Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

อาชญากรรมบริสุทธิ์ ของ...ทาสชุดขาว ? .. โดย ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ




“อาชญากรรมบริสุทธิ์”...ของทาสชุดขาว? เป็นหัวข้อสนทนาสำคัญจากหนึ่งในกรรมการแพทยสภา ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ

ผศ.นพ.เมธี บอกว่า ท่ามกลางเสียงปี่เสียงกลองของการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อกวาดคะแนนเสียงในการเข้าสู่สภาของนักการเมือง หนึ่งในนโยบายอมตะที่ถูกนำมาใช้หาเสียงคือ “นโยบายสาธารณสุข”

เพราะนับแต่การก่อเกิดของ “30 บาทรักษาทุกโรค” ที่เดิม “หมอสงวน” มุ่งเฉพาะให้ “คนด้อยโอกาส” ได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานและคุณภาพ แต่ถูกนักการเมืองแปรเปลี่ยนไปเป็นโครงการประชานิยมและแจกจ่ายงบที่มีจำกัดให้กับคนที่มีฐานะดีเข้ามาร่วมทานเค้กก้อนเล็กๆ ก้อนเดียวกันนี้ด้วย

“เราจึงเห็นคนขับรถราคาหลายล้านมาแย่งรับยาราคาไม่กี่ร้อยกี่พันบาทฟรีๆ เราเห็นคนมีเงินซื้อเหล้า ซื้อแมงกะไซค์มาแต่งซิ่ง ซื้อโทรศัพท์ราคาครึ่งแสน แต่ไม่มีเงินจ่ายค่ายาหลักร้อยหลักพัน”
หนำซ้ำทุกวันนี้หลาย รพ.ยังเต็มไปด้วยคนต่างด้าวทั้งที่ไม่ได้ทำประกันสุขภาพหรือตั้งใจมาเสียค่าธรรมเนียมในราคาแสนถูก เพื่อแลกกับค่ารักษาหลักแสนหลักล้านที่ไม่ต่างอะไรกับการได้ฟรี ที่น่าตกใจคือมีอาชีพนายหน้ารับพาคนต่างด้าวมาเข้าแย่งเตียง แย่งคิวตรวจกับคนไทยตาดำๆ

...ในอีกมุมหนึ่ง นโยบายนี้ทำให้ภาระงานของผู้ป่วยนอก ซึ่งมีแพทย์ที่ยังรักษาผู้ป่วยและอยู่ในวัยทำงานจริงๆไม่เกิน 40,000 คน เพิ่มขึ้นทะลุปรอทไปมากกว่า 300 ล้านครั้งต่อปี หรือ...อีกนัยหนึ่งเฉลี่ยแล้วคนไทยเดินเข้า รพ.ในแต่ละปีมากกว่า 5 ครั้ง ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นอย่างมาก

แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับพยายามเร่งเร้าให้เข้ามารับการรักษาฟรีๆ เพิ่มขึ้นอีก เพื่อจะได้มียอดตัวเลขมาต่อยอดความภาคภูมิใจของตนเอง ทั้งๆที่ความจริงแล้วควรตั้งเป้าลดยอดการเข้า รพ.ลง เพราะหมายถึงนโยบายป้องกันโรคและการเสริมสร้างความรู้ในการดูแลตนเองประสบความสำเร็จ
ด้วยภาระงานผู้ป่วยนอกที่มากมายมหาศาล ซึ่งยังไม่นับภาระงานผู้ป่วยในอีกประมาณเกือบ 10 ล้านครั้งต่อปี...ภายใต้งบประมาณจำกัดจำเขี่ยผลทำให้ รพ.ตกอยู่ในสภาพ “ยิ่งรักษา ยิ่งเจ๊ง”
“ไม่ต่างอะไรกับรัฐวิสาหกิจที่เราๆท่านๆเห็นกันตั้งแต่เด็กๆ จนทุกวันนี้เงินสำรองของแต่ละ รพ.ที่ต้องควักมาแจกจ่ายเป็นค่ายาค่าเครื่องมือแพทย์ให้กับผู้ป่วยหมดสิ้นลง จนติดตัวแดงกันทั่วหน้า ไม่ต่างอะไรกับ ขสมก. หรือ...การรถไฟที่นับวันจะสาละวันเตี้ยลง ซึ่งเหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากนโยบายประชานิยมเช่นกัน...”

ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ รพ.นั้นประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรอย่างรุนแรง แต่กลับผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพ เหตุเพราะ “ในตัวชี้วัด ไม่มีเรื่องของจำนวนบุคลากรที่เหมาะสม” มากำกับ ทั้งๆที่งานทุกอย่างต้องเริ่มจากคน...“เมื่อเงินไม่พอ คนก็ไม่พอ แถมยังต้องมีงานเอกสารเพิ่มขึ้นมามากมาย” ที่ต้องเบียดบังเวลาในการดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยไป...ผลการรักษาจึงไม่เป็นไปตามคาดหวัง

และตามด้วยวลีสร้างความเกลียดชัง (Hate speech)...“ความเสียหายจากการรักษาพยาบาล!!” ซึ่งเป็นช่องโหว่ให้ใครบางคนเอาไปต่อยอดผลักดันเพิ่มเติมจาก ม.41 เพื่อให้เกิดนโยบายแจกเงินหลักล้านชดเชยความเสียหาย อันเป็นการซ้ำเติมฐานะการเงินของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปอีก...

ผศ.นพ.เมธี บอกอีกว่า อย่างไรก็ตาม คุณูปการสำคัญอย่างหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้คือการที่ท่านรัฐมนตรีสาธารณสุข ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงในกระทรวง ต่างยอมรับความจริงและประสานเสียงว่าคุณภาพการรักษาต้องเริ่มจากสมดุลของสองปัจจัยสำคัญ ภายใต้นโยบาย “2P Safety” โดย...“P” แรกคือ ผู้ป่วย (Patient) และอีก...“P” คือ บุคลากร (Personnel) ...ปลายปีที่ผ่านมาจึงมีการทำแบบสำรวจ “ภาระงานและความอ่อนล้า” ของบุคลากรสาธารณสุขภาครัฐทั่วประเทศ และผลสำรวจที่ได้นั้นเป็นดังนี้

ในส่วนของ “แพทย์” พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว 2/3 แพทย์ทั่วประเทศ ต้องอยู่เวรทุกวัน และแต่ละวันได้พักไม่เกิน 7 ชม. โดยมีอีกประมาณ 1/3 ที่ต้องอยู่เวรทุกวัน แต่ละวันได้พักไม่เกิน 4 ชม. ในขณะที่ 90% ของแพทย์ ต้องทำงานติดต่อกันมากกว่า 24 ชม. โดยมีแพทย์ 15% ที่ต้องอยู่เวรติดต่อกันทั้งอาทิตย์

ในแง่ภาระงานผู้ป่วยนอกที่มักดราม่าตามโลกโซเชียลว่า “หมอหายหัวไปไหนหมด” พบว่า 50% ของแพทย์ทั่วประเทศต้องตรวจคนไข้นอกเฉลี่ย 100 คนต่อวัน ในขณะที่ตามเกณฑ์มาตรฐานนั้น แพทย์สามารถตรวจคนไข้นอก (เก่าและใหม่คละกัน) ไม่ควรเกิน 8 คน/ชม. นั่นหมายความว่า 70% ของแพทย์ภาครัฐ ต้องรับภาระงานหนักกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 2-4 เท่าตัว หรืออีกนัยหนึ่งคือแพทย์ 1 คนต้องทำงานแทนแพทย์ 2-4 คน...เพื่อให้พรรคการเมืองได้หน้าจาก “นโยบายประชานิยม” นี้

ถัดมาในส่วนของ “พยาบาล” พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว 2/3 ของพยาบาลภาครัฐต้องทอดทิ้งครอบครัวตนเองเพื่อมาขึ้นเวรทุกวันและแต่ละวันได้นอนไม่เกิน 7 ชม. ส่วนภาระงานผู้ป่วยในกรณีที่เป็นดราม่าถูกแอบถ่ายวิดีโอคลิปนั้น พบว่า 60% ของพยาบาลต้องดูคนไข้ในมากกว่า 10 ราย ต่อวัน ทั้งๆที่ตามมาตรฐานสากลแล้วพยาบาล 1 คนไม่ควรรับผิดชอบคนไข้ในเกิน 4 คน (1:4) นั่นหมายความว่า...ทุกวันนี้พยาบาลไทย 100% ต้องทำงานเกินกว่าเกณฑ์ไม่น้อยกว่า 2 เท่าตัว เพื่อให้นโยบายหาเสียงเกินจริงของพรรคการเมืองประสบความสำเร็จ

