Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

การแพทย์คือวิทยาศาสตร์ของความน่าจะเป็นและศิลปะของความไม่แน่นอน





การแพทย์คือวิทยาศาสตร์ของความน่าจะเป็นและศิลปะของความไม่แน่นอน

โดย ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ


20 เมษายน 2559 10:30 น.
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต
       ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


การวินิจฉัยโรค

       การวินิจฉัยโรค ในสถานที่ที่มีความพร้อมต่างกัน ย่อมทำได้ไม่เท่ากัน

       โรงพยาบาล ในต่างจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาล ใน กทม โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาล เอกชนชั้นนำ ความพร้อม ไม่เท่ากัน ทำได้ต่างกัน

       ขออย่าให้การวินิจฉัย วัณโรค ต่อไป ต้องทำ PCR หรือ real time PCR เลย ค่าใช้จ่าย จะสูงขึ้นมาก ชีวิตผมไม่คิดว่าจะได้เห็นว่าการวินิจฉัยไส้ติ่งต้องทำ CT ก่อน หมอผ่าตัดถึงจะยอมผ่าตัด ทั้งที่อาการทางคลินิกชัดเจนมาก (เจอมากับตัวเองแล้ว) เหมือนกับหาคนมาร่วมรับผิด ค่าใช้จ่าย แพงขึ้น ใครออก??? โรงพยาบาล ในต่างจังหวัด จะไม่กล้า ทำอะไรเลย กลัวถูกฟ้อง จะส่งต่อ หรือ over investigation

       ทุกองค์กร ควรให้เกียรติกันและกัน แต่ละองค์กร ก็มีการควบคุมมาตรฐานตามสมควร สถานะ ความเป็นจริง ถูกต้อง ที่เหมาะสม อยู่แล้ว

การบันทึกข้อมูลผู้ป่วย

       ถึงแม้จะเข้ายุค digital การบันทึกด้วยกระดาษ ยังจำเป็นนะครับ

       ไม่เช่นนั้น ถ้าใช้ electronic การบันทึกประวัติ จากปากของผู้ป่วย แล้วไม่มีเอกสาร มีแต่ electronic ในคอมพิวเตอร์ ผมไม่แน่ใจว่า ทางกฎหมาย จะเชื่อหรือไม่ เพราะมีความระแวงกันอยู่แล้ว

       ข้อมูลประวัติดังกล่าว จะถูกกล่าวหาว่า เพิ่มเติมแก้ไข ดัดแปลงภายหลัง

       การเขียนขีดฆ่า แก้ไข ข้อมูล ให้ใช้หลักธนาคาร อย่าใช้ Liquid ใช้ขีดแก้ไขได้ ให้เซ็นชื่อ ลงวันที่ทุกครั้งที่แก้ไข เช่น ซักประวัติ แล้วมีการแก้ไข ให้ใช้ขีด แล้วเซ็นต์ชื่อ ลงวันที่ เป็นหลักฐานทุกครั้งนะครับ

       ทำแบบ log book ทางห้องปฏิบัติการ ที่ผมสอนให้ลูกศิษย์ทางวิทยาศาสตร์ทำ เพื่อป้องกันการสร้างข้อมูลเท็จ

       ประวัติ ตรวจร่างกายทุกอย่าง ถึงแม้จะ negative ก็ให้ลงด้วย

       เช่น ประวัติได้จากใคร …. ในบรรทัดแรก
       ปฎิเสธโรคเรื้อรัง ในครอบครัว
       ได้บอกอาการแทรกซ้อนของวัคซีนแล้ว เช่น แพ้ไข่ GBS etc และได้ให้ฉลากยา หรือ วัคซีน ทราบข้อมูลแล้ว
       ตรวจปอด ฟังเสียงได้ปกติ (หลังจากนั้น ถ้าผิดปกติจะไม่โทษเรา)

       ขอให้เขียนตามลำดับทื่เรียนมา

       แต่ก็อดสงสารหมอที่ต้องตรวจ คนไข้ 50 คน 100 คน จะทำได้ไหมหนอ

วัณโรค

       อยากให้ความรู้กับใครก็ได้

       วัณโรคเป็นโรคเรื้อรัง ที่เกิดจากเชื้อ Mycobacterium tuberculosis ผู้ป่วยมักจะมีไข้เรื้อรังมากกว่าสัปดาห์ หรือ หลายสัปดาห์ ไม่ใช่ไข้ 3 วัน แล้ววินิจฉัย โรคดำเนินช้ามาก การรักษาต้องใช้เวลาเป็นปี ดังนั้น การรักษาช้า 3 วัน 5 วัน หรือแม้สัปดาห์ไม่ได้เปลี่ยนผลการรักษามาก การวินิจฉัยวัณโรค บางครั้งยากมาก เพราะการย้อมดูตัวแบคทีเรียมีความไวต่ำ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบมาก การเพาะเชื้อกว่าจะได้ผล 8 สัปดาห์ การตรวจด้วยภาพทางรังสี x-ray เป็นเพียงเงาภาพ เพียงบอกว่าน่าจะเป็น การยืนยันจะต้องพบตัวเชื้อ การรักษาบางครั้งจึงต้องรอแยกโรคอย่างอื่นออกให้หมดแล้วจึงวินิจฉัย ปัจจุบันมีการตรวจทาง DNA มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่มากๆ

       ไม่น่าจะมีหมอที่ไหนที่เห็นคนไข้มีไข้มา 3 วัน หรือ 5 วัน แล้วให้การรักษาวัณโรค เป็นอันดับแรกแน่นอน หมอดูคนแรกลำบากกว่า เมื่อเทียบ กับหมอคนที่สองแน่นอน

       ส่วนวัณโรคเยื่อหุ้มสมอง จะต้องมีอาการทางสมองแล้ว แยกยากจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากแบคทีเรีย แพทย์จะรักษาแบบแบคทีเรียก่อน เพราะอุบัติการ พบบ่อยกว่ามาก และรุนแรง เร็วกว่า ดังนั้น ถ้ารักษาแบคทีเรียไม่ได้ผล จะสงสัยต่อ หรือ ผลตรวจเชื้อน่าสงสัยจึงจะเริ่มการรักษา แพทย์รุ่นใหม่จะมีประสบการณ์น้อยกว่าเมื่อก่อนมาก เหมือนในอเมริกาก็จะยิ่งไม่เคยเห็น สู้ในอัฟริกาไม่ได้ เมื่อมีอาการทางสมองแล้ว ผลตามมาหากมีความพิการ ถึงจะรักษาได้ดี ก็จะมีความพิการ หลงเหลืออยู่แน่นอน ไม่มากก็น้อย

       วัณโรค เป็นโรคที่วินิจฉัยได้ค่อนข้างยาก การจะพบตัวแบคทีเรีย จากการย้อมหรือเพาะเชื้อได้เพียง 1 ใน 3 ของผู้ป่วย (doi:10.1186/1471-2334-8-94)

       ในไทยเองขนาดวินิจฉัยวัณโรคปอด แล้วให้การรักษาเต็มที่ ด้วยยา 4 ตัว แล้ว 1 เดือนอาการของวัณโรคสมอง ค่อยเกิดหลังการรักษา (ตั้ง 1-6 เดือน) โดยผู้ป่วยมีแขน ขาอ่อนแรง อาการทางสมอง อ่านได้จาก www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/9655548 และ www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/15115142 แสดงว่ารักษาเร็วถึง 1-6 เดือน ยังเกิดอาการทางสมองเลย

       ดังนั้นทางการแพทย์จึงจำเป็นต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (evidence base) ไม่ใช่เชื่อว่า อาจจะหรือชั่งน้ำหนัก ชั่งน้ำหนัก ของพยาน อยากให้สังคมไทยใช้ความรู้ มากกว่าความเชื่อ

       สำหรับผู้ป่วย ต้องรู้จักหน้าที่ หมอให้รักษาให้กินยา ให้ป้องกัน ก็ต้องมีหน้าที่ต้องทำ อย่าให้แพร่กระจายไปติดผู้ป่วยอื่น จะบาปกรรมต่อไป และถ้ายิ่งไปโทษคนอื่น ก็จะไม่มีความสุขหรอก

วัณโรค (โรคกำพร้า)

       ยาที่ใช้รักษา ตลอดกว่า 40 ปี ไม่มียาใหม่เกิดขึ้นเลย ยาที่ใช้เมื่อกว่า 40 ปี มาแล้ว ก็ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน ผลการรักษาในอดีตจนถึงปัจจุบัน จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โรคดำเนินช้า คุกคาม แพร่กระจาย ขึ้นอยู่กับบุคคล ภูมิต้านทาน ยาหลัก INH รวมทั้ง Rifampicin และ etc ยังคงใช้เหมือนเดิม การรักษา ต้องรักษาเป็นปี ปัจจุบันเชื้อเริ่มดื้อยา จึงจำเป็นต้องนำยา ที่มีอาการข้างเคียงสูงมาใช้ โรคมาเป็นกำเริบ เพิ่มมากขึ้น หลังจาก HIV เข้าสู่ประเทศไทย การดำเนินโรคขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคน โรคเรื้อรัง รักษายาวนาน

       อย่าให้หมอต้อง "กำพร้า" แบบวัณโรค นะครับ “ท่าน”

วัณโรคเยื่อหุ้มสมองในเด็ก

       จากการศึกษา วัณโรคเยื้อหุ้มสมองในเด็ก 185 ราย ที่อิตาลี (ค.ศ. 1998-2008) พบว่ามีผลเอกซเรย์ปอด ผิดปกติเพียง 48% เท่านั้น ความผิดปกติพบได้เป็น parenchymal infiltration (ปอดอักเสบจากอะไรก็ได้) ต่อมน้ำเหลืองขั้วปอดโต military opacities น้ำท่วมปอด และ ปอดแฟบ ไม่มีลักษณะจำเพาะนะครับ เป็นโรคอะไรก็ได้ กุมารแพทย์ทั่วไปที่เห็น ก็คงจะรักษาปอดอักเสบทั่วไปก่อน ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง การตรวจ CT สมอง ผู้ป่วยนี้ พบผิดปกติถึง 90% พบมีน้ำในสมอง (hydrocephalus) ทำลายเนื้อสมอง การทำลายเนื้อสมองได้เกิดขึ้นแล้ว ก่อนการรักษาเสียอีก

       แน่นอน ถ้าผลเอกซเรย์ผิดปกติ ร่วมกับอาการทางสมองก็จะช่วยการวินิจฉัย การวินิจฉัยด้วยการตรวจทางรังสีปอด เป็นเพียงการบอกว่าสงสัยจะเป็น หรือน่าจะเป็น แต่ไม่ใช่ยืนยัน การยืนยันต้องตรวจพบเชื้อ ต้องใช้เวลาอีกหลายวัน จะไม่ใช้การเอกซเรย์ปอดมาวินิจฉัย วัณโรคสมองนะครับ เพราะกว่าครึ่งหนึ่ง ผลเอกซเรย์ปอดปกติ การเจอจุดในปอด เป็นอะไรก็ได้ อย่าด่วนสรุป แม้กระทั่ง military pattern เป็นมะเร็งแพร่กระจายก็ได้

       สรุป 90% ของความผิดปกติสมองเกิดขึ้นก่อนการรักษา (เพราะโรคเรื้อรัง) กว่าจะแสดงอาการทางสมองก็เป็นมากแล้ว รายงานนี้เสียชีวิต 13% โรคเรื้อรัง การดำเนินโรคช้า ไม่เหมือน แบคทีเรียอื่น ไม่แปลก ที่แพทย์ต้องรักษา แบคทีเรียอื่นก่อน การรักษาช้า 5 วัน ไม่เปลี่ยนการพิการแน่นอน

       ความผิดปกติทางสมอง อย่าไปโทษการรักษาช้าเลย อยากให้คนทั่วไปเข้าใจ รายละเอียดอ่านได้จาก
www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/26467304

