Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ครม.ผ่านกฎกระทรวง สิทธิการตาย ......เปิดช่องหมอยุติรักษาตามเจตนาคนไข้ ...





เรื่องนี้ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า เป็นเรื่องของ หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ฯลฯ ...

แต่ จริงๆ แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนทุกคน ที่มีโอกาสเจ็บป่วย จึงเป็นสิ่งที่ควรจะรู้ไว้ ...



//www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000149780

ครม.ผ่านกฎกระทรวงสิทธิการตาย เปิดช่องหมอยุติรักษาตามเจตนาคนไข้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 ธันวาคม 2552 08:35 น.



เลขาฯสช.ชี้ครม .ผ่านกฎกระทรวงสิทธิการตาย ขอปฏิเสธการรักษา ไม่ใช่หนังสือขอให้หมอทำให้ตาย แต่เป็นความต้องการของผู้ป่วยระยะสุดท้ายขอให้ยุติการรักษาไม่ยื้อชีวิตเป็น ลายลักษณ์อักษร เปิดช่องให้หมอทำได้

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตาม หนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ…ที่ออกตาม มาตรา 12 ของพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติว่า หลังจากนี้คาดว่าหลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาจะมีผลบังคับใช้ประมาณ ก.พ.-มี.ค.2553 สำหรับเนื้อหาของร่างกฎกระทรวงนี้ เป็นการทำหนังสือแสดงความจำนงของผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่จะปฏิเสธการรักษา เพื่อยื้อชีวิต เป็นลายลักษณ์อักษร


"ถือเป็นสิทธิของผู้ป่วยโดยตรง ไม่ได้เป็นการบังคับ โดยขอให้บุคลากรทางวิชาชีพทำให้เสียชีวิต เพราะทุกข์ทรมานจากการป่วย เช่น การถอดสายออกซิเจน หยุดเครื่องช่วยหายใจ ฯลฯ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดแต่ที่จริงแล้วเป็นการแสดงความจำนงของผู้ป่วยเองมากกว่า ว่า หากป่วยในระยะสุดท้ายแล้วรักษาด้วยวิธีใดไม่ดีขึ้น ก็ขอปฏิเสธการรักษา ให้จากโลกนี้ไปอย่างธรรมชาติ ซึ่งปกติมีการประพฤติปฏิบัติกันอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เป็นลายลักษณ์อักษร เหมือนกรณีกับนายยอดรัก สลักใจ ที่บอกหมอและญาติว่า หากป่วยในระยะสุดท้ายแล้วไม่ขอให้แพทย์ดำเนินการรักษาใดๆอีก"นพ.อำพลกล่าว

นพ.อำพล กล่าวอีกว่า หนังสือดังกล่าวที่ผู้ป่วยทำไว้เพื่อขอปฏิเสธการรักษานั้น ไม่ใช่นิติกรรมผูกพันทางมรดก แต่เป็นแค่หนังสือแสดงเจตนาของผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มีการพูดคุยมากขึ้น เพราะในร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้ระบุว่า หากมีปัญหาในการดำเนินการตามหนังสือดังกล่าว ให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหารือกับญาติหรือบุคคลใกล้ชิดของผู้ป่วย เพื่อกำหนดแนวทางการดูแลรักษาต่อไป โดยเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ป่วยและดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของหนังสือให้มากที่สุด

นพ.อำพล กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ หนังสือดังกล่าวไม่ได้เป็นหนังสือเชิงนิติกรรมที่แบ่งสมบัติ หรือนำไปใช้ในชั้นศาลได้ ขณะเดียวกันญาติและแพทย์ก็ต้องรับฟังหนังสือดังกล่าว ไม่สามารถยกเลิกได้ เนื่องจากเป็นประสงค์และสิทธิของผู้ป่วย ซึ่งในปัจจุบันแพทย์และญาติของผู้ป่วยจะเป็นผู้ใช้สิทธิส่วนตัวนี้มากกว่า อย่างไรก็ตามไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับภาวะของผู้ป่วยขณะที่เขียนหนังสือดัง กล่าว เพราะจะมีพยานรับรองว่า ผู้ป่วยที่แสดงประสงค์ขอปฏิเสธการรักษาจะต้องมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน




ปล..

ลองถามอากู๋ เรื่อง สิทธิที่จะตาย ได้มาเพียบ ..

//search.conduit.com/Results.aspx?q=%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0% B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2&ctid=CT461365&octid=CT461365



พินัยกรรมแห่งชีวิต ...เรื่องน่ารู้ ... เตรียมเผื่อไว้ก่อน ก็ดี ...

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=29-05-2009& group=8&gblog=76


แถมเวบนี้ มีหนังสือแจกฟรี ด้วยนะครับ .. หนังสืออย่างดีเลยแหละ .

