Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขขาดทุนเพราะอะไร ... พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา





โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขขาดทุนเพราะอะไร


พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย(สผพท.)
ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับเปลี่ยนเงินเดือนและค่าตอบแทนแพทยสภา




ปัจจุบันมีข่าวแพร่หลายเรื่องโรงพยาบาลของรัฐบาลขาดทุนหลายแห่ง ยกตัวอย่างการพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์วันที่ 30 กันยายน 2553หน้า A 6ว่า “จุรินทร์โบ้ยปลัด-สปสช.แก้โรงพยาบาลเจ๊ง” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 30 กย.53 หน้า 11 ลงข่าวว่า

รพ.สธ. 467 แห่งเสี่ยงขาดทุน และมีโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องทางการเงินขั้นรุนแรง 175 แห่ง และมีภาวะขาดทุน(รายรับน้อยกว่ารายจ่าย) 505 แห่ง

ส่วนไตรมาส 2 ของปี 2553 มีโรงพยาบาล 191 แห่งที่ขาดสภาพคล่องทางการเงินชนิดที่ไม่มีเงินบำรุงไว้จ่ายเงินเดือนและเงินทำงานล่วงเวลาแก่ลูกจ้างชั่วคราว

โรงพยาบาลอีก 467 แห่งอยู่ในสภาวะขาดทุนคือรายรับน้อยกว่ารายจ่าย และมีแนวโน้มว่าจะขาดสภาพคล่องขั้นรุนแรงในอนาคต

และมีโรงพยาบาลบางแห่งไม่มีเงินจ่ายค่ายา จนบริษัทยาไม่ยอมส่งยามาให้อีกแล้ว




ทำไมโรงพยาบาลจึงขาดทุน?

ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ มีรายได้น้อย แต่รายจ่ายมาก

ทำไมจึงมีรายได้น้อย?

ก็เพราะได้รับงบประมาณจากระบบหลักประกันสุขภาพน้อยไป ไม่คุ้มกับรายจ่ายที่ใช้ในการรักษาประชาชน

โดยงบเหมาจ่ายรายหัวที่สปสช.รับมาจากรัฐบาลนั้น ตกมาถึงมือโรงพยาบาลไม่ถึงครึ่ง เพราะต้องหักเงินเดือนบุคลากร และสปสช.เอาไปจัดสรรทำโครงการต่างๆ ซึ่งไม่ใช่อำนาจหน้าที่ ของสปสช.ตามที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดต่อไปว่า สปสช.ทำผิดกฎหมายและรัฐมนตรีสาธารณสุขในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้ใช้อำนาจของตนตามกฎหมาย ที่จะดูแลกำกับให้สปสช.ดำเนินการให้ถูกต้องตามหน้าที่ของสำนักงาน


สาเหตุที่โรงพยาบาลขาดทุนและขาดสภาพคล่องทางการเงินนั้น เนื่องจากการจ่ายงบประมาณจากสปสช.มายังโรงพยาบาลนั้น มีการจ่ายเป็นงวดๆและไม่ได้จ่ายตามค่าเหมาจ่ายรายหัวตามเม็ดเงินจริงที่สปสช.ได้รับมาจากเงินงบประมาณของรัฐบาล

ทั้งนี้ เงินเหมาจ่ายรายหัวจากรัฐบาลนั้น มาถึงโรงพยาบาลเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรมา ทั้งนี้สปสช.จะจ่ายเงินให้โรงพยาบาลในไตรมาสแรกเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น แต่เลขาธิการสปสช.บอกว่า ปีนี้จะจ่ายให้โรงพยาบาลเพิ่มขึ้น โดยในงวดแรกจะจ่ายให้โรงพยาบาลร้อยละ 50 ของงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว

ในขณะที่นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสปสช.กล่าวว่าการที่รพ.สธ.ขาดทุนเพิ่มเป็นเพราะรพ.จ่ายค่าตอบแทนหมอเพิ่มขึ้น ฉะนั้น รัฐบาลควรตั้งงบประมาณมาจ่ายค่าตอบแทนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต่างหากแยกจากค่าเหมาจ่ายรายหัวในการรักษาพยาบาล ซึ่งต้องมาดูต่อไปว่า คำกล่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่

