Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

งานเข้า ข้าราชการไทย " คลังสั่งห้ามจ่าย9ยานอก คนเป็นมะเร็ง-ไขมัน-ความดันกระอัก " .. นำกระทู้มาลงไว้




งานเข้า ข้าราชการไทย " คลังสั่งห้ามจ่าย9ยานอก คนเป็นมะเร็ง-ไขมัน-ความดันกระอัก "


//www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L10152592/L10152592.html

คลังสั่งห้ามจ่าย9ยานอก คนเป็นมะเร็ง-ไขมัน-ความดันกระอัก


นาย รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางจะเข้มงวดการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการให้มากขึ้น โดยจะควบคุมการจ่ายยานอกบัญชีหลักใน 9 กลุ่มโรคให้ครบภายในปีนี้ โดยจะทยอยห้ามใช้นอกบัญชีทีละกลุ่ม หลังจากปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้วใน

การห้ามจ่ายยาในกลุ่มกลูโคซามีน คอนดรอยตินซัลเฟต และไดอะเซอเรน ทุกรูปแบบ ที่ใช้รักษาโรคข้อและกระดูกเสื่อม เพราะพบว่ากลุ่มยาดังกล่าวเป็นอาหารเสริมไม่ใช่ยารักษาโรค คาดประหยัด 442 ล้านบาท

สำหรับยาอีก 8 กลุ่มจะทยอยพิจารณายกเลิกการจ่ายยานอกบัญชีหลักทีละกลุ่ม โดย 2 กลุ่มแรกที่จะเร่งดำเนินการต่อจากนี้ คือ

กลุ่มยาลดไขมันในเลือดประหยัด 1,009 ล้านบาท และ

กลุ่มยาป้องกันโรคกระดูกพรุน ประหยัดได้ 712 ล้านบาท




ส่วน อีก 6 กลุ่มจะทยอยพิจารณา ประกอบด้วย

กลุ่มยาลดการเป็นแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร คาดประหยัดได้ 599 ล้านบาท

กลุ่มยาต้านอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ คาดประหยัด 415 ล้านบาท

กลุ่มยาเบื้องต้นในการรักษาความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจล้มเหลวแบบเลือดคั่ง ประหยัดได้ 87 ล้านบาท

กลุ่มยาลดความดันโลหิตประหยัด 158 ล้านบาท

กลุ่มยาป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือดประหยัด 376 ล้านบาท และ

กลุ่มยารักษามะเร็ง คาดประหยัดได้ 647 ล้านบาท


ทั้งนี้หากทำทั้ง 9 กลุ่มจะประหยัดงบประมาณได้ 4,851 ล้านบาท




นายรังสรรค์ กล่าวว่า ปีนี้งบประมาณ 54 กรมบัญชีกลางต้องการคุมค่ารักษาพยาบาลให้ไม่เกิน 7 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตั้งเป้าไว้ 6.4 หมื่นล้านบาท เท่ากับปีงบประมาณก่อนหน้า แต่ที่เพิ่มขึ้นเพราะข้าราชการบำนาญมีอายุยืนขึ้น และที่ผ่านมาการควบคุมค่ารักษาพยาบาลดำเนินการได้ลำบาก เช่น การเหมาจ่ายรักษาเป็นโรคในกรณีข้าราชการไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเดิมคิดว่าจะประหยัดการรักษาพยาบาล แต่ก็มีช่องว่างของระเบียบว่าโรงพยาบาลสามารถสั่งให้ผู้ป่วยไปซื้อยานอกโรง พยาบาลมารักษาได้ หากโรงพยาบาลนั้นไม่มี ทำให้ค่ารักษาสูงเพิ่มขึ้นเหมือนเดิม การที่จะไปห้ามก็ไม่ได้ เพราะจะถูกข้าราชการต่อว่าอย่างมาก

ส่วนกรณีการศึกษาให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาดูแลค่ารักษาพยาบาลก็ยังไม่คืบหน้า เอกชนก็ไม่กล้าเข้ารับประกันเพราะอาจจะทำให้ขาดทุนได้

ขณะ นี้กรมบัญชีกลางได้ให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษาการออกแบบประกันสุขภาพสำหรับข้าราชการ รูปแบบเบื้องต้นข้าราชการต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบของสิงคโปร์ แต่ก็ต้องศึกษาว่ามีความเหมาะสมและจะมาใช้กับไทยได้หรือไม่

//www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFkyOHdNVEUzTURFMU5BPT0=§ionid=TURNd05RPT0=&day=TWpBeE1TMHdNUzB4Tnc9PQ==

จากคุณ: I Promise

เขียนเมื่อ: 20 ม.ค. 54 17:04:40




ความคิดเห็นที่ 1

รัดเข็มขัดค่าหมอ ข้าราชการหมดใจ
18 มกราคม 2554 เวลา 07:39 น.

การ หั่นค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่ยอดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังเป็น “บูเมอแรง” เหวี่ยงเข้ากลับใส่รัฐบาล ทำให้เสียคะแนนนิยมจากข้าราชการไม่ใช่น้อย

โดย...ทีมข่าวการเงิน




การ หั่นค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่ยอดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังเป็น “บูเมอแรง” เหวี่ยงเข้ากลับใส่รัฐบาล ทำให้เสียคะแนนนิยมจากข้าราชการไม่ใช่น้อย

ยิ่งรัฐพยายามหั่นค่ารักษาพยาบาลมากเท่าไหร่ ข้าราชการก็จะเทใจออกห่างมากเท่านั้น

แต่ หากรัฐบาลไม่ทำปล่อยทิ้งให้ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งขึ้นเร็วและแรงไม่มี เพดานจำกัดต่อไป การเงินการคลังของประเทศก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน

ส่งผลให้รัฐบาลหลังพิงฝาไม่มีทางเลือก!!

ค่า รักษาพยาบาลข้าราชการ และคนในครอบครัว รวมกันแล้วประมาณ 5 ล้านชีวิต ใช้งบประมาณปี 2553 ที่ผ่านมาไป 6.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2548 ที่อยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จะเห็นว่าช่วง 6 ปี ที่ผ่านมา ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว

ส่วนปี 2554 มีการตั้งงบประมาณค่ารักษาพยาบาลไว้ 6.4 หมื่นล้านบาท แต่คาดว่ายอดปิดงบจริงจะสูงขึ้นไปแตะ 7 หมื่นล้านบาท

ที่สำคัญพบว่าการตั้งงบค่ารักษาพยาบาลแต่ละปีน้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้ต้องไปล้วงเงินคงคลังของประเทศมาจ่ายเป็นประจำทุกปี

เรื่อง นี้รัฐบาลนั่งไม่ติด ยิ่งในภาวะที่งบประมาณต้อง “ขาดดุล” มาหลายปี และต้องเร่งกลับหัวให้เข้าสู่ภาวะสมดุลภายใน 5 ปี ทำให้ต้องเอกซเรย์ค่าใช้จ่ายส่วนเกิน หรือใช้เกินจำเป็นทุกตารางนิ้ว

ซึ่ง ค่ารักษาพบาบาลเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่หนีไม่พ้นต้องถูกรื้อและถูกบอนไซใน ส่วนที่ไม่จำเป็น และเป็นรายการในอันดับต้นๆ ที่ต้องดำเนินการเป็นภารกิจด่วน

น.ส.สุภา ปิยยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ดูแลด้านรายจ่าย ออกมาส่งสัญญาณว่า จะมีการควบคุมค่ารักษาพยาบาลไม่ให้เกิน 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เชื่อว่าปีนี้ คุมให้เท่ากับปีที่ผ่านมา 6.4 หมื่นล้านบาท ก็ถือว่าเก่งแล้ว

โดยมาตรการที่ออกมาควบคุมก็ถือ ว่ารุนแรงเข้มข้นมากขึ้น อย่างกรณีล่าสุด มีการขึ้นชื่อยานอกบัญชียาหลัก หรือพูดง่ายๆ ก็คือพวกยานอกราคาแพง ถึง 9 กลุ่ม ที่จะห้ามแพทย์ทุกโรงพยาบาลสั่งจ่ายรักษาข้าราชการอีกต่อไป

หลังจากดีดลูกคิดพบว่า จะช่วยประหยัดค่ารักษาพยาบาลได้ถึง 5,000 ล้านบาทต่อปี

ปลาย ปีที่ผ่านมาได้มีการนำร่องไปกลุ่มยาลดข้อเข่าเสื่อม Glucosamine ซึ่งจะประหยัดเงินงบประมาณได้ 442 ล้านบาท เพราะถือว่าเป็นยาบำรุงไม่ใช่ยารักษาโรค ปรากฏว่าสร้างความไม่พอใจกับข้าราชการ โทรศัพท์เข้ามาต่อว่ากรมบัญชีกลางอย่างมาก