//www.thailivingwill.in.th/


ThaiLivingWill.in.th เป็นสื่อกลางเผยแพร่แนวคิดการตายอย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยการรักษาพยาบาลที่เคารพในเจตจำนง คุณค่า และศรัทธาของผู้ป่วย

เว็บ ไซต์ นี้นำเสนอข้อมูลด้านกฎหมาย บทความ และเรื่องเล่าประสบการณ์ในวาระสุดท้าย เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับหนังสือ แสดงเจตนาและสร้างความเข้าใจเรื่องการตายอย่างสงบตามธรรมชาติ



ว่าง ๆ ก็ ลองแวะไปอ่านดูนะครับ...


สาระสำคัญของ Living Will ตามร่างกฏกระทรวง พรบ สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 (PDF 172KB)

บทบรรยาย powerpoint โดย
ศาสตราจารย์แสวง บุญเฉลิมวิภาส
ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

//www.thailivingwill.in.th/index.php?mo=3&art=351086




(ร่าง) แนวปฏิบัติของสถานพยาบาล
เพื่อปฏิบัติตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข

//www.thailivingwill.in.th/index.php?mo=3&art=285155




ประเด็นจริยธรรมในการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care)*
จัดทำโดย
สมาคม นานาชาติเพื่อการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและการดูแลแบบประคับประคอง (International Association for Hospice & Palliative Care)
แปลและเรียบเรียงโดย ไพศาล ลิ้มสถิตย์**

//www.thailivingwill.in.th/index.php?mo=3&art=300223




Create Date : 13 ธันวาคม 2552
Last Update : 13 ธันวาคม 2552 12:12:31 น. 4 comments
Counter : 2418 Pageviews.  

 
ขอบคุณค่ะ มีประโยชน์มากเลยค่ะ หนูกำลังเรียนปีสี่พอดี


โดย: harry_potty วันที่: 13 ธันวาคม 2552 เวลา:13:49:16 น.  

 





การตายดีในวาระสุดท้ายของชีวิต : สิทธิที่ทุกคนควรมี

ตามบทบัญญัติมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ได้ให้สิทธิบุคคลในการแสดงเจตจำนงที่จะไม่รับการบริการทางสาธารณสุขใดๆ ที่จะเป็นเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต และกำหนดวิธีดำเนินการเป็นกฎกระทรวง ซึ่งขณะนี้กฏกระทรวงได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ในระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในฐานะที่ผู้เขียนมีส่วนร่วมในการพิจารณากฎกระทรวงนี้ ทั้งเป็นแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยทางสมองที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตบ่อยครั้ง ขออนุญาตขยายความ ทำความเข้าใจต่อท่านผู้อ่านถึงสิทธิดังกล่าวว่ามีผลอย่างไร

ในขั้นต้นสิทธิดังกล่าว หากบุคคลได้แสดงเจตจำนงไว้ (ซึ่งต้องเป็นการทำไว้ล่วงหน้า ขณะที่ยังมีสติสัมปัญชัญญะดีอยู่) จะมีผลต่อเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าบุคคลนั้นอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ ซึ่งแม้ในกฎกระทรวงได้กำหนดไว้แล้วก็ตาม ข้อวินิจฉัยดังกล่าวอยู่ที่ดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งตามมาตรฐานวิชาชีพมีกำหนดไว้แล้วว่าหมายถึงผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือเฉียบพลันที่มีอาการรุนแรง ไม่สามารถเยียวยาให้กลับคืนมาในสภาพที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้แก่ โรคมะเร็งที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา แพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น สมอง ตับ ปอด โรคที่ทำให้อวัยวะสำคัญหลายระบบศูนย์เสียการทำงานไม่สามารถรักษาได้ และโรคที่มีการทำลายสมองเป็นบริเวณกว้างทำให้ไม่รู้สึกตัวไม่สามารถรักษาให้ฟื้นตัวได้ ซึ่งข้อวินิจฉัยดังกล่าวมักต้องกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท จึงมั่นใจได้ว่าการใช้สทธิดังกล่าวจะไม่เกิดปัญหาว่าจะถูกละเลยให้เสียชีวิตกรณีที่เป็นภาวะที่ยังเยียวยารักษาได้

ในขั้นต่อไปการรักษาที่ถูกระบุไว้ว่าจะไม่ขอรับบริการเมื่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งมักได้แก่ การไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ การไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจ การไม่ปั๊มหัวใจเมื่อหัวใจหยุดเต้น เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในการปฏิบัติ แพทย์จะเป็นผู้อธิบายและให้คำแนะนำแก่ครอบครัวของผู้ป่วยว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานเนิ่นนานต่อไป เมื่อครอบครัวเข้าใจดีแล้วทางโรงพยาบาลอาจให้มีการลงนามรับทราบข้อมูลดังกล่าว หากมีการแสดงเจตจำนงไว้ล่วงหน้าก็จะเป็นสิ่งที่ครอบครัวจะยอมรับได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนดไว้เป็นที่ยอมรับกันว่าในวาระสุดท้ายของชีวิตดังกล่าว การรักษาที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร ทั้งนี้โดยความเป็นชอบของครอบครัวด้วย

