Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ไทยติด ๑ ใน ๕ ประเทศ ที่เสี่ยงต่อการทำศัลยกรรม แล้วมีปัญหาตามมาต้องกลับไปผ่าตัดแก้ไข ???





//www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253373792&grpid=01&catid=

วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 22:15:01 น. มติชนออนไลน์

เตือนแพคเกจทัวร์บวกศัลยกรรมไร้จรรยาแพทย์ ผ่าตัดแล้วมีปัญหาต้องแก้ไข

ไทย ติด 1 ใน 5 ประเทศที่เสี่ยงต่อการทำศัลยกรรมแล้วมีปัญหาตามมาต้องกลับไปผ่าตัดแก้ไข บางรายออกอาการระหว่างเดินทางกลับสมาคมแพทย์ศัลยกรรมพลาสติคระบุอย่าหลง เชื่อโฆษณาผ่านเว็บไซต์ เสนอแพคเกจทัวร์บวกศัลยกรรมไร้จรรยาแพทย์



เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดี้ยนของประเทศอังกฤษ รายงานว่า ในการประชุมประจำปีของสมาคมแพทย์ศัลยกรรมพลาสติคเพื่อความงามแห่งอังกฤษ (บาปส์) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ แคว้นเวลส์ ได้เผยแพร่ผลสำรวจสมาชิกของสมาคมที่ระบุว่ามีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่า ตัดแก้ไขหรือเยียวยาอาการแทรกซ้อนจากการผ่าตัดทำศัลยกรรมในต่างประเทศเพิ่ม จำนวนมากขึ้นอย่างผิดสังเกต ศัลยแพทย์รายหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมระบุว่า เคยเจอมากับตัวเองมากกว่า 16 ราย หรือคิดเฉลี่ยมากกว่า 1 รายต่อเดือน ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดซ้ำหลังจากไปใช้บริการศัลยกรรมบวกท่องเที่ยวในต่าง ประเทศ


ในผลสำรวจดังกล่าว ระบุว่า ได้มีการสำรวจเว็บไซต์ที่ประชาสัมพันธ์แพคเกจท่องเที่ยวพร้อมทำศัลยกรรมใน ต่างประเทศจำนวนมากพบว่า 90 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ระบุถึงความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนจากการ ผ่าตัด นอกจากนั้น มีเพียงแค่เกินครึ่งเล็กน้อยเท่านั้นที่เสนอให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ก่อน หน้าที่จะตัดสินใจรับบริการ และอีก 39 เปอร์เซ็นต์ ไม่ให้รายละเอียดของกระบวนการผ่าตัดทำศัลยกรรมเลย ทั้งนี้ ประเทศ 5 ประเทศที่มีผู้เดินทางไปทำศัลยกรรมแล้วกลับมามีปัญหามากที่สุดคือ แอฟริกาใต้ โปแลนด์ เบลเยียม ตุรกี และไทย


ในการสำรวจของบาปส์พบว่า การผ่าตัดที่นิยมไปทำในต่างประเทศมากที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการผ่าตัดเพื่อลด หน้าท้องของผู้ชาย ที่มีสถิติเพิ่มมากขึ้นถึง 1,000 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือจาก 22 ราย ในปี 2546 เพิ่มเป็น 323 รายในปี 2551 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในการผ่าตัดที่มีความเสี่ยงสูงสุด โดย 1 ใน 5 ของผู้เข้ารับการผ่าตัดจะมีปัญหาเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดตามมา อาทิ แผลผ่าตัดไม่สมานติดกัน การผ่าตัดที่นิยมทำอีกอย่างก็คือการผ่าตัดเสริมทรวงอก ซึ่งมีความเสี่ยงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ โดยมักมีปัญหาเกิดรอยแผลเป็นหรือหมดความรู้สึก


