พ.ศ.2556 ... คลังรุกอีกคุมเข้ม"ป่วยนอก"ขรก. วางแนวให้"เหมาจ่าย"เผยเจอข้อมูลส่อทุจริตเวียนรับยารพ.600
//www.thaipost.net/news/291012/64369
คลังรุกอีกคุมเข้ม"ป่วยนอก"ขรก. วางแนวให้"เหมาจ่าย"เผยเจอข้อมูลส่อทุจริตเวียนรับยารพ.600ครั้ง/ปี
กรมบัญชีกลางออกมาตรการควบคุมค่ารักษาพยาบาลปี 56 ต่ออีก พร้อมรุกสร้างระบบ "ผู้ป่วยนอก" ให้เป็นแบบเหมาจ่าย โดยให้ สวรส.ศึกษาแล้ว เผยปี 56 ถูกหั่นงบเหลือ 6 หมื่นล้าน ลดลงจากปีก่อนพันกว่าล้าน ทำให้ต้องรัดเข็มขัดต่อ เอาจริง หมอจ่ายยากลูโคซามีนฯ นอกเกณฑ์เตรียมให้ชดใช้แล้ว เผยเตรียมส่งข้อมูลให้ดีเอสไอ หลังพบผู้ป่วยบางรายเวียนรักษารับยา รพ.สูงถึง 600 ครั้งต่อปี
นางอภิสมา ชาญสืบกุล นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 สมาคมเภสัชกรรมการตลาด (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา ถึงแนวทางการควบคุมค่ารักษาพยาบาลในระบบสวัสดิการข้าราชการ ว่า ในปีงบประมาณ 2556 นี้ ทางกรมบัญชีกลางยังคงเดินหน้าประกาศใช้อีก 4 มาตรการที่เหลือ จาก 8 มาตรการ เพื่อดำเนินการควบคุมค่ารักษาพยาบาลระบบสวัสดิการข้าราชการ โดยมาตรการคือ
1.กำหนดอัตราเบิกจ่ายค่ายานอกบัญชียาหลักแห่งชาติกลุ่มเป้าหมายที่มีการเบิกจ่ายจำนวนมาก ซึ่งยังเหลือการดำเนินการอีก 8 กลุ่ม ภายหลังจากที่ได้ดำเนินการห้ามสั่งจ่ายยากลูโคซามีน ซัลเฟต ไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อจัดทำหลักเกณฑ์ รวมไปถึงการเบิกจ่าย
2.จัดทำระบบตรวจสอบก่อนอนุมัติเบิกจ่ายสำหรับยานอกบัญชีที่มีราคาแพง อย่างเช่น ยารักษาโรคมะเร็ง จากแต่เดิมกำหนดตรวจสอบเพียงแค่ 6 รายการ แต่เนื่องจากปัจจุบันยามะเร็งมีเพิ่มขึ้นอีกหลายรายการ จึงต้องมีการจัดทำรายการเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม 3.กำหนดเงื่อนไขการเบิกจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติกลุ่มเป้าหมาย โดยจะมีคณะทำงานเพื่อประสานไปยังราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกำหนดเงื่อนไขการเบิกจ่ายยากลุ่มนี้
4.กำหนดแนวการจ่ายค่าบริการผู้ป่วยนอกเป็นแบบเหมาจ่าย โดยให้มีการตกลงราคา ซึ่งขณะนี้ได้ให้ทางสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ทำการศึกษา โดยจะใช้เวลา 3 ปี แต่เบื้องต้นในปีแรกต้องมีการสื่อสารไปยังโรงพยาบาล เพื่อที่กรมบัญชีกลางจะได้ทำการตั้งงบประมาณในปี 2557 ได้
ประกาศทั้ง 4 ฉบับนี้เป็นสิ่งที่กรมบัญชีกลางทำในปี 2556 รับรองออกแน่นอน เพราะที่ผ่านมากรมบัญชีกลางได้ทำสัญญากับสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ในการควบคุมค่ารักษาพยาบาล นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าว
สำหรับมาตรการ 4 ขั้นที่กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการไปแล้วในปี 2555 คือ
1.ประกาศให้มีการระบุถึงเหตุผลความจำเป็นในการใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ
2.ให้โรงพยาบาลส่งเหตุผลการใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ
3.กำหนดให้ใช้ยาสามัญแทนยาต้นแบบ
4.กำหนดเงื่อนไขการเบิกจ่ายค่ายานอกบัญชียาหลักโดยห้ามไม่ให้มีการเบิกจ่ายตรง