ยิ่งปีนี้ คลังจะใส่เกียร์ห้าห้ามแพทย์จ่ายยานอกราคาแพง อีก 8 กลุ่ม โดย 2 กลุ่มแรกที่จะเร่งดำเนินการก่อน คือ

(1) กลุ่มยาลดไขมันในเลือด Antilipdemia ซึ่งจะประหยัดได้ 1,009 ล้านบาท

(2) กลุ่มยาป้องกันโรคกระดูกพรุน Drug affecting bone metabolism ที่จะประหยัดได้ อีก 712 ล้านบาท

สำหรับอีก 6 กลุ่ม จะทยอยพิจารณา ประกอบด้วย

(1) กลุ่มยาลดการเป็นแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร Atiulcerant/variceal bleeding คาดประหยัดได้ 599 ล้านบาท

(2) กลุ่มยาต้านอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ NSAIDs/antiosteoarthritis คาดประหยัดได้ 415 ล้านบาท

(3) กลุ่มยาเบื้องต้นในการรักษาความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจล้มเหลวแบบเลือดคั่ง Angiotensin converting enzyme (ACE) inhibitors ประหยัดได้ 87 ล้านบาท

(4) กลุ่มยาลดความดันโลหิต Angiotensinll receptor blockers (ARBs) คาดประหยัดได้ 158 ล้านบาท

(5) กลุ่มยาป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด Antiplatelets คาดประหยัดได้ 376 ล้านบาท

(6) กลุ่มยารักษามะเร็ง Anticancers คาดประหยัดได้ 647 ล้านบาท

การ ห้ามหมอจ่ายาแพงให้กับข้าราชการ ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ข้าราชการก็จะยิ่งมีความรู้สึกไม่ดีกับรัฐบาลมากเท่านั้น เพราะการเป็นข้าราชการเงินเดือนน้อย หวังสุขสบายในยามเจ็บป่วย แต่ยังต้องมาโดนตัดทอนสวัสดิการ ทำให้เสียขวัญกำลังใจ และตีใจออกห่าง

หาก เป็นเช่นนี้ อาจจะส่งผลลบทำให้ข้าราชการหมดใจ ไม่ทุ่มเทกำลังกายและใจ ช่วยรัฐบาลผลักดันนโยบายต่างๆ นานา ทำให้รัฐบาลมีปัญหาในการทำงาน

ขณะ ที่กลุ่มของแพทย์ ก็ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เพราะจะส่งผลกระทบกับการรักษาคนไข้ เพราะการแพทย์ต้องพัฒนาก้าวทันกับโรคร้ายที่เปลี่ยนไปทุกวัน หากจำกัดการใช้ยาดีมีคุณภาพ จะส่งผลกระทบกับแพทย์รักษาคนไข้ไม่หาย

ขณะที่คนไข้ก็ได้รับผลกระทบคุณภาพชีวิตไม่ดีอย่างที่ควรเป็น

แต่ ดูเหมือนรัฐบาล “หมดตัวช่วย” เพราะที่ผ่านมาได้ลองแก้มาหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการอุดช่องโหว่ ข้าราชการขี้ฉ้อ ที่เวียนเทียนหาหมอเบิกยารักษามาจำนวนมากเดือนละเป็นหลักล้าน เพื่อนำไปขายต่อ ซึ่งมีการดำเนินคดีไปหลายราย แต่ความเสียหายที่ประหยัดได้ก็เป็นส่วนน้อยนิดไม่กี่ 10 ล้านบาท

การ สั่งห้ามจ่ายยาอาหารเสริมนานาชนิดทั้งหลาย หรือแม้แต่การไม่ให้เบิกจ่ายการนวดสปาก็ทำมาแล้ว เพราะถือเป็นการนวดผ่อนคลายไม่เป็นการรักษา หลังจากพบว่ามีข้าราชการขี้เมื่อยใช้ช่องว่างมาเบิกจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล จำนวนมาก

หรือแม้แต่การเพิ่มความสะดวกสบายให้ข้าราชการไปนอนรักษาตัว ในโรงพยาบาลเอกชนได้ โดยเหมาจ่ายค่ารักษาเป็นรายโรค แต่ก็ถูกใช้ช่องว่างของระเบียบ ทำให้โรงพยาบาลสามารถสั่งให้ผู้ป่วยไปซื้อยานอกโรงพยาบาลมารักษาได้ ในกรณีที่โรงพยาบาลนั้นไม่มียาดังกล่าว ส่งผลให้ค่ารักษาสูงเพิ่มขึ้นกว่าค่าโรคที่เหมาจ่ายไว้

ส่วนการหา ช่องให้บริษัทประกันเอกชนมารับภาระแทนรัฐบาล ก็เห็นที่เป็นเรื่องยาก เพราะเคยมีการประเมินตัวเลขค่าเบี้ยประกันลำพังเฉพาะข้าราชการล้านกว่าคน ไม่รวมบุคคลในครอบครัว บริษัทประกันกดตัวเลขค่าเบี้ยประกันปีละเป็นแสนล้านบาท มากกว่าค่ารักษาพยาบาลที่รัฐบาลจ่ายทั้งหมดเสียอีก

ส่งผลเรื่องให้บริษัทเอกชนมาทำประกันค่ารักษาข้าราชการไม่คืบหน้า

เมื่อ การอุดช่องโหว่ส่วนใหญ่ไม่ได้ผล ทำให้รัฐต้องยอมเจ็บ ใช้มาตรการห้ามสั่งยานอก เพราะถือว่าดำเนินการได้รวดเร็ว ประหยัดเงินงบได้ทันที ถึงแม้ต้องเสียคะแนนทางการเมืองก็ตาม

ในภาวะไม่มีทางเลือก เลยต้องยอมรีดไขมันส่วนเกิน รักษาเศรษฐกิจส่วนรวม

เครดิต Posttoday
จากคุณ: I Promise





ความคิดเห็นที่ 3
ไม่รู้ว่าต้องตัดส่วนนี้ไปโปะเงินเดือนท่าน สส.ทั้งหลายรึเปล่าเพราะขรก.บางคนเงินเดือนหมื่นต้นๆเป็นโรคมะเร็งจะเอา ปัญญาที่ไหนมาจ่ายคนที่คิดหลักการออกมา...ใช้หัวสมองหรือหัวแม่...คิด
จากคุณ: กระต่ายจอมพลัง




ความคิดเห็นที่ 4
ถ้าจะให้พูดตั้งแต่ต้นเรื่องก็คงต้องไปโทษตั้งแต่ระบบ 30 บาทแหละครับ

ระบบ 30 บาท + ประกันสุขภาพที่นักการเมืองพยายามผลักดันขึ้นมา มันทำให้โรงพยาบาลเจ๊ง (ไม่ได้พูดนะครับว่ามันไม่ดี ไม่พูดถึงเรื่องการเข้าสู่การบริการของประชาชนที่ไม่มีเงิน แต่อยากจะชี้ถึงนโยบายการบริหารที่ห่วยแตกของนักการเมืองและผู้ใหญ่ใน กระทรวง)

พอโรงพยาบาลไม่มีเงินไปโปะรายจ่ายจากนโยบาย 30 บาท โรงพยาบาลทำไงดีล่ะ

ก็ จ่ายยาแพงๆให้กับข้าราชการที่มีสิทธิ์เบิกได้ แล้วค่อยให้ข้าราชการไปเบิกกับกรมบัญชีกลางเอา (ยาแพงๆที่โรงพยาบาลจ่ายหลายตัว มีราคาสูงกว่าร้านขายยาอีก เพื่อให้โรงพยาบาลมีกำไรในการขายยาแพงๆ)

สุดท้ายกรมบัญชีกลางก็มาโทษข้าราชการป่วยว่าเป็นตัวผลาญเงิน ผลาญภาษีประชาชน

ทั้งๆที่นโยบายที่ผิดพลาดของกระทรวงต่างหากครับที่ทำให้โรงพยาบาลต้องดั้นด้นหาทางดิ้นเพื่อให้โรงพยาบาลรอดได้

พูดแค่นี้พอ จริงๆมันมีตื้นลึกหนาบางมากกว่านี้อีก แต่ถ้าพูดไป กลัวอมยิ้มหาย + โดนสั่งเก็บ
จากคุณ: Umiki





ความคิดเห็นที่ 5
ช่วยกันประหยัดได้ก็ดีครับ ไม่ใช่สั่งยากันแหลกลาญ
ผม ไม่ใช่พยาบาล แต่คิดว่าบางโรคก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแพงรักษาก็ได้ ยาตัวอื่นที่ถูกกว่าก็มี ช่วยกันประหยัดดีกว่า ยาแพงไม่ได้ดีกว่ายาราคาถูกเสมอไป หรือว่ายาที่มีฤทธิ์แรงก็ไม่ได้ดีเสมอไป บางทีทำให้เกิดการดื้อยาได้ง่าย
และ ก็น่าจะดูแลสุขภาพตัวเองกันด้วย ไม่ใช่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวกันจนไขมันสูง โรคร้ายก็ถามหา ถ้าดูแลสุขภาพดีก็อยู่ได้นาน ไม่เปลืองงบประมาณในการรักษาพยาบาล ช่วยรัฐประหยัดได้เยอะ
จากคุณ: Sand Canyon




