Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ล้างพิษตับ ลำไส้ และ การดื่มน้ำด่าง .. ดี จริงหรือ ?





ล้างพิษตับ ลำไส้ และการดื่มน้ำด่าง


รองศาสตราจารย์ ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ   ...  สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา   ...  ศูนย์ปฎิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

https://www.facebook.com/thiravat.h/posts/999103533456534

ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วไปมีความสนใจในการรักษาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์และการบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างแพร่หลายเป็นเงาตามตัว การบริการแบบหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ การล้างพิษด้วยโปรแกรมต่าง ๆ รวมทั้งกระแสล่าสุดคือ การดื่มน้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่าง

โดยปกติร่างกายของเราได้รับสารพิษจากแหล่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่กิน น้ำที่ดื่ม และอากาศที่เราหายใจ ขึ้นกับว่าสถานที่ได้รับนั้นอยู่ที่ใด เช่น กรณีของอากาศนั้น ถ้าเราอยู่ในบริเวณที่มีการจราจรคับคั่งของกรุงเทพมหานคร เรามีโอกาสที่จะได้รับสารพิษหลายอย่างมากกว่าการที่เราอยู่ในที่ที่มีมลพิษทางอากาศน้อยกว่า การที่สารพิษจะก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายได้นั้นส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณของสารที่ได้รับว่ามากหรือน้อยเพียงใดรวมทั้งความถี่ที่ได้รับในแต่ละวัน

หลายครั้งที่นักพิษวิทยาพบว่า สารก่อมะเร็งปริมาณน้อย ๆ ทำหน้าที่เป็นสารต้านมะเร็งเองโดยไปกระตุ้นระบบทำลายสารก่อมะเร็งให้แข็งแรงขึ้น เช่น เครื่องเทศที่เราใช้ในการปรุงอาหาร มีการศึกษาพบว่า ปริมาณที่ใช้ในการปรุงอาหารตามปกตินั้นมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง แต่เมื่อทำการศึกษาให้ลึกลงไปกลับพบว่า องค์ประกอบหลายชนิดในเครื่องเทศเป็นสารก่อมะเร็งเมื่อให้สัตว์ทดลองในปริมาณสูง

สำหรับความถี่ของการได้รับสารพิษก็เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าสารพิษขนาดที่ไม่ได้ทำให้เกิดพิษเฉียบพลันเข้าสู่ร่างกายไม่บ่อยนัก ร่างกายมักทำลายสารพิษนั้นทิ้งได้ เนื่องจากการออกฤทธิ์ของสารพิษเกือบทุกชนิดต้องอาศัยความเข้มข้นที่สะสมในร่างกายสูงจนถึงระดับหนึ่ง (ภาษาวิชาการใช้คำว่า Threshold) อวัยวะหลักในการทำลายสารพิษในร่างกายมนุษย์คือ ตับ ไต ปอด ฯ ดังนั้นถ้าใครมีอวัยวะเหล่านี้ไม่แข็งแรง การออกฤทธิ์ของสารพิษก็จะเป็นไปได้ง่ายกว่าคนที่มีอวัยวะเหล่านี้แข็งแรง

ที่สำคัญ ความอ่อนแอของบางระบบในร่างกาย อาจส่งเสริมให้สารพิษออกฤทธิ์ได้มากกว่าเดิมด้วยเช่น ระบบภูมิต้านทานของแต่ละบุคคลซึ่งขึ้นกับการบริโภคอาหารว่าสมดุลตามที่ร่างกายต้องการหรือไม่

จากปัจจัยหลายประการที่กล่าวมา ทำให้ผู้ประกอบการที่มีความสามารถด้านจิตวิทยาสูง นำเอาประเด็นเหล่านี้มาเสนอให้ลูกค้ารับบริการล้างพิษ โดยไม่ทราบว่าตนเองนั้นอันที่จริงมีสารพิษชนิดใดในตัวและมีปริมาณเท่าไร และยังใช้มายาวิทยา-ไสยศาสตร์ เจาะเลือดหนึ่งหยดส่องกล้องหรือเข้าเครื่อง โม้ว่าสุขภาพเม็ดเลือดแดงไม่ดีเพราะมีสารพิษ และร่างกายขาดสารต้านอนุมูลอิสระและอื่นๆอีกมากมาย

ทฤษฎีของสารต้านอนุมูลอิสระ ขณะนี้ถือเป็นเรื่องล้าสมัย ทั้งนี้เนื่องจากการศึกษาไม่ต่ำกว่า 68 รายงานในมนุษย์ กลับพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระ beta-carotene วิตามิน A และ E นอกจากไม่ช่วยให้อายุยืนกลับตายเร็ว

การศึกษาในคนสูบบุหรี่จัดว่า beta-carotene และ retinol จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งหรือไม่ กลับพบว่ามีมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 28% และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 17% (ประชากรศึกษา 18,000 คน) และความเสี่ยงชัดขึ้นหลังใช้สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ไป 18 เดือน

หลักฐานพิสูจน์ชัดว่าอนุมูลอิสระอาจเป็นเรื่องเชยในปี 2556 นี้โดยใช้หนอนตัวกลม (Caenorhabditisel egans) ซึ่งปรับเปลี่ยนพันธุกรรมให้ไม่สามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้และควรจะตายเร็วแต่ปรากฏว่าหนอนเหล่านี้กลับอายุยืนด้วยซ้ำ


กระบวนการลดความเป็นพิษของสารพิษทั้งหลายหรือที่เรียกว่าดีทอกซ์ (Detoxification)
ตามหลักวิชาการ มักอาศัยเอนไซม์สองระบบคือ การกระตุ้นให้สารพิษ (ที่สามารถเข้าสู่ระบบการหมุนเวียนต่าง ๆ ของร่างกาย) มีความสามารถในการละลายน้ำสูงขึ้นจากเดิมด้วยการออกซิเดชั่น จากนั้นจะมีกระบวนการเชื่อมต่อ (Conjugation) ของสารพิษที่ถูกเปลี่ยนแปลงแล้วกับสารที่มีความสามารถในการละลายน้ำสูงเช่น น้ำตาลกลูโคส กรดอะมิโนบางชนิด หรือสารชีวเคมีอื่น ๆ ในร่างกาย จนได้สารประกอบสุดท้ายที่ละลายน้ำได้ดีและถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ และ/หรือเหงื่อ ตามความเหมาะสม

กระบวนการดังกล่าวนี้สามารถกระตุ้นให้ทำงานสูงขึ้นได้ด้วยสารเคมีธรรมชาติ ที่มีอยู่ในอาหารที่เรากินกันตามธรรมดาทุกวัน โดยส่วนใหญ่อยู่ในหมู่ผักและผลไม้ซึ่งรวมถึงสมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ

สำหรับการล้างพิษส่วนใหญ่ซึ่งมีการโฆษณา แท้จริงแล้วยังหาข้อยืนยันทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนไม่ได้เลยว่า ได้ผลหรือไม่ ส่วนใหญ่เป็นการล้างพิษที่เน้นเพียงเพื่อกำจัดของเก่าในลำไส้ใหญ่ออกมาด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตาม แต่ผลที่ได้เป็นเพียงชั่วคราวถ้าไม่ปรับปรุงพฤติกรรมการกินอาหารในระยะยาว 

ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงขณะนี้คือ ผักผลไม้ธรรมชาติที่ต้องไม่คั้นเอาแต่น้ำ แต่ต้องกินทั้งกากใยคือตัวล้างพิษตับ พิษในร่างกายทั้งหมดยืนยันจากรายงานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย ว่าช่วยชีวิตยืนยาวสุขภาพดีไม่เป็นโรคต่างๆ ทั้งหัวใจ สมอง มะเร็ง อัลไซเมอร์ และอื่นๆอีกมากมาย ทั้งนี้อาจเกี่ยวทั้งสารที่มีประโยชน์มากมายในผัก ผลไม้ธรรมชาติรวมกากไย

ที่สำคัญคือกากไยและสารประโยชน์เหล่านี้จะปรับให้ภายในลำไส้มีจุลินทรีย์ชนิดดี ไม่ไปสกัดสารพิษจากอาหารชนิดอื่นๆที่กินเข้าไป ซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายทุกอวัยวะ และขณะนี้อาจเป็นไปได้ที่จุลินทรีย์ชนิดดีเหล่านี้สร้างของดีต่อร่างกายอีกทางหนึ่ง

การดีทอกซ์ลำไส้แม้ว่าจะช่วยเรื่องท้องผูกแต่อาจมีผลล้างจุลินทรีย์ชนิดดีทิ้งไปด้วย และไม่มีใครทราบได้ว่าจะทำให้ผลประโยชน์ที่ได้จากการกินผักผลไม้และกากใยลดลงหรือไม่

ในเรื่องของการดื่มน้ำด่าง ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าเป็นการลดพิษหรือต้านมะเร็งนั้น ยังไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน เพราะโดยปรกติสภาวะในเลือดหรือเซลล์บางอวัยวะต้องมีค่าความเป็นกรดด่างราว 7.4 (เป็นด่างเล็กน้อย) เนื่องการทำงานของระบบต่าง ๆ เช่น น้ำย่อยหรือเอนไซม์ ต้องการสภาวะนี้ 

วิธีการปรับนั้นร่างกายเรามีระบบที่อาศัยองค์ประกอบในน้ำเลือดหรือเซลล์เอง โดยได้มาจากอาหารหรือจากการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย เพื่อให้ความเป็นกรดและด่างอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม หากสภาวะความเป็นกรดหรือด่างของบางอวัยวะมากเกินไป จะมีการกระตุ้นการขับสารที่เพิ่มความเป็นกรดหรือด่างทิ้งไป เพื่อปรับระดับความเป็นกรดด่างของเลือดเข้าสู่สภาวะปกติ 

สำหรับบางอวัยวะเช่น กระเพาะอาหารนั้นต้องมีความเป็นกรดสูงคือความเป็นกรด-ด่างที่ 1 ถึง 2 ระหว่างการเริ่มย่อยโปรตีนบางส่วน ในทางตรงกันข้ามขณะที่มีการย่อยอาหารในลำไส้เล็กนั้นจำเป็นต้องมีความเป็นกรด-ด่างถึง 8 กว่า ๆ เพื่อให้น้ำย่อยในลำไส้เล็กสามารถย่อยโปรตีน แป้ง และไขมันได้สมบูรณ์แบบ

ดังนั้นความเหมาะสมของกรดด่างในร่างกายจึงต่างกันตามชนิดของอวัยวะ 

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การแนะนำให้กินอาหารหรือดื่มน้ำเพื่อปรับร่างกายให้เป็นด่างนั้น ไม่น่าจะเกิดประโยชน์อันใด เพราะสุดท้ายเมื่ออาหารหรือน้ำไปถึงอวัยวะที่ต้องเป็นกรดมันก็ต้องเป็นกรด เมื่อไปถึงอวัยวะที่ต้องเป็นด่างมันก็ต้องเป็นด่าง ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีที่มีการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์และคณะวิทยาศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัยที่ สกอ. รับรองคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการ




 

Create Date : 24 มิถุนายน 2558   
Last Update : 28 ธันวาคม 2561 21:36:20 น.   
Counter : 57 Pageviews.  