นางอภิสมากล่าวว่า ที่ผ่านมากรมบัญชีกลางได้ออกประกาศให้ผู้ป่วยลงทะเบียนรักษาโรคเรื้อรังในโรงพยาบาลเพียง 1 แห่งต่อ 1 โรคเรื้อรัง หรือทุกโรค เนื่องจากตรวจสอบพบว่า มีผู้ป่วยเข้ารับบริการรักษายังโรงพยาบาล 3 ครั้งต่อสัปดาห์ 5 ครั้งต่อสัปดาห์ก็มี และยังมีบางคนเข้ารับบริการถึง 600-700 ครั้งต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนการรับการรักษาที่มีกว่าจำนวนวันใน 1 ปี ซึ่งคนเหล่านี้ทางกรมบัญชีกลางได้ทำการรวบรวมข้อมูลแล้ว พร้อมทั้งขอข้อมูลเวชระเบียนไปยังโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยเหล่านี้เข้ารับบริการ เพื่อดูว่าเขาเป็นโรคอะไร จึงมีการเข้ารับบริการรักษาที่สูงขนาดนี้ ถือเป็นสิ่งผิดปกติ และเตรียมที่จะส่งเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อตรวจสอบ
เราไม่ได้ว่าแพทย์ยิงยา แต่แพทย์อาจรู้สึกใจอ่อน เห็นผู้ป่วยมาจึงจัดยาให้ เราจึงสะท้อนปัญหาไปยังผู้บริหารกรมบัญชีกลาง และเห็นว่าผู้ป่วยโรคเรื้อรังจึงควรเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแห่งใดเพียงแห่งเดียว ทั้งยังเป็นไปเพื่อประโยชน์ผู้ป่วยในการรักษาต่อเนื่อง ไม่รับยาซ้ำซ้อน นางอภิสมากล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้รับการทักท้วงมาตรการนี้จากกระทรวงสาธารณสุข เพราะขัดแย้งต่อนโยบายลดความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เนื่องจากผู้ป่วยจะเลือกเข้ารับรักษาแต่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น ดังนั้นทางผู้บริหารกรมบัญชีกลางจึงให้ผ่อนคลายเลื่อนการประกาศบังคับใช้มาตรการนี้ไปก่อน และให้กระทรวงสาธารณสุขปรับระบบเพื่อให้ผู้ป่วยไปรับยาที่ รพ.สต.ได้ แต่ทั้งนี้การเปิดให้ผู้ป่วยลงทะเบียนเลือก 1 โรงพยาบาล 1 โรคเรื้อรัง หรือทุกโรค ยังคงเริ่มในวันที่ 1 ธันวาคม 2555 เช่นเดิม
นางอภิสมากล่าวว่า สำหรับยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม หรือกูลโคซามีน ซัลเฟต ที่ทางกรมบัญชีกลางได้ประกาศห้ามเบิกจ่ายไปแล้วนั้น ซึ่งทางกรมบัญชีกลางยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อเรียกเงินคืนจากแพทย์ผู้สั่งจ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การสั่งจ่ายยากูลโคซามีน ซัลเฟต ตามที่ราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์กำหนด โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การสั่งจ่ายให้เฉพาะผู้ป่วยอายุ 56 ปีขึ้นไป แต่พบว่าใบเสร็จที่นำมาเบิกค่ารักษา ร้อยละ 25 เป็นผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 56 ปีลงมาทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีการสั่งจ่ายจำนวนยาเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 6 สัปดาห์ แต่กลับมีการสั่งจ่ายยาสูงถึง 3 เดือน
มาตรการทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อควบคุมค่ารักษาพยาบาลในระบบสวัสดิการข้าราชการ โดยในปี 2554 เราได้งบรักษาพยาบาลข้าราชการที่ 62,000 ล้านบาท ใช้ไปถึง 61,844 ล้านบาท และต่อมาในปี 2555 เราได้งบประมาณที่ 61,844 ล้านบาท ขณะนี้กำลังดูว่าจะเกินงบประมาณที่ได้รับหรือไม่ สำหรับในปี 2556 นี้ เราได้รับงบประมาณอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท ซึ่งถูกลดลงไปอีก การควบคุมค่ารักษาพยาบาลจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าว
ปล. ๑. ผมลาออกจากราชการ ใช้สิทธิบัตรสุขภาพ (บัตรทอง) ไม่ได้มีส่วนเกียวข้องกับ สิทธิราชการ และ ไม่ได้ทำงานรับราชการ .. แจ้งไว้ก่อน เผื่อบางคนไม่ทราบ จะเข้าใจผิดว่าผมมีเสียผลประโยชน์ กับนโยบายนี้ ..
๒.