ถ้าเรามาอ่านพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 มาตรา26 (5) ได้บัญญัติไว้ว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ “จ่ายค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขตามที่คณะกรรมการกำหนดให้แก่หน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการตามมาตรา 46”

ถ้าไปดูตามมาตรา 46 จะเห็นว่าได้บัญญัติไว้ว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการจ่ายเงินตามมาตรา 18(13) ก่อน กล่าวคือ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องจัดประชุมเพื่อให้คณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นโดยทั่วไปจากผู้ให้บริการละผู้รับบริการเป็นประจำทุกปี

แต่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่เคยจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้บริการสาธารณสุขเลย ตรงกันข้ามสปสช.ใช้เงินเป็นอำนาจในการ “สั่ง” ให้โรงพยาบาลทำการรักษาผู้ป่วยอย่างไรบ้าง เช่น สปสช.จะพิจารณาออกระเบียบการบริหารกองทุนเอง และกำหนดให้โรงพยาบาลซึ่งเป็นผู้ให้บริการปฏิบัติตามระเบียบที่ทางสำนักงานเป็นผู้กำหนดใหม่ทุกปี ทั้งนี้ สปสช.มิได้จัดการประชุมรับฟังปัญหาอุปสรรคและความไม่เพียงพอของงบประมาณที่โรงพยาบาลต้องใช้จ่ายในการให้บริการแก่ประชาชนแต่อย่างใดทั้งสิ้น เรียกว่า สปสช.กำหนดอัตราการจ่ายค่าบริการสาธารณสุขตามอำเภอใจมิได้รับฟังข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ในโรงพยาบาลแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ถ้าโรงพยาบาลไหนไม่ทำตามระเบียบของ สปสช. สปสช.ก็จะไม่ส่งเงินมาให้ หรือถ้าโรงพยาบาลไหนส่งรายงานช้า สปสช.ก็จะหักเงินที่ควรจะส่งเพื่อเป็นการลงโทษ ทั้งๆที่โรงพยาบาลอาจมีภารกิจมากมาย ในการดูแลรักษาผู้ป่วย จนอาจจะส่งรายงานล่าช้าไปบ้าง

ส่วนงบประมาณทั้งหมดที่ สปสช.ได้รับมานั้น เก็บไว้กินดอกเบี้ยหรือเปล่า เงินเป็นแสนๆล้าน คงได้ผลประโยชน์มากมายมหาศาล มีหน่วยงานไหนคอยตรวจสอบบ้าง?

นอกจากนั้น สปสช.ยังได้ทำผิดพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยการ “กันเงิน” เหมาจ่ายรายหัวที่ สปสช.ควรจะจ่ายตรงให้โรงพยาบาล เอามาบริหารจัดการเอง เช่นจัดซื้อยา จัดซื้อเครื่องมือแพทย์ จัดซื้อวัคซีนและจัดโครงการตรงที่เรียกว่า “Vertical program” การบริหารจัดการโรคเฉพาะ โดยการกำหนดยาและหลักเกณฑ์ในการใช้ยาบางประเภทเท่านั้น เป็นการละเมิดการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ ที่ไม่สามารถใช้ดุลพินิจในการเลือกยาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยของตน เพราะถ้าไม่ทำตาม protocol ที่ สปสช.กำหนดไว้ โรงพยาบาลก็ไม่สามารถเบิกเงินค่ารักษาผู้ป่วยจาก สปสช.ได้

เมื่อโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขเริ่มขาดทุนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2545 หลังจากการมีระบบหลักประกันสุขภาพแล้ว โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้รับเงินสำหรับการใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยจากสำนักงบประมาณโดยตรง (แม้แต่เงินเดือนข้าราชการส่วนหนึ่งก็ต้องไปแบ่งมาจากงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวที่รัฐบาลจ่ายให้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) แต่โรงพยาบาลจะได้รับเงินเหล่านี้หลังจากส่งรายงานการรักษาผู้ป่วยไปยัง สปสช.