น้ำมันมะพร้าว - ออย์ พูลลิ่ง ( oil pulling ) ... ดีจริง หรือ ???




ความจริง(...ที่ปกปิด) ของน้ำมันมะพร้าว

โดยหมอดื้อ 7 มิ.ย. 2558 05:01

https://www.thairath.co.th/content/503397

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์(Virgincoconut oil) สกัดแบบบีบเย็น จากเนื้อมะพร้าวสด โดยกระบวนการที่ไม่ใช้ความร้อนหรือสารเคมี(Coldpressed coconut oil) เป็นที่นิยมกันถล่มทลายใครไม่กินเป็นเชย แต่ดีจริงหรือ หมอดื้อ ได้คุณหมอณิชา สมหล่อ หน่วยโภชนาการคลินิกฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาชี้แจงพร้อมกับหมอจะได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวกับอัลไซเมอร์ด้วย

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแม้เชื่อว่าจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าการสกัดร้อนแต่องค์ประกอบกรดไขมันจะไม่ต่างกัน โดยที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง หรือ Mediumchain triglycerides (มีจำนวนคาร์บอน 6-12 ตัว) 63%ซึ่งส่วนมากคือกรดลอริกที่มีคาร์บอน 12 ตัว (Lauric acid, C12:0)กรดไขมัน อิ่มตัวสายยาว (มีจำนวนคาร์บอน >12 ตัว) 30%และกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาว (มีจำนวนคาร์บอน >12 ตัว) 7%

กรดไขมันอิ่มตัวสายกลางมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถดูดซึมที่ลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรงนำไปใช้ที่ตับได้อย่างรวดเร็วแตกต่างจากกรดไขมันสายยาวที่ดูดซึมผ่านระบบน้ำเหลืองก่อนเข้ากระแสเลือดและการเปลี่ยนนำไปใช้เป็นพลังงานที่ตับมีกระบวนการซับซ้อนกว่าทางการแพทย์จึงสกัดเอากรดไขมันอิ่มตัวสายกลางจากน้ำมันมะพร้าวไปใช้เพื่อเป็นส่วนประกอบอาหารทางการแพทย์ชนิดรับประทานสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาในการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ (Semi-elementaldiet) เป็นส่วนประกอบสำหรับอาหารคีโตเจนิก (Ketogenic diet) ในการรักษาผู้ป่วยเด็กโรคลมชักและเป็นส่วนประกอบของไขมันในอาหารที่ให้ทางเส้นเลือดดำซึ่งการนำมาใช้ทางการแพทย์ที่กล่าวมานี้ต้องผ่านการสกัดแยกมาจากน้ำมันมะพร้าวอีกทีเพื่อเอาเฉพาะกรดไขมันอิ่มตัวสายกลางเท่านั้นไม่ใช่ใช้น้ำมันมะพร้าวแบบที่ขายทั่วไปในท้องตลาดที่มีกรดไขมันอื่นๆประกอบอยู่ด้วย

กรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง(มีจำนวนคาร์บอน 6-12 ตัว) ไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักทั้งๆที่มีคุณสมบัติที่ถูกนำไปใช้ในตับได้เร็วเชื่อว่าไม่สะสมเป็นเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย การศึกษาในประเทศบราซิล (วารสาร lipids2009) ในผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนลงพุงอายุระหว่าง 20-40 ปีกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าว 30 มล.ต่อวันและกลุ่มที่รับประทานน้ำมันถั่วเหลือง 30 มล.ต่อวัน (กลุ่มละ 20 คน)ร่วมกับรับประทานอาหารพลังงานต่ำ และออกกำลังกายโดยการเดิน 200นาทีต่อสัปดาห์ในทั้งสองกลุ่ม เป็นเวลา 12 สัปดาห์พบว่าทั้งสองกลุ่มลดน้ำหนักและดัชนีมวลกายและเส้นรอบพุงลงได้ไม่ต่างกัน

ในการศึกษาแบบวิเคราะห์เจาะลึก60 รายงาน (วารสาร The American journal of clinicalnutrition 2003) พบว่าการรับประทานอาหารที่ใช้กรดลอริกที่พบมากในน้ำมันมะพร้าวทดแทนคาร์โบไฮเดรตในพลังงานที่เท่ากันพบว่าเพิ่มคอเลสเทอรอลในเลือดทั้งตัวดี HDL และตัวร้าย LDLโดยการเพิ่มขึ้นของตัวดีจะมากกว่า จึงนำไปสู่การตีความกันว่าน้ำมันมะพร้าวน่าจะช่วยป้องกันหรือลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างไรก็ตาม การศึกษาในสัตว์ทดลองที่ไม่ใช่แค่การดูเฉพาะระดับคอเลสเทอรอลในเลือดกลับพบว่าในกระต่ายที่ได้รับอาหารไขมันสูงจากน้ำมันมะพร้าว 10%มีไขมันอุดตันในเส้นเลือดแดงสูงกว่ากลุ่มใช้น้ำมันมะพร้าว 3% เป็น 2 เท่า(วารสาร Atherosclerosis. 2010) ส่วนการศึกษาในคนซึ่งต้องเป็นการศึกษาระยะเวลานานเป็นปีๆปัจจุบันยังไม่มี

น้ำมันมะพร้าวที่บรรยายสรรพคุณว่าดีสำหรับโรคสมองฝ่ออัลไซเมอร์มีcaprylictriglyceride กรดไขมันอิ่มตัวสายกลางเป็นสำคัญ ตามปกติ พลังงานจะได้จากกลูโคสเมื่อกลูโคสขาดแคลน ตับจะเป็นตัวสร้างคีโตน ให้เป็นแหล่งพลังงานแทนในกรณีนี้ก็ไม่ต้องอดอาหารเอากรดไขมันอิ่มตัวสายกลางป้อนสารคีโตนจากการผ่านทางตับให้สมองโดยโรคอัลไซเมอร์คือ “เบาหวานของสมอง” และสมองเบาหวานนี้จะใช้คีโตนได้ดีกว่ากลูโคสคีโตนจะช่วยลดความเสียหายในเซลล์สมองที่เกิดขึ้นจากมวลอนุมูลอิสระรวมทั้งจากสารอักเสบที่เป็นตัวการของโรคอัลไซเมอร์ และป้องกันการเกิดสารพิษโปรตีน amyloid

การศึกษาการใช้อาหารคีโตนในโรคอัลไซเมอร์โดยเป็นการทดลองในหนู2 รายงาน ในปี 2005 และ 2011 ในสุนัข 1 รายงาน (2008)และในคนที่เริ่มมีอาการหลงลืม MCI (Mild cognitiveimpairment) ในปี 2012 ซึ่งมีผู้ป่วยในการศึกษา 23 รายได้รับอาหารที่มีแป้งหรือคาร์โบโฮเดรตต่ำ ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้มีการสร้างคีโตนพบว่าจะมีความจำดีกว่าคนที่ได้อาหารแป้งสูง ซึ่งคล้ายคลึงกับรายงานในปี 2004 กับผู้ป่วยMCI และที่เป็นอัลไซเมอร์แล้วโดยให้เครื่องดื่มที่มีกรดไขมันขนาดปานกลางไตรกลีเซอไรด์จะพบว่ามีค่าการวัดความจำดีขึ้นบ้าง

สำหรับการใช้น้ำมันมะพร้าวกรดไขมันอิ่มตัวสายกลางกับโรคอัลไซเมอร์มีรายงานของผลิตภัณฑ์ชื่อAxona(AC-1202) ของอเมริกาในปี 2009, 2011 และ 2012ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง 152 ราย ใช้ผลิตภัณฑ์ AC-1202 ที่ 10-20 กรัมต่อวัน ไป 90 วัน ณ วันที่ 45กลุ่มที่ได้รับน้ำมันมะพร้าวมีระดับการทดสอบดีขึ้น แต่ในวันที่ 90คะแนนกลับมาเท่ากันในกลุ่มที่ได้และไม่ได้น้ำมันมะพร้าว รวมทั้งวันที่ 104หลังจากหยุดการกินน้ำมันมะพร้าวไปแล้ว อย่างไรก็ตามผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่ไม่มียีนร้ายของสมองฝ่อกลับพบว่าน้ำมันมะพร้าวเสริมความจำให้ดีขึ้นที่การทดลองทุกระยะ

ประโยชน์จากน้ำมันมะพร้าวที่สำคัญอยู่ที่ชนิดและต้องเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสายกลาง ไม่ใช่น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นที่ไม่ทราบส่วนประกอบประโยชน์ด้านการลดน้ำหนักยังไม่ชัดเจน การป้องกันหรือลดการเกิดโรคหัวใจ และโรคสมองอาจจะเป็นไปได้ โดยที่ต้องติดตามใกล้ชิด.

หมอดื้อ


......................................................

บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน

https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/17/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD/

น้ำมันมะพร้าว กับ การลดน้ำหนัก

ภญ.ธนิกา ปฐมวิชัยวัฒน์
ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

น้ำมันมะพร้าว(coconutoil) คือน้ำมันที่ได้จากการสกัดแยกน้ำมันจากเนื้อผลของต้นมะพร้าว (Cocosnucifera L.) ซึ่งเป็นพืชในตระกูลปาล์ม (Arecaceaeหรือ Palmae) ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวที่จำหน่ายในท้องตลาดและได้รับความสนใจในขณะนี้คือ virgin coconut oil ซึ่งหมายถึงน้ำมันมะพร้าวที่ใช้วิธีการสกัดแยกจากเนื้อมะพร้าวโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูงและไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางเคมีวิธีที่ใช้ในการเตรียม virgin coconut oil เช่น วิธีบีบเย็นเป็นต้น

องค์ประกอบหลักของน้ำมันมะพร้าวเป็นกรดไขมันอิ่มตัว(มากกว่า 90%จากปริมาณกรดไขมันทั้งหมด)แต่กรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ที่พบในน้ำมันมะพร้าวนั้นเป็นกรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลปานกลาง(mediumchain fatty acid) เช่น กรดลอริก(lauric acid) ซึ่งเมื่อรับประทานและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกเผาผลาญได้ดี จึงถูกสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน(adipose tissue)ได้น้อยกว่ากรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลยาว (long chain fatty acid) เช่น กรดไลโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบมากในน้ำมันถั่วเหลืองเป็นต้น (1, 2)