๓. //thaipublica.org/2014/01/measures-to-control-medical-costs/ 1 มกราคม 2014 งบค่ารักษาพยาบาลยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล ตัวเลขการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปี 2548 อยู่ที่ 30,000 ล้านบาท ปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 60,000 ล้านบาท ปัจจุบันกรมบัญชีกลางมีภาระที่จะต้องดูแลสวัสดิการรักษาพยาบาลให้กับข้าราชการและครอบครัวประมาณ 5 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการที่ยังทำงาน 2 ล้านคน ที่เหลือเป็นลูก 1 ล้านคน พ่อแม่ 2 ล้านคน สำหรับข้าราชการและลูกซึ่งอยู่ในวัยทำงานและวัยเรียน ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ขณะที่พ่อแม่ของข้าราชการ ส่วนใหญ่อายุเกิน 60 ปี เป็นโรครักษายาก ค่าใช้จ่ายสูง เดิมทีรัฐบาลเป็นผู้ออกค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้กับข้าราชการและครอบครัว แต่หลังจากค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้นมากในปี 2553 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกฎหมายแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ.2545 โดยมอบอำนาจให้กรมบัญชีกลางกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล หรือ ค่ายา เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล  ทั้งนี้กรมบัญชีกลางทยอยออกมาตรการควบคุมค่ารักษาพยาบาลเป็นระยะๆ เฟสแรกพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคไขข้อกระดูกเสื่อม โดยออกมาตรการควบคุมการเบิกจ่ายยากลูโคซามีน และยา 8 กลุ่ม การเบิกจ่ายยากลุ่มนี้ลดลงจาก 600 ล้านบาท/ปี เหลือ 60 ล้านบาท/ปี แต่ผลที่ตามมาโรงพยาบาลหลายแห่งหยุดสั่งซื้อยากลุ่มนี้ หมอหยุดจ่ายยา คนไข้ส่วนใหญ่เป็นคนชรา ต้องจ่ายเงินซื้อยาเอง อย่างไรก็ตามกรมบัญชีกลางสามารถควบคุมค่ารักษาพยาบาลให้อยู่ในระดับ 60,000 ล้านบาทมาได้ 4-5 ปี จนกระทั่งมาถึงสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการหยิบยกประเด็นความเสมอภาคในการดูแลรักษาสุขภาพคนไทยทั้งหมด มาหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ โดยระบุว่าข้าราชการใช้งบฯรักษาพยาบาลเฉลี่ยต่อหัว 12,000 บาท เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป ขณะที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ใช้งบฯแค่ 2,800 บาทต่อหัว ซึ่งใกล้เคียงกับกองทุนประกันสังคม ทำไมถึงอยู่ได้ เป็นเพราะข้าราชการใช้ยาคุณภาพดีเกินไป หรือ โรงพยาบาลนำเงินกำไรค่ายาในฝั่งข้าราชการมาเฉลี่ยผลขาดทุนในฝั่งของ30 บาทรักษาทุกโรค โดยหลักการผู้ป่วยทั้ง 3 กองทุน ต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเฉลี่ยต่อหัวที่ 12,000 บาท เป็นอัตราที่สูงเกินไป ควรปรับลดลงมา นอกจากนี้กรมบัญชีกลางได้ทำการศึกษาตัวเลขเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลกว่า 60,000 ล้านบาท/ปีมาวิเคราะห์ (ดูกราฟประกอบ) พบว่า ปัญหาอยู่ที่กลุ่มผู้ป่วยนอก (OPD)ยอดเบิกจ่ายปี 2548 อยู่ที่ 17,000 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 45,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยใน (IPD) ใช้งบฯ 15,000 ล้านบาท/ปี คงที่มาตลอด 7 ปี มาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย จึงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนไข้นอก เบิกยากลับไปรับประทานที่บ้าน ด้วยเหตุนี้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 กรมบัญชีกลางออกประกาศควบคุมการเบิกจ่ายเงินค่ายาโรงพยาบาลทั้งระบบฉบับใหม่โดยที่ไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการ (แพทย์) และผู้รับบริการ (ข้าราชการ) เกิดการคัดค้านจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมาตรการนี้ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าการควบคุมการเบิกจ่ายยากลูโคซามีน โดยครอบคลุมการเบิกจ่ายยา 2 กลุ่ม คือ กลุ่มยาชื่อสามัญ (Generic name drug) ส่วนใหญ่เป็นยาที่ผลิตในประเทศ คุณภาพต่ำ ราคาถูก และ กลุ่มที่ 2 เป็น กลุ่มยาต้นแบบ (Original drug) เป็นยาราคาแพงนำเข้าจากต่างประเทศ หรือเป็นยาใหม่ๆที่เพิ่งเริ่มผลิต เช่น ยาความดัน ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษามะเร็งปากมดลูก เป็นต้น  กรณีกลุ่มยาสามัญ กรมบัญชีกลางกำหนดให้โรงพยาบาลเบิกเงินได้ 2 รูปแบบ (ดูตารางประกอบ) กล่าวคือ ราคาต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า 1 บาท เบิกเงินได้ไม่เกิน 1.50 บาท เช่น โรงพยาบาลสั่งซื้อยากลุ่มนี้เม็ดละ 1 บาท เบิกได้ 1.50 บาท ถ้าสั่งซื้อ 0.20 บาท เบิกได้ 0.50 บาท แต่ถ้าซื้อยาราคาเกินกว่า 1 บาท กรมบัญชีกลางจ่ายเงินให้เป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาต้นทุนต่อหน่วย เช่น สั่งซื้อยามาได้ในราคา 10 บาท/เม็ด เบิกเงินได้ 200% คิดเป็นเงิน 20 บาท/เม็ด ยาราคาเม็ดละ 100 บาท เบิกได้ 175% คิดเป็นเงิน 175 บาท/เม็ด เป็นต้น ขณะที่กลุ่มยาต้นแบบ หรือกลุ่มยานำเข้าจากต่างประเทศ ราคาแพง กรมบัญชีกลางให้โรงพยาบาลเบิกค่ายาไม่เกินราคากลางที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด โดยให้โรงพยาบาลทุกแห่งใช้ราคาที่ได้จากการจัดซื้อ ซึ่งเป็นราคาผ่านการต่อรองราคาลงมาแล้ว บวกกำไรส่วนเพิ่มให้อีก 3% ของราคายาที่ผ่านการต่อรองราคา แต่ไม่เกินราคากลางตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาฯกำหนด มาตรการควบคุมการเบิกจ่ายยาทั้ง 2 กลุ่มให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป หลังจากกรมบัญชีกลางออกหนังสือเวียนแจ้งให้กระทรวง ทบวง กรมและโรงพยาบาลทุกแห่งรับทราบ กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยออกมาคัดค้านประกาศกรมบัญชีกลาง อาทิ กลุ่มเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย,ชมรมพิทักษ์สิทธิข้าราชการและสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์เป็นต้น เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 รศ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย ทำหนังสือร้องเรียนคณะกรรมาธิการ วุฒิสภาสรุปว่า ประกาศกรมบัญชีกลางฉบับนี้ ขาดการมีส่วนร่วม ไม่เปิดโอกาสให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็น เนื้อหาของประกาศขาดความชัดเจน ในทางปฏิบัติอาจจะมีปัญหาตามมา เช่น กำหนดนิยามของคำว่ายาต้นแบบกับยาชื่อสามัญไม่ชัดเจน โรงพยาบาลไม่สามารถแยกประเภทและกำหนดราคายาได้ครบถ้วน ขณะที่การกำหนดราคากลางยา ยังไม่เรียบร้อย และไม่มีมาตรการรองรับ กรณีผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาโดยใช้ยาต้นแบบ ควรอนุญาตให้ผู้ป่วยเบิกค่ายาต้นแบบได้ในราคาเท่ากับยาชื่อสามัญ โดยให้ผู้ป่วยร่วมจ่ายเงินส่วนที่เกินจากราคายาชื่อสามัญหากกรมบัญชีกลางไม่ทบทวนหรือเลื่อนการบังคับใช้ประกาศฉบับนี้ออกไปจะมีผลดังต่อไปนี้ 1. ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินค่ายาเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก เนื่องจากกรมบัญชีกลางเพิ่มอัตราการเบิกเงินค่ายาซื้อสามัญ (กำไรเพิ่ม) อาจจะเป็นแรงจูงใจให้โรงพยาบาลสั่งซื้อยาชื่อสามัญเพิ่มขึ้น ทั้งมูลค่าและปริมาณ ขณะที่โรงพยาบาลบางแห่งจำเป็นต้องใช้ยาต้นแบบรักษาคนไข้ ปริมาณการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศ อาจจะไม่ได้ลดลง ประกาศฉบับนี้ต้องการลดกำไรจากค่ายาของโรงพยาบาลบางแห่ง (โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์) แต่ไม่ได้มีเจตนาจะลดค่ารักษาพยาบาลของประเทศแต่อย่างใด 2.อาจมีผู้ป่วยบางกลุ่มอาการกำเริบ หรือ ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากไม่สามารถจัดหายาชื่อสามัญที่มีคุณภาพมาทดแทนยาต้นแบบส่วนใหญ่ได้ 3.ขณะนี้มีโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์บางแห่ง งดสั่งซื้อยาใหม่ ทั้งยาชื่อสามัญและยาต้นแบบ เนื่องจากเนื้อหาในประกาศไม่มีความชัดเจน 4.การออกประกาศดังกล่าวกระทำในเวลากระชั้นชิด และขาดการเตรียมการที่ดี อาจจะส่งผลกระทบยาที่อยู่ในสต็อกของโรงพยาบาล โดยเฉพาะยาต้นแบบที่จัดซื้อมาในราคาที่สูงกว่าราคากลางที่กำหนด 5.การกำหนดราคากลางไม่เหมาะสม (ราคาที่ให้เบิก) และไม่ครอบคลุมรายการยาต้นแบบทั้งหมด โดยเฉพาการตั้งราคาเบิกเงินค่ายาต้นแบบได้กำไรแค่ 3% ของราคาจัดซื้อ แต่ไม่ให้เกินราคากลางที่กำหนด อาจจะเป็นปัญหากับโรงพยาบาลและผู้ป่วย เช่น โรงพยาบาลงดการสั่งซื้อยาต้นแบบ ทั้งๆที่ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องใช้,เรียกเก็บเงินค่ายาจากผู้ป่วยในส่วนที่เบิกไม่ได้ และยาต้นแบบบางชนิดไม่มีราคากลาง แต่ถูกตั้งราคาเบิกโดยให้บวกกำไรเพิ่ม 3% ไม่จูงใจให้โรงพยาบาลต่อรองราคา เพราะราคายิ่งต่ำ กำไรก็ยิ่งน้อยลง ทางกลุ่มเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย จึง ขอให้กรมบัญชีกลางเลื่อนการบังคับใช้ประกาศฉบับนี้ไปจนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบของมาตรการเบิกค่ายาในอัตราใหม่ให้ถูกต้อง ครบถ้วนและชัดเจน จนแน่ใจว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้ค่ารักษาพยาบาลทั้งระบบลดลง  แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขให้ความเห็นว่าเนื้อหาของประกาศกรมบัญชีกลางฉบับนี้ขาดความชัดเจน อย่างเช่น ตารางแนบท้ายกำหนดอัตราการเบิกจ่ายเงินค่ายาชื่อสามัญมี 2 รูปแบบ คล้ายกับการคำนวณภาษีสรรพสามิต ซึ่งมีการคำนวณทั้งในเชิงปริมาณและเชิงมูลค่า กล่าวคือถ้าเป็นยาราคา 0.01-0.2 บาท/หน่วย เบิกเงินได้ 0.5 บาท/หน่วย ราคายาเกินกว่าหน่วยละ 1 บาท เบิกเงินได้เป็นเปอร์เซ็นต์ ดูเหมือนจะได้กำไรน้อย แต่ถ้าปรับปรุงอัตราการเบิกค่ายาให้เป็นหน่วยเดียวกัน (เปอร์เซ็นต์) จะเห็นว่ามีการเพิ่มกำไรจูงใจให้มีการสั่งซื้อยาชื่อสามัญในอัตราที่สูงมาก เช่น โรงพยาบาลสั่งซื้อกลุ่มยาชื่อสามัญราคา 0.01 บาทต่อหน่วย เบิกเงินกรมบัญชีกลางได้ 0.5 บาท/หน่วย โรงพยาบาลได้กำไร 0.49 บาท/หน่วย หรือกำไร 4,900% ถ้าจัดซื้อยามาได้ในราคา 0.21 บาท/หน่วย เบิกได้หน่วยละ 1 บาท โรงพยาบาลได้กำไร 376% ในแต่ละปีโรงพยาบาลจ่ายยากลุ่มนี้ประมาณ 60-70% ของปริมาณการใช้ยา ดังนั้นการไปเพิ่มกำไรจำนวนมาก เพื่อจูงใจให้โรงพยาบาลสั่งซื้อยาชื่อสามัญ อาจจะไม่ได้ช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐ ขณะที่กลุ่มยาต้นแบบ ส่วนใหญ่เป็นยานำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งประกาศกรมบัญชีกลางฉบับใหม่ ปรับลด กำไรส่วนเพิ่มจาก 10-25% เหลือ 3% ของราคาจัดซื้อยาที่ต่อรองราคาแล้ว แต่ไม่เกินราคากลางที่กำหนด ที่ผ่านมาโรงพยาบาลนำเงินกำไรส่วนนี้มาเป็นค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาคุณภาพยา การปรับลดกำไรส่วนเพิ่มเหลือ 3% ของราคาจัดซื้อยาที่ถูกต่อรองราคาลงมาแล้ว แต่ต้องไม่เกินราคากลางที่ คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด ถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำเกินไป โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ รักษาโรคยากๆได้รับผลกระทบมาก เพราะมีต้นทุนในการเก็บรักษาคุณภาพยาแพงมาก เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง วัคซีนมีต้นทุนในการเก็บรักษาประมาณ 20% กรมบัญชีกลางควรคิดมาตรการมารองรับด้วย การจัดซื้อยาที่ผ่านมา โรงพยาบาลจัดหายาได้ในราคาถูก หรือราคาแพง ขึ้นอยู่กับยอดสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก หรือน้อย ให้เครดิตในการชำระเงินสั้น หรือยาว และระยะทางในการจัดส่งสินค้า การจัดหายาที่ผ่านมาจึงแปรผันตามข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่พอกรมบัญชีกลางกำหนดว่าให้บวกกำไร 3% แต่ไม่เกินราคากลางที่คำนวณมาจากราคาจัดซื้อยาเฉลี่ยทั่วประเทศ โรงพยาบาลเล็กๆที่อยู่จังหวัดห่างไกล จัดซื้อยารักษาโรคมะเร็งบวกกำไร 