Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ขบวนการใช้สิทธิขรก.โกงยา “สวมสิทธิ-ยิงยา-ช็อปปิ้งยา” – ปี’59 ใช้บริการกว่า 27.8 ล้านครั้ง



ขบวนการใช้สิทธิขรก.โกงยา “สวมสิทธิ-ยิงยา-ช็อปปิ้งยา” – ปี’59 ใช้บริการกว่า 27.8 ล้านครั้ง
14 สิงหาคม 2017
https://thaipublica.org/2017/08/corruption-in-medical-service-fee-for-thai-government-official/

จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)แถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำข้อเสนอแนะถึงคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยา

คณะอนุกรรมการเพื่อศึกษามาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยา ที่มีนายภักดี โพธิศิริ อดีตกรรมการป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการ ซึ่งตั้งขึ้นตามมติของคณะกรรมการป.ป.ช. เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2559 ได้ดำเนินการศึกษา รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการเบิกจ่ายยา โดยได้ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), และกรมบัญชีกลาง ทำการศึกษาข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานได้เคยรวบรวมพฤติกรรมความผิดที่เคยเกิดขึ้นเอาไว้ โดยพบว่าสาเหตุที่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเกิดจากหลายปัจจัย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการทุจริตที่มีความเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย

จากการรวบรวมข้อมูล ป.ป.ท. เริ่มพบความผิดปกติเกี่ยวกับการทุจริตในปี 2553 ภายหลังจากงบประมาณที่ใช้สำหรับค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและเครือญาติ เพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 เท่าจากปี 2547 เบิกจ่าย 26,000 ล้านบาท เป็น 61,000 ล้านบาท ในปี 2552 จนในที่สุดมีการจับกุมข้าราชการ 8 ราย ที่ทุจริตเบิกค่ายามูลค่าความเสียหายกว่า 4.6 ล้านบาท ในครั้งนั้นป.ป.ท.พบมูลเหตุจูงใจที่ทำให้เกิดการทุจริตใน 3 ประเด็น คือ

    1. การสมคบกันระหว่างโรงพยาบาล แพทย์ ผู้บริษัทผู้ผลิตจำหน่ายยา หากแพทย์มีความเห็นสนับสนุนยาชนิดนั้นๆ จะได้รับการตอบแทนด้วยค่าคอมมิชชั่นในรูปแบบต่างๆ เช่น ยาแถม ตัวเงิน หรือ อาจเป็นการท่องเที่ยวต่างประเทศในรูปแบบของการสัมมนาดูงานในต่างประเทศ

    2. เกิดจากช่องโหว่ระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นระบบจ่ายตรงจากกรมบัญชีกลาง โดยผู้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลไม่ต้องสำรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเองเหมือนในอดีต ผู้ใช้สิทธิจึงไม่ทราบว่าได้ใช้สิทธิไปเท่าใด ขณะที่โรงพยาบาลแจ้งค่ารักษาพยาบาลกรมบัญชีกลางเท่าใด กรมบัญชีกลางก็จ่ายงบประมาณชดใช้คืนเท่านั้น

    3. ระบบคอมพิวเตอร์ของแต่ละโรงพยาบาล ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ เนื่องจากโรงพยาบาลมีสังกัดหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบพฤติกรรมที่เวียนขอรับยาตามโรงพยาบาลต่างๆได้

โดยมีรูปแบบการทุจริต 3 ประเภท คือ

“สวมสิทธิ” ผู้ป่วย หรือ ไม่มีอาการป่วย ซึ่งไม่มีสิทธิตามสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัว เข้าสวมสิทธิรักษาพยาบาลของบุคคลที่มีสิทธิ โดยอ้างใช้สิทธิสวัสดิการข้าราการ

“ยิงยา” เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายยา สั่งจ่ายยาที่ไม่จำเป็น และไม่เหมาะสมสัมพันธ์กับอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยรายนั้น หรือ จ่ายยาในลักษณะสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น เน้นการจ่ายยานอกบัญชียาหลักซึ่งมีราคาแพง โดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทผู้ผลิตยา หรือตัวแทนจำหน่ายยาในลักษณะของผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินค่าตอบแทน ของกำนัล การเดินทางไปต่างประเทศ

“ช็อปปิ้งยา” กรณีนี้ผู้มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล ข้าราชการ ครอบครัว จะเบิกค่ารักษาพยาบาลในลักษณะของการเดินสายขอตรวจรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน และมักเดินทางไปพบแพทย์เกินกำหนดนัดเพื่อให้ได้รับยาจำนวนมากขึ้น มีการดำเนินการเป็นขบวนการ เชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ ร้านขายยา บริษัทยา

โดยพบกระบวนการโยงใยเครือข่ายการทุจริตนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ

1.กลุ่มผู้ใช้สิทธิและญาติ ซึ่งจากการตรวจสอบของป.ป.ท.พบว่ามีการช็อปปิ้งยาในทุกๆ 1-3 สัปดาห์ที่จะตะเวนใช้สิทธิในโรงพยาบาลหลายๆแห่ง บางราย ช็อปปิ้งยาได้สูงถึง 1.2 ล้านบาท ภายใน 1 ปี

ในปี 2559กรมบัญชีกลางได้ตรวจพบข้าราชการและบุคคลในครอบครัว 11 ราย มีพฤติกรรมเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่อทุจริต เช่น นาง ก. มารดาของข้าราชการได้สมัครจ่ายตรง 5 โรงพยาบาล เมื่อไปโรงพยาบาลแต่ละแห่งจะขอรับยากลุ่มความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือดสูง พร้อมแจ้งกับแพทย์ผู้รักษา ว่าขาดยา และ ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด เพื่อขอเพิ่มยา จนกรมบัญชีกลางพบพิรุธ เนื่องจากการเบิกจ่ายค่ายาในปี 2557 เพิ่มสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 10 เท่าตัว โดยปี 2556 เบิกจ่าย 58,981 บาท ปี 2557 เบิกจ่าย 257,893 บาท

2.กลุ่มบุคลากรโรงพยาบาล เป็นกลุ่มใหญ่ที่มีช่องโหว่ในการทุจริตเบิกค่ารักษาพยาบาลได้มากที่สุด โดยพบว่าแพทย์มีพฤติกรรมสั่งยาให้ตัวเองสัปดาห์ละประมาณ 20,000-30,000 บาท และสั่งยาเกินความจำเป็นในรายที่ผู้ป่วยไม่ได้มาใช้สิทธิที่โรงพยาบาล มีการนำเวชระเบียนของผู้ป่วยมาเบิกยาโดยผู้ป่วยไม่ทราบเรื่อง รวมถึงยังพบพฤติกรรมการบันทึกข้อมูลจำนวนยาสูงกว่าที่แพทย์สั่งจ่าย เช่น แพทย์สั่งจ่ายยาจำนวน 300 เม็ด แต่เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลจ่ายยา 1,000 เม็ด

นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมการสั่งยาเกินความจำเป็นให้ผู้ป่วย และสั่งจ่ายยาที่ไม่เกี่ยวกับโรคที่วินิจฉัย เช่น ผู้ป่วยโรคเข่าเสื่อม แต่แพทย์สั่งจ่ายน้ำตาเทียมให้ด้วย โดยแพทย์บางรายมีเป้าหมายจ่ายยาออกมาจำนวนมาก เพื่อทำยอดให้กับบริษัทยาแลกกับผลประโยชน์ด้านอื่นๆ ขณะที่แพทย์บางรายสั่งจ่ายยาให้ตนเอง และบุคคลในครอบครัวด้วยตัวยาเดียวกัน โดยไม่มีการวินิจฉัยโรค ซึ่งพบในภายหลังว่าแพทย์ผู้นั้นเปิด “คลินิก” ส่วนตัว รวมไปถึงการจ่ายยานอกบัญชีหลักทั้งที่เป็นยาที่มีราคาแพงเมื่อเทียบกับยาในบัญชีหลักด้วย เช่น โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สั่งซื้อยานอกบัญชีหลัก เช่น ยาลดไขมัน (ROSUVASTATIN)จำนวนกว่า 72 ล้านบาท และ ยาลดการหลั่งกรด (ESOMEPRAZOLE) จำนวน 51 ล้านบาท รวมยอดสั่งซื้อกว่า 120 ล้านบาท

