Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

พ.ศ.2552 … สรุปอภิปราย “มาตรฐานการกำหนดค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ ใน สวัสดิการการ ของ ข้าราชการ”




เห็นว่า น่าสนใจ ก็นำมาแบ่งกันอ่าน ...

//www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1267061281

การอภิปรายเรื่อง

“มาตรฐานการกำหนดค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ในสวัสดิการการของข้าราชการ”

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 เวลา 09.00 – 12.00 น.
ณ หอประชุมสุขุมนัยประดิษฐ สำนักงาน ก.พ. จังหวัดนนทบุรี


นายจาดุร อภิชาตบุตร นายกสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย : ผู้ดำเนินการอภิปรายกล่าวนำว่า ....

ปัจจุบันนี้มีข่าวในสื่อมวลชนเกี่ยวกับสิทธิก ารรักษาพยาบาลและครอบครัวอยู่บ่อยๆ ด้วยความเป็นห่วงว่า การเข้าใจที่ไม่ถูกต้องจะนำไปสู่นโยบายที่ส่งผลกระทบทางลบต่อระบบข้าราชการ

สมาคมข้าราชการพลเรือนฯ และสมาคมข้าราชการอาวุโสจึงจัดการสัมมนาเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ความรู้และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้ทุกคนเกิดความตระหนักและเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นและร่วมหาทางแก้ปัญหาให้กับเรื่องดังกล่าวด้วยความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย


นายปรีชา วัชราภัย อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน:

o ความคาดหวังของข้าราชการทุกคนตั้งแต่เริ่มต้นการทำงาน คือ
1)มีบำเหน็จบำนาญ
2) มีเกียรติและศักดิ์ศรี
3) มีโอกาสได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
4) สวัสดิการ โดยสิ่งที่นึกถึงอันดับแรกคือ สิทธิ์รักษาพยาบาลทั้งตัวเองและครอบครัว สวัสดิการการรักษาพยาบาลข้าราชการมีความสำคัญทางใจค่อนข้างมาก ข้าราชการหวังพึ่งในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตถึงแม้บางคนจะไม่ได้ใช้เลยตลอด ชีวิตการรับราชการ

o สำนักงาน ก.พ. มีหน้าที่ดูแลข้าราชการ ทั้งการทำงานและการจัดระเบียบข้าราชการให้ได้สัมฤทธิ์ผลกับภารกิจของรัฐ การทำงานให้มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับเงินเดือนหรือสวัสดิการ ซึ่งการจะรับราชการให้ได้ดีที่สุดขึ้นอยู่ที่การมีสุขภาพแข็งแรงของข้าราชการด้วย

o ปัญหาการที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงขึ้น ควรพิจารณาว่าต้นเหตุที่แท้จริงคืออะไร เช่น การพัฒนาของการแพทย์ที่ทำให้คนแข็งแรงขึ้น อายุยืนยาวขึ้น จึงจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น การลดสวัสดิการลงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด และคิดว่า เงิน 45,000 ล้านบาทต่อปีไม่ได้มากเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนคน


น.ส.สุวิภา สุขวณิชนันท์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ กรมบัญชีกลาง :

o งบประมาณในเรื่องค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการสูงขึ้นทุกปี จากปี 2545 ค่าเบิกจ่ายรักษาพยาบาลในภาพรวมอยู่ 20,000 ล้านบาท ปี 2551 จำนวน 54,904 ล้านบาท และ ปี 2552 เพิ่มเป็น 61,304 ล้านบาท ซึ่งใช้จ่ายเกินงบกลาง จึงได้นำเงินคงคลังมาชดเชย นับเป็นภาระหนึ่งที่ต้องควบคุมให้มีการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

o ปัจจุบันพบว่ามีการเบิกจ่ายไม่ถูกต้อง หลังจากการทำระบบจ่ายตรงตั้งแต่ปี 2550 ค่าใช้จ่ายก็พุ่งสูงขึ้น จึงมีการตรวจสอบระบบและพบว่าราคาสูงที่รายการยา แต่จะเกิดจากราคายาสูงขึ้น หรือเกิดจากการใช้ยาฟุ่มเฟือย หรือเกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสมหรือเปล่า เป็นสิ่งที่อยู่ระหว่างศึกษา

กรมบัญชีกลางกำหนดว่ายาที่ให้เบิกได้ คือ ยาในบัญชียาหลัก และถ้าจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักก็ต้องมีคณะกรรมการแพทย์ 3 คน เซ็นต์ให้ และพบว่าจาก 34 โรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสูง ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยนอกใช้ยานอกบัญชียาหลักประมาณ 60% ของค่ารักษาทั้งหมด ปัญหาคือว่าจำเป็นที่จะต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักหรือไม่

o ขณะนี้กรมบัญชีกลางจะเสนอกระทรวงการคลังให้ตั้งคณะกรรมการมาช่วยกันศึกษาระบบการใช้จ่ายและความจำเป็นในการใช้ยานอกบัญชียาหลักของข้าราชการ


ศ.พญ.แสงสุรีย์ จูฑา แพทย์เฉพาะทางโรคมะเร็งเม็ดเลือด โรงพยาบาลรามาธิบดี:

o เรื่องการเบิกจ่ายข้าราชการมีอยู่ 3 มุมมอง

1) มุมมองของรัฐในฐานะผู้จ่ายเงิน
ซึ่งค่าใช้จ่ายของการเบิกใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลของข้าราชการเพิ่มขึ้นทุก ปีจากเดิม รัฐก็ย่อมที่จะต้องการพยายามจำกัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ การรักษาพยาบาลที่ดีขึ้น ยาใหม่ๆ ที่ดี ที่ได้ประสิทธิภาพ ราคาก็แพงขึ้นแน่นอน การได้มาซึ่งตัวเลขต่อหัวของระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสวัสดิการข้าราชการนั้นไม่เหมือนกัน