ความคิดเห็นที่ 6
ขอโทษที่ต้องบอกว่ามาตรการพวกนี้ข้าราชการวัยหนุ่มสาวไม่กระเทือน เพราะร่างกายยังแข็งแรง ไม่ป่วยด้วยโรคเหล่านี้
แต่ข้าราชการที่อายุขึ้น 50 ไปถึงขาราชการบำนาญจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะท่านเหล่านี้ร่างกายทรุดโทรม แก่ตัวลง โรคภัยไข้เจ็บเริ่มเข้ามาเป็นวิถีของชีวิต

ก็ได้แต่บอกว่าหวังว่าช้าราชการของกระทรวงการคลังที่เสนอมาตรการเหล่านี้
คงจะมีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป ไม่เจ็บป่วยไข้จนแก่เฒ่าก็แล้วกัน
แต่ขอบอกให้รู้ว่าตอนนี้พวกคุณกำลังโดนคนเฒ่าคนแก่ข้าราชบำนาญแช่งด่ากับระงมทั้งประเทศ
พวกคุณคงอยู่ได้อย่างมีความสุขนะ...
จากคุณ: หมู4X




ความคิดเห็นที่ 7
ผมว่ามันเกิดจากผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุในเมืองไทยมี มากขึ้น จึงกำหนดมาตรการนี้ออกมา สถิติจะได้ไม่เพิ่มขึ้น นโยบายรัฐบาลคงจะกำหนดเป้าไว้ว่าปีนี้ยอดผู้สูงอายุทั้งประเทศต้องไม่ เกิน...%/ประชากร การปล่อยให้เปอร์เซ็นต์ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถือเป็นความผิดพลาดของนโยบาย รักษาฟรีของรัฐบาล

ยาที่ #5 ว่านี่ มันทำให้อาการไขมันในเลือดสูง หรืออาการความดันโลหิตสูงมันดื้อยากันอย่างไร ไม่ใช่พยาบาลเหมือนกันแต่ก็งงนะ ไขมันสูงนี่บางคนก็ไม่ใช่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวนะ เคยอ่านเจอไหมว่า โคเลสเตอรอลนี่ร่างกายมันสร้างขึ้นเองได้ พอถึงวัยหนึ่งมันก็ตั้งหน้าตั้งตาสร้างจนเจ้าของร่างกายต้องหาทางบังคับให้ มันสร้างน้อยลงบ้าง ก็ยาที่เขาจะไม่ให้ใช้นั่นไง (มั้ง)
จากคุณ: satitp



ความคิดเห็นที่ 8
เป็น ขรก. ค่ะ
เห็นนโยบายนี้แล้ว บอกตรงๆว่า ไม่มั่นใจที่จะอยู่ในระบบนี้แล้ว
โดยวิชาชีพที่ตนเองทำอยู่ ถ้าออกไปทำเอกชน เงินเดือนมากกว่าตอนนี้เกือบ 4-5 เท่า

ทุกวันนี้พยายามอย่างมากที่จะไม่ใช้สิทธิ์พร่ำเพรื่อ
ไม่เคยเบิกยาแพง ยานอก
สงสารหลวงค่ะ
เงินเดือนน้อยค่ะ น้อยมาก
แต่รักในเนื้องานที่ตนเองทำตอนนี้
รักในความเป็น ขรก.
รู้สึกว่าได้ตอบแทนสังคม

และสวัสดิการรักษาพยาบาลก้อเป็นขวัญและกำลังใจอย่างนึง
ที่ทำให้เราอยู่ในระบบ ขรก. ได้อย่างสบายใจ
ยอมเงินเดือนน้อย ใช้ประหยัดๆ แต่เราก้อสบายใจ
ไม่ต้องกังวลว่า เงินเดือนแค่นี้ ถ้าพ่อแม่เจ็บป่วย จะเอาเงินที่ไหนไปรักษา
เพราะจะทำประกันสุขภาพให้พ่อแม่ ก้อไม่มีตังค่ะ

แต่ตอนนี้...ไม่มั่นใจเลยค่ะ
ถ้าพ่อแม่ไม่สบายมากๆขึ้นมา ได้ยาไม่ดี side effect สูงๆ
หรือยาที่จำเป็นต้องใช้ ดันอยู่นอกบัญชี
เราจะทำยังไง!
จากคุณ: มามั่ว




ความคิดเห็นที่ 9
คคห.4

ในเมื่อคุณรู้ตื้นลึกหนาบางของโครงการนี้ ก็น่าจะรู้ว่า แผนต่อไปเป็นอย่างไร

และแผนต่อไปที่วางไว้แต่ต้น ขาดช่วงไปหลังจากปฏิวัติและถูกบิดเบือน

เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง นะครับ


คนป่วยที่สูงอายุเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ว่าต้องมีจำนวนมากขึ้น รัฐบาลเลือก

ตัดรายจ่ายที่น่าจะเกิดโดยการลดคุณภาพการรักษาลงไป

ส่วนสงครามกับเพื่อนบ้าน น่าจะไม่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลเลือกที่จะเพิ่มงบประมาณ

ให้อย่างมากมาย หรือรัฐบาลนี้ตั้งใจจะก่อสงครามกับเพื่อนบ้าน นะ
จากคุณ: กินลม ชมทะเล




ความคิดเห็นที่ 10
เป็น ข้าราชการ ก็หวังจะให้พ่อแม่ได้พึ่งพา เบิกค่ารักษาพยาบาลได้
เงินเดือนก็ไม่ได้มากมาย หวังแค่ได้สวัสดิการดีๆ ยังจะมาทำแบบนี้อีก
จากคุณ: ข้ามชื่อนี้ไป




ความคิดเห็นที่ 11
อนาคตมีหวัง ข้าราชการ กับ บัตรทอง คงจะใช้ยาบัญชีเดียวกัน (พัฒนาให้แย่เท่าๆกัน)

พ่อกับแม่ใช้สิทธิข้าราชการบำนาญอยู่ค่ะ

แม่ : ปวดเข่า ต้องกันยาที่เค้าไม่ให้เบิกนั่นแหละค่ะ ถ้าเบิกไม่ได้ก็คงต้องฝากเพื่อนซื้อยาจากอเมริกา เพราะถูกกว่ามาก

พ่อ : ความดันสูง ไขมันสูง เป็นยาที่เค้าจะควบคุมอีกนั่นแหละ
จากคุณ: I Promise




ความคิดเห็นที่ 12
ถ้าเป็นความจริง อาจหมายความว่า กินจนไม่มีที่จะกินแล้วใช่มั้ยคะท่าน ถึงต้องมาดูดเอาเรื่องสุขภาพของคนป่วยมากินอีก จะใจดำไปหน่อยแล้วล่ะ เรื่องภาวะสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าสุขภาพกายไม่ดี งานจะเต็มที่ได้อย่างไร ข้าราชการจะมีจะมีกำลังใจกันมั้ยล่ะคะท่าน
จากคุณ: เอรินจัง





ความคิดเห็นที่ 14
#9 ผมไม่รู้นะว่ารัฐบาลเค้าคิดอะไร

แต่ที่จะบอกก็คือ ไม่ว่ารัฐบาลใหนๆ นโยบายเรื่องนี้ก็มีแต่ขายฝันเหมือนกันทั้งนั้น

แผนของรัฐบาลผู้ก่อตั้ง ก็วาดแผนไว้ซะสวยหรู

วางแผนว่าจะทำให้มันดีขึ้นตั้งแต่ก่อนจะปฏิวัติ

สุด ท้าย เอาเงินไปลงให้จังหวัดที่เลือกรัฐบาลเก่าก่อนหมด(เงินไปลงด้านอื่น ไม่ได้ลงด้านการดูแลรักษา) แล้วก็เลื่อนวิธีการแก้ไขโครงการนี้มาตลอด มีแต่แผน มีแต่ลมปาก สุดท้ายก็ทำไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ(หรือไม่คิดจะทำก็ไม่รู้ หมอหลายคนต่อต้านรัฐบาลเก่านี่นา)

มันไม่ได้ต่างกันเลย อย่าเอาการปฏิวัติมาอ้างเหอะครับ ภายในเมื่ออันก่อนมันก็ไม่ได้ดีไปกว่าหลังซักเท่าไร