แต่เงินที่ได้จาก สปสช.นี้เป็นรายรับที่ขาดทุน(น้อยกว่ารายจ่ายที่โรงพยาบาลต้องจ่ายจริง) ตามระเบียบที่ สปสช.กำหนด ทำให้โรงพยาบาลต้องควักเงินเก่า(เงินบำรุง)ที่ยังเหลืออยู่มาใช้ในการดำเนินการรักษาผู้ป่วย แต่เงินบำรุงที่มีอยู่ก็ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากงบประมาณที่โรงพยาบาลได้รับจาก สปสช.นั้น ทำให้โรงพยาบาลขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี


ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องหาทางหารายได้เพิ่ม แต่เมื่อไม่สามารถของบประมาณจาก สปสช.พิ่มขึ้นได้ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อ “ขึ้นราคา” ค่ายา ค่าห้องพิเศษ ค่าตรวจพิเศษ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าทำบัตร และค่าบริการตรวจรักษาผู้ป่วยอีก 30-100 % (บางอย่างไม่เคยเก็บเงิน ก็เรียกเก็บ เช่นค่าทำบัตรผู้ป่วยและ ค่าบริการทางการแพทย์ เป็นต้น) โดยมีระเบียบนี้ในปีพ.ศ. 2547

ซึ่งอัตราค่าบริการที่เพิ่มขึ้นนี้ โรงพยาบาลจะเรียกเก็บจาก สปสช.ไม่ได้อยู่แล้ว แต่โรงพยาบาลจะเรียกเก็บได้จากผู้ป่วยที่จ่ายเงินเอง และผู้ป่วยที่ใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อนำรายได้จากผู้ป่วยส่วนนี้ ไปช่วยลดการขาดทุนสะสมจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ




การ “ขึ้นราคา” ค่าบริการต่างๆของโรงพยาบาลดังกล่าว จึงทำให้เห็นว่า งบประมาณค่ารักษาพยาบาลของสวัสดิการข้าราชการจึงเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล ซึ่งจะเห็นได้ว่า สาเหตุที่ค่าใช้จ่ายของสวัสดิการข้าราชการนอกจากจะเพิ่มขึ้นเพราะโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขขึ้นราคาค่าบริการทั้งหมดแล้ว การที่แพทย์สามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาสั่งยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายของตนแล้ว

ยังเป็นเพราะว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษามะเร็งและการรักษาโรคหัวใจและโรคที่ยุ่งยากซับซ้อนอื่นๆนั้น มียาใหม่ๆที่มีราคาสูงแต่มีคุณภาพในการรักษาเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นในขณะที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง และจะเห็นได้ว่า โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์และโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ที่รับรักษาผู้ป่วยที่ใช้สิทธิการรักษาจากสวัสดิการข้าราชการนั้น จะมีรายได้สูงและนำรายได้จากส่วนนี้ มาถัวเฉลี่ยกับการขาดทุนจากระบบหลักประกันสุขภาพ

ส่วนจะมีการทุจริตเบิกยาไปขายบ้าง ก็ควรดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย แต่กระทรวงการคลังกลับจะมาลงโทษข้าราชการ โดยการจำกัดการใช้ยา โดยที่ตัวเองก็ไม่มีความรู้ทางการแพทย์


ส่วนผู้ป่วยในระบบประกันสังคมนั้น ถึงแม้จะมีงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวน้อยกว่าระบบหลักประกันสุขภาพ แต่งบประมาณเหมาจ่ายรายหัวในระบบประกันสังคมนั้น ได้ส่งตรงถึงโรงพยาบาลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และกลุ่มผู้ประกันตนนั้นอยู่ในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงาน จึงไม่ป่วยบ่อยเหมือนกลุ่มเด็กและคนชรา และสิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลผู้ประกันตน ก็น้อยกว่าสิทธิของประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงทำให้โรงพยาบาลที่รับรักษาผู้ป่วยในกลุ่มประกันสังคมนั้น มีรายได้มากกว่ารายจ่าย และสามารถนำมาช่วยเหลือการขาดทุนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้อีกทางหนึ่ง

