแม้ไม่ดุเดือดเข้ามา กลับต้องเข้าโรงพยาบาลเสียชีวิตทั้งๆที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เหมือนอย่างที่เคยพูดก่อนหน้าครับ ขอร้องให้กระทรวง สำนัก ขยับเป็นระบบเถิดครับ จะให้หมอไหว้ก็ยอม.

หมอดื้อ


สเตียรอยด์มีคุณ ถึงตายถ้าใช้มั่ว
หมอดื้อ
//thairath.co.th/content/531358


โดย: หมอหมู วันที่: 30 เมษายน 2559 เวลา:15:17:08 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]