อย่าให้ชี้ชัดมากไปกว่านี้เหอะน่า

เดี๋ยวอมยิ้มผมกระเด็น
จากคุณ: Umiki



ความคิดเห็นที่ 15
ถ้าจะลดสวัสดิการ ก็ขอให้เพิ่มเงินให้เท่า ๆ กับรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนซะก่อนจะดีกว่า
จากคุณ: อินทรีย์ผยอง




ความคิดเห็นที่ 16
จริงควรจะ Fix ของราชการนะ ไม่ต้องไปลดอะไรแล้ว แค่ปราปรามเรื่องทุจริตเรื่องเบิกให้ได้ก็คุมค่าใช้จ่ายได้แล้ว ไม่ต้องไปตัดอะไรให้วุ่นวาย

และไปเพิ่มสิทธิ์ประชาชนทั่วๆไปในการ รักษาพยาบาลให้ดีขึ้นดีกว่า ไม่ต้องได้ถึงขั้นยานอกแพงๆเหมือนราชการหรอก ขอแค่ให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดี และได้รับการให้บริการอย่างเต็มใจจากบุคลากรทางการแพทย์ก็พอใจแล้ว เพราะคนทำงานเอกชนก็ต้องจ่ายเงิน ประกันสังคมเอง กองทุนก็มีตังค์เพียบ แต่ทำไมไปรักษาทีไรเหมือนมาขอส่วนบุญทุกที
จากคุณ: ไม่ออกนาม



ความคิดเห็นที่ 17
ผลประโยชน์นักการเมืองขึ้นเอาๆ แล้วก็มาบี้ที่ข้าราชการ ต่อไปคอรัปชั่นคงมากขึ้นก็คงโทษข้าราชการอีก เฮ้อ!!!!

ถ้าคิดง่าย คิดสั้นได้แค่นี้ ผมว่า ลดเงินเดือนข้าราชการระดับอธิบดีขึ้นไป ๒๐% ด้วยดีไหมครับ????

ตอน ขึ้นเงินเดือนนักการเมือง บอกไม่มีผลกระทบ ขึ้นนิดเดียว นักการเมืองมีไม่กี่คน แต่ "ชีวิต" คนจำนวนจำนวนมาก ที่ทำงานรับใช้ประเทศชาติมานับสิบปี กลับเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย มีผลกระทบต่องบประมาณ ต้องตัดทิ้ง

มองภาพรวมสิครับ

มีวิธีการตั้งหลายอย่างที่ทำได้จริง และยั่งยืน

งด เหล้า งดบุหรี่ ในสถานที่ทำงาน ส่งเสริมให้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โรงอาหารศูนย์ราชการน่ะ ให้สิทธิพิเศษกับร้านอาหารเพื่อสุขภาพไปเลย ไม่ใช้น้ำมัน ลดค่าเช่าพื้นที่ ๖๐% ไปเลยครับ กระตุ้นให้พ่อค้าแม่ค้าหาเมนูอาหารเพื่อสุขภาพมาขายเยอะๆ จัดให้มีการออกกำลังกายเป็นประจำ และอีกหลากหลายวิธี เพื่อให้ข้าราชการไทยมีสุขภาพดี


ที่ทำนี่เอาเงินมาเป็นตัวตั้งงี้ทุเรศทีุ่สุดครับ
จากคุณ: monkeygig



ความคิดเห็นที่ 18
หลายคนเครียด
ผมอยากรู้ก่อน ว่ายาที่สั่งห้ามนั้น เป็นยาตัวไหนบ้าง
เพราะไม่ได้สั่งห้ามให้ทั้งหมดมิใช่หรือ แค่ห้ามในกลุ่มยานอกบัญชี นั่นก็คือ ยาแบรนด์เนมต่างประเทศต่างหาก

ยอมรับ ว่ายานอกที่เป็น Original นั้น น่าจะ(และสมควร)มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า แต่มันก็มากับราคายาที่แพงกว่า โดยเฉพาะยาในกลุ่มลดไขมันในเลือด ที่แพงจนน่าตกใจ

จำไม่ได้ว่ายา lipitor 20mg หรือ 40mg แพทย์สั่งจ่ายกิน 2 เดือน มูลค่า 18,000 บาท
เห็นราคารแล้วสะดุ้ง
จากคุณ: มาม่าไข่มะตูม (มาม่าไข่มะตูม)



ความคิดเห็นที่ 19
ผมว่าลดงบสังสรรค์ต่างๆ ยังจะมีประโยชน์ซะกว่ามาทำแบบนี้อีก
จากคุณ: panda_bs




ความคิดเห็นที่ 20
ดิฉันขอสรรเสริญท่านผู้คิดนโยบายนี้ออกมาจริงๆ ค่ะ อยากรู้จริงๆ ว่าท่านใช้อะไรคิดค่ะ ไอ้ส่วนที่ควรจะตัด เช่น การขุดถนน ซ่อมถนน (บางทีก็ยังเห็นว่าถนนดีๆ อยู่เลย แต่ก็หาเรื่องทำซ่อมแซมผลาญงบไปงั้นๆ แหละ) หรือการคุมการคอร์รับชั่นที่พวกท่านๆ กินกันอยู่ ดีกว่าที่จะมาตัดสิ่งที่สำคัญกับสุขภาพและการรักษาของประชาชนที่ทำงานรับใช้ ประเทศชาติอย่างนี้
สุดท้ายแล้วรัฐบาลนี้ก็ดีแต่สร้างภาพสวยหรู ก็พวกท่านมีเงินนี่ค่ะจะรู้สึกอะไร เวลาเจ็บป่วยทีก็รักษาอย่างเต็มสตรีมอยู่แล้ว ถามจริงๆ เถอะค่ะ ยกตัวอย่างคุณพ่อท่านนายก เข้ารพ. เมื่อครั้งที่ผ่านมา ท่านจะใช้ยาที่ผลิตในประเทศรักษารึเปล่าค่ะ
โดยส่วนตัวเคยประสบกับตัวเองมาแล้ว คุณพ่อใช้สิทธิบัตรทอง (หลังจากที่รักษาจ่ายเงินเองมากแล้ว หมอจึงแนะนำให้ใช้สิทธิเพราะต้องรักษาอีกยาว) คุณพ่อติดเชื่อให้ยาปฏิชีวนะที่ผลิตในประเทศอยู่เป็น 10 วัน ไข้ยังไม่ลด เปลี่ยนตัวยาก็แล้ว ก็ยังไม่ตอบสนอง จนดิฉันตัดสินใจบอกหมอว่าเป็นยาเถอะ ใช้เป็นยานอก ตัวนี้ไม่มียาก็อปปี้ค่ะ หลังจากเปลี่ยนยาได้ 2 วัน ใข้พ่อก็เริ่มลด อาการดีขึ้น แต่พอดูค่ายาลูกจะเป็นลมแทน ขนาดรพ.รัฐยังขนาดนี้ แต่ก็กัดฟันค่ะ จึงเข้าใจค่ะว่าข้าราชการที่เงินเดือนน้อยเค้าจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่ะ ถ้าหากคุณไม่ให้เบิก อีกหน่อยเจ็บป่วยทีไม่ต้องขายบ้านขายที่ดินมารักษากันเลยรึค่ะ
จากคุณ: แม่น้องชิโร่




ความคิดเห็นที่ 21
พ่อแม่เราทานซะด้วยซิ
เอาอะไรมาคิดเนี่ย เงินเดือนก็น้อย สวัสดิการก็น้อย
อีกหน่อยก็จะสมองไหลกันหมดล่ะ ไม่มีเรี่ยวแรงทำงานล่ะ
จากคุณ: คุณเหมียว28



ความคิดเห็นที่ 22
ยาที่ไม่ให้เบิกเป็นยา Original ซึ่งมีการเบิกจ่ายเกินความจริงครับ

ผม เรียนไว้หลายรอบแล้วว่าค่าใช้จ่ายรักษาของข้าราชการและครอบครัว เฉลี่ยต่อคนคือ 10,000 บาทต่อปี ในขณะที่ของสิทธิอื่นๆ อยู้่ที่ 2,000 กว่าบาทต่อปี

บางเรื่องมันไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ใช่หรือครับ เช่นการต้องใช้ Lipitor แทนยากลุ่ม statin อื่น หรือการต้องใช้ Arcoxia แทน Traditinal NSAIDs

มันไม่มีความจำเป็นขนาดนั้นอยู่แล้ว

จริงๆ ไม่ว่าสิทธิบัตรทองหรือ ราชการ ถ้ารพ. ทำตามระบบ ยาบางตัวที่อยู่นอกบัญชีก็เบิกได้ครับ

ถ้าจะมองแต่ว่าตัดสิทธิราชการ แต่ไม่มองเลยว่า ปัญหาที่ผ่านมา สิทธิข้าราชการเป็นอย่างไร ก็คงไม่ได้ข้อยุติครับ