ปัญหาการที่ผู้ป่วยในวาระสุดท้ายของชีวิตถูกให้การรักษาโดยยืดการตายออกไป โดยการใช้เครื่องพยุงสัญญาณชีพเช่นเครื่องช่วยหายใจ ยากระตุ้นการทำงานของหัวใจ เกิดจากข้อกฎหมายอาญา ที่กำหนดว่าบุคคลมีความผิด หากพบเห็นผู้ที่กำลังเป็นอันตราบต่อชีวิตแล้วไม่ให้ความช่วยเหลือ เมื่อการรักษาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วย การให้สิทธิตามมาตรา 12 นั้น จึงควรให้สิทธิแก่ทุกคนโดยความเห็นชอบของครอบครัวผู้ป่วย มิใช่ให้เฉพาะผู้แสดงเจตนาเท่านั้น ทั้งนี้ในประเทศที่ให้สิทธิดังกล่าวมีเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่จะทำหนังสือแสดงเจตจำนงดังกล่าวล่วงหน้า นอกจากนี้ควรกำหนดข้อยกเว้นว่าผู้ป่วยวาระสุดท้ายของชีวิตนั้น ไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในภาวะอันตรายที่แพทย์ต้องให้การรักษาทันทีตามสิทธิของผู้ป่วยในกรณีทั่วไปพึงได้รับ


ด้วยความปรารถนาดีจาก

นายแพทย์สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์
ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา


โดย: หมอหมู วันที่: 11 มกราคม 2553 เวลา:16:32:15 น.  

 

รวบรวม กระทู้ที่เกี่ยวเนื่องกัน ....



ครม.ผ่านกฎกระทรวง สิทธิการตาย ......เปิดช่องหมอยุติรักษาตามเจตนาคนไข้ ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=13-12-2009&group=7&gblog=44


ผลสัมมนาเรื่องสมองตาย การตายตามกฎหมายที่แพทย์วินิจฉัย ... นพ.สุกิจ

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=16-11-2009&group=7&gblog=38


ภาวะสมองตาย : ระยะสุดท้ายของชีวิตที่จะต่อชีวิตผู้อื่นได้

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-07-2008&group=4&gblog=53


พินัยกรรมแห่งชีวิต ...เรื่องน่ารู้ ... เตรียมเผื่อไว้ก่อน ก็ดี ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=29-05-2009&group=8&gblog=76


(เก็บมาฝาก) สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาค ร่างกาย อวัยวะ ดวงตา และ โลหิต

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-01-2009&group=7&gblog=10


หมอ ... มีสิทธิ์... ที่จะปฏิเสธ .... คนไข้ที่ไม่ฉุกเฉิน..... หรือเปล่า ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=20-08-2009&group=7&gblog=29








โดย: หมอหมู วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:15:40:18 น.  

 




กมธ. วุฒิสภา จัดสัมมนาระดมความเห็นทุกฝ่ายกรณีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิการตายมีผลบังคับใช้

//www.radioparliament.net/news1/news.php?id_view=2100

7 มิ.ย. 54 ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามและตรวจสอบการใช้บังคับกฎหมายในวิชาเวชกรรม วุฒิสภา เผย จะจัดสัมมนาเรื่อง “เจตนารมณ์การขอใช้สิทธิการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต : ผลกระทบต่อผู้ป่วยและแพทย์” 10 มิ.ย. นี้ หวัง ทำความเข้า แลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสวงหาแนวทางปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องตามเจตนารมณ์และเหมาะสมกับบริบทของสังคมอย่างแท้จริง ภายหลัง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้แล้ว

ศาสตราจารย์นายแพทย์วิรัติ พาณิชย์พงษ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามและตรวจสอบการใช้บังคับกฎหมายในวิชาเวชกรรม ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการสัมมนาเรื่อง “เจตนารมณ์การขอใช้สิทธิการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต : ผลกระทบต่อผู้ป่วยและแพทย์” ว่า ...

ขณะนี้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบหลายเรื่อง โดยเฉพาะมาตรา 12 ในเรื่องสิทธิการตาย

ดังนั้น กมธ.จึงได้จัดสัมมนาเรื่องดังกล่าวขึ้นในวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2554 เวลา 08.00 – 15.30 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306 – 308 ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 2

โดยมีวัตถุประสงเพื่อทำความเข้าใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง”ประเด็นความเสี่ยงของแพทย์เมื่อละเว้นการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ขอใช้สิทธิตาย”

และเพื่อแสวงหาแนวทางปฏิบัติในการลดผลกระทบและลดