Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ผมมีงานมีการทำ....ไม่ต้องการไปขอทานใคร ............ แก้วสรร อติโพธิ


//www.siamrath.co.th/web/?q=node/58207

“ ผมมีงานมีการทำ....ไม่ต้องการไปขอทานใคร! ”

แก้วสรร อติโพธิ

ณ ห้องประชุมกระทรวงแรงงานชั้น ๗ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคมนี้ ลูกจ้างชายร่างสันทัด ผิวกร้านดำ ได้ลุกขึ้นพูดอย่างทะนงตัวตามใจความข้างต้น กลางที่ประชุมผู้ใช้แรงงานกว่า ๒๐๐คน ที่พากันมาสัมมนาพูดคุยกันว่า ควรหรือไม่ที่ผู้ใช้แรงงาน กว่า ๙ ล้านคน จะยกพวกเอาประกันสุขภาพของตนออกจากระบบประกันสังคมไปอยู่ในระบบบัตรทองของฟรีจากรัฐบาล ดังที่เอ็นจีโอกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวผลักดันในทุกวันนี้

อะไรคือเหตุผลที่ชายผู้นั้น และผู้ใช้แรงงาน กว่า ๒๐๐ คน ที่ลงมติเป็นเอกฉันท์ในภาคบ่ายว่าไม่เอาของฟรี และยอมที่จะลงขันในอัตราโดยเฉลี่ย คนละ ๘๐๐ บาทต่อปี เพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพของพวกตนเองในระบบประกันสังคม ต่อไปอีก ก็เป็นข้อที่ผมจะขอรายงานไปโดยลำดับดังนี้

ระบบประกันสังคม

ที่ประชุมวันนั้นได้ให้ข้อความคิดเป็นความหมายของระบบประกันสังคมไว้ชัดเจนก่อนว่า เป็นระบบที่สมาชิกพร้อมจะรับผิดชอบตัวเองอยู่ก่อนแล้ว แล้วจึงออกเงินมารวมเป็นกองทุนกลางเพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพร่วมกันของทุกคน ถ้าเป็นระบบของผู้ใช้แรงงานไทยก็ออกกันเฉลี่ยปีละ ๘๐๐ บาท มีรัฐกับนายจ้างสมทบให้อีกก้อนหนึ่ง จนทุกคนก็ได้หลักประกันไปถ้วนหน้า เช่นถ้าใครป่วยเป็นมะเร็ง โดนค่าใช้จ่ายไป ๕ แสนบาท ก็เอาจากกองกลางนี้ได้ ทั้งๆที่เพิ่งออกเงินไปแค่ ๑๐ ปี เป็นเงิน ๘ พันบาทเท่านั้นเอง เป็นต้น

การลงเงินสร้างหลักประกันร่วมกันเช่นนี้ อาจเกิดขึ้นโดยการร่วมกันซื้อกรมธรรม์ประกันสุขภาพของบริษัทเอกชนก็ได้ หรือแม้ในกรณีสวัสดิการรักษาพยาบาลฟรีของข้าราชการนั้น พิเคราะห์ให้ลึกๆแล้วก็เป็นประกันสังคมเช่นกัน เพราะสวัสดิการอย่างนี้คือเหตุผลสำคัญที่ดึงดูดคนให้มาทำราชการด้วยเงินเดือนต่ำได้ ส่วนต่างของเงินเดือนข้าราชการที่ต่ำกว่าตลาดนี่เอง ที่เปรียบได้เช่นเงินที่ข้าราชการได้นำมาลงขันกันไว้เป็นรายเดือน แล้วจ่ายจริงออกมาจากกรมบัญชีกลางเมื่อมีใครเจ็บป่วย

ความเข้าใจเช่นนี้พิเคราะห์ให้ลึกซึ้งต่อไปอีก ก็จะได้ความคิดต่อไปว่า คนเราถ้าอยู่โดยลำพังไม่ร่วมมืออะไรกันเลย ก็จะเกิดหลักประกันอะไรขึ้นมาไม่ได้ ต่อเมื่อลงทุนร่วมกันเป็นสังคม ชีวิตส่วนตนก็จะมีหลักประกันดีขึ้น เช่นร่วมกันสร้างหลักประกันสุขภาพก็ได้ ร่วมกันสร้างเป็นความฝันหวานถ้วนหน้าทุกสองอาทิตย์สำหรับทุกคนที่ซื้อสลากกินแบ่งก็ได้