อย่าบอกว่าผมไม่ได้ผลกระทบนะครับ

คน แก่บ้านผม สิทธิข้าราชการล้วนๆ คุณตาเป็นมะเร็งด้วย แต่ครอบครัวผมพูดคุยถึงปัญหาที่ผ่านมา และยอมรับครับ ว่าข้าราชการทำให้ระบบมีปัญหาจริงๆ

-----------------------------------------------------------

ส่วนเรื่องที่คุณหมอ Umiki ว่ามา ผมยืนยันได้เลยครับว่าไม่จริง

เพราะรพ. ที่ขาดทุนนั้น เป็นรพ. ชุมชนเล็กๆ ที่ไม่มียาพวกนี้ครับ
ส่วนรพ. ใหญ่ๆ ขาดทุนไม่จริง เพราะมีเงินจากหลายด้าน และตามระเบียบนั้น รพ. มีเพดานราคาครับ กำหนดราคาสูงกว่าเพดานไม่ได้อยู่แล้ว

เพดานนั้นทำให้ยารพ. รัฐถูกกว่าเอกชนเสมอครับ และอาจจะถูกกว่าร้านยาด้วย

ว่ากันตามจริง ข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากระบบนี้

เป็นข้าราชการที่เข้ารับการรักษาในกรุงเทพ เป็นส่วนใหญ่ครับ

ตจว. ไม่โดนหนักขนาดนี้หรอก

-----------------------------------------------------------

และอีกส่วนที่สำคัญยอมรับความจริงกันได้อย่างหนึ่งไหมครับ ว่าการจ่ายยาของแพทย์นั้น เป็นส่วนของการตลาดไม่ใช่น้อย?

ยาที่จ่ายเกินความจำเป็นมีมากแค่ไหน น่าจะเข้าใจกันได้

ถ้ายอมรับตรงนี้ ก็น่าจะเข้าใจครับ

ตัวเลขการนำเข้ายา Original บ้านเรา พุ่งสูงขึ้นทุกที ส่วนใหญ่ก็มาจากกลุ่มนี้แหละครับ
จากคุณ: Epinephrine





ความคิดเห็นที่ 24
กระทบข้าราชการไม่เยอะครับ เพราะมียาตัวแทน ยาตัวเทียบ ให้เลือกใช้เยอะ
คือมียาเดียวกันคนละยี่ห้อ หรือยาในกลุ่มเดียวกันคลาสเดียวกัน ที่ราคาถูกกว่ามาใช้แทน

แต่งานนี้บริษัทยาข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ถือยา Original อยู่ กระอักเลือดแน่
จากคุณ: อะธีลาส




ความคิดเห็นที่ 25
ถ้ามองแบบนั้น ทำไมไม่มีจิตสาธารณะบ้างว่า
คนอื่นที่เค้าใช้สิตรบัตรทองเค้าก็มีความเปนมนุษย์เหมือนกัน
เค้าก็เจ็บปวด เจ็บป่วยเหมือนกัน
ทำไมกะคนอื่น ๆ พวกเค้าใช้ยา local made ได้ ช่างหัวมัน!!
*แต่พอราชการ จะต้อง original ใหม่ เริ่ด ๆ เท่านั้นอะ ??
จากคุณ: ที่คาดผม (ที่คาดผม)




ความคิดเห็นที่ 26
#22 ครับ

ผมหมายถึงยา Original ตัวอื่นๆครับซึ่งบางโรงพยาบาลชุมชนนั้นมี แต่ไม่ได้อยู่ในรายการ

ผมถึงได้ชี้ว่ามันเป็นข้อผิดพลาดตั้งแต่นโยบายนี้มันเริ่มต้นขึ้น

ยา Original บางตัว(ราคาไม่ได้แพงมาก) ถูกเบิกจ่ายให้กับคนในสิทธิ์ข้าราชการเกินจริงครับ ทั้งๆที่มียา Local made ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ผมไม่กล้าไปแตะยาระดับ Lipitor, Arcoxia, Celebrex หรอกครับ มันยาของ Specialist ใช้ ผมไม่ได้ใช้ยาหรูขนาดนั้น

เอา ง่ายๆแค่ระดับ Augmentin/Tylenol แค่นั้นล่ะครับ จะได้ทราบว่ายาของข้าราชการและยาของ 30 บาทมันต่างกันจริงๆ ซึ่งคนใช้สิทธิ์ข้าราชการ จะได้ยา Augmentin original (ซึ่งราคาสูงกว่าร้านขายยาขายส่งร้านใหญ่ๆบางร้าน) แต่หากคนที่ใช้สิทธิ์ประกันสังคมหรือ 30 บาท จะได้ Amoxycillin+Clavulanic acid ที่เป็น Local made

ถามว่าคุณภาพยาสำหรับ 30 บาทหรือประกันสังคมมันต่างกันมากมั้ย

คำตอบของผมคือ "ไม่มาก"

แต่หากถามว่าทำไมโรงพยาบาลถึงต้องพยายามเล่นลูกไม้แบบนี้

คำตอบก็คือ เพราะขาย Augmentin Original ได้กำไรพอสมควร แล้วไปเบิกเงินจากกรมบัญชีกลางได้

แต่ ตัว Amoxycillin + Clavulanic acid นั้น จ่ายให้สิทธิ์ 30 บาท/ประกันสังคม ไป เพราะจ่ายยาไปเท่าไร โรงพยาบาลก็ขาดทุนเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายยา Original ให้กับทางคนไข้

เอาแค่จุดเล็กๆแค่นี้ก่อนละกันครับที่เป็นประเด็น

แต่ ผมอยากชี้ประเด็นว่า ทำไมโรงพยาบาลเล็กๆถึงต้องดิ้นรนให้การบริการแบบ 2 มาตรฐาน เพื่อให้โรงพยาบาลไม่เจ๊ง แค่นั้นล่ะครับ (โรงพยาบาลที่เจ๊ง อาจจะไม่ได้ทำแบบนี้ไงครับ)

ปล.ผมไม่ได้คัดค้านนะครับ การงดใช้ยา Original ที่มีราคาแพงเกินจริงแต่อยากให้คิดซักนิด แก้ไขปัญหาด้วยว่าทำไมโรงพยาบาลเล็กๆถึงได้ใช้ยา Original แทน ยาบางตัวที่มี Local made เอาจุดแค่นี้ก่อนละกันนะครับ แล้วคุณจะได้รู้ว่า "ความผิดพลาดของฝ่ายบริหารสาธารณะสุขในประเทศ" มันมีจริง
จากคุณ: Umiki




ความคิดเห็นที่ 27
ชอบขอร้องแกมบังคับหมอ ให้สั่งยาเยอะเว่อร์ ไปให้คนในครอบครัว รักษาโรค เผื่อป่วย ด้วยอะ

ข้าราชการก็ต้องรักษาสิทธิ แต่ก็ต้องไม่โกงด้วยนะ
จากคุณ: ซังกุงตัวเล็ก



ความคิดเห็นที่ 28
เจอมาเยอะมาก กรณีขอยาเยอะๆ เออ นัดตรวจทุกเดือน แต่ทำไมขอยาที สองสามเดือน

อ้างข้างๆ คูๆ ว่า จะไปต่างจังหวัดบ้าง ติดงานบ้าง
(ข้อนี้จะเจอแย้งเรื่องทำงานแต่ทำไมไม่มีประกันสังคม) พอไม่ได้แล้วก็โวยวาย

ส่วนเรือ่งการจ่ายยา ยอมรับเลยว่าปัญหาใหญ่มาก

แต่กรณีคนไข้เรื้อรังก็ด้วย ต้องส่งต่อโรงพยาบาลใหญ่ตลอดชีวิต ให้ยาตลอดชีวิตละ
จากคุณ: Wastrel



ความคิดเห็นที่ 29
ขอแย้งคุณ Adrenaline บางอัน แล้วก็เห็นด้วยบางอันครับ

1.10,000 vs 2,000 บาท : 10,000 บาทต่อปีสำหรับข้าราชการผมว่าไม่ได้มากเกินไปหรอกนะครับ คิดดูว่าถ้าไปอยู่เอกชน หลายๆอาชีพแค่เดือนเดียวก็ทำเงินมากกว่าหมื่นอยู่แล้ว (ผมว่าแม้แต่คนเก็บขยะ ภารโรง คนงาน คนกวาดถนน คนเฝ้ารถส้วม คุณครูอายุมากๆ งานเค้าก็หนักนะครับ) ให้เขาไม่ได้เชียวหรือ คิดว่าส่วนใหญ่หมอคงสั่งยาแบบค่อนข้างแพงและเกินความจำเป็นแล้วด้วย ส่วน 2,000 บาทของบัตรทองคือการรักษาแบบประหยัดงบเพราะกลัวเจ๊งแล้วนะครับ ถ้ารักษาแบบเต็มที่จริงๆและหมอไม่กลัวรพ.เจ๊งน่าจะสูงกว่านั้นมากพอควร ดังนั้นถ้าสั่งจ่ายอย่างเหมาะสมทั้ง 2 กรณีก็ดีครับ ยาบางอย่างบััตรทองก็ควรจะได้ด้วย (สำหรับผมจะทำ LC ก็ทำไปเลย โดยเฉพาะยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือดที่กำลังจะมา dabigatran คงทำให้ผมสะดวกขึ้นเยอะเลย)

