Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

สเตียรอยด์ในยาสมุนไพร ..... ( นำมาฝากสำหรับคนที่คิดว่า " ถ้าเป็นสมุนไพร ปลอดภัย " )



สเตียรอยด์ในยาสมุนไพร

19 กันยายน 2554 เวลา 16:58 น. |

https://www.posttoday.com/%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A1/111680/%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3


ข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สำรวจพบว่ามีการปนเปื้อนสเตียรอยด์

ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สมุทรสงคราม ได้ตรวจวิเคราะห์ยาแผนโบราณ เพื่อเฝ้าระวังการปลอมปนสารสเตียรอยด์ ในช่วงระหว่างปี 2548–2552 จากตัวอย่างยาแผนโบราณจำนวน 626 ตัวอย่าง พบว่ามีการปนเปื้อนสารสเตียรอยด์ถึง 136 ตัวอย่าง



ยาผงสีน้ำตาลเหลือง ไม่ระบุชื่อ จำนวน 3 ตัวอย่าง ตรวจพบว่ายานี้ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ มี Dexamethasone (สารสเตียรอยด์) ผสมอยู่ในปริมาณตั้งแต่ 1 เม็ดครึ่ง-5 เม็ด และบางตัวอย่างยังพบสเตียรอยด์ผสมถึง 2 ชนิด คือ ผสมทั้ง Dexamethasone และ Prednisolone ดังนั้นหากคิดง่ายๆ ว่ารับประทานยานี้วันละ 1 ช้อนโต๊ะ หลังอาหาร 3 มื้อ เราจะมีโอกาสได้รับ Dexamethasone ถึง 15 เม็ดต่อวัน

ยาผงสีน้ำตาล ฉลากระบุชื่อ “ยาสมุนไพรไทย” จำนวน 8 ตัวอย่าง ตรวจพบว่ายานี้ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ มี Dexamethasone ผสมอยู่ในปริมาณตั้งแต่ครึ่งเม็ด-3 เม็ด บางตัวอย่างยังพบว่ามี Prednisolone ผสมอยู่ด้วย โดยพบในปริมาณเทียบเท่ากับยาเม็ด Prednisolone จำนวนครึ่งเม็ด และบางตัวอย่างพบการผสมสเตียรอยด์ร่วมกันทั้งสองชนิด

ยาเม็ดสีน้ำตาลแดง ฉลากระบุชื่อ “ยาสมุนไพรตามแนวทางโครงการพระราชดำริ” ซึ่งฉลากระบุให้รับประทาน 1 เม็ด หลังอาหาร ตรวจพบว่ายาชนิดนี้ 1 เม็ด มีปริมาณ Prednisolone ผสมอยู่เทียบเท่ากับยาเม็ด Prednisolone 4 เม็ด ดังนั้นหากเรารับประทานยานี้หลังอาหาร 3 มื้อ จะมีโอกาสได้รับ Prednisolone ถึง 12 เม็ดต่อวัน

ยาจากสมุนไพร ฉลากระบุชื่อ “ยากษัยเส้นตราเทียนทองคู่” ระบุว่า รับประทานวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ ตรวจพบว่า ในยา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณ Dexamethasone ผสมอยู่ เทียบเท่ายาเม็ดจำนวนครึ่งเม็ด-1 เม็ด และหากรับประทานวันละ 3 ครั้งตามที่ระบุบนฉลาก เราจะได้รับ Dexamethasone ถึง 6 เม็ดต่อวัน (ยา Dexamethasone ชนิดเม็ดเท่ากับ 0.5 mg, ยา Prednisolone ชนิดเม็ดเท่ากับ 5 mg)

จากการสอบถามผู้บริโภค ส่วนใหญ่ผู้ที่บริโภคยาเหล่านี้มักจะรับประทานยาดังกล่าวเป็นเวลานานกว่า 3 เดือน หมายความว่า ร่างกายจะได้รับสารสเตียรอยด์ติดต่อกันในปริมาณสูงจนอาจเป็นอันตรายได้





แถม ..


ยาสเตียรอยด์ , สเตอรอยด์
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-02-2008&group=5&gblog=5

ยาชุดคืออะไร
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2008&group=5&gblog=6

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

ยาล้างไต มีจริง ??? ล้างไต ได้จริงหรือ ??? กินยาแล้วปัสสาวะสีเขียว ???
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=15-08-2008&group=4&gblog=55





 

Create Date : 19 กันยายน 2554   
Last Update : 28 ธันวาคม 2561 21:38:26 น.   
Counter : 33 Pageviews.  

"มุมมองต่อหมอของคนไทยสมัยนี้เปลี่ยนไปแล้วล่ะมั้ง" ... โดย ปวัน ประสิทธิ์วุฒิ



ได้อ่านบทความนี้ ในเฟสบุ๊ก .. นำมาแบ่งปันกัน ..

หมอ คนไข้ (ญาติ) ก็เหมือนกันครับ มีทั้งคนดี และ คนไม่(ค่อย)ดี .. ใคร ๆ ก็อยากจะได้พบได้เจอกับคนดี ทั้งนั้น ..

หวังว่า น่าจะมีคนบางคน ที่เปลี่ยนความรู้สึก มุมมองในแง่ลบกับหมอ (เจ้าหน้าที่ฯลฯ) ไม่ถึงกับต้องเห็นใจ แต่ ขอแค่ เ้ข้าใจ ก็เพียงพอแล้ว ..




"มุมมองต่อหมอของคนไทยสมัยนี้เปลี่ยนไปแล้วล่ะมั้ง"

โดยปวัน ประสิทธิ์วุฒิ

เมื่อ 14 มิถุนายน 2011 เวลา 22:52 น.

//www.facebook.com/note.php?saved&¬e_id=179641648758799
//www.facebook.com/note.php?note_id=180320392024258



หลังๆมานี้ เวลาอ่านเจอ comment ของคนไทยที่มีต่อแพทย์แล้วรู้สึกท้อแท้เศร้าใจยังไงไม่รู้

มีเรื่องฟ้องร้อง มีเรื่องด่าว่า เรื่องเหน็บแนมหมอออกมาให้อ่านให้เห็นบ่อยๆ

พี่ๆน้องๆ ที่อคติไปกับหมอทั่วๆไปนั้น คุณรู้ชีวิตจริงๆ ของพวกเราแค่ไหนกันแน่นะ T.T

เราคงว่าไม่ได้หรอก ถ้าคุณอาจจะได้พบประสบการณ์ไม่ดีๆ จากหมอบ้าง
(ซึ่งอาจเกิดจากนิสัยของหมอแต่ละคนเอง หรือที่จริงแล้วเค้ามีสาเหตุอะไรที่คุณไม่รู้หรือเปล่า ถ้าอ่านต่อจะมีบอกเป็นระยะๆ)

ชีวิต หมอเดี๋ยวนี้กดดันมากนะคับ คนสมัยก่อนมองว่า เรามาทำงาน มาตรวจเค้า มาช่วยเค้า รักษาเค้าให้หายจากโรค (ตอนนี้ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้อายุ 40 ขึ้นไป น่ารักมากๆๆ)

แต่คนสมัยใหม่ (ไม่ทุกคนนะครับ) มีเยอะแยะมากเลยที่มองว่า เรามาเป็นหมอเนี่ย เป็นงานบริการ เป็นหน้าที่ เป็นสิ่งที่ต้องทำ และถ้าทำออกมาได้ไม่ดี ไม่ 100% ก็เป็นความผิดอีกด้วย

ซึ่ง ตรงจุดนี้ ผมคิดว่าหมอทุกคน (อย่างน้อยก็ 95% ของหมอนะครับ) เวลาเราไปรักษาคนไข้น่ะ เราอยากให้พวกคุณหาย อยากให้พวกคุณมีความสุขยิ้มแย้มกลับบ้านนะครับ ไม่มีหมอคนไหนที่รักษาโดยตั้งใจไม่ให้คุณหายหรอกครับ คำว่าเลี้ยงไข้น่ะ ไม่มีคนไหนทำหรอกครับแค่ที่ต้องตรวจๆอยู่ทุกวันนี่ก็เล่นเอาเหนื่อยลากเลือด ละ ถ้าหายปกติ ไม่ต้องมาหาใหม่ได้ จะดีที่สุดเลย ทำไมคนในสังคมบางคนถึงต้องโกรธเกลียดอาชีพเราด้วยล่ะครับ

1.งาน ในรพ.รัฐนั้น เยอะมากๆๆๆๆ เลยครับ ผมคิดว่าหมอที่ทำงานทุกคนมีความคิดเห็นเหมือนกันล่ะครับ เราไม่ได้อยากได้เงินเยอะขึ้นนะครับ เราอยากให้งานที่ทำอยู่ตอนนี้มันน้อยลงบ้างต่างหาก

- อย่างเช่น งานในโรงบาลอำเภอ ตื่นเช้ามา 8 โมง ...แน่ะ สงสัยล่ะสิคับว่าเห็นหมอมาตรวจผู้ป่วยนอกก็เกือบ 10 โมงทุกที

จริงๆแล้วเราไปถึงโรงบาลตั้งแต่ 8 โมงแล้วนะคับแต่ ไปเริ่มตรวจที่ผู้ป่วยใน (เต็มที่ 30 เตียง มักจะมีคนไข้จริงประมาณ 10-20 เตียง ถ้าช่วงไข้เลือดออกระบาดก็ปาเข้าไป 50 กว่าเตียง) ถ้าเคสละ 3-5 นาทีก็หายไปเป็นชั่วโมงแล้วครับ เสร็จแล้วก็เดินไปห้องคลอด ไปวางแผนให้คนที่ยังไม่คลอดและดูว่ามีปัญหาอะไรรึเปล่าจะได้แก้ไว้ก่อน เสร็จแล้วเราก็ยังไม่ได้ไปผู้ป่วยนอกนะ เดินไปแวะห้องฉุกเฉินก่อนว่ามีเคสด่วน อุบัติเหตุอะไรรึเปล่า

แล้วก็ไปถึงห้องตรวจผู้ป่วยนอกก็เกือบ 10 โมง มองไปเห็นคนไข้กว่า 100 คน ที่บางคนมองด้วยสายตาสงสัยว่า ทำไมหมอมันมาเอาป่านนี้ฟะ แล้วก็ก้มๆเงยๆตรวจคนไข้ 100 กว่าคนให้เสร็จก่อน 4 โมงเย็นบางวันก็ล้นไป5โมง6โมง แต่ยังไงก็ต้องตรวจให้หมดนะครับ ไม่มีคำว่า วันนี้ 4 โมงเย็นแล้ว ลุงมารอตรวจใหม่พรุ่งนี้นะ

พอตรวจเสร็จ เราก็อยู่เวรครับ คือ เวรเนี่ยมันอยู่ 4 โมงเย็นถึง 8 โมงเช้านะครับ สามารถตามเราไปดูคนไข้ได้ตลอดเวลา จะกินข้าว จะอึ จะนอน หรือจะโทรคุยกับแฟนอยู่ ก็ต้องไป เมือคืนนี่โดนจัดหนัก กลับบ้านเที่ยงคืน โดนตาม ตี4 1 ครั้ง ตี4 ครึ่ง 1ครั้ง ตี5 1ครั้ง 6โมงเช้าอีก 1 ครั้ง แล้ว 7โมงครึ่ง เราก็ตื่นเพื่อแปรงฟันอาบน้ำไปทำงาน ชะเอิงเงย


- ที่นี้เวรเนี่ย ปีนึงมีกี่วัน มันก็ต้องมีหมออยู่ทุกวันล่ะคับ อย่างที่โรงบาลผมมีหมอ 2 คน ก็อยู่กันคนละครึ่งปี หมายถึงทำงานกลางวันอย่างเดียวครึ่งปี และ ทำงานทั้งวันทั้งคืนอีกครึ่งปีนะ (อ่านไม่ผิดคับ ทำทั้งวันครึ่งปี ทั้งทั้งวันทั้งคืนอีกครึ่งปี) ส่วนเสาร์-อาทิตย์และ วันหยุดยาว เราก็ต้องผลัดกันได้กลับบ้านไปหาครอบครัว คนนึงหยุดช่วงปีใหม่ อีกคนนึงหยุดช่วงสงกรานต์ เป็นต้น (สงกรานต์ที่ผ่านมา เราอยู่เวร 120 ชั่วโมงรวด อุบัติเหตุอื้อเลย T.T)

>> คุณคิดว่าเหนื่อยหรอคับ ถ้าผมบอกว่า ตอนสมัยผมฝึกงานปี2 ผมเคยไปดูงานโรงบาลอำเภอแห่งหนึ่งในจ.สุราษฎร์ อยู่ห่างจากถนนใหญ่เข้าไป 60 กิโล มีแพทย์อยู่คนเดียว ผมนับถือความอึดของพี่หมอคนนั้นมากเลยคับ เพราะถ้าผมอยู่สองคนต้องอยู่เวรคนละครึ่งปี พี่เค้าอยู่คนเดียว ทุกคนก็คงเข้าใจนะครับว่าอยู่เวรปีละกี่วัน (คงขึ้นกับว่าเดือนกุมภาปีนั้น มีกี่วันอะนะ ผมว่า)

- วันเกิดปีนี้กลับไปกินเค้กกับแม่ที่บ้าน แม่บอกว่าดีใจจัง ตั้งแต่ลูกเรียนขึ้นปี 4 มาจนตอนนี้ (ตั้ง 5ปีละ) เห็นต้องไปอยู่เวรตอนวันเกิด พอดีทุกทีเลย ตอนปี5 เราได้ช่วยทำคลอดเด็กในวันเกิดตัวเองด้วย เราก็ยิ้มๆแล้วแซวคุณแม่เล่นๆว่า ลูกคุณเกิดวันเดียวกับหมอเลยนะ วันต่อมาพ่อแม่ของน้องเอาช่อดอกไม้มาให้ บอกว่า "สุขสันต์วันเกิดนะหมอ" ประทับใจสุดๆอะ เรายังจำได้นะ ที่เค้าตั้งชื่อเด็กว่า น้องไนน์ ป่านนี้น่าจะ 3-4 ขวบแล้วมั้งเนี่ย

- มีอยู่วันนึงที่เราตรวจคนไข้ทั้งวัน วิ่งไปวิ่งมาในรพ.ทั้งคืน พอตอนเช้าก็ไปตรวจอีก แล้วก็มีลุงคนไข้คนนึงถามว่า "หมอน่าสงสารจัง ได้นอนบ้างรึเปล่า" เรายิ้มแก้มปริเลยล่ะ เอาจริงๆนะ ถ้าคนไข้คนไหนถามหมอแบบนี้ หมอจะมีความสุขมากเลยล่ะ ลองไปถามดูนะ

- เคสผู้ป่วยนอกนี่ไม่เท่าไหร่ เคสห้องฉุกเฉินนี่ล่ะ ที่เล่นเอาเราเกือบตาย

มีอยู่วันนึง(ตอนนั้นอยู่รพ.จังหวัด มีแพทย์อยู่ห้องฉุกเฉินครั้งละ 1-2 คน) อยากจะเรียกว่าวันแดงเดือดเหลือเกิน ในขณะที่กะลังดูเคสผู้ป่วยอุบัติเหตุหนัก 2 เตียง คนนึงปอดแตกต้องใส่ท่อ อีกคนหัวแตกไม่รู้สึกตัวต้องส่ง CT สมอง ก็มีแม่วิ่งร้องไห้อุ้มเด็กชักเข้ามา เราก็ตะโกนสั่งยากันชักแล้วก็ รีบช่วยเคสอุบัติเหตุก่อน แต่ก็ยังไม่เสร็จ ก็มีเคสคนเมายาบ้า ญาติมัดเป็นข้าวปุ้นเข็นเข้ามาอีกเตียงนึง ยังไม่ได้ไปดู มีมอเตอร์ไซด์ชนกันเข้ามาอีก 2 คน