อีกกรณีหนึ่งคือ โรงพยาบาลจะเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน โดยวิธีการกำหนดเพดานงบประมาณและจัดสรรตามหลักเกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ซึ่งระบบดังกล่าว เมื่อแพทย์วินิจฉัยโรคแล้วจะต้องใช้รหัสโรค เพื่อคำนวณน้ำหนักโรค ซึ่งกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินตรงให้กับโรงพยาบาลตามน้ำหนักโรคแบบเหมา ซึ่งพบว่ารหัสลงน้ำหนักโรคนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้กรมบัญชีกลางจ่ายเงินให้โรงพยาบาลสูงกว่าความเป็นจริง

3.กลุ่มจำหน่ายยา มีความเกี่ยวพันกับโรงพยาบาล มีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับโรงพยาบาลและแพทย์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ดีเอสไอ เคยเข้าตรวจสอบความผิดปกติคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยา ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านข้อมูลการเดินทางเข้าออกประเทศ และธุรกรรมทางการเงิน พบว่า มีข้าราชการของโรงพยาบาลปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ มีลักษณะการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสั่งจ่ายยาบางชนิดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อาจมีผลข้างเคียงของยาต่อผู้ป่วย และอาจมีผลกระทบต่อผู้ป่วยเป็นเหตุให้ไม่ได้รับโอกาสแนวทางรักษาที่เหมาะสมตามวิชาชีพเวชกรรม

ขณะเดียวกันพบสถิติการเดินทางเข้าออกประเทศจำนวนมาก โดยอ้างว่าเป็นการเข้าประชุมวิชาการจากการสนับสนุนของบริษัทยา แต่พบหลักฐานว่ามีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางไปยังประเทศอื่นที่ไม่มีการประชุมวิชาการตามที่ได้ระบุไว้ และยังพบอีกว่าเจ้าหน้าที่ได้มีการร้องขอการสนับสนุนจากบริษัทยา ซึ่งต่อมากรมบัญชีกลางพบว่ามีการสั่งจ่ายยาของบริษัทดังกล่าวอย่างไม่เหมาะสม

สำหรับการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดในกลุ่มของบุคลกรโรงพยาบาลนั้น ดีเอสไอ ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ในฐานะความผิดตามมาตรา 149 และมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา ที่เกี่ยวข้องกับการประพฤติมิชอบ และกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

ขณะที่การดำเนินคดีในกลุ่ม “ผู้ใช้สิทธิ” นั้น แม้ว่ากรมบัญชีกลาง ในฐานะ “ผู้เสียหาย” ได้แจ้งความดำเนินคดีข้อหาทุจริตหลายราย แต่พบว่าส่วนใหญ่อัยการไม่ส่งฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะเบิกค่ายาและแพทย์เป็นผู้สั่งให้ รวมถึงพฤติกรรมการช็อปปิ้งยา ผู้ต้องหาอ้างว่าไม่มั่นใจการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลแห่งเดียว จึงต้องตะเวนไปรักษาในหลายโรงพยาบาล ก็ถือว่าไม่ใช่ความผิดโดยตรง หรือ บางกรณี อัยการมองว่า เป็นคดีฉ้อโกงธรรมดา ไม่ใช่คดีทุจริต

ปมปัญหาเหล่านี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงใช้อำนาจตามมาตรา 19 (11) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542และที่แก้ไขเพิ่มเติมเสนอ“มาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยา ตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ” ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อใช้เป็นแนวทาง “ปราบโกง”ซึ่งทันทีที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับข้อเสนอแนะ ได้ทำหนังสือ “ด่วนที่สุด” ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ถึงประธานป.ป.ช.

โดยระบุว่า “นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอนี้”

โดยกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะ“แม่งาน” ต้องสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม แล้วส่งให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีโดยด่วนภายใน 30 วันเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

การใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการกลุ่มไหนใช้เท่าไหร่ – 10 โรคที่เบิกจ่ายมากสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลของกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับสถิติค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิสวัสดิการของข้าราชการย้อนหลัง 10 ปี ที่เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวพบว่า ในปี 2549 มีการเบิกจ่าย 37,004 ล้านบาท และมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยล่าสุดปี 2559 รายจ่ายดังกล่าว มีจำนวนถึง 71,016 ล้านบาท

ปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายจากระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการทั้งสิ้น 5 ล้านคน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ผู้มีสิทธิ ได้แก่ ข้าราชการ,ผู้รับบำนาญปกติ,ผู้รับเบี้ยหวัด,ลูกจ้างประจำ,ลูกจ้างชาวต่างชาติ,และผู้รับบำนาญพิเศษ เหตุทุพลภาพ และกลุ่มที่ 2 เป็นผู้อาศัยสิทธิ หรือ บุคคลในครอบครัวข้าราชการ ได้แก่ บิดา,มารดา,คู่สมรสและบุตรไม่เกิน 3 คน

ทั้งนี้ในปี 2559 มีผู้มาใช้สิทธิดังนี้ (ดูตารางด้านล่าง)

จะเห็นว่าในปี 2559 ยอดรวมมีการใช้สิทธิเป็นผู้ป่วยใน 687,750 ครั้ง ผู้ป่วยนอก 27,133,313 ครั้ง รวมมาใช้บริการทั้งสิ้น 27,821,063 ครั้ง รวมเป็นเงินค่ารักษาพยาบาล 63,756 ล้านบาท โดยผู้ใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลมากสุดคือข้าราชการที่ยังทำงานอยู่และข้าราชการบำนาญ (หมายเหตุ:ข้อมูล ณ สิ้นปีงบประมาณ เดือนกันยายน 2559)

ทั้งนี้ถ้าดูจำนวนความถี่ในการมารักษาและเฉลี่ยค่าใช้จ่ายแล้ว ข้าราชการบำนาญเบิกเฉลี่ยต่อครั้งสูงกว่าผู้ใช้สิทธิกลุ่มอื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงโรคของผู้สูงอายุ โดยสอดรับกับข้อมูลกรมบัญชีกลางได้ระบุ 10 โรคที่มีการเบิกจ่ายมากสุด พร้อมแยกแยะยอดการเบิกจ่ายของผู้ป่วยนอก ผู้ป้วยใน พร้อมเฉลี่ยโดยรวมว่ามีการเบิกจ่ายต่อคนเป็นวงเงินเท่าไหร่ดังนี้

ข้อเสนอนแนะ “ดักทางโกง” เบิกจ่ายยาสิทธิสวัสดิการข้าราชการ

คณะอนุกรรมการเพื่อศึกษามาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยา ของป.ป.ช. ที่มีนายภักดี โพธิศิริ อดีตกรรมการป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการ ออก “มาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยา ตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ” เพื่อปรับปรุงระบบการควบคุมการเสนอการขายยา การสั่งจ่ายยา และการใช้สิทธิรักษาพยาบาล ดังนี้

ข้อเสนอแนะเชิงระบบ
1.ผลักดันยุทธศาสตร์การใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use : RDU) ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

  • ให้สถานพยาบาลของรัฐทุกสังกัด รวมถึงสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการเบิกจ่ายตรงสำหรับสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ นำหลักเกณฑ์การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล (RDU) ที่เป็นมาตรฐานกลางซึ่งเกิดจากการดำเนินการอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไปใช้บังคับอย่างเป็นรูปธรรม
  • ให้สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ใช้หลักเกณฑ์ของการใช้ยาอย่างสมเหตุผลเป็นหนึ่งในมาตรการพัฒนาและรับรองคุณภาพของสถานพยาบาล
  • ให้รัฐบาลสนับสนุนให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ จัดให้มีระบบการกำกับ ดูแล ตรวจสอบการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในแต่ละระดับอย่างเหมาะสม
  • จัดให้กลไกการให้ข้อมูลวิชาการด้านยาที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลของโรคเวชศาสตร์เชิงประจักษ์ (evidence base) และการรักษา ตลอดจนราคากลางของยา โดยข้อมูลต้องเข้าถึงง่ายเป็นปัจจุบัน ถูกต้องและน่าเชื่อถือ

2.จัดให้มีหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ประมวลข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพและยาซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลการใช้ยากับสถานพยาบาลทุกสังกัดเพื่อตรวจสอบการใช้ยาอย่างเหมาะสม และเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมบัญชีกลางเพื่อตรวจสอบการใช้สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที (real time) ทั้งนี้หน่วยงานดังกล่าวอาจอยู่ในรูปแบบหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อฝ่ายบริหาร หรือ เป็นองค์กรมหาชนตามข้อเสนอสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้