ค่าใช้จ่ายต่อหัวของระบบข้าราชการคือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ใช้ไปในแต่ละปีหารด้วยจำนวนของข้าราชการแล้วออกมาเป็นรายหัว แต่ค่าใช้จ่ายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และประกันสังคม คือจำนวนเงินที่องค์กรทั้ง 2 จ่ายให้กับโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยจากระบบ ซึ่งในความจริง โรงพยาบาลอาจมีค่าใช้จ่ายสำหรับดูแลผู้ป่วยจากระบบทั้งสองมากกว่าที่รัฐบาลจัดให้

2) มุมมองของข้าราชการ
ซึ่งยอมรับที่จะทำงานโดยได้รับเงินเดือนน้อย แต่มีเหตุจูงใจคือหากเจ็บป่วยจะได้รับสวัสดิการที่ดี บิดา มารดา และลูก จะได้รับการดูแลรักษาอย่างดี

3) มุมมองของแพทย์
ในฐานะผู้ให้การรักษาผู้ป่วยย่อมอยากให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บป่วย ดังนั้นแพทย์ต้องทำตามวิธีรักษาที่คิดว่าดีที่สุดในเวลานั้น ปัจจุบัน ยาใหม่ที่สามารถรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง แล้วอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีสามารถทำงานได้เช่นปกติต่อไปอีกหลายสิบปี แพทย์ย่อมต้องการให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้ยาใหม่นี้และไม่สามารถบอกผู้ป่วยว่ายา ที่รักษาได้ราคาสูงมากไม่คุ้ม ควรไปใช้ยาอีกชนิดที่ราคาถูกกว่าแล้วไม่นาน ก็เสียชีวิต


รศ.ดร.ชมนาท รัตนมณี อดีตคณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต:

o เมื่อเริ่มตกลงใจที่จะรับราชการ เพราะทราบว่าสิทธิที่ได้รับคือ บำเหน็จบำนาญและค่ารักษาพยาบาล เป็นสิ่งที่ข้าราชการทั้งหมดต้องการ ทั้งสิทธิในการรับยาจากแพทย์ หรือสิทธิในการรับการรักษาจากโรงพยาบาลอย่างเต็มที่ของความรู้ความสามารถที่ แพทย์พึงมี หากรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการ จะต้องใช้แต่เฉพาะกับบุคคลใหม่ที่ยังไม่ได้เป็นข้าราชการอยู่แล้ว

o ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจเรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาลต้องมีคุณธรรม เจ้าของงบคือรัฐบาล และกรมบัญชีกลาง มีหน้าที่ต้องปกป้องผลประโยชน์ของรัฐให้มากที่สุด แต่ก็ต้องให้สิทธิแก่ข้าราชการมากที่สุดเท่าที่ท่านจะทำได้

ข้าราชการและอดีตข้าราชการทั้งหลาย เราก็ต้องมีความซื่อสัตย์ ต้องมีจริยธรรม

และสุดท้ายคือแพทย์และโรงพยาบาล ต้องมีคุณธรรม ไม่สั่งยาผิด หรือราคาสูงโดยไม่จำเป็น ทุกฝ่ายควรเชื่อมั่นในจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพซึ่งกันและกัน

o ไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง เพื่อหาเสียงจากประชาชนให้ไม่พอใจสิทธิ์ที่พึงได้ของข้าราชการ


นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองอธิบดีอัยการฝ่ายที่ปรึกษา สำนักงานอัยการสูงสุด:

o การเป็นข้าราชการ สิ่งที่หวังมากที่สุดก็คือ ยามเจ็บป่วยมีคนมาดูแลเพราะข้าราชการเงินเดือนน้อยกว่ารัฐวิสาหกิจและเอกชน แต่ปัจจุบันที่ข้าราชการกำลังถูกลิดรอนสิทธิไปเรื่อยๆ ไม่ควรมีการนำค่าใช้จ่ายของข้าราชการมาเปรียบเทียบกับระบบอื่นๆ เพราะมีความแตกต่างกัน

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งใช้เงินต่อหัวต่ำสุดได้ ผลักภาระค่าใช้จ่ายจริงเข้าไปสู่โรงพยาบาลเกือบทุกแห่ง โรงพยาบาลจึงต้องหาทางอยู่รอดโดยการเพิ่มค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น ผลก็คือการผลักภาระเข้ามาสู่ระบบสวัสดิการข้าราชการ ปัญหาในปัจจุบันคือการผลักภาระจากระบบหนึ่งเข้ามาสู่อีกระบบหนึ่งและมากระทบ กับสิทธิข้าราชการซึ่งน้อยอยู่แล้ว

o พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับรักษาพยาบาลปี 2523 กำหนดสิทธิไว้ชัดเจนเลยว่า สิทธิพื้นฐานของข้าราชการทั้งหลายมีถึงขนาดแค่ไหน เพียงใด สิทธิที่จะให้ได้กับบิดา มารดา คู่สมรส เขียนไว้ชัด ในตัวพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ หากรัฐจะมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาเพื่อลิดรอนสิทธิตรงนั้น สามารถฟ้องร้องได้ทั้งศาลปกครองและศาลอาญา

o การรั่วไหลของระบบ เช่นการใช้สิทธิ์ฟุ่มเฟือยไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แล้วไม่พอใจก็ไปอีกแห่งหนึ่ง หรือทำการเบิกค่ารักษาโดยไม่จำเป็นคือพวกทุจริต ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

o ยกตัวอย่าง ข้าราชการที่จบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง หมดสติล้มลงบนพื้นในห้องน้ำ จากสาเหตุเนื้องอกในสมอง จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง แต่การเบิกค่าใช้จ่ายตามสิทธิ์มีจำกัด ต้องจ่ายเงินเพิ่มเองจำนวนมากและในที่สุดก็เสียชีวิต บุคคลนี้หากเลือกทำงานที่รัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทเอกชน ด้วยความรู้ความสามารถถึงขนาดนี้น่าจะได้รับสวัสดิการที่ดีกว่านี้ นี่คือสิ่งที่เราต้องแก้ไข เพื่อให้มีข้าราชการที่มีคุณภาพ ไม่ควรมองว่าจะตัดงบประมาณหรือสิทธิ์ค่ารักษาพยาบาลไปอีก

o กรมบัญชีกลางควรไปตรวจสอบว่าบัญชียาหลักมีปัญหาอะไร ทำไมแพทย์ที่มีคุณวุฒิและจรรยาบรรณทั้งหลายไม่ใช้ยาบัญชีหลัก และหากทางรัฐควรยึดมั่นในหลักการเพื่อให้มีข้าราชการที่มีสวัสดิการดี มีสุขภาพสมบูรณ์ และขวัญกำลังใจดี เพื่อรับใช้ประเทศชาติต่อไป