ตอนนั้นหัวผมจะระเบิดแล้วคับ ต้องสั่งรักษาคนไข้พร้อมๆกันหลายเตียง และแน่นอนว่าญาติใครๆก็รัก คนไหนเค้าก็อยากให้หมอดูญาติตัวเองก่อนนะครับ คือ สำหรับเรา เราคิดว่างานหนักไม่ได้กินไม่ได้นอน นั้นเป็นเรื่องปกติ แต่งานหนักที่ทำเต็มที่แล้วยังไงก็ไม่ทัน มันน่ากลัวมาก แล้วคนสมัยนี้ฟ้องเรากันเป็นว่าเล่นด้วย มันชวนเครียดมากๆเลยครับ

อันท้ายนี้เจ็บสุดคือ ขณะที่เรากำลังปวดหัวดูแลคนไข้หนักไม่ทันอยู่นั้นเอง ก็มีคุณแม่อุ้มลูก 3 ขวบเดินเข้ามาด้วยอาการก้าวร้าว "หมอ ลูกชั้นมารอตั้งชั่วโมงนึงแล้วนะ เนี่ยเป็นไข้จะตายอยู่แล้ว" (เอ่อ ลูกแม่ไข้ ไอ เจ็บคอ รู้สึกตัวดี กินได้ ถ้าไม่รักษาหายเอง 7-10 วัน ถ้าให้ยา หายเร็วขึ้น 3-4 วัน มันไม่เรียกว่าจะตายนะแม่ แม่หันไปมองข้างหลังหมอก่อนได้มั้ยคับ) งานที่ว่ายุ่งแบบนี้ไม่ใช่นานๆครั้งนะครับ ผมว่าโดยประมาณ 4 ใน 7 วันจะเป็นอย่างนี้ล่ะ

- ลองมองกลับกันคุณสามารถมายืนในจุดนี้ รับแรงกดดันแบบนี้ได้หรือเปล่าครับ กับการทำงานเต็มที่ไม่ได้กินไม่ได้นอน แต่ก็ยังไม่ทัน ก็ยังโดนคนด่าคนฟ้อง โดยต้องทำใจเสมอว่า เค้าทำไปเพราะ สภาพอารมณ์เค้าย่ำแย่จากอาการเจ็บป่วย T.T

- เรื่อง ทำไม่ทันนี่มีเยอะมากเลยนะ จากประสบการณ์จริงของเรากับเพื่อนๆที่จบด้วยกันมา อย่างเช่น เพื่อนคนนึงผ่านหอผู้ป่วยเด็ก มีเคสรายงานให้ไปรับเด็ก (ปล.การรับเด็ก คือ การตามหมอเด็กไปเตรียมตัวยืนรอในห้องคลอด ในกรณีที่คิดว่าเด็กที่เกิดมาเสี่ยง อาจมีปัญหาแรกคลอด จะได้ช่วยได้ทันที) ปัญหามันอยู่ที่ว่า เพื่อนผมมันมีอยู่ตัวเดียว สองมือ สองเท้า แต่มันโดนตามให้ไปรับเด็กสองคนพร้อมกันเนี่ยสิ คนนึงผ่าคลอดในห้องผ่าตัดชั้น4 อีกคนนึงน้ำคร่ำ เหม็นเขียว กำลังจะคลอดอยู่ที่ห้องคลอดชั้น3 >> หมอนะ ไม่ใช่นินจาจะได้แยกร่างได้ เพื่อนๆก็เลยเอามาแซวกันเล่นทีหลังว่า ทำไมไม่บอกพี่พยาบาล ชั้น4 ว่า เดี๋ยวเด็กคลอด โยนลงมาทางหน้าต่างเดี๋ยวจะรอรับชั้น3นะ คุยกันขำๆล่ะ แต่ไอ้เพื่อนตอนที่อยู่เหตุการณ์จริงมันคงไม่ขำเท่าไหร่หรอก เพราะ ถ้าเด็กคนไหนออกมาแล้วแย่ขึ้นมา แล้วมัวไปดูอีกคนนึง ก็คงโดนฟ้องล่ะมั้ง

หรืออย่างตอนเราเคยอยู่เวรอายุรกรรม ในแต่ละคืนมีคนไข้ในความดูแล 2 ตึก 4 ชั้น ประมาณเกือบ 200 เตียง ที่นอนๆอยู่มีทั้งมะเร็งปอด หัวใจตีบ ไตวาย ติดเชื้อช็อค >> ในที่ว่าๆมา มีแจ๊คพ็อตแตกอาการหนักพร้อมกันขึ้นมา 2-3 เตียงก็เป็นเรื่องเลย โดนตามพร้อมกันหนักทั้งคู่ อยู่คนละตึกกันด้วย

ถ้าเป็นคุณๆจะทำยังไงล่ะคับ ถ้าคุณไปดูคนไหนก่อน อีกคนนึงไปไม่ทันแล้วอาการหนักเสียชีวิต โดนฟ้องไม่รู้ด้วยนะ เอ้อ


"บางครั้ง บางที ที่คนไข้และญาติคิดว่า หมอดูแลคุณช้า หรือไม่เต็มที่นั้น สาเหตุก็อย่างที่ว่านี่แหละครับ เราไม่ได้ดูแลคุณคนเดียว เรากำลังดูคนไข้ที่มีชะตากรรมเดียวกับคุณอีกไม่รู้กี่คน บางคนหนักกว่าคุณด้วยซ้ำ ถ้าทำได้ ก็ช่วยใจเย็นๆ คุยกับหมอเค้าดีๆหน่อยนะคับ เราเข้าใจและบอกตัวเองเสมอล่ะว่า คุณหรือญาติของคุณกำลังเจ็บป่วย ย่อมอยู่ในช่วงที่อารมณ์ควบคุมลำบาก แต่เวลาที่เราทำสุดชีวิตสุดใจขาดดิ้น แล้วโดนคุณด่า มันท้อนะครับ"

(ผม เคยยุ่งจนไม่ได้กินข้าวติดต่อกันตั้ง 27 ชั่วโมงแน่ะ ถ้าเรื่องไม่ได้นอนก็เคยติดต่อกันประมาณ 60 ชั่วโมงได้ล่ะ ไอ้ที่ไม่ได้นอนนี่ ช่วงเรียนปี6 กะทำงานปีแรกนี่โคตรบ่อยเลย ถ้าถามว่าง่วงบ้างไหม ผมเคยเผลอหลับในขณะกำลังเขียนนามสกุลตัวเอง ในใบรับรองแพทย์ที่เขียนให้คนไข้นะคับ ลืมตาขึ้นมาปากกาอยู่ในมือ กับตัวหนังสือยึกยือ ไม่รู้เขียนอะไร เงยหน้ามาเจอคนไข้ยิ้มอยู่ เค้าคงเข้าใจผมล่ะคับ)


- เราคิดว่าสาเหตุจริงๆ ก็คงเพราะหมอไม่พอ หมอลาออกหรือไปอยู่เอกชนเยอะล่ะครับ ยิ่งวันก่อน อ่านไปเจอคนออกความเห็นว่า "เป็นหมอจะบ่นทำไมว่างานเยอะ ไม่อยากทำก็ลาออกซะสิ" มันแปล๊บนะครับ ที่เราไม่ออก เพราะ คนที่อยู่ต่อตายแหงแก๋ไงล่ะคับ คนหายไปคนนึงนี่ จำนวนคนหารที่ช่วยกันตรวจคนไข้นี่เล่นเอางานหนักเลยนะครับ แล้วถ้าหมอเหนื่อยแล้วไม่ไหว ออกไปอยู่เอกชนกันหมด อย่างที่เค้าว่าจริงๆ ใครลำบากล่ะครับ คนที่พูดคงไม่ลำบากหรอกมั้ง สงสัยจะตรวจแต่เอกชนอยู่แล้ว ชาวบ้านตาดำๆ ที่ต้องรอนานกว่าเดิมต่างหากที่น่าสงสารน่ะ


2. งานที่เราทำมันเป็นงานที่อยู่กับความเครียด อยู่กับความเจ็บป่วย อยู่กับคนที่กำลังจะตายตลอดเวลา ความสุขของงาน คือ การทำให้คนเหล่านั้นหน้ายิ้มแย้ม เดินกลับบ้านได้อย่างมีความสุข

- แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่ใช่ดอกเตอร์เค ไม่ใช่ก็อดแฮนด์เทรุ ที่รักษาได้ทุกโรค เราต้องอยู่กับคนเจ็บป่วยที่รักษาไม่หาย บางคนเป็นมะเร็งในช่องท้อง ท้องอืดโต ต้องเอาเข็มจิ้มพุงระบายน้ำออก 3-4 วันครั้ง ต้องนอนปวดร้องโอดโอยอยู่ตลอด บางคนก็ต้องพึ่งมอร์ฟีน เวลาที่เราต้องไปดูแลเค้าและสภาพจิตใจของผู้ป่วยและญาติที่ต้องอยู่กับภาพ แบบนั้นทุกวัน ถ้าสภาพใจเราไม่ดีพอ หมอเองก็จิตตกเอาง่ายๆเลยนะ (ยิ่งบางทีไม่ได้กินไม่ได้นอนอยู่ก่อนอีก)

- การที่เราต้องไปบอกคนที่เดินได้ ใช้ชิวิตปกติดี ว่าคุณเป็นเอดส์ คุณเป็นมะเร็ง มันไม่ใช่เรื่องที่สนุกเลย เราเคยเจอป้าคนนึงหายใจเหนื่อยๆ ตรวจเจอมะเร็งปอด ตอนที่บอกแก แกยิ้มแล้วบอกเราด้วยรอยยิ้มแบบขมขื่นว่า "แหม ว่าแล้วเชียว" (จริงๆแล้วแกไม่อยากให้หมอเครียดไปด้วย) บางคนนี่ทำใจไม่ได้นั่งนิ่งไปหลายนาที บางคนร้องไห้ไม่เป็นอันทำอะไรก็มี มันเป็นอะไรที่กดดันจิตใจคนเป็นหมออยู่บ่อยๆเลยนะ (ที่จริงมีคาบสอนเรื่อง วิธีการบอกคนไข้เหล่านี้ เรียนกันจริงๆจังๆหลายชั่วโมงเลย) และ เป็นสิ่งที่เราต้องทำด้วย เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้รู้ว่า ตัวเองเป็นอะไร อยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ จะทำอะไรก็รีบๆทำซะ มันเครียดมากๆ

- ไอ้ที่เครียดกว่าคือการต้องเจอกับคนไข้ หรือญาติที่จะเอานู่น จะเอานี่ ซึ่งถ้าไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไร เราก็ยินดีจะทำให้นะครับ แต่บางอย่างที่มันส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ เราก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน

อย่างเราเคยเจอคนวิ่งหัวไปชนฝา รู้สึกตัวดี ไม่ปวดหัว แต่ญาติบอกกลัวเลือดจะออกในหัว ขอให้ CT สมอง คือ เราจะบอกว่าการ CT มันมีข้อบ่งชี้นะ ว่าอาการอย่างไร ความเสี่ยงอย่างไร ควรทำแต่เวลาเจอมาแบบนี้ ลำบากใจแฮะ เพราะ CT ครั้งละ 3000-4000 เงินที่เอามาใช้ก็เงินที่รัฐเหมาจ่ายเป็นรายหัวโครงการ 30 บาทให้คนทั้งจังหวัดนั่นล่ะ ใช่เงินหมอเองซะที่ไหน ถ้าคนวิ่งๆชนๆ นิดหน่อยๆ รู้สึกตัวดี ขอ CT กันทุกคน แล้วเอาเงินส่วนนี้มาใช้กันหมด แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปรักษา ไปเป็นค่ายาให้คนไข้คนอื่นๆล่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะตามมาด้วยประโยคเด็ด ถ้าเราจะไม่ CT ให้

"ถ้าเป็น อะไรขึ้นมาทีหลังนะ ผมฟ้องคุณตายแน่" ..... ทีนี้ก็แล้วแต่หมอแต่ละคนแล้วล่ะ ว่าจะเลือกความปลอดภัยของตัวเอง หรือจะเลือกเงินค่าดูแลคนไข้ในโรงบาลของประชาชน

- ตัวอย่างที่เด็ดที่สุดนั้นเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดในเขตนราธิวาส ที่เอามาให้เราเรียนกันตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ปี4 เพื่อให้คุยกันว่า ถ้าเกิดกรณีอย่างนี้ควรตัดสินใจอย่างไร เรื่องมีอยู่ว่า

"มีชายหญิง คู่หนึ่งมาตรวจเลือดก่อนแต่งงาน ผลเลือดออกมาว่าสามีเป็นเอดส์ (สามีรู้อยู่แล้ว) สามีมาบอกหมอว่าห้ามบอกภรรยาที่กำลังจะแต่งงานกันเด็ดขาด ถ้าบอกจะตามยิงครอบครัวหมอให้ตายหมดบ้านเลย"

เอาล่ะคับ ถ้าเจอเหตุการณ์อย่างนี้จริงๆ แบบที่พี่หมอคนนึงเคยเจอ เป็นคุณๆจะทำอย่างไร เหมือนที่หลายคนชอบพูดให้เห็นบ่อยๆว่าคนเป็นหมอต้องเสียสละตัวเองสิ แต่ถ้าเค้าจะยิงพ่อแม่ เมียลูกคุณด้วยล่ะ คุณจะโอเคหรอคับ..