แม้แต่โรงพยาบาลที่สังกัดราชการส่วนกรุงเทพมหานคร เช่นโรงพยาบาลวชิรพยาบาลและโรงพยาบาลตากสิน ซึ่งต่างก็ต้องรับงบประมาณจาก สปสช.ในการมาจัดบริการให้แก่ประชาชนที่มีสิทธิในหลักประกันสุขภาพ ต่างก็ประสบปัญหาการขาดทุนเช่นเดียวกัน



ส่วน สปสช.นั้นเล่า มีเงินใช้จ่ายมากมาย ตั้งอัตราเงินเดือนและขึ้นเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ตัวเองได้เอง (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำถูกต้องตามกฎหมายหรือเปล่า?) และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติออกระเบียบให้ เลขาธิการ สปสช.มีอำนาจจ่ายเงินได้ครั้งละ 1.000 ล้านบาท รวมทั้งสนับสนุนโครงการพิเศษต่างๆ เช่นการจัดงบประมาณสนับสนุนให้สมาชิกชมรมแพทย์ชนบทไปดูงานที่แอฟริกาใต้ การจัดงบสนับสนุนให้นักศึกษาโครงการพิเศษสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยขอนแก่นไปดูงานที่สวีเดน โครงการจัดตั้งหน่วยบริการปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำ (CMU tract A และ B) รวมทั้งการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้แพทย์ไปปฏิบัติงานที่ศูนย์แพทย์ชุมชน ทั้งๆที่แพทย์เหล่านี้มีหน้าที่ประจำอยู่ในโรงพยาบาลอยู่แล้ว รวมทั้งจัดการอบรมต่างๆซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของ สปสช.เช่น การใช้เงินกองทุนโรคเอดส์ในการฝึกอบรมโดยมีเจ้าหน้าที่ของ สปสช.เข้ารับการอบรมด้วย

ยังมีโครงการอื่นๆอีกมากมาย ที่ไม่ได้เป็นภาระหน้าที่ของ สปสช.ตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 แต่ สปสช.ก็เลือกที่จะทำ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลได้รับงบประมาณที่ไม่คุ้มทุนที่ต้องจ่ายในการรักษาพยาบาลประชาชน

แต่ทั้งเลขาธิการและรองเลขาธิการ สปสช.ต่างก็ออกมาพูดว่า การเพิ่มค่าตอบแทนแพทย์ทำให้โรงพยาบาลขาดทุน ซึ่งไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะหลายๆโรงพยาบาล ต่างก็เอาเงินบำรุงโรงพยาบาลมาจ่ายค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ รวมทั้งต้องจ่ายเป็นเงินเดือนแก่เจ้าหน้าที่ที่ต้องจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราว (บางคนก็ต้องเป็นลูกจ้างชั่วคราวมาเป็น 10-20ปี) เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถเพิ่มตำแหน่งข้าราชการหรือลูกจ้างประจำได้ เพราะการจำกัดตำแหน่งจาก กพ. แต่โรงพยาบาลมีภาระงานมาก จึงต้องจ้างบุคลากรมาทำงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว โดยต้องใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลจ่ายค่าจ้าง นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาล ไม่มีเงินเหลือมาช่วยชดเชยเงินที่ขาดดุลจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และบางโรงพยาบาลก็ไม่มีเงินเหลือพอที่จะจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนลูกจ้างเงินบำรุง รวมทั้งจ่ายค่าทำงานนอกเวลาราชการของบุคลากรของโรงพยาบาลอีกด้วย

และตำแหน่งเลขาธิการสปสช.นั้นได้กำหนดไว้ในมาตรา 35 ว่า ให้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง แต่เลขาธิการ สปสช.ได้เคยแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการ ปปช.หรือไม่?