ความเห็นจากผู้เข้าร่วมงานสัมมนา

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ประธานคณะอนุกรรมการจริยธรรมชุดที่ 15 แพทยสภา

o สาเหตุที่ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการใช้งบประมาณสูงขึ้นมากเป็นเพราะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเหตุ คือ (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) จ่ายเงินให้โรงพยาบาลที่ให้บริการน้อยเกินไป และกันเงินส่วนหนึ่งไว้ที่สปสช. เพื่อบริหารจัดการเอง ทำให้โรงพยาบาลได้รับงบประมาณในการให้บริการทางการแพทย์แบบขาดทุน

โดยโรงพยาลที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดทั่วประเทศคือโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีโรงพยาบาลในสังกัดมากที่สุดที่ต้องรับงบประมาณจากระบบหลักประกันส ุขภาพแห่งชาติ จึงได้ทำการปรับเพิ่มราคาค่าบริการทั้งหมดของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งได้รับงบประมาณไม่ครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วย

o เนื่องจากแต่เดิมนั้น ก่อนที่จะมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โรงพยาบาลเหล่านี้ได้รับงบประมาณน้อย ในขณะเดียวกันโรงพยาบาลก็สามารถคิดค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยได้ในราคาถูก เพื่อเป็นสวัสดิการให้ประชาชน และเป็นรายได้อีกทางหนึ่งในการดำเนินการของโรงพยาบาล

แต่เมื่อมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว โรงพยาบาลไม่สามารถเก็บเงินจากผู้ป่วยที่มีสิทธิ์บัตรทองได้ และงบประมาณรายหัวจากสปสช.ก็มีน้อย(ขาดดุลหรือขาดทุน)และกระทรวงสาธารณสุขเองก็ไม่ได้รับงบประมาณในการดำเนินการโดยตรง แม้แต่งบประมาณเงินเดือนส่วนหนึ่งของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องเอามาจากงบประมาณรายหัวจากสปสช.

โรงพยาบาลเหล่านี้ จึงต้องนำเงินบำรุงโรงพยาบาลที่เหลืออยู่มาใช้และพยายามหารายได้เพิ่ม โดยปรับขึ้นราคาค่าบริการตรวจรักษาพยาบาลและค่าบริการอื่นๆของโรงพยาบาลทั้งหมด รวมทั้งค่าห้องพิเศษ ค่ายา ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่ารักษา ค่าผ่าตัดฯลฯทุกชนิดในอัตราเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 30-100 เปอร์เซ็นต์

โดยค่าบริการต่างๆของโรงพยาบาลนี้ จะเก็บจากประชาชนที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก็ไม่ได้ เพราะเป็นงบประมาณจำกัด( Fixed cost) ฉะนั้นค่าใช้จ่ายต่างๆในการรับบริการทางการแพทย์ตามอัตราใหม่นี้ จึงมาเพิ่มขึ้นมากที่ระบบสวัสดิการข้าราชการ เพราะเป็นงบประมาณแบบปลายเปิด กล่าวคือโรงพยาบาลสามารถเรียกเก็บเงินได้ตามอัตราเพิ่มใหม่นี้ จึงเป็นสาเหตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ตัวเลขค่ารักษาพยาบาลในระบบสวัสดิการข้าราชการเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็ นได้ชัดอยู่ระบบเดียว

o ทั้งนี้เนื่องจากระบบอื่นเป็นงบประมาณตายตัว(ปลายปิด—ขอเพิ่มไม่ได้) ขอเพิ่มไม่ได้(เพิ่มเท่าที่รัฐบาลให้ก็ไม่สมดุลกับค่าใช้จ่ายจริง) โรงพยาบาลที่ขาดทุนจากระบบหลักประกันสุขภาพ จึงมีรายได้จากระบบสวัสดิการข้าราชการและรายได้จากค่าห้องพิเศษ (ตามอัตราเพิ่มใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546) มาช่วย “เกลี่ย”งบประมาณค่าใช้จ่ายให้โรงพยาบาลไม่ล้มละลายจากงบประมาณขาดดุลจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยการคิดค่าใช้จ่ายกับข้าราชการที่มารักษาที่โรง พยาบาลมากขึ้น ทำให้งบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการจำนวนสูงขึ้นไปด้วย

o หากต้องการความเสมอภาค ความเป็นธรรม รัฐบาลต้องแก้ไขในระบบประกันสุขภาพ 3 ระบบ ไม่ใช่หันมาลงโทษลดสิทธิ์ข้าราชการ ซึ่งเป็นผลกระทบปลายทาง


นายจาดุร อภิชาตบุตร นายกสมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย สรุปได้ว่า

สิทธิการรักษาพยาบาลเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อข้าราชการ ข้าราชการแต่ละท่านมีความรู้ความสามารถผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามาโดยความยากลำบาก ตกลงที่จะได้รับเงินเดือนน้อย โดยคาดหวังถึงสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ดีแก่ตัวเองและครอบครัว

ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งการใช้สวัสดิการในทางที่ผิดของข้าราชการบางกลุ่ม หรืองบประมาณที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ควรแก้ไขให้ตรงกับสาเหตุโดยตรง ไม่ใช่การแก้ไขได้ด้วยวิธีการลิดรอนสิทธิ์อันพึงมีของข้าราชการ

ส่งโดย: happy_years

ปล. ข้าราชการ ก็มีความหวังเล็ก ๆ ... แต่ว่า ก็ต้องทำใจไว้บ้าง เพราะ ไม่ว่าจะเป็นใคร ที่เข้ามาบริหารงบประมาณ ก็คงต้องหาวิธีจำกัด ค่าใช้จ่าย อยู่ดี ..