3.งาน ที่ทำอยู่เป็นงานที่ต้องรับผิดชอบสูงมาก จะทิ้งไปเฉยๆไม่ได้ ไม่ใช่ว่าบอกว่า โอ๊ยวันนี้เป็นไข้ปวดหัว แล้วจะไม่ไปตรวจก็ได้นะครับ บางที่ที่ตอนผมไปตรวจคนไข้ ตอนนั้นไข้ผมสูงกว่าเค้าอีกนะ ยิ่งตอนอยู่ในโรงบาลมหาลัย ผมเคยเห็นพี่คนนึงแกแทบจะไม่มีแรงแล้ว ให้น้ำเกลือ เดินเอามือค้ำเสาน้ำเกลือตัวเองไปดูคนไข้เลยนะ (อันนี้คงแล้วแต่แรงฮึดของหมอแต่ละคนมากกว่าแฮะ)

- อย่างที่บอกว่า งานมันเป็นงานที่จะหายไปเฉยๆไม่ได้ ต้องมีหมออย่างน้อยที่สุดหนึ่งคนอยู่ในโรงบาลนั้นตลอดเวลาเสมอ จะลาก็ต้องบอกก่อนจะได้หาหมอจากที่อื่นมาช่วยไว้ก่อน ต้องรื้อโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเพื่อนหมอทีละคนๆ ที่เคยเรียนเคยทำงานด้วยกันมาก่อน ว่าวันนี้ใครที่ไม่อยู่เวรที่อื่นอยู่แล้วบ้าง มาอยู่ให้หน่อยพอดีมีธุระ เดี๋ยวจ่ายตังเพิ่มให้ ถ้าหาไม่ได้ เอ็งก็อยู่ไปเองเหอะ สำคัญแค่ไหนก็ไปไม่ได้หรอก

ล่าสุดฟังมาจากรุ่นน้องปี 5 ว่ามีน้องคนนึงไปงานศพพ่อตัวเอง ขาดเรียนไป1-2 วันแต่โดนซ้ำทั้งวิชาไปเลย เราก็ไม่แน่ใจนะว่า คณะเค้าต้องการจะสอนรึเปล่าว่า ถ้าวันนึงเอ็งจบไปทำงาน แล้วเกิดญาติเสีย เมียคลอดลูก บ้านถูกไฟไหม้ ถ้าเอ็งยังหาคนมาอยู่แทนไม่ได้ เอ็งห้ามออกจากโรงบาลไปเกินระยะที่ตามได้ถ้ามีเคสอุบัติเหตุจะตายและมาถึง โรงบาลใน 5นาทีให้ได้อย่างนั้นล่ะมั้ง (เอ๊ะ อ่านประโยคนี้ซ้ำแล้วรู้สึกว่างานเรามันเหมือนอะไรไม่รู้ จะออกไปได้ต้องหาคนมาอยู่แทนให้ได้ก่อน เหอๆๆ )



4.ความยากของการทำงาน งานของเราจัดเป็นวิชาชีพนะครับ ก็คือ อาชีพที่อยู่ดีๆ นึกจะเป็น ก็ไม่ใช่ว่าจะใส่ชุดหมอมาเป็นเลยได้ ต้องเรียนหนักกัน 6ปี เนื้อหาที่เรียนนั้นก็เยอะ (ทุกวิชาชีพก็เยอะทั้งนั้นล่ะผมว่า) แต่ที่มันค่อนข้างยากขึ้นมาอีกระดับนึงก็คือ ความรู้ทางการแพทย์เป็นความรู้ที่ดิ้นได้ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และ ยังมีความไม่แน่นอนสูง

คนไข้ที่มากด้วยอาการแบบเดียวกันเป๊ะๆ 100 คน สามารถเป็นโรคที่ต่างๆกันไปได้ถึง 10 โรค ยกตัวอย่างเช่น คนไข้ที่มาด้วยปวดท้องขวาล่าง สามารถเป็นได้ตั้งแต่โรคธรรมดาพื้นๆ ไม่อันตรายเช่น ฉี่ติดเชื้อ ลำไส้อักเสบ ปวดcyst นิ่วในท่อไต ไปจนถึงโรคที่อันตรายถึงชีวิตถ้าไม่ผ่าตัด อย่างเช่น ไส้ติ่งอักเสบ ท้องนอกมดลูก เป็นต้น ทำให้การวินิจฉัยนั้นบางครั้งค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะถ้าเป็นโรคระยะแรกๆ ที่อาการไม่ชัดเจน เราก็ต้องรักษาโดยคิดถึงโรคที่เป็นได้มากที่สุดก่อน แล้วค่อยนัดมาดูอาการครับ คนไข้ที่เดินเข้ามาอาจจะมีอาการเหมือนในหนังสือเป๊ะๆ หรือ เป็นอาการแบบเดิมที่เราเจอมาเป็นครั้งที่ร้อย ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นโรคนั้นที่เราคิดเสมอไปนะครับ

ดังที่อาจารย์แพทย์จะกรอกหูพวกเราเสมอว่า "ไม่มีสิ่งใดแน่นอน 100% ใน medicine" เวลาที่เราคิดว่าผู้ป่วยเป็นอะไร ให้คิดโรคที่อาจเป็นได้อีกสาม-สี่โรคเผื่อไว้เสมอ

- ยกตัวอย่างอาการที่คน"ไข้" เดินมาหาเราบ่อยที่สุด ก็คือ "ไข้" ครับ คนทั่วไปอาจจะคิดว่า "ไข้" เป็นโรคบ้านๆ รักษาง่ายนะคับ ความเป็นจริงก็คือ มันง่ายเกินไปต่างหากที่คนๆนึงจะเป็นไข้ มันถึงได้ยากสำหรับหมอไงล่ะคับ

ไข้ ก็เหมือนกับเป็นอาการเตือนที่อยากบอกให้ร่างกายรู้ตัวว่าไม่สบาย ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคอะไรก็ไข้ได้ทั้งนั้นล่ะคับ แต่เวลาหมอวินิจฉัย เราจะเอาไข้เป็นแค่ตัวประกอบร่วมกับอาการร่วมอย่างอื่นที่คุณเป็นต่างหาก เช่น
ไข้+ไอ เจ็บคอ=คออักเสบ
ไข้+ถ่ายเหลว=ลำไส้อักเสบ
ไข้+แผลในปาก+ผื่นแพ้แสง+ฉี่เป็นฟอง+ซีด+..=โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง
หรือ ไข้+ร่าน+ติดเชื้อเป็นๆหายๆบ่อยๆ = เอดส์รึป่าวฟะ เป็นต้น

แต่สมัยนี้ด้วยการแพทย์ที่เข้าถึงง่าย เราเคยเจอคนที่มาด้วยไข้ 5 นาที ไม่มีอาการอย่างอื่นเลย ตรวจร่างกายไม่เจออะไร แถมเอาปรอทวัดไข้ไปก็ไข้ไม่ขึ้นอีกต่างหาก >> เครียดคับ..

อันนี้ผมพูดถึงในเชิงระนาบ คือ หนึ่งคนหนึ่งโรคนะคับ แต่ที่เจอจิงๆ คนที่มาด้วยไข้ มีได้ตั้งแต่ ไม่เป็นโรคเลย มาโรงบาลตอนเช้าๆ บอกว่าตัวเองเป็นไข้ ขอใบรับรองแพทย์ลางานวันนี้ ไปจนถึง คุณป้าอายุ95 ปีที่นอนซมอยู่บ้าน ทั้งชีวิตไม่เคยมารพ.เลย ญาติพาออกจากบ้านมาได้ตอนที่แกไม่รู้สึกตัวแล้ว มาถึงห้องฉุกเฉิน X-rayปอดก็เจอปอดบวม เจาะเลือดก็ติดเชื้อในเลือด ส่งฉี่ตรวจก็มีเชื้อ พลิกดูหลังก็มีแผลเน่าที่ก้น คือ ตรวจไปเจอสาเหตุเป็นสิบๆโรคเลยก็มีคับ

- โรคบางโรคนั้นอันตราย เสี่ยงต่อการฟ้อง เจอได้น้อยมากในคนที่มีอาการแบบเดียวกัน และดันไม่มีวิธีตรวจยืนยันแบบง่ายๆซะอีกครับ ขอยกตัวอย่าง มะเร็งในกระเพาะแล้วกันนะครับ
"กระเพาะอักเสบ : มาด้วยอาการแสบแน่นลิ้นปี่ บางคนแน่นขึ้นอก บางคนคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย"
"มะเร็งในกระเพาะ :มาด้วยอาการแสบแน่นลิ้นปี่ บางคนแน่นขึ้นอก บางคนคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย"

ใช่ ครับ ในคนไข้ที่เดินเข้ามาหาเราด้วยอาการปวดแน่นลิ้นปีวันละสิบยี่สิบคน ในคนไข้เหล่านั้น เราตรวจซักเดือนสองเดือน จะมีคนไข้ที่จิงๆแล้วเป็นมะเร็งในกระเพาะแอบอยู่ซัก 1คนคับ แต่อาการคือมาแบบเดียวกันเป๊ะๆเลยคับ (บางคนก็บอกว่า มะเร็งก็น่าจะคลำได้ก้อนสิ >> ก้อนมันไม่จะเป็นต้องยื่นออกมาด้านนอกกระเพาะนี่ครับ เวลาตรวจผมก็ไม่เคยเอาแขนล้วงลงไปในคอคนไข้ซะด้วย) วิธี่ที่จะบอกว่าเป็นหรือเปล่าก็มีอยู่ แค่ส่องกล้องกับ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์เจอ (แต่เอกซเรย์ทั่วไปไม่เห็นนะคับ เห็นแต่ลมกลมๆดำๆในกระเพาะ)

มันจะหนักใจหมอตรงที่ว่าเคสไหนเราควรจะส่งไปส่องกล้องนะสิครับ อย่างเช่น จังหวัดผมมีหมอศัลย์ส่องกล้องได้อยู่สามคน แต่มีคนที่มีอาการแบบนี้หลายแสนคน ผมก็คงไม่ส่งไปส่องกล้องทุกคนจิงมั้ยครับ เราก็เลือกเป็นรายๆไป อย่างเช่น แก่มาก มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะมาก่อน ถ้าดูแล้วเสี่ยงเราก็ส่งให้เลย แต่ถ้าเป็นคนทั่วไป เราก็รักษาดูก่อน คนไหนที่กินยาแล้วกินยาอีกยังไม่ดีขึ้น จัดเป็นความเสี่ยงข้อนึงครับ ให้ส่งไปส่องกล้องได้เลย

อันนี้คือตามหนังสือเรียนจริงๆนะครับ แต่ในความเป็นจริงก็คือ กับคนที่ปวดท้องมาแบบนี้ พอเราให้ยารักษาไปปุ๊บ พอไม่ดีขึ้นก็ไปอีกโรงบาลนึง ไม่ดีขึ้นก็ไปที่คลินิค พอเจอหมอคนใหม่ หมอทุกคนก็ทำตามหลักครับ ถ้าไม่มีความเสี่ยงก็รักษาก่อนถ้าไม่ดีขึ้นค่อยส่งไปส่องกล้อง สุดท้ายเปลี่ยนหลายๆที่เข้าก็ไปลงที่รพ.เอกชน >> รพ.เอกชนส่องทีนึงเรียกตังเป็นหมื่นครับ จะเสี่ยงไม่เสี่ยงเค้ายินดีจะส่องกล้องให้คุณอยู่แล้ว พอส่องเจอปุ๊บ แจ๊คพ็อตก็ลงกับหมอโรงบาลแรกๆไงคับ เราตรวจคุณตามเกณฑ์นะคับ ตามหนังสือเรียนเลยคับแต่สุดท้าย เราก็กลายเป็นหมอที่ว่า "เนี่ย ชั้นไปรพ.สั่งแต่ยากระเพาะมาให้ ต้องไปตรวจรพ.เอกชน ไม่งั้นไม่รู้นะเนี่ยว่าตัวเองเป็นมะเร็ง (พยายามลดระดับความรุนแรงของการด่าให้แล้วนะคับ)"

ผมอยากให้มีใครซักคนคิดค้นวิธีตรวจมะเร็งกระเพาะที่ง่ายกว่านี้มากๆเลยค้าบบบบบ

- ความรู้ของเรานั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วันๆนึงจะมีผลวิจัยออกใหม่จากทั่วโลกวันละเป็นร้อยๆฉบับ บางอันเป็นของจริง บางอันเป็นของที่บริษัทยาจ้างให้ทำเนียนออกมา ที่ต้องมีหมอเฉพาะทางไม่ใช่แค่เพราะ เนื้อหามันเยอะต้องแบ่งย่อยลงไปถึงจะรู้ได้ละเอียด แต่เพราะคนที่เป็นหมอเฉพาะทาง เค้าจะต้องไปติดตามนั่งดูผลวิจัยและความรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเหล่านี้ ในขอบข่ายงานของเค้าด้วยคับ

เรื่องบางเรื่องที่ผมเรียนจบมาตอนปี6 พอผมทำงานปีแรก มันก็เปลี่ยนไปแล้วก็มีครับ ยกตัวอย่าง เรื่องสำคัญๆ เลยแล้วกันนะคับ การช่วยเหลือคนที่ไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น เรียนกันมา6ปี เค้าสอนให้เป่าปากช่วยหายใจก่อนแล้วค่อยปั๊มหัวใจ พอผมจบมาทำงานปีแรก องค์การแพทย์โลกก็บอกให้เราเปลี่ยนจาก ปั๊มหัวใจก่อนแล้วค่อยเป่าปากครับ สรุปหรือว่าไอคนที่มันสอบไม่ผ่านข้อนี้ตอนสอบจบหมอเมื่อปีที่แล้ว จิงๆแล้ว มันรู้ล่วงหน้าว่าปีนี้เค้าจะเปลี่ยนวิธีการ แล้วจิงๆมันเป็นคนเดียวที่ทำถูกอยู่แล้วรึป่าวหว่า อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ

ยากใช่มั้ยล่ะครับ การเป็นหมอ กับ องค์ความรู้ในการวินิจฉัยและรักษา ที่เยอะ ไม่แน่นอน กำกวม ครึ่งๆกลางๆ และยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ห้ามพลาดนะ พลาดขึ้นมาก็ ..โดนฟ้อง.. ไงครับ

55 หัวเราะทั้งน้ำตา (ยังไม่เคยโดนนะ และหวังว่าจะไม่โดนต่อไป เพี้ยงงงง!!)


5. เรื่องฟ้องร้อง

ที่จริงอันนี้มันก็เป็นสิทธิของคนไข้น่ะแหละครับ เราคงจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้อีกแล้วกับค่านิยมของคนไทย(สมัยใหม่) ที่มองหมอว่าเป็นอาชีพเงินถุงเงินถังนั่งกินนอนกิน ฟ้องนิดฟ้องหน่อยคงไม่เป็นไรล่ะมั้ง (ถ้าอ่านมาจากข้างบนจะรู้ว่าแลกมาด้วยการไม่ได้กินไม่ได้นอน ไม่ได้เที่ยว เท่าไหร่นัก) ยิ่งถ้าเจอแบบที่ว่า ทำเต็มที่ที่สองมือสองเท้าจะมี แต่ก็เอาไม่ทัน ก็ยังโดนฟ้องน่ะ หมอสมัยนี้ถึงหนีออกไปหมดไงครับ ไปอยู่รพ.เอกชน คนไข้น้อยกว่า จะตรวจอะไรก็เงินคนไข้เองนั่นล่ะ อยากตรวจอะไรบอกมาพี่จัดให้ ว่างั้นเหอะ อยู่รพ.รัฐทำก็ไม่ทัน ต้องตรวจแบบโคตรจะเร็วโดยที่บอกว่าไม่ให้ผิดพลาดเลย ปีนึง 10,000-30,000 เคส เอ่อ ผมว่าสงสัยต้องเปลี่ยนไปใช้ I-core seven แล้วล่ะมั้ง จะตรวจอะไร เราก็ต้องตรวจตามข้อบ่งชี้ เพราะเงินค่าตรวจก็ค่ารักษาที่เค้าเหมาจ่ายให้คนในจังหวัดน่ะแหละ

- ยิ่งล่าสุด ที่มีข่าวเรื่อง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการแพทย์ อันนี้ที่รู้ๆมา หมอจะประท้วงกันเยอะ ก็คงไม่แปลกเท่าไหร่ เพราะ ที่เห็นแผนภูมิวิธีปฏิบัติงานแล้วโคตรจะ but-soap เลย ฟ้องปุ๊บ จ่ายตังก่อนเลย ถูกผิดไม่เกี่ยว (ยังกะแอนตาซิล) เสร็จแล้วก็จะยกมาวินิจฉัยด้วยคณะกรรมการซึ่งต้องไม่มีหมออยู่ในคณะนั้น เพราะคิดว่าหมอจะออกความเห็นเข้าข้างหมอด้วยกัน (เอ่อ คือพี่จะตัดสินเรื่องการวินิจฉัยและรักษาโดยไม่ต้องมีความรู้ทางการแพทย์ ประกอบก็ได้ว่างั้นเหอะ) แถมเงินที่จ่ายชดเชยให้คนไข้ก็ยังไม่เห็นมีบอกชัดเจนว่าตัดสินยังไงว่าให้ เท่าไหร่ ตรวจสอบยังไง ถ้านี่เราฮั้วกันเอง ฟ้องแล้วยกฟ้องกันเล่นเอาตังเล่นๆ ดีมะ สงสัยเค้าคิดว่า คนสมัยนี้ยังชอบฟ้องหมอกันไม่พอล่ะมั้งครับ สนับสนุนกันขนาดนี้ ทำไมรู้สึกว่าถ้าเป็นเกม อาชีพเราก็เหมือนบอสในเกมที่ดรอบของดีๆ ให้ตังเยอะ แต่ไม่เคยโจมตีกลับ ยังไงยังงั้นเลย ไม่รู้เหมือนกันแฮะ