โดยระหว่างที่ยังไม่มีหน่วยงานซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ประมวลข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพและยา ให้กรมบัญชีกลางจัดให้มีมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายในการเบิกจ่ายตรงของผู้ป่วยนอก โดยอาจมีการจำกัดวงเงิน หรือ อาจมีการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเบิกจ่ายตรงของผู้ป่วยนอก เช่น จำนวนครั้งในการเข้ารับการรักษาต่อปี ค่ารักษาต่อปี ภูมิลำเนาของผู้ป่วย เป็นต้น โดยหากการรักษาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวให้กรมบัญชีกลาง ทำการตรวจสอบโดยละเอียด และกรมบัญชีกลางควรจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลการเบิกจ่ายตรงของผู้ป่วยนอกของแต่ละโรงพยาบาลว่า แต่ละโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายในกรณีดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าใด ให้สาธารณชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้รับทราบโดยเปิดเผยด้วย

3.กำหนดหลักเกณฑ์การจัดซื้อยา

  • ห้ามไม่ให้หน่วยงานที่ทำการจัดซื้อทำการหารายได้ในลักษณะผลประโยชน์ต่างตอบแทนทุกประเภทจากบริษัทยาเข้ากองทุนสวัสดิการสถานพยาบาล
  • ให้หน่วยงานที่ทำการจัดซื้อต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านต้นทุน มาตรฐาน ระยะเวลาในการส่งมอบ การให้บริการ และราคา ประกอบการตัดสินใจ
  • ให้หน่วยงานที่ทำการจัดซื้อกำหนดคุณสมบัติของบริษัทคู่ค้าใน TOR ให้บริษัทคู่ค้าต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 103/7 มาตรา 123/5 และมีระบบอบรมเกณฑ์จริยธรรมแก่พนักงาน โดยให้เป็นคะแนนบวกใน price performance
  • ให้หน่วยงานที่ทำการจัดซื้อกลไกต่อรองราคาตามที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด

4.ให้เพิ่มความเข้มงวดของระบบการตรวจสอบภายใน ทั้งในระดับสถานพยาบาล และระดับหน่วยงานต้นสังกัดของสถานพยาบาล
ข้อเสนอแนะเชิงภารกิจ
1.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเข้มงวด
2. การผลักดันให้มีการปฏิบัติตามเกณฑ์จริยธรรมที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการขายยา

  • ให้กระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมกรรพัฒนาระบบยาแห่งชาติบังคับใช้เกณฑ์จริยธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ประชาสัมพันธ์ และปลูกฝังให้บุคลากรและภาคประชาชน มีความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเสนอขายยาอย่างเหมาะสม
  • ให้สภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณสุข จัดให้มีเกณฑ์จริยธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายยา และการสั่งจ่ายยาในจรรยาบรรรณวิชาชีพ
  • ให้เกณฑ์จริยธรรมเป็นกลยุทธ์เสริมสร้างธรรมาภิบาลระบบจัดซื้อและควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาของสถานพยาบาล

3. การปลุกจิตสำนึกบุคลากรที่มีความเกี่ยวข้อง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

  • ให้หน่วยงานต้นสังกัดประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์จริยธรรมให้บุคลาการรับทราบ และประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการปฏิบัติตนตามเกณฑ์จริยธรรม
  • ให้สถานพยาบาลประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์จริยธรรม การส่งเสริมขายยา และการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลให้ประชาชนได้รับทราบในรูปแบบของสื่อที่มีความเข้าใจง่าย สร้างเครือข่ายที่ประกอบไปด้วยบุคลากรในสถานพยาบาลและประชาชน ทำการเฝ้าระวังและตรวจสอบ การส่งเสริมการขายยา และการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม รวมถึงมีช่องทางในการร้องเรียนและแจ้งข้อมูลการกระทำผิดให้แก่หน่วยงานที่มีความรับผิดชอบโดยตรง
  • ให้กรมบัญชีกลางประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการใช้สิทธิรักษาพยาบาลในระบบสวัสดิการของข้าราชการ ให้ผู้ใช้สิทธิมีความรู้ความเข้าใจ และปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ใช้สิทธิของตนโดยไม่สุจริต

4. การสร้างมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมของภาคเอกชน เพื่อป้องกันการส่งเสริมการขายยาอย่างไม่เหมาะสม

ให้กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยความร่วมมือกับสำนักงานป.ป.ช. ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมตามาตรา 123/5 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 รวมถึงกฎหมายอื่นที่มีความเกี่ยวข้องให้แก่บริษัทผู้จำหน่วยยาให้เกิดความรู้ความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง

อนึ่ง ข้อเสนอแนะดังกล่าวมุ่งเสนอต่อสถานพยาบาลของทางราชการ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งครอบคลุมถึงการรักษาพยาบาลตมสิทธิสวัสดิการข้าราชการ และการรักษาพยาบาลตามสิทธิสวัสดิการพนักงานส่วนท้องถิ่นเท่านั้น หากข้อเสนอแนะดังกล่าวข้างต้นเป็นประโยชน์ อาจนำไปใช้กับสถานพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการในระบบโครงการประกันสังคมและระบบหลักประกันสุขภาพทั่วหน้าก็ได้


...................................

ปล. ๑ ดูเหมือนว่า มาตรการปราบโกง ที่ผ่านมา " ไม่ได้ผล " ... เพราะ มีแต่ ข้อมูล ข้อกล่าวหา ทั้ง ผู้กระทำความผิดใน "กลุ่มของบุคลากรโรงพยาบาล" และ กลุ่ม “ผู้ใช้สิทธิ” ...  แต่ สิ่งที่อยากรู้จริง ๆ ว่า มีสักกี่คดี กี่คน ที่ดำเนินการลงโทษได้ ?

และ  "ข้อเสนอแนะ “ดักทางโกง” เบิกจ่ายยาสิทธิสวัสดิการข้าราชการ " ก็ไม่มีวิธีการใหม่ ๆ ที่จะจัดการคนโกง หรือว่า ไม่คิดจะ จับคนโกง อย่างจริงจัง ?


ปล. ๒  ขอยกความเห็น เฟสบุ๊ก ..   สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ก็เหมือนกับเมื่อ พ.ศ. 2555 เป๊ะ

Ittaporn Kanacharoen เรียนท่านอภิสมาครับ

1.คนไข้เวียนยา 600 ครั้งต่อปี ถ้ามี โปรดช่วยจับลงข่าวเลยได้ไหมครับ ว่าที่ไหน กี่คน ผิดกฎหมายแน่ๆ อย่าใช้เพียงอ้างถึงบ่อยๆ ข้าราชการเสียชื่อเสียงจากแค่คนหนึ่งเท่านั้น

2. หมอใช้ยา ยิงยา จับมาเถิดครับ ถ้าพิสูจน์เข้าข่ายมีความผิดจริง กี่คนส่งมาเลย"แพทยสภา"ขอลงโทษด้วย เพราะ กรมบัญชีกลางเล่าเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว ทำให้วงการแพทย์ดูเสื่อมตามวงการข้าราชการอย่างน่าใจหาย ..

ทั้ง 2 คำพูด ทำร้าย 2 วงการ โปรดดำเนินการตามกฎหมายเลยครับ อย่า stereo type กรณีเหล่านี้ไปแทนทุกคนที่ดีๆ แล้วออกกฎไปคุมทุกๆคนครับ คนที่ไม่มีปัญหาเขาจะเดือดร้อนไปด้วย
ถ้าจะอ้างว่าเงินไม่พอเป็นอีกเรื่องนะครับ อันนั้นเราทุกฝ่ายเข้าใจ และน่าจะช่วยกันได้ เพื่อประเทศชาติ..แต่เป็นคนละประเด็นครับ ..จะว่ากล่าว หรือ จะขอความร่วมมือ เอาให้แน่นะครับ..



อ้างอิงเรื่องเดิม ..