หันมาดูสภาพความเป็นอยู่กันบ้าง คำตอบจากแบบสำรวจยังให้ข้อมูลเพิ่มอีกว่า 80% ของทั้งแพทย์และพยาบาลเคยต้องทำงาน...ขึ้นเวร ทั้งๆที่ตนเองป่วยหรือต้องทอดทิ้งครอบครัวและญาติสนิทที่ป่วยไข้ไป เพื่อขึ้นเวร แลกกับค่าตอบแทนรายชั่วโมงไม่ถึงร้อยบาท!...ที่น่ารันทดยิ่งกว่าคือ 1/3 ของทาสชุดขาวเหล่านี้ ต้องทำงานแบบไม่มีวันหยุดและทำให้ชีวิตผู้ป่วยต้องตกอยู่ในอันตรายอันเนื่องมาจากความอ่อนล้าของร่างกาย

เพื่อแลกกับเศษเงินที่หน่วยงานรัฐ ซึ่งคุมเรื่องการเงินประสานเสียงพูดว่า...มากเกินพอแล้ว?
หากจะอินเทรนด์...ก็ลองมาดูตัวชี้วัดเรื่อง Happinometer (มาตรวัดความสุขในการทำงาน) ที่หลายหน่วยงานนำมาใช้เพื่อประเมินว่ามีการดูแลบุคลากรในสังกัดดีมากน้อยอย่างไร พบว่า 60% ของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องขึ้นเวร...แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีเทคนิค ล้วนไม่มีความสุขในการทำงาน...

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงมีภาพการกระทบกระทั่งกับ “ผู้ป่วย” หรือ “ญาติ” อยู่เนืองๆ
ทั้งหมดข้างต้นเหล่านี้คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่า “ประเทศไทยยังมีทาสแรงงานที่ไม่ได้รับการเหลียวแล” หลงเหลืออยู่ “ทาสชุดขาว”...ที่ถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.แรงงาน ที่แม้แต่สาวโรงงาน กรรมกรหาเช้ากินค่ำยังได้รับความคุ้มครอง ที่น่าเสียใจยิ่งกว่า...การต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตคน กลับถูกตีความโดยนักกฎหมายว่า “การรักษา...การช่วยชีวิตคนไม่ต่างอะไรจากการซื้อสินค้าหรือบริการทั่วไป”

“ทั้งๆที่สินค้าหรือบริการทั่วๆไปในธุรกิจบริโภคนั้น จะมุ่งเน้นเรื่องการหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ การหลอกลวงด้วยสัญญาคดโกง เพื่อดูดเงินในกระเป๋ามาสู่บริษัทห้างร้าน แต่ที่ยิ่งหนักหนาสาหัสขึ้นไปอีกคือ...เมื่อการช่วยชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ กลับถูกมองว่าต้องนับเป็นความอาญา ในฐานความผิดประมาททำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย แบบเดียวกับที่อาชญากรได้รับ”

ทั้งๆที่จริงๆแล้ว ฐานความผิดนี้เป็นคนละประเด็นกัน เพราะฝ่ายหนึ่งจ้องจะใช้เหตุประมาทมาเป็นช่องโหว่หลีกเลี่ยงไม่ต้องรับโทษจากการกระทำที่ไปก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นโดยเขาไม่อนุญาต แต่อีกฝ่ายถูกบังคับให้ต้องช่วยชีวิตคนตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่สำคัญการกระทำเพื่อช่วยชีวิตคนนั้นมี “เจตนาดี (Mens Rea)” แต่แรก หาใช่การมุ่งใช้ช่องโหว่กฎหมายไปทำร้ายผู้อื่นแต่อย่างใดไม่...

ในอีกสองเดือนเราจะได้เห็น “รัฐบาลใหม่” ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ “พรรคการเมือง” จะหันมาให้ความสำคัญกับคนหลักแสน เพื่อคุณภาพที่ดีของระบบสาธารณสุขในการดูแลประชากรหลักสิบล้านคน.

https://www.thairath.co.th/content/1513088


Create Date : 08 มีนาคม 2562
Last Update : 8 มีนาคม 2562 15:45:31 น. 0 comments
Counter : 798 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]