3% แล้วเกินราคากลางที่กำหนด เบิกไม่ได้ ก็ไม่สั่งซื้อยาต้นแบบมาใช้ นอกจากนี้มีกลุ่มยาต้นแบบหลายร้อยรายการ ยังไม่มีราคากลางจะทำอย่างไรแหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุขกล่าว แหล่งข่าวกล่าวต่อไปอีกว่า สรุปมาตรการควบคุมค่ารักษาพยาบาลของกรมบัญชีกลางครั้งนี้ คือมาตรการลดปริมาณการนำเข้ายาจากต่างประเทศ แต่มาปริมาณการสั่งซื้อยาให้ผู้ผลิตในประเทศแทน ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลจัดหายามาได้ในราคา 50 บาทต่อเม็ด ถ้าเป็นยาชื่อสามัญ โรงพยาบาลจ่ายเงินไป 50 บาท เบิกเงินกรมบัญชีกลางได้ 87.50 บาท แต่ถ้าเป็นยาต้นแบบ จ่ายเงินไป 50 บาท เบิกได้ 51.50 บาทหากไม่ยกเลิกมาตรการดังกล่าว โรงพยาบาลคงต้องเอายานำเข้าจากต่างประเทศออกจากบัญชียา คนไข้ที่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ ก็ต้องซื้อยาเองมาให้แพทย์ทำการรักษา มาตรการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ข้าราชการ 5 ล้านคนเท่านั้น แต่มีผลกระทบไปถึงคนอีก 60 ล้านคน ที่อยู่ในระบบสปสช. 48 ล้านคน และระบบประกันสังคมอีก 10 ล้านคน ต้องซื้อยาในราคาเดียวกับข้าราชการ ขณะที่โรงพยาบาลที่เป็นเครือข่ายสปสช. และสปส.ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นแบบเหมาจ่ายรายหัว อาจจะใช้วิธีการควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ โดยลดคุณภาพการรักษาลงเพื่อความอยู่รอดของโรงพยาบาล การคัดค้านจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้วันที่ 25 ธันวาคม 2556 นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง นำประเด็นปัญหาอุปสรรคต่างๆไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ได้ข้อสรุปว่าให้ชะลอการบังคับใช้มาตรการออกไป เนื่องจากความไม่สงบทางการเมือง ทำให้กรมบัญชีกลางไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนงานที่กำหนด เช่น การรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติ ประกอบด้วย สถานพยาบาล ราชวิทยาลัย รวมถึง สมาคมแพทย์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้สั่งใช้ยาเพื่อการรักษา นอกจากนี้ เกณฑ์การจำแนกประเภทยาชื่อสามัญและยาต้นแบบยังไม่ชัดเจน และไม่ครอบคลุมรายการยา ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า การบวกราคาเพิ่มนั้น เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์หรือไม่ รวมถึงสถานพยาบาลอีกประมาณ 800 แห่ง ยังไม่มีความพร้อมด้านการจัดส่งข้อมูลยาเข้าระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมบัญชีกลาง ที่ประชุมจึงมีความเห็นร่วมกันว่า หากดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว อาจเกิดผล กระทบและไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ดังนั้น จึงควรชะลอการบังคับใช้ออกไปก่อน เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น บัญชีรายการยาของสถานพยาบาล (Drug catalog) ที่อ้างอิงกับรหัสยามาตรฐานไทย (Thai Medicines Terminology: TMT) และราคากลางที่เบิก รวมถึงความพร้อมในการจัดส่งข้อมูลยาของสถานพยาบาลทุกแห่งที่ต้องส่งข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ในข่ายความรับผิดชอบของสำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยกรมบัญชีกลางออกหนังสือเวียนวันที่ 27 ธันวาคม 2556สั่งให้โรงพยาบาล 168 แห่ง เริ่มดำเนินการจัดส่งข้อมูลดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2557 พ.ศ.2552 ...กรมบัญชีกลางคุมเข้มเบิกจ่ายยา ขรก. ไม่ทำตามเกณฑ์ เรียกเงินคืนคลัง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=12-12-2016&group=29&gblog=1 พ.ศ.2552
คลังตั้งทีมรื้อค่ารักษา ข้าราชการ 7 หมื่นล. ... คลังหน้ามืด!ค่ารักษาขรก. พุ่ง1.5แสนล. //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-12-2009&group=29&gblog=2 พ.ศ.2552
สรุปอภิปราย มาตรฐานการกำหนดค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ใน สวัสดิการการ ของ ข้าราชการ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-02-2010&group=29&gblog=3 พ.ศ.2552
เสนอเลือกเบิกจ่ายยาให้ข้าราชการบางกลุ่ม ??? .... ข้าราชการ ก็เตรียมตัวไว้บ้าง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=18-05-2009&group=29&gblog=4 พ.ศ.2553
คลังเปิดทางให้ ข้าราชการนอนรักษาร.พ.เอกชนได้ ..... (ดูเหมือนดี แต่มันจะดีจริงหรือ ???) //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=03-09-2010&group=29&gblog=5 พ.ศ.2554
ขรก.จ๊ากแน่ คลังเลิกจ่าย ยานอก9กลุ่ม (ไทยโพสต์) ....นำกระทู้มาลงไว้เป็นข้อมูล //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-01-2011&group=29&gblog=6 พ.ศ. 2555
จ่ายยาต้นแบบให้ข้าราชการ (เบิกได้)แต่หมออาจต้องจ่ายเงินตัวเองให้ DSI.. //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-07-2012&group=29&gblog=8 พ.ศ.2556 ...คลังรุกอีกคุมเข้ม"ป่วยนอก"ขรก.วางแนวให้"เหมาจ่าย"เผยเจอข้อมูลส่อทุจริตเวียนรับยารพ.600ครั้ง/ปี //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=05-11-2012&group=29&gblog=7 พ.ศ.2557
ปัญหายาข้าราชการ....ประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึง ... โดยนาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=25-10-2012&group=29&gblog=9 พ.ศ.2559
กรมบัญชีกลาง เตะหมูเข้าปากหมา?ตัดงบ 60,000 ล้าน ให้ บ.ประกันบริหารค่ารักษา ขรก. //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=29-09-2016&group=29&gblog=10 พ.ศ.2560
ขบวนการใช้สิทธิขรก.โกงยา สวมสิทธิ-ยิงยา-ช็อปปิ้งยา ปี59 ใช้บริการกว่า 27.8 ล้านครั้ง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=14-08-2017&group=29&gblog=11
| Create Date : 05 พฤศจิกายน 2555 |
| Last Update : 14 สิงหาคม 2560 23:14:07 น. |
|
3 comments
|
| Counter : 1786 Pageviews. |
|
 |
|
L12886486 คลังรุกอีกคุมเข้ม"ป่วยนอก"ขรก. วางแนวให้"เหมาจ่าย"เผยเจอข้อมูลส่อทุจริตเวียนรับยารพ.600ครั้ง/ปี
//www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L12886486/L12886486.html
ความคิดเห็นที่ 3
ตาข่ายของกรมบัญชีกลางมีปัญหา คนเลวไม่กี่ที่เวียนเบิกยาซ้ำซ้อน ครับทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ต้องรับกรรม
ศาลบอกว่า ยินยอมปล่อยคนผิด 10 คน แต่จะไม่ยอมให้คนดีเข้าคุกแม้แต่คนเดียว
แต่กรมบัญชีกลางกลับ จะจับคนผิดเพียงคนเดียว กลับต้องเหมาจับคนดีทุกคน
จากคุณ : หมอคานู [Bloggang]
ความคิดเห็นที่ 4
ไม่ได้ทำงานรัฐแล้วเหมือนกัน แต่เมื่อก่อนก็ยอมรับว่า การใช้สิทธิข้าราชการนี่มากเกินความเป็นจริง สมัยนี้ไม่ทราบ เพราะห่างกันสิบกว่าปีแล้ว
จากคุณ : พี่ไก่ (kai golf)
ความคิดเห็นที่ 5
เห็นด้วยตามความเห้นในเฟสบุ๊คครับที่ว่ามีคนผิดก็จับมาลงโทษกล่าวอ้างแบบนี้มันเหมาเข่งกันเท่านั้นเอง เริ่มจากรายที่เห็นชัดๆก่อนก็ได้ เชือดไก่ให้ลิงดูน่าจะได้ผลดี
ถ้าไม่มีเงินก็บอกประชาชนตรงๆเขาจะได้รู้ ไม่ต้องถูกปิดหูปิดตาว่ายังฟรีแล้วดีจริง
ก็คงต้องรอดูรายละเอียดของตัวนโยบายครับว่าเป็นอย่างไร เหมาจ่ายแค่ไหน อย่างไร
แต่แค่จำกัดไม่ให้ยานอกบัญชีเบิกตรงได้ก็ประหยัดไม่น้อยครับ ข้าราชการจนๆไม่มีปัญญาหาเงินมาหมุนยาราคาแพง(ครั้งละเฉียดแสน)ที่แม้จะเข้าถึงได้อยู่แล้วครับ
จากคุณ : oncodog [Bloggang]
ความคิดเห็นที่ 6
มีสักกี่คนกันที่ทำแบบนั้น ทำให้คนอื่นๆที่เขาไม่ได้ทำแบบนั้นเดือดร้อนไปด้วย
หาเรื่องหรือเปล่า
อยากได้เงินก็ ลดเบี้ยประชุมกรรมธิการต่างๆ ตัดงบดูงานต่างประเทศ งดแจกไอแผดสส. สว. ก่อนดีกว่ามั้ย ทำง่ายกว่ากันเยอะเลย และได้คะแนนนิยมจากประชาชนอีกด้วย
จากคุณ : OG
ความคิดเห็นที่ 7
เดือดร้อนกันไปทั่ว เงินเดือนก็น้อย สิทธิก็จะเท่ากับสามสิบบาท
อยากบอกเด็กรุ่นใหม่ อย่าเข้ามาเลยย พ่อแม่ที่หวังจะได้สิทธิก็พลอยลำบากไปด้วย
ปัญหานี้น่าจะกระทบถึงข้าราชการทุกส่วนรวมถึงท่านท่เป็นข้าราชการบำนาญไปแล้วก็ตาม
จากคุณ : ดญ.อ้วน
ความคิดเห็นที่ 8
ผมเห็นด้วยกับการใช้ยาตามความจำเป็น
และข้าราชการที่เบิกยาซ้ำซ้อนก็มีเยอะ
แต่การจำกัดสิทธิของข้าราชการมากๆ อาจมีปัญหาได้
อย่าลืมว่าข้อดีของการรับราชการคือเบิกได้
ถ้าการเบิกยามีข้อจำกัดมากอาจมีข้าราชการบางส่วนออกไปอยู่เอกชน จะเกิดปัญหาขาดคนได้
จากคุณ : via iPhone (paramedian)
ความคิดเห็นที่ 9
ใช้ยาเกินความจำเป็นก็มี ไม่เถียง
indication ไม่ชัดเจน แต่จะใช้ ก็มีไม่เถียง
ที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็มี
คนไข้ request บ้าๆ ก็มี
คนไข้เวียนรับยา ก็มี (อันนี้เคยเจอกับตัว มารับ ARB original แต่พอตอนหลังเปลี่ยนเป็น ARB local made ก็หายไปเลย) ออกแนวเอายาไปฝากญาติ พี่น้อง เพื่อนบ้าน เพราะเข้าใจว่ายาดี
จากคุณ : zenario [Bloggang]
ความคิดเห็นที่ 10
เซ็งเป็ดอีกแล้ว พวกทุจริตก็จัดการไปสิ แต่อย่ามาลดมาตรฐานการรักษา ถ้าว่าค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทุกปี ก็เคยหันมามองดูไหมว่าใช้งานข้าราชการยังไง การดูแลสุขภาพการส่งเสริมด้านสุขภาพมีเพียงพอและทั่วถึงไหม
สิ่งที่น่าแปลกใจมากๆ ที่ผมได้ยินข้าราชการที่อายุ 20ต้นๆ 30เศษๆ คุยกันถึงเรื่องสุขภาพ มันค่อนข้างน่าเป็นห่วงมากดูจากภายนอกคนที่จับกลุ่มคุยกันอายุยังไม่มากและรูปร่างปกติไม่ได้อ้วนท้วน แต่กลับมีปัญหาเรื่องไขมันค่อนข้างสูง ซึ่งข้าราชการหลายๆ คนที่ผมพบต่างประสบปัญหานี้ทั้งนั้น ซึ่งมีข้าราชการน้อยรายที่ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพด้วยการกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ รวมถึงการแสวงหาความรู้ด้านสุขภาพและปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง
ทำไมรัฐไม่เข้ามาจัดการปัญหาเหล่านี้บ้าง ทุกรัฐบาลเอาแต่จัดการปัญหาแบบฉาบฉวยโดยไม่มองถึงต้นตอของปัญหา ซึ่งลุกลามไปสู่คนไทยในประเทศอีกมากมาย ถ้ารัฐบาลให้การสนับสนุนส่งเสริมเพื่อจัดการปัญหาด้านสุขภาพอย่างลงลึกถึงต้นตอ ปัญหาค่ารักษาพยาบาลก็จะลดลงไปเอง
จากคุณ : สายลมปุยเมฆกับฟ้าสีคราม [FriendFlock] [Bloggang]
ความคิดเห็นที่ 11
ผมว่าสาเหตุของปัญหาหลักๆ น่าจะมาจาก
1.ระบบจ่ายตรงที่ไม่ต้องสำรองจ่าย ทำให้ได้ยาง่ายขึ้นและเช็คยาก ถ้าคนไข้ไปเบิกยาที่รพ.A หมื่นบาท อีกสิบวันไปเบิกยาชุดเดียวกันที่รพ.B อีกหมื่นบาท หมอรพ.B จะรู้ได้ไงครับ กรมบัญชีกลางก็เช็คยาก ถ้าเป็นระบบเดิม ต้องมีเงินสำรองจ่ายก่อน เวลาเบิกก็ต้องเอาใบเสร็จยื่นต้นสังกัด มันก็พอจะทะ:-)ๆแล้ว ว่าทำไมไอ้นี่เบิกยาเยอะทุกเดือน เป็นต้น
2.จากกราฟคห.2 จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพิ่มขึ้นปีละหมื่นล้านนะครับ เงินตรงนี้แม้ว่าจะคนละกระเป๋ากับสวัสดิการข้าราชการ แต่เจ้าของก็คนเดียวกันคือรัฐบาล ในเมื่อรายจ่ายจากกระเป๋าหนึ่งเพิ่มขึ้นก็ต้องหาวิธีลดอีกกระเป๋าเป็นเรื่องปรกติครับ
ส่วนสาเหตุอื่นๆเช่นแพทย์ยิงยา ข้าราชการเบิกยาไปขาย เอายาไปให้ญาติ ผมว่ามีครับ แต่เป็นส่วนน้อยมาก ไม่ใช่สาเหตุใหญ่ที่ทำให้รายจ่ายตรงนี้มันเพิ่มขึ้น
ผมเห็นด้วยเหมือนคห.อื่นที่ว่าต้องควบคุม แต่ถ้ามันมากเกินไปจนเท่ากับประกันสุขภาพถ้วนหน้า แล้วจะมาเป็นข้าราชการเงินเดือนน้อยทำไมครับ
จากคุณ : mk096
ความคิดเห็นที่ 12
จากกราฟ#1ของหมอหมู
สิทธิเดียวที่ข้าราชการได้รับเหนือกว่าประกันสุขภาพ คือยาแพง นอกนั้นเสมอตัวไม่ก็ด้อยกว่า
แล้วปัจจุบันการคลังก็เข้ามาตัดสิทธิส่วนนี้ไป ผลชัดๆ คือ สิทธิข้าราชการด้อยกว่าประกันสุขภาพ แล้วแบบนี้ใครจะมารับราชการ (รายได้น้อยกว่าไม่พอ สิทธิสุขภาพยังด้อยกว่าคนธรรมดา)
ผลว่าในเมื่อการคลังจับได้ว่ามีการเวียนรับยา ทำไมไม่เรียกมาสอบเป็นรายๆไป ในเมื่อสามารถเจาะจงคนผิดได้ สามารถเชือดให้เป็นตัวอย่างได้ หรือคนที่จับได้เป็นผู้มีอิทธิพลจนเอาผิดเดียวๆไม่ได้
จากคุณ : Toukung