พ.ศ.2552 ...กรมบัญชีกลางคุมเข้มเบิกจ่ายยา ขรก. ไม่ทำตามเกณฑ์ เรียกเงินคืนคลัง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=12-12-2016&group=29&gblog=1

พ.ศ.2552 … คลังตั้งทีมรื้อค่ารักษา ข้าราชการ 7 หมื่นล. ... คลังหน้ามืด!ค่ารักษาขรก. พุ่ง1.5แสนล. //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-12-2009&group=29&gblog=2

พ.ศ.2552 … สรุปอภิปราย “มาตรฐานการกำหนดค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ใน สวัสดิการการ ของ ข้าราชการ” //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-02-2010&group=29&gblog=3

พ.ศ.2552 … เสนอเลือกเบิกจ่ายยาให้ข้าราชการบางกลุ่ม ??? .... ข้าราชการ ก็เตรียมตัวไว้บ้าง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=18-05-2009&group=29&gblog=4

พ.ศ.2553 … คลังเปิดทางให้ ข้าราชการนอนรักษาร.พ.เอกชนได้ ..... (ดูเหมือนดี แต่มันจะดีจริงหรือ ???) //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=03-09-2010&group=29&gblog=5

พ.ศ.2554 … ขรก.จ๊ากแน่ คลังเลิกจ่าย ยานอก9กลุ่ม (ไทยโพสต์) ....นำกระทู้มาลงไว้เป็นข้อมูล //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-01-2011&group=29&gblog=6

พ.ศ. 2555 … จ่ายยาต้นแบบให้ข้าราชการ (เบิกได้)แต่หมออาจต้องจ่ายเงินตัวเองให้ DSI.. //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-07-2012&group=29&gblog=8

พ.ศ.2556 ...คลังรุกอีกคุมเข้ม"ป่วยนอก"ขรก.วางแนวให้"เหมาจ่าย"เผยเจอข้อมูลส่อทุจริตเวียนรับยารพ.600ครั้ง/ปี //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=05-11-2012&group=29&gblog=7

พ.ศ.2557 … ปัญหายาข้าราชการ....ประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึง ... โดยนาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=25-10-2012&group=29&gblog=9

พ.ศ.2559 … กรมบัญชีกลาง “เตะหมูเข้าปากหมา”?ตัดงบ 60,000 ล้าน ให้ บ.ประกันบริหารค่ารักษา ขรก. //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=29-09-2016&group=29&gblog=10

พ.ศ.2560 … ขบวนการใช้สิทธิขรก.โกงยา “สวมสิทธิ-ยิงยา-ช็อปปิ้งยา” – ปี’59 ใช้บริการกว่า 27.8 ล้านครั้ง //www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=14-08-2017&group=29&gblog=11




Create Date : 14 สิงหาคม 2560
Last Update : 14 สิงหาคม 2560 22:57:30 น. 4 comments
Counter : 3877 Pageviews.  
Share to Facebook

 
บินประชุม ตปท.บังหน้า ขอเงิน บ.ยา! ปมทุจริต รพ. จ.นนท์-ปลอมเบิก‘ซูโดอีเฟรดรีน’

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน 2560 เวลา 20:30 น.
https://www.isranews.org/isranews/59832-report00-59832.html

ชำแหละพฤติกรรมทุจริตเบิกจ่ายยา ขรก. กรณีศึกษา รพ.จ.นนทบุรี ดีเอสไอสอบธุรกรรมพบเดินทาง ต่างประเทศบ่อย อ้างประชุมวิชาการบังหน้า แลกผล ปย. ปูดเภสัชฯปลอมคำสั่งเบิกยาแก้หวัด‘ซูโดอีเฟรดรีน’โรงพยาบาลฯตำบล (ตอน3)

picyaaaaaaaaa

พฤติกรรมทุจริตเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการข้าราชการและครอบครัว สำนักข่าวอิศรา //www.isranews.org นำข้อมูลมารายงานไปแล้วว่ามีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่

การสวมสิทธิ ผู้ป่วยหรือไม่มีอาการป่วย ซึ่งไม่มีสิทธิตามสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัว เข้าสวมสิทธิรักษาพยาบาลของบุคคลที่มีสิทธิ โดยอ้างใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการ

การยิงยา มีเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายยามีการสั่งจ่ายยาที่ไม่จำเป็นและเหมาะสมสัมพันธ์กับอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยรายนั้น หรือจ่ายยาในลักษณะสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น เน้นการจ่ายยานอกบัญชียาหลักซึ่งมีราคาแพง โดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทผู้ผลิตยา หรือตัวแทนจำหน่าย ในลักษณะของผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินตอบแทน ของกำนัล การเดินทางไปต่างประเทศ

การช้อปปิ้งยา ผู้มีสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล ข้าราชการและครอบครัว จะเบิกค่ารักษาพยาบาลในลักษณะเดินสายขอตรวจรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ ในช่วงวันเดียวกัน หรือระยะเวลาใกล้เคียงกัน และมักเดินทางไปพบแพทย์เกินกำหนดนัด เป็นเหตุให้ได้รับยาจำนวนมากยิ่งขึ้น มีการดำเนินการลักษณะเป็นขบวนการ มีความเชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ ร้ายขายยา บริษัทยา

(อ่านประกอบ: ชอปปิ้ง-ยิงยา-สวมสิทธิ์ พฤติกรรมทุจริตเบิกจ่ายค่ายา-ดีเอสไอสาวลึก รพ. 2 แห่งอีสาน)

คราวนี้มาดูกรณีพฤติกรรมการทุจริตของโรงพยาบาล ใน จ.นนทบุรี ตามรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตามที่ปรากฎในรายงาน มาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะ กรรมการ ป.ป.ช.) เสนอสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2560

1.การเบิกจ่ายยาอย่างผิดปกติ กรณีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี

การสอบสวนคดีพิเศษได้รับหนังสือขอความร่วมมือจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ อนุมัติให้เจ้าหน้าที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. ให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเข้าหน้าที่โรงพยาบาลในจ.นนทบุรี เนื่องจากพบการสั่งจ่ายยาอย่างผิดปกติ เบิกซ้ำซ้อนเกินเกินจริง โดยไม่พบบันทึกภาวะต่างๆ ของโรค ไม่พบหลักฐานการวินิจฉัยทางการแพทย์

จากการตรวจสอบพยานบุคคล พยานผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพเวชกรรม บริษัทยาที่จำหน่ายยาให้กับโรงพยาบาลในจังหวัดนนทบุรี ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของจังหวัดนนทบุรี ข้อมูลการเดินทางเข้าออกประเทศ และธุรกรรมทางการเงิน พบว่า มีข้าราชการของโรงพยาบาลปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แสวงประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น มีลักษณะการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสั่งจ่ายยาบางชนิดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ อาจมีผลข้างเคียงของยาต่อผู้ป่วยและอาจมีผลกระทบต่อผู้ป่วยเป็นเหตุให้ไม่ได้รับโอกาสแนวทางการรักษาที่เหมาะสมตามวิชาชีพเวชกรรม มีสถิติการสั่งจ่ายยา จำนวนมากกว่าซึ่งการดำเนินการลักษณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญควรจะเป็นผู้สั่งจ่ายยาดังกล่าว ทั้งที่ผู้บังคับบัญชาได้มีการตักเตือน และจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบดังกล่าวมีผลทำให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหายถูกเรียกเงินคืนจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังจำนวนหนึ่ง พบสถิติการเดินทางเข้าออกประเทศจำนวนมาก โดยอ้างว่าเป็นการเข้าประชุมทางวิชาการต่างๆ จากการสนับสนุนของบริษัทยา แต่พบหลักฐานว่ามีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางไปยังประเทศอื่นที่ไม่มีการประชุมวิชาการดังกล่าว และยังพบอีกว่าเจ้าหน้าที่ได้มีการร้องขอการสนับสนุนจากบริษัทยาซึ่งต่อมากรมบัญชีกลางตรวจสอบพบว่า มีการสั่งจ่ายยาของบริษัทดังกล่าวอย่างไม่เหมาะสม ไม่มีข้อบ่งชี้ ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาหลักฐานแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าว เป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 149 อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงส่งเรื่องให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการต่อไป

กรณีดังกล่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินการต่างๆ จะต้องไม่เป็นการรอนสิทธิของผู้ป่วยที่จะทำการรักษาพยาบาลกับโรงพยาบาล ผู้ป่วยยังต้องได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อการรักษาพยาบาลอย่างถูกต้องเหมาะสม เป็นไปตามหลักการวิชาชีพเวชกรรมต่อไป การกระทำที่จะมีผลทำให้เกิดความเสียหาย หรือกระทบต่อสุขภาพร่างกายของผู้ป่วยจากการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ต้องมีการแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยเป็นสำคัญ

2.กรณีการทุจริตในการเบิกจ่ายยา โดยให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ

ผู้ต้องหาได้หลอกลวงให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนำข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครเข้าร่วมโครงการเบิกจ่ายตรงกรมบัญชีกลางเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และผู้ต้องหาได้ปลอมใบสั่งยาผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลแสดงต่อเจ้าหน้าที่ห้องยาโรงพยาบาลเพื่อให้หลงเชื่อว่าบุคคลผู้มีชื่อในใบสั่งยาดังกล่าวได้มาทำการตรวจรักษา และแพทย์ได้สั่งจ่ายยาให้แก่บุคคลดังกล่าวแล้วซึ่งเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ห้องจ่ายยาหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและมอบยาตามใบสั่งยาดังกล่าวให้แก่ผู้ต้องหารับไปโดยไม่ต้องมีการชำระเงินค่ยา รวมทั้งสิ้น 56 ครั้ง โดยคดีนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการสำนักคดีพิเศษแล้วเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2558 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการสืบสวนของพนักงานอัยการ

3.พฤติการณ์การกระทำความผิดเกี่ยวกับยา ‘ซูโดอีเฟรดรีน’

-เภสัชกรมีหน้าที่ดูแลคลังยาของโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และมีอำนาจหน้าที่สั่งซื้อยาแก้หวัดที่มีส่วนผสมซูโดอีเฟรดรีน รับยาจากบริษัทจากบริษัทขนส่งที่นำยาจากบริษัทผู้จำหน่ายมาส่งให้ที่โรงพยาบาล และเบิกจ่ายยาจากคลังยาให้กับ รพ.สต. จะถือโอกาสดังกล่าวเบิกยาในระบบคอมพิวเตอร์ออกจากคลังยา แล้วบันทึกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์อีกว่าได้เบิกจ่ายยาให้กับ รพ.สต.ไปแล้ว แต่จริงๆแล้วไม่ได้นำยาดังกล่าวส่งให้กับ รพ.สต.หรือส่งให้แต่จำนวนน้อยกว่าที่เบิกจริง ซึ่งผู้บริหารของโรงพยาบาลหรือ รพ.สต.ไม่เคยตรวจสอบว่ายาไปถึง รพ.ส.ต.หรือถึงคนไข้หรือไม่

-ตัวแทนจำหน่ายยาของบริษัทผู้ผลิต หรือผู้จำหน่ายต้องการยอดการสั่งซื้อจากโรงพยาบาลจำนวนมาก เพื่อจะได้ค่าคอมมิชชันจากบริษัทผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย มากตามไปด้วย และในขณะเดียวกันเภสัชกรผู้จัดซื้อก็จะได้ประโยชน์ตอบแทนด้วย ซึ่งอาจเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการได้ไปเที่ยวต่างประเทศ ถึงแม้ว่าอำนาจการลงนามในใบสั่งซื้อยาจะเป็นของผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องของผลประโยชน์ตอบแทนก็ทำให้เภสัชกรซึ่งมีความสนิทสนมกับตำแทนจำหน่ายยาฯ จำต้องปลอมลายมือชื่อผู้อำนวยการในใบสั่งซื้อโดยรู้เห็นเป็นใจกับตัวแทนจำหน่ายยาของบริษัทผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย

นับเป็นพฤติกรรมหลากหลายและย้ำให้เห็นว่าการทุจริตเบิกจ่ายยามี‘คอมมิชชัน’เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

อ่านประกอบ:

ชำแหละทุจริตเบิกจ่ายยา: แพทย์ รพ. สมคบเอกชน ปั้นยอดเอาค่าคอมมิชชัน-ทัวร์นอก

ตั้งกองทุนฯ ตามระเบียบ! รพ.ระยองแจง 3 ปมร้องเรียน มีรายรับจากผู้สมัครใจ

ห้ามรับ‘ค่าคอมมิชชัน’ บ.ยา ! มาตรการป้องทุจริต ป.ป.ช.เทียบกรณี รพ.ระยอง

เรื่องถึงปลัด สธ.แล้ว!ปม บ.ยาโอนเงินเข้าบัญชีกองทุนฯ รพ.ระยอง-ให้ผู้ตรวจกระทรวงสอบ

หมุนเวียน 24.4 ล.-ใครเบิก 4 ล.? ปมปริศนา บ.ยาโอนเงินเข้ากองทุนฯ รพ.ระยอง

ผู้ว่าฯสตง.สั่งลุยสอบ ทบ.ปลดประจำการเรือเหาะ350ล.-ทราบเรื่องปมเงิน รพ.ระยองแล้ว

เปิดระเบียบฯ ก.สาธารณสุข กองทุนฯ รพ.ระยอง รับเงินปริศนา บ.ยา ทำถูกต้องหรือไม่?

เปิดสเตทเมนท์บัญชีกองทุนฯ รพ.ระยอง เข้า-ออกยิบ! วันเดียวถอน 4 ครั้งรวด 4 ล.

เงินปริศนา! บ.ยาโอนเข้าบัญชี กองทุนฯ รพ.ระยอง หลายล.-ผอ.ขอตรวจสอบก่อน


โดย: หมอหมู วันที่: 27 กันยายน 2560 เวลา:15:50:41 น.  

 
ชำแหละทุจริตเบิกจ่ายยา: แพทย์ รพ. สมคบเอกชน ปั้นยอดเอาค่าคอมมิชชัน-ทัวร์นอก
วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน 2560 เวลา 20:30 น.
https://www.isranews.org/isranews-scoop/59775-isranews-59775.html

ชำแหละพฤติกรรมทุจริตเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการ ขรก. ฉบับ ป.ป.ช. ซัดสมคบ 3 กลุ่มแพทย์ บุคลากร ผู้ใช้สิทธิและเครือญาติ เอกชน มูลเหตุ หมอเขียนใบสั่งให้ตัวเองเดือน 20,000-30,000 บาท สูงเกินจำเป็น ทำยอดให้เอกชน รับค่าคอมมิชชัน พาเที่ยวต่างประเทศ พบปี 53 ตัวเลขพุ่ง 61,000 ล้าน สืบเนื่องเงินปริศนา รพ.ระยอง (ตอน 1)

PIC naccdde 22 9 60 7

กรณีกลุ่มบุคลากรของโรงพยาบาลระยองได้ส่งหนังสือถึง พล.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ประธาน กรรมการ ป.ป.ช.) และนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ผู้ว่าฯ สตง.) ให้ตรวจสอบบัญชีเงินฝากชื่อ ‘กองทุนสวัสดิการโรงพยาบาลระยอง’ในช่วงปลายปี 2559-เดือนสิงหาคม 2560 เนื่องจากมีเงินจากผู้ประกอบธุรกิจขายยาและเครื่องมือแพทย์โอนเข้าบัญชีฯหลายครั้งรวมเป็นเงินหลายล้านบาทโดยถูกโอนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอในช่วงกลางเดือนและทุกปลายเดือนมีเงินหมุนเวียนรวม 24,495,181.53 บาทในจำนวนนี้มีรายการเบิกถอน เมื่อ 16 ส.ค.2560 รวม 4 ครั้งๆละ 1 ล้านบาท รวม 4 ล้านบาท

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเงินที่โอนเข้าเป็นค่าอะไร?

กรณีดังกล่าวอาจถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการฝ่าฝืน มาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการของ ป.ป.ช. กรณี “ห้ามไม่ให้หน่วยงานที่ทำการจัดซื้อทำการหารายได้ในลักษณะผลประโยชน์ต่างตอบแทนทุกประเภทจากบริษัทยาเข้ากองทุนสวัสดิการพยาบาล” หรือไม่ ?

ทั้งนี้ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอมาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2560 (อ่านประกอบ: ห้ามรับ‘ค่าคอมมิชชัน’ บ.ยา ! มาตรการป้องทุจริต ป.ป.ช.เทียบกรณี รพ.ระยอง)

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา //www.isranews.org เรียบเรียงพฤติกรรมการทุจริตเบิกจ่ายยาตามที่ปรากฎในเอกสารมาตรการฯเสนอ เลขาธิการ ครม.มาเสนอ

บทนำ

‘ยา’ เป็นสินค้าคุณธรรม (MeritGoods) ที่ต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการที่ถูกต้องทั้งข้อดีและข้อเสียในการตัดสินใจเลือกมากกว่าการลด แลก แจกแถม หรือสร้างแรงจูงใจด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าอิทธิพบการส่งเสริมการขายยาของบริษัทยา โดยเฉพาะที่กระทำโดยตรงต่อแพทย์และบุคลากรทางการแพทย เป็นสาเหตุหรือปัจจัยที่สำคัญมากประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผลในโรงพยาบาล

ประกอบกับในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปรากฎข่าวตามสื่อมวลชนถึงกรณีการทุจริตเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่ายาของข้าราชการ ซึ่งได้มีการสอบสวนโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งพบว่ามีการกระทำในลักษณะเป็นกระบวนการโยงใยเป็นเครือข่ายการทุจริต โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ ผู้ใช้สิทธิและเครือญาติ บุคลากรในโรงพยาบาล และกลุ่มบริษัทจำหน่ายยาซึ่งเป็นสามเหตุหนึ่ที่ทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น