นายแพทย์ไนเจล เมอร์เซอร์ ประธานบาปส์กล่าวว่า ปัญหาเรื่องของการผ่าตัดแก้ไขแล้วเกิดอาการแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดมีจำนวน เพิ่มมากขึ้นเพราะมีคนไปทำศัลยกรรมเพื่อเพิ่มความงามมากขึ้น ขณะเดียวกันจำนวนบริษัทที่ตั้งขึ้นเพื่อบริการเป็นแพคเกจก็เพิ่มมากขึ้น และหลายบริษัทเหล่านั้นมีเว็บไซต์ที่แสดงถึงการไร้จรรยาแพทย์ในหลายๆ ประการด้วยกัน โดยเฉพาะการไม่เตือนผู้ที่เข้ารับบริการถึงโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการแทรก ซ้อนต่างๆ นอกจากนั้น ยังมีปัญหาหลักที่น่าวิตกอีกประการก็คือผู้ป่วยไม่ได้รับการดูแลหลังการผ่าตัดหรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ นายแพทย์เมอร์เซอร์ระบุว่า ผู้ป่วยรายหนึ่งถึงกับมีของเหลวไหลออกมาจากช่องท้องตลอดเวลาระหว่างที่นั่งเครื่องบินกลับประเทศ


ทั้งนี้ สมาคมวิชาชีพศัลยกรรมพลาสติคอีกสมาคมของอังกฤษ คือสมาคมศัลยแพทย์เสริมความงามและทำศัลยกรรมพลาสติค (บาร์ส) ถึงกับเสนอกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษไม่ให้ให้บริการผ่าตัดเพื่อปรับแก้ศัลยกรรมพลาสติคที่ทำจากต่างประเทศ เพียงแต่ให้บริการเมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดอย่างรุนแรงหรือมีอาการที่คุกคามต่อชีวิตเท่านั้น


นายแพทย์ดักลาส แม็คจอร์จ อดีตประธานบาปส์ยืนยันว่า ผู้ป่วยที่ไปรับบริการในต่างประเทศเพราะเห็นแก่ราคาถูก จำเป็นจะต้องรับรู้ว่าตัวเองจะต้องเสี่ยงอย่างไรบ้าง ในขณะที่นายมาร์ค บิวรี ผู้บริหารของบริษัท เซอร์จิแคร์ ซึ่งเป็นเครือข่ายทำศัลยกรรมเสริมความงามใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ยอมรับว่าการไปทำศัลยกรรมในต่างแดนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็มีผู้ป่วยที่มาใช้บริการของเซอร์จิแคร์เพื่อปรับแต่งแก้ไขข้อผิดพลาด ที่ศัลยแพทย์ในต่างแดนทำไว้เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน นายบิวรีสรุปว่า การไปทำศัลยกรรมในต่างประเทศดูเหมือนจะมีราคาถูกกว่าแต่หลังจากนั้นแล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะต้องมาใช้บริการในอังกฤษซ้ำอีก




ปล. ข่าวนี้ มาในช่วงเวลาใกล้ๆ กับ สารคดี Big trouble in tourist thailand ชุดที่เกี่ยวกับศัลยกรรม ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันหรือไม่ ...

สำหรับประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คงต้องมีการชี้แจง แก้ไขข่าว ...

รวมไปถึง ควรให้ความรู้กับประชาชาชน เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลความเสี่ยงของการผ่าตัด และ ควรมีการสำรวจจัดการดูแล แพทย์ที่ทำศัลยกรรมตกแต่ง เพิ่มมากขึ้น


ประชาชนเอง ก็ต้องหาความรู้ เกี่ยวกับแพทย์ที่ผ่าตัด ผลงานที่ผ่านมา รวมไปถึง ความเสี่ยงของการผ่าตัด อย่าเชื่ออะไรง่าย ๆ โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า " ไม่มีปัญหา รับรองผล ๑๐๐ % "




แถม ..

สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย
//www.surgery.or.th/about.php


จับตาภัย “ศัลยกรรมพลาสติก”
//www.vcharkarn.com/vblog/58282


ฉีดไขมัน นวัตกรรมใหม่?
//www.surgery.or.th/news.php?msg_id=3

แพทย์คนเป็นข่าวในขณะนี้ ข้อความในหนังสือพิมพ์ระบุว่ามีตำแหน่งเป็นนายกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งใบหน้า แห่งประเทศไทย สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทยขอชี้แจงให้ทราบว่า นายแพทย์ท่านนี้ไม่ใช่สมาชิกหรือนายกของสมาคมฯนี้ และไม่ใช่สมาชิกของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย (สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทยและสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่ง ประเทศไทย รับสมาชิกเฉพาะศัลยแพทย์ตกแต่งที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน สากลเท่านั้น)

นอกจากนี้ ตามข่าวที่กล่าวว่า การเสริมจมูกด้วยการฉีดไขมันเป็นวิธีใหม่ที่คิดค้นโดยแพทย์ไทยก็ไม่เป็นความ จริง การเสริมจูมกด้วยไขมันไม่ใช่วิธีการใหม่ ได้มีการทำกันมามากกว่า 30 ปีแล้ว