การรักษาโรค

       ผมเป็นครูแพทย์ จะสอนลูกศิษย์ ให้ดูแลรักษาผู้ป่วย แบบ องค์รวม (Holistic approach) เอาทุกสิ่งมารวม ประกอบกัน ประวัติ ตรวจร่างกาย การส่งตรวจ ตามความจำเป็น สิ่งแวดล้อมผู้ป่วย จิตใจ และ วิญญาน ความรู้สึก ของผู้ป่วย และคนรอบข้าง มารวมกัน ประกอบกัน จึงเป็นการ ประกอบโรคศิลป “เป็นศิลป” แต่ปัจจุบัน ไม่รู้ ว่าเกิดอะไรขึ้น ให้บุคคล ที่ไม่ได้ทำเวชปฏิบัติ มาเป็นผู้กำหนด ว่าการดูแลผู้ป่วย ต้องแยกส่วน อาศัยแพทย์เฉพาะทาง เอกซเรย์ก็ต้องส่งให้รังสีแพทย์ ฉีดยาชา block nerve ก็ต้องวิสัญญีแพทย์ ต่อไปคงส่งทุกส่วนของร่างกายไปให้แพทย์เฉพาะทางสังคมคงวุ่นวายน่าดู ผลเสีย เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ

ประสบการณ์ การรักษา วัณโรคเยื่อหุ้มสมอง

       ผมในฐานะแพทย์ กุมารแพทย์ ครูแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และราชบัณฑิต ต้องยอมรับว่า ทุกคนมีโอกาสผิดพลาดได้ ถ้ายอมรับและนำมาปรับปรุง ก็จะเป็นประโยชน์

       กรณีทุกกรณี ถ้าทุกคนยอมรับฟัง และปรับปรุงให้ดีขึ้น ทุกคนจะชื่นชม

       กรณีรักษาวัณโรค ผมเองขอแสดงความคิดเห็น ที่ได้ดูผู้ป่วยจำนวนมากในอดีต การวินิจฉัยยาก ในวันแรกๆ และที่เคยดูมา X-ray เป็นเพียง เงา 2 มิติ ไม่เคยรักษาได้ ในวันแรกๆ เลย กว่าจะได้ผลยืนยัน ก็ใช้เวลาหลายวัน เป็นสัปดาห์ก็มี การรักษาช้า 5 วัน ไม่ทำให้ผลการรักษาเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน โรคเรื้อรัง การดำเนินโรคช้า สมัยก่อนมีผู้ป่วยวัณโรคเยื่อหุ้มสมอง มากกว่าเดี๋ยวนี้

       กรณีดังกล่าว จึงมีผลต่อระบบการรักษาของแพทย์ต่อไปในอนาคตวงกว้าง ปัจจุบัน ไส้ติ่ง แตกเพิ่มมากขึ้น เพราะไม่มีใครยอมผ่า ที่ไม่มีวิสัญญีแพทย์ ทั้งที่อดีต ทำเป็นร้อย ควรต้องหาทางออกร่วมกัน ก่อนที่สังคมจะมีความระแวงกันมากกว่านี้ และจะเกิดการแตกแยก ที่จะมีผลกระทบต่อสังคมไทยในระยะยาวต่อไป (สงสารป้าคังกับลุงยู)

       อย่าให้เป็นอย่างคดี เชอร์รี่แอน ที่มีการปั้นพยานเท็จ ศาลก็ตัดสินตามหลักฐานที่มี พยานจึงมีความสำคัญมาก ควรตรวจสอบภูมิหลังของพยานว่า ไม่มีอคติ และ ประวัติ การทำเวชปฏิบัติ

ข้อกฎหมายกับความจริงทางการแพทย์

       ทางการแพทย์ทุกอย่างมีผลได้และผลเสีย ไม่มีใครจะได้ไปทั้งหมด การให้วัคซีน ให้ยา ก็มีโอกาสแพ้ โดยไม่คาดคิดได้ แต่เมื่อดูผลดีก็พบว่ามีประโยชน์มากกว่าจะใช้ก็ต้องใช้ เช่น การหยอดโปลิโอสามารถป้องกันโปลิโอให้กับคนเป็นแสนเป็นล้าน แต่ก็อาจจะมี หนึ่งในล้านที่เป็นโปลิโอจากการหยอด ผลได้มากกว่าก็ต้องทำ ไม่ทำวัคซีนหากเกิดโปลิโอระบาดจะเกิดผลเสียมากกว่า ข้อกฎหมายบางครั้งไม่ได้มองภาพรวม จับจุดโหว่ที่มีอยู่มาคอยเล่นงาน ทำให้แพทย์ไม่กล้าที่จะทำและจะเกิดผลเสียมากกว่า ถ้าประชาชนทุกคนมีความรู้ มีเศรษฐกิจที่ดีเท่าอเมริกา เราก็คงไม่ต้องเสี่ยงกับการหยอดโปลิโอมานานแล้ว

       การหยอดโปลิโอในอดีต มีความเสี่ยงน้อยกว่า การข้ามถนนหน้าโรงพยาบาลจุฬาฯ เสียอีก โอกาสถูกรถชนมีมากกว่าโอกาสแพ้ยา กรุงเทพจึงมีสะพานลอย ต่างจังหวัดไม่มีสะพานลอยนะครับ การให้ยาทุกครั้งต้องถามและบอกผู้ป่วย อาการข้างเคียง 1 หน้า บางครั้งผมให้ฉลากยาไปอ่านและเขียนบันทึกไว้ด้วยว่า ได้บอกอาการแทรกซ้อน เช่น GBS etc. ผู้ป่วยบอกปฏิเสธการแพ้ยาใดๆ ในบันทึก negative findings ก็ต้องใส่ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วหากแพ้ยาแล้วจะมาเอาเป็นเอาตายกัน จะได้มีหลักฐาน เดี๋ยวจะหาว่าไม่ถาม เพราะบางคนจะเอาแต่สิทธิ์ แต่ไม่รู้หน้าที่

       สงสารเหมือนกัน ถ้าแพทย์ดูคนไข้ เป็นร้อย จะทำได้ไหม? ไม่เหมือนอเมริกา แพทย์ดูคนไข้น้อยกว่ามาก

อ้างอิง
//manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9590000039964
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1093444557383016&set=a.115271105200371.14950.100001524474522&type=3&theater




 

Create Date : 21 เมษายน 2559   
Last Update : 10 กรกฎาคม 2560 19:15:40 น.   
Counter : 448 Pageviews.  

อย.ยันไม่เคยอนุญาตนำเข้าเครื่องตรวจสุขภาพ นักวิทย์ฯชี้ผลวิเคราะห์โรคกล่าวอ้างเกินจริง




อย.ยันไม่เคยอนุญาตนำเข้าเครื่องตรวจสุขภาพ นักวิทย์ฯชี้ผลวิเคราะห์โรคกล่าวอ้างเกินจริง

Thu, 29/10/2015 - 10:07

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยืนยันว่าไม่เคยอนุญาตให้มีการนำเข้าหรือจำหน่ายเครื่องตรวจสุขภาพที่ถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่าสามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้ทุกชนิด ขณะที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าการอ้างผลการวิเคราะห์โรคจากเครื่องมือลักษณะนี้เป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริง เพราะเป็นเพียงการหลอกลวงประชาชนด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น

นายภาคภูมิ เดชหัสดิน หัวหน้าหน่วยตรวจ NAT (Nucleic acid testing) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า การปั่นแยกเลือดด้วยเครื่องมือทางการแพทย์เป็นขั้นตอนแรกของการวินิจฉัยโรคจากเลือดที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะภายในห้องแลปเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่เคยเปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไปแล้วว่าเครื่องตรวจสุขภาพที่อ้างว่าสามารถตรวจโรคได้ถึง 40 ชนิด เป็นการโฆษณาเกินจริง

ทีมข่าวสอบถามไปยังผู้ที่เคยจำหน่ายเครื่องตรวจสุขภาพที่ลงโฆษณาในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการชี้แจงว่าเครื่องดังกล่าวเป็นเครื่องตรวจหาวิตามินในร่างกายสำหรับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยไม่เคยแอบอ้างว่า สามารถตรวจโรคได้ และหลังจากมีข่าวได้หยุดจำหน่ายไปแล้ว

รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายวิธีการทำงานของเครื่องในลักษณะนี้ว่า เป็นรูปแบบการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่สามารถตรวจวิเคราะห์โรคได้

ด้าน นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองเลขาธิการ อย.กล่าวว่า เครื่องมือแพทย์ต้องได้รับอนุญาตจาก อย.ในการนำเข้าและจำหน่าย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยอนุญาตให้เครื่องมือตรวจสุขภาพลักษณะนี้ได้รับการรับรอง หากประชาชนพบเห็นการแอบอ้างการตรวจสุขภาพในลักษณะเกินจริง สามารถตรวจสอบหรือแจ้งเรื่องไปยัง อย. ส่วนการตรวจสุขภาพเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ ทุกหน่วยงานยืนยันตรงกันว่าควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ และสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองเท่านั้น




.................................


ระวัง !!การหลอกขายของ ด้วยการลวง ตรวจเลือดแบบ live blood analysis ... รศ. ดร.เจษฎา และ ทนพ.ภาคภูมิ

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=25-09-2015&group=4&gblog=114

อย.ย้ำ ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อ เครื่องบำบัดด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตย์ อวดอ้างสรรพคุณรักษาโรค

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-09-2008&group=7&gblog=7

สุดยอดการหลอกลวงด้านสุขภาพ... จาก อเมริกา ดูแล้วก็ไม่ต่างอะไร กับเมืองไทย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-12-2009&group=7&gblog=40

อย.เตือนเหรียญ"ควอนตั้ม"ไม่มีผลทางการแพทย์..... เตือนแล้วเตือนอีก จะมีคนเชื่อมั่งหรือเปล่าเนี๊ย ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-06-2010&group=7&gblog=59

FW mail ... รวมสินค้า(แหกตา) โดนแล้วจะตาแหก...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=11-01-2010&group=7&gblog=46

มหัศจรรย์!ล้างพิษมายาวิทยา-ไสยศาสตร์

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=27-08-2013&group=7&gblog=175

รวบรวมกระทู้เกี่ยวกับน้ำMRET ... ใครเชื่อ ผมไม่เชื่อ ????

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-04-2009&group=7&gblog=25

ล้างพิษตับ ลำไส้และ การดื่มน้ำด่าง .. ดี จริงหรือ ?

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-06-2015&group=4&gblog=112

หนังสือเคล็ด(ไม่)ลับ การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างรู้เท่าทันโฆษณา ( หนังสือ pdfแจกฟรี) https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2012&group=7&gblog=160

หนังสือทุกข์ล้นเหลือ เหยื่อโฆษณา ............ของดี ฟรีด้วย โหลดอ่านกันได้เลยครับ https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-10-2012&group=7&gblog=163





 

Create Date : 30 ตุลาคม 2558   
Last Update : 28 ธันวาคม 2561 21:35:00 น.   
Counter : 39 Pageviews.  