นอกจากนั้น สปสช.ยังได้ออกข้อบังคับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ในการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ตามมาตรา 41 กรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการับการรักษาพยาบาลพ.ศ. 2549 โดยข้อ 6 กำหนดอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่เกิน 200,000 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งได้อ้างว่า เงินช่วยเหลือเบื้องต้นจากมาตรา 41 นี้ ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพของผู้พิการ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร โดยกระทรวงสาธารณสุขเองก็รับเป็นเจ้าภาพร่างพ.ร.บ.นี้และเสนอผ่านคณะรัฐมนตรี ที่ส่งร่างพ.ร.บ.นี้ ไปรอเข้าวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มประชาชนและเอ็นจีโอผู้พยายามผลักดันร่างพ.ร.บ.นี้เพื่อจะให้ออกมาเป็นกฎหมายใช้บังคับให้ได้ ทั้งๆที่จำนวนเงินที่ได้รับจัดสรรตามมาตรา 41นั้น ได้กำหนดไว้สูงถึงร้อยละ 1 ของงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว

จากการสัมมนาเรื่องแปดปีภายใต้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจัดโดยแพทยสภาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553ผู้จัดการสัมมนาได้สรุปข้อเสนอว่า

1.ควรแก้ไขพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 โดยให้ สปสช.ลดบทบาทมาเป็นระดับกรมอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมและตรวจสอบได้ และจะช่วยลดงบประมาณการบริหารสำนักงาน รวมทั้งกำหนดค่าตอบแทนบุคลากรใน สปสช.ให้เหมาะสม


2. ระบบการจัดสรรงบประมาณควรมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

2.1 แยกเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากร ออกจากงบบริการ

2.2 การจ่ายงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยควรจ่ายตามที่เป็นจริง


3. ควรมีระบบร่วมจ่าย (copayment) คนจนฟรี คนไม่จนต้องร่วมจ่าย ทั้งนี้ เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอในการจัดบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานสำหรับประชาชนทุกคน โดยที่โรงพยาบาลไม่อยู่ในสภาพขาดทุนและขาดสภาพคล่องเช่นนี้

และข้อเสนอแนะจากคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับเปลี่ยนเงินเดือนและค่าตอบแทนในภาคราชการของแพทยสภา ได้เสนอต่อที่ประชุมว่า ควรแยกบุคลากรสาธารณสุขออกจาก กพ. เพื่อจัดสรรตำแหน่ง เงินเดือน ค่าตอบแทนให้เหมาะกับภาระหน้าที่ ความเสี่ยงภัยจากการติดโรค และความผิดชอบระดับสูง คือรับผิดชอบชีวิตและสุขภาพประชาชน





แถม ...


วินิจฉัยเหตุ... โรงพยาบาลรัฐขาดทุนหนัก? เนชั่น แชนเนล สถานีข่าว 24 ชั่วโมง

//www.nationchannel.com/home/news/program/%E0%B8%84%E0%B8%A1-%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%94-%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%81/22122/




Create Date : 14 ตุลาคม 2553
Last Update : 13 กันยายน 2560 13:35:02 น. 1 comments
Counter : 837 Pageviews.  
Share to Facebook

 
จริงแล้วหมอที่อยู่ตามรพ. ชุมชนไม่ได้มีมากมายหรอกค่ะ บางโรงพยาบาลมีหมออยู่แค่ คน สองคนเอง แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นหมอใหม่ๆ ที่เค้าส่งมาใช้ทุน อีกส่วนหนึ่งก็เป็นพวกที่ตั้งรกรากไปเลย
การที่เค้าเพิ่มค่าตอบแทนให้แพทย์ พยาบาล เพื่อดึงดูดให้มีคนมาอยู่กันมากชึ้น
แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า หมอผู้ใหญ่บางคนที่ทำงานที่สสจ. รพ. ประจำจังหวัด ก็อยากได้ค่าตอบแทนเพิ่มเหมือนกัน เห็นเลยว่าผู้ใหญ่ต่างก็มองเห็นแก่ผลประโยชน์ตัวเองทั้งนั้น
แนวคิดที่จะดึงหมอมาอยู่ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร


โดย: Chillipop วันที่: 14 ตุลาคม 2553 เวลา:15:55:47 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 763 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]