Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

30 ก.ย.2553 ดีเดย์ ยกอนามัย2พันแห่งเป็นรพ.สต. .... ( แล้วมันจะดีหรือ ???)


30 ก.ย.ดีเดย์ ยกอนามัย 2 พันแห่งเป็นรพ.สต.
http://www.thairath.co.th/content/edu/107696

สธ.ตั้งเป้ายกระดับยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่ง เสริมสุขภาพตำบล โดยปี 2553 หวังจะทำได้ 2,000 แห่ง โดยทั้งหมดจะต้องผ่านหลักสูตรที่กระทรวงฯ กำหนดไว้ 11 หลักสูตร...

เมื่อ วันที่ 31 ส.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับนโยบายการยกระดับสถานีอนามัย เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดย ในปี 2553 นี้ ตั้งเป้ายกระดับ 2,000 แห่ง แต่ยังไม่สำเร็จได้ตามเป้าหมาย ต้องเร่งรัดให้เสร็จภายใน 30 ก.ย.2553 สถานีอนามัยที่จะยกระดับได้ ต้องผ่านเกณฑ์ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด จึงจะประกาศเปิดเป็น รพ.สต.อย่างเป็นทางการได้

รมว.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ได้มอบนโยบายในการใช้งบประมาณในปี 2554 ให้ทุกจังหวัดติดตามงานนโยบายกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำไปขยายผล ลงมือปฏิบัติในพื้นที่ทันทีในการเดินหน้าโครงการที่เป็นนโยบายของรพ.สต.และ ให้เร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณให้ได้ตามเกณฑ์โดยให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วัน ที่1ต.ค.2553 เป็นต้นไป

ด้าน นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้วางระบบความพร้อมเพื่อพัฒนารพ.สต. ให้มีศักยภาพในการจัดบริการประชาชนในพื้นที่จำนวน 11 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับบุคลากร รพ.สต. ทุกแห่งมี 6 หลักสูตร ได้แก่ 1. การจัดการดูแลโรคเรื้อรังในระดับครอบครัว 2. การดูแลสุขภาพฟันและช่องปากในชุมชน 3. การส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 4. การคุ้มครองผู้บริโภค 5.การบริหารจัดการเครือข่าย และ 6.การจัดการความรู้ต่างๆ

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรเฉพาะอีก 5 หลักสูตร ที่สามารถปรับใช้ตามสภาพสังคมพื้นที่ ได้แก่ 1.การฟื้นฟูสภาพในชุมชน 2.การดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ 3.การจัดบริการการแพทย์แผนไทยในรพ.สต. 4.การให้คำปรึกษา และ5.การดูแลด้านการอนามัยเจริญพันธุ์ของประชาชน



อ่านแล้ว .. ขอแจมหน่อย ในฐานะ " คนมองโลกในแง่ร้าย "

หลักการดี ... (อ่านแล้วเคลิ้มเลย)

วัสดุอุปกรณ์ดี ... ( ซื้อใหม่เพียบ ???)

แล้ว บุคลากร ละ???


งานด้านสาธารณสุข สิ่งที่สำคัญ ก็คือ " คน " ไม่ใช่ สถานที่ ไม่ใช่ วัสดุอุปกรณ์

โครงการนี้ มีเงิน มีของ ลงไปเพียบ แต่ คนทำงาน ก็ยังเหมือนเดิม ???

ปริมาณงาน ที่ทำอยู่ตอนนี้ ก็มากมายมหาศาลอยู่แล้ว ใครอยากจะได้ข้อมูลอะไร เจ้าหน้าที่ สอ. ( ผสส + อสม.) นี่แหละ ที่ไปเก็บข้อมูลมาให้ .. ส่วนกลาง ทำหนังสือส่งมา ใช้เวลาไม่กี่นาที .. แต่ ปลายทาง ทำงานกันเป็นวันเป็นอาทิตย์กว่าจะได้ ตามที่ ส่วนกลางต้องการ ..

ถ้าจะให้บริการได้ดี ผมว่า " ปรับเปลี่ยนวิธีบริหารจัดการ งานที่ทำอยู่ก่อนดีกว่า " .. ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะ งานจากส่วนกลางที่นึกอยากจะได้ข้อมูลอะไร ก็ส่งหนังสือด่วน ขอข้อมูลภายใน สองอาทิตย์ แบบนี้ ควรเลิกได้แล้ว ..