ผมอาจมองโลกในแง่ร้าย เพราะ ผมคิดว่า ยังไง งบค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ก็ต้องถูกจำกัด ไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง ..

ที่ผมคิดว่า น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือ " DRG ผู้ป่วยนอก " .... รพ.อยากจ่ายยาอะไร ก็จ่ายไป .. แต่เวลาเบิก ก็จะจัดสรรมาให้ตาม DRG ( เหมือนกัน ผู้ป่วยใน ) เพราะ วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ จะควบคุมงบ ได้ง่ายที่สุด สำหรับผู้บริหารเงิน

แน่นอนว่า ผลกระทบ ก็ต้องมาถึง ข้าราชการ จนได้ เพราะ เมื่อ รพ.คิดค่าใช้จ่ายไป หมื่น ได้เงินกลับมาแค่ พัน ... ต่อไป รพ. ก็ต้องปรับตัว เคยจ่ายยาแพง ก็จ่ายยาถูกลง เป็นเรื่องธรรมดา ...



พ.ศ.2552 ...กรมบัญชีกลางคุมเข้มเบิกจ่ายยา ขรก. ไม่ทำตามเกณฑ์ เรียกเงินคืนคลัง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=12-12-2016&group=29&gblog=1

พ.ศ.2552 … คลังตั้งทีมรื้อค่ารักษา ข้าราชการ 7 หมื่นล. ... คลังหน้ามืด!ค่ารักษาขรก. พุ่ง1.5แสนล. //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-12-2009&group=29&gblog=2

พ.ศ.2552 … สรุปอภิปราย “มาตรฐานการกำหนดค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ใน สวัสดิการการ ของ ข้าราชการ” //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-02-2010&group=29&gblog=3

พ.ศ.2552 … เสนอเลือกเบิกจ่ายยาให้ข้าราชการบางกลุ่ม ??? .... ข้าราชการ ก็เตรียมตัวไว้บ้าง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=18-05-2009&group=29&gblog=4

พ.ศ.2553 … คลังเปิดทางให้ ข้าราชการนอนรักษาร.พ.เอกชนได้ ..... (ดูเหมือนดี แต่มันจะดีจริงหรือ ???) //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=03-09-2010&group=29&gblog=5

พ.ศ.2554 … ขรก.จ๊ากแน่ คลังเลิกจ่าย ยานอก9กลุ่ม (ไทยโพสต์) ....นำกระทู้มาลงไว้เป็นข้อมูล //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-01-2011&group=29&gblog=6

พ.ศ. 2555 … จ่ายยาต้นแบบให้ข้าราชการ (เบิกได้)แต่หมออาจต้องจ่ายเงินตัวเองให้ DSI.. //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-07-2012&group=29&gblog=8

พ.ศ.2556 ...คลังรุกอีกคุมเข้ม"ป่วยนอก"ขรก.วางแนวให้"เหมาจ่าย"เผยเจอข้อมูลส่อทุจริตเวียนรับยารพ.600ครั้ง/ปี //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=05-11-2012&group=29&gblog=7

พ.ศ.2557 … ปัญหายาข้าราชการ....ประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึง ... โดยนาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=25-10-2012&group=29&gblog=9

พ.ศ.2559 … กรมบัญชีกลาง “เตะหมูเข้าปากหมา”?ตัดงบ 60,000 ล้าน ให้ บ.ประกันบริหารค่ารักษา ขรก. //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=29-09-2016&group=29&gblog=10

พ.ศ.2560 … ขบวนการใช้สิทธิขรก.โกงยา “สวมสิทธิ-ยิงยา-ช็อปปิ้งยา” – ปี’59 ใช้บริการกว่า 27.8 ล้านครั้ง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=14-08-2017&group=29&gblog=11





Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2553
Last Update : 14 สิงหาคม 2560 23:02:51 น. 3 comments
Counter : 937 Pageviews.  
Share to Facebook

 


โดย: หน่อยอิง วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:21:20:58 น.  

 
ผมนำไปตั้งเป็นกระทู้ ในห้องสวนลุม .. มีความเห็นน่าสนใจ เลยนำมาเก็บไว้ด้วย ..

//www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L8930339/L8930339.html


ความคิดเห็นที่ 9

สวัสดีค่ะ

จากข้อความที่ว่า

" ความคาดหวังของข้าราชการทุกคนตั้งแต่เริ่มต้นการทำงาน คือ "

1)มีบำเหน็จบำนาญ

2) มีเกียรติและศักดิ์ศรี

3) มีโอกาสได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์

4) สวัสดิการ
.................................................................................................



ถูก ต้องเลยค่ะ เพราะตอนที่เรียนจบ บิดามารดา ผู้ซึ่งรับราชการทั้งคู่ก็กล่าวแบบนี้ค่ะ ด้วยความเป็นห่วงลูก อยากให้ลูกมีความมั่นคงในชีวิต จึงอยากให้ลูกรับราชการ

ดังนั้นตั้งแต่เรียนจบก็รับราชการมาโดยตลอดค่ะ

การทำงานในระบบของทางราชการ หรือ รับราชการนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียค่ะ

ข้อเสียส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง "คน, อำนาจ , ระบบเส้นสาย" รู้ไหมฉันเป็นใคร ตำแหน่งอะไร เธอตำแหน่งเล็กๆ อย่าริอาจมายุ่งกับฉัน (เริ่มมีบู๊นิดๆ) แต่เป็นเรื่องจริงค่ะ ประสบกับตนเองมาแล้ว เพราะความเป็นคนทำงานตรงไปตรงมา และยึดระเบียบเป็นที่สุด