- ผมรู้สึกว่าคนทั่วไปคงจะคิดว่า พรบ.พวกนี้ออกมาเหอะ ถ้าหมอตั้งใจทำงานเต็มที่และถูกต้องจริงๆ จะกลัวโดนฟ้องไปทำไม ในความเป็นจริงมันไม่เป็นเช่นนั้นน่ะสิครับ อย่างที่เล่าๆไปบ้างแล้ว ว่าต่อให้คุณทำเต็มที่จนไม่ได้กินไม่ได้นอนแล้ว ถ้ามันโชคร้าย เอาไม่ทัน คนไข้หนักกำลังจะตายพร้อมๆกัน อยู่คนละตึกกัน ก็เตรียมตัวได้เลยอยู่ที่ญาติเห็นใจคุณแค่ไหนแล้วล่ะ ยิ่งตอนพวกอุบัติเหตุหมู่รถทัวร์ รถไฟ รถเด็กนักเรียนชนกันนะ พระเจ้าจอร์จ เค้าประกาศเรียกหมอทั้งโรงบาลมาช่วยกันที่ห้องฉุกเฉินเลยคับ อันนี้ทำได้ถ้าอยู่โรงบาลใหญ่ แต่ถ้ารถมันชนบนถนนทางหลวง แล้วบาปมันไปตกอยู่ที่โรงบาลอำเภอเจ้ากรรมที่มีหมอ 2-3 คนล่ะคับ พวกคุณยังอยากให้สิ่งเหล่านี้ทำร้ายจิตใจหมอที่ตั้งใจทำงานจริงๆอีกหรอคับ

- ผมคิดว่า คนที่ผลักดันพรบ.นี้น่าจะมีอยู่ 2 กลุ่มล่ะ หนึ่งคือพวกที่เคยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เค้าต้องสูญเสียจริงๆ และอยากให้แพทย์และโรงพยาบาลมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเราคิดว่าถ้าโรงบาลต้องเอาเงินที่ติดหนี้ตัวแดงกันทุกโรงบาลทั้งประเทศ อยู่แล้วจากโครงการ 30 บาท แบ่งมาให้กองทุนกลางอย่างที่พรบ.นี้บอก เงินที่เหลืออยู่อย่าว่าแต่เอามาพัฒนาโรงบาลหรือจ่ายค่าจ้างหมอและลูกจ้าง โรงบาลเลย ผมว่าค่ายาจะรักษาคนไข้จะไม่พอด้วย ถ้าหลายๆคนยังไม่รู้ บางโรงบาลจังหวัดหลายๆแห่งเริ่มมียากลุ่มดีๆที่ใช้ๆอยู่ค่อยๆหายไปแล้วนะ วันก่อนจะสั่งยาแล้วหาไม่เจอ เคยไปถามห้องยา เค้าบอกว่า โรงบาลค้างค่ายาบริษัทมา 6 เดือนละ เค้าเลยไม่ให้ยามาแล้ว กลุ่มที่สองคงเป็นกลุ่มที่รอรับผลประโยชน์ที่ยังไม่รู้ว่าเค้าจะตรวจสอบยัง ไงอย่างที่ว่านี่ล่ะ คงต้องเรียกว่า พวกทำนาบนหลังคน แถมทำบนหลังคนที่กำลังพยายามช่วยเหลือคนอื่นอีกต่างหาก ไอพวกโคตร "ที่นี่" เอ๊ย (กรุณาเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษก่อนอ่านนะครับ)

- พอเราไม่พอใจพรบ.นี้ ก็มีการประท้วงกันด้วยการนัดกันใส่ชุดดำไปตรวจ ซึ่งก็แน่นอน พวกที่ผลักดันพรบ.ก็ออกมาด่ามาว่าหมอนั่นล่ะ จะบอกว่า เราก็ทำได้แค่นั้นล่ะครับให้พวกคุณรู้ว่าเราไม่ต้องการพรบ.นั้นขนาดไหน จะให้พวกเราประท้วงหยุดงานทั่วประเทศหรอ เชื่อเหอะ ว่าต่อให้มีคนบ้าจี้ยุให้ทำกันจริงๆ ก็ไม่มีหมอคนไหนหยุดงานประท้วงหรอกครับ งานเรามันต่อเนื่องนะครับ ถ้าผมหยุดไป ใครจะไปดูคนไข้ผมล่ะคับ จะปล่อยเค้านอนเจ็บนอนตายหรืออย่างไร ถ้าเป็นหมอจิงๆ ทำไม่ได้หรอกครับ

- ผลที่ตามมาจากการฟ้องร้องเยอะก็มีนะครับ >> หมอโรงบาลอำเภอ เดี๋ยวนี้แทบจะเลิกผ่าตัดกันทั้งประเทศแล้วครับ ทำดีเท่าทุน ผ่าคนไข้หายเป็นร้อยเป็นพันก็ไม่ได้มีใครมาเห็น แต่เกิดคนไข้มีปัญหาขึ้นมาซักคนก็โดนฟ้องตามระเบียบ ข้อดีคือคนไข้ได้เข้าไปผ่าตัดโรงบาลจังหวัด มันก็ดีนะ เสี่ยงน้อยลง แต่ก็ต้องรอคิวยาวขึ้นล่ะคับ เพราะ จิงๆแล้วหมอที่อยู่โรงบาลอำเภอผ่าตัดบางโรคได้ แต่ไม่ผ่ากันแล้ว คนไข้ก็ไปกองกันอยู่ที่โรงบาลจังหวัดอย่างเดียว ผ่ากันทั้งวันทั้งคืนเลย จิงๆแล้วจะบอกว่า บางที่นั้นรพ.จังหวัด แพทย์ที่กะลังผ่าตัดไส้ติ่ง ผ่าคลอดให้น่ะ เป็นรุ่นน้องผมนะ ใช้ทุนปีแรกที่โรงบาลจังหวัดก็ต้องช่วยผ่าตัด ถ้ามีปัญหาให้ตามพี่ที่กำลังผ่าอยู่ห้องข้างๆ เพราะหมอผ่าตัดจริงๆ ขาดแคลนมากๆๆๆๆ แต่พอขึ้นใช้ทุนปี2ปี3 มาอยู่ที่โรงบาลอำเภอ เราก็เลิกผ่ากันซะงั้น

พวกเพื่อนหมอศัลย์หมอสูติที่กำลังเรียนต่อกันอยู่ก็ประสบปัญหา คนไข้ส่วนใหญ่ยืนยันไปรพ.มหาลัย เค้าจะผ่ากับอาจารย์หมอเท่านั้น อันที่จริงแล้ว คือ เราให้ผ่าตัดโดยมีอาจารย์หมอยืนคุมน่ะล่ะ แต่คนไข้เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว ก็แค่สงสัยว่า ถ้าอาจารย์หมอที่อยู่กันรุ่นนี้เกษียณไปหมดในอีก 10-20 ปี คนที่จะผ่าได้ระดับเก่งในอีก 10-20 ปีข้างหน้าคงลดลงมากล่ะนะ เพราะ ไม่รู้จะเอาประสบการณ์จากไหน อันนี้ เราได้ยินวิธีแก้ปัญหาสุดเด็ดมาด้วย เพราะช่วงปีก่อนชอบได้ยินในคณะลือกันเหลือเกินว่า เค้าจะยืดอายุราชการหมอให้เกษียณที่ 70 ปี ^^

ลือมายังไงไม่รู้ล่ะ แต่ไม่ค่อยขำเท่าไหร่ เพราะอายุขัยเฉลี่ยของแพทย์นั้นน้อยกว่า อายุขัยเฉลี่ยประชากรทั้งประเทศนะครับ ที่จำได้ คือมันน้อยกว่า 70 ปี นี่ล่ะ เลยไม่แน่ใจว่าไอแนวคิดนี้มันจะให้เราทำงานจนตายแล้วขุดเราขึ้นมามาทำงานต่อ อีกรึเปล่า


- การฟ้องร้องเดี๋ยวนี้มันเยอะจิงๆ ที่จิงบางอย่างมันไม่น่าจะฟ้องกันได้เลยนะ ตัวอย่างที่เพื่อนผมโดนมาก็มีตั้งแต่

A. เพื่อนผมกำลังตรวจห้องฉุกเฉิน มีคนไข้อาการหนักที่ต้องรีบรักษาอยู่ มีคนเดินเข้ามาบอกให้เขียนใบรับรองแพทย์ให้ทันที เค้าจะรีบใช้ เพื่อนผมบอกให้เค้าไปรอก่อน จะตรวจคนไข้หนัก แล้วคนไข้ก็หงุดหงิดเดินหายไป
พร้อมกับวันต่อมารพ.ก็โดนฟ้องร้องมาว่า ขอใบรับรองแพทย์แล้วไม่เขียนให้ ชะเอิงเงย

B. ผมเองตรวจคนไข้เป็นหอบหืด พ่นยาไม่ดีขึ้นแปลนนอนรพ. ปกติ คนไข้ชั้น 3 กับ 4 เค้าจะรับคนไข้ใหม่สลับกัน คิวของลุงต้องไปอยู่ชั้น 4 ปรากฏว่า ลุงลงมาด่าผมให้ผมย้ายแกให้ไปนอนชั้น 3 เพราะ แกไม่ถูกกะพยาบาลชั้น 4 ผมก็คิดว่ามันไม่จำเป็น คนไข้ชั้น3 ก็นอนเต็มอยู่แล้ว ปรากฏว่า เรื่องไปถึงผอ. สุดท้ายก็แจ้งลงมาว่าให้ผมย้ายคนไข้ดังกล่าวไปนอนชั้น 3 โดย ต้องไปขอคนไข้อีกคนที่นอนอยู่ชั้น3 ให้ย้ายขึ้นไปอยู่ชั้น4 เหตุการณ์นี้ตอนเที่ยงคืนกว่านะครับ >> เหตุผล คือ ถ้าโรงบาลโดนฟ้อง ไม่ว่าจะไร้สาระแค่ไหนมันก็ต้องเขียนรายงาน พี่เค้าเลยบอกว่าให้ยอมๆไปเหอะ เฮ้อ

อ้อ ประเด็นสำคัญ ตือ คนไข้คนนี้เค้าไม่เต็มอ่าคับ ไม่ใส่เสื้อผ้า พูดวกไปวนมาไม่รู้เรื่อง คือจะบอกว่า เดี๋ยวนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการฟ้องร้อง หมอต้องยอมตามหมดแม้กระทั่งคนบ้าแล้วนะคับ

C. เพื่อนอีกคน โดนตามไปดูคนไข้รับใหม่ตอนตีสาม ถ้าถามผม ผมว่าหนึ่งคือหน้าแกง่วงมากน่ะแหละ เพราะอยู่ติดกัน 40-50 ชั่วโมง สองคือ หน้าแกออกแนวโหดๆ ผิวออกคล้ำๆหน่อย (เป็นคนใต้น่ะ) เช้าวันต่อมา โดนเรียกไปคุย เพราะญาติบอก หมอหน้าไม่รับแขก.... เอ่อ พี่ญาติเค้าคิดว่าเพื่อนผมเป็น counter-service หรอเนี่ย

D.เป็น เรื่องที่ฟังมาจากพี่หมอห้องฉุกเฉินโรงบาลมหาลัยแห่งหนึ่ง เคสเด็กเป็นไข้ พี่หมอวินิจฉัยเป็นไข้เลือดออก เนื่องจากเด็กมีชีพจรเร็ว ความดันต่ำๆ จึงแนะนำนอนโรงบาล แม่เด็กปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า ร้านค้าไม่มีคนเฝ้า >> 1 วันต่อมา เด็กมาแบบเพลีย กระสับกระส่าย อยู่ในสภาวะช็อค พ่อและญาติๆของเด็ก รุมด่าประนามหมอที่หน้าห้องฉุกเฉินว่า ทำไมถึงปล่อยลูกผมกลับบ้าน คุณคิดว่าแม่เค้าทำอะไรอยู่คับ ยืนก้มหน้าอยู่ข้างหลังเฉยๆคับ ปล่อยให้หมอโดนด่าไป แต่เคสนี้เค้าไม่ได้ฟ้องอะไรโรงบาลนะคับ แม่เค้าคงรู้อยู่ในใจดีล่ะ แต่ผมสงสัยว่าพี่หมอเค้าทำอะไรผิดไปตรงไหนหรือคับ ที่ต้องโดนคนด่าแบบนั้น และในทางกลับกัน ถ้าเหตุการณ์แบบนี้ที่แนะนำนอนโรงบาลแต่แม่จะพากลับบ้านให้ได้เกิดขึ้นอีก คุณคิดว่าพี่เค้าควรทำอย่างไรหรอคับ

E . อันนี้เป็นเรื่องของอาจารย์หมอศัลยกรรมที่ผมเคยทำงานด้วยนะคับ แกก็ผ่าตัดแทบทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว คืนนึงมีคนไข้โดนมีดกระซวกท้องมา คนแทงเป็นเพื่อนบ้านกัน (รู้สึกจะมีอิทธิพลในแถวนั้นล่ะคับ) จาย์หมอรีบเอาเข้าไปผ่าตัด ออกมาคนไข้ก็ยังอาการหนักมาก ประโยคแรกที่ ญาติพูดกับจารย์ผม คืออะไรรู้มั้ยครับ "รักษาให้เต็มที่นะหมอ ลูกผมเป็นอะไร ผมจะฟ้อง" จารย์ผมสวนตรงนั้นเลย แกคงวีนแตกไปแล้วล่ะ "หมอรักษาแทบตาย คุณจะฟ้องหมอ แต่คนแทง คุณไม่ว่าอะไร ปล่อยให้นอนกระดิก ไหค่ อยู่บ้านหรอ" เป็นที่สะใจของพวกผมมากๆเลยคับ


อันนี้คงเป็นความคิดส่วนตัว ของผมนะคับ งานเราไม่ได้เปลี่ยนไปมากหรอกคับ แต่สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปและไม่เข้าใจเราต่างหากที่ทำให้หมอต้องอยู่ในสภาพ ชีวิตแบบนี้ ผมคิดว่าต่อๆไป ถ้าเรื่องแบบนี้รู้กันในวงกว้างมากขึ้น ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เด็กๆในอนาคตที่จะเข้าเรียนหมอจะเปลี่ยนไปในรูปแบบไหน คะแนนสอบเข้าหมอน่าจะต่ำลงเรื่อยๆทุกปีๆ อาจเป็นคนที่มีระดับผลการเรียนปานกลางแต่ใจรักจะเป็น มารักษาลูกๆหลานๆในอนาคตมากกว่า เพราะ เด็กเก่งๆ ถ้าเค้าไม่ได้รักจริงๆ เค้าได้รับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น เค้าอาจจะหนีไปเรียนอย่างอื่นกันหมด