หลอกขายของ ด้วยการตรวจเลือด live blood analysis ... รศ. ดร.เจษฎา ทนพ.ภาคภูมิ Drama-addict สภาเทคนิคฯ





อัปเดต ..  ๓ กันยายน ๒๕๖๐



วิธีการตรวจแบบนี้ พ่อแม่พี่น้องน่าจะเห็นกันท
ั่วบ้านทั่วเมืองนะ
มันคือ Live blood analysis ที่พวกคลินิคหรือ รพ เอกชนบางแห่ง เอามาตรวจให้คนไข้ แล้วบอกว่า เนี่ย คนไข้ คุณเป็นมะเร็งนะ คุณมีปัญหาโลหะหนักสะสมในร่างกายนะ แต่ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องไปทำคีโมหรือรักษาที่ รพ รัฐหรอก มารักษากับเราสิ เข้าคอร์สกันไม่กี่หมื่น ซื้ออาหารเสริมไปกินไม่กี่หมื่น เด๋วก็หาย ผมไม่ร่วงด้วยนะ บลาๆ

จริงๆแล้วมันคือการเอาเม็ดเือด มาส่องในกล้องจุลทรรศ์แบบ dark field mircroscope ซึ่งเป็นกล้องจุลทรรศน์ที่ใช้หลักการกระเจิงของแสง ทำให้วัตถุที่ต้องการส่อง เช่น สัตว์ตัวเล็กๆ เนื้อเยื่อ มีความสว่างชัดเจน ตัดกับพื้นหลังที่มืดสนิท ก็ประมาณนั้น

ทีนี้มันเริ่มจาก "แพทย์ทางเลือก" ของต่างประเทศ มันโมเมว่า ไอ้วิธีการนี้ สามารถตรวจโรคสารพัดไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเอย สารพิษในร่างกายเอย เบาหวานความดันไขมัน บลาๆๆๆ ราวกับอุปกรณ์วิเศษที่ตรวจได้แทบทุกโรคก็ไม่ปาน จากนั้นก็เหมือนที่เกิดในไทยตอนนี้ คือพอบอกคนไข้ว่าคุณป่วยหนักนะ ต้องรักษานะ แล้วก็ขายคอร์ส ขายอาหารเสริมกันรัวๆ

ประเด็นคือ ไม่มีงานวิจัยหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆเลย ที่ยืนยันว่า ไอ้วิธีการตรวจนี้ มันสามารถตรวจโรคสารพัดได้ ตามที่อ้ายพวกนี้อ้างอิง แล้วหลักการของมันในการแปรผ

ถ้าเป็นคนที่เรียนวิทยาศาสตร์หรือเคยส่องกล้องจุลทรรศน์ดูเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาวมา จะรู้ว่า ไอ้ที่แม่งเอาไปแปรผลกันเป็นตุเป็นตะ เรียกว่า artifact หรือพูดง่ายๆก็ประมาณฝุ่นหรืออะไรซักอย่างจากแวดล้อมที่มาปนเปื้อนในสไลด์ตอนเอาไปส่องกล้องจุลทรรศ์นั่นเอง

ปัจจุบันไอ้วิธีนี้ในต่างประเทศ ไม่ถือเป็นการแพทย์ ไม่ถือเป็นวิทยาศาสตร์ มันเป็นแค่เรื่องลวงโลก ประมาณปีสองปีก่อนก็มีคนถูกจับกุมและดำเนินคดี เพราะไปตรวจคนไข้ด้วยวิธีการนี้ในคลินิคส่วนตัวแล้วมโนวินิจฉัยโรคมั่วซั่วสารพัด

แต่ในไทย การทำ Live blood analysis ฮิตมาก และไม่ใช่ฮิตธรรมดา ฮิตไปทั่วทั้งประเทศ ทั้งคลินิค รพ เอกชน แห่กันทำกันเป็นล่ำเป็นสัน จากนั้นก็ตามที่บอก แนะคนไข้เข้าคอร์สดีทอกซ์ล้างพิษ ขายอาหารเสริมถลุงเงินคนไข้กันเป็นหมื่นเป็นแสน

โดยไม่มีหน่วยงานหรือราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องออกมาทำห่าอะไรกับพวกนี้เลยซักรายเดียว

เหตุผลนึงคือ อาจจะเป็นเพราะพวกนี้มันเกี่ยวข้องกับเม็ดเงินมหาศาลที่หมุนเวียนใน รพ เอกชนหลายแห่ง คลินิคหลายแห่ง ที่หลอกลวงประชาชนด้วยวิธีนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันไปมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงนี้รึเปล่านะ

แต่ถ้าอยากปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจริงๆ มึงขยับก้นกันได้แล้ว ห่า นี่วงการแพทย์บ้านเราปล่อยให้หมอจำนวนนึงหลอกลวงต้มตุ๋นทำร้ายคนไข้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากความไม่รู้มานานแค่ไหนแล้ววะ แล้วไอ้เรื่องการหลอกลวงเงินจากประชาชนนี่ก็เรื่องนึง แต่บางเคส คนไข้เขาเป็นมะเร็งจริงๆ แล้วพวกเหี้ยนี่เสือกเดาถูก แต่บอกให้คนไข้ไม่ต้องไปรักษากับแผนปัจจุบัน ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องให้เคมีบำบัด มากินอาหารเสริมของมันดีกว่า จุดจบของคนไข้คนนั้นเป็นยังไงคงไม่ต้องจินตนาการให้มากความนะครับ

แต่ที่อัปปรีย์ที่สุด คือหมอแท้ๆ หมอที่จบแพทย์ศาสตร์บัณฑิตหลังร่ำเรียนกันมาหกปี เพื่อมาหลอกลวงคนไข้แบบนี้น่ะเหรอครับ?

https://www.facebook.com/DramaAdd/photos/a.411063588290.186101.141108613290/10155838587818291/?type=3&theater


............................


นำมาจากเฟส เฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant  รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  .. สนใจ ติดตามเฟสอาจารย์ ได้เลย มีเรื่อง น่าสนใจ เพียบบบบบ  ^_^

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=690103407786963&set=a.341092282688079.1073741827.100003619303769&type=3



"ระวัง !! การหลอกขายของ ด้วยการลวงตรวจเลือดแบบ live blood analysis"

เคยอธิบายเรื่องทำนองนี้ให้กับเพื่อนบางคนที่ถูกชวนไปดูผลการใช้เครื่องกรองน้ำมหัศจรรย์ ที่อ้างว่าทำให้สุขภาพดีขึ้นได้ ... ซึ่งเวลาสาธิต เค้าจะเจาะเลือดเราออกมาดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ เห็นว่าเหมือนกับเม็ดเลือดแดงมันจะจับเป็นกระจุกๆ ไม่ค่อยเคลื่อนที่ ... พอให้กินน้ำมหัศจรรย์เข้าไป รอ 30 นาที กลับมาเจาะเลือดใหม่ คราวนี้เม็ดเลือดแดงเคลื่อนตัวไหลลื่นกระจายตัวดี ... จนอยากซื้อเครื่องกรองน้ำขึ้นมาเชียว (โดนหลอกแล้ว หุๆๆๆ)

กระบวนการเจาะเลือดตรวจโชว์สดๆ อย่างนี้ เรียกว่า Live Blood Analysis หรือ LBA ซึ่งเป็นที่น่าตกใจว่า มันไม่ได้เอามาใช้แค่หลอกขายเครื่องกรองน้ำ หรืออาหารเสริม แต่ผมพึ่งรู้ว่ามีการเอามาใช้ตั้งบู้ทตรวจสุขภาพคน เพื่อชักชวนให้มาเข้าคอร์สรักษาโรคด้วย (ดูตัวอย่างด้านล่าง ที่ถอดจากภาพประกอบ)

การตรวจแบบ LBA เป็นการส่องกล้องจุลทรรศน์แบบ dark field ดูลักษณะของเม็ดเลือดแดง ซึ่งไม่ได้เป็นวิธีการตรวจตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ถูกกลุ่มแพทย์ทางเลือดโปรโมตว่าใช้วินิจฉัยโรคต่างๆ ได้ ทั้งที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รับรองว่าน่าเชื่อถือ .. แถมยังเคยถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงว่าคนไข้นั้นป่วย และต้องรักษาด้วยการซื้อยาหรืออาหารเสริม

LBA นอกจากจะไม่เป็นที่ยอมรับกันในวงการแพทย์แล้ว ยังนับได้ว่าเป็น ซูโดไซน์-วิทยาศาสตร์ลวงโลก อีกด้วย .. โดยมีคนที่เคยทำ LBA และถูกจับกุมแล้วหลายคนในหลายประเทศ (ดูเพิ่มเติมในวิกิด้านล่าง) และในที่สุด ในปี 2014 นาย Robert O. Young ซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านนี้ ได้ถูกจับกุมตัวในข้อหาทำการตรวจรักษาโดยไม่มีใบอนุญาต และนาย Errol Denton กับ Stephen Ferguson พวกลูกศิษย์ของเค้า ก็ถูกจับกุมและตั้งข้อหาเช่นกัน

ทริกมายากลในการหลอกด้วยวิธี LBA นี้ ให้เห็นว่าเมื่อกินน้ำมหัศจรรย์หรือกินอาหารเสริม แล้วเม็ดเลือดแดงดูแข็งแรงขึ้นน้น มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะแกล้งแอบใส่สารเคมีลงไปกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดแดง แกล้งให้ความร้อนกับแผ่นสไลด์มากขึ้น หรือแค่วิธีการหยดเลือดลงไปให้หยดใหญ่หรือหยดเล็ก ก็แกล้งให้ดูน่าตกใจได้แล้ว (ดูข้อความด้านล่าง)

ส่วนการเอาวิธี LBA มาตรวจโรคนั้น (ซึ่งไม่ได้เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ และอธิบายมั่วๆ แบบผิดหลักวิทยาศาสตร์) ก็มีตั้งแต่

- มีกรดในเลือด : ถ้าเจอว่าเม็ดเลือดเรียงซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เค้าจะอ้างว่ามีกรดในเลือด ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นเม็ดเลือดที่เริ่มแห้ง ไม่ค่อยเคลื่อนที่ กระจุกอยู่ตามริมขอบสไลด์ .. ซึ่งจริงๆ แล้วโรคนี้เป็นโรคร้ายแรง ไม่อาจตรวจได้แค่จากการดูเม็ดเลือด

- มีผลึกกรดยูริก หรือมีคราบคลอเรสเตอรอล : ความจริงแล้วเป็นรอยหรือคราบบนกระจกปิดสไลด์ที่ล้างไม่สะอาด แต่โดยอ้างว่าเป็นกรดยูริกหรือคลอเรสเตอรอล .. ซึ่งจริงๆ แล้ว ทั้งผลึกกรดยูริกและคราบคลอเรสเตอรอลนั้น ไม่อาจตรวจมองเห็นได้จากตัวอย่างเลือด

- มีพยาธิ : จริงๆ ก็คือพวกสิ่งสกปรกขนาดเล็กๆ ที่อยู่ตามกระจกสไลด์ที่ล้างไม่สะอาด หรือไม่ก็เป็นเม็ดเลือดแดงที่รูปร่างผิดปรกติ แล้วโดนอ้างว่าเป็นพยาธิ ... ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าคนไข้มีพยาธิให้เลือดจริง ก็ต้องป่วยหนักไปแล้ว ไม่ใช่แค่รักษาเล็กๆ น้อยๆ หรือกินอาหารเสริมตามที่พวกนี้แนะนำ

- มีเชื้อแบคทีเรีย : ถ้าเจอว่าผิวเมมเบรนของเม็ดเลือดแดงมีรอยไม่ค่อยเรียบ (ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร) เค้าจะอ้างว่าตรงนั้นมีเชื้อแบคทีเรียหรือยีสต์เกาะอยู่ และกำลังแตกหน่อออกมาจากเม็ดเลือด .. ซึ่งจริงๆ แล้ว มันไม่มีการแตกหน่อแบ่งตัวกันแบบนั้น และถ้ามีเชื้อในกระแสเลือดจริง คนไข้ก็ต้องมีอาการหนักไปแล้ว

- มีการหมักเกิดขึ้น : เม็ดเลือดแดงบางเซลล์อาจมีจุดๆ สีจางๆ ซึ่งพวกนี้จะอ้างว่ากำลังเกิดการหมัก (fermentation) ขึ้น อันเนื่องจากมีน้ำตาลสูงในเลือด ... ซึ่งจริงๆ แล้ว เม็ดเลือดแดง ไม่สามารถหมักน้ำตาลได้ แบบที่พวกยีสต์ทำ

ข้อมูลเรื่อง LBA จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Live_blood_analysis
----------------------------

cr. ภาพ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน ถอดความจากในภาพได้ว่า

- พอตรวจ LBA เสร็จ ถ้าพบโลหะหนัก จะเชียร์ให้ทำคีเลชั่น
- บางรายบอกว่าเจอเส้นใยโปรตีน เกิดจากอาหารไม่ย่อย ก็สั่งจ่ายยามาช่วยย่อย แต่ผลเสียจากการถูกหลอกหลังจากทำคือ มีการจ่ายยาช่วยย่อยเพราะในน้ำเลือดมีเส้นใย เห็นเส้นๆในวิดีโอมั้ย เขาบอกว่าเกิดจากการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด เลยมีเส้นใยโปรตีนตกค้าง
- บางรายพบก้อนวาวๆ ก็บอกว่าเป็นพวกโลหะตกค้าง ถ้าสะสมมากๆ จะเป็นมะเร็ง ต้องล้างเลือดด้วยการทำ chelation
- บางรายพบ target cell เยอะๆ บอกว่าตับมีปัญหา ให้ขาย test การตรวจตับ และขายโปรแกรมเอ็กซเรย์
- รายไหนพบก้อนโลหะหนัก ที่เรืองแสง บอกเสี่ยงเป็นมะเร็งต้องล้างหลอดเลือด โดยทำคีเลชั่น คอสละ 15,000-25,000
- รู้มั้ยคะเทคนิคการทำให้เลือดติดกันคือ หยดเลือดหยดใหญ่ๆ หมุนไปวงกล้องให้คนไข้ดู มันจะน่ากลัวและน่าตกใจ มันเป็นการตรวจที่คนไข้เห็นเลย เค้าจึงเชื่อกันมาก
- ในรายที่มีเม็ดไขมันมากๆๆ ก็แนะนำขาย test cholesteral


..................................


เทคนิคการแพทย์เตือน ตรวจเลือดหยดเดียว วิเคราะห์สุขภาพ ‘มั่ว-หลอกขายของ’

เตือนระวัง “ตรวจเลือดหยดเดียว วิเคราะห์สุขภาพ” หลังพบผู้ประกอบการหัวใส ตั้งกล้องจุลทรรศน์ ออกตรวจตามห้าง หวังหลอกขายบริการและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท แถมมีผู้ใส่เสื้อกาวน์สีขาวทำหน้าที่ตรวจและวิเคราะห์ผล ส่วนใหญ่เป็นธุรการ ชี้เป็นการแอบอ้างวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พร้อมเตือนน้องๆ เทคนิคการแพทย์อย่าตกเป็นเครื่องมือ  

นายภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ และอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์สภาเทคนิคการแพทย์ เปิดเผยถึงการตรวจเลือดสด หรือ Live Blood Analysis โดยการเจาะเลือดปลายนิ้ว 1 หยด นำไปดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ฉากมืด เพื่ออธิบายความผิดปกติเซลล์เม็ดเลือดที่มองเห็น เพื่อขายผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพควบคู่ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นที่แพร่หลายและเป็นที่สนใจของประชาชนว่า ปกติการตรวจโรคต้องให้หมอเป็นผู้วินิจฉัย ซึ่งกรณีต้องเจาะเลือดเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค ปกติจะส่งตัวอย่างเลือดไปยังห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ (ห้องแลป) แต่ที่ผ่านมามีการนำวิธีการเจาะเลือดเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคไปประยุกต์ใช้เพื่อหวังผลทางการตลาด โดยเปิดบูธในห้างสรรพสินค้าเพื่อตรวจเลือดให้กับผู้ที่เดินผ่านไปมา ด้วยการนำกล้องจุลทรรศน์ไปตั้งเพื่อใช้ส่องตรวจ ซึ่งกล้องจุลทรรศน์นี้จะเชื่อมต่อกับจอภาพเพื่อให้ผู้รับการตรวจเห็นภาพไปพร้อมกัน นอกจากนี้จะมีผู้ใส่เสื้อกาวน์สีขาวคล้ายนักเทคนิคการแพทย์เป็นผู้ส่องตรวจเลือดและคอยอธิบายผลตรวจที่ปรากฎ

นายภาคภูมิ กล่าวว่า ขณะที่การตรวจเลือดนั้น ยังมีการใช้วิธีและเทคนิคเพื่อให้ผลตรวจเลือดดูแล้วเหมือนผู้รับการตรวจมีปัญหาสุขภาพ เริ่มจากหยดเลือด 1 หยดลงไปในกระจกใส่และปิดด้วยกระจกใสบาง จากนั้นจะนำไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศ์ชนิด Dark field Microscope ที่ด้านหลังกล้องสีดำสนิท ซึ่งกล้องจุลทรรศน์แบบนี้ ปกติจะไม่ใช้ตรวจดูเลือดทั่วไป แต่จะใช้ส่องเฉพาะการตรวจดูเชื้อจุลินทรีย์ที่ย้อมสียากเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผลเลือดที่ออกมาดูน่ากลัวเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นการตรวจยังเน้นส่องบริเวณขอบกระจกเท่านั้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวใกล้กับอากาศทำให้เลือดเริ่มแห้ง และเมื่อส่องดูจะดูเลือกจะกระจุกตัวแข็งเป็นก้อน ดูคล้ายกับเลือดมีความเป็นกรดมาก ทั้งที่หากกล้องส่องบริเวณตรงกลางกระจกจะพบว่าเลือดมีการไหลตัวดี ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากนี้ยังมีวิธีการหยดเลือดหนาๆ เพื่อให้เม็ดเลือดเบียดเกาะกลุ่มกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ดูเหมือนผู้รับการตรวจมีปัญหาสุขภาพ จำเป็นต้องรับการดูแลบำบัดหรือรักษา

ส่วนกรณีที่เห็นวัตถุวาวอยู่ในเลือดบนแผ่นกระจกด้วยนั้น ซึ่งมักถูกระบุว่าเป็นโลหะหนักปะปนในร่างกายนั้น กรณีนี้ชี้แจงว่า หากขั้นตอนการตรวจมีผงปนเปื้อนไม่สะอาดนิดเดียวก็ทำให้เกิดจุดที่เสมือนเป็นโลหะหนักได้

“หลังจากดูผลตรวจแล้ว ผู้รับการตรวจจะถูกแนะนำให้ต้องทำการล้างพิษหรือเข้าคอร์สเสริมสุขภาพ รวมถึงการฉีดเซลล์รักษา มีราคาตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท รับการรักษาต่อที่คลินิก ทั้งที่ผู้รับการตรวจอาจไม่ได้เป็นอะไร แถมยังแนะนำให้ทำการล้างพิษหรือเข้าคอร์สสุขภาพหลายๆ ครั้ง” นายภาคภูมิ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังมีการนำมาประยุกต์ใช้กับอาหารเสริม โดยจะชวนให้ตรวจเลือดก่อนเช่นกัน และเมื่อพบว่าผลเลือดผิดปกติ เสี่ยงต่อภาวะโรคก็จะให้กินอาหารเสริม และให้นั่งพักประมาณ 15 นาที เพื่อเจาะเลือดใหม่ ด้วยการส่องกล้องตามวิธีปกติ ซึ่งผลเลือดจะไม่มีปัญหา ซึ่งจะบอกว่าเป็นเพราะอาหารเสริมที่กินเข้าไป พร้อมเชิญชวนให้ซื้อกลับบ้าน เท่าที่ทราบเครื่องกรองน้ำก็มีการจัดทำการตลาดในรูปแบบเดียวกัน    

นายภาคภูมิ กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญของกระบวนการนี้คือการให้ผู้ตรวจและอธิบายผล แต่งชุดกาวน์สีขาวเช่นเดียวกับนักเทคนิคการแพทย์ แถมมีการนำเครื่องมือการตรวจไปตั้ง แต่เมื่อตรวจสอบดูพบว่า คนที่มาทำหน้าที่นี้เป็นเพียงแค่ธุรการหรือคนทั่วไปที่ผ่านการอบรมวิธีและเทคนิคการตรวจเพื่อทำให้ประชาชนหลงเชื่อ ไม่ได้เป็นนักเทคนิคการแพทย์จริงๆ และคนเหล่านี้เองก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อค้นข้อมูล Live Blood Analysis ทางอินเตอร์เน็ต จะพบว่าเป็นส่วนใหญ่เป็นข้อมูลทางวิชาการที่ดูน่าเชื่อถือ แต่ข้อเท็จจริงคือยังไม่มีการวิจัยหรือรับรองผล เรียกว่าเป็น Pseudo Science จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้กังวลว่า ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นวิชาชีพนักเทคนิคการแพทย์ เพราะมีการแอบอ้างวิชาชีพไปใช้แล้ว แต่ยังอาจกระทบต่อประชาชนที่อาจพลาดโอกาสวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องจากแพทย์ จำเป็นต้องออกมาเตือนเพื่อให้ประชาชนระมัดระวังการตรวจเลือดแบบนี้ ซึ่งเริ่มเป็นที่แพร่กระจายมากขึ้น

นายภาคภูมิ กล่าวว่า ในส่วนผลกระทบต่อวิชาชีพนักเทคนิคการแพทย์ ได้ยื่นเรื่องต่อสภาเทคนิคการแพทย์แล้ว เพราะถือเป็นการบ่อนทำลายนักเทคนิคการแพทย์ โดยนำวิชาชีพนี้ไปหลอกลวงประชาชน อย่างไรก็ตามมีผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้บางส่วนได้เริ่มรับสมัครนักเทคนิคการแพทย์เพื่อออกตรวจเพื่อเลี่ยงปัญหาทำผิด พ.ร.บ.วิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ซึ่งตรงนี้ขอฝากเตือนไปยังน้องๆ นักเทคนิคการแพทย์ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่จบใหม่เพราะอาจไม่รู้เท่าทัน ขอให้ระวังหากให้มีการออกตรวจเลือดนอกสถานที่และให้วิเคราะห์ผลเลือดโดยใช้เลือดเพียงหยดเดียว อย่าสมัครเข้าทำงาน เพราะอาจตกเป็นเครื่องมือเพื่อทำการตลาด ขณะเดียวกันในส่วนของประชาชนก็ขอให้ตั้งข้อสังเกต หากพบบริการการตรวจเลือดที่มีการติดตั้งจอภาพควบคู่ในการอธิบายตามห้างและที่สาธารณะต่างๆ ขอให้ทราบว่าอาจเป็นการหลอกลวงเพื่อให้ซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพได้ ซึ่งจะทำให้เสียเงินและเสียโอกาสในการวินิจฉัยและรักษาโรคได้

----------
เจาะข่าวเด่น หลอกเจาะเลือดลวงขายของ (24 ก.ย. 58)
เรื่องเล่าเช้านี้ บีอีซี-เทโร

เผยแพร่เมื่อ 24 ก.ย. 2015ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ระบุว่า การหลอกลวงลักษณะนี้มีมานานนับ 10 ปีแล้ว โดยจะใช้กล้องจุลทรรศน์แบบพิเศษต่อเข้ากับโทรทัศน์ เพื่อแสดงให้ประชาชนดู ด้วยการหยดเลือดลงจำนวนมากหรือหยอกลงบนขอบแผ่นกระจก จะทำให้เม็ดเลือดจับตัวเป็นก้อนและมักจะอธิบายในเรื่องที่เกินจริงว่าระบบในร่างกายไม่ดีต่าง ๆ เพื่อให้ผู้คนรู้สึกกลัวและสนใจซื้ออาหารเสริม ทั้งที่ตามความจริงแล้วการเจาะเลือดนั้นเป็นสิ่งที่ถูกจำกัดไว้เฉพาะวิชาชีพ

ทนพ.ภาคภูมิ กล่าวต่อว่า ผู้คนมักจะเชื่อถือผู้ขายอาหารเสริม เนื่องจากมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่แท้จริงแล้วอุปกรณ์เหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมสำหรับการตรวจเลือด และการเจาะเลือดในลักษณะเดียวกับเหล่าผู้ขายอาหารเสริม ยังไม่มีงานวิจัยใด ๆ รองรับ ซึ่งการตรวจเลือดเพื่อหาโรคต่าง ๆ ในร่างกายนั้น ต้องมีค่าตัวเลขบ่งบอกที่ชัดเจน และกล้องที่ผู้ขายอาหารเสริมใช้ ไม่เหมือนกับกล้องจุลทรรศน์ที่ใช้การในห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ ดังนั้นอยากเตือนว่าถ้าต้องการทราบเกี่ยวกับสุขภาพ วิธีที่ดีที่สุดคือควรไปพบแพทย์ สุดท้ายอยากจะบอกว่าหมู่เลือดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้นิสัยของคนต่างกันหรือเหมือนกัน และไม่สามารถนำมาทำนายนิสัยได้

...............................................