แม้กระทั่งการร่วมกันโดยสารรถเมล์ตอนเช้า ไม่ว่านั่งหรือโหนอยู่ท้ายรถ ก็จ่ายตั๋ว ๗ บาทเท่ากันหมด ซึ่งถ้าดูเฉพาะเที่ยวเช้านั้นรถคันนั้นก็กำไรเละ แต่พอเที่ยว ๔ ทุ่ม นั่งอยู่ ๕ คน ก็จ่าย ๗ บาทอีกเหมือนเดิม ซึ่งถ้าดูเฉพาะเที่ยวดึกนั้นก็ถือว่าขาดทุนยับ แต่ที่ยังเดินรถดึกได้ในราคาเดิม ก็เพราะอาศัยกำไรจากเที่ยวเช้ามาเฉลี่ยนั่นเอง มองอย่างนี้แล้วระบบขนส่งมวลชนนี้ก็เป็นหลักประกันของการเดินทางในเมือง ที่เราทุกคนช่วยกันสร้างไว้เหมือนกันว่า ทุกคนมีโอกาสต้องกลับดึกได้เสมอ จึงต้องสร้างระบบกลางเป็นประกันไว้ว่า๔ ทุ่มแล้วก็ยังกลับบ้านได้ในราคา ๗ บาทนั่นเอง

เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว “ ประกันสังคม” คือหลักประกันที่เกิดจากการลงทุนลงแรงร่วมกันเป็นสังคม และจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าต่างคนต่างอยู่กันไปตามลำพัง
ระบบโรงทานสังคม

ระบบรักษาฟรีจากงบประมาณของรัฐนี้มีมานานแล้ว เพิ่งมาปรับขยายรักษาฟรีไปถึงทุกคนที่ไม่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้าง รวม ๔๘ ล้านคน เมื่อในสมัยรัฐบาลทักษิณ ๑ นี่เอง โดยใน๖ ปีแรก มีการเก็บค่าธรรมเนียมครั้งละ ๓๐ บาท จนมาในปี ๒๕๕๐ ถึงได้เลิกเก็บเงิน จนเปลี่ยนฉายาจาก ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เป็น บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกโรคไปในที่สุด

จากการอภิปรายในที่ประชุมผู้ใช้แรงงานได้ปรากฏข้อมูลของระบบนี้ ขึ้นมาโดยลำดับว่า

๑) ระบบนี้ครอบคลุมทั้งคนยากจนจริงประมาณ ๒๐ ล้านคน และคนที่พอดูแลตัวเองได้กว่า ๒๐ ล้านคน

๒) ระบบนี้เรียกตัวเองเป็นกองทุนประกันสุขภาพ แต่ตัวจริงไม่ได้มีรายได้อะไรนอกจากแบมือของบประมาณแผ่นดินในลักษณะเหมาจ่ายมาเทรวมกันเป็นกอง แล้วเรียกว่ากองทุนเท่านั้น การคิดเหมาจ่ายจะคิดเป็นรายหัว หัวละ ๑๒๐๐ บาทในปีแรกแล้วบานปลายขอเพิ่มมาเรื่อยๆ จนเ ป็น ๒,๘๕๐ บาท/หัว ในปีนี้ และกำลังจะขออีก ๗๐๐ บาท/หัว ในปีหน้า เหตุเพราะเงินที่ให้ในอัตราปัจจุบันไม่พอใช้ จนโรงพยาบาลหลวงร้อยกว่าแห่งขาดทุนกว่า๕ พันล้านบาทแล้ว