ข้อดีของ ระบบข้าราชการก็ ประมาณ ข้อ 1 - 4 ข้อค่ะ เพิ่มความมั่นคงในการทำงานอีกนิดหน่อย (แต่ถ้าทำเรื่องทุจริตก็โดนสอบสวนและไล่ออกได้ค่ะ)

ที่โรงพยาบาลจะแบ่งระบบยาเป็น 3 ระบบค่ะ และก็มียานอกบัญชี และในบัญชี

มีผู้ป่วยหลายท่านสงสัยในยาของตนเอง ว่าทำไมถึงได้แบบนี้ ทำไมถึงได้แบบนั้น ทำไมฉันใช่สิทธิฟรี ไม่เสียเงิน แต่พอรับยาทำไมต้องชำระเงินด้วย ก็ต้องมานั่งอธิบายกัน

ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิการรักษาพยาบาลแบบ บัตรทอง (30 บาท) , ประกันสังคม ตามปกติจะได้ยาฟรี ไม่ต้องชำระเงินใดๆทั้งนั้น แต่ว่ามีระเบียบรองรับว่า ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาที่เป็นแบบ Local Made ( คือยาที่ผลิตในประเทศไทย , หรือ ยาที่หมดสิทธิบัตรจากต่างประเทศที่เป็นต้นกำเนิดในการผลิตยานั้นๆ หรือ เรียกว่า ยา Original และบริษัทยาต่างๆทั่วไปก็ลอกเลียนแบบทำขึ้นมา เช่น จากประเทศ อินเดีย จีน )

ซึ่งยาดังกล่าวผู้ป่วยจะได้รับฟรี แต่ในกรณียาที่เป็น Original ผู้ป่วยจำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายเอง หรือ ยาที่เป็นนอกบัญชี

สำหรับ ผู้ที่ใช้สิทธิข้าราชการทั้งหลาย ในสมัยก่อนแทบไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้เลย เพราะไม่ว่าจะเป็นยาอะไร local, original, ใน/นอก บัญชี ฉันเบิกได้หมด

ปัญหาที่ตามมาก็ คือ.........ผู้ป่วย 1 คน ขอยาจากแพทบ์ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว ขออนุญาตใช้คำว่า " เบิกยากันรับประทานทั้งหมู่บ้าน " ค่ะ คงจะไม่หยาบคายน่ะค่ะ ที่ใช้คำพูดแบบนี้

บางคน อาศัยความฉลาด จากช่องโหว่งของโรงพยาบาล ที่เรียกว่า "เบิกยาแบบเดิมๆ ซ้ำซาก พอมาคำนวณแล้ว สามารถรับประทานไปได้ 1 ปี เต็ม หรือ มากกว่านั้น " ก็ไม่ทราบว่าเบิกยามากมายไปทำอะไร??????.........

และมีเหตุการณืแบบนี้อีกหลากหลายรูปแบบ ตามกันไม่ค่อยจะทัน......

ที่ โรงพยาบาลได้แจ้งความดำเนินคดีกับคนไข้ไปหลายราย ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ โดยทำร่วมกับกรมบัญชีกลาง และเคยไปให้ปากคำที่โรงพักกันแล้ว มีทั้งแพทย์ และ เภสัชกร มากันเต็มโรงพัก

และนี่เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำไมค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการจึงได้สูงผิดปกติในกลุ่มคนบางกลุ่ม และก็เชื่อว่า กรมบัญชีกลางทราบปัญหาข้อนี้ดีกว่าใครๆ

ดังนั้นใน ปัจจุบันนี้ จึงมีมาตราการต่างๆออกมาเรื่อยๆ เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิในการเบิกยาของข้าราชการ ที่เห็นตอนนี้ก็หลายตัวที่ต้องชำระเงินเอง เช่น ยาในกลุ่มวิตามิน และเกลือแร่ทั้งหลาย และคาดว่าจะมีอะไรอีกหลายอย่างยาตามมาในอนาคต

ทำไมทุกหย่อมย่าน จะต้องมีเหตุการณ์ที่ส่อไปในทางทุจริตแบบนี้

ก็ได้แต่หวังว่า บุคคลทุกคนจะตระหนักกันถึงข้อนี้บ้าง

โรคที่เป็นจริงๆ + การรักษาตามมาตราฐานที่เหมาะสม + ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลอย่างพอเพียง

จากคุณ : athena_b [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 28 ก.พ. 53 11:47:01 [แก้ไข]





โดย: หมอหมู วันที่: 2 มีนาคม 2553 เวลา:15:46:01 น.  

 

//thaipublica.org/2014/01/measures-to-control-medical-costs/
กรมบัญชีกลางคุมเข้มค่ารักษาพยาบาล ออกกฎคุมราคายานอก บีบใช้ยาในประเทศ หวั่นอนาคตชีวิตคนไทยไร้คุณภาพ

1 มกราคม 2014

งบค่ารักษาพยาบาลยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล ตัวเลขการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปี 2548 อยู่ที่ 30,000 ล้านบาท ปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 60,000 ล้านบาท ปัจจุบันกรมบัญชีกลางมีภาระที่จะต้องดูแลสวัสดิการรักษาพยาบาลให้กับข้า ราชการและครอบครัวประมาณ 5 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการที่ยังทำงาน 2 ล้านคน ที่เหลือเป็นลูก 1 ล้านคน พ่อแม่ 2 ล้านคน สำหรับข้าราชการและลูกซึ่งอยู่ในวัยทำงานและวัยเรียน ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ขณะที่พ่อแม่ของข้าราชการ ส่วนใหญ่อายุเกิน 60 ปี เป็นโรครักษายาก ค่าใช้จ่ายสูง

เดิมทีรัฐบาลเป็นผู้ออกค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้กับข้าราชการและครอบครัว แต่หลังจากค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นมากในปี 2553 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกฎหมายแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2545 โดยมอบอำนาจให้กรมบัญชีกลางกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเบิกเงินค่ารักษา พยาบาล หรือ “ค่ายา” เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล

กราฟเบิกค่ารักษาพยาบาล

ทั้งนี้กรมบัญชีกลางทยอยออกมาตรการควบคุมค่ารักษาพยาบาลเป็นระยะๆ เฟสแรกพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคไขข้อกระดูกเสื่อม โดยออกมาตรการควบคุมการเบิกจ่ายยากลูโคซามีน และยา 8 กลุ่ม การเบิกจ่ายยากลุ่มนี้ลดลงจาก 600 ล้านบาท/ปี เหลือ 60 ล้านบาท/ปี แต่ผลที่ตามมาโรงพยาบาลหลายแห่งหยุดสั่งซื้อยากลุ่มนี้ หมอหยุดจ่ายยา คนไข้ส่วนใหญ่เป็นคนชรา ต้องจ่ายเงินซื้อยาเอง

อย่างไรก็ตามกรมบัญชีกลางสามารถควบคุมค่ารักษาพยาบาลให้อยู่ในระดับ 60,000 ล้านบาทมาได้ 4-5 ปี จนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการหยิบยกประเด็นความเสมอภาคในการดูแลรักษาสุขภาพคนไทยทั้งหมด มาหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยระบุว่าข้าราชการใช้งบฯรักษาพยาบาลเฉลี่ยต่อหัว 12,000 บาท เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป ขณะที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ใช้งบฯแค่ 2,800 บาทต่อหัว ซึ่งใกล้เคียงกับกองทุนประกันสังคม ทำไมถึงอยู่ได้ เป็นเพราะข้าราชการใช้ยาคุณภาพดีเกินไป หรือ โรงพยาบาลนำเงินกำไรค่ายาในฝั่งข้าราชการมาเฉลี่ยผลขาดทุนในฝั่งของ30 บาทรักษาทุกโรค โดยหลักการผู้ป่วยทั้ง 3 กองทุน ต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเฉลี่ยต่อหัวที่ 12,000 บาท เป็นอัตราที่สูงเกินไป ควรปรับลดลงมา

นอกจากนี้กรมบัญชีกลางได้ทำการศึกษาตัวเลขเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลกว่า 60,000 ล้านบาท/ปีมาวิเคราะห์ (ดูกราฟประกอบ) พบว่า ปัญหาอยู่ที่กลุ่มผู้ป่วยนอก (OPD)ยอดเบิกจ่ายปี 2548 อยู่ที่ 17,000 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 45,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) ใช้งบฯ 15,000 ล้านบาท/ปี คงที่มาตลอด 7 ปี มาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย จึงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนไข้นอก เบิกยากลับไปรับประทานที่บ้าน

ด้วยเหตุนี้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 กรมบัญชีกลางออกประกาศควบคุมการเบิกจ่ายเงินค่ายาโรงพยาบาลทั้งระบบฉบับใหม่โดย ที่ไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการ (แพทย์) และผู้รับบริการ (ข้าราชการ) เกิดการคัดค้านจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมาตรการนี้ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าการควบคุมการเบิกจ่ายยากลูโคซามีน โดยครอบคลุมการเบิกจ่ายยา 2 กลุ่ม คือ “กลุ่มยาชื่อสามัญ” (Generic name drug) ส่วนใหญ่เป็นยาที่ผลิตในประเทศ คุณภาพต่ำ ราคาถูก และ กลุ่มที่ 2 เป็น “กลุ่มยาต้นแบบ” (Original drug) เป็นยาราคาแพงนำเข้าจากต่างประเทศ หรือเป็นยาใหม่ๆที่เพิ่งเริ่มผลิต เช่น ยาความดัน ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษามะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

อัตราเบิกค่ายา

กรณีกลุ่มยาสามัญ กรมบัญชีกลางกำหนดให้โรงพยาบาลเบิกเงินได้ 2 รูปแบบ (ดูตารางประกอบ) กล่าวคือ ราคาต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า 1 บาท เบิกเงินได้ไม่เกิน 1.50 บาท เช่น โรงพยาบาลสั่งซื้อยากลุ่มนี้เม็ดละ 1 บาท เบิกได้ 1.50 บาท ถ้าสั่งซื้อ 0.20 บาท เบิกได้ 0.50 บาท แต่ถ้าซื้อยาราคาเกินกว่า 1 บาท กรมบัญชีกลางจ่ายเงินให้เป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาต้นทุนต่อหน่วย เช่น สั่งซื้อยามาได้ในราคา 10 บาท/เม็ด เบิกเงินได้ 200% คิดเป็นเงิน 20 บาท/เม็ด ยาราคาเม็ดละ 100 บาท เบิกได้ 175% คิดเป็นเงิน 175 บาท/เม็ด เป็นต้น

ขณะที่“กลุ่มยาต้นแบบ” หรือกลุ่มยานำเข้าจากต่างประเทศ ราคาแพง กรมบัญชีกลางให้โรงพยาบาลเบิกค่ายาไม่เกินราคากลางที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด โดยให้โรงพยาบาลทุกแห่งใช้ราคาที่ได้จากการจัดซื้อ ซึ่งเป็นราคาผ่านการต่อรองราคาลงมาแล้ว บวกกำไรส่วนเพิ่มให้อีก 3% ของราคายาที่ผ่านการต่อรองราคา แต่ไม่เกินราคากลางตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาฯกำหนด มาตรการควบคุมการเบิกจ่ายยาทั้ง 2 กลุ่มให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป

หลังจากกรมบัญชีกลางออกหนังสือเวียนแจ้งให้กระทรวง ทบวง กรมและโรงพยาบาลทุกแห่งรับทราบ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยออกมาคัดค้านประกาศกรมบัญชีกลาง อาทิ กลุ่มเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย,ชมรมพิทักษ์สิทธิข้าราชการและสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์เป็นต้น