ถ้าคุณจะเถียงว่า ก็หมอเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ผมคิดว่า ครูกับราชการก็เป็นอาชีพที่มีเกียรติเหมือนกันครับและก็เป็นที่นิยมในสมัย 20-30 ปีก่อนเหมือนกัน แต่สมัยนี้คนเก่งๆ ก็ไม่นิยมที่จะเรียนกันมากเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว สำหรับน้องๆที่จะเข้าแพทย์จริงๆ ถ้าน้องไม่แน่ใจว่าตนเองเหมาะรึเปล่า แนะนำว่า มหาลัยแพทย์ทุกที่มีจัดกิจกรรมค่ายเพาะกล้านะครับ เพื่อให้น้องได้สัมผัสส่วนนึง ของการเป็นหมอ แล้วน้องค่อยตัดสินใจก็ได้ครับว่าตนเองรักและพร้อมที่จะเข้ามาเป็นวิชาชีพ เดียวกับพวกพี่ๆรึเปล่า

“ อาชีพแพทย์นั้นมีเกียรติ แพทย์ที่ดีจะไม่ร่ำรวย แต่ไม่อดตาย ถ้าใครอยากร่ำรวย ก็ควรประกอบอาชีพอื่น ” พระราชดำรัสของพระราชบิดาแห่งวงการแพทย์ไทยครับ

สุดท้ายนี้ ขอบคุณมากที่อ่านมาถึงนี่ บ่นซะยาวเลย ก็แค่เหนื่อยแค่ท้อ กับการที่เห็นคนออกมาด่ามาว่าอาชีพของเรา

ทั้งที่เราก็ทำกันเต็มที่ ผมว่าคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ด้วยว่า ส่วนลึกมันมีแบบนี้อยู่
อาชีพใคร ใครก็รัก ใครก็ภูมิใจในอาชีพของตน


ผม ชอบอาชีพนี้นะ คุยกะคนไข้ สนุกดี ลุงๆป้าๆก็น่ารัก แกล้งเด็กๆก็สนุก ที่เคยเจอจริงๆ ก็มีแค่คนไข้ส่วนนึงแค่หยิบมือน่ะแหละที่ทำให้เราท้อแท้เหนื่อยใจ เหมือนที่คนไข้เองก็ต้องคิดเหมือนกัน ว่ามีหมอแค่ส่วนนึงเท่านั้นล่ะที่ทำตัวไม่ดี (ยอมรับว่ามีให้เห็นจริงๆนะล่ะ) แต่อย่าเอาสิ่งที่เกิดขึ้นมาเหมารวม มาลงโทษหมอทั้งหมดสิครับ หมอที่ตั้งใจทำงาน เวลาเจอเรื่องแบบนี้แล้วเหนื่อยจิงๆนะ อยู่เวรเดือนละ 25 วัน ยังไม่เท่าเหนื่อยใจกับเรื่องพวกนี้เลย

ผมคิดว่า อ่านจบแล้วคุณจะเกลียด จะอคติกับอาชีพของเราน้อยลงบ้างซักนิดนะคับ

สุดท้ายนี้ คงต้องอ้างมาจาก คำสอนของพระบิดาที่บอกเพื่อสอนแพทย์จบใหม่ทุกคน

" i don't want you to be only a doctor but i also want you to be a man "

เป็น คำสอนสำหรับแพทย์ทุกคนว่า อย่าเป็นแค่หมอ แต่ให้เราเป็นมนุษย์คนนึงด้วย คือ เวลารักษา อย่าตรวจแต่โรคอย่างเดียว ให้มองว่าเค้า คือ คนทั้งคน ไม่ได้เป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่มาด้วยโรค

แต่อยากให้สังคมสมัยนี้รับรู้ด้วยว่า

" I don't want you to see me only as a doctor but i also want you to see me as a man too " T.T

เพราะ หมอเองก็มีชีวิต มีจิตใจ มีครอบครัวต้องดูแลเหมือนกันนะครับ




ปล. มีคนถามเข้ามาว่า บทความนี้เอาไป share ต่อที่อื่นได้มั้ย ขอตอบว่าได้ครับ คนทั่วไปที่ได้อ่านบทความนี้จะได้เข้าใจในอาชีพและการทำงานของแพทย์มากขึ้น ไงครับ share ได้เลยครับ ไม่มีการตามไปเก็บตังตามหลังแน่นอนคับ ^^







 

Create Date : 19 มิถุนายน 2554   
Last Update : 2 กรกฎาคม 2560 20:31:53 น.   
Counter : 380 Pageviews.  

เวลาเปลี่ยน คนไข้ (ญาติ) เปลี่ยน แต่ หมอ (บางคน) ไม่ยอมเปลี่ยน ...





เวลาเปลี่ยน คนไข้ (ญาติ) เปลี่ยน แต่ หมอ (บางคน) ไม่ยอมเปลี่ยน ...

เป็น บทความที่เขียนไว้เมื่อ เดือน กพ. ๒๕๕๑ ( ผ่านแค่ ๔ ปีเอง ..)
แต่ก็ยังนำมาใช้ได้ .. เลยนำมาลงอีกรอบ

พอ ดีมีกระทู้ ที่ผมไปแจม แล้วก็ใช้ข้อความนี้ .. อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เลยขอขยายความ เผื่อจะเข้าใจกันมากขึ้น .. ( หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น )

มีน้องสงสัยว่า ที่ผมบอกบ่อยๆ ว่า “เกมเปลี่ยน กติกาเปลี่ยน แล้วหมอยังจะเล่นแบบเดิมอีกหรือ“ หมายความว่าอะไร ?

เลยอยากจะมาขยายความกันซะหน่อย

แต่ บอกไว้ก่อนว่า เป็นความเห็นส่วนตัว ของผมเท่านั้น...เชื่อ ไม่เชื่อ ก็คิดกันเอาเอง แล้วก็ ไม่ได้ชี้ว่าใครดีใครเลว ใครถูกใครผิด เพียงแต่ยกตัวอย่าง ยกประเด็นมาประกอบให้เห็นว่า อดีต กับ ปัจจุบัน นั้นเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วหมอเราควรจะปรับตัวอย่างไร ..


เมื่อก่อน ( ระยะเวลา ร่วมร้อยปีได้ )


การ ทำงานในหน้าที่ของ “หมอ” จะมีอำนาจ มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจว่า จะรักษา ไม่รักษา .. ซึ่งอำนาจ สิทธิ์ขาดนี้ ก็ได้มากจาก บรรดาหมอในอดีตที่ได้สะสมความดีเอาไว้ ทำให้ประชาชาชนเชื่อถือไว้วางใจ ที่จะให้หมอทำอะไรต่าง ๆ นานา โดยที่ไม่โต้แย้ง ไม่เรียกร้อง

หมอเป็นผู้ตัดสินใจแทนผู้ป่วย(ญาติ)
หมอดุ หมอด่า ผู้ป่วย(ญาติ) ก็ทนฟังไม่โต้เถียง
หมออยากจะผ่า ก็เอาเข้าห้องผ่าตัดไปผ่า ไม่ต้องพูดไม่ต้องอธิบายอะไรมาก
มาตรวจก็สั่งยาให้ไป ผู้ป่วยก็เชื่อว่าหมอรู้แล้ว รักษาดีแล้ว ก็รับยาก็กลับบ้าน
หมอให้นอนใน รพ. ก็นอน อยู่หลายวัน ก็ไม่ว่า หมอให้กลับก็กลับ
รพ.เตียงเต็ม ก็นอนเตียงผ้าใบเสริมข้างทางเดิน เครื่องช่วยหายใจไม่มี ก็ให้ญาติบีบ ambu ไปเรื่อย ๆ
รักษาไม่หาย มีผลแทรกซ้อน พิการ หรือ เสียชีวิต ก็บอกว่า เป็นเวรเป็นกรรม ที่ต้องชดใช้ หมอทำดีที่สุดแล้ว

ปัจจุบัน ( ระยะเวลา ประมาณ ห้าปีที่ผ่านมา )

ความ สัมพันธ์ของแพทย์ ผู้ป่วย(ญาติ) เปลี่ยนแปลงไป ความไว้เนื้อเชื้อใจ ความเชื่อถือ ก็ลดลง ทั้งหมอทั้งผู้ป่วย(ญาติ) ก็ระแวงซึ่งกันและกัน

ผู้ป่วย(ญาติ) ก็ระแวงว่า หมอดูแลไม่ดี ให้ยาไม่ดีหรือเปล่า

หมอก็ระแวงว่าจะโดนฟ้อง โดนร้องเรียนหรือไม่ ?

มี ข่าวหมอถูกฟ้องร้องมากขึ้น เมื่อก่อนก็เป็นหมอ รพ.เอกชน คลินิก แต่สองสามปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นหมอ รพ.รัฐ แถมเป็นคดีอาญา ถูกตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา จากศาลชั้นต้น อีกต่างหาก

การทำงานของหมอตอนนี้ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะ ถ้ายังคิด ยังทำแบบเดิม ๆ เมื่อสิบปีก่อน ก็มีปัญหาตามมาแน่นอน

หมอต้องเป็นที่ปรึกษา ให้ความรู้  ให้ข้อมูล ตอบข้อสงสัย แนะนำทางเลือก ส่วนการตัดสินใจนั้นเป็นของ ผู้ป่วย(ญาติ)

หมอดุ หมอด่า ผู้ป่วย(ญาติ) ด่ากลับแน่ ๆ บางทีแค่พูดเสียงดัง หรือ พูดห้วน ๆ ก็โดนแล้ว หรือบางที พูดดี ๆ ก็โดนว่าได้ เช่น “ รู้หรือเปล่า ผมเป็นใคร “ “บอกให้ส่ง ทำไมไม่ส่ง ” “ ไม่ต้องพูดมาก เอายาอย่างเดิม ห้ามเปลี่ยน ”

หมออยากจะผ่า ก็จะต้องอธิบายผู้ป่วยและญาติ ก่อนให้เข้าใจ แถมต้องมีหลักฐานเอกสารว่าได้อธิบายแล้ว

มา ตรวจ ก็ต้องอธิบาย ถ้าไม่พูด ไม่อธิบาย ให้ยาไม่เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนยาให้ใหม่ หรือให้ยาน้อยไป ก็อาจถูกผู้ป่วย(ญาติ) เข้ามาชี้หน้าหมอ ต่อว่า หรือ โยนยาทิ้งต่อหน้า

หมอให้นอนใน รพ. แต่คนไข้ไม่นอน หรือ ให้ส่งไปรักษาต่อ ไม่ทำตามก็ถูกร้องเรียน ถูกว่า บางคนนอนรพ.นานแล้วหมอให้กลับ ก็บอกหมอไล่

รพ.เตียง เต็ม ก็นอนเตียงผ้าใบเสริมข้างทางเดิน (แต่ผู้ป่วยตกเตียงขาหัก โดนฟ้อง) เครื่องช่วยหายใจไม่มี ก็ให้ญาติบีบ ambu ไป ( แต่ถ้าผู้ป่วยเสียชีวิต ก็อาจโดนฟ้องว่า เครื่องมือไม่มี ทำไมไม่ส่ง)

รักษาไม่หาย มีผลแทรกซ้อน พิการ หรือ เสียชีวิต หมอก็จะโดนว่า หมอไม่ดูแล ประมาท หมอชุ่ย ฯลฯ เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือทีวี แถมด้วยการฟ้องร้อง ร้องเรียน ..

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้บอกว่า เกิดจากผู้ป่วย (ญาติ) ไม่ดี แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า แพทย์เราเอง ส่วนหนึ่ง ก็เป็นอย่างที่ประชาชนเขาว่า จริง ๆ หมอเลว ๆ หมอชุ่ย ๆ ก็มี ทำให้ประชาชนเริ่มไม่ไว้ใจว่า หมอคนนี้จะดีหรือไม่


ซึ่งแน่นอนว่า ต้องช่วยกันดูแลกำจัดหมอที่ไม่ดี ออกไป แต่ในเมือสภาพตอนนี้ มันเป็นแบบนี้ หมอเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงการทำงานของเรา ให้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับตัวหมอเอง ด้วยความเข้าใจที่อาจคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่หมอคิดตั้งใจไว้ ..

หมอ อย่าไปคิดเรื่องของ ค่าใช้จ่าย ให้มากนัก ... ผู้ป่วย ญาติ ขอให้ส่ง CT อธิบายแล้วแต่ยังยืนยันให้ส่ง หมอไม่ส่งเพราะคิดว่าเสียค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล (ประเทศ) โดยไม่จำเป็น ?

หมอ อย่าไปคิดเรื่องหน้าตาของตนเอง ให้มากนัก ... ผู้ป่วย ญาติ ขอให้ส่งตัวไปรักษาต่อ อธิบายแล้ว แต่ยังยืนยันให้ส่ง หมอไม่ส่ง เพราะคิดว่ารักษาที่นี่ก็ได้ ส่งไปอาจถูกด่าว่า ส่งมาทำไม ?

หมออย่า ไปคิดเรื่องหลักวิชาการ ให้มากนัก ... ผู้ป่วย ญาติ สงสัยเป็นไข้เลือดออก ขอเจาะเลือด ได้อธิบายแล้ว แต่ผู้ป่วย(ญาติ) ยังยืนยัน หมอก็ไม่เจาะให้ เพราะหนังสือ(อาจารย์)บอกไว้ว่า เจาะเลือดไปก็ไม่มีประโยชน์ ?


สิ่ง ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ หมอเราต้องเปลี่ยนแปลง หันมาใส่ใจ สนใจ ความต้องการของผู้ป่วยและญาติ ให้มากขึ้น ลดความยึดมั่นตัวเอง ความยึดมั่นตามหลักวิชากร(หนังสือ)ลงบ้าง

ไม่ได้บอกให้ตามใจ ผู้ป่วย (ญาติ) ทุกอย่าง แต่อยากให้คิดเสียว่า เขาก็อยากได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเขาและญาติเขา
ถ้าเราได้อธิบาย แล้ว เขายังยืนยัน แล้วสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่พอทำได้ ไม่เสียหาย ไม่อันตราย ไม่ผิดหลักวิชาการมากนัก ก็น่าจะทำให้เขาไป ..

ในเมื่อตอนนี้กระแสน้ำเชี่ยวกราก การฝืนเอาเรือขวางไว้ ก็รังแต่จะทำให้เกิดความเสียหาย มิใช่หรือ ...

หมอ ผู้ป่วย และ ญาติ .. ก็ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป ส่วนว่าจะอยู่ด้วยกันในสภาพแบบไหน ก็ต้องติดตามต่อไป ...

ฝากไว้อีกหน่อย

หมอ ก็ไม่ได้เป็นหมอตลอดไป สักวันหนึ่ง หมอต้องกลายเป็น ผู้ป่วย กลายเป็น ญาติ เช่นกัน ทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ก็ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเราเป็นแบบเขา เราก็อาจทำแบบเขา ก็ได้

อย่าคิดว่า เราถูกทุกอย่าง เขาผิดทุกอย่าง ทุกคนมีมุมมอง มีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน จะให้เห็นเหมือนกัน คงไม่ได้ ความเห็นไม่ตรงกัน ทำไม่เหมือนกัน ก็ไม่ได้หมายความ ฝ่ายหนึ่งต้องถูก อีกฝ่ายต้องผิด เสมอไป อาจถูกทั้งสองฝ่าย หรือ ผิดทั้งสองฝ่ายก็ได้

สิ่ง ที่เคยคิดเคยทำ แล้วผลออกมาดี ในอดีต นั้นอาจไม่ได้ผลดีอย่างที่เคยเป็นอีกแล้ว จะทำอะไร ก็คิดให้รอบคอบ นอกจากนึกถึงหลักวิชาการ นึกถึงผู้ป่วย แล้ว อยากให้นึกถึง ตัวหมอเองและครอบครัวหมอ ไว้ด้วย

ยืนยันอีกครั้งว่า เป็นความเห็นส่วนตัว ของผมเท่านั้น...เชื่อ ไม่เชื่อ ก็คิดกันเอาเอง แล้วก็ ไม่ได้ชี้ว่าใครดีใครเลว ใครถูกใครผิด เพียงแต่ยกตัวอย่าง ยกประเด็นมาประกอบให้เห็นว่า อดีต กับ ปัจจุบัน นั้นเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วหมอเราควรจะปรับตัวอย่างไร ....