จากคุณสมบัติดังกล่าวของน้ำมันมะพร้าวส่งผลให้น้ำมันมะพร้าวได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในการรับประทานเพื่อช่วยลดความอ้วนจากรายงานการศึกษาทางคลินิก (randomised, double-blind,clinical trial) ในประเทศบราซิล (3)ทำการทดสอบเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวและกลุ่มที่รับประทานน้ำมันถั่วเหลืองในผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนลงพุง(abdominal obesity) มีอายุระหว่าง 20-40 ปี (กลุ่มละ 20 คน)รับประทาน 30 มล.ต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ระหว่างการทดสอบผู้ทดสอบทุกคนจะได้รับอาหารพลังงานต่ำ (hypocaloricdiet) และออกกำลังกาย 4 วัน/สัปดาห์ หลังสิ้นสุดการทดลองพบว่า น้ำมันมะพร้าวไม่ทำให้น้ำหนักตัวและbody mass index (BMI) เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับก่อนเริ่มการทดลองเมื่อดูผลการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดพบว่า กลุ่มที่ได้รับน้ำมันมะพร้าวไม่มีการเปลี่ยนแปลงของระดับคลอเลสเตอรอลรวมและไขมันตัวร้าย(LDL) แต่มีระดับไขมันตัวดี (HDL) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.03 ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับน้ำมันถั่วเหลืองมีระดับคลอเลสเตอรอลรวมและไขมันตัวร้าย (LDL) เพิ่มขึ้นร้อยละ10.45และ 23.48 ตามลำดับ และมีระดับไขมันตัวดี (HDL) ลดลงร้อยละ12.62 เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มการทดลองอย่างไรก็ตามระดับไตรกลีเซอไรด์ของทั้งสองกลุ่มไม่เปลี่ยนแปลง

แม้การศึกษานี้จะแสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะพร้าวไม่ได้มีผลต่อการลดลงของน้ำหนักตัวของกลุ่มทดลองและไม่ทำให้ระดับไขมันที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (คลอเลสเตอรอลรวมไขมันตัวร้าย(LDL) และไตรกลีเซอไรด์) เพิ่มขึ้นอีกทั้งยังช่วยเพิ่มระดับไขมันตัวดี(HDL) ที่ช่วยลดอัตราการเกิดโรคดังกล่าวด้วยอย่างไรก็ตามการศึกษานี้ทำการทดสอบในกลุ่มคนจำนวนน้อยและระยะเวลาที่ทดลองก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ (12 สัปดาห์) นอกจากนั้นการได้รับอาหารพลังงานต่ำและการออกกำลังกายสม่ำเสมอ(4วัน/สัปดาห์)ก็นับเป็นปัจจัยร่วมสำคัญที่อาจส่งเสริมให้ผลการทดลองเป็นไปในทางที่ดี จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อดูผลของน้ำมันมะพร้าวต่อการลดน้ำหนักและการสะสมของระดับไขมันดังกล่าวในระยะยาวดังนั้นจากข้อมูลที่มีในขณะนี้จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าน้ำมันมะพร้าวมีผลต่อการลดน้ำหนักหรือจะส่งผลดีต่อระดับไขมันที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและหากจะให้แนะนำถึงหนทางที่ดีและปลอดภัยที่สุดในขณะนี้สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักก็คงจะหนีไม่พ้นการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


..................................................

OilPulling จริงหรือแหกตา ? ลองมาวิเคราะห์กันดูค่ะ***

https://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2010/01/L8762536/L8762536.html

เนื่องจากช่วงนี้ได้รับหลังไมค์ถามเรื่องนี้และเห็นมีกระแสในบางห้องมาแรงเหลือเกินก็เลยอยากจะลองวิเคราะห์ดูตามความรู้ของตัวเองและตามที่ได้ศึกษามาค่ะ

ข้อความจากฟอร์เวิร์ดเมล์และที่เห็นโพสต์ตามเวปขายน้ำมันพวกนี้

"ออยล์พูลลิ่งเป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปากใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr.F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่ง Dr.Karachได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใครด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอมน้ำมัน

ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัยในรายงานของเขาเป็นอันมากอย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษา มีการทดสอบ ทดลองใช้ทดลองทำ พิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้นต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายชนิด

Dr.Bruce Fife N.D. นักโภชนาการผู้มีชื่อเสียงซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มรวมทั้ง Coconut Oil Miracle เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสงสัยในรายงานดังกล่าวจึงได้ทดลองทำออยล์พูลลิ่งด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ Dr. Fife ถึงกับออกปากว่าออยล์พูลลิ่งเป็นการรักษาของแพทย์ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่สิ่งที่ Dr.Fife สงสัยคือ เหตุใดการอมน้ำมันจึงช่วยรักษาโรคได้เขาเริ่มศึกษาการทำออยล์พูลลิ่งของ Dr. Karach อย่างจริงจังรวมทั้งศึกษารายงานอีกเป็นร้อยๆชิ้นในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง Dr. Fife เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Oil Pulling Therapy มีใจความบางตอนดังนี้

-ในปากของคนเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย

ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรียไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย เพราะปากเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสมมีความร้อน ความชื้น และอุณหภูมิคงที่ ยังมีอาหารอุดมสมบูรณ์จากเศษอาหารที่เรารับประทานกล่าวกันว่าปริมาณแบคทีเรียในปากของคนคนหนึ่ง มีมากกว่าจำนวนประชาการของคนทั้งโลกแบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่บนผิวฟัน บางชนิดอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันและเหงือกบางชนิดอยู่ที่เพดานปาก และบางชนิดอยู่ที่ใต้ลิ้นและโคนลิ้นการแปรงฟันและการใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้นซึ่งไม่นานก็จะกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดิม

-โรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก

อาจฟังดูเหลือเชื่อแต่หากไม่นับโรคทางพันธุกรรม โรคทางอารมณ์ หรือโรคจากการบาดเจ็บต่างๆโรคร้ายเกือบทุกชนิด รวมทั้งการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆล้วนเริ่มต้นที่ปากเนื่องจากปากเป็นประตูเข้าสู่ร่างกายการรับประทานอาหารไม่ถูกต้องหรืออาหารที่มีพิษ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอยิ่งกว่านั้นในปากและลำไส้ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียนับพันล้านตัว บางชนิดเป็นอันตรายบางชนิดไม่ และบางชนิดเป็นประโยชน์ ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือดแม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อจะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่ายเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิดตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ

-ออยล์พูลลิ่งทำงานอย่างไร?

ออยล์พูลลิ่งเป็นการบำบัดที่ทำได้ง่ายที่สุดแต่ก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาการรักษาทางธรรมชาติด้วยเช่นกันสำหรับหลายๆคนมีความรู้สึกว่า แค่การอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปากไม่น่าจะช่วยรักษาโรคได้ อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรคแต่มันช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหรือเป็นตัวการปล่อยสารพิษให้หมดไปเพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู

ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆแบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคร้ายหรือปล่อยสารพิษแก่ร่างกายนั้นแต่ละเซลล์ของมันจะปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผิวเซลล์(เซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำสิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันอยู่ไม่ยอมผสมรวมกันแต่ถ้าคุณเทน้ำมันสองชนิดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือน้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน นี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง

เมื่อคุณใส่น้ำมันลงในปากเนื้อเยื่อที่เป็นน้ำมันหรือไขมันของแบคทีเรียจะถูกน้ำมันดูดไว้ ขณะคุณเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปากแบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกของเหงือกและฟันหรือตามซอกของฟันจะถูกดูดออกจากที่ซ่อนและติดแน่นอยูในส่วนผสมของน้ำมัน ยิ่งนานยิ่งมาก หลังจากผ่านไป20 นาที ส่วนผสมของน้ำมันจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯคุณจึงควรบ้วนทิ้งไปมากกว่าที่จะกลืนมัน

เศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียจะถูกดูดออกด้วยเช่นกันสิ่งที่ไม่ใช่น้ำมัน (water based) จะถูกดูดออกด้วยน้ำลายน้ำลายยังช่วยลดกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย

เมื่อแบคทีเรียรวมทั้งพิษร้ายที่เกิดจากแบคทีเรียถูกดูดออกไปจึงเป็นโอกาสดีที่ร่างกายได้ทำการฟื้นฟู การอักเสบทั้งหลายหมดไปกระแสเลือดเป็นปกติ เนื้อเยื่อที่เสียหายได้รับการซ่อมแซมการมีสุขภาพดีจึงกลับมาในที่สุด

-โรคที่ได้รับรายงานว่าตอบสนองต่อการทำออยล์พูลลิ่ง

ผลของการทำออยล์พูลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือสุขภาพในช่องปากดีขึ้น ฟันขาวขึ้น แน่นขึ้นไม่โยกคลอนเหงือกเป็นสีชมพูแลดูมีสุขภาพ ลมหายใจสดชื่น นอกจากนี้ดูเหมือนว่าออยล์พูลลิ่งจะช่วยเยียวยาความเจ็บไข้หรืออาการป่วยเรื้อรังได้อีกหลายชนิดต่อไปเป็นชื่อของโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่มีผู้รายงานเข้ามาว่ามีการตอบสนองที่ดีกับออยล์พูลลิ่ง:สิว ภูมิแพ้ รังแค ไซนัส ปวดหัวไมเกรน น้ำมูกมาก หืด หลอดลมอักเสบ ผิวหนังอักเสบเรื้อนกวาง ปวดหลังปวดคอ ข้ออักเสบ กลิ่นปาก ฟันผุ ฟันเป็นหนอง เลือดออกตามไรฟันโรคเหงือก ท้องผูก แผลในกระเพาะ ลำไส้ ลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร นอนไม่หลับอ่อนเพลียเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน

ส่วนอาการหรือโรคที่การศึกษาทางการแพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพในช่องปากโดยตรงและอาจมีผลตอบสนองกับการทำออยล์พูลลิ่งได้แก่ปัสสาวะเป็นกรด ปอดอักเสบ(ARDS) ถุงลมโป่งพองการอุดตันของเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมอง ผลเลือดผิดปกติ ฝีในสมอง มะเร็ง เกาท์ถุงน้ำดี หัวใจ น้ำตาลในเลือดสูง แท้งบุตร ไต ตับ ความผิดปกติของระบบประสาทกระดูกพรุน ปอดบวม ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย แพ้สารพิษและโรคติดเชื้ออื่นๆอีกหลายชนิด"

ข้อความนี้น่าจะแปลมากจากเวปhttps://www.oilpulling.com/และตรงกับหนังสือเรื่อง Oil Pulling

..................................................