ประเด็นการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และเป็นเรื่องเฉพาะทางที่ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น คณะกรรมการป.ป.ช.ในคราวประชุมครั้งที่ 784-58 /2559 เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2559 จึงได้มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษามาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยา ซึ่งมีนายภักดี โพธิศิริ เป็นประธานอนุกรรมการฯ

ข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุและพฤติกรรมการทุจริต

ปี 2553สำนักงาน ป.ป.ท. ได้ติดตามเรื่องการทุจริตเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่ายาของข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า งบประมาณที่ใช้สำหรับค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและเครือญาติ เพิ่มสูงขึ้นกว่า 3 เท่าตัวจาก 26,000 ล้านบาท เป็น 61,000 ล้านบาท ในปีงบปประมาณ 2552 (เพิ่มเกือบ 40,000 ล้านบาท) และประเมินว่าอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าค่าใช้จ่ายหมวดนี้อาจสูงถึง 100,000 ล้านบาท โดยมีการจับกุมข้าราชการ 8 ราย ที่ทุจริตเบิกค่ายามูลค่าความเสียหาย 4.6 ล้านบาท และได้ส่งดำเนินคดีแล้ว

จากการสอบสวนของสำนักงาน ป.ป.ท.พบมูลเหตุจูงใจหลักที่ทำให้เกิดการทุจริตคือ

1.การสมคบกันระหว่างโรงพยาบาล แพทย์ กับ บริษัทผู้ผลิตจำหน่ายยา ในรูปแบบของค่าคอมมิชชัน เนื่องจากโรงพยาบาลและแพทย์มีความสัมพันธ์กับยอดจำหน่ายยาของแต่ละบริษัทที่จำหน่ายยาให้กับโรงพยาบาล และแพทย์มีความเห็นสนับสนุนยาชนิดนั้นๆ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ยาแถม ตัวเงิน หรืออาจเป็นการท่องเที่ยวต่างปประเทศในรูปแบบของการสัมมนาดูงานในต่างประเทศ

2.เกิดจากช่องโหว่ระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นระบบการจ่ายตรงจากกรมบัญชีกลาง โดยผู้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลไม่ต้องสำรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเองเหมือนในอดีต ผู้ใช้สิทธิจึงไม่รู้ว่าตนเองใช้สิทธิไปเท่าใด ขณะที่โรงพยาบาลแจ้งค่ารักษาพยาบาลกรมบัญชีกลางเท่าใด กรมบัญชีกลางก็จ่ายงบประมาณชดใช้คืนเท่านั้น

3.ระบบคอมพิวเตอร์ของแต่ละโรงพยาบาล ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ เนื่องจากโรงพยาบาลมีสังกัดหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบการช็อปปิ้งยาได้

การตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีกระบวนการโยงใยเป็นเครือข่ายการทุจริต แบ่งออกได้ 3 กลุ่มใหญ่คือ

กลุ่มที่ 1 ผู้ใช้สิทธิและเครือญาติ ตรวจพบว่ามีพฤติกรรมช็อปปิ้งยาในทุกๆ 1-3 สัปดาห์ จะตระเวนใช้สิทธิในโรงพยาบาลต่างๆ หลายๆแห่ง บางรายมีพฤติกรรมช้อปปิ้งยาเฉลี่ย 1 ปีมีค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 1.2 ล้านบาท

กลุ่มที่ 2 บุคลากรในโรงพยาบาล เป็นกลุ่มใหญ่ที่มีช่องโหว่ที่จะเข้าข่ายทุจริตค่ารักษาพยาบาลได้มากที่สุด โดยพบว่าแพทย์มีพฤติกรรมสั่งยาให้ตัวเองสัปดาห์ละประมาณ 20,000-30,000 บาท และสั่งยาเกินความจำเป็นในรายที่ผู้ป่วยไม่ค่อยได้มาใช้สิทธิที่โรงพยาบาล ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้มีการนำเวชระเบียบของผู้ป่วยมาเบิกยาโดยผู้ป่ยไม่ทราบเรื่อง รวมถึงยังพบพฤติกรรมการบันทึกข้อมูลจำนวนยาสูงกว่าที่แพทย์สั่งจ่าย เช่น หมอสั่งข่ายยาจำนวน 300 เม็ด แต่เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลจ่ายยา 1,000 เม็ด

กรณีแพทย์สั่งจ่ายยาเกินความจำเป็นให้แก่ผู้ป่วย และสั่งจ่ายยาที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคที่วินิจฉัย เช่น ผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเข่าเสื่อม แพทย์สั่งจ่ายยารักษาโรคเข่าเสื่อมในขณะเดียวกันแพทย์ก็สั่งจ่ายน้ำตาเทียมไปด้วย แพทย์บางรายมีเป้าหมายจ่ายยาออกมามากๆ เพื่อทำยอดให้กับบริษัทยา แลกกับผลประโยชน์ด้านอื่นๆ แพทย์บางรายสั่งจ่ายยาให้ตนเอง และบุคคลในครอบครัวด้วยตัวยาเดียวกัน โดยไม่มีการวินิจฉัยโรคและพบว่าแพทย์ผู้นั้นมีคลินิกส่วนตัว แพทย์สั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลัก ซึ่งเป็นยาที่มีราคาแพงมาก เมื่อเทียบกับราคายาในบัญชียาหลัก

อีกตัวอย่างหนึ่งพบว่า โรงพยาบาลจะเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในได้ โดยใช้วิธีการกำหนดเพดานงบประมาณและจัดสรรตามหลักเกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ซึ่งระบบ DRG นั้น เมื่อแพทย์วินิจฉัยโรคแล้วจะต้องให้รหัสโรค เพื่อคำนวณน้ำหนักโรค ซึ่งกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินตรงให้โรงพยาบาลตามน้ำหนักโรคเป็นการเหมา ซึ่งพบว่าโค้ด หรือรหัส ลงน้ำหนักโรคไม่ตรงตามความจริง ทำให้กรมบัญชีกลางจ่ายเงินให้โรงพยาบาลสูงกว่าความเป็นจริง

กลุ่มที่ 3 กลุ่มบริษัทจำหน่ายยา มีความเกี่ยวพันกับโรงพยาบาล มีการจ่ายค่าคอมมิชชัน ให้กับโรงพยาบาลและแพทย์ในรูปแบบต่างๆ เทียบจากงบประมาณค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลปี 2552 ประมาณ 61,000 ล้านบาท จะเป็นค่ายาประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินก้อนโต

การจับผู้ต้อง 8 รายที่กรมบัญชีกลางแจ้งความดำเนินคดีข้อหาทุจริต พบว่าส่วนใหญ่อัยการจะไม่ส่งฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะเบิกค่ายาและแพทย์เป็นผู้สั่งให้ รวมถึงพฤติกรรมการช็อปปิ้งยาผู้ต้องหาอ้างว่าไม่มั่นใจการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลแห่งเดียวทำให้ต้องตระเวนไปรักษาหลายๆโรงพยาบาล ก็ไม่ใช่ความผิดโดยตรงหรือบางรายอัยการเห็นว่าเป็นแค่คดีฉ้อโกงธรรมดา ไม่ถึงคดีทุจริต


โดย: หมอหมู วันที่: 27 กันยายน 2560 เวลา:15:52:06 น.  