2.simvastatin กับ atorvastatin : คิดว่าโดยทั่วไปใช้ simva ได้ แต่ถ้าไม่ถึง target ที่ต้องการเช่นคนที่เคยเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจ/สมองตีบ ยาอาจไม่แรงพอ ก็น่าจะพิจารณาให้ใช้ยาที่แรงได้ อย่างผมเองกิน simva ก็คุมได้ดี แต่พอกินไปสักพักดันมีปัญหาคือปวดเมื่อยมากๆๆๆ ปวดหลังแล้วก็ปวดขา ตอนแรกก็งงว่าจากอะไร นั่งผิดท่่าหรือเปล่า ปรึกษาหมอกระดูกให้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังดู ก็ไม่หาย ก็เลยหยุด simva ดูดันหาย ตอนนี้ก็เลยต้องเปลี่ยนมากินยาที่ปวดน้อยแทน (คิดว่าไม่ควรยกเลิกแบบเหมาๆ ควรให้เบิกจ่ายตามความจำเป็น ถ้าพบว่าจ่ายโดยไม่จำเป็นก็ควรมีระบบตรวจสอบ และสั่งให้หยุด) ส่วน NSAIDs กับ Coxib พอดีเป็น med เลยใช้น้อยมากๆอยุ่แล้ว ถ้าจะใช้ก็ให้ naproxen ระยะสั้นๆ หรือพวก PPI ที่จ่ายกันเกินความจำเป็น ก็ควรมีมาตรการกำกับครับ ส่วนตัวใช้แต่ miracid เกือบทุกคนไม่ว่าเบิกได้หรือไม่ได้ น้อยรายนักที่จะใช้ตัวอื่น

3.โรงพยาบาลใหญ่ ใครว่าไม่ขาดทุน เอาเป็นว่าอย่างน้อยรพ.ผมกำลังจะเจ๊งจากบัตรทอง เพราะตอนนี้มีแต่ case หนักๆ ขอใบส่งตัวไปรักษารร.แพทย์ บางทีโดนใส่เครื่องมือบางอย่างที่แม้แต่ข้าราชการก็ยังเบิกไม่ได้ด้วยซ้ำ ราคาเกือบล้าน ต้อง FU MRI ทุก 6 เดือน บางทีก็ให้ยานอกบัญชี รวมถึงยามะเร็งสูตรใหม่ๆ เข้าโครงการวิจัยอะไรไม่รู้ แล้วโทรมาบังคับให้ส่งตัวและเบิกได้ทั้งหมด และรายได้รพ.ผมก็ไม่เห็นได้จากทางอื่นมากมายอะไร ไม่ใช่รามานะ ออกทีวีรับบริจาคให้ตึกใหม่เพื่อผู้ป่วยยากไร้ แต่ไอ้ตึกใหม่ที่ว่าดันให้เฉพาะคนมีตังใช้ (เคยส่งคนไข้บัตรทองไปรักษา บอกถ้าจะใช้ตึกนี้ต้องสละสิทธิ์บัตรทองแล้วจ่ายเองทั้งหมด แต่อันนี้ฟังคนไข้มาอีกทีนะครับ อาจใส่ไข่หน่อย)

4.ยารพ.รัฐแพงกว่า เอกชน/ร้ายยาครับ เพราะคนไข้หลายคนที่รับยาเอกชนแล้วจะมาขอใช้สิทธิ์บัตรทองแต่ต้องการยานอก บัญชี ผมบอกราคาไป (ที่คิดตามอัตราบวกนั่นแหละ) ปรากฎว่ามันแพงกว่าที่เค้าเคยซื้อ ก็เลยให้ใบสั่งยาไปซื้อข้างนอกเอา ส่วนคนเบิกได้ก็คงเอากำไรไปโปะที่ขาดทุนจากบัตรทอง

5.ยอมรับว่าการ ตลาดทำให้แพทย์จ่ายยาเกินความจำเป็น แต่ถ้ามีระบบตรวจสอบที่ดี ก็น่าจะดีขึ้น อย่างปีที่แล้วโดนเรียกเงินคืนไปหลายล้าน ที่หมอจ่ายไม่ตรง indication ก็ช่วยกันตักเตือนคนที่จ่ายเว่อร์ๆไป ก็ดีขึ้นครับ

ไม่ อยากให้มองอะไรแบบสุดโต่ง เหมารวม มันดูว่าคนเบื้องบนมันโง่ซะเหลือเกิน (จริงๆน่ะฉลาด ขึ้นเงินเดือนพวกเดียวกัน กันฐานเสียงเป็นหลัก แล้วมาลงกับคนไม่มีทางสู้) นโยบายไม่คิดค่าไฟ ไปลงกับผู้ประกอบการ ยังไงก็กลับมาสู่คนทั่วไปอยู่ดีเพราะสินค้าก็แพงขึ้น ก็หลอกได้แต่คนโง่ๆที่ยอมให้หลอกนั่นแหละ
จากคุณ: xanyz



ความคิดเห็นที่ 30
พวกฉลาดน้อย ทำงานไม่เป็น แต่ เป็นใหญ่เป็นโต บ้านเมืองนี้มีเยอะค่ะ ข้าราชการที่เป็นคนไข้ทั้งหลาย ควรต้องรวมตัวกัน ประท้วงมาตรการประหยัดงบประมาณ เพื่อ สุขภาพของพวกท่าน กันจริงๆจังๆแล้วค่ะ ไม่งั้น ก็จำไว้ คราวหน้า ก็อย่าเลือกพวกนี้เข้ามาสูบสิทธิต่างๆของพวกท่านซ้ำอีก
ส่วนใครที่บอกว่ามียาราคาถูกทดแทนได้นั้น ท่านไม่ได้เข้าใจข้อเท็จจริงแม้แต่น้อย โปรดเลิกเข้าใจผิดเสียที มีความเห็นต่างๆ อธิบายไว้แล้วไม่น้อยข้างบนนะคะ
สุดท้ายนะคะ ไม่เคยคิดว่าจะพบเหตุการณ์แบบนี้ในบ้านเราเลย ไม่ฉลาด อยากมีอำนาจ และหน้าหนา ไม่มีปัญญาบริหารจัดการ ก็มาลงที่ข้าราชการ แย่จริงๆ
จากคุณ: Godfather (atk138)




ความคิดเห็นที่ 32
คนไข้บ่นก็บอกไปเลยว่านายกของคุณเค้าสั่งมาน่ะ
มีปัญหาไปด่ารัฐบาลเองละกันหมอไม่เกี่ยวววว
จากคุณ: Beato




ความคิดเห็นที่ 33
มีความเห็นกระทู้โน้น ก็น่าสนใจนะครับ ... นำมาฝากกัน .



ขรก.จ๊ากแน่ คลังเลิกจ่าย ยานอก9กลุ่ม (ไทยโพสต์)

//www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L10139290/L10139290.html
จากคุณ
: หมอหมู



ความคิดเห็นที่ 34
เรื่องยาต้นแบบ กับยาเลียนแบบ เป็นเรื่องที่พอหน่วยงานไม่มีเงินจ่ายก็ให้ข้อมูลบิดเบือนมานานแล้ว อยากจะบอกว่าพวกหมอ และเภสัชสายบริหารหลายๆคน เวลาออกสื่อก็พูดทำนองนี้ แต่เวลาตัวเองป่วยขอใช้แต่ Original อย่างเดียว ไม่ให้ก็โกรธ ตอนช่วงที่มียา CL เห็นออกสื่อว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ได้ข่าวมาว่าท่านเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจ ไม่ยอมกินยา CL ยาลดไขมันก็ขอ Lipitor ชีวิตท่านมีค่า..ท่านรัก แต่ชีวิตประชาชนไม่มีความหมายใช่ไหมครับ ตอนที่ทำบัญชียาหลักแรกๆก็บอกว่าขอให้ทำบัญชียาขั้นพื้นฐาน เหมือนบอกว่าจะทำอาหารเลี้ยงเด็กไร้ที่พึ่งพิงจะทำรายการอะไรดี พอทำให้จะมาบังคับใช้กับพนักงานบริษัททีไปสัญญาเขาไว้ว่าจะดูแลอย่างดี มันถูกหรือครับ