พบว่าข้อความดังกล่าวเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ไม่น่าเชื่อถือ

"ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรียและโรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก"

-คงไม่ขนาดน้านนนน... แบคทีเรียในช่องปากมีอยู่เป็นร้อยๆชนิดก็จริง แต่มีอยู่ไม่กี่อย่างที่ทำให้เกิดโรคในช่องปาก

-ส่วนโรคอื่นๆที่พบว่าเกิดจากแบคทีเรียในช่องปาก เช่นโรคลิ้นหัวใจติดเชื้อจากแบคทีเรีย (BacterialEndocarditis) ก็ต้องเกิดในคนที่มีความบกพร่องของลิ้นหัวใจอยู่แล้ว(ในคนไข้โรคหัวใจจึงต้องให้ยาปฏิชีวนะป้องกันเวลาทำฟัน) โรคปอดอักเสบจะพบในคนไข้ป่วยหนักที่ใส่ท่อช่วยหายใจและนำพาเชื้อจากช่องปากเข้าไปเป็นต้น ไม่ใช่ว่าใครจะป่วยกันง่ายๆ

"ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือดแม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อจะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่ายเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิดตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ "

-ชี้ให้เห็นว่าคนเขียนไม่มีความรู้ด้านการแพทย์เพียงพอเพราะถึงแม้มีการผ่านของเชื้อโรคทางแผลเข้าเส้นเลือด ก็ไม่สามารถก่อโรคได้ง่ายเพราะร่างกายมีระบบป้องกันตนเอง (ไม่เช่นนั้น เราคงป่วยตายตั้งแต่กันตอนเป็นเด็กแล้วเพราะใครๆก็คงเคยมีแผลในปากทั้งนั้น)

"ออยล์พูลลิ่งทำงานอย่างไร?"

-ไขมันไม่น่าดึงเอาแบคทีเรียในปากออกมาได้ ด้วยการอม หรือกลั้วปาก ได้ดีกว่าน้ำ เพราะว่าโครงสร้างผนังเซลล์หรือ cell membrane เป็นชั้นไขมันอยู่ภายใต้ peptidoglycan ไขมันที่อมเข้าในปากจึงไม่ได้สัมผัสโดยตรงกับไขมันที่เยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย เพราะโครงสร้างภายนอกเป็น peptidoglycanซึ่งไม่ใช่ไขมัน

-สารพิษหรือ toxin ในร่างกายไม่สามารถถูกดึงผ่านหลอดเลือดหรือเยื่อบุกระพุ้งแก้มออกมาได้ด้วยน้ำมันหรอกค่ะถ้ามันออกมาได้คงวุ่นวายน่าดู555...ถ้ามันผ่านออกมาได้จริงก็บ้วนปากออกซะก็สิ้นเรื่อง อีกอย่าง toxin ที่ควรจะถูกจับด้วยน้ำมันควรจะต้องละลายได้ดีในไขมัน (fat-soluble)ก็ไม่ควรจะมาลอยเท้งเต้งในกระแสเลือด ควรจะไปอยู่ในอวัยวะที่มีไขมันแล้ว oil pulling จะดึงออกมาได้อย่างไร

"โรคที่ได้รับรายงานว่าตอบสนองต่อการทำออยล์พูลลิ่ง"

-โอเค เรื่องสุขภาพปากและฟันอาจจะดีขึ้นจริงๆเพราะว่าการบ้วนปากด้วยน้ำมันกลั้วไปกลั้วมาตั้ง 20 นาทีพร้อมกับบ้วนปากตามก็คงเป็นการรักษาสุขภาพช่องปากอยู่แล้วและมีการวิจัยว่าพวกน้ำมันอะไรพวกนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้ออ่อนๆรวมทั้งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจึงทำให้ลดการอักเสบได้

-แต่ไอ้คำกล่าวว่า "อาการหรือโรคที่การศึกษาทางการแพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพในช่องปากโดยตรงและอาจมีผลตอบสนองกับการทำออยล์พูลลิ่งได้แก่ปัสสาวะเป็นกรด ปอดอักเสบ( ARDS) ถุงลมโป่งพองการอุดตันของเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมอง ผลเลือดผิดปกติ ฝีในสมอง มะเร็ง เกาท์ ถุงน้ำดี หัวใจ น้ำตาลในเลือดสูง บลาๆๆๆ..." นั้นไม่มีหลักฐานด้านการแพทย์หรืองานวิจัยยืนยัน

ค้นจาก"Pubmed"ซึ่งเป็นแหล่งรวมงานวิจัย พบเรื่อง "Oil Pulling" เพียงสองเรื่องที่ศึกษาว่าการบ้วนปากด้วยน้ำมันตามวิธีนี้สามารถลดปริมาณเชื้อ Streptococcus mutans ลด Plauqe ในช่องปากและเหงือกอักเสบได้ ไม่มีรายงานเรื่องผลต่อโรคอื่นๆเลยรวมทั้งเวปงานวิจัยอื่นๆด้วย

ในงานวิจัยนี้ https://www.ijdr.in/article.asp?issn=0970-9290;year=2009;volume=20;issue=1;spage=47;epage=51;aulast=Asokanพบว่าประสิทธิภาพของ oil pulling ก็พอๆกับการใช้น้ำยาบ้วนปากchlorhexidine 1 นาที ...ก็เลือกเอาก็แล้วกันว่าจะอมน้ำมัน 20นาที หรือบ้วนปากแค่หนึ่งนาที ^ ^

-"Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง "

เป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาลอยๆหาที่อ้างอิงไม่ได้ ชื่อของ Dr.F. Karach ปรากฎแต่ในเวปของ Oil Pulling เท่านั้น

สรุป

-เราไม่ควรนำแบคทีเรียออกจากปากหรืออวัยวะส่วนใดของเรา (เช่น การสวนล้าง... การทำ detox)เพราะแบคทีเรียพวกนี้เป็นแบคทีเรียเจ้าถิ่นทำหน้าที่รักษาสมดุลให้ร่างกายและต่อสู้กับแบคทีเรียร้าย

-การกล่าวเชิญชวนว่ามีวิธี หรือยาอื่นใดที่สามารถรักษาโรคสำคัญ เช่น หัวใจ ปอดเบาหวาน โดยมิได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ถือว่าผิดกฎหมาย

-การจะเชื่อสิ่งใดๆ ต้องมีเหตุผลและหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ เช่นการรับรองจากนักวิชาการ งานวิจัยที่เชื่อถือได้

Reference

https://www.mayoclinic.com/health/dental/DE00001

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/sites/entrez

https://www.textbookofbacteriology.net/normalflora.html

https://www.lisabarger.com/oil_pulling_debunked/

กระทู้นี้ก็สมควรใช้วิจารณญาณในการเชื่อเช่นกันค่ะ... ไม่ว่ากันถ้าใครจะลองทำเพราะว่าเห็นว่าไม่เสียหาย แต่ไม่ควรหลงงมงายเกินไปค่ะ

จากคุณ : หมูเหมียว

เขียนเมื่อ : 13 ม.ค. 53 17:28:58

 ....................................

OilPulling Therapy

เรื่องหลอกลวง(hoax),Thaihoax.co.cc

https://sites.google.com/site/thaihoax/Home/oil-pulling-therapy

สรุปว่าเรื่องที่อ้างถึงว่ามาจากวิธี Oil Pulling ดังว่านี้เป็นเรื่องหลอกลวง

อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลรับรองว่าเป็นจริงโดยองค์กรใดด้านสาธารณสุข,มหาวิทยาลัย, องค์การอนามัยโลก.สำนักข่าวอย่างCNN.com และ BBC.co.uk ก็มิได้เอ่ยถึงเรื่องนี้

เรื่องนี้เป็นธุรกิจผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมากจากอินเดีย ผู้มีทักษะทางภาษาอังกฤษดี ย่อมต้อง postว่าเป็นเรื่องจริงในทุก forum ที่ postได้ ดังนั้นทำให้เกิดความเชื่อถือว่าเป็นเรื่องจริงมากขึ้นไปอีก เขียนเป็นหนังสือยังทำได้ แค่ post เหตุใดจะไม่ได้




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2558   
Last Update : 28 ธันวาคม 2561 21:37:04 น.   
Counter : 55 Pageviews.  

ดราม่าหมอมากมาย กับกำลังใจที่หดหาย สังคมกำลังลงโทษแพทย์? แน่ใจเหรอว่าแพทย์เลวทุกคน?




ดราม่าหมอมากมาย กับกำลังใจที่หดหาย สังคมกำลังลงโทษแพทย์? แน่ใจเหรอว่าแพทย์เลวทุกคน?
//pantip.com/topic/33690162


เป็นหมอที่ทำงานรพ.ศูนย์ขนาดใหญ่รพ.นึง ทำงานมาก็หลายสิบปี ตอนนี้มานั่งอ่านเฟสเห็นแชร์กระทู้ดราม่ากันมากมาย แล้วรู้สึกหดหู่ใจมาก
ไม่ใช่ไม่เข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยน ค่านิยมสังคมก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนอาชีพหมอรุ่งเรืองมาก เพราะถือว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตพูดอะไรไปคนไข้ก็เชื่อ
เพราะไม่มีใครรู้ไปเท่าหมอ สมัยนี้วิทยาการก้าวหน้า คนไข้ได้รับข้อมูลหลายด้าน บางคนศึกษามาก่อน ทำให้รู้มามากกว่าเดิม แต่บางครั้งก็เป็นข้อมูลที่ผิด
การดูแลรักษาให้การวินิจฉัย ไม่สามารถเปิดหนังสือเอาตำรามากางแล้ววินิจฉัยได้ ไม่เช่นนั้นหมอก็คงไม่จำเป็น ใช้โปรแกรมคอมก็จบ แต่เมื่อมันมาจุดนี้หมอเราก็ต้องยอมรับและปรับตัว เราไม่สามารถพูดอะไรทำอะไรง่ายๆได้ ทุกอย่างต้องมีหลักฐานหลักการ และตรวจสอบได้

ตอนนี้กลายเป็นค่านิยมเป็นกระแสว่า หมอต้องถูกตรวจสอบ ถูกจับผิด เตรียมตัวโดนร้องเรียนฟ้องร้อง เพราะอะไร ? เพราะสมัยนี้ใครโวยได้เงิน?
เพราะถ้าโวยจะเกิดการเปลี่ยนแปลง? เกิดการได้รับบริการที่ดีขึ้น?
แล้วหมอโดนร้องเรียนเรื่องอะไร? การให้บริการล่าช้า? ผิดพลาด? แพง?
มาดูกันว่าทำไมเป็นหมอมันไม่ง่ายและสวยงามแบบที่คนส่วนใหญ่เคยมอง
1. โดนถ่ายรูป อัดคลิป แอบอัด