๓) สอบถามกันต่อไปอีกพบว่า เงินที่เหมาจากรัฐบาลนั้น รวมเงินเดือนบุคลากรด้วย,งบลงทุนด้วย, กิจกรรมพิเศษของ สปสช.ด้วย เหลือมาเป็นค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลประชาชนจริงๆ เพียง ๖๐๐บาท/หัวเท่านั้น ซึ่งก็หาได้พอกับค่าใช้จ่ายจริงของโรงพยาบาลแต่อย่างใดไม่ ทำให้โรงพยาบาลต้องสำรองจ่ายแล้วได้คืนไม่ครบอยู่ทุกปี จนขาดสภาพคล่องสิ้นไขมันสิ้นทุนรอนที่เคยสะสมไว้ไปถ้วนหน้าในที่สุด

๔) สภาพบานปลายอย่างนี้เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อรัฐบาล ขิงได้เลิกค่าธรรมเนียม ๓๐ บาท ทำให้ผู้คนมาขอยาจากโรงพยาบาลกันมากขึ้นง่ายขึ้น หมอทั้งหลายนั้นเมื่อถูกเอ็นจีโอพาคนไข้มาร้องเรียนฟ้องร้องมากเข้า ก็เลยต้องสั่งตรวจประกอบการรักษาอย่างถี่ยิบไว้ก่อนเพื่อป้องกันตัว ส่วนเตียงในทุกโรงพยาบาลก็ล้นมากขึ้น ล้นเพราะคนป่วยเรื้อรังและญาติไม่ต้องการให้นอนป่วยที่บ้านอีกต่อไป ฯลฯ

๕) ด้วยภาระที่มากแต่จ่ายน้อยจ่ายยากอย่างนี้ โรงพยาบาลหลายแห่งจึงทยอยถอนตัวจากระบบบัตรทองนี้มากขึ้นทุกวัน ทั้งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล กทม. โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ เหลือแต่โรงพยาบาลกระทรวงสาธารณะสุขที่ดิ้นไปไหนไม่ได้ ต้องรับดูแลราษฎร ๔๘ ล้านคน ด้วยคิวคนไข้ที่ยาวเหยียด ตั้งแต่ ตี ๕ และภาระหนักอึ้งแทบไม่มีเวลากินข้าวกินปลาที่ตกแก่หมอพยาบาลในปัจจุบันนี้

ด้วยสภาพอย่างนี้บรรดาคุณหมอกว่า ๕ ท่าน จึงได้แจ้งต่อที่ประชุมผู้ใช้แรงงานว่า ของฟรีแล้วดีด้วย ในโลกนี้ไม่มีแน่นอน แต่ฟรีแล้วได้มาตรฐานต่ำสุดโดยถ้วนหน้าแบบคอมมิวนิสต์นั้นมีแล้วในระบบบัตรทองนี้นี่เอง ดังนั้นถ้าพวกคุณดูแลตัวเองได้ มีระบบของคุณอยู่แล้ว จะดีชั่วอย่างไร ก็เป็นเงินของคุณ อยู่ในอำนาจของคุณที่จะปรับแก้ให้ดีขึ้นได้ ก็ขออย่ามาเป็นภาระเพิ่มลงไปในระบบบัตรทองที่กำลังจะตายมิตายแหล่ และไม่มีคนจะดูแลรับผิดชอบได้อีกเลยความไม่เสมอภาค

ต่อปัญหาที่กลุ่มเอ็นจีโอพยายามดันหลังให้ผู้ใช้แรงงานกลุ่มหนึ่งไปฟ้องศาลปกครองว่ารัฐบาลเลือกปฏิบัติไม่ให้ผู้ใช้แรงงาน ๙ ล้านคนเข้าโรงทานคือรับการรักษาฟรีในระบบบัตรทองโดยเสมอภาคกับผู้อื่นนั้น ก็ปรากฏข้ออภิปรายโต้แย้งโดยชัดเจนดังนี้

๑) สำหรับข้อที่รัฐธรรมนูญระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในบริการสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐานนั้น ก็หาได้หมายความว่าต้องมีระบบประกันสุขภาพระบบเดียว
อย่างเช่นที่เอ็นจีโอเข้าใจเอาเองแต่อย่างใดไม่ จะมีหลายระบบก็ได้แต่ต้องเกินมาตรฐานขั้นต่ำทุกระบบ และทุกคนต้องเข้าถึงได้เท่านั้นเอง