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 รศ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์ แห่งประเทศไทย ทำหนังสือร้องเรียนคณะกรรมาธิการ วุฒิสภาสรุปว่า ประกาศกรม บัญชีกลางฉบับนี้ ขาดการมีส่วนร่วม ไม่เปิดโอกาสให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็น เนื้อหาของประกาศขาดความชัดเจน ในทางปฏิบัติอาจจะมีปัญหาตามมา เช่น กำหนดนิยามของคำว่ายาต้นแบบกับยาชื่อสามัญไม่ชัดเจน โรงพยาบาลไม่สามารถแยกประเภทและกำหนดราคายาได้ครบถ้วน ขณะที่การกำหนดราคากลางยา ยังไม่เรียบร้อย และไม่มีมาตรการรองรับ กรณีผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาโดยใช้ยาต้นแบบ ควรอนุญาตให้ผู้ป่วยเบิกค่ายาต้นแบบได้ในราคาเท่ากับยาชื่อสามัญ โดยให้ผู้ป่วยร่วมจ่ายเงินส่วนที่เกินจากราคายาชื่อสามัญหากกรมบัญชีกลางไม่ทบทวนหรือเลื่อนการบังคับใช้ประกาศฉบับนี้ออกไปจะมีผลดังต่อไปนี้

1. ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินค่ายาเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก เนื่องจากกรมบัญชีกลางเพิ่มอัตราการเบิกเงินค่ายาซื้อสามัญ (กำไรเพิ่ม) อาจจะเป็นแรงจูงใจให้โรงพยาบาลสั่งซื้อยาชื่อสามัญเพิ่มขึ้น ทั้งมูลค่าและปริมาณ ขณะที่โรงพยาบาลบางแห่งจำเป็นต้องใช้ยาต้นแบบรักษาคนไข้ ปริมาณการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศ อาจจะไม่ได้ลดลง ประกาศฉบับนี้ต้องการลดกำไรจากค่ายาของโรงพยาบาลบางแห่ง (โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์) แต่ไม่ได้มีเจตนาจะลดค่ารักษาพยาบาลของประเทศแต่อย่างใด

2.อาจมีผู้ป่วยบางกลุ่มอาการกำเริบ หรือ ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากไม่สามารถจัดหายาชื่อสามัญที่มีคุณภาพมาทดแทนยาต้นแบบส่วนใหญ่ได้

3.ขณะนี้มีโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์บางแห่ง งดสั่งซื้อยาใหม่ ทั้งยาชื่อสามัญและยาต้นแบบ เนื่องจากเนื้อหาในประกาศไม่มีความชัดเจน

4.การออกประกาศดังกล่าวกระทำในเวลากระชั้นชิด และขาดการเตรียมการที่ดี อาจจะส่งผลกระทบยาที่อยู่ในสต็อกของโรงพยาบาล โดยเฉพาะยาต้นแบบที่จัดซื้อมาในราคาที่สูงกว่าราคากลางที่กำหนด

5.การกำหนดราคากลางไม่เหมาะสม (ราคาที่ให้เบิก) และไม่ครอบคลุมรายการยาต้นแบบทั้งหมด โดยเฉพาการตั้งราคาเบิกเงินค่ายาต้นแบบได้กำไรแค่ 3% ของราคาจัดซื้อ แต่ไม่ให้เกินราคากลางที่กำหนด อาจจะเป็นปัญหากับโรงพยาบาลและผู้ป่วย เช่น โรงพยาบาลงดการสั่งซื้อยาต้นแบบ ทั้งๆที่ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องใช้,เรียกเก็บเงินค่ายาจากผู้ป่วยในส่วนที่ เบิกไม่ได้ และยาต้นแบบบางชนิดไม่มีราคากลาง แต่ถูกตั้งราคาเบิกโดยให้บวกกำไรเพิ่ม 3% ไม่จูงใจให้โรงพยาบาลต่อรองราคา เพราะราคายิ่งต่ำ กำไรก็ยิ่งน้อยลง

ทางกลุ่มเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย จึง “ขอให้กรมบัญชีกลางเลื่อนการบังคับใช้ประกาศฉบับนี้ไปจนกว่าจะมีการศึกษาผล กระทบของมาตรการเบิกค่ายาในอัตราใหม่ให้ถูกต้อง ครบถ้วนและชัดเจน จนแน่ใจว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้ค่ารักษาพยาบาลทั้งระบบลดลง”

ผลกระทบเบิกค่ายาอัตราใหม่

แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขให้ความเห็นว่าเนื้อหาของประกาศกรมบัญชี กลางฉบับนี้ขาดความชัดเจน อย่างเช่น ตารางแนบท้ายกำหนดอัตราการเบิกจ่ายเงินค่ายาชื่อสามัญมี 2 รูปแบบ คล้ายกับการคำนวณภาษีสรรพสามิต ซึ่งมีการคำนวณทั้งในเชิงปริมาณและเชิงมูลค่า กล่าวคือถ้าเป็นยาราคา 0.01-0.2 บาท/หน่วย เบิกเงินได้ 0.5 บาท/หน่วย ราคายาเกินกว่าหน่วยละ 1 บาท เบิกเงินได้เป็นเปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนจะได้กำไรน้อย แต่ถ้าปรับปรุงอัตราการเบิกค่ายาให้เป็นหน่วยเดียวกัน (เปอร์เซ็นต์) จะเห็นว่ามีการเพิ่มกำไรจูงใจให้มีการสั่งซื้อยาชื่อสามัญในอัตราที่สูงมาก เช่น โรงพยาบาลสั่งซื้อกลุ่มยาชื่อสามัญราคา 0.01 บาทต่อหน่วย เบิกเงินกรมบัญชีกลางได้ 0.5 บาท/หน่วย โรงพยาบาลได้กำไร 0.49 บาท/หน่วย หรือกำไร 4,900% ถ้าจัดซื้อยามาได้ในราคา 0.21 บาท/หน่วย เบิกได้หน่วยละ 1 บาท โรงพยาบาลได้กำไร 376% ในแต่ละปีโรงพยาบาลจ่ายยากลุ่มนี้ประมาณ 60-70% ของปริมาณการใช้ยา ดังนั้นการไปเพิ่มกำไรจำนวนมาก เพื่อจูงใจให้โรงพยาบาลสั่งซื้อยาชื่อสามัญ อาจจะไม่ได้ช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐ

ขณะที่กลุ่มยาต้นแบบ ส่วนใหญ่เป็นยานำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งประกาศกรมบัญชีกลางฉบับใหม่ ปรับลด กำไรส่วนเพิ่มจาก 10-25% เหลือ 3% ของราคาจัดซื้อยาที่ต่อรองราคาแล้ว แต่ไม่เกินราคากลางที่กำหนด ที่ผ่านมาโรงพยาบาลนำเงินกำไรส่วนนี้มาเป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาคุณภาพ ยา การปรับลดกำไรส่วนเพิ่มเหลือ 3% ของราคาจัดซื้อยาที่ถูกต่อรองราคาลงมาแล้ว แต่ต้องไม่เกินราคากลางที่ “คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ”กำหนด ถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำเกินไป โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ รักษาโรคยากๆได้รับผลกระทบมาก เพราะมีต้นทุนในการเก็บรักษาคุณภาพยาแพงมาก เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง วัคซีนมีต้นทุนในการเก็บรักษาประมาณ 20% กรมบัญชีกลางควรคิดมาตรการมารองรับด้วย

“การจัดซื้อยาที่ผ่านมา โรงพยาบาลจัดหายาได้ในราคาถูก หรือราคาแพง ขึ้นอยู่กับยอดสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก หรือน้อย ให้เครดิตในการชำระเงินสั้น หรือยาว และระยะทางในการจัดส่งสินค้า การจัดหายาที่ผ่านมาจึงแปรผันตามข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่พอกรมบัญชีกลางกำหนดว่าให้บวกกำไร 3% แต่ไม่เกินราคากลางที่คำนวณมาจากราคาจัดซื้อยาเฉลี่ยทั่วประเทศ โรงพยาบาลเล็กๆที่อยู่จังหวัดห่างไกล จัดซื้อยารักษาโรคมะเร็งบวกกำไร 3% แล้วเกินราคากลางที่กำหนด เบิกไม่ได้ ก็ไม่สั่งซื้อยาต้นแบบมาใช้ นอกจากนี้มีกลุ่มยาต้นแบบหลายร้อยรายการ ยังไม่มีราคากลางจะทำอย่างไร”แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปอีกว่า สรุปมาตรการควบคุมค่ารักษาพยาบาลของกรมบัญชีกลางครั้งนี้ คือมาตรการลดปริมาณการนำเข้ายาจากต่างประเทศ แต่มาปริมาณการสั่งซื้อยาให้ผู้ผลิตในประเทศแทน ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลจัดหายามาได้ในราคา 50 บาทต่อเม็ด ถ้าเป็นยาชื่อสามัญ โรงพยาบาลจ่ายเงินไป 50 บาท เบิกเงินกรมบัญชีกลางได้ 87.50 บาท แต่ถ้าเป็นยาต้นแบบ จ่ายเงินไป 50 บาท เบิกได้ 51.50 บาทหากไม่ยกเลิกมาตรการดังกล่าว โรงพยาบาลคงต้องเอายานำเข้าจากต่างประเทศออกจากบัญชียา คนไข้ที่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ ก็ต้องซื้อยาเองมาให้แพทย์ทำการรักษา

มาตรการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ข้าราชการ 5 ล้านคนเท่านั้น แต่มีผลกระทบไปถึงคนอีก 60 ล้านคน ที่อยู่ในระบบสปสช. 48 ล้านคน และระบบประกันสังคมอีก 10 ล้านคน ต้องซื้อยาในราคาเดียวกับข้าราชการ ขณะที่โรงพยาบาลที่เป็นเครือข่ายสปสช. และสปส.ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นแบบเหมาจ่ายรายหัว อาจจะใช้วิธีการควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ โดยลดคุณภาพการรักษาลงเพื่อความอยู่รอดของโรงพยาบาล

การคัดค้านจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้วันที่ 25 ธันวาคม 2556 นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง นำประเด็นปัญหาอุปสรรคต่างๆไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารระบบ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ได้ข้อสรุปว่าให้ชะลอการบังคับใช้มาตรการออกไป เนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง ทำให้กรมบัญชีกลางไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่กำหนด เช่น การรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติ ประกอบด้วย สถานพยาบาล ราชวิทยาลัย รวมถึง สมาคมแพทย์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้สั่งใช้ยาเพื่อการรักษา

นอกจากนี้ เกณฑ์การจำแนกประเภทยาชื่อสามัญและยาต้นแบบยังไม่ชัดเจน และไม่ครอบคลุมรายการยา ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า การบวกราคาเพิ่มนั้น เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่ รวมถึงสถานพยาบาลอีกประมาณ 800 แห่ง ยังไม่มีความพร้อมด้านการจัดส่งข้อมูลยาเข้าระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมบัญชี กลาง ที่ประชุมจึงมีความเห็นร่วมกันว่า หากดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว อาจเกิดผล กระทบและไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ดังนั้น จึงควรชะลอการบังคับใช้ออกไปก่อน เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น บัญชีรายการยาของสถานพยาบาล (Drug catalog) ที่อ้างอิงกับรหัสยามาตรฐานไทย (Thai Medicines Terminology: TMT) และราคากลางที่เบิก รวมถึงความพร้อมในการจัดส่งข้อมูลยาของสถานพยาบาลทุกแห่งที่ต้องส่งข้อมูลใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ในข่ายความรับผิดชอบของสำนักงานกลางสารสนเทศ บริการสุขภาพและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยกรมบัญชีกลางออกหนังสือเวียนวันที่ 27 ธันวาคม 2556สั่งให้โรงพยาบาล 168 แห่ง เริ่มดำเนินการจัดส่งข้อมูลดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557


โดย: หมอหมู วันที่: 18 กันยายน 2557 เวลา:21:47:14 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#22


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 763 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]