ขอให้โชคดี มีความสุข แคล้วคลาด ปลอดภัย ด้วยกันทั้ง แพทย์ และ ผู้ป่วย (ญาติ)

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

Create Date :  20 เมษายน 2559

ขอแสดงความเห็น นิดหน่อย

ระบบพิพากษา (ศาล) กับ ระบบทางแพทย์ (สาธารณสุข) เป็นคนละเรื่องกัน
เปรียบเทียบคล้ายกับ ฟุตบอล กับ บาสเกตบอล ที่ ไม่เหมือนกัน เราต้องรู้ว่า เรากำลังเล่นอะไร แล้วก็ทำตามกติกานั้น
หมอ พอเข้าไปสู่วิธีการพิจารณาของศาล ก็ต้องยึดถือ กติกานั้น

นักฟุตบอล พอเปลี่ยนสนาม เปลี่ยนไปเล่นบาสเกตบอล ก็ต้องเปลี่ยนไปยึดถือกติกาของบาสเกตบอล
จะมาคิดว่า ตนเองเป็นนักฟุตบอล เคยใช้เท้าเตะได้ แล้ว ทำไม เล่นบาสเกตบอล ถึงใช้เท้าเตะ แล้วผิดกติกา

ประเด็นเรื่องฟ้องร้อง ร้องเรียน บอกเลยว่า จะมีแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แล้ว เราจะเปลี่ยนด้วยตัวเราเอง หรือ เปลี่ยนเพราะถูกบังคับ
ในเมื่อ เราเปลี่ยนคนอื่น ( ผู้ป่วย ญาติ ศาล ฯลฯ) ไม่ได้ เราก็ต้องกลับมาเปลี่ยนที่ตัวเราเอง
การเปลี่ยนระบบ ถึงแม้จะใช้เวลานาน ก็ต้องทำ
แต่ ตอนนี้ ผมขอเปลี่ยนตัวเอง ปรับความคิด การทำงานของผมเองก่อน

คนที่พูดว่า ทำดี ไม่ต้องกลัว ..มันตกยุดสมัยไปหลายสิบปีแล้ว เกือบทั้งหมด ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหมอรักษาผู้ป่วยอีกแล้ว เขาถึงพูดได้ แล้วเขาก็พูดถึงตอนสมัยเขาหนุ่ม ๆ ไม่ใช่ตอนนี้
มุมมองคนนอก เปลี่ยนไปนานแล้ว มีแต่ พวกเราเอง ที่ยังคิดเหมือนเดิม

ไม่ใช่ว่า ไม่ดี แต่ การยึดมั่นในความดีงาม ความถูกต้อง มากเกินไป บางที ก็อาจกลับกลายมาทำร้ายตัวเราเอง

บ่นไป เพราะ เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ .. ถึงไม่โดนกับตัวเอง แค่เป็นผู้เข้าไปร่วมช่วยเหลือ แต่ก็ทำใจ ไม่ได้เหมือนกัน

ผมบอกน้อง ๆ เสมอว่า ถ้าอยากเป็นหมอรักษาผู้ป่วย ก็ต้องรู้กฏหมาย และ ปรับเปลียนให้เหมาะกับ กาละ เทศะ อย่ายึดติดกับวิชาการมากนัก อะไรที่ไม่มีผลเสียกับผู้ป่วย แล้วเขา(ผู้ป่วย ญาติ) ร้องขอ ยืนยัน ก็ทำให้เขาไป

ผมเขียนบทความนี้ ตั้งแต่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๔ .. น่าจะพอปรับใช้ได้บ้าง กับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ และ ในอนาคต
เวลาเปลี่ยน คนไข้ (ญาติ) เปลี่ยน แต่ หมอ (บางคน) ไม่ยอมเปลี่ยน ...
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-06-2011&group=15&gblog=39

บ่นเสร็จ ขออนุญาต ลา นะครับ
กินอร่อย เที่ยวสนุก เดินทางปลอดภัย สวัสดีปีใหม่ ทุกท่าน ^_^


"""""""""""""""""""""""""""


จริงหรือ ? อาชีพในฝันปัจจุบัน ไม่ใช่ยุคของ"แพทย์" ! ....

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-03-2009&group=7&gblog=20

ดราม่าหมอมากมาย กับกำลังใจที่หดหายสังคมกำลังลงโทษแพทย์? แน่ใจเหรอว่าแพทย์เลวทุกคน?

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-05-2015&group=7&gblog=188

ทำไม ผมถึงลาออกจากราชการ ....เรื่องเก่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2551 เอามาเล่าสู่กันฟัง

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-01-2011&group=15&gblog=37

ปัญหาสาธารณสุขไทย ความจริงของ “แพทย์ไทย” กับอนาคตไร้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-11-2012&group=7&gblog=169

มุมมองต่อหมอของคนไทยสมัยนี้เปลี่ยนไปแล้วล่ะมั้งโดย ปวัน ประสิทธิ์วุฒิ

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-06-2011&group=15&gblog=40

สาเหตุที่ทำให้แพทย์ลาออกจากราชการ... เคยมีการวิจัยมาเพียบ เมื่อไหร่จะเริ่มแก้ไข ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2010&group=7&gblog=140

ห้องตรวจในโรงพยาบาลของรัฐ ... กับ... ความลับของผู้ป่วย

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=06-05-2010&group=7&gblog=55

ช่องทางร้องเรียน เกี่ยวกับ ...ยา....หมอ ....คลินิก .....โรงพยาบาล ...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-02-2009&group=7&gblog=18

การแพทย์คือวิทยาศาสตร์ของความน่าจะเป็นและศิลปะของความไม่แน่นอน

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-04-2016&group=7&gblog=199

แขวนป้าย แขวน ใบ ว.ถ้ารู้แล้วยืนยันจะเสี่ยงก็ไม่ว่ากัน

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=12-11-2015&group=7&gblog=193

ความรู้เกี่ยวกับ ใบรับรองแพทย์

//www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=06-01-2008&group=4&gblog=5

นศ.แพทย์ เจอดี! ประชาชนฟ้องฉีดยาชุ่ย! ฆ่าทารก !

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-01-2009&group=7&gblog=11

โรงพยาบาลปฏิเสธการรักษาถือเป็นละเมิด... แล้วทำไม "แพทยสภา" ถึงบอกว่า หมอมีสิทธิปฏิเสธคนไข้ได้ ?

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=20-01-2016&group=7&gblog=195

หมอ ... มีสิทธิ... ที่จะปฏิเสธ ....คนไข้ที่ไม่ฉุกเฉิน..... หรือเปล่า ???

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=20-08-2009&group=7&gblog=29

หมอไทยวิกฤติแล้ว คนเก่ง ยี้เรียนแพทย์ ....

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=02-03-2009&group=7&gblog=19

การกระทำของแพทย์ในการรักษาโรค

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-09-2016&group=7&gblog=204

การแก้ปัญหาปลายเหตุ ...ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=20-04-2016&group=7&gblog=198

ได้ไม่เท่าเสีย ....โดย สุนทรนาคประดิษฐ์ ( ความเห็น เกี่ยวกับ การฟ้องร้องแพทย์ )

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-03-2009&group=7&gblog=21

ถอดความ รายการสามัญชน คนไทย ตอนกฎหมายคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบทางสาธารณสุข ... ชเนษฎ์ ศรีสุโข

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-11-2016&group=7&gblog=208

นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขานายกแพทยสภาชี้คดีฟ้องหมอพุ่ง หวั่นอนาคตระบบสาธารณสุขไทยกำลังจะเจ๊ง

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-09-2016&group=7&gblog=201

ประกันภัยภาระรับผิดชอบในวิชาชีพ (Professional Liability Insurance) ทางออกหนึ่งสำหรับคดีทางการแพทย์

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-04-2016&group=7&gblog=197




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2554   
Last Update : 10 กรกฎาคม 2560 19:12:22 น.   
Counter : 409 Pageviews.  

ทำไม ผมถึงลาออกจากราชการ .... เรื่องเก่าเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2551 เอามาเล่าสู่กันฟัง





ทำไม ผมถึงลาออกจากราชการ


การลาออก จากราชการ เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะมี ข้าราชการคนไหน ที่ตั้งใจไว้ว่า เข้ามารับราชการแล้ว จะลาออก .. ส่วนใหญ่ ก็ตั้งใจว่า จะทำงานราชการไปเรื่อย ๆ ...

เมื่อข้าราชการคนหนึ่ง อยากจะลาออก ก็มักจะมีสาเหตุ หลายประการ รวม ๆ กัน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงสาเหตุเดียว ดังนั้น การที่จะให้บอกแน่ ๆ ว่า ลาออกเพราะอะไรนั้น จึงค่อนข้างยาก ที่จะระบุให้ชัดเจน ...


สำหรับตัวผม สาเหตุที่ออก หลัก ๆ เลย ก็เป็นเรื่อง ลักษณะงานของหมอผ่าตัด เนื่องจาก ผมดูแล้วงานมีแต่เยอะขึ้น ขณะที่อายุเราก็เยอะขึ้น ด้วยเช่นกัน (ถึงแม้ตอนนี้ยังหนุ่มอยู่ก็ตาม )

เมื่อ ผมดูพี่ ๆ ออร์โธฯ หรือ ศัลย์ ในรพ. ที่อายุมากแล้ว แต่ต้องมาอยู่เวรดึก ๆ ต้องมาถูกตามในวันหยุด ซึ่งควรจะเป็นวันที่ได้พักผ่อน .. แล้วผมคิดว่า ผมไม่อยากเป็นแบบนี้ไปอีก ๑๐ หรือ ๒๐ ปีข้างหน้า

ส่วนสาเหตุรอง ๆ มีเพียบ เช่น เรื่องร้องเรียนเยอะขึ้น ความต้องการของผู้ป่วย (ญาติ) มากขึ้น ต้องการให้เรารักษาตามใจของเขา ทั้ง ๆ ที่ บางครั้งก็ไม่จำเป็น หรือ บางครั้งก็ไม่ถูกต้อง เสียด้วยซ้ำไป แนวโน้มความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ปริมาณก็มากขึ้น และเรื่องอื่น ๆ อีกบางส่วน


ใครบางคนเคยบอก ไว้ว่า “ ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามองไปทางไหน ก็มีปัญหา คนโน้นก็ไม่ดี คนนี้ก็แย่ อะไร ๆ ก็มีปัญหาไปหมด ให้กลับมามองดูสิว่า คนที่มีปัญหานั้นอาจเป็นตัวเราเอง ก็ได้ “ ผมก็คิดว่า อาจเป็นจริง แบบนั้นก็ได้ เลยต้องกำจัดปัญหา .........ผมเองครับที่ออกไป

หลาย ๆ คนที่เมื่อรู้ว่า “หมอลาออก “ ก็จะคิดว่า ทำไมหมอไม่เสียสละ ? ทำไมไม่อดทน ? ทำไมไม่คิดถึงภาษีที่ประชาชนส่งเสียให้เรียนหมอ ? ทำไม่ท้อแท้ ไม่อยู่แก้ไขปัญหา ที่เป็นอยู่ ? ฯลฯ

เลยอยากเล่าให้ฟังความเป็นมา เผื่อจะเข้าใจกันมากขึ้น ( หวังว่า จะเป็นอย่างนั้นนะครับ )

สภาพ งานที่ผมทำอยู่ ที่ รพ.รัฐ ประจำจังหวัด แห่งหนึ่ง ( เป็น รพ.ทั่วไป ขนาด ๓๕๐ เตียง ) มีหมอออร์โธฯ ๓ คน แบ่งงานเท่า ๆ กัน ซึ่งถือว่าโชคดีของผมเหมือนกันที่ พี่ ๆ ยุติธรรม ไม่เอาเปรียบน้อง ไม่เจอแบบที่อ้างว่า พี่อายุมากแล้วขอทำงานน้อยลง ( แต่ได้เงินมากกว่า ) เหมือนบางแผนก งานก็แบ่งง่าย ๆ เหมือนกับทุก ๆ ที่แหละครับ

๑. ตรวจผู้ป่วยนอก ๒ วันต่อสัปดาห์ ตรวจครั้งหนึ่งก็ ๘๐-๑๐๐ คนต่อ ๓ ชม.ผู้อำนวยการสั่งว่า ถ้าตรวจไม่หมดในช่วงเช้า บ่ายก็ต้องมาตรวจให้หมด ผมก็เลยต้องพยายามตรวจให้หมด อย่างรวดเร็ว ซึ่งเครียดมากเหมือนกัน

แล้วเดี๋ยวนี้ มีคนไข้ประเภทขอมากขึ้น ตั้งใจมาขอโดยเฉพาะ ขอยาเยอะ ๆ ขอยาเดิม ห้ามเปลี่ยน ขอเอกซเรย์ ขอใบส่งตัว ขอ... ขอ.. ฯลฯ บางทีไม่สนว่า เป็นอะไร จะรักษาอย่างไร ประมาณว่า “ จะเอาแบบเนี๊ย หมอเขียนตามที่สั่งละกัน “

เมื่อก่อนก็หงุดหงิด ตอนหลัง ๆ ผมก็จะอธิบายแล้วถ้าเขายืนยัน อะไรให้ได้ ก็ให้ไปเลย ไม่คิดมาก ( ถึงแม้จะหงุดหงิดอยู่บ้าง ก็ตาม ) เขาคิดมาจากบ้าน ตั้งว่าจะเอาแบบเนี๊ย แล้วจะให้เรามาอธิบายแค่ ๒ นาทีให้เขาเปลี่ยนใจ มันก็คงทำได้ยาก

เคยมีอยู่ช่วงหนึ่ง ก็พยายามเปลี่ยนแปลง โดยขอมาตรวจ opd ตอนบ่าย แทนที่จะเป็นตอนเช้า เพราะคิดว่า ตอนเช้าทุกแผนกก็ตรวจพร้อม ปริมาณคนไข้ ก็จะเยอะ เจ้าหน้าที่ห้องบัตร ห้องยา ฯลฯ ก็จะต้องทำงานหนัก เพราะคนไข้เยอะมาพร้อม ๆ กัน ... คนไข้ก็ต้องรอคิวตรวจ รอคิวรับยานาน ...

ผมเลยเปลี่ยนมาตรวจตอนบ่าย ก็ดีขึ้นนะครับ ทั้งคนไข้และเจ้าหน้าที่ ทั้ง ๆ ที่ปริมาณงานก็เท่า ๆ เดิม แต่ กระจายงานมาอยู่ในช่วงบ่าย ซึ่งไม่ค่อยยุ่ง ทำให้สะดวกขึ้น คนไข้ก็ไม่ต้องรอนาน เจ้าหน้าที่ก็ไม่ต้องเร่งทำงาน ... ทำไปได้สักพัก ก็มีปัญหาอีก เพราะ ปกติเจ้าหน้าที่จะว่างช่วงบ่าย แต่พอผมเปลี่ยนมาตรวจช่วงบ่าย เขา/เธอ ก็ไม่ว่าง คนไข้บางคนก็บ่นว่า บ้านไกล ไม่มีรถกลับ ( ให้ไปตรวจกับหมออื่นตอนเช้าก็ไม่เอาอีก )

แต่สิ่งที่หนักก็คือ ปริมาณคนไข้เยอะขึ้นกว่าเดิม ตรวจไม่หมด เลยสี่โมงครึ่ง ก็ต้องตรวจต่อ จะหยุดก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้จะส่งให้ใครตรวจต่อ จะให้น้องที่อยู่เวร ER ตรวจต่อก็คงไม่ไหว .. พอตรวจต่อ นอกจากผมที่ต้องอยู่ตรวจแล้ว เจ้าหน้าที่อื่น ๆ ก็ต้องอยู่ด้วย กลายเป็นว่า คนอื่น ๆ เขาก็ต้องมาเดือดร้อน เพราะผม ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่คิดว่า น่าจะทำให้ดีขึ้น

พอทำไปได้สัก สี่ห้าเดือน ก็เลยต้องเลิก กลับมาตรวจแบบเดิม เหมือนกับคนอื่น ๆ ตรวจไปให้ได้มากที่สุด เที่ยงก็ได้พัก เหลือบ่ายก็ให้แพทย์ที่ออกตรวจตอนบ่าย ตรวจต่อให้ ... เหมือนกันกับแผนกอื่น ๆ ( ช่วงหลัง ผู้อำนวยการออกคำสั่งให้แพทย์ทุกแผนกตรวจคนไข้ให้หมดในช่วงเช้า ถ้าไม่หมด ก็ต้องมาตรวจต่อตอนบ่าย )


๒. อยู่เวรใน สลับกันไป ๓ คน อยู่ประมาณ ๒๔-๒๖ เวรต่อเดือน หรือ ๖-๗ เวรต่ออาทิตย์ ( ๘ ชม. ต่อเวร วันราชการก็ ๒ เวร บ่าย ดึก แต่ถ้าวันหยุด ก็จะเป็น ๓ เวร เช้า บ่าย ดึก ) ซึ่งอยู่เวรแต่ละวัน มีคนไข้ฉุกเฉินให้ผ่าตลอด ถ้าวันไหนอยู่เวรแล้วไม่มีตาม ถือว่าผิดปกติ ต้องโทรไปถามว่า วันนี้ผมอยู่เวรหรือเปล่า :-p แล้วถ้าอยู่เวรแล้วได้กลับบ้านก่อนเที่ยงคืน ก็ถือว่าเป็นเวรที่ค่อนข้างสบาย ส่วนใหญ่เกินเที่ยงคืน เฉลี่ย ๖ เดือนก่อนที่ผมจะลาออก คนไข้ที่ต้องมาทำนอกเวลาราชการ ทั้งผ่าและไม่ผ่า ก็ประมาณ 80 รายต่อเดือน พอคิด work load ก็มักจะเกิน ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ( ถ้าใครสนใจ ก็ติดต่อมาได้เลยครับ รายได้ดีเหมือนกัน ถ้าทำไหว )


๓. วันผ่าตัด เนื่องจากมีแพทย์หลายคน หลายแผนก แต่ห้องผ่าตัดมีน้อย เลยต้องใช้วิธีแบ่งกัน โดยให้มีวันประจำ ของแพทย์แต่ละคน ที่จะผ่าตัด ก็แบ่งคนละ ๑ วัน ต่อ อาทิตย์ ถ้ามีคนไข้เหลือเยอะ ก็หาเวลาแทรก ๆ ไป ในบางวันที่แพทย์เจ้าของห้อง ไม่มีคนไข้ผ่า หรือ ผ่าตัดเสร็จเร็วกว่าที่คาดไว ซึ่งก็ทำให้ ผมไม่เคยมีอาทิตย์ไหนเลยที่ว่าง ไม่ต้องผ่าตัด

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมเคยทำตารางนัดผ่าตัดผู้ป่วยที่ไม่เร่งด่วน( case elective ) วันผ่าตัดละ ๒ คน (อาทิตย์ละ ๒ คน) ก็สะสมไปเรื่อย ๆ จนนัดนานเป็นปี เลยครับ จนต้องเลิกใช้ตารางนัดผ่าตัด เพราะถูกร้องเรียนว่า รอคิวผ่าตัดนาน

กลับมาใช้วิธีเดิม ๆ ก็คือไม่ต้องนัดกันแล้ว เสี่ยงดวงกันหน่อย ถ้าใครโชคดีมาช่วงที่ว่าง ก็ได้ผ่าเร็ว ใครมาช่วงคนไข้อุบัติเหตุเยอะ ๆ ก็ต้องรอไปก่อน อาทิตย์หน้าค่อยมาใหม่ เหมือนกับแพทย์ท่านอื่น ๆ ที่ไม่มีตารางนัดผ่าตัด ก็ไม่มีเรื่องร้องเรียนว่า นัดผ่าตัดนาน เพราะไม่มีนัดแล้ว ...

แต่ปัญหาของคนไข้ และ หมอ ก็คือ ไม่รู้ว่าจะได้ผ่าวันไหน วางแผนไม่ได้เลย ...คนไข้บางคนมาเป็นสิบครั้งก็ไม่ได้ผ่า เพราะไม่เร่งด่วน มีคนไข้ที่เร่งด่วนกว่า ให้หมอผ่าทุกอาทิตย์ไป



๔. งานอื่น ๆ เช่น อยู่ตรวจ opd บ่าย เวรชันสูตร งานบริหาร ประชุม เป็นต้น


เมื่อ ๕-๖ ปีก่อน หน้าที่ผมจะลาออก ในความรู้สึกผมตอนนั้นก็คือ งานมันเยอะมากเกินไป ( เงินก็ชักไม่อยากได้แล้ว ) แล้วความต้องการ ข้อเรียกร้อง ของผู้ป่วยและญาติ ก็มากขึ้น เสียงบ่น เสียงว่าให้เข้าหู บ่นว่าต่อหน้า ก็เยอะมากขึ้น เมื่อเทียบกับตอนที่ผมมาทำงานใหม่ ๆ ......

เลย มาคิดว่า อยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ คงไม่ไหว เหนื่อยทั้งกาย ( คนไข้เยอะขึ้น ผ่าตัดเยอะขึ้น อยู่เวรดึก ๆ วันรุ่งขึ้นก็ต้องมาทำงาน หมอก็น้อย โอกาสที่มีหมอเยอะขึ้นกว่านี้ ก็แทบไม่มีโอกาส ) เหนื่อยทั้งใจ ( การเรียกร้อง เรื่องร้องเรียนเยอะขึ้น มีบางท่านโดนฟ้องร้องด้วย ) เหนื่อยกายไม่เท่าไหร่ พอได้พักก็หาย แต่เหนื่อยใจนี่สิครับ เราทำงานเต็มที่แล้ว ยังต้องมาคอยระวังว่า จะโดนฟ้องเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แบบนี้ไม่ไหว แล้วฟ้อง ไม่ใช่แค่ฟ้องแพ่ง เรียกค่าเสียหาย อย่างเดียว ( เดี๋ยวนี้ก็เรียกค่าเสียหายเยอะด้วยสิครับ หลายล้าน ซึ่งบางที ผมยังคิดเลยว่า ผมทำงานทั้งชีวิต ก็คงไม่มีเงินเก็บถึงขนาดนั้น ) แต่ยังฟ้องอาญา ให้ติดคุก อีกต่างหาก

หลาย ๆ คนก็บอกว่า ไม่เป็นไรหรอก โอกาสมันน้อยมาก ๆ แล้วถ้าโดนฟ้อง รัฐ ก็ช่วยอยู่แล้ว ก็จริงครับ ถ้าฟ้องแพ่ง เมื่อศาลตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหาย ในฐานะเป็นข้าราชการ กระทรวงสาธารณสุข ก็มาช่วยเรื่องเงินค่าเสียหาย แต่ หมอก็จะต้องถูกสอบสวน ต้องขึ้นศาล กว่าเรื่องจะจบก็ใช้เวลาหลายปี สภาพจิตใจตอนนั้นเป็นอย่างไร ถ้าใครไม่เคยเจอ ไม่เคยโดนฟ้อง ก็ไม่รู้หรอกครับ ว่า ทุกข์ทรมานขนาดไหน นี่ยังไม่รวมถึง ชื่อเสียงที่เสียหายด้วยนะครับ ... เรื่องฟ้องแพ่ง ก็พอมีคนช่วยบ้าง แต่ฟ้องอาญานี่สิครับ หมอรับไปเต็ม ๆ คนเดียวเลย ถึงแม้จะมีคนมาช่วยเหลือเรื่องคดี แต่ถ้าศาลตัดสินว่า ผิดจริง งานนี้ คุก เต็ม ๆ เลยนะครับ อย่าบอกว่า ไม่เคยเกิดขึ้น ที่ศาลตัดสินให้หมอติดคุก ...

ตอน แรก ๆ ผมวางแผนไว้ว่า ตอนอายุ ๔๐ ค่อยตัดสินใจว่า จะอยู่หรือจะออกจากราชการ แต่ดู ๆ แล้วยังไง ก็ไม่ได้อยู่ถึงเกษียรแน่นอน ผมจึงเริ่มหาทางเลือกอื่น ทำไปด้วย .. เริ่มจาก เปิดคลินิก และ รับปรึกษา รพ.เอกชน ผ่านไปสี่ห้าปีก็เห็นว่า น่าจะพอไหว เลยลาออกจากราชการ .... คิดวางแผนล่วงหน้าหลายปีนะครับ ไม่ใช่ว่านึกจะออก ก็ออกเลย ...



อ้อ ผม เรียนจบออร์โธฯ มาก็ทำงาน รพ.รับราชการอย่างเดียว ไม่ทำเอกชน ไม่เปิดคลินิก เป็นแพทย์ออร์โธฯและหัวหน้าฝ่ายวิชาการ (พคบว) ทำอยู่ ๕ ปี ก็ได้อะไรเยอะครับ เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี (และไม่ดี ???) ได้เข้าใจว่า สิ่งที่เราคิดว่า ดี คนอื่นเขาอาจคิดอีกอย่าง แล้วก็เข้าใจชีวิตมากขึ้น เข้าใจคนมากขึ้น

ตอนจบใหม่ ๆ ไฟแรง ( มาก ) เห็นปัญหา ก็คิดว่า ทำไม ไม่มีใครแก้ไข คิดว่า แก้ไขไม่ยาก แต่พอทำจริง ๆ จึงเข้าใจว่า ทำไม ถึงยังเป็นปัญหาอยู่จนมาถึงเรา ....... เคยมีรุ่นพี่ คนหนึ่งบอกว่า “ ปัญหาที่มีอยู่ มันไม่ได้พึ่งมี มันมีมานานแล้ว ถ้ามันแก้ไขได้ง่าย ๆ มันก็คงไม่เป็นปัญหามาถึงเราหรอก “ ทำตั้งนาน ถึงเข้าใจ

เมื่อ ตัดสินใจแน่นอน ก็ได้แจ้งผู้อำนวยการและพี่ ๆ ล่วงหน้า ๖ เดือน มีแต่คนคิดว่า จะออกจริงหรือ ? ทำไมต้องบอกล่วงหน้านานขนาดนั้น จะต่อรองอะไรหรือเปล่า ??? อย่างว่าแหละครับ ต้องรอจนกระทั่งยื่นใบลาออกแล้วถึงจะเชื่อว่า “ ออกจริง “



คนส่วนใหญ่จะคิดว่า ที่หมอลาออกกันนั้น เป็นเพราะเรื่อง “ เงิน “ แต่ผมบอกเลยนะครับ เท่าที่คุยกับหมอหลาย ๆ คนที่ลาออก ไม่มีคนไหนเลยครับที่ลาออกเพราะ รัฐ ให้เงินน้อย ...แต่ออกด้วยสาเหตุอื่น ๆ มากกว่า


ถ้ายังคิดแก้ไขปัญหา แพทย์ลาออก ด้วยการเพิ่มเงิน ผมบอกเลยว่า ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ ... การเพิ่มเงิน ช่วยได้เพียงแค่ ให้หมอที่อยู่ราชการ อยู่แล้ว มีรายได้เพิ่มขึ้น มีแรงใจเพิ่มขึ้น เท่านั้นเอง ... แต่หมอที่ตัดสินใจว่า จะออก ก็ออกอยู่ดี ... แล้วการใช้วิธีเพิ่มเงิน ก็ทำมาตั้งหลายปี หลายรูปแบบ แต่ก็ยังไม่สามารถ หยุดยั้งการลาออกของหมอใน รพ.รัฐ ผู้รับผิดชอบ ก็น่าจะคิดได้แล้วว่า วิธีแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเงิน ไม่ได้ผล คงต้องหาวิธีอื่น ๆ มาใช้ร่วมด้วย และ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วด้วย เพราะยิ่งช้า หมอที่อยู่ รพ.รัฐ ก็จะน้อยลง แต่ปริมาณงานเพิ่มมากขึ้น ทำให้หมอที่ยังไม่คิดจะลาออก ก็อาจทนไม่ไหว ลาออกตามมาด้วย





โดย: หมอหมู วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:15:52:52 น.



ปล.ผมเขียนบทความนี้ ลงในบล๊อกนานแล้ว นำกลับมาเล่าสู่กันฟังอีกรอบ แล้วผมก็คิดว่า ปัจจุบันนี้ ก็ยังมีแพทย์อีกหลายท่านที่มีประสบการณ์คล้ายกับผม ....




 

Create Date : 28 มกราคม 2554   
Last Update : 12 กรกฎาคม 2560 13:29:20 น.   
Counter : 905 Pageviews.  

แพทย์ ขายตรง ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้กับคนไข้ ขณะทำหน้าที่รักษา .. ผมว่ามันไม่เหมาะ นะครับ





ช่วงนี้ มีกระทู้ " บ่น " เกียวกับการที่ แพทย์ พยาบาล ฯลฯ ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้กับ ผู้ป่วย ใน รพ. ( รัฐ และ เอกชน ) หลายกระทู้ ..


สืบเนื่องจากกระทู้นี้ ..

โดนยัดเยียดให้ซื้อน้ำมันรำข้าวโดยแพทย์ในโรงพยาบาล

https://topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2010/12/L10018685/L10018685.html

คิดยังไงกับคุณหมอที่มีอาชีพเสริมเป็นธุรกิจขายตรง ยี่ห้อดัง ใครเคยโดนคุณหมอขายบ้างคะ
https://pantip.com/topic/30755940


ผมได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับ บุคลากรด้านสาธารณสุข เช่น แพทย์ พยาบาล ฯลฯ ได้เปลี่ยนสายงาน หรือ ทำอาชีพเสริม เกี่ยวกับ การขายตรง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่าง ๆ .. เลยอยากจะนำมาแบ่งปัน..


" ผมไม่เห็นด้วยในทุกกรณีที่ แพทย์ พยาบาล เอา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มาขายให้ผู้ป่วย (ญาติ) ในขณะกำลังทำหน้าที่ของแพทย์ พยาบาล ฯลฯ .... สั้น ๆ ง่าย ๆ ตรง ๆ .. "



๑. แพทย์ พยาบาล ฯลฯ หลายท่านอาจไม่พอใจ ที่ผมพูดแบบนี้ .. แต่ อยากให้ลองคิดนะครับว่า

สิ่งที่ท่านขายนั้น .. ท่านขาย ความเชื่อถือต่อวิชาชีพ ของคนไข้ หรือว่า ท่านขายสินค้า ???