สภาเทคนิคการแพทย์ชี้ ‘ตรวจเลือดหยดเดียว’ ไม่มีประโยชน์ หลอกขายของ

สภาเทคนิคการแพทย์ชี้ “ตรวจเลือดสดหยดเดียว” ไม่ใช่ศาสตร์และแนวปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ยกกรณีต่างประเทศระบุเป็นการตรวจวิเคราะห์ที่ไม่มีประโยชน์และจัดเป็นการตรวจที่แสวงหาผลประโยชน์

สภาเทคนิคการแพทย์แจง หลักการทดสอบแบบ Live Blood Cell Analysis : LBA หรือการตรวจเลือดสดหยดเดียวยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือเพียงพอ ไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดเกี่ยวกับการแปลผลการตรวจวิเคราะห์ ยกกรณีต่างประเทศระบุเป็นการตรวจวิเคราะห์ที่ไม่มีประโยชน์และจัดเป็นการตรวจที่แสวงหาผลประโยชน์

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 สภาเทคนิคการแพทย์ โดยคณะอนุกรรมการการศึกษาและพัฒนาวิชาการ ออกคำชี้แจงกรณีการตรวจเลือดสดหยดเดียว หรือ Live Blood Cell Analysis (LBA) ที่เคยปรากฏเป็นข่าวในโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ ว่า การตรวจ LBA ใช้การส่องเลือดสดด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด Dark field ที่มีการแสดงผลขึ้นบนจอมอนิเตอร์ ซึ่งกล้องจุลทรรศน์ชนิดนี้อาศัยหลักการแสงตกกระทบด้านข้างของวัตถุ ซึ่งแตกต่างจากการส่องผ่านด้านล่างของวัตถุตามหลักการของกล้องจุลทรรศน์ชนิด bright field ที่ใช้กันทั่วไป จึงทำให้พื้นหลังมีความมืด ในขณะที่วัตถุจะสว่าง ทำให้เห็นลักษณะภายนอกได้ชัดเจน แต่จะไม่เห็นรายละเอียดภายในของวัตถุ ซึ่งในทางการแพทย์มักใช้กล้องชนิดนี้ในการตรวจเชื้อแบคทีเรียบางชนิดที่ยังมีชีวิต ซึ่งมีรูปร่างและลักษณะการเคลื่อนไหวที่จำเพาะ ที่สำคัญกล้องจุลทรรศน์ชนิดนี้ไม่สามารถใช้ดูรายละเอียดภายในของวัตถุได้เหมือนกับการดูด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบ bright field อีกทั้งกำลังขยายสูงสุดของกล้องแบบ dark field ที่ใช้ในการตรวจตัวอย่างสดคือ 400 เท่า เท่านั้น ในทางการแพทย์ จึงไม่ได้ประยุกต์ใช้กล้องจุลทรรศน์ชนิดนี้เป็นหลักในการตรวจวินิจฉัยโรคแต่อย่างใด

คำชี้แจง ยังระบุด้วยว่า กระบวนการตรวจวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตามมาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์ จะตรวจวิเคราะห์ความสมบูรณ์หรือความผิดปกติของเม็ดเลือดด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยไม่ใช้เลือดสด แต่จะตรวจจากเลือดที่เตรียมเป็นแผ่นฟิล์มเลือด (blood smear) แล้วย้อมด้วยสีที่เหมาะสม ก่อนนำมาดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด bright field ซึ่งจะสามารถวิเคราะห์รายละเอียดต่างๆ ของเซลล์ทั้งภายนอกและภายในได้อย่างชัดเจน โดยสามารถจำแนกลักษณะความผิดปกติของขนาด รูปร่าง การเรียงตัวของเม็ดเลือดแดง และการตกตะกอนของสารบางชนิดในเซลล์เม็ดเลือดแดง ที่เรียกว่า inclusion ชนิดต่างๆ รวมทั้งการตรวจพบเชื้อมาลาเรียที่อยู่ภายในเม็ดเลือดแดงได้

สำหรับเม็ดเลือดขาว ก็สามารถแยกชนิดได้อย่างถูกต้องแม่นยำ รวมทั้งยังสามารถบ่งชี้ถึงลักษณะที่ผิดปกติในเม็ดเลือดขาวได้อีกด้วย ส่วนเกล็ดเลือด นอกจากขนาดและรูปร่างแล้ว ยังบอกได้ถึงปริมาณของ granules ด้วย ซึ่งการตรวจตามมาตรฐานนี้ จะทำให้ประชาชนได้รับผลการตรวจวิเคราะห์ที่ถูกต้องแม่นยำ

คำชี้แจง ยังระบุต่อไปด้วยว่า การตรวจอื่นๆ เช่น การวิเคราะห์โลหะหนัก ฮอร์โมน ระบบภูมิคุ้มกัน และ/หรือจุลชีพรวมทั้งปรสิตที่อยู่ในเลือด ตามที่มีการอ้างว่าวิธี LBA สามารถบ่งชี้ได้นั้น ตามมาตรฐานงานเทคนิคการแพทย์ จะต้องตรวจวิเคราะห์โดยวิธีเฉพาะด้าน เช่น การตรวจทางพิษวิทยา เพื่อวิเคราะห์ปริมาณไอออนของโลหะหนักในเลือด กาตรวจทางเคมีคลินิกเพื่อวิเคราะห์หาระดับฮอร์โมนและสารน้ำอื่นๆ การตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยาเพื่อตรวจสอบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การตรวจทางจุลชีววิทยา และ/หรือปรสิตวิทยา เพื่อเพาะเชื้อและวินิจฉัยการติดเชื้อในระบบหรืออวัยวะต่างๆ เป็นต้น

“หลักการทดสอบแบบ LBA ยังไม่มีหลักฐานอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือเพียงพอ จากข้อมูลที่มีการให้บริการ LBA ในต่างประเทศ พบว่า ในปี ค.ศ.2002 แพทย์ที่ทำการรักษาโดยไม่ใช้ยา (naturopath) ชาวออสเตรเลีย ถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกปรับในฐานที่แอบอ้างว่าสามารถวินิจฉัยโรคจากการทำ LBA ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ และถูกสั่งห้ามประกอบวิชาชีพตลอดชีวิต” คำชี้แจงระบุในตอนหนึ่ง และว่า ในปี คศ.2005 State of Rhode Island, Providence Plantations, Department of Health, Division of Professional regulation ได้สั่ง ให้หมอนวด (chiropractor) หยุดการใช้ LBA และ State Board of Examiners in Chiropractic Medicine ได้ออกประกาศว่า LBA เป็นการตรวจวิเคราะห์ที่ไม่มีประโยชน์และจัดเป็นการตรวจที่แสวงหาผลประโยชน์

รวมถึงในปี ค.ศ. 2011 หน่วยงานที่ชื่อ ว่า General Medical Council ประเทศสหราชอาณาจักร ได้ระงับใบประกอบวิชาชีพของแพทยท์ที่ใช้ LBA ในการวินิจฉัยผู้ปวย Lyme disease

คำชี้แจง ระบุด้วยว่า แม้ว่าจะมีการใช้ LBA กันมานาน แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะในต่างประเทศในกรณีที่ใช้เพื่อการวินิจฉัยโรค ซึ่งเมื่อพิจารณาด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ก็ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดเกี่ยวกับการแปลผลการตรวจวิเคราะห์และที่สำคัญไม่ใช่ศาสตร์และแนวปฏิบัติตาม มาตรฐานวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ดังนั้น ผู้ที่จะนํา LBA ไปใช้ในการวินิจฉัยโรคหรือภาวะผิดปกติต่างๆ ของ ร่างกาย รวมทั้งผู้รับบริการ ควรต้องใช้วิจารณญาณในการพิจารณาอย่างยิ่ง

อ่านรายละเอียดเพิ่ม ที่นี่ หรืออ่านเอกสารเพิ่มเติมได้ตามไฟล์แนบ



:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

นำความเห็นของ ฝรั่ง มาอ้างอิง เพิ่มความน่าเชื่อถือ  ^_^  ..

Live Blood Cell Analysis: Another Gimmick to Sell You Something

https://www.quackwatch.org/01QuackeryRelatedTopics/Tests/livecell.html

The Pseudoscience of Live Blood Cell Analysis

https://www.csicop.org/si/show/the_pseudoscience_of_live_blood_cell_analysis

Live Blood Analysis: The Modern Auguries ... February 13, 2009

https://sciencebasedmedicine.org/live-blood-analysis-the-modern-auguries/

Live Blood Analysis

https://www.ebm-first.com/questionable-diagnostic-tests/live-blood-analysis.html


...............................................

อย.ยันไม่เคยอนุญาตนำเข้าเครื่องตรวจสุขภาพนักวิทย์ฯชี้ผลวิเคราะห์โรคกล่าวอ้างเกินจริง

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=30-10-2015&group=4&gblog=115

ระวัง !!การหลอกขายของ ด้วยการลวง ตรวจเลือดแบบ live blood analysis ... รศ. ดร.เจษฎา และ ทนพ.ภาคภูมิ

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=25-09-2015&group=4&gblog=114

อย.ย้ำ ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อ เครื่องบำบัดด้วยกระแสไฟฟ้าสถิตย์ อวดอ้างสรรพคุณรักษาโรค

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-09-2008&group=7&gblog=7

สุดยอดการหลอกลวงด้านสุขภาพ... จาก อเมริกา ดูแล้วก็ไม่ต่างอะไร กับเมืองไทย ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-12-2009&group=7&gblog=40

อย.เตือนเหรียญ"ควอนตั้ม"ไม่มีผลทางการแพทย์..... เตือนแล้วเตือนอีก จะมีคนเชื่อมั่งหรือเปล่าเนี๊ย ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-06-2010&group=7&gblog=59

FW mail ... รวมสินค้า(แหกตา) โดนแล้วจะตาแหก...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=11-01-2010&group=7&gblog=46

มหัศจรรย์!ล้างพิษมายาวิทยา-ไสยศาสตร์

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=27-08-2013&group=7&gblog=175

รวบรวมกระทู้เกี่ยวกับน้ำMRET ... ใครเชื่อ ผมไม่เชื่อ ????

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-04-2009&group=7&gblog=25

ล้างพิษตับ ลำไส้และ การดื่มน้ำด่าง .. ดี จริงหรือ ?

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-06-2015&group=4&gblog=112

หนังสือเคล็ด(ไม่)ลับ การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างรู้เท่าทันโฆษณา ( หนังสือ pdfแจกฟรี) https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2012&group=7&gblog=160

หนังสือทุกข์ล้นเหลือ เหยื่อโฆษณา ............ของดี ฟรีด้วย โหลดอ่านกันได้เลยครับ https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-10-2012&group=7&gblog=163





 

Create Date : 25 กันยายน 2558   
Last Update : 28 ธันวาคม 2561 21:35:30 น.   
Counter : 146 Pageviews.  

เขาตราหน้า ว่าหมอฆ่าคน : หนังสือ ชนะเลิศรางวัลชมนาด "The Best Of Non-Fiction" ครั้งที่ ๔




หนังสือเรื่อง"เขาตราหน้า ว่าหมอฆ่าคน" ชนะเลิศรางวัลชมนาด "The Best Of Non-Fiction" ครั้งที่ ๔

เขียนโดย แพทย์หญิง "สุดานี บูรณเบญจเสถียร" หรือเจ้าของปลายปากกา"อู๋ฮุ่ยเซียง"

ซึ่งเธอนั้นใช้เวลาในการรังสรรค์ผลงานนานถึง 2 ปีเต็ม โดยหยิบยกเอาเรื่องราวจากประสบการณ์ตรงในชีวิตมาถ่ายทอดผ่านปลายปากกาหลังจากที่เธอนั้นเคยถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นฆาตกร และถูกฟ้องร้องคดีอาญาโดยถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้คนไข้ถึงแก่ความตายแต่เธอยังคงทำหน้าที่ต่อไปภายใต้แรงกดดันจากคดีความดังกล่าวงานนี้เธอจึงต้องการให้สังคมได้รับรู้ถึงจรรยาบรรณในการทำงานของแพทย์อย่างแท้จริงและอยากให้ผู้ป่วยรวมถึงญาติพี่น้องปรับเปลี่ยนทัศนคติให้หันมาเข้าใจกันและกันมากขึ้น

//www.thairath.co.th/clip/23394

//wholesale.se-ed.com/Quotation/Products/Detail.aspx?No=9786165106078

.....................


จากเรื่องฟ้องร้องออกมาเป็นหนังสือเล่มอย่างไร ?

พญ.สุดานีบูรณเบญจเสถียร หรือ หมอเซียง

เหตุการณ์จริงที่ทำให้เกิดการฟ้องร้องคืออะไร ?

เมษายน ปี 2550ผู้ตายมาคลอดลูกด้วยภาวะปกติ ระหว่างคลอดเกิดน้ำคร่ำหลุดในกระแสเลือดและปกติภาวะน้ำคร่ำหลุดในกระแสเลือด เป็นภาวะที่อันตรายที่ไม่เลือกว่าจะเกิดกับใคร บอกไม่ได้จะเกิดกับใคร ไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจงโดยส่วนใหญ่จะเกิดที่อัตรา 1 ต่อ 80,000 คนและจะเกิดเมื่อผ่านกระบวนการการคลอดและน้ำคร่ำหลุด ไม่ว่าจะผ่าคลอด คลอดปกติหรือขูดมดลูกก็สามารถเป็นได้หมดสรุปคือถ้าเป็นผู้หญิงที่ตั้งท้องก็เป็นได้ทุกคน

ในเวลานั้นเราอยู่ในเหตุการณ์ที่ช่วยเหลืออย่างเต็มที่สามีเขาก็เห็น และเนื่องจากว่า ผู้ตายมาด้วยภาวะปกติทำให้ญาติและชาวบ้านไม่พอใจอย่างมาก ก่อนหน้าฟ้องร้อง เราได้ช่วยเหลือเยียวยาพยายามเจรจา ช่วยค่าปลงศพ และทุกๆ อย่าง แต่สุดท้ายเขาก็ฟ้องเรา นอกจากโดนฟ้องแล้วชาวบ้านก็มาที่โรงพยาบาล ขึ้นคัตเอาท์ว่า "หมอฆ่าคน"บางทีตามมาที่บ้านหรือไปโรงเรียนลูก สุดท้ายลูกต้องย้ายโรงเรียนขณะที่พยายามต่อสู้คดีอย่างมาก

ตอนนั้นทีมกฎหมายและแพทย์คนอื่นๆมีความคิด 2 ทาง สำหรับคดีเรา คือสนับสนุนให้การเจรจายอมความให้ยอมจ่ายเท่าที่เขาเรียกร้อง เรื่องจะได้จบๆ แต่อีกฝ่ายบอกว่า ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะถ้าหมอรักษาคนไข้แล้วไม่หายก็หมายความว่าต้องกลายเป็นฆาตกร ระหว่างนั้น เราไปที่ไหนก็มีแต่คนเรียกว่า"หมอฆาตกร" เจ็บมาก

คิดว่าทำไมเรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตมากไปทั้งอำเภอ ?

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความไม่เข้าใจของชาวบ้านและถ้าหมอมองถอดประสบการณ์ก็คงมองได้2แบบคือ คนที่เสียชีวิตก็มีคนรักเหมือนๆ กับเรา และเมื่อเสียชีวิตก็อาลัยส่วนอีกแบบคือ หลายๆ คนก็คงอยากแสดงความรู้สึกต่างๆ แสดงตัวตนว่ามีส่วนร่วมในสังคมซึ่งคนที่ต้องการสร้างบรรทัดฐานเหล่านี้ บางครั้งก็พูดออกไปโดยที่ไม่ยั้งคิดก่อนบางครั้งคนเหล่านี้เป็นผู้มีอิทธิพลในสังคม

คนที่ไม่พอใจต่อเรื่องนี้ไปที่โรงเรียนลูกของหมอ เขาไปทำไม ?

ขอเรียกเขาว่ากลุ่มคนหวังดีทางฝั่งโน้น เขาอยากไปเพราะอยากรู้ว่าหมอคนนี้คือใครตอนนั้นจะมีคนแบบนี้เยอะมาก มาหาเราแล้ว...คนนี้คือหมอสุดานีเหรอ? คนนี้หมอเซียงเหรอ? คนนี้ฆ่าคนอื่นให้ถึงแก่ความตายเหรอ? คนที่ไปโรงเรียนลูกเราก็คือเขาเป็นหนึ่งในผู้ปกครองของเด็กในโรงเรียนนั้นและในชุมชนแม่จันที่เป็นชุมชนเล็กๆ ใครๆ ก็รู้จักว่าเราเป็นหมอ เขารู้ว่าเรามีลูกเขาอยากไปดูหน้าลูกเรา แล้วเขาก็บอกว่า "อุ้ย เด็กนี่น่ารักเนอะแต่เสียดายแม่ฆ่าคน" หมอเอาลูกออกจากโรงเรียนเลย รู้สึกอันตรายแล้ว ตอนแรกลูกอยู่โรงเรียนเอกชนก็ต้องย้ายไปโรงเรียนรัฐบาล ส่วนตอนที่มีคนไปที่บ้านเพราะในชุมชนเขาเข้าใจว่าหมอรวย เขาก็อยากรู้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน พอไปดูเขาก็บอกว่า"อุ๊ย รวยมากเลย อย่างนี้ต้องเอาสิบล้าน" เป็นอารมณ์ที่อยากรู้น่ะสิบล้าน เราไม่มีเงินหรอกมากขนาดนั้นหรอก

ระหว่างต่อสู้คดีครอบครัวได้รับผลกระทบยังไงบ้าง ?

ลูกกลัวตลอดเวลาว่าแม่จะถูกจับตัวไปเข้าคุกเพราะฉะนั้นมันกระทบทางจิตใจมาก ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสามี ก็เริ่มเห็นว่าเจตนคติแต่ละคนในเรื่องนี้มีความแตกต่างกัน แต่สำหรับเหตุการณ์นี้เราก็เห็นว่าเราเป็นต้นเหตุของการทำให้ครอบครัวเป็นทุกข์ บางเรื่องเราก็เก็บๆ ไว้ ไม่เล่าให้สามีฟังแต่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็เริ่มขัดแย้งกันในครอบครัวเรื่อยๆสุดท้ายก็จบด้วยการแยกทางกัน

การแยกทางกันเป็นเพราะมาจากการสู้คดีนี้ ?

บางคนบอกว่านี่มันคนละเรื่องกัน การฟ้องร้องกับขอหย่า แต่ความจริงมันเป็นประเด็นสำคัญเลยเพราะระหว่างถูกฟ้องร้อง มีช่วงที่เราทำกระบวนการขอประกันตัวไม่ทันด้วยความไม่รู้กฎหมาย เราต้องเข้าไปอยู่ในห้องขังใต้ศาล สามีมาเห็นก็บอกว่าอย่าไปเป็นหมอเลย เพราะเป็นหมอแล้วยังต้องมาเข้าคุกอีก ที่จริงเขาก็ปราถนาดีแต่คนเรามีวิธีการแก้ปัญหา หรือมุมมองเรื่องนี่ที่แตกต่างกัน เรื่องการสู้คดีสามีอยากให้เราสู้ด้วยการฟ้องกลับ แต่สำหรับเราคิดว่าฟ้องกันไปมาไม่มีประโยชน์ต้องดีลกับเรื่องพวกนี้ไปอีกเรื่อยๆ พอเรามีเรื่องอะไรก็ไม่ค่อยอยากบอกเขาจนมาถึงจุดแตกหัก เขาบอกว่า ไม่ไหวแล้ว การอยู่กับหมอนี่ทำให้เขาลำบากเหลือเกินเขาก็ขอหย่า

เราไม่เตรียมตัวที่จะหย่าเลยนะไม่คิดเลย แต่เขาคงไม่ไหวของเขาจริงๆ ตอนหย่าวุ่นวานมาก ย้ายออกมาจากบ้านของเขาและเอาลูกสองคนไปอยู่กับบ้านพี่สาวสองคนที่เรานับถือระหว่างนั้นเราก็สร้างบ้านใหม่ของตัวเอง หลังจากมีบ้านเป็นของตัวเองและเริ่มนิ่งถึงได้มาเริ่มเขียนหนังสือ

หมอมองเรื่องกฎหมายไทยในเรื่องการต่อสู้คนไข้กับหมอเป็นยังไง ?

ความจริงกฎหมายก็เป็นสิ่งที่ดีทำให้หมอกับคนไข้สามารถคุยและชี้แจงต่อกันได้แต่ช่องโหว่มันมีอีกเพราะการรักษาคนไม่เหมือนกันมันไม่มีคำว่า 100% ใน medicine (การแพทย์)นะ กว่าจะแปลงภาษาหมอให้เป็นภาษาธรรมดาก็ยากมาก แล้วถ้าเกิดเรื่องสุดวิสัยขึ้นมาหมอก็ไม่รู้จะแปลความที่ไม่ 100% นี้ให้ประชาชนเข้าใจได้ยังไง สำหรับหมอคนอื่นมีทั้งโกรธกับเรื่องแบบนี้และการมีอัตตาของหมอแต่ละคนด้วยก็ทำให้เกิดความขัดแย้งกับคนไข้ได้ ส่วนคนไข้ก็จะมีความรู้สึกโกรธและมีความคาดหวังต่อกรณีแบบนี้ ณตอนนี้การทำงานของหมอไม่ได้สู้กับโรคภัยไข้เจ็บหรอกเราสู้กับความคาดหวังของแพทย์เองกับความคาดหวังกับประชาชนแล้วก็ต้องสู้กับความกลัวของแพทย์เองและความกลัวของประชาชน ไม่ไว้ใจกันและกันหมอเขียนหนังสือไว้ว่า มันเป็นสัมพันธภาพที่แห้งแล้ง

ระหว่างการต่อสู้คดีเพื่อนๆ หมอคนอื่นว่ายังไงบ้าง ?

เขาก็โกรธแทน เพราะเขารู้ว่าเรามีลักษณะอย่างนึงคือเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสคือต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด และเขารู้ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าเหตุการณ์อย่างนี้รักษาไม่ได้ มันยากมาก ถ้าเกิดเหตุนี้ขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็จะเสียชีวิตและถ้ารอดอาจเป็นเจ้าหญิงนิทรา เพื่อนๆหมอจึงโกรธแทน หมอในโรงพยาบาลก็เริ่มรู้สึกไม่ดีกับคนไข้คือกลัวเพราะเราเอาความกลัวเข้ามาแล้ว แทนที่จะทำงานตรวจคนไข้ รักษาเพื่อให้หาย แต่อีกด้านถ้าเรารักษาแล้วไม่หายและเสียชีวิต เขาจะกลับมาฟ้องเราที่จริงระหว่างการสู้คดีของเรา ก็มีเหตุการณ์อย่างนี้อีกที่โรงพยาบาลมีหมออีกคนถูกฟ้องคดีแพ่งและเขาก็แพ้คดี ระหว่างนั้นโรงพยาบาลดราม่าทั้งโรงพยาบาลพยาบาลก็ไม่กล้าทำงาน หมอสั่งให้ฉีดยาให้คนไข้ พยาบาลก็กลัว ส่วนกรณีหมอรักษาคนไข้ในวาระสุดท้ายก็มีความระแวงสูง การตรวจคนไข้ของหมอช่วงปีที่สองที่สู้คดีก็ต้องทำอย่างช้ามากเพื่อให้มั่นใจ ส่วนหมอที่ประสบปัญหาที่ระแวงในการรักษากลุ่มหนึ่งในที่สุดก็ไปจากโรงพยาบาลแม่จัน

ในระหว่างที่เราแย่มากๆนี้เรามีเพื่อนที่ดี มีแพทยสภาที่เซ็นหนังสือค้ำประกันให้เรากลับมาเป็นหมอต่อ ส่วนวงการกฎหมายที่ช่วยคือ ท่านอัยการสุนทรทองสุก ท่านเสียชีวิตไปแล้ว แต่ตอนที่เราสู้คดี ท่านสอนเราว่าในระหว่างกระบวนการชั้นศาลต้องปรับตัวยังไงบ้าง และสอนเรื่องชีวิตเสมอว่า เราเป็นคนแบบเป๊ะๆมากไป ต้องรู้จักฟังคนอื่นบ้าง ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา

สุดท้ายคดีนี้จบยังไง ?