เจอบ่อยมากแทบทุกคนที่โดนมา ทั้งๆที่มันผิดกฏหมายก็แอบทำ เพื่อจะเอาไปเป็นข้อมูลว่า ถ้าหมอบอกไม่เป็นไรแล้วเป็นจะเอามาฟ้องต่อ
อยากให้คนไข้และญาติเข้าใจเราบ้าง งานหมอในรพ.รัฐบาลบทบาทจะไม่เหมือนเอกชนและในโรงเรียนแพทย์ เรามีหมอน้อยมากเทียบกับปริมาณคนไข้ที่หลั่งไหลกันมาเพราะความเชื่อใจ การที่หมอเลือกมาทำงานรพ.รัฐบาลที่งานหนักเงินน้อย เพราะอยากดูแลรักษาคนไข้บ้านเกิดเมืองนอน เราทำงานไม่มีวันหยุด นอกเวลาหรือนักขัตฤกษ์เราก็มาทำงาน จนคนมองว่ามันปกติ แต่อย่าลืมว่านอกเวลานั้นเราไม่ได้ค่าตอบแทนอะไร เรามาทำงานเพราะถูกปลูกฝังมาให้อย่าทิ้งคนไข้ และเสียสละ เราตั้งใจดีหวังดี แต่พอมาดูแลคนไข้เช้าวันหยุดแบบนี้ โดนแอบถ่ายคลิป โดนล่อให้พูดให้สัญญาว่าคนไข้จะหายไม่เป็นอะไร หมอเห็นนะคะ ป้ายก็มีติดว่าห้ามถ่าย แต่ก็ยังโดนแอบถ่าย เราก็ได้แต่ทอดถอนใจ ก็อธิบายไปตามปกติ แต่ลองคิดถึงใจคนที่ตั้งใจทำงานมาเพื่อช่วยเค้า แต่เค้ากลับจับผิดหวังจะย้อนกลับมาทำร้าย เป็นใครจะไม่ท้อ มองในแง่ดีว่าอาจจะฟังไม่ทันอยากกลับไปฟังใหม่ก็ได้ แต่ช่วยบอกช่วยขออนุญาตกันก่อนสักนิด จะรู้สึกดีขึ้นมากนะคะ

2. คนส่วนใหญ่มองว่า หมอชอบบ่นงานหนัก ก็เลือกมาเรียนเองนี่นา จะบ่นอะไร

เลือกมาเรียนจริงค่ะ แต่พวกเราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันจะหนักหนาทั้งกายใจขนาดนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เราต้องตกเป็นจำเลยสังคมทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ขึ้นชื่อว่าหมอ ก็เตรียมตัวโดนจับผิดโดนร้องเรียนโดนฟ้อง งานหมอแต่ละ field ไม่เหมือนกัน ต่างกันไปในแต่ละรพ. อาจจะหนักเบาไม่เท่ากัน แต่ส่วนใหญ่ นอนไม่เต็มที่กินต้องเร็วไว้ก่อน เพราะไม่รู้จะโดนตามเมื่อไร ก็อยากให้มองในมุมของพวกเราบ้าง ว่างานมันหนักเพราะเราเลือกที่จะทำงานหนักนี้ เพื่อผลตอบแทนที่แสนจะไม่คุ้มกับความเหนื่อย เพื่อที่จะรักษาคนไข้ที่เค้าลำบากในต่างจังหวัด ไม่ได้อยากจะไปรักษาด้านอื่นๆที่สบายๆ เราเรียนมาเราก็อยากใช้ความรู้ที่มีกับคนที่เค้าต้องการเรา งานหนักบ่นกระปอดประแปด ถามว่าทำต่อมั้ย ก็ทำต่อค่ะ แต่หนักใจที่ทำไมทุกวันนี้คนไข้และญาติมองพวกเราเป็นศัตรูมากขึ้น ทำไมไม่เห็นในคุณค่าที่เราทำ บางคนพูดใส่หน้าว่า ไม่ต้องขอบคุณหมอหรอก เพราะหมอเรียนมาหน้าที่รักษาคนไข้ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว ไม่เป็นบุญคุณอะไร อยากตอบว่า เราทำหน้าที่จริงๆค่ะ แต่เราใช้ใจที่ทำงานด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าสั่งการรักษา คำว่าขอบคุณมันคงจะไม่ลำบากเกินไปทีคุณจะพูดแล้วจะสามารถสร้างกำลังใจให้พวกเราได้เยอะมาก ขอเถอะนะคะ ขอบคุณค่ะ

3. คนบอกว่า ทุกอาชีพก็เหนื่อยหนัก เครียดด้านอื่นเหมือนกันกับหมอแหละ

ความต่างจากอาชีพอื่นก็คือ หมอทำงานต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ 100%   หนึ่งบวกหนึ่งไม่เท่ากับสองเสมอไป เหมือนที่โรงเรียนแพทย์สอนว่า ไม่มีอะไร 100% in medicine ปัจจัยที่ทำให้ผลการรักษาเปลี่ยนแปลงมีทั้งจากตัวคนไข้ การดื้อยา การดูแล โรคประจำตัว และการเกิดโรคแทรกซ้อนที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ อาชีพอื่นๆ ส่วนใหญ่ ตรงไปตรงมา ทำรอบคอบก็พลาดน้อย แต่ของเราบางทีทำแทบตายดูแทบแย่ ลงท้ายก็ช่วยไม่ได้ แต่โดนโทษว่าเพราะเรา กาดูแลรักษาทางการแพทย์จะมองให้มันมีแง่ผิด มันผิดได้เสมอ เช่น ง่ายๆ กรณีที่มีแพทย์ รพช ต้องติดคุก เพราะ ผ่าตัดไส้ติ่งเอง ไม่ได้ refer มา รพ.ศุนย์  ทำไมน้องต้องได้รับโทษ เพราะกฏหมายตีความว่า น้องทำเกินขอบเขตความสามารถที่เรียนมาทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน คนอ่านข่าวนอกวงการก็มองว่า เออ แย่ บลาๆ แต่รู้มั้ยว่า หมอรพช ขาดแคลน ไม่มีหมอดมยา ไม่มีหมอศัลย์ คนไข้ภาวะฉุกเฉิน เดินทางไปไกลเสี่ยง ลำบาก หมอหวังดีอยากช่วย ผ่าตัดให้เพราะเคยมีประสบการณ์ผ่าตัดมาก่อนหลายเคส พอให้ยาชาเข้าไขสันหลัง เกิดกดการหายใจ เสียชีวิต เรียก high block ซึ่งไม่ได้เกิดในทุกราย และคาดเดาไม่ได้ แต่หมอก็โดนรับโทษไปเต็มๆ แล้วใครล่ะจะอยากทำอะไรเพื่อคนไข้ ในเมื่อเสียสละแล้วเจอแบบนี้ จึงเป็นที่มาว่า อะไรไม่ใช่หน้าที่ชั้น refer อย่างเดียว ลดความเสี่ยง แล้วเกิดอะไร คนไข้มากระจุกที่รพ.ศูนย์ รอนาน ตรวจไม่ทัน ล้น คนไข้ร้องเรียนไม่พอใจ พอปริมาณคนไข้มาก ความผิดพลาดก็เยอะขึ้น โดนฟ้องต่อ วัฏจักรชีวิตแบบนี้ คุณๆว่าเหมือนอาชีพอื่นๆมั้ย ความเครียดรอบด้านที่กดดันจากทั้งคนไข้และญาติ กระแสสังคม แม้แต่ผู้บริหารเองที่พร่ำบอกว่าเราต้องบริการให้คนไข้พอใจ แต่คุณภาพชีวิตและจิตใจของพวกเราล่ะ พวกคุณได้มองกลับกันบ้างหรือเปล่า ถ้าเราทุกคนมองแต่จะเอาแต่ได้ในมุมของตัวเอง มองในมุมลำบากของพวกเราบ้าง ทุกวันนี้พวกเราพยายามทำเต็มที่ด้วยแรงที่ยังมี ผู้บริหารเค้าจะเข้าใจเราได้ยังไง ในเมื่องาน service ไม่เคยมาถึงมือเค้า มีปัญหาอะไร พวกหมอ labor นี่แหละที่เป็นหนังหน้าไฟ น่าสงสารคนไข้และญาติก็จ้องจะทำร้าย ถ้าผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจ ผู้บริหารก็บีบกดดัน อยากลาออกกันมั้ย อยาก!  แต่....แก่ปูนนี้จะทำอะไรอย่างอื่นกินได้ นอกจากก้มหน้ารับกรรม และหวังรอคอยว่าสักวัน คนไข้จะเห็นใจเราบ้าง และเหมือนรอระเบิดเวลา เมื่อไรที่เราจะพลาด เมื่อไรที่จะโดน ทำงานแบบนี้คุณจะมีความสุขมั้ย มีอาชีพไหนเป็นแบบนี้

4. พวกหมอโลกสวยบอกว่า ต้องทำตามจรรยาบรรณ ทำบุญกับคนไข้ ภูมิใจในความเป็นหมอ

ไม่ใช่ไม่ภูมิใจ ไม่ใช่ไม่รักในอาชีพ ดีใจทุกครั้งที่ช่วยคนไข้ได้สำเร็จ คนไข้หายกลับบ้าน มีความสุข แค่ความเครียดที่มันกดดันทุกวันนี้มันสะสม
อยากให้ประชาชานทั่วไปได้เข้าใจเรามากขึ้น จรรยาบรรณเราจะมีอยู่จนวันที่ไม่ได้เป็นหมอแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำงานหนักแบบนี้ หมอๆทั้งหลายก็อย่าเพิ่งท้อใจ เราทำงานเท่าที่เราทำได้เต็มที่ และเมตตาคนไข้ให้มาก แม้ว่าอาจจะขัดกับความรู้สึกเพราะบางคนนั้นแลดูหวังร้ายกับเราสุดๆก็ตาม แต่การตอบโต้โดยแรงเข้าใส่ ไม่ได้ประโยชน์ เค้าคาดหวังเค้าเจ็บป่วยมา ถ้าเราหวังให้เค้ามองมุมเรา เราก็ต้องมองมุมเค้าด้วย การให้ข้อมูลและบันทึกข้อมูลต่างๆสำคัญเสมอ อย่ารู้สึกว่าคนไข้คือศัตรู แม้เค้าจะมองเราเป็นศัตรู ทำหน้าที่ของเรา จนไม่ไหวก็หยุดเถอะนะ