๒) ที่ประชุมเห็นต่อไปว่า ปัญหาความไม่เสมอภาคที่แท้จริงนั้น น่าจะอยู่ตรงที่การให้คนที่พออยู่พอกินที่อยู่นอกระบบเงินเดือน ไปแย่งคนจนเพื่อรับรักษาฟรีมากกว่า ซึ่งผู้ใช้แรงงานก็จะไม่ขอยอมไปร่วมแย่งกับเขาด้วย

การปฏิบัติต่อคนจนแร้นแค้นกับคนพอมีฐานะโดยให้การรักษาฟรีเสมอกันด้วยระบบบัตรทองเช่นนี้ต่างหาก คือความไม่เสมอภาค ที่จะต้องแก้ไข โดยดึงคนเหล่านี้มาเข้าสู่ระบบประกันสังคม ไม่ใช่เอาคนในระบบประกันสังคมไปเข้าโรงทานเพิ่มขึ้นอีก

อิสระชน

“ ผมมีงานมีการทำ....ไม่ต้องการไปขอทานใคร! ”

จากเนื้อหาที่นำเสนอกันในที่ประชุมผู้ใช้แรงงานเช่นที่ผมได้ลำดับมา ผมจึงฟังคำกล่าวนี้

ด้วยความซาบซึ้งและคารวะในจิตใจอิสระชนของท่านผู้พูดเป็นอย่างยิ่ง

นี่คือ “อิสระชน” ที่เป็นอิสระจากความโลภ รู้จักละอาย เมื่อเห็นว่าตนเองยังพอช่วยตัวเองได้ ก็ไม่ขอเห็นแก่เล็กแก่น้อยไปแย่งโอกาสเบียดเสียดกับคนจน

นี่คือ “อิสระชน” ที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้ต้องอ้อนวอนเฝ้ารอของฟรี รอสินค้าประชานิยมต่างๆนานาจากรัฐหรือนักการเมือง หรือร่วมเคลื่อนไหวกับนายหน้าค้าความจนทั่วราชอาณาจักรเช่นเอ็นจีโอปัจจุบันนี้

นี่คือ “อิสระชน” ที่ประกาศว่า เงินประกันสังคมคือสิทธิของผู้ใช้แรงงาน ข้าราชการเป็นแค่ผู้จัดการและเสมียนเท่านั้น ผู้ใช้แรงงานจะต้องเข้ามีส่วนร่วมจัดการ ตรวจสอบ และติดตามตรงนั้นตรงนี้

คนอย่างนี้ สำนึกอย่างนี้นี่เอง ที่ต้องเบิกบานขึ้นมากๆ ให้เต็มแผ่นดินโดยไม่จำกัดชนชั้น ราวกับดอกไม้ร้อยชนิดร้อยสีร้อยดอก เพื่อพาสังคมให้พ้นจากความเจ็บป่วยทางความคิดนานาที่ สิงสู่ผู้คนจนทำให้บ้านเมืองต้องตกปลักไปไหนไม่เป็น เช่นทุกวันนี้








Create Date : 12 พฤษภาคม 2554
Last Update : 12 พฤษภาคม 2554 1:02:18 น. 1 comments
Counter : 1587 Pageviews.  

 

ความเห็นเพิ่มเติม จากในห้องสวนลุม

//www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L10549283/L10549283.html


ความคิดเห็นที่ 3 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ขอแสดงความนับถือในแนวคิดนี้ครับ


เมื่อปีที่แล้วลูกชายผมก็เข้ารับการผ่าตัดไส้ติ่งในรพ.ของรัฐ
และไม่เคยทราบมาก่อนว่า สิทธิในบัตรทองนั้นมันมีมูลค่ามากถึงขั้น ฟรีในทุกรายการ
ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่าตัด ค่ายา ค่าตรวจ ค่าเตียง
วันที่ไปแจ้งออกจากรพ.แล้วจนท.บอกว่าไม่มีค่าใช้จ่าย ... ผมถึงกับอึ้ง

นาทีนั้น ใจผมคิดว่านี่เป็นเรื่องน่าดีใจที่คนไทยที่มีฐานะยากจนจะได้รับการดูแลรักษาอย่างมีคุณภาพ
แต่นึกเลยไปถึงคนที่พอจะมีแต่ก็ยังขอใช้สิทธิแบบนี้แล้ว ใจหายครับ

อยากให้คนไทยที่พอจะช่วยเหลือตนเองได้ ได้โปรดสละสิทธิของท่านบ้างตามสมควร
เพื่อจะได้เหลือและเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนไทยที่ยังจำเป็นต้องใช้สิทธินี้ด้วยเถิดครับ


..... วันนั้นผมบริจาคเงินให้รพ.ไปห้าพันบาท อาจจะไม่มากแต่รู้สึกสบายใจและไม่อายตัวเอง

จากคุณ : HeadRock
เขียนเมื่อ : 12 พ.ค. 54 01:59:17 [แก้ไข]
ถูกใจ : PLOYBAY, มาโคกัน, เฒ่าน้อย, Triple_N_and_T, mamapoo, จอมเทคนิค, หมอหมู, samr





ความคิดเห็นที่ 4 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เรื่องนี้จะไม่ีมีปัญหา
ถ้าประกันสังคมปรับระบบและเงื่อนไขการรักษาพยาบาลให้ได้ครอบคลุมเท่าบัตรทอง
(จำกัดชนิดของโรค ชนิดของยา ฯลฯ โดยอ้างเรื่องสิทธิอื่นๆมาทดแทน
ซึ่งมันไม่เกี่ยวข้องกัน)

ปัญหาที่มีทุกวันนี้
ก็เพราะประกันสังคม วางเงื่อนไขด้อยกว่าสิทธิบัตรทองในเรื่องของการรักษาพยาบาล

ถ้าเงื่อนไขของประกันสังคมดีกว่า
ก็คงมีใครอีกหลายล้านคน ที่อยากส่งเงินเข้าประกันสังคม
แทนที่จะไปรอของฟรีจากรัฐบาล

จากคุณ : *Cookies* [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 12 พ.ค. 54 05:16:53 [แก้ไข]
ถูกใจ : myth, หมอหมู, sacha_chow, lirpa, Elrenia





ความคิดเห็นที่ 5 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

--- เห็นด้วยกับ คห. 4

ปัญหาอยู่ตรงที่ คนที่จ่ายเงิน ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ เท่ากับคนที่ไม่ต้องจ่าย ถ้าประกันสังคม ทำให้คนป่วยรู้สึกว่า ไม่ด้อยกว่าบัตรทอง(หรือดีกว่า) คงไม่มีใครเรียกร้อง

จากคุณ : myth [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 12 พ.ค. 54 09:33:13 [แก้ไข]
ถูกใจ : หมอหมู, H-vichaiyut





ความคิดเห็นที่ 6 [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

คนที่บ้านก็มีสิทธิบัตรทอง แต่ไม่เคยคิดจะใช้ (เพราะศูนย์พยาบาลเบื้องต้นที่กำหนดให้ไม่น่าใช้บริการ คนก็เยอะ ไม่สะดวกมากๆ) กลัวว่าไปใช้บริการแล้วจะอาการหนักกว่าเดิม

ถ้าเงินไม่หมด ก็จะจ่ายเองแหล่ะ


(ระบบประกันสังคม ไม่ฟรี แต่รับรองว่าสถานบริการที่ท่านเลือกเองไว้นั้นดีกว่าบัตรทองเยอะเพราะบัตรทองเลือกไม่ได้ ต้องไปเขตบ้านเท่านั้น)

จากคุณ : เฮ้อ
เขียนเมื่อ : 12 พ.ค. 54 10:05:37 A:110.168.10.161 X: TicketID:140846






ความคิดเห็นที่ 7 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

อิชั้นคิดว่าทัศนคติของบุคลการทางการแพทย์(ในบางโรงพยาบาล)เอง ด้วยแหละที่ทำให้ประกันสังคมดูเสื่อม

เพราะก็ยังมองว่าผู้ป่วยที่ใช้สิทธิ์ประกันสังคม เป็นผู้ป่วยที่ควรได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากผู้ป่วยนอกที่ชำระเงินสด

และดิฉันเองก็เคยได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างแบบนั้นมาแล้วจริงๆ

หาหมอแบบจ่ายตังค์เลยได้ ไทลีนอล แต่หาแบบประกันฯ ได้แก้ปวดแบบแผง?? มันอะไรกันคะ

ถ้าประกันสังคมมันดีจริง คนจะอยากหนีออกจากระบบทำไม

ในขณะที่บัตรทอง หรือ 30 บาท ทุกคนเข้าไปแล้วเท่าเทียมกันหมด คือยังไงก็ฟรี

เจ้าหน้าที่จะแย่จะดี แต่ชั้นไม่ต้องจ่ายตังค์อ่ะ ไม่สนหรอกจะได้ยาอะไร เพราะยังไงก็ฟรี

แต่ใช่สิทธิ์ประกันสังคมแล้ว เหมือนคนเข้าไปขอรักษาแบบ .....ยังกะเป็นขอทาน

(ทั้งๆที่ดีชั้นชั้นจ่ายตังค์ปีนึงเป็นหมื่นนะคะ)

ทุกวันนี้ประกันชีวิตก็ทำเอง ประกันสุขภาพก็ทำเองอยู่แล้ว


ประกันสังคมเป็นสิ่งห่วยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ที่บังคับให้เราต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าลงชื่อออกจากระบบได้เมื่อไหร่ ขอบอกว่าจะไปเป็นคนแรกๆค่ะ

จากคุณ : KHIMM [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 12 พ.ค. 54 10:46:04 [แก้ไข]
ถูกใจ : MahhOnLine, หมอหมู, armearn, Elrenia





ความคิดเห็นที่ 8 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ปีนึงจ่ายเยอะอยู่นะคะ 750*12 - 9000 บาทเลยนะ ไม่น้อยแล้ว
ถ้ามีลูกได้เงินสงเคราะห์บุตรด้วยก็ได้คืนมาบ้าง
แต่ถ้าไม่มีบุตร ไปหาหมอทีไร หมอจะจ่ายแต่พาราตลอดๆ

จากคุณ : MahhOnLine
เขียนเมื่อ : 12 พ.ค. 54 13:57:37 [แก้ไข]
ถูกใจ : หมอหมู





ความคิดเห็นที่ 9 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เห็นเหมือนกับหลายคนข้่างบน

ในเมื่อเราต้องจ่าย ก็ขอให้ได้รับบริการที่ดี
ถ้าบริการไม่ดี ขอให้เรามีสิทธิเลือก
ไม่ใช่ให้จ่ายฟรี ๆ แล้วต้องดิ้นรนไปจ่ายประกันชีวิตอีก

ในส่วนของคนใช้แรงงาน คนมีรายได้น้อย คนยากจน รากหญ้า จะเรียกอะไรก็แล้วแต่
ขอให้แยกไปเลยให้ชัดเจน อย่าใช้งบร่วมกัน
ใครอยากหาเสียง ไปหางบมาเพิ่มเอาเอง

แต่จะมีใครกล้าทำไหมล่ะ

จากคุณ : มนอุ๊งอิ๊ง [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 12 พ.ค. 54 15:52:18 [แก้ไข]
ถูกใจ : หมอหมู





ความคิดเห็นที่ 10 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ปัญหาคือ การจ่ายแบบเหมารวมครับ

ไม่ว่าประกันสังคม หรือบัตรทอง ขอให้ต้นสังกัดจ่ายตรงไปตรงมาตามการรักษาจริง

คนไข้ก็จะได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดครับ

แล้วแต่ละฝ่ายก็จะเป็นผู้บริหารจัดการเองว่า มีเงินพอหรือไม่พอจ่าย ควรให้สิทธิแก่

ผู้รับบริการแค่ไหน ส่วนไหนให้น้อย คนไข้ต้องการเพิ่มก็จ่ายเอง

ไม่ใช่ทำแบบปัจจุบันที่ต้องให้หมอซึ่งเป็นผู้ให้บริการต้องรักษาตามเงินที่ได้รับมาอย่าง

จำกัดครับ

จากคุณ : กินลม ชมทะเล
เขียนเมื่อ : 12 พ.ค. 54 16:55:46 [แก้ไข]
ถูกใจ : หมอหมู, Sono