 
รพ. 28 แห่ง เบิกค่า‘ยาลดไขมัน’ 1.2 พันล.-บ.ผู้ผลิตเข้าถึงหมอ -‘ทุจริต’แรงจูงใจ
วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน 2560 เวลา 07:13 น.
https://www.isranews.org/isranews/59906-report01_59906.html

เปิดงานวิจัย รพ. 28 แห่ง เบิกค่ายาลดไขมันในเลือด สูงสุดกว่า 1.2 พันล. ต้านอักเสบ ข้อเสื่อม กลุ่มนอกบัญชียาหลักฯพุ่ง กลยุทธ์ บ.ผู้ผลิตจำหน่ายเข้าถึงคนสั่งมีส่วน สระบุรี-โครงการจ่ายตรงส่งผล ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น : ชำแหละพฤติกรรมทุจริตเบิกจ่ายยา ขรก. (ตอน 4)

พฤติกรรมทุจริตเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการข้าราชการและครอบครัว มีหลากหลายรูปแบบ อาทิ การสวมสิทธิของผู้ใช้บริการ การช็อปปิ้งยา การยิงยา ของผู้มีอำนาจสั่งจ่ายยา ตามที่สำนักข่าวอิศรา //www.isranews.org นำข้อมูลมารายงานก่อนหน้านี้

คราวนี้มาดูงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

รายงาน มาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการเบิกจ่ายยาตามสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะ กรรมการ ป.ป.ช.) เสนอสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2560 ระบุว่า มีหลายหน่วยงานที่ได้ทำการศึกษาวิจัยถึงปัจจัยที่อาจทำให้ค่ารักษาพยาบาลในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการสูงขึ้น โดยหยิบอ้างอิง 2 ชิ้น

@เปิดงานวิจัย 2 ชิ้น

งานวิจัยชิ้นแรก : รายงานผลการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลด้านยา เพื่อติดตามประเมินการสั่งใช้ยา จัดทำโดยสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) เครือสถาบันของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และกรมบัญชีกลาง

จากรายงานผลการศึกษาดังกล่าวพบว่า งบประมาณรายจ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นการเพิ่มในอัตราที่สูงโดยในปีงบประมาณ 2549 -2551 ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 37,004 ล้านบาท เป็น 46,481.05 ล้านบาท และ 54,904.48 ล้านบาท คิดเป็นอัตราร้อยละ 25.61 และ 18.12 ตามลำดับ ซึ่งจากข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ปรากฎว่าค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นตามสมควรในอัตราที่สามารถยอมรับได้ ในขณะที่ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงและมีสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยสัดส่วนค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกต่อค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 46 ในปีงบประมาณ 2545 เป็นร้อยละ 70 ในปีงบประมาณ 2551โดยพบว่าค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกที่เพิ่มขึนดังกล่าว มีค่ายาเป็นค่าใช้จ่ายที่มีสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกทั้งหมดประมาณร้อยละ 83 ซึ่งในปีงบประมาณ 2553 งบประมาณรายจ่ายของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 62,196 ล้านบาท

@ รพ.นำร่อง 28 แห่ง ค่าใช้จ่ายด้านยาผู้ป่วยนอก 1.4 หมื่นล.

กรมบัญชีกลางและ สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.)ได้วิเคราะห์สถานการณ์การใช้ยาผู้ป่วยนอกในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการในโรงพยาบาลนำร่อง 34 แห่ง ที่มีผู้ป่วยนอกมารับบริการมากกว่า 100,000 ครั้งในปีงบประมาณ 2551 อย่างต่อเนื่องในรอบที่ 1 ระหว่างเดือน ต.ค.2551- เดือน ก.ค.2552 รอบที่ 2 เดือน ต.ค.2552-เดือน ก.ค.2553 รอบที่ 3 เดือน ต.ค.2553- เดือน มี.ค.2554 โดยขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลนำร่องส่งข้อมูลการใช้ยาแก่ผู้ป่วยนอกสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลแบบ aggregated data ของยาแต่ละรายการ ตั้งแต่ ก.ค.2554 เป็นต้นมา และกรมบัญชีกลางได้ขอความร่วมมือให้โรงพยาบาลนำร่องส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการของผู้ป่วยแต่ละรายทุกครั้งที่มารับบริการ รวมทั้งรายละเอียดชนิดและปริมาณของยา ราคาต่อหน่วยที่ซื้อและราคาที่เบิก รวมถึงรหัสของผู้สั่งใช้ยามาที่สำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.) เพื่อทำการเบิกจ่าย

ผลการวิเคราะห์ในรอบที่ 2 พบว่าโรงพยาบาลนำร่องซึ่งมีข้อมูลจาก 28 แห่ง มีค่าใช้จ่ายด้านยาสำหรับผู้ป่วยนอกในระบบการจ่ายตรงของสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการคิดเป็นมูลค่า 14,543 ล้านบาท กลุ่มยาที่มีมูลค่าการเบิกจ่ายค่อนข้างสูงยังเป็นกลุ่มยากลุ่มเดิมๆ ที่พบจากการวิเคราะห์ในรอบที่ 1 โดยมียาซึ่งอยู่นอกบัญชียาหลักแห่งชาติในสัดส่วนที่สูงมาก ได้แก่

ยาลดไขมันในเลือด (1,262 ล้านบาท ยานอกบัญชียาหลักฯร้อยละ 86.1)

ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตรอยด์ และยาข้ออักเสบ- ข้อเสื่อม (1,011 ล้านบาท ยานอกบัญชียาหลักฯ ร้อยละ 98)

ยาโรคกระดูกพรุน (718 ล้านบาท ยานอกบัญชียาหลักฯ ร้อยละ 99.7)

ยาต้านมะเร็ง (615 ล้านบาท ยานอกบัญชียาหลักฯ ร้อยละ 68)

ยาลดการหลั่งกรด (602 ล้านบาท ยานอกบัญชียาหลักฯ ร้อยละ 93.2) และ

ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม Angiotensin-2 receptor blocker (ARB) (555 ล้านบาท ยานอกบัญชียาหลักฯ ร้อยละ 87 )

@ยอดใช้ยานอกบัญชีฯพุ่ง-กลยุทธ์บ.ผู้ผลิตเข้าถึงคนสั่ง

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมค่าใช้จ่ายยาผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลนำร่องยังคงไม่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-2554 แต่สัดส่วนการสั่งใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติของโรงพยาบาลนำร่องยังมีสัดส่วนที่สูงมากในกลุ่มยาเป้าหมายข้างต้น

จากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า อุปสรรคที่สำคัญได้แก่ กลยุทธ์การเข้าถึงผู้สั่งใช้ยาของผู้ผลิตจำหน่าย การไม่มีนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายด้านยาที่ชัดเจนจากส่วนกลาง ระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลไม่เอื้อต่อประสิทธิภาพของการใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทัศนคติของแพทย์และผู้ป่วยต่อการใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ความใส่ใจของผู้บริหารโรงพยาบาล ตลอดจนความเข้มแข็งของคณะกรรมารเภสัชกรรมและการบำบัดของโรงพยาบาล

เมื่อพิจารณามูลค่ายาที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเบิกจ่ายพบว่า กลุ่มยา 30 อันดับแรกที่มีมูลค่าสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 70 ของมูลค่าเบิกทั้งหมด (11,549 ล้านบาท) ซึ่งกลุ่มยาที่มีมูลค่าสูงสุดคือยาลดไขมันในเลือด โดยมีสัดส่วนที่อยู่นอกบัญชียาหลักแห่งชาติถึงร้อยละ 87 โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนที่อยู่นอกบัญชียาหลักแห่งชาติถึงร้อยละ 90 ในขณะที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงกลาโหมและอื่นๆ มีสัดส่วนที่อยู่นอกบัญชียาหลักแห่งชาติร้อยละ 81

จากการศึกษาข้างต้นอาจสรุปได้ว่า การจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติซึ่งเป็นยาที่มีราคาแพง เป็นสาเหตุทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นการเพิ่มในอัตราที่สูง ซึ่งปัญหาการเบิกจ่ายยานอกบัญชียาหลักในสัดส่วนที่สูงนั้น มีความผันแปรระหว่างโรงพยาบาลมาก โดยพบว่าโรงพยาบาลอาจมีสัดส่วนการสั่งยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติสูงในยาบางกลุ่ม และมีสัดส่วนที่ต่ำในยาบางกลุ่ม ดังนั้นการกำหนดให้แพทย์ระบุเหตุผลในการสั่งใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติจะทำให้สามารถอธิบายสาเหตุของความผันแปรได้บางส่วนว่ามาจากลักษณะที่แตกต่างกันของผู้ป่วยและโรค หรือ เกิดจากการส่งเสริมการขายของบริษัทยา ดังนั้น กลุ่มยาที่มีมูลค่าการสั่งใช้สูงต้องมีการเฝ้าระวังค่าใช้จ่าย และควรมีการกำหนดให้แพทย์ผู้สั่งใช้ระบุข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมให้การใช้ยาเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ป่วย และลดความแตกต่างในการสั่งใช้ยาระหว่างแพทย์


@กรณีศึกษา รพ.สระบุรี โครงการจ่ายตรงทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

งานวิจัยชิ้นที่สอง: การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ :กรณีศึกษาโรงพยาบาลสระบุรี จัดทำโดยสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) เครือสถาบันของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มุ่งสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการของโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2547-2551 ซึ่งเป็นช่วงที่โรงพยาบาลสระบุรีเริ่มนำระบบจ่ายตรงของผู้ป่วยนอกมาใช้ โดยกรมบัญชีกลางจะจ่ายค่าใช้จ่ายให้แก่สถานพยาบาลโดยตรง ทำให้ผู้มีสิทธิไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน และเบิกคืนภายหลัง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิ

คณะผู้วิจัยพบว่าช่วงปี พ.ศ. 2547 – 2548 เป็นช่วงสองปีแรกของโครงการจ่ายตรงโรคเรื้อรัง 4 โรค การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายรวมส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายต่อหัว ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2549 -2551 เป็นช่วงที่โครงการจ่ายตรงโรคเรื้อรัง 4 โรค ถูกพัฒนาไปเป็นโครงการจ่ายตรงเต็มระบบ การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายกลับเป็นการเพิ่มขึ้นของจำนวนคนไข้มากกว่าการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายต่อหัว สะท้อนให้เห็นว่าโครงการจ่ายตรงเต็มระบบสามารถดึงดูดให้ผู้ป่วยมาใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

การศึกษานี้ใช้วิธีการทางเศรษฐมิติที่เรียกว่า Differences-in-Differences (DD) ซึ่งผลการศึกษาพบว่าโครงการจ่ายตรงมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวและจำนวนครั้งการมาใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยโครงการจ่ายตรงมีผลทำให้จำนวนครั้งเพิ่มขึ้น 1.9 ครั้งต่อคนต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของจำนวนครั้งเฉลี่ยก่อนเข้าโครงการ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมในรอบ 6 เดือน เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.4 ของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยก่อนเข้าโครงการ แต่เมื่อเปรียบเทียบวิธีการอย่างง่ายกับวิธีการ Differences-in-Differences (DD) พบว่ามีความแตกต่างกัน

จากข้อมูลการศึกษาข้างต้นอาจสรุปได้ว่า โครงการจ่ายตรงมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลสระบุรีในช่วงปี พ.ศ. 2547-2551 และค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นดังกล่าวอาจเป็นผลจากสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น แนวโน้มค่าใช้จ่ายที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอยู่แล้วรวมถึงจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้น แม้ว่าจะมีหรือไม่มีโครงการจ่ายตรงก็ตาม

ทั้งนี้ จากงานวิจัยทั้ง 2 ฉบับข้างต้น สามารถวิเคราะห์ได้ว่าการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น อาจมีปัจจัยมาจากการสั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติซึ่งมีราคายาแพงกว่ายาในบัญชียาหลักแห่งชาติ และความสะดวกในการใช้สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการจากระบบเบิกจ่ายตรง อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยที่ทำการศึกษาวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการสูงขึ้นจำนวนหลายงานวิจัย ซึ่งการออกแบบการวิจัยจะมุ่งศึกษาผลของปัจจัยที่ผู้วิจัยสนใจเท่านั้น ทำให้มีผลการศึกษาที่บ่งชี้ถึงปัจจัยค่อนข้างหลากหลาย ดังนั้นจึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าอะไรคือปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการสูงขึ้น โดยในส่วนของการสั่งจ่ายยาโดยไม่มีระบบควบคุมราคากลางที่เหมาะสมนั้น เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องจ่ายค่ายาสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น แต่การควบคุมราคากลางของยานั้นมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว

@ ‘ทุจริต’ สร้างแรงจูงใจ หมอสั่งจ่ายยานอกบัญชียาฯ

ในส่วนของปัญหาการทุจริต แม้จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้สั่งจ่ายยาสั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งมีราคาสูงกว่ายาในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยเฉพาะผลการศึกษาแรกที่ยกขึ้นกล่าวอ้างชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การส่งเสริมการขายยาของบริษัทยานั้นส่งผลให้ผู้สั่งจ่ายยาสั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งเป็นการสมประโยชน์ทั้งฝ่ายบริษัทยาและผู้สั่งจ่ายยา และถือเป็นการแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบ ทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณในส่วนค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเกินกว่าที่ควรจะเป็น

การสั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติอาจเกิดจากเหตุผลทางการแพทย์ เช่น ประสิทธิภาพของยาแต่ละยี่ห้อ ความรุนแรงของโรค ฯลฯ ซึ่งไม่ถึงเป็นการทุจริต ซึ่งในขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากพฤติกรรมการทุจริตของผู้สั่งจ่ายยา คือพฤติกรรมการยิงยาเพื่อแลกผลประโยชน์ที่ได้จากบริษัทยา

ในส่วนพฤติกรรมการช็อปปิ้งยานั้น อาจป้องกันได้โดยกระบวนการตรวจสอบการใช้สิทธิของกรมบัญชีกลาง โดยการพัฒนาระบบตรวจสอบการใช้สิทธิให้มีความเหมาะสม ไม่ให้ผู้มีสิทธิสิทธิในทางทุจริต ซึ่งเป็นอำนาจของหน่วยปฏิบัติคือกรมบัญชีกลาง ในการพิจารณาความเหมาะสม

@เสนอ 5 แนวทางป้องกัน

ผู้วิจัยได้ให้แนวทางในการแก้ไขปัญหาการสั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติอย่างไม่สมเหตุสมผลดังนี้

1.ควรปรับวิธีการจ่ายค่าชดเชยค่ายาในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการใหม่เพื่อลดแรงจูงใจในการสั่งใช้ยาต้นแบบและยานอกรายการบัญชียาหลักแห่งชาติซึ่งมีราคาแพง เพื่อหวังสร้างรายได้แก่โรงพยาบาล จากส่วนต่างค่ายาที่โรงพยาบาล mark up จากวิธีการจ่ายชดเชยในปัจจุบัน

2.บัญชียาหลักแห่งชาติเป็นกลไกควบคุมราคายาทางอ้อมที่มีอยู่ ดังนั้นจึงควรพัฒนา บัญชียาหลักแห่งชาติให้เป็นบัญชียาเพื่อการเบิกจ่ายของระบบประกันสุขภาพทั้งสามกองทุน และการสั่งใช้ยานอกรายการบัญชียาหลักแห่งชาติต้องเป็นไปตามข้อบ่งใช้ที่กำหนดภายใต้การควบคุมกำกับอย่างเคร่งครัด

3.ความสามารถในการต่อรองราคายาที่มีผู้จำหน่ายรายเดียวหรือน้อยรายซึ่งอยู่นอกบัญชียาหลักแห่งชาติที่ต่อรองโดยกระทรวงสาธารณสุขมีน้อย รวมทั้งรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติที่ต่อรองโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติครอบคลุมจำนวนน้อยรายการ ดังนั้นควรขยายรายการยาที่ต่อรองและส่งเสริมการจัดซื้อยาร่วมระดับเขตหรือจังหวัด

4.พัฒนานวัตกรรมการจัดซื้อร่วมและต่อรอง เช่น price-volume agreement , value based risk sharing, pharmacoeconomic assessment เป็นต้น

5.ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติที่มีการใช้บ่อยและมีผู้ผลิตจำหน่ายหลายราย โดยเฉพาะยาชื่อสามัญที่ผลิตในประเทศมักมีการแข่งขันด้านราคา จนทำให้เกิดความกังวลเรื่องคุณภาพ และการหดตัวของอุตสาหกรรมยาในประเทศ จึงควรมีกลไกประกันคุณภาพยาที่มีจำหน่ายในท้องตลาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้สั่งใช้ยาและประชาชน ตลอดจนควรกำหนดให้มีมาตรการส่งเสริมการสั่งใช้ยาชื่อสามัญและการสร้างแรงจูงใจแก่โรงพยาบาล โดยกำหนดราคาเบิกจ่ายที่ให้ผลกำไรที่สูงกว่ายาต้นแบบรวมทั้งศึกษาผลกระทบของการแข่งขันราคาและแนวทางแก้ไข


โดย: หมอหมู วันที่: 28 กันยายน 2560 เวลา:16:04:45 น.  

 
สวัสดีจ้ะ เราแวะมาทักทายนะ sinota ซิโนต้า Ulthera สลายไขมัน SculpSure เซลลูไลท์ ฝ้า กระ Derma Light เลเซอร์กำจัดขน กำจัดขนถาวร รูขุมขนกว้าง ทองคำ ไฮยาลูโรนิค Hyaluronic คีเลชั่น Chelation Hifu Pore Hair Removal Laser freckle dark spot cellulite SculpSure Ultherapy กำจัดไขมัน ร้อยไหม adenaa ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ สักคิ้วถาวร สักคิ้ว 6 มิติ ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ขิง น้ำมันมะพร้าว ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ


โดย: สมาชิกหมายเลข 4286561 วันที่: 22 ธันวาคม 2560 เวลา:17:41:23 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 763 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]