5. เวลา กับ หมอ

คนชอบมองว่าหมอรวย อยากจะบอกว่าไม่ใช่หมอทุกคนจะรวยและสบาย เราเป็นหมอมาจะสามสิบปี ได้เงินจากรพ 40,000 บาทต่อเดือน เทียบกับการทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ถ้าหยุดต้องมาทำงานชดเชยสองเท่า ไม่มี vacation ไม่มีลาป่วย ไม่เคยลาคลอดเพราะยังไม่มีลูก รู้แต่ว่าหยุดก็ต้องมาชดใช้ เวลาที่จะให้ครอบคัวเหรอคะ ได้ทานข้าวเที่ยงด้วยบางวัน และเจอกันตอนเย็นคือ สองทุ่ม กินข้าวเย็น หลับ จบ นี่แหละที่ไม่ยอมมีลูก
สมัยเรียนอาจารย์หมอสอนเสมอว่าเวลามีค่าที่สุด แต่ตอนนั้นอยากได้เงินมาก เลยไม่เชื่อ ตอนนี้เชื่อแล้ว เวลาสำหรับเราสำคัญมากที่สุด
คนบอกอยากเป็นหมอ เพราะคุณเข้าใจว่ามันสวยงามมันดี คุณทนงานหนักได้ ทนเครียดได้ นั่นเพราะคุณไม่เคยได้เข้ามาทำจริงๆ เช่นเดียวกับที่หมอหลายๆคนอยากจะออกไปทำอาชีพอื่นๆ เช่น ครู แม่ค้า ผู้พิพากษา ซึ่งเพื่อนหลายๆคนเค้าก็ออกไปกันแล้ว ทุกคน happy เงินน้อยลงเวลามากขึ้น ความสุขมากขึ้น ตอนนี้เรายังสับสนกับอนาคตว่าจะทำอะไรดี ใจยังรักคนไข้ อยากดูแลสุขภาพพ่อแม่ ถึงยอมทำงานนี้ บางวันเหนื่อยใจมากๆ จนท้อ บางวันคนไข้น่ารักยิ้มให้ ให้กำลังใจ เราก็ฮึดสู้

6. หมอ กับอนาคต

อนาคตที่มองไว้ ไทยเราจะไม่พ้นแบบอเมริกา doctor patient relationship จะหมดไป เป็นแค่ผู้ให้บริการกับลูกค้า หมอก็ซื้อประกันเพื่อกันการฟ้องร้อง คนไข้ก็ฟ้องไป และที่สำคัญที่สุด พอไม่มีความสัมพันธ์แบบหมอคนไข้ สักวันหมอที่มีจรรยาบรรณก็จะหมดไป เพราะทุกคนก็จะมองแต่เอาตัวรอด ต่อสู้กับศัตรู ที่อเมริกาจึงมีหมอ strike หยุดงาน โดยไม่สนอันตรายที่จะเกิดกับคนไข้เพื่อเรียกร้องสิทธิ เมืองไทยเราทำไม่ได้ เพราะพวกเรามีจรรยาบรรณ เราจะไม่ใช้คนไข้เป็นตัวประกัน แต่อนาคตใครจะรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ที่ตามมาคือระบบการให้บริการสุขภาพก็จะมี co pay มากขึ้น จนการรักษาฟรีจะหมดไป กรอบยานอกที่ดีๆแพงๆก็จะหาย เหลือแต่ยา copy หมอไทยน้อยลงเหลือแต่หมอ AEC ที่เค้าไม่ได้แคร์อะไรกับคนไข้ไทย เพราะเค้าไม่ใช่คนไทยอยู่แล้ว  ใครที่จะได้รับผลกระทบ??? ไม่ใช่พวกคนรวยหรือคนที่มีการศึกษาที่ออกมาเรียกร้อง แต่เป็นคนไข้ยากจนที่น่ารักของเรานี่แหละ คนที่เฝ้ารอการรักษาที่มีใจยังรักพวกเราเหล่าหมออยู่ เราไม่อยากให้มีวันนั้นในเมืองไทย


ที่พูดมาทั้งหมดอาจจะไม่สามารถเป็นตัวแทนความรู้สึกหมอไทยทุกคน เพราะบริบทต่างกัน แต่หมอรพ.ศูนย์หรือ intern คงจะรู้สึกไม่ต่างกัน
ไม่ใช่เราไม่อยากทำงาน งานหนักเราทนได้ แต่หนักใจ เพราะความกดดันทั้งหมด อยากให้คนไทยทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวงการแพทย์เห็นใจหมอที่ดีที่ยังมีใจเสียสละเพื่อประชาชนบ้าง ให้กำลังใจพวกเค้า อย่าทำเหมือนเค้าคือคนที่พวกคุณเพ่งโทษจับผิด
สำหรับพวกหมอ ถึงเวลาที่พวกคุณจะต้องปรับตัวรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ไม่มีแล้วความเป็นเทวดาอภิสิทธิ์ของพวกคุณ กลับมาเป็นคนธรรมดาเป็นลูกหลานของคนไข้ รักษาดูแลเค้าเหมือนญาติ เลิกหยิ่งยโสว่าตัวเองเก่งเหนือใคร สังคมกำลังลงโทษที่เราเคยถูก spoiled มาทั้งชีวิต ถึงเวลาที่เราจะลด ego และใช้ใจเมตตามารักษาคนไข้ เรียกความศรัทธาความรัก doctor patient relationship กลับมา ก่อนที่จะสายเกินไป
35
best_brain

กระทู้ร้อนแรง จากเวบพันทิบ ห้องสวนลุม แจมไปนิดหน่อย ^_^

๑. แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย ญาติ ฯลฯ ต่างก็เป็นทุกข์จากระบบสาธารณสุข (สารธารณทุกข์) ?
๒. แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย ญาติ ฯลฯ ก็มีทั้งดี และ ไม่ดี
๓. ในฐานะ ผู้ที่ยังทำหน้าที่เป็นแพทย์อยู่ .. กระทู้ เรื่องราว ที่เกิดขึ้น อย่างน้อย ก็ทำให้ คุณหมอ ได้รับรู้ว่า " มีผู้ป่วย (ญาติ) บางคน ที่คิดไม่เหมือนกับผู้ป่วย (ญาติ) ส่วนใหญ่ที่เจออยู่ทุกวัน คุณหมอก็จะได้เตรียมพร้อมไว้ว่า วันหนึ่งคุณหมออาจโชคดี (ร้าย) เจอ ผู้ป่วย (ญาติ) บางคน แบบในกระทู้ " ^_^

อ้อ .. ถ้ามีความสุข ในการชี้แจง ก็ทำไป ... แต่จากประสบการณ์ของผม การชี้แจง ในเนต ไม่เคยเปลี่ยนความคิดของใครได้ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า


จริงหรือ ? อาชีพในฝันปัจจุบัน ไม่ใช่ยุคของ "แพทย์" ! ....    //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-03-2009&group=7&gblog=20
ทำไม ผมถึงลาออกจากราชการ .... เรื่องเก่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2551 เอามาเล่าสู่กันฟัง     //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-01-2011&group=15&gblog=37
ปัญหาสาธารณสุขไทย ความจริงของ “แพทย์ไทย” กับอนาคตไร้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ    //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-11-2012&group=7&gblog=169
มุมมองต่อหมอของคนไทยสมัยนี้เปลี่ยนไปแล้วล่ะมั้ง โดย ปวัน ประสิทธิ์วุฒิ    //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-06-2011&group=15&gblog=40
เวลาเปลี่ยน คนไข้ (ญาติ) เปลี่ยน แต่ หมอ (บางคน) ไม่ยอมเปลี่ยน ...    //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-06-2011&group=15&gblog=39
สาเหตุที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ ... เคยมีการวิจัยมาเพียบ เมื่อไหร่จะเริ่มแก้ไข ???    //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2010&group=7&gblog=140




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2558   
Last Update : 2 กรกฎาคม 2560 20:27:39 น.   
Counter : 324 Pageviews.  

การช่วยเหลือ ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น และ AED เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ





https://www.facebook.com/photo.php?fbid=625607224171374&set=a.639349036130526.1073741830.596084673790296&type=3&src=https%3A%2F%2Ffbcdn-sphotos-b-a.akamaihd.net%2Fhphotos-ak-xpa1%2Ft1.0-9%2F1012947_625607224171374_1641037136_n.jpg&size=683%2C512


ระหว่างทางกลับบ้าน...

สถานีรถไฟฟ้าเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย สายตาของคุณไปหยุดที่ชายวัยกลางคนกำลังยืนอยู่ในแถวหน้าของเขาดูซีดแปลกๆ เหงื่อออกเต็มตัว ทั้งที่อากาศบริเวณนั้นก็ไม่ได้ร้อนมากมาย หลังจากที่ยกมือมากุมหน้าอก อยู่ดีๆ เขาก็ลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นชานชาลา ชักกระตุก หายใจเฮือกอยู่สองสามครั้งแล้วก็แน่นิ่งไป

เสียงรอบข้างหยุดลง ทุกคนหันมามองสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เป็นเวลาเกือบนาทีก่อนจะมีใครสักคนวิ่งมาเรียกลุงคนนั้น ท่ามกลางความสับสน นาฬิกาเดินไปอีกหลายนาทีก่อนที่ รปภ. ของสถานีจะมาถึง ท่ามกลางการจราจรที่แทบจะเป็นอัมพาตของเย็นวันธรรมดา ทีมแพทย์และพยาบาลใช้เวลาเกือบ 15 นาทีกว่าจะมาถึงที่เกิดเหตุและเริ่มให้การช่วยเหลือ

รถไฟผ่านไปหลายขบวนแล้ว
แต่คุณเลือกที่จะยืนให้กำลังใจและรอลุ้นว่าคุณลุงจะฟื้นกลับมาหรือไม่...
แต่ผลที่สุดแล้ว คุณลุงผู้โชคร้ายรายนั้นก็เสียชีวิต

ถ้าผมบอกว่า แม้จะไม่ได้เป็นหมอ แต่คุณอาจช่วยให้คุณลุงมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น

คุณคิดว่าอย่างไร???

ในสมัยก่อนการช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นมีขั้นตอนยุ่งยาก ทำให้ประชาชนทั่วไปกังวลและไม่มั่นใจที่จะปฎิบัติตาม ต่อมามีงานวิจัยออกมาสนับสนุนว่าการการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องผายปอดก็สามารถเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตได้เช่นกัน

##### ใครบ้างที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ??? #####

1. ผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น (อันดับแรกให้เช็คว่าบริเวณโดยรอบปลอดภัย ไฟรั่วหรือไม่ ไฟไหม้หรือไม่? ถ้าคิดว่าน่าจะมีอันตราย ห้ามเข้าช่วยผู้ป่วยเด็ดขาด แต่ถ้าไม่ ให้เข้าถึงตัวผู้ป่วย จับไหล่เขย่าแรงๆ และถามชื่อ หากตอบไม่ได้ มือไม้ไม่ขยับใดๆ ให้ประเมินข้อต่อไป)

2. ผู้ป่วยไม่หายใจ (ประเมินด้วยการดูที่หน้าอกของผู้ป่วยว่ามีการกระเพื่อมขึ้นลงตามการหายใจหรือไม่ หากสังเกตยากให้ถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยออก)

3. ผู้ป่วยหายใจ เฮือกๆ (คือหายใจเฮือกไปครั้งนึงแล้วหยุดไปเป็นเวลานาน หลังจากนั้นก็เฮือกอีกที pattern ไม่สม่ำเสมอ ข้อนี้ประเมินยาก เอาเป็นว่าถ้าหายใจช้ามาก ดูแปลกๆ ให้เลือกที่จะช่วยไว้ก่อน)