สุดท้ายคดีจบที่เขายอมถอนฟ้อง เขาเข้าใจและเราก็กลายเป็นเพื่อนกัน มีหลายคนก็แปลกใจว่าทำไมยังเป็นเพื่อนกันได้เนี่ย แต่เรารู้สึกว่าทำไมจะเป็นไม่ได้เพราะคนที่เป็นเพื่อนกันก็คือคนที่ได้ผ่านประสบการณ์ได้เรียนรู้เหมือนๆ กันมา อีกอย่างเราก็เป็นเพื่อนมนุษย์กันเกิดแก่เจ็บตายเหมือนๆ กัน แล้วเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้เลยเหรอ

มีทัศนคติต่อวิชาชีพหมอก่อนและหลังถูกฟ้องคดีนี้ยังไงเปลี่ยนไปมั้ย ?

ตอนแรกก็โกรธ ยิ่งช่วงที่คิดว่าจะฟ้องกลับดีมั้ยจะสู้หรือไม่สู้ เราก็โกรธ แต่คนที่มาเปลี่ยนทัศนคติคือลูกชายซึ่งตอนนั้นเขาอายุ 11 ปี เขาบอกเราว่าความจริงที่คนต้องมาฟ้องแม่ เป็นเพราะเขามีคนที่รักและเมื่อเขาต้องสูญเสียไปเขาก็ต้องเสียใจ และในความเสียใจนั้นแม่ต้องสงสารเขา ในเมื่อแม่ตั้งใจทำดีที่สุดและไม่อยากให้ใครเสียชีวิต แต่มันมีปัจจัยอื่นๆ นะ ในตอนคนเขาโกรธอยู่ แม่จะอธิบายยังไง เขาก็ไม่อยากฟังหรอกระยะเวลาที่ผ่านไปจะช่วยให้เขาเข้าใจเอง แม่ยังมีคนส่วนหนึ่งบอกว่าแม่ทำความดีแล้วถ้าแม่ทำความดีแม่จะหยุดเหรอ นี่คือที่ลูกบอกหมอ

ถ้าอย่างที่หมอบอกว่าต้องทำงานบนความระแวงกับคนไข้ที่จริงแล้วเรายังเป็นหมอไปเพื่ออะไร ?

ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจต้องการจะทำดี คนเราเกิด แก่ เจ็บ ตาย พวกนี้เป็นความทุกข์ ไหนๆจะทุกข์แล้ว หมอก็อยากให้มันทุกข์น้อยๆ หน่อย คนไข้ในชนบทคนไม่มีเงินนี่ทุกข์มากนะ หมอก็มีหน้าที่ช่วย ประสบการณ์สอนเราว่า เราช่วยไปเถอะไม่ต้องหวังอะไรมาก เดี๋ยวจะมีเรื่องดีๆ ตอบแทนมา

ชาวบ้านมีท่าทีเปลี่ยนไปมั้ย ?

ก็ดีขึ้นเยอะนะกลุ่มที่เป็นคู่กรณีก็กลับมารักษาที่โรงพยาบาล มีทีท่าดีขึ้น เป็นมิตรขึ้นเราก็ดีกลับไปให้เขาด้วย


จากเรื่องฟ้องร้องออกมาเป็นหนังสือเล่มได้ยังไง ?

เรื่องของเราเป็นเรื่องจริงแต่เขียนเชิงนวนิยายให้อ่านแล้วน่าติดตามพอเรื่องนี้ต้องไปสู่สาธารณชนก็ต้องสนุกและเราก็ตัดเรื่องที่อาจทำให้สังคมร้าวฉานเราก็พยายาม search หาสำนักพิมพ์อะไรบ้าง พยายามจะนำไปเสนอเหมือนกัน แต่หนึ่ง หมอไม่มีทักษะในการเขียน สอง เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเราไม่ใช่คนเด่นดัง เขาก็ไม่เอาเรื่องเรา น้องสาวแนะนำว่าอย่างนั้นเราต้องเอาไปประกวด ก็มาส่งรางวัลชมนาดเพราะว่ารางวัลชมนาดเป็นรางวัลสำหรับนักเขียนผู้หญิง ถ่ายทอดมุมมองสังคมของผู้หญิงแล้วเรื่องของเรามันเป็นเรื่องจริงด้วย ก็เลยเอาไปประกวด

การเขียนช่วยเยียวยาตัวเองมั้ย ?

จริงการเขียนมันทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ในบางครั้งบางคราว หมอเลยไม่แปลกใจว่าทำไมคนอื่นถึงมองหมอแบบนั้น เราก็ผิดเหมือนกันนะ คนเราไม่มีใครถูกไปทั้งหมดอีกอย่างหนึ่งคือ ได้เห็นซึ่งการดำเนินต่อไปในชีวิตของเรา ว่าจะเดินทางในเส้นไหนดีและถ้าเราเดินทางในเส้นนี้ เราจะเดินทางด้วยความหวาดระแวงหรือว่าเราจะเดินด้วยความสุขใจที่ได้เดิน

อยากสื่อสารอะไรกับสังคมเมื่อมาเขียนหนังสือ ?

อยากจะรู้ว่าคนจะคิดอย่างไรกับวงการแพทย์ และวงการแพทย์จะปรับตัวอย่างไร อยากให้สัมพันธภาพที่ดีของแพทย์กับคนไข้กลับมาไม่อยากให้มันแห้งแล้ง ระแวดระวัง และไม่สร้างสรรค์และถ้าหากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อย่างเหตุการณ์ เราก็ควรต้องนั่งลงคุยกันดีๆแบบถอดหัวโขนออก แพทย์ก็อย่าไปคิดว่า ฉันอุตส่าห์ทำดีแล้วทำไมเธอมาทำอย่างนี้กับฉัน คนไข้ก็บอกว่า ก็เพราะเธอนั่นแหละ แบบนี้ไม่สนุกปัญหาแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด คงไม่มีหมอคนไหนก้าวขาออกจากบ้านแล้วคิดว่าวันนี้ฉันจะฆ่าใครสักคน ไม่มีหรอก เราปราถนาดีกันทั้งนั้นเราต้องหาทางออกในเชิงสร้างสรรค์

โดยปกติสนใจวรรณกรรมมั้ย ?

ชีวิตหมอบ้านนอกเวลาส่วนตัวไม่มีเลยเวลากินข้าวแทบไม่มี อ่านหนังสือบ้าง นิดๆ หน่อยๆ นวนิยายก็แทบไม่ได้อ่านเลยหนังสือที่อ่านเป็นหนังสือแนวเชิงคิดวิเคราะห์ หลังๆ เริ่มอ่านธรรมะเริ่มสงสัยว่าตัวเองแก่แล้ว (หัวเราะ)

คิดว่าจะมีงานเขียนอีกมั้ย ?

มีคนถามเหมือนกันจริงๆ เราก็มีคำถามเหมือนกันว่าลูกทั้งสองของเรายังเป็นเด็กดีระหว่างที่เจอเหตุการณ์ครอบครัวอย่างนี้เรามีช่วงไม่มีบ้านจะอยู่ ต้องกระเตงกันไปมา ทำไมลูกเรายังมีความคิดดีๆอย่างนี้อยู่ เราก็คิดว่า ในฐานะของความเป็นแม่หม้ายกับเด็กบ้านแตกเราช่วยกันประคับประคองชีวิตยังไงให้เรามาอยู่จุดนี้ได้คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องนี้ล่ะ คิดว่าภาคสองก็คงเป็นเรื่องระหว่างการถูกขอหย่า




.........................

หมายเหตุ ...

ข่าว
แจงเหตุแม่คลอดลูกตายที่เชียงรายเผยน้ำคร่ำอุดตันเส้นเลือด โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 เมษายน 2550

//www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9500000040818

สธ.แจงเหตุแม่คลอดเสียชีวิตที่เชียงรายผลการผ่าศพชันสูตรพบเกิดจากน้ำคร่ำอุดตันเส้นเลือด พบได้ 1 ใน 80,000โอกาสรอดชีวิตน้อยมาก สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสร้างความเป็นธรรมชี้แจงญาติให้เข้าใจ ขณะที่ สสจ.เชียงรายเตรียมพิจารณาค่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นบรรเทาความเดือดร้อน

จากกรณีที่มีข่าวทางสื่อมวลชนว่าหญิงตั้งครรภ์ชื่อนางอนงค์ คงปารีย์ อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27/1 หมู่ 5บ้านห้วยน้ำราก อ.แม่จัน จ.เชียงราย ไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลแม่จัน จ.เชียงรายเมื่อคืนวันที่ 5 เมษายน 2550 แต่ต่อมาเสียชีวิตโดยสาเหตุการเสียชีวิตดังกล่าวญาติคิดว่าเกิดจากความผิดพลาดของแพทย์ นั้น

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า ความคืบหน้ากรณีนี้ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง1 ชุด เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายโดยหลังจากนางอนงค์เสียชีวิตได้ส่งศพไปตรวจชันสูตรเพื่อยืนยันสาเหตุการตายที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ซึ่งได้รับแจ้งยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตว่า เกิดจากน้ำคร่ำอุดตันเส้นเลือด (Amniotic Fluid Embolism)

นพ.สุพรรณ กล่าวต่อว่าภาวะน้ำคร่ำอุดตันในเส้นเลือด จัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางการคลอด พบได้ 1 ใน 80,000ของการคลอด เป็นอาการแทรกซ้อนที่มีอันตรายรุนแรงมาก มีโอกาสรอดชีวิตน้อยมากโดยเกิดจากถุงน้ำคร่ำที่หุ้มตัวทารกขณะที่อยู่ในครรภ์เกิดแตกออกในช่วงที่มารดาเริ่มเจ็บท้องหรือช่วงคลอดทำให้น้ำคร่ำรวมทั้งชิ้นส่วนของทารกเกิดหลุดเข้าไปตามรูแตกบนเส้นเลือดที่ตัวมดลูกไปอุดอยู่ตามเส้นเลือดเล็กๆ ของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย และที่สำคัญที่สุด คือปอด ทำให้เกิดการอุดตันและหดเกร็งของเส้นเลือดในปอด ร่างกายจึงขาดอากาศ และทำให้หัวใจล้มเหลวตามมาเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปุบปับ คาดไม่ถึง และเสียชีวิตในที่สุดส่วนทารกจะเสียชีวิตตามมารดาเพราะขาดออกซิเจน

“ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่แน่นอนที่จะบอกว่าเป็นโรคนี้แต่ผู้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ได้มากกว่าคนท้องทั่วไป คือหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก มีบุตรหลายคน อ้วน มีบุตรตัวโตถึงแม้ว่าภาวะแทรกซ้อนหลายๆ อย่าง ที่อาจเกิดขึ้นในคนท้องซึ่งบางครั้งอาจรุนแรงจนทำให้แม่เสียชีวิตได้นั้น อาจจะป้องกันไม่ได้ก็ตามแต่การฝากท้องแต่เนิ่นๆ และฝากอย่างสม่ำเสมอที่สถานบริการสาธารณสุขก็ยังเป็นสิ่งที่คนท้องควรปฏิบัติ เพราะจะเกิดประโยชน์อย่างมากช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาที่จะเกิดจากโรคบางอย่างที่แม่มีอยู่และแพทย์จะได้มีโอกาสคัดกรองโรคบางอย่าง หรือจะได้ป้องกันความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นเช่น ซีด เพื่อที่แม่และลูกจะได้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง” นพ.สุพรรณกล่าว

ทางด้านนพ.เทพนฤมิตร เมธนาวินนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า สำนักงานสาธารณสุขเชียงรายได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อหาตรวจสอบข้อเท็จจริง 1 ชุด เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้ง 2ฝ่าย โดยจะชี้แจงทำความเข้าใจสาเหตุการเสียชีวิตกับญาติขณะเดียวกันจะนำผลการตรวจสอบดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นบรรเทาความเดือดร้อนกรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพโดยเร็ว


......................