ระวัง จะกลายเป็น " เปลี่ยนป้ายใหม่ ทาสีใหม่ " แต่ภายใน ก็ยังเป็น สอ. เดิม ๆ นะครับ

ไม่สิ .. ภายใน ยังมีของที่ซื้อแล้วไม่ได้ใช้วางเกะกะเพิ่มขึ้นด้วย



อาจเป็นอีกโครงการ ที่นักการเมืองได้หน้า .. แต่ อีกสักพักก็เงียบหาย พร้อมกับเงินอีกหลายร้อยหลายพันล้าน เหมือนที่ผ่านมา ...

ทำไม ไม่ลองทำสัก ร้อยสองร้อยแห่ง เลือกเฉพาะที่พร้อมจะทำ สมัครใจทำ เข้าไปส่งเสริม สนับสนุนเขา ให้สิ่งที่เขาขาดอยู่ ถ้ามีใจอยากทำ ได้รับการสนับสนุน ผลก็น่าจะออกมาดี ..

ให้ทดลอง ทำไปสัก ๖เดือน หรือ ปีหนึ่งก็ได้ แล้วมาประเมินติดตามผลกัน .. ทำไปน้อย ๆ ก่อนแล้วมีปัญหา มีข้อแก้ไข ก็จะจัดการได้ง่าย รวดเร็ว ดูแลได้ทั่วถึง ..

ถ้าทำแล้วดี ก็ขยายปีต่อไปอีกสัก ๕๐๐ แห่ง .. ทำไปไม่กี่ปี ก็ครบแล้วทั่วประเทศ

ทำทีเดียวเป็นพันแห่ง แบบนี้ มีโอกาสพลาดสูงมาก .. คนดูแล ก็ดูไม่ทั่วถึง เงินก็ลงไปเยอะ เป็นเบี้ยหัวแตก

คนที่ตั้งใจจะทำดี ก็ได้มานิดหน่อย ไม่พอ .. คนที่ไม่อยากทำ (หรือไม่พร้อมที่จะทำ ) ก็ได้ "สิ่งของ" มากองเอาไว้ เกะกะ ทิ้งก็ไม่ได้ ไม่เอาก็ไม่ได้อีก

เครื่องมืออุปกรณ์ ซื้อหาได้ไม่ยาก ถ้ามีเงิน .. แต่การใช้ให้ได้ประโยชน์คุ้มค่านั้น ต้องอาศัย " บุคลากรที่มีความรู้ ที่สามารถใช้เครื่องนั้นได้ " .. ถ้ามีเครื่องราคาแพงเป็นแสน แต่คนใช้ ไม่เป็น ก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็กราคาไม่กี่บาท

ทำทีเดียวแบบนี้ ก็มีข้อดี คือ ซื้อของได้เยอะ ราคา (อาจจะ) ถูกลง .. แต่ผมกลัวว่า จะมีสูญหายไประหว่างทางเป็นก้อน ๆ ให้ใครบางคนหรือเปล่า เท่านั้นเอง ..

ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผลจะเป็นอย่างไร .. อ้อ อย่าลืม ช่วยกันจำด้วยนะครับว่า ใครบ้างที่พูดเรื่องเหล่านี้ไว้

อย่าให้ นักการเมือง พูดว่า " คนไทย ลืมง่าย "



ปล. ยืนยันว่า สนับสนุนให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่ ไม่เห็นด้วยกับการทำปริมาณเยอะ ๆ แบบนี้ ..

......................................................
 

สธ.ตั้งทีมเกาะติดถ่ายโอน รพ.สต. ‘หมอสุระ’ อัพเดทตัวเลขล่าสุด ยืนยัน ปชช.ไม่ได้รับผลกระทบ

The Coverage • 26 กันยายน 2565
 

รองปลัด สธ. แจงการเตรียมความพร้อมถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. 3,264 แห่ง บุคลากรรวม 21,829 คน ไปยัง อบจ. ตามมติ ครม. พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามการดำเนินการถ่ายโอนฯ ทั้งบุคลากร-ทรัพย์สิน -ภารกิจการบริการ และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นช่วงเปลี่ยนผ่าน ยืนยัน ยังให้บริการดูแลสุขภาพประชาชนได้ตามเดิม


นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จาก สธ. ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ว่า สธ. เห็นด้วยกับหลักการการกระจายอำนาจ และมีการเตรียมความพร้อมในการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี (สอน.) และ รพ.สต. ใน 49 จังหวัด ไปยัง อบจ. ตามมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2565 และวันที่ 26 ก.ค. 2565 

ขณะเดียวกัน มี สอน. และ รพ.สต. ที่จะถ่ายโอนฯ จำนวน 3,264 แห่ง บุคลากรรวม 21,829 ราย ประกอบด้วย ข้าราชการ 11,992 ราย และประเภทการจ้างงานอื่น 9,837 ราย แบ่งเป็น สายงานบริการทางการแพทย์ 13,034 ราย คิดเป็น 59.7% ของบุคลากรที่ประสงค์ถ่ายโอนฯ ทั้งหมด สายสนับสนุนวิชาชีพและสายสนับสนุนงานบริหาร 8,795 ราย คิดเป็น 40.3% โดย ครม. ยังอนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนการถ่ายโอนฯ รวม 5,932 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม รพ.สต.ที่ประสงค์ถ่ายโอนฯ จำนวน 3,264 แห่ง คิดเป็น 47.5% จาก รพ.สต. ทั้งหมด 6,872 แห่งใน 49 จังหวัด และคิดเป็น 33.39% ของ รพ.สต. 9,775 แห่งทั้งประเทศ โดยมี รพ.สต. ที่โอนย้ายบุคลากรและเจ้าหน้าที่ไปทั้งหมดกว่า 75% โอนย้ายบุคลากรมากกว่าครึ่งหนึ่ง 21% โอนย้ายบุคลากรน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ประมาณ 2.4% และไม่มีบุคลากรสมัครใจโอนย้าย ประมาณ 1.13% ซึ่งหากบุคลากรมีข้อติดขัดหรือไม่พร้อมที่จะถ่ายโอนฯ สธ. จะยังให้การดูแลตามเดิม โดยหลังจากมีการถ่ายโอนฯ รพ.สต.ไปแล้ว งบประมาณต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ อบจ. ทั้งหมด

“เพื่อให้การถ่ายโอนฯ สอน. และ รพ.สต. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามกระบวนการในการถ่ายโอนทั้งบุคลากร ทรัพย์สิน และภารกิจการบริการ อย่างใกล้ชิด รวมถึงแก้ไขปัญหาข้อติดขัดต่างๆ ยืนยันว่าแม้จะมีการถ่ายโอนภารกิจไปให้หน่วยงานของท้องถิ่นแล้ว แต่ประชาชนจะยังได้รับการดูแลสุขภาพต่อเนื่อง เนื่องจากบุคลากรของ รพ.สต. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม รวมถึงยังมีระบบส่งต่อการรักษาไปยังโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปได้ตามปกติ” นพ.สุระกล่าว

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.thecoverage.info/news/content/4071
------------------------------
คลิกเดียว! รวมข่าวสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ 'การถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต.' ให้แก่ อบจ.



Create Date : 01 กันยายน 2553
Last Update : 29 กันยายน 2565 14:47:33 น. 3 comments
Counter : 850 Pageviews.  
Share to Facebook

 
เดี๋ยวก็จะมีหลักสูตร อมรมชาวบ้าน หรือคนจบ ม.ศ. 5 ซัก 2 ปีมาเป็นหมอน่ะซิคะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 1 กันยายน 2553 เวลา:16:38:04 น.  

 

//www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9530000124749

สธ.เดินหน้ายกระดับ สถานีอนามัยกว่า 9 พันแห่ง เป็น รพ.สต.จากงบไทยเข้มแข็ง 1.49 พันล้าน ยัน 30 ก.ย.ยกระดับครบ 2,000 แห่ง พร้อมแจงปัญหาปรับปรุงป้าย รพ.ใหญ่เกิน เป็นเรื่องเข้าใจผิด “จุรินทร์” ส่งเรื่องให้ สบส.สร้างความเข้าใจพื้นที่ให้ปรับตามความเหมาะสม

วันนี้ (6 ก.ย.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหาร สธ.ถึงความคืบหน้านโยบายการยกระดับสถานีอนามัย 9,770 แห่ง เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 8,200 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ได้ขออนุมัติงบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งในส่วนของพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านเศ รษฐกิจ พ.ศ. ... ซึ่งมีวงเงินเหลือจากการที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ที่มี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน ตัดครุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นออกไปทำให้ประหยัดงบประมาณได้ 1,490 ล้านบาท โดยได้ลงนามเพื่อขอใช้วงเงินดังกล่าว เพื่อนำไปใช้พัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จำนวน 2,000 แห่ง ภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนจะขยายในปีต่อไป

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับการยกระดับจะประกอบไปด้วย หลักเกณฑ์ 4 ข้อ คือ

1.ทางกายภาพ ซึ่งผ่านเกณฑ์แล้วร้อยละ 66.95

2.บุคลากรต้องครบ ซึ่งผ่านหลักเกณฑ์แล้วร้อยละ 93.6

3.มีระบบข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อรองรับนโยบายของ สธ.ที่ให้สถานพยาบาลทุกแห่งใช้บัตรประชาชนแทนบัตรทองในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ พบว่าผ่านเกณฑ์แล้วร้อยละ 97 และ

4.ต้องมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนา รพ.สต.จาก 3 ส่วนทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาสังคม เพื่อระดมความคิดในการพัฒนาโรงพยาบาลในด้านต่างๆ ซึ่งผ่านเกณฑ์ร้อยละ 98

ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์ทางกายภาพที่ยังพบว่า มีการดำเนินการตามเกณฑ์น้อยที่สุดนั้น เนื่องจากติดขัดเรื่องงบประมาณ จากปัญหาการจัดสรรเงินล่าช้า ซึ่ง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาปลัด สธ.ได้ดำเนินการเร่งรัดในเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณลงไปในพื้นที่ต่างๆ แล้ว คาดว่า ภายในเดือนนี้จะสามารถดำเนินการแล้วเสร็จทันตามเป้าหมาย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาการปรับปรุงป้ายโรง พยาบาลใหม่ที่มีขนาดกว้างใหญ่และใช้วัสดุเกินความจำเป็น นายจุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้น่าจะเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากขนาดของป้าย ได้มีการพูดคุยกันแล้วว่า ให้ดำเนินการตามสภาพข้อเท็จจริง หากโรงพยาบาลใดสามารถจัดทำป้ายได้ขนาดใหญ่ก็ดำเนินการได้ หากโรงพยาบาลใดทำไม่ได้ก็ให้พิจารณาตามความเหมาะสม เรื่องนี้น่าจะเกิดจากการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน ซึ่งล่าสุดตนได้กำชับ และมอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ซึ่งทำหน้าที่ในการออกแบบป้าย รพ.สต.ให้ช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับพื้นที่แล้ว

ด้าน นพ.นรา นาควัฒนานุกูล อธิบดี สบส. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สบส.ได้แจ้งไปยังสถานีอนามัยต่างๆ ที่ต้องปรับปรุงเป็น รพ.สต.หมดแล้ว ซึ่งทั้งหมดก็เข้าใจดี เนื่องจากการจัดป้ายสัญลักษณ์ รพ.สต.นั้น แม้จะมีการกำหนดสเปก แต่หากพื้นที่ใดไม่สามารถดำเนินการได้ก็ยืดยุ่นได้ตามสมควร โดยแจ้งไปยังสำนักงานปลัด สธ.เพื่อให้ทราบถึงปัญหา จากนั้นทาง สบส.จะเป็นผู้ออกแบบให้ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีสถานีอนามัยใดแจ้งปัญหาลักษณะนี้ มีเพียง 1 รายที่ร้องผ่านทางเว็บไซต์ แต่กลับไม่ระบุชื่อ หรือสถานที่ทำงานของตน จึงไม่สามารถจะชี้แจงอะไรได้




(ก็ตามดูกันต่อไป .. บันทึกไว้เป็นหลักฐาน ไว้อ้างอิงในอนาคต ว่าใครพูดอะไรไว้มั่ง )


โดย: หมอหมู วันที่: 6 กันยายน 2553 เวลา:19:47:51 น.  

 

สธ.ตั้งทีมเกาะติดถ่ายโอน รพ.สต. ‘หมอสุระ’ อัพเดทตัวเลขล่าสุด ยืนยัน ปชช.ไม่ได้รับผลกระทบ
The Coverage • Movement • 26 กันยายน 2565

รองปลัด สธ. แจงการเตรียมความพร้อมถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. 3,264 แห่ง บุคลากรรวม 21,829 คน ไปยัง อบจ. ตามมติ ครม. พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามการดำเนินการถ่ายโอนฯ ทั้งบุคลากร-ทรัพย์สิน -ภารกิจการบริการ และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นช่วงเปลี่ยนผ่าน ยืนยัน ยังให้บริการดูแลสุขภาพประชาชนได้ตามเดิม

นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จาก สธ. ไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ว่า สธ. เห็นด้วยกับหลักการการกระจายอำนาจ และมีการเตรียมความพร้อมในการถ่ายโอนภารกิจสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี (สอน.) และ รพ.สต. ใน 49 จังหวัด ไปยัง อบจ. ตามมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2565 และวันที่ 26 ก.ค. 2565

ขณะเดียวกัน มี สอน. และ รพ.สต. ที่จะถ่ายโอนฯ จำนวน 3,264 แห่ง บุคลากรรวม 21,829 ราย ประกอบด้วย ข้าราชการ 11,992 ราย และประเภทการจ้างงานอื่น 9,837 ราย แบ่งเป็น สายงานบริการทางการแพทย์ 13,034 ราย คิดเป็น 59.7% ของบุคลากรที่ประสงค์ถ่ายโอนฯ ทั้งหมด สายสนับสนุนวิชาชีพและสายสนับสนุนงานบริหาร 8,795 ราย คิดเป็น 40.3% โดย ครม. ยังอนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนการถ่ายโอนฯ รวม 5,932 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม รพ.สต.ที่ประสงค์ถ่ายโอนฯ จำนวน 3,264 แห่ง คิดเป็น 47.5% จาก รพ.สต. ทั้งหมด 6,872 แห่งใน 49 จังหวัด และคิดเป็น 33.39% ของ รพ.สต. 9,775 แห่งทั้งประเทศ โดยมี รพ.สต. ที่โอนย้ายบุคลากรและเจ้าหน้าที่ไปทั้งหมดกว่า 75% โอนย้ายบุคลากรมากกว่าครึ่งหนึ่ง 21% โอนย้ายบุคลากรน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ประมาณ 2.4% และไม่มีบุคลากรสมัครใจโอนย้าย ประมาณ 1.13% ซึ่งหากบุคลากรมีข้อติดขัดหรือไม่พร้อมที่จะถ่ายโอนฯ สธ. จะยังให้การดูแลตามเดิม โดยหลังจากมีการถ่ายโอนฯ รพ.สต.ไปแล้ว งบประมาณต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ อบจ. ทั้งหมด

“เพื่อให้การถ่ายโอนฯ สอน. และ รพ.สต. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามกระบวนการในการถ่ายโอนทั้งบุคลากร ทรัพย์สิน และภารกิจการบริการ อย่างใกล้ชิด รวมถึงแก้ไขปัญหาข้อติดขัดต่างๆ ยืนยันว่าแม้จะมีการถ่ายโอนภารกิจไปให้หน่วยงานของท้องถิ่นแล้ว แต่ประชาชนจะยังได้รับการดูแลสุขภาพต่อเนื่อง เนื่องจากบุคลากรของ รพ.สต. ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม รวมถึงยังมีระบบส่งต่อการรักษาไปยังโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปได้ตามปกติ” นพ.สุระกล่าว

------------------------------
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.thecoverage.info/news/content/4071
------------------------------
คลิกเดียว! รวมข่าวสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ 'การถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต.' ให้แก่ อบจ.
https://www.thecoverage.info/news/content/2666


โดย: หมอหมู วันที่: 29 กันยายน 2565 เวลา:14:49:41 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#22


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 763 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]