ปล. ไม่ต้องคลำชีพจรนะครับ ไม่ตื่น ไม่หายใจ ให้เริ่มการช่วยเหลือทันที



##### รู้แล้วว่าต้องช่วย จะช่วยยังไง? #####
1. โทร 1669
2. กดหน้าอกคนไข้



##### กดยังไง? #####
วางมือตรงกลางหน้าอก (มโนลากเส้นแบ่งครึ่งตัว ตัดกับราวนมคนไข้ …ถ้าผู้หญิงก็เอิ่ม เอาเป็นว่าเล็งๆ ให้มันอยู่ตรงกลางหน้าอก ประสานมือวางลงไป แขนตรง ใช้เอวเป็นจุดหมุน กดหน้าอกลงไปตรงๆ

ลึก >2 นิ้ว, เร็ว >100 ครั้ง (วินึงกดเกือบสองครั้ง เร็วนะ เหนื่อยด้วย), เวลาถอนมือให้ถอนมือให้สุดให้หน้าอกมันเด้งคืนขึ้นมาแล้วค่อยกดคราวต่อไป

เนื่องจากจะเหนื่อยมาก พลังจากข้าวเหนียวส้มตำอาจไม่พอเพียง ให้เปลี่ยนคนกดทุกๆ 2 นาที

กดไปเรื่อยๆ จนกว่าทีม 1669 จะมาถึง

ไม่ต้องผายปอดครับ แต่ถ้าอยากจะผายปอดก็ทำได้ ให้กดหน้าอกไป 30 ครั้ง แล้วผายปอด 2 ครั้งครับ เปลี่ยนคนทุก 2 นาทีเหมือนกัน

สำหรับผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นแล้ว หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้ฟื้นได้ คือผู้ป่วยได้รับการกดหน้าอกที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ทีม 1669 กว่าจะถึงตัวผู้ป่วยก็ต้องใช้เวลา ในขณะนั้นผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นใครคุณมีสองทางเลือก อันแรกคือไม่ทำอะไรและผู้ป่วยก็คงลงเอยเหมือนคุณลุงบนรถไฟฟ้า อันที่สองคือคุณโทร 1669 และกดหน้าอก คุณลุงอาจจะมีโอกาสรอดมากขึ้น

บุญรักษาทุกคนครับ

###########

ผมชอบวีดีโอสอนการกดหน้าอกอันนี้ เป็นภาษาไทยนะ ลองดูกันได้ครับ ทำออกมาได้ครบถ้วน กระชับ น่ารัก
https://www.youtube.com/watch?v=ZKpmQ1WvTIE

...............................

เพิ่มเติม ความเห็น
GoofGift Wondergift ไม่ต้องมีคำว่า "และ" นะคะ เพราะจะทำให้จังหวะมันช้าเกินไป ให้นับปกติเลยค่ะ 1 2 3 4 5... คือคุณจะรู้สึกว่าจังหวะมันเร็วและเหนื่อยไว แต่มันคืออัตราการบีบตัวของหัวใจที่ดีที่สุดในผู้ป่วยที่หมดสติค่ะ แร้วก้อพยายามอย่าถอนมือค่ะ ให้มือแนบกับหน้าอกคนไข้เสมอ เพียงแต่เราผ่อนน้ำหนักที่กดลงไป เพื่อให้หัวใจมันได้คลายตัว คือเรากดหน้าอก = หัวใจบีบ , ผ่อนแรง = หัวใจคลาย เลือดจะสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างเต็มที่ค่ะ!!

ถ้าจะช่วยเป่าปากด้วย ก้อให้นับการกดหน้าอกจนครบ 30 ครั้ง แร้วหยุดเว้นจังหว่ะ เพื่อเป่าปาก 2 ครั้ง ไม่ต้องสูดลมเข้าปอดตัวเองซะเต็มที่ก่อนหรอกนะคะ เป่าลมปกติเนี่ยหล่ะค่ะ ค่าเท่ากัน...ทำซ้ำสลับกันระหว่างการกดหน้าอก 30 ครั้ง + เป่าปาก 2 ครั้ง รวมทั้งหมด 5 รอบ จะเท่ากับ 2 นาที >> จากนั้นค่อยเปลี่ยนคนช่วยสลับกดหน้าอกนะคะ เพราะถ้าคนไม่เคยทำ แค่ 2 นาทีก้อหอบแร้วหล่ะค่ะ (^ ^" )


แร้วก้อขอฝากทุกคนนิดนึงนะคะ ว่าเวลาจะช่วยชีวิตใคร อย่ากังวลว่าเราไม่ชัวร์ ไม่แม่น กลัวทำผิด ไรงี้ เลยไม่ยอมทำกัน เพราะแค่ได้ลงมือช่วย ถึงจะไม่ถูกต้อง 100% แต่ก้อยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะคะ อย่างน้อย คุณก้อได้ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้คนไข้ไปได้ 50% แร้วค่ะ ^_____^

ถ้าเราทำเต็มที่แร้ว ถึงสุดท้ายคนไข้ไม่รอด ก้อไม่มีใครโทษคุณหรอกค่ะ และก้อเอาผิดไรคุณไม่ได้ (ถ้าคุณไม่ทำอะไรที่พิสดารนอกเหนือจากนี้นะคะ) ทุกคนต้องขอบคุณ คุณ ด้วยซ้ำ!! สู้ๆนะคะ เราทุกคนทำได้ค่ะ! ^______^



อ้อ!! ข้อสำคัญ เวลาจะช่วยกดหน้าอกคนไข้ ให้วางคนไข้นอนราบบนพื้นแข็งนะคะ ไม่งั้นการกดหน้าอกจะไม่ได้ประสิทธิภาพ และอาจทำให้กระดูกซี่โครงหักได้

...................................................

เครดิต ... เพจ ผู้พลาดพลั้งแห่งวันศุกร์  

https://www.facebook.com/fridayfailureclub

.................................................

Thai BLS CPR2010 ช่วยชีวิต ขั้นพื้นฐาน
https://www.youtube.com/watch?v=ZKpmQ1WvTIE
อัปโหลดเมื่อ 20 ม.ค. 2011   สอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน โดย https://www.sukapap.tv ครับ โหลดไปฝึกกันนะครับ ถูกตามหลัก 100% คุยกันได้ที่ facebook.com/sukapap.tv ครับ

ทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน 1
https://www.youtube.com/watch?v=0i4Vm74OWVc
เผยแพร่เมื่อ 16 ธ.ค. 2012  เป็นวีดีโอสาธิตเกี่ยวกับทักษะการช่วยชีวิ­ตขั้นพื้นฐาน สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับ แนะนำวีดีโอนี้ อ.กชกร ปัดภัย สาขาเวชกิจฉุกเฉิน วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดขอนแก่น ขอขอบคุณวิทยากรผู้สาธิต-บรรยาย นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์

การปฐมพยาบาลเด็กจมน้ำ สำหรับประชาชน (ฉบับสมบูรณ์) 
https://www.youtube.com/watch?v=q9dctVrL9Lg
เผยแพร่เมื่อ 13 ส.ค. 2013   มาดูวิธีการช่วยเหลือเด็กจมน้ำที่ถูกต้องกันนะคะ  https://www.Thaincd.com

เมื่อเด็กจมน้ำ
https://www.youtube.com/watch?v=M1UNjJPixTI
อัปโหลดเมื่อ 22 ต.ค. 2010   การปฐมพยาบาลเมื่อเด็กจมน้ำ ติดตามชมคลิปอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่ https://greettv.dusit.ac.th


.................................



การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน นอกจากการรู้ขั้นตอนการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจแบบอัตโนมัติ หรือเครื่อง AED แล้ว
ขั้นตอนสำคัญที่จะมีส่วนทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินรอดชีวิตอีกขั้นตอนหนึ่ง คือ การช่วยฟื้นคืนชีพ หรือ CRR

ดังนั้นวันนี้ สพฉ. ขอนำเกร็ดความรู้เรื่องการ CPR มาฝากเพื่อนสมาชิกนะคะ

ทั้งนี้เมื่อพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินหมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้น สิ่งที่ต้องทำมีดังนี้

1. ตั้งสติ อย่าตกใจ
2. เรียกขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณที่เกิดเหตุ
3. รีบโทรแจ้งขอความช่วยเหลือมายังสายด่วน 1669 โดยผู้แจ้งเหตุนั้นจะต้องมีสติและต้องระบุลักษณะของอาการ สถานที่เกิดเหตุและเบอร์ติดต่อกลับที่ชัดเจนให้กับเจ้าหน้าที่ได้ด้วย
4. ตรวจดูว่าผู้ป่วยหายใจหรือรู้สึกตัวหรือไม่โดยการใช้มือทั้ง 2 ข้างจับบริเวณไหล่ เขย่าให้แรงพอสมควรพร้อมเรียกผู้ป่วยดัง ๆ ลองคลำดูชีพจรโดยวัดจากตำแหน่งลูกกระเดือกไปด้านข้างประมาณ 5 เซนติเมตร ซึ่งหากผู้ป่วยไม่มีชีพจร ให้รีบทำการช่วยเหลือฟื้นคืนชีพ ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
5. จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายบนพื้นแข็งโดยผู้ช่วยเหลือนั่งคุกเข่าอยู่ทางด้านข้างของผู้ป่วย วางส้นมือลงไปตามแนวกึ่งกลางของหน้าอกหรือกึ่งกลางระหว่างหัวนมทั้งสองข้างของผู้ป่วยแล้วนำมืออีกข้างมาประกบ ประสานนิ้วและทำการล๊อคนิ้ว กระดกข้อมือขึ้นลง โดยให้สันมือสัมผัสกับหน้าอกเท่านั้น
6. ในการช่วยเหลือ ผู้ให้การช่วยเหลือควรโน้มตัวให้หัวไหล่อยู่เหนือผู้หมดสติ ศอกจะต้องตั้งตรง แนวแขนตั้งฉากกับหน้าอกของผู้ป่วยและแขนต้องตรงและตึง
7. กดนวดหัวใจผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยใช้แรงจากหัวไหล่ จุดหมุนอยู่ตรงสะโพก กดให้หน้าอกยุบลงไปอย่างน้อย 5 เซนติเมตร โดยให้สันมือสัมผัสกับหน้าอกผู้ป่วยตลอดการนวดหัวใจ สันมือไม่หลุดออกจากหน้าอกผู้ป่วยด้วยความเร็ว 100 ครั้งต่อหน้าที หรืออัตราความเร็วตามจังหวัดเพลง “สุขกันเถอะเรา” หรือเพลง “จังหวะหัวใจ”

ในกรณีมีผู้ช่วยเหลือมากกว่า 1 คน เมื่อกดหน้าอกไปประมาณ 1 นาที ให้สลับกันทำ เพื่อไม่ให้ผู้ช่วยเหลือเหนื่อยจนเกินไป ทำสลับกันไปจนกว่าจะพบว่าผู้ป่วยมีอาการไอ ขยับตัว มีการหายใจ หรือทีมช่วยเหลือมาถึงเราจึงหยุดได้
ทั้งนี้การฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานนั้นจะได้ผลดีต้องกระทำภายใน 4 นาที หลังผู้ป่วยไม่มีชีพจร

เครดิต สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) EMIT_1669
https://www.facebook.com/niem1669/photos/a.184197408286083.35030.149774598395031/852012768171207/?type=1




ลิงค์ดาวโหลดแผ่นพับ การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน สำหรับประชาชน  ( เวบ สพฉ. )
https://www.niems.go.th/th/DownloadFile.aspx?CateType=DataService&ContentId=25560731101133557












การช่วยเหลือผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น และ AED เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=07-07-2014&group=4&gblog=102

FW Mail สุขภาพที่หลายคนเข้าใจผิด(หมอแมว) แถมเรื่อง การช่วยชีวิตเบื้องต้น https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-10-2009&group=7&gblog=36

นักกีฬาเสียชีวิตคาสนามเกิดจากอะไร ? .... เขียนโดย 1412 เวบไทยคลินิก https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-02-2015&group=4&gblog=106





 

Create Date : 07 กรกฎาคม 2557   
Last Update : 28 ธันวาคม 2561 21:37:38 น.   
Counter : 320 Pageviews.  