ความคิดเห็นที่ 11 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ผู้ประกันตน ตามระบบประกันสังคม บางคนก็อาจจะมีอคติไปเองก็ได้นะครับ
คิดไปเองว่า ไม่ได้รับการรักษาที่ดี

หากรักษาไม่ดี ผู้ประกันตนก็ไม่เลือก รพ. นั้นอีก และทำมากๆเข้า ทาง รพ.
ก็จะขาดรายได้จากค่าหัว ของผู้ประกันตนได้

แต่ ... ก็อาจจะมีเรื่องจริงส่วนหนึ่ง ที่การรักษาอาจจะดูเหมือนไม่ดีเท่ากับการ
ดูแลในระบบ ที่เราจ่ายเองตามปกติ

สำหรับผมที่เคยไปใช้บริการ ก็ปกติดี ไม่มีปัญหา การบริการก็ดี แต่ผู้ใช้บริการ
จำนวนมาก รอคิวนานไปหน่อย

ล่าสุดให้ยานวดแก้อักเสบมา ก็ให้มาตั้งหลายหลอด ใช้ไปได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
ผมต้องเก็บไว้ใช้ เวลาออกกำลังกาย แล้วมีปัญหาอักเสบอีกในภายหลัง

จากคุณ : นิสิต [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 12 พ.ค. 54 18:25:54 [แก้ไข]
ถูกใจ : หมอหมู





ความคิดเห็นที่ 12 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ระบบสุขภาพ มีปัญหาทุกระบบครับ .. ไม่ว่า เบิกได้ (ราชการ) ประกันสังคม บัตรสุขภาพ หรือแม้กระทั่ง ระบบประกัน ที่ต้องจ่ายเงินเอง

แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีบอกว่า ระบบนี้มีปัญหา แล้วแก้ด้วยการย้ายไปใช้อีกระบบ โดยที่ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้หาวิธีแก้ไขปัญหาของระบบเดิม .. อาจกลายเป็น " หนีเสือ ปะจรเข้ "

จากคุณ : หมอหมู [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 13 พ.ค. 54 00:39:37 [แก้ไข]
ถูกใจ : CherryAlone





ความคิดเห็นที่ 13 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

เป็นมุม ที่ไม่เคยมองครับ

ขอบคุณครับ

จากคุณ : หมูอวบ [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 13 พ.ค. 54 06:09:19 [แก้ไข]
ถูกใจ : หมอหมู





ความคิดเห็นที่ 14 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ยังไงก็ภาวนาขออย่าต้องพึ่งหมอพึ่ง รพ.เลย ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคมหรือ ประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เพิ่งออกมาใหม่ หรือแบบต้องจ่ายเงินเองก็ตาม

เหมือนประกันภัยรถยนต์น่ะ กินฟรีไปเถอะ ผมจะสบายใจที่สุด

.

จากคุณ : samr [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 13 พ.ค. 54 11:28:02 [แก้ไข]
ถูกใจ : หมอหมู





ความคิดเห็นที่ 15 [ถูกใจ] [แจ้งลบ] ติดต่อทีมงาน

ขอออกความเห็นต่างหน่อยนะคะ

ระบบประกันสังคม ที่เป็นเรื่องของสุขภาพ น่าจะเปิดเป็นการประกันตนแบบสมัครใจ

โดยส่วนตัว ไม่คิดที่จะเข้าไปแย่งใช้สิทธิ์บัตรทองอยู่แล้ว

แต่ก็ไม่เคยได้ใช้บริการของประกันสังคมเลย....

ใช้สวัสดิการของบริษัท หรือ ประกันส่วนตัวเองตลอด เนื่องจากดีกว่ามาก เช่น การรักษาโรคฟัน

เงินตรงนี้น่าจะให้สิทธิ์ผู้ประกันได้ตัดสินใจเอง ว่าต้องการที่จะเข้าประกันตนหรือไม่

ด้วยความเคารพค่ะ

จากคุณ : pukkies [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 13 พ.ค. 54 11:31:39 [แก้ไข]
ถูกใจ : หมอหมู


โดย: หมอหมู วันที่: 26 พฤษภาคม 2554 เวลา:14:32:35 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]