เนื้อข่าวที่ว่า การเสริมจมูกด้วยแท่งซิลิโคนจะทำให้ทะลุทุกราย ก็ไม่เป็นความจริง การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนแท่งยังเป็นวิธีการมาตรฐานสำหรับจมูกเพื่อเสริมความ งาม ถ้าทำอย่างถูกวิธี ได้มาตรฐาน และศัลยแพทย์ได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกวิธี อัตราการเกิดปัญหาซิลิโคนทะลุไม่ควรจะเกินร้อยละ 0.5

การเสริมจมูกด้วยการฉีดไขมัน สามารถทำได้ 2 วิธี คือ
1. ใช้วิธีการดูดไขมันด้วยเข็มดูดขนาดเล็ก ดูดไขมันจากหน้าท้องหรือต้นขา แล้วแยกเอาไขมันที่กลายเป็นน้ำออก เอาเฉพาะส่วนไขมันที่ยังคงสภาพเป็นเซลล์อยู่ นำไปฉีดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณที่จะเสริมจมูก
2. ตัดไขมันจากบริเวณหน้า ต้นขา ก้นกบ มาเป็นชิ้น แล้วนำไปสอดเข้าใต้ผิวหนังบริเวณจมูกที่ต้องการเสริม

ข้อดีของการใช้ไขมัน ก็คือ
1. เป็นเนื้อของเราเอง โอกาสการไม่ยอมรับของร่างกายจะไม่มี
2. ความรู้สึกที่แตะต้องอาจจะรู้สึกธรรมชาติ

ในขณะเดียวกัน การใช้ไขมันก็มีข้อเสีย คือ
1. ไขมันที่นำไปฉีดหรือปลูกมีการย่อยสลายได้ประมาณร้อยละ 40-60 ดังนั้นรูปร่างของจมูกจะไม่คงอยู่ตามต้องการ
2. รูปร่างของจมูกอาจจะไม่ได้ตามต้องการเหมือนการเสริมด้วยซิลิโคนหรือวัสดุที่คงรูปกว่า





Create Date : 20 กันยายน 2552
Last Update : 20 กันยายน 2552 18:28:51 น. 1 comments
Counter : 1811 Pageviews.  

 

//www.surgery.or.th/surgeon.php

วิธีการเลือกศัลยแพทย์
สัญลักษณ์สมาคม

ส่วน นี้เป็นคำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไปในการเลือกศัลยแพทย์ตกแต่ง รวมถึงรายชื่อของสมาชิกของสมาคมทั้งหมด ซึ่งจะแสดงรายละเอียดเพื่อประโยชน์ของผู้ที่สนใจจะทำศัลยกรรม
Sub Menu


หลักการทั่วไปรายชื่อศัลยแพทย์


กว่าจะเป็นศัลยแพทย์ตกแต่ง (เสริมสวย)

นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์
นายกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวย แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2550-2552

คน เราเกิดมามีวิถีชีวิตและอาชีพที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเลือกวิชาชีพใด ก็เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ทั้งนั้น ถ้าผู้นั้นเป็นคนดีแพทย์ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่จะต้องร่ำเรียนกันอย่างหนัก นับตั้งแต่จบมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วสอบเข้าเป็นนิสิตนักศึกษาแพทย์ใช้เวลา 6 ปี กว่าจะจบเป็นแพทยศาสตร์บัณฑิต

จากนั้นจะต้องออกไปรับใช้ประเทศที่เรียกว่า “ใช้ทุน” (จริงๆไม่ได้รับทุนหรอกแต่เป็นข้อบังคับของรัฐบาล) เป็นระยะเวลาอีก 3 ปี จึงจะมีสิทธิ์มาขอเข้าฝึกอบรมเป็นแพทย์เฉพาะทางนั้นๆ ได้ยกเว้นบางสาขาที่ขาดแคลน เช่น วิสัญญีวิทยา, พยาธิวิทยา, นิติเวชวิทยา ฯลฯ ที่สามารถเข้ามาฝึกอบรมได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอถึง 3 ปี