ข้อเท็จจริงในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยแพทย์






ข้อเท็จจริงในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยแพทย์
-----------------------------------------

ปัจจุบันความขัดแย้งในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก จะเห็นว่ามีการฟ้องร้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งที่เป็นคดีความหรือไม่เป็นคดีความ แม้จะมีคำประกาศของแพทยสภาเรื่องข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ที่ 46/2549 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพกับผู้ป่วยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจอันดี และเป็นที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ก็ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์

เพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ ผู้เขียนจึงใคร่ขอเพิ่มเติมข้อเท็จจริงในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยแพทย์ดังนี้

1.ประชาชนเป็นเจ้าของสุขภาพ ดังนั้นการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง จึงควรเป็นหน้าที่พื้นฐานของประชาชนชาวไทยทุกคน

การทำลายสุขภาพของตนด้วยการสูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอล์, เที่ยวกลางคืนเป็นนิตย์, เสพยาเสพติดนั้น เมื่อเจ็บป่วยมักจะเป็นมาก การดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยแพทย์นั้นอาจจะได้ผลไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น คนไข้ป่วยเป็นโรคตับแข็งจากการดื่มสุรา มีเลือดออกจากทางเดินอาหารครั้งแรกรักษาได้ แต่คนไข้ไม่ยอมหยุดดื่ม ครั้งที่สองเลือดออกจากทางเดินอาหารรุนแรงจนแพทย์ไม่สามารถรักษาได้ คนไข้เสียชีวิต


2.เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ผู้ตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาคือประชาชน แพทย์เป็นผู้ให้ข้อมูลรายละเอียดและคำแนะนำ

ดังนั้น ประชาชนต้องขวนขวายหาความรู้บ้างเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่ตนเองเป็นอยู่ หากไม่เข้าใจต้องซักถามแพทย์จนรู้เรื่อง หากแพทย์คนแรกถามแล้วยังข้องใจ ควรถามความเห็นจากแพทย์คนที่สองเพื่อให้ผลดีในการดูแลรักษา ยกตัวอย่าง เช่น หญิงตั้งครรภ์ที่สองเป็นโรคเบาหวาน เคยคลอดลูกคนแรกน้ำหนัก 4,200 กรัม ท้องนี้แพทย์คะเนน้ำหนักเด็กทารกมากกว่า 4,000 กรัม แนะนำให้ผ่าคลอด ผู้ป่วยไม่ยินยอมผลการคลอดคือ ทารกคลอดออกมา น้ำหนัก 4,500 กรัม เกิดปัญหาติดไหล่ ไหล่และแขนทารกเป็นอัมพาตไม่สามารถยกได้


3.การรักษาโรคส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของโรค แพทย์แผนปัจจุบันยังไม่ทราบความลับนี้ทั้งหมด

บางโรคแพทย์รักษาได้ เช่นโรคที่ใช้ยาและการผ่าตัด, บางโรคแพทย์เป็นผู้ช่วยธรรมชาติในการบำบัดรักษา เช่น โรคที่ติดเชื้อไวรัสต่างๆ, บางโรคหากเป็นอย่างรุนแรงแม้ทุ่มเทรักษาสุดความสามารถผู้ป่วยก็อาจเสียชีวิตได้ เช่นโรคครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรงที่มีภาวะไม่แข็งตัวของเลือด (HELLP syndrome), โรคไข้เลือดออกที่ช็อกรุนแรง, โรคสมอง โรคตับ โรคไต โรคปอด โรคมะเร็ง โรคกระดูก ฯลฯ ที่เป็นอย่างรุนแรง, บางโรคแพทย์รักษาไม่ได้ ได้แต่ประคับประคอง เช่น โรคที่เกิดจากอวัยวะเสื่อมสภาพ, โรคเอดส์, โรคมะเร็งระยะสุดท้าย ฯลฯ

4.ความผิดพลาดของแพทย์จากการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บ วารสาร American Journal of Medicine ประมาณว่ามีประมาณร้อยละ 5-15 สาเหตุความผิดพลาดของแพทย์แบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ

4.1 ความผิดพลาดที่มาจากแพทย์ ได้แก่ วินิจฉัยผิดพลาด, รักษาผิดพลาด เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากแพทย์ละเลย ไม่ใส่ใจไม่รับผิดชอบแต่เป็นส่วนน้อยมากๆ แพทย์ส่วนใหญ่ยังยึดมั่นจริยธรรมทางการแพทย์ และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด แต่อาจเป็นเพราะขาดความรู้, ความชำนาญ, ประสบการณ์, ความรอบคอบ, ไม่ได้ส่งตรวจพิเศษที่จำเป็น, ไม่เชี่ยวชาญในการสื่อสาร, ทั้งโรคนั้นอาจจะซับซ้อน วินิจฉัยหรือรักษาได้ยากลำบาก

4.2 ความผิดพลาดที่มาจากผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยมาหาเมื่อเป็นมากแล้ว รักษาหลายที่จนอาการเปลี่ยนแปลงไป บอกประวัติไม่ครบทั้งเพราะความไม่รู้หรือความอาย

4.3 ความผิดพลาดที่มาจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ระบบ การรักษาพยาบาล, เครื่องมือ, เทคโนโลยี, บุคลากรผู้ช่วยแพทย์ ฯลฯ เช่น บางโรงพยาบาลอาจมีนโยบายไม่ใช้ยาบางอย่างในคนไข้บางสิทธิ, ปัญหาของระบบการส่งต่อล่าช้า,เครื่องมือในการตรวจรักษาไม่ทันสมัยไม่มีคุณภาพ เช่น อัลตราซาวด์เป็นรุ่นเก่ามองไม่ค่อยเห็น, ผู้ช่วยเหลือแพทย์ผ่าตัดนับเครื่องมือหรือผ้าซับช่องท้องว่าครบ แต่มีลืมค้างไว้ในช่องท้อง เป็นต้น


พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
กรรมการแพทยสภา
โฆษกแพทยสภา

----------------------------------
Cr.หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2556 ปีที่ 36 ฉบับที่ 12851 หน้า 7
--------------------------------




::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

ข้อสังเกตคลินิก ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข

๑.มีป้ายชื่อสถานพยาบาลและเลขที่ใบอนุญาต ๑๑ หลัก ติดไว้หน้าคลินิก

๒.แสดงใบอนุญาต ให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล

๓.แสดงใบอนุญาต ให้ดำเนินการสถานพยาบาล

๔.แสดงหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมประจำปี ของปีปัจจุบัน

๕.แสดงรูปถ่ายของผู้ประกอบวิชาชีพ พร้อม ชื่อและเลขที่ใบประกอบวิชาชีพ

๖.แสดงอัตราค่ารักษาพยาบาล และ สามารถสอบถามอัตราค่ารักษาได้

๗.แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับ สิทธิผู้ป่วย ในที่เปิดเผยและเห็นง่าย

อ้างอิง:

คู่มือประชาชนในการเลือก คลินิก ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข

สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข

โทร02 193 7000 ต่อ 18416 - 7

www.mrd.go.th

FB@สารวัตรสถานพยาบาลOnline

https://www.facebook.com/สารวัตรสถานพยาบาล-Online-1502055683387990/

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

คู่มือประชาชนในการเลือก คลินิก ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=07-07-2017&group=15&gblog=80

ช่องทางร้องเรียนเกี่ยวกับ ...ยา ....หมอ ....คลินิก .....โรงพยาบาล ...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2009&group=7&gblog=18

ไปรักษาคลินิกแล้วจะดูอย่างไรว่า .. ผู้ที่ตรวจรักษา นั้นเป็น "หมอจริงหรือไม่ ???"

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=16-05-2010&group=7&gblog=58

แขวนป้ายแขวน ใบว. ถ้ารู้แล้วยืนยันจะเสี่ยงก็ไม่ว่ากัน //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=12-11-2015&group=7&gblog=193

ข้อแนะนำก่อนจะพบแพทย์กระดูกและข้อ

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-07-2008&group=7&gblog=3

ข้อแนะนำเมื่อต้องรับการรักษา

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=24-12-2007&group=4&gblog=2

คำถาม..ที่ควรรู้..คำตอบ

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=03-01-2008&group=4&gblog=3

เคล็ดลับ20 ประการ ที่จะช่วยคุณ "ป้องกันความผิดพลาดทางการแพทย์ในการเข้ารับบริการสุขภาพ "...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-10-2010&group=4&gblog=85

หมอคนไหนดี“ ??? .... คำถามสั้น ๆ ง่ายๆ แต่ ไม่รู้จะตอบอย่างไร ..

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=14-01-2012&group=15&gblog=42

ผลของการรักษาโรค

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=05-01-2008&group=4&gblog=4

ข้อเท็จจริงในการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บโดยแพทย์

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=11-06-2013&group=15&gblog=59

ฉลาดเลือกใช้...การแพทย์ทางเลือกโดยอ.ประมาณ เลืองวัฒนะวณิช //www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-09-2011&group=7&gblog=149

สิทธิผู้ป่วย... คำประกาศ"สิทธิ"และ"ข้อพึงปฏิบัติ" ของผู้ป่วย .... วันที่ประกาศ ๑๒สค. ๒๕๕๘

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=23-12-2007&group=4&gblog=1

ความรู้เกี่ยวกับใบรับรองแพทย์

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=06-01-2008&group=4&gblog=5





 

Create Date : 11 มิถุนายน 2556   
Last Update : 7 กรกฎาคม 2560 13:40:30 น.   
Counter : 268 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]