ศิลป์สโมสร : "เขาตราหน้าว่าหมอฆ่าคน" รางวัลจากฝันร้าย (11 ส.ค. 58)



เจาะข่าวเด่น วันที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นหมอฆาตกร (17 ส.ค. 58)



เจาะข่าวเด่น วันที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นหมอฆาตกร ตอน2 (19 ส.ค. 58)






 

Create Date : 16 สิงหาคม 2558   
Last Update : 2 กรกฎาคม 2560 20:53:44 น.   
Counter : 487 Pageviews.  

แพทย์จุฬาฯ พบคนไข้ไทย ใช้ "ใบทุเรียนเทศ" ตายเพราะตับและไตวาย ก่อนตายเพราะมะเร็ง





แพทย์จุฬาฯ พบคนไข้มะเร็งไทยตายเพราะตับและไตวาย ก่อนตายเพราะมะเร็ง เหตุหลงเชื่อทุเรียนเทศแก้มะเร็ง ย้ำต่างประเทศศาลลงโทษคนขายแล้ว ไทยคงมีเร็วๆนี้

ความเชื่อผิดๆ "ทุเรียนเทศ" ฆ่าคนไข้ได้ หลังสังคมโซเชียล แพร่ข่าว “ทุเรียนเทศแก้มะเร็ง” ซึ่งเป็นแค่ผลการทดลองในหลอดแก้ว ยังไม่มีรายงานใช้ในคนไข้จริงๆ ทำให้ไม่ทราบผลว่าจะฆ่ามะเร็งในตัวคนได้หรือไม่ แถมผลข้างเคียงต่อตับไตอันตราย พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯกว่า 40 % กินใบทุเรียนเทศ จนทำให้ตับและไตวายเฉียบพลันไปแล้วกว่า 10 ราย ผลคือหมอต้องเลิกให้ยารักษามะเร็งและหยุดรักษา ไปแก้ตับไตวาย หลายรายไม่รอด ที่น่าอนาจใจคือคนไข้จบชีวิต เพราะ "ทุเรียนเทศ"ไม่ใช่เพราะ "มะเร็ง"

นพ.เพชร อลิสานันท์ หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา แผนกรังสีวิทยา รพ.จุฬา เผยว่า "ทุเรียนเทศ" เป็นพืชที่พบได้ในภูมิภาคป่าฝน เช่น แอฟริกา อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีชื่อที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาค ในหลายๆ พื้นที่ได้ใช้พืชชนิดนี้รักษาโรคติดเชื้อ และในหลายประเทศก็มี"ความเชื่อ"ว่าใช้รักษามะเร็งได้ โดยที่ไม่มีหลักฐานหรือผลงานวิจัยในคนรองรับ งานวิจัยของทุเรียนเทศ ถูกทำขึ้นในหลอดทดลองเพื่อดูปฏิกริยาระหว่าง สารสกัดใบ ทุเรียนเทศกับเซลล์มะเร็ง ซึ่งพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งเต้านมบางชนิด ซึ่งการพัฒนายามาใช้เพื่อรักษาโรคจำเป็นต้องผ่านการทดลองในหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และในมนุษย์อีกหลายขั้นตอนเพื่อประเมินประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นและระยะยาว ก่อนจะนำมาใช้ในมนุษย์อย่างถูกต้องและปลอดภัย ซึ่งต้องใช้เวลา

สรุปว่า หลักฐานทางการทดลองของทุกเรียนเทศจึงอยู่ในระดับต่ำและไม่ปลอดภัยที่จะนำมาใช้รักษามะเร็งเวลานี้ เนื่องจากในใบทุเรียนเทศไม่ได้ประกอบไปด้วยสารที่อาจจะมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งเท่านั้น ยังประกอบไปด้วยสารอื่นๆ อีกมากมายหลายชนิดที่การแพทย์ยังไม่ทราบว่ามีผลอย่างไรต่อสุขภาพโดยผลทำให้คนไข้ตายไปแล้วหลายราย

คนไข้ที่ทาน"ทุเรียนเทศ" ยังมีผลเกิดการเคลื่อนไหวร่างกายที่ผิดปกติ คล้ายกับผู้ป่วยโรค Parkinson เนื่องจากทุเรียนเทศเป็นพิษต่อระบบประสาท ซึ่งบางงานวิจัยพบว่าพิษจากทุเรียนเทศ สามารถผ่านชั้นเยื่อหุ้มสมองเข้าสู่เนื้อสมองโดยตรงได้อีกด้วย และการรับประทานต่อเนื่องทำให้ตับและไตวายได้ ถึงเสียชีวิตในที่สุด

กรณีศึกษาที่ประเทศอังกฤษ นาย Andrew Harris ผู้ที่ขายทุเรียนเทศทางอินเตอร์เนต เพื่อรักษามะเร็ง ถูกศาลศาลตัดสินว่าโฆษณาสรรพคุณเกินจริง ถูกปรับ 350 ปอนด์ แล้วก็ต้องรายงานต่อศาล 2 ปี โดยที่เมืองไทย อย. ยังไม่มีการดำเนินคดี ซึ่งเร็วๆนี้ เชื่อว่า ญาติผู้เสียชีวิตอาจแจ้งความเอาผิดผู้ขายได้
https://news.bbc.co.uk/2/hi/uk_news/england/manchester/7608256.stm

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ให้ความเห็นว่า การใช้สื่อ โซเชียลมีเดีย ในการนำเสนอความเชื่อการรักษาต่างๆนั้น ขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณ บางครั้งเรื่องที่อาจเห็นว่าเป็นประโยชน์อาจกลายเป็นเรื่องไม่จริง และไปสร้างความหวังผิดๆทางการแพทย์ ให้กับประชาชนโดยเฉพาะ กรณีไม่แน่ใจโปรดหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เช่นจากคณะแพทย์ สถาบันการแพทย์ หรือโรงพยาบาลต่างๆ หรือ ปรึกษาแพทย์ของท่าน ก่อนปรับเปลี่ยนการรักษา สำคัญที่สุดคือ ไม่แน่ใจอย่า ฟอร์เวิร์ด ทั้ง ไลน์ และ FB ท่านอาจเป็นต้นเหตุทำให้ เพื่อนท่านเสียชีวิตได้

สอบถามเพิ่มเติม : หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ฝ่ายรังสีวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โทร 02 256 4334

..................................

นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ใบทุเรียนเทศ ถ้าเป็นใบแห้งแล้วนำมาต้มสกัด พบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็งได้ แต่เป็นเพียงกระบวนการวิจัยในขั้นหลอดทดลองในห้องแล็บ ซึ่งการที่ใบทุเรียนเทศมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมารักษาผู้ป่วยมะเร็งได้ในทันที

ทั้งนี้ การจะนำใบทุเรียนเทศแห้งมาต้มกินเพื่อรักษามะเร็งตับก็อยู่ที่การใช้วิจารณญาณของผู้ป่วย ถือว่าเป็นแค่เพียงทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็งที่ไม่มีทางเลือกรักษาแล้วเท่านั้น เนื่องจากทางการแพทย์ยังไม่มีการวิจัยว่ารักษามะเร็งได้ นอกจากนี้ยังมีข้อบ่งชี้ที่ว่าใบทุเรียนเทศสดมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์ดีในร่างกาย ดังนั้นจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง.

เครดิต https://www.facebook.com/photo.php?fbid=946705245390282&set=a.371903056203840.84362.100001524474522&type=1&theater

https://www.thaipost.net
..................................

"คลอโรฟิลล์" .. ดีจริง ตามที่โฆษณาหรือว่า แค่หลอกเล่น เหมือนกับที่เคย ๆ ... https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-09-2010&group=7&gblog=105

อาหารเสริม เลือดจระเข้ ดีจริงหรือ ??? https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-12-2009&group=7&gblog=41

“มะรุม” พืชสมุนไพร แต่ไม่ใช่ “ยาวิเศษ”.... บทความดี ๆ จากเวบ สสส. https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=09-05-2010&group=7&gblog=56

การรักษาด้วย คีเลชั่น....ดีจริงหรือมั่วนิ่ม ??? https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-02-2009&group=7&gblog=17

เภสัช มช. ช่วยไขข้อข้องใจ 5ประการ ว่าด้วย “น้ำหมักชีวภาพ” .... https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-02-2010&group=7&gblog=50

มหัศจรรย์!ล้างพิษมายาวิทยา-ไสยศาสตร์ https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=27-08-2013&group=7&gblog=175

รวบรวมกระทู้เกี่ยวกับน้ำ MRET ... ใครเชื่อผมไม่เชื่อ ???? https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=25-04-2009&group=7&gblog=25

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์นฮอพกินส์ เป็นเรื่องโกหกแต่เชื่อ ? https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=02-12-2012&group=7&gblog=170

น้ำมันมะพร้าว - ออย์ พูลลิ่ง ( oilpulling ) ... ดีจริง หรือ ??? https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-06-2015&group=4&gblog=109

ภัยจากนามบัตร แถม ยาป้าย ( ใครที่มีสุตรยาป้ายถ้าได้ผลจริง มีคนให้เงินล้าน ไม่ต้องไปป้ายข้างถนน) https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=02-02-2009&group=7&gblog=13

ล้างพิษตับ ลำไส้ และ การดื่มน้ำด่าง .. ดีจริงหรือ ? https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-06-2015&group=4&gblog=112

อย.เตือนเหรียญ"ควอนตั้ม"ไม่มีผลทางการแพทย์..... เตือนแล้วเตือนอีก จะมีคนเชื่อมั่งหรือเปล่าเนี๊ย ??? https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-06-2010&group=7&gblog=59

อาหารเสริม ดีจริงหรือ ??? กินกูลต้าไธโอนขาวจริงป่ะ ??? https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2008&group=7&gblog=4

ขายตรงของจริง ( MLM ) กับขายตรงของปลอม (ระบบแชร์ลูกโซ่) ต่างกันอย่างไร? ... รู้ไว้จะได้ไม่เสียรู้ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=03-09-2009&group=15&gblog=36

แพทย์ ขายตรง ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้กับคนไข้ ขณะทำหน้าที่รักษา .. ผมว่ามันไม่เหมาะ นะครับ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-12-2010&group=7&gblog=118

หนังสือ เคล็ด(ไม่)ลับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่างรู้เท่าทันโฆษณา ( หนังสือ pdf แจกฟรี) https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2012&group=7&gblog=160

หนังสือ ทุกข์ล้นเหลือ เหยื่อโฆษณา............ของดี ฟรีด้วย โหลดอ่านกันได้เลยครับ https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=26-10-2012&group=7&gblog=163

"""""""""""""""""""""""""""""""

เลือกเชื่อ เลือกทำ ตามชอบใจ เพราะ ผู้ที่จะได้ผลที่ตามมาก็คือ ตัวท่านเอง





 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2558   
Last Update : 28 ธันวาคม 2561 21:35:51 น.   
Counter : 53 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]