แต่สำหรับการจะเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งนั้น จะต้องรอภายหลังจบแพทยศาสตร์บัณฑิตจนครบ 3 ปี จึงจะมีสิทธิ์สมัครเป็นแพทย์ประจำบ้านได้ ซึ่งจำเป็นจะต้องเข้าฝึกอบรมทางด้านศัลยศาสตร์ทั่วไปก่อน เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานทางด้านศัลยศาสตร์ ซึ่งการผ่านการฝึกอบรมศัลยศาสตร์ทั่วไปอาจใช้เวลา 1 ปี, 3 ปี, และ 4 ปี (ตามหลักสูตรที่เปลี่ยนแปลง)

แล้วมาต่อทางด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งอีก 2 ปี รวมเป็น 3 ปี, 5 ปี และ 6 ปี ตามลำดับ ซึ่งในปีการศึกษาหน้าจะเริ่มหลักสูตรใหม่ คือ ผ่านการฝึกอบรมศัลยศาสตร์ทั่วไป 2 ปี แล้วมาต่อการฝึกอบรมศัลยศาสตร์ตกแต่งอีก 3 ปี รวมเป็น 5 ปี จึงจะมีสิทธิเข้าสอบเพื่อขอรับวุฒิบัตร, หนังสืออนุมัติเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญสาขาศัลยศาสตร์ตกแต่งจากแพทยสภา มีศักดิ์ศรี การเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งอย่างเต็มภาคภูมิ ใช้เวลานับจากจบมัธยมศึกษาตอนปลายอย่างน้อย 14 ปี จึงจะจบเริ่มเป็นผู้เชี่ยวชาญได้

หลังจากปฏิบัติงานด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งแล้ว 1 ปี จึงจะมีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกสามัญของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย ได้ (www.plasticsurgery.or.th) และหลังจากปฏิบัติงานด้านศัลยกรรมตกแต่งแล้ว 2 ปี จึงจะสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทยได้ (www.surgery.or.th)

ศัลยแพทย์บางท่านที่ได้รับการฝึกอบรมและได้รับวุฒิบัตร (Board certify) ทางด้านศัลยกรรมตกแต่งที่สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทยรับรองจากต่าง ประเทศก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งฯ ทั้งสองสมาคมฯ นี้ได้เช่นกัน แต่จะต้องผ่านการสอบจากคณะกรรมการสอบและฝึกอบรมด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งของ แพทย์สภาก่อน หลังจากนั้นศัลยแพทย์ตกแต่งเหล่านี้ จะต้องฝึกฝนฝีมือ, การติดตามด้านวิชาการทั้งในและต่างประเทศ นำความรู้พื้นฐานด้านศัลยศาสตร์ทั่วไป, ศัลยศาสตร์ตกแต่งเสริมสร้างมาประยุกต์ใช้ในการทำศัลยกรรมตกแต่งเสริมสวย ให้ผลงานออกมาดีที่สุด, มีภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด, ในกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้วมีวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง

ที่สำคัญกว่านั้น คือรู้ข้อจำกัดของศาสตร์ทางด้านศัลยศาสตร์ตกแต่ง ที่รู้ว่าอะไรสมควรทำ สิ่งใดไม่สมควรทำ สิ่งใดทำแล้วผลจะออกมาดี สิ่งใดทำแล้วอาจมีผลแย่กว่าเดิม


จะเห็นว่าการจะผลิตศัลยแพทย์ตกแต่งออกมาให้ได้ศัลยแพทย์ ตกแต่งเสริมสวยที่เก่ง, ดี, มีคุณภาพนั้นต้องใช้เวลานานมากนับเป็น 10 ปี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความปลอดภัยและประโยชน์ของประชาชนทั่วไป ให้ได้รับการบริการทางด้านศัลยกรรมตกแต่งเสริมสร้างและเสริมสวยให้ได้ผลดี ที่สุด เกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด ถ้าเกิดแล้วก็รู้วิธีแก้ไขที่ปลอดภัย

ควรศึกษาข้อมูลให้มากๆ ก่อนตัดสินใจ เพราะการกระทำสิ่งใดกับร่างกายของเราย่อมมีผลกระทบทั้งสิ้น การแก้ไขในภายหลังจะทำค่อนข้างยาก และผลจะไม่ดีเท่าการทำครั้งแรก ถ้าไม่ทราบว่าจะปรึกษาใครก็เข้าไปดูใน web site ของสมาคมฯได้



โดย: หมอหมู วันที่: 20 กันยายน 2552 เวลา:18:39:54 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]