ผมไม่ได้คัดค้านเรื่องยาเลียนแบบ มันก็เหมือนอะไหล่รถล่ะครับ ยาเลียนแบบก็เหมือนอะไหล่เทียม ยาต้นแบบก็เหมือนอะไหล่ศูนย์ อะไรที่ไม่สำคัญนักก็ใช้อะไหล่เทียมได้ไม่มีปัญหา แต่บางอย่างที่สำคัญก็ควรใช้ของแท้ สมมุติจะขึ้นเครื่องบินแล้วบอกคุณว่าลำนี้ใช้อะไหล่เทียมทั้งลำ แต่ผ่านมาตรฐานประเทศไทยแล้วคุณจะขึ้นบินไหม เวลาไข้หวัดเจ็บคอผมใช้ยาเลียนแบบหมดล่ะครับ ตัวผมเองก็กินยาเลียนแบบ แต่โรคหัวใจหรือโรคหนักๆให้ผมใช้แต่อะไหล่เทียม ผมทำไม่ลง

ยาเลียน แบบจะรู้ได้อย่างไรว่าเหมือนยาต้นแบบทุกประการ อย่าบอกนะครับว่ามีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานแล้วแปลว่าปลอดภัยเหมือนกันทุก ประการ ชีวิตจริงคนไทยผ่านตรารับรองมาตรฐานประเทศไทยมาหลายอย่างรู้สึกอย่างไรกัน บ้าง ถ้าจำไม่ผิด นมโรงเรียนที่เด็กกินกันป่วยเกือบตายไปหลายๆคนก็มีตรามาตรฐานเหมือนกัน นมบูดคนยังรู้ แต่ยาบูดใครจะไปรู้ แพทย์ก็นึกว่ารักษาแล้วโรคมันรุนแรงเกินไป แต่ที่จริงยามันออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ใครจะไปทราบ ทำไมต้องเอาชีวิตคนเข้าไปเสี่ยง ท่านๆยังไม่เอาชีวิตท่านเข้าไปเสี่ยงเลย แต่จะเอาชีวิตประชาชนเข้าไปเสี่ยง ผมว่าบังคับใช้กับท่านนักการเมือง ผู้บริหารกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติก่อนดีไหมครับ แล้วค่อยมาบังคับใช้กับประชาชน

ยาเลียนแบบเหมือนกับยาต้นแบบร้อย เปอร์เซ็นต์คงไม่มีใครว่า แต่มาตรฐานประเทศไทยเท่ามาตรฐานประเทศชั้นนำในโลกหรือยัง ในต่างประเทศจะบังคับตั้งแต่วัตถุดิบ มาตรฐานโรงงาน กระบวนการผลิต ต้องเหมือนยาต้นแบบทุกประการ รวมทั้งหลังจากออกตลาดแล้วต้องสุ่มตรวจเป็นระยะว่ายังคงมาตรฐานอยู่หรือ เปล่า ของประเทศไทยมีไหมครับ ที่จริงนมบูดเสียให้เด็กกินหลังออกวางขายในตลาดนี่น่าจะเอาคนตรวจสอบมาตรฐาน เข้าคุกถึงจะถูก..

สมัยก่อนเคยเจอคนไข้มาด่าเลยครับว่ากินเข้าไปยัง ถ่ายออกมาเป็นรูปเม็ดเหมือนเดิมเลย อีกรายก็มาด่าว่าหมอเปลี่ยนยาฉันทำไมกินแล้วแย่ ต้องไปหาซื้อตัวเดิมมากินถึงหาย หมอก็ยืนยันว่าไม่ได้เปลี่ยน ไปพบอีกทีว่าห้องยาเปลี่ยนบริษัทเป็นยาเลียนแบบตามนโยบายโดยไม่ได้บอกแพทย์ คนไข้ไปซื้อยาต้นแบบกลับมากินเองแล้วหายเหมือนเดิม

ยาต้นแบบมัน แพงกว่ายาเลียนแบบเพราะเขาต้องวิจัย ต้องจ้างมนุษย์จริงๆมาทดลองมากมายเป็นหมื่นๆคน บางตัวยาทำกับคนทั่วโลกก่อนจะออกขาย ว่าได้ผลและปลอดภัย ใช้เงินวิจัยมหาศาลจึงต้องแพง แต่ก็ช่วยชีวิตมนุษย์อย่างเราท่านมามากหลาย อย่าไปให้ข้อมูลเหมือนเขาเป็นมหาโจร แต่ตัวท่านเองก็แอบไปใช้ไปกิน หรือชีวิตท่านนิยมแต่ดูเทปผี CD เถื่อน...

ผมลาออกจากการรับราชการ แล้ว เพราะทำใจไม่ได้กับการถูกบังคับให้รักษาคนไข้โรควิกฤตด้วยยาที่แม้แต่ตัวผม เองก็ยังไม่มั่นใจครับ มันบาปกรรม...ขอให้กรรมตามสนองท่านทุกคน บาปจากการทำกับผู้ป่วยมันแรงนะครับ...เป็นมะเร็งตายมาหลายคนแล้ว....
จากคุณ: Intervention (Intervention)






ความคิดเห็นที่ 35
รัฐบาลเอาเงินไปขึ้นเงินเดือนตัวเองกับ อบต แล้วก็เงินเพิ่มพิเศษพวกนิติกร แล้วงบคงหมด เลยต้องมาตัดงบรักษาพยาบาลของราชการล่ะมั้ง เผื่อเหลือจะได้เอาไปดูงาน(เที่ยว) ต่างประเทศกันให้สนุกสนาน

ทำงาน มาสิบปี เพิ่งจะเงินเดือนหมื่นห้า พ่อแม่ก่อนหน้านี้รับราชการใหม่ๆ เค้ายังแข็งแรง เพิ่งมาเจ็บป่วยเบิกค่ารักษาก็สองปีมานี้เอง ยังจะมาตัดสิทธิ์อีก ถ้ามีการโกงค่ารักษาอะไร ก็ไปแก้ตรงนั้นสิ อย่าทำให้คนดีๆ เดือดร้อนไปด้วย ยาบางอย่างมันจำเป็น จะให้ความดันโลหิตสูงจนเส้นเลือดแตกก่อน แล้วค่อยรักษาหรือไง

ไปประหยัดสิ่งที่ควรจะประหยัดดีกว่า ไม่ใช่เอาประโยชน์เข้าพวกพ้องตัวเอง แล้วมาประหยัดที่คนอื่น

จากคุณ: มุบมิบ (X Dog)






Create Date : 25 มกราคม 2554
Last Update : 13 กันยายน 2560 13:32:16 น. 2 comments
Counter : 1269 Pageviews.  
Share to Facebook

 


โดย: wbj วันที่: 26 มกราคม 2554 เวลา:23:32:23 น.  

 
//www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L10289328/L10289328.html


ในเมื่อรู้แล้วว่ากลูโคซามีนซัลเฟตรักษาโรคข้อเสื่อมได้ แล้วเมื่อไหร่ยาเหล่านี้จะกลับมาเบิกได้คะ vote [ถูกใจ]
[แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

จากข่าวนี้

"เร่งหาทางออกสิทธิเบิกข้อเข่าเสื่อม ชงข้อเสนอให้กรมบัญชีกลางพิจารณา"

//www.thairath.co.th/content/edu/151216


คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข ได้ออกมาให้ข้อมูลแล้วนะคะว่าว่า
กลูโคซามีนที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้กับอย.นั้นมีประสิทธิภาพในการรักษาทั้งหมด

เห็นข่าวนี้ก็เลยมีกำลังใจที่ดีขึ้นค่ะ แล้วก็หวังว่ายารักษาโรคข้อเสื่อมจะกลับมาเบิกได้อีกครั้งจังเลย
เพราะตอนนี้ค่ายาของแม่แพงมาก อยากให้กลับมาเบิกได้เร็วๆ จังค่ะ

จากคุณ : ควีนโพธิ์ดำ [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 28 ก.พ. 54 16:05:23 [แก้ไข]

Share/Save/Bookmark bookmark เก็บเข้าคลังกระทู้ ส่งต่อกระทู้ พิมพ์ หน้าหลัก กระทู้ก่อนหน้า กระทู้ถัดไป





ความคิดเห็นที่ 1 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เผลอๆในอนาคตอย่าว่าแต่ยาเลย โรงพยาบาลรัฐอาจไม่เหลืออีก
ฟองสบู่ของการให้สวัสดิการทางสาธารณสุขแบบไม่อิงเศรษฐศาสตร์
สุดท้ายคนโชคร้ายคงเป็นคนแก่ในยุคผมที่ต้องพึ่งประกันชีวิตอย่างเดียว

จากคุณ : natefang [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 28 ก.พ. 54 17:00:26 [แก้ไข]
ถูกใจ : Pranapee Network, Umiki, Elixir The High Priest, Epinephrine





ความคิดเห็นที่ 2 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

อ้าวไหนคุณกรณ์เคยบอกว่าไม่ได้ผลไง แล้วทำไม อย.ของคุณจุรินทร์ ออกมาบอกว่าได้ผลล่ะ

จากคุณ : กรรมกรไซเบอร์ [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 28 ก.พ. 54 18:03:37 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 3 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ถ้า อย. กล้าออกมารับรอง แปลว่ามันต้องได้ผลสิคะ

ถ้าอย่างนั้นแล้วก็ไม่ต่างจาก อย. เอาคอมาพาดเขียงให้มดหมอทั้งหลายหรือแม้แต่ประชาชีรุมสับนะคะ...พวกเธอ

........................

เดี๊ยนไม่คิดนะคะ ว่า อย. จะยอมเป็นหมูบะช่อกันง่ายๆ น่ะ หึหึหึ

จากคุณ : Pranapee Network
เขียนเมื่อ : 28 ก.พ. 54 18:18:01 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 4 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เมื่อเทียบกับความคุ้มค่า และผลการรักษา
ยังถือว่าำไม่คุ้มค่านะครับ
เมื่อเทียบกับการรักษาอื่น

จากยราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย

//www.rcost.or.th/thai/data/2010/Guideline__knee_Edit_Nov_30_2010.pdf

จากคุณ : pectoralis9 [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 28 ก.พ. 54 22:46:40 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 5 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ลองอ่านลิงค์ของคุณรีบน

คุณหมอวีระชัย โควสุวรรณนี่แหละค่ะ

ถ้าจำไม่ผิด เดี๊ยนเคยเห็นออกมายืนยันว่ากลูโคซามีนเป็นยาที่ใช้รักษาได้ผลนะคะ

งานนี้ถ้าพูดเรื่องกระดูก ก็ต้องถามหมอกระดูกโดยตรงก็ถูกแล้วเนาะ...

จากคุณ : Pranapee Network
เขียนเมื่อ : 28 ก.พ. 54 23:41:42 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 6 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ยืนยันว่า glucosamine SO4 ก็เป็น "ยา" ที่ใช้ในโรคข้อเข่าเสื่อมในตำราที่ผมเรียนมา ส่วนเรื่องการเบิกได้/ไม่ได้ ขอมอง 2 ด้านนะคับ ไม่นานมานี่เองมีคนไข้คนนึงเค้าก็บ่น ๆ เรื่องยานี้เบิกไม่ได้นี่แหละคับ มองในแง่คนไข้คับคือ เค้าขาดโอกาสใช้ยานี้ไป แต่เมื่อมองอีกด้านสมัยที่ผมฝึกงาน รพ รัฐฯแห่งหนึ่งซึ่งยังเบิกได้คับ ปรากฎว่า ข้าราชการกลับเบิกกันจนน่ากลัวคับ อาจจะด้วยนิสัยคน THA_ ที่มักเห็นของแพง ๆ แล้วเบิกได้เป็นไม่ได้(บางคนหนึ่งกล่องใหญ่ สองกล่องใหญ่ก็มี) ราคามันสูงนะคับ แบบนี้ทางรพ. ก็หนักใจเหมือนกันคับ ก็เป็นประเด็นที่ผมเคยคุยกับคนไข้มาหลายคนเหมือนกัน

จากคุณ : เภฯอ้วน OPD
เขียนเมื่อ : 1 มี.ค. 54 00:41:41 A:61.90.88.183 X: TicketID:308083






ความคิดเห็นที่ 7 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ประชาชนจ่ายภาษีให้รัฐ ข้าราชการทำคุณประโยชน์ให้ประเทศมาทั้งชีวิต แต่สุดท้ายถูกตอบแทนแบบนี้ อย่ามาน่าไม่อายขึ้นภาษี หรือขอให้ช่วยเลือกตั้งเลยนะ

จากคุณ : เบื่อ
เขียนเมื่อ : 1 มี.ค. 54 04:14:21 A:124.122.21.169 X: TicketID:308092






ความคิดเห็นที่ 8 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ข่าวจากอย.เพิ่มเติมค่ะ

อย. แจงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยารัดกุม
ยืนยัน “ยากลูโคซามีน ซัลเฟต” ผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนตามกระบวนการที่ถูกต้องครบถ้วน

//www.fda.moph.go.th/www_fda/data_center/ifm_mod/nw/ข่าวกลูโคลซามีน.pdf

จากคุณ : ควีนโพธิ์ดำ [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 1 มี.ค. 54 08:20:26 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 9 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ได้ผลในการรักษา

แต่ไม่คุ้มค่าในการรักษาครับ

มียาอีกเยอะที่ได้ผลดี แต่เทียบกับราคาที่เพิ่มขึ้นแล้ว อย่าให้เบิกจะดีกว่า

การใช้ยาถ้าคนไข้จ่ายหรือประกันเอกชนจ่าย มันไม่ต้องคิดมากครับ แต่นี่รัฐบาลจ่ายจากเงินภาษี ยังไงก็ต้องคิดเยอะหน่อย

จากคุณ : Epinephrine [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 1 มี.ค. 54 10:01:47 [แก้ไข]
ถูกใจ : หมอหมู, kkcontrol, The Sphinx





ความคิดเห็นที่ 10 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

แต่ก็ยังไม่เห็นออกมาบอกเสียทีนะคะ ว่ายาตัวไหน ที่ว่าจะใช้ทดแทน

ถ้าเกิดดีไม่จริงแล้วไม่มีผลวิจัยรองรับที่แน่นพอ

เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยขึ้นมา

กรมบัญชีกลางต้องรับผิดนะคะ...พวกเธ๊อ!!!

จากคุณ : Pranapee Network
เขียนเมื่อ : 1 มี.ค. 54 11:30:56 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 11 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ผมทรมานด้วยโรคเข่าเสื่อมนี้มาเป็นสิบปี

รักษามาจนนับหมอไม่ถ้วนแล้ว กินยาจนได้โรคกระเพาะแถมมาอีกโรคหนึ่ง

หมอที่ไปหาระดับอาจารย์หมอทั้งนั้น แม้กระทั่งหมอพระ หมอผี หมอฝังเข็ม หมอนวด หมอจับเส้น ฯลฯ

สุดท้ายมาหายทรมานได้ด้วยยาตัวนี้

ใครที่บอกว่า "มียาอีกเยอะที่ได้ผลดี" ใช้แทนกันได้ช่วยบอกชื่อมาหน่อยได้ใหมครับ

ถ้าพูดแค่นี้โดยไม่บอกชื่อใครๆ ก็รู้ว่า พาราเซตามอล

จากคุณ : n-saenchai
เขียนเมื่อ : 1 มี.ค. 54 11:53:42 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 12 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

อย ขึ้นทะเบียน
ไม่ได้หมายความว่าจะเบิกได้ทุกตัวนะครับ
มีหลายปัจจัยครับ

จากคุณ : pectoralis9 [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 1 มี.ค. 54 13:22:31 [แก้ไข]






ความคิดเห็นที่ 13 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

จาก คห. ๔


ความคิดเห็นที่ 4 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เมื่อเทียบกับความคุ้มค่า และผลการรักษา
ยังถือว่าำไม่คุ้มค่านะครับ
เมื่อเทียบกับการรักษาอื่น

จากราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย

//www.rcost.or.th/thai/data/2010/Guideline__knee_Edit_Nov_30_2010.pdf





จากคุณ : หมอหมู [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 1 มี.ค. 54 15:45:42 [แก้ไข]
ถูกใจ : Pranapee Network, kkcontrol





ความคิดเห็นที่ 14 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ... เป็นทางเลือก ใช้ตัวใดตัวหนึ่งพอ และ ถ้าจะใช้ ก็ใช้เป็น กลูโคซามีน ซัลเฟต





จากคุณ : หมอหมู [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 1 มี.ค. 54 15:51:40 [แก้ไข]
ถูกใจ : Pranapee Network, kkcontrol





ความคิดเห็นที่ 15 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ยาเป็นแค่ " ส่วนเสริม " ..

หลักสำคัญ ในการรักษา ก็ยังเป็นเรื่องของการดูแลตนเองบริหาร .. ผู้ป่วย และ ญาติ จึงเป็น ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะบอกว่า ผลการรักษา จะดี หรือไม่ดี ..


โรคข้อเสื่อม

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=03-04-2008&group=5&gblog=12

ข้อเข่าเสื่อม

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=29-05-2008&group=5&gblog=15

น้ำไขข้อเทียม

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=29-05-2008&group=5&gblog=16

จากคุณ : หมอหมู [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 1 มี.ค. 54 15:53:24 [แก้ไข]


โดย: หมอหมู วันที่: 17 มีนาคม 2554 เวลา:0:16:13 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#22


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 763 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]