ถ้าท่านได้ไม่ได้เป็น แพทย์ พยาบาล ฯลฯ เขาจะซื้อสินค้าท่านหรือเปล่า ??

ที่เขาซื้อ อาจเป็นเพราะ เขา เกรงใจ ไว้ใจ ว่า ท่านเป็นผู้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีความน่าเชื่อถือ ... เขาไม่ได้ซื้อเพราะ คุณภาพของตัวสินค้านั้น ๆ ???

ขอให้ลองคิดสักนิดว่า " ท่านได้เอาเกียรติศักดิ์ศรี ความเชื่อถือ ที่ แพทย์ พยาบาล ฯลฯ รุ่นก่อนได้สร้างมา จนได้รับความเชื่อถือ ความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน .. มาขาย พ่วงกับสินค้า .. หรือเปล่า ???


๒. ผมไม่ได้โจมตี เรื่องการขายตรง หรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยากขายก็ขายไป แต่ ไม่ควรอ้างว่า รักษาโรคโน่นนี่นั่น แล้วก็ไม่ควรพูดสิ่งที่เกิดความเป็นจริง อย่าไปโกหก ไม่เช่นนั้น ก็จะกลายเป็น บาป ที่หลอกลวงผู้อื่น บางทีอาจหนักหนาถึงกับการฆ่าคนอื่น ทำให้เขาตาย เพราะไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

อย่างที่เคยบอกไว้ ใครอยากจะลองใช้ ไม่เดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่าย ผมก็ไม่ห้าม นะครับ



แถม ..

อาหารเสริม ดีจริงหรือ ??? กินกูลต้าไธโอน ขาวจริงป่ะ ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2008&group=7&gblog=4

ยา กับ อาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ต่างกันอย่างไร ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2008&group=7&gblog=5

รวบรวมกระทู้เกี่ยวกับน้ำ MRET ... ใครเชื่อ ผมไม่เชื่อ ????

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-04-2009&group=7&gblog=25

วิตามิน อาหารเสริม ... โทษมากกว่าคุณ ??? .... จาก นสพ.ไทยรัฐ

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-04-2010&group=7&gblog=54

สุดยอดการหลอกลวงด้านสุขภาพ ... จาก อเมริกา ดูแล้วก็ไม่ต่างอะไร กับเมืองไทย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-12-2009&group=7&gblog=40

อย.ย้ำ ผู้บริโภค อย่าหลงเชื่อ เครื่องบำบัดด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตย์ อวดอ้างสรรพคุณรักษาโรค

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-09-2008&group=7&gblog=7

อาหารเสริม เลือดจระเข้ ดีจริงหรือ ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-12-2009&group=7&gblog=41

อาหารเสริมหรือเสริมอาหาร จะเอาอะไรกันแน่ ??? อาหารต้านอนุมูลอิสระ ??? ... นำมาฝากจากเวบ หมอชาวบ้าน

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=11-05-2010&group=7&gblog=57

กลูต้าไทโอน ทำให้ผิวขาวจริงหรือไม่.. โดย...สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-02-2009&group=7&gblog=16

ทำไม ต้อง " ขาว " .. ทำไม ต้อง " เอาชีวิต สุขภาพ ของเรา " เพื่อให้คนอื่นเขาดู ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=05-02-2010&group=7&gblog=49

บทความเรื่อง : สาร Glutathione สำหรับทำให้ผิวขาวที่กำลังเป็นที่นิยม

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=05-01-2009&group=7&gblog=9


**************************************************

ผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยบุคลากรการแพทย์

Deceptive advertising หรือ False advertising นี้ จัดเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยได้รับการมองว่าเป็นหนึ่งในเรื่องคุกคามด้านสาธารณสุขของหลายต่อหลายประเทศ และพบมากในลักษณะของการโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ Dietary supplement เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูจะซื้อง่ายขายคล่อง ไม่เหมือนยาหรือเครื่องมือแพทย์ ที่มีกฎหมายมากำกับอย่างเข้มงวด และต้องผ่านขั้นตอนการวิจัยพิสูจน์ทั้งเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ก่อนจะได้ใบอนุญาตจำหน่ายเป็นยาหรือเครื่องมือแพทย์

ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ Conflict of Interest (COI) นั้นแปลง่ายๆ ว่า การที่ใครสักคนหรือสักกลุ่ม ทำอะไรก็ตามภายใต้สถานะ บทบาท หรือตำแหน่งหน้าที่ โดยหวัง และ/หรือได้รับผลประโยชน์กลับมาสู่ตนเอง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของตัวเงิน หรืออื่นๆ

คงเป็นธรรมดาของสากลโลก หากใครจะทำธุรกิจเพื่อหากำไร ให้กิจการเติบโต ขยายตัว ไปเรื่อยๆ เพราะเป็นวิถีทำมาหากินของมนุษยโลก

แต่หากพูดถึงวิชาชีพแพทย์ หรืออื่นๆ ด้านสุขภาพแล้ว เรื่องนี้จะเป็นเรื่องอ่อนไหว และผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสุขภาพนั้นจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและชีวิตคนโดยตรง

ทุกสภาวิชาชีพด้านการแพทย์ล้วนย้ำเตือนและระบุไว้เสมอว่า บุคลากรต้องมีจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ อันประกอบด้วย

หนึ่ง สิ่งที่แนะนำให้แก่ผู้ป่วย รวมถึงประชาชนนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดูแลตนเอง การควบคุมป้องกันโรค การรักษาโรคทั้งหยูกยา เครื่องมือตรวจวินิจฉัย และอื่นๆ นั้น จะต้องแน่ใจว่า เป็น"สิ่งที่ได้รับการพิสูจน์อย่างถ้วนถี่ตามมาตรฐาน"แล้วว่า ได้ประโยชน์จริง เรียกว่าหลัก "Beneficence"

สอง พิจารณาให้ดีว่า สิ่งที่แนะนำให้ผู้ป่วยและประชาชนนั้น มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดโทษ ผลไม่พึงประสงค์ใดๆ หรือไม่ และจะมีทางเลือกอื่นๆ ที่มีโทษน้อยกว่าหรือไม่ หลักนี้เรียกว่า "Non-maleficence" หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้สิ่งนี้ ต้องแน่ใจว่า ประโยชน์มากกว่าโทษ ทั้งนี้จำเป็นต้องสื่อสารให้แก่ผู้ป่วยและประชาชนให้ทราบ และร่วมกันตัดสินใจ

สาม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ดูแลผู้ป่วยและประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งชั้นวรรณะ โดยยึดหลักมาตรฐานทางวิชาชีพ หลักนี้เรียกว่า "Justice"

และสี่ ต่อให้เราพยายามอธิบาย บอกเล่าเก้าสิบให้กับผู้ป่วยหรือประชาชนไปแล้ว แต่หากผู้ป่วยหรือประชาชนไม่เลือกที่จะปฏิบัติตาม สิ่งที่เราจะทำได้ดีที่สุดคือ เคารพการตัดสินใจของผู้ป่วยหรือประชาชน เพราะแต่ละคนมีชีวิตจิตใจ และมีสิทธิในการตัดสินใจต่อเรื่องของชีวิตของตน หลักนี้เรียกว่า "Respect for person" หรือ "Autonomy"

ประเด็นปัญหามันเกิดขึ้นเพราะมีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนไม่น้อยที่ผันตัวไปทำธุรกิจค้าขายสินค้าหรือบริการด้วย

จะทำด้วยตนเอง หรือแท็คทีมกันเป็นกลุ่ม เป็นเครือข่าย หรือแม้แต่ให้"สมาชิกในครอบครัว" เป็นคนประกอบการธุรกิจก็ตาม

"คงจะไม่แย่อะไร หากบุคลากรทางการแพทย์นั้นรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ"

แต่ในชีวิตจริง มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมโลกหลายครั้ง ที่บุคลากรทางการแพทย์นั้นกลับตัดสินใจใช้ประโยชน์จากสถานะความเป็นวิชาชีพแพทย์ ที่มีต้นทุนทางสังคมด้านความน่าเชื่อถือในเรื่องการมีความรู้ด้านสุขภาพ หรือสถานะตำแหน่งหน้าที่ทางวิชาการสูงๆ จะระดับศาสตราจารย์ หรืออื่นๆ ตลอดจนตำแหน่งการงาน รางวัล เป็นต้น มาใช้ประกอบการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ข้อมูลสู่สาธารณะ โดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่เชื่อมไปสู่ธุรกิจของตน ของครอบครัว หรือของเครือข่าย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

หลายกรณีศึกษาในต่างประเทศได้ถูกหยิบยกขึ้นมา นำไปสู่การปรับปรุงตัวบทกฎหมาย และระเบียบต่างๆ เพื่อหวังจะห้ามปราม และป้องกันผลกระทบที่เกิดจากการนำเสนอข้อมูลลวงเพื่อหวังผลทางธุรกิจของผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์

สหรัฐอเมริกาถือเป็นตัวอย่างให้เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีประชาชนจำนวนมากซื้อหามารับประทานโดยหวังผลดีต่อสุขภาพ หลังจากที่เห็นบทความ สื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และหลายต่อหลายครั้งก็นำเสนอผ่านบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งต่อมาได้รับการตรวจสอบและพบว่ามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ประกอบการธุรกิจ

เวลาผ่านมานาน ปัญหารุนแรงขึ้น จนกระทั่งเป็นที่มาของ US FDA ต้องออกประกาศในเดือนมีนาคม 2019 ที่ผ่านมาว่าจะทำการปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยจะกำกับอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการโฆษณาเกินจริง จนทำให้ประชาชนวัยผู้ใหญ่ในอเมริกาถึง 3 ใน 4 ที่ซื้อหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากิน ทั้งๆ ที่ไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดที่ได้รับการพิสูจน์ชัดเจนว่ามีสรรพคุณในการป้องกันหรือรักษาโรคได้ แถมแทนที่จะกินแล้วได้สรรพคุณตามที่โม้ กลับกลายเป็นเกิดปัญหาสุขภาพจากการกินผลิตภัณฑ์เหล่านั้นแทน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ไม่ใช่ยา จึงไม่สามารถโฆษณาสรรพคุณต่อร่างกาย ทั้งในลักษณะป้องกันโรค รักษาโรค ทุเลาอาการของโรค ฯลฯ

ก่อนเชื่อ จงใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้ดีว่า ถ้ามันดีจริง ป้องกันโรค รักษาโรคได้จริง มันก็ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาไปแล้ว แต่ที่มันไม่ได้เป็นยา เพราะมันไม่สามารถผ่านด่านพิสูจน์ตามมาตรฐานได้นั่นเอง

สำหรับในเมืองไทยนั้น เรายังไม่เห็นรายละเอียดของปัญหาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เหลียวซ้ายแลขวา ก็คงเห็นสถานการณ์ที่ดูจะคล้ายคลึงกับต่างประเทศ

เช่น บทความที่มีการสื่อสารสาธารณะ เชียร์สารเคมี สารสกัดจากโน่นนี่นั่น อ้างงานวิจัยหลอดทดลอง และในสัตว์ มาอวดสรรพคุณต่างๆ นานา พร้อมอาจเห็นหลายบทความที่พยายามทำให้ประชาชนตื่นกลัวยาแผนปัจจุบันว่าจะทำลายตับไตหรืออวัยวะอื่นๆ รวมถึงให้กลัวแก่ กลัวพิการ กลัวตาย อยากอายุยืนอะไรเหล่านี้เป็นต้น จนสุดท้ายแล้วจึงเห็นความนิยม ความเชื่องมงายในหลายต่อหลายเรื่องจึงเกิดขึ้น ทั้งการแพทย์ทางเลือก เอายาเสพติดมารักษาสารพัดโรค อาหารเสริมสกัดจากโน่นนี่นั่นป้องกันอวัยวะเสื่อม เป็นต้น

หากคนเราฉุกคิดได้ ก็คงไม่หลงเชื่อ ไม่ติดตาม ไม่แชร์ต่อ แต่สถานการณ์จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

สินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงขายดิบขายดี ใครว่าคนไทยจนคงไม่ใช่ เพราะเวลาเจ็บป่วยก็อ้างไม่มีเงินไปรักษา แต่กลับมีเงินไปถลุงกับสิ่งที่ไม่เป็นเรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ขายกล่องละหลายพันบาท อวดอ้างสรรพคุณทำให้"ไม่ป่วย ไม่แก่ กันมะเร็งไม่ให้แพร่กระจาย" กลับขายดิบขายดี

ถ้าสังคมเรามีระบบการติดตามกำกับ ตรวจสอบ อาจเห็นปัญหาที่ชัดเจน ที่อาจครอบคลุมทั้งเรื่อง การโฆษณาเกินจริง "การผิดจริยธรรมวิชาชีพทางการแพทย์อันมาจากผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ" ฯลฯ

ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อปี 2558 มีการจับกุมและดำเนินคดี รวม 101 ครั้ง พบผู้กระทำผิด 148 คน จำนวนของกลาง 1,019 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 185 ล้านบาท แยกเป็นผลิตภัณฑ์ยา อาหาร เครื่องสำอาง วัตถุอันตราย วัตถุออกฤทธิ์อันตรายต่อจิตประสาท โดยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีการดำเนินคดีมาแล้วประมาณ 400 ราย มูลค่าของกลางกว่า 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับคดีที่มีการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ของธุรกิจผิดกฎหมายกับบุคลากรทางการแพทย์นั้นยังไม่เคยได้รับการเผยแพร่ให้ได้ทราบ จึงยังไม่รู้ว่ามีมากน้อยเพียงใด แต่น่าสนใจหากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะมีการวิเคราะห์เจาะลึกและเปิดเผยแก่สาธารณะ

เรื่อง Dietary supplement fraud นี้เป็นเรื่องใหญ่ มีความซับซ้อน และต้องระดมสรรพกำลังในการควบคุมป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว แต่ควรตระหนักถึงปัญหานี้ตั้งแต่บัดนี้ ก่อนจะสายเกินไป

แต่ปัญหาจะหนักมากขึ้นหลายเท่า หากบุคลากรทางการแพทย์ไปทำเสียเอง

ระหว่างนี้ คงได้แต่ภาวนาว่า สังคมไทยจะรู้เท่าทัน และช่วยกันตรวจสอบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

เรื่องบางเรื่องในสังคมอย่างเช่น ความพยายามทำให้ยาเสพติดเปลี่ยนจากผิดไปเป็นถูกอย่างรวดเร็ว โดยขาดหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอนั้น ก็น่าลองคิดดูให้ดีว่า มีโอกาสไหมที่จะนำไปสู่เรื่องธุรกิจในลักษณะ Dietary supplement fraud ในอนาคต

คิดไตร่ตรองให้ดี และวางแผนเตรียมรับมือเพื่อลูกหลานไทยในอนาคต

ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ้างอิง

1. Cohen MH. Key Points for Physicians and other Healthcare Licensees to Consider When Selling Dietary Supplements to Patients. Cohen Healthcare Law Group. December 2, 2014.

2. Deceptive Advertising in Dietary Supplements. Kozonis & Klinger Ltd. August 16, 2018.

3. Fuster V. The Hazards of Physician Advertising. Journal of the American College of Cardiology. 2015;66(22). DOI: 10.1016/j.jacc.2015.10.016

4. 5 ปี คดีผลิตภัณฑ์สุขภาพ-อาหารเสริมพุ่ง. ข่าวสังคม. Thai PBS. 25 เมษายน 2561.

*****************************************************




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2553   
Last Update : 4 สิงหาคม 2562 14:16:35 น.   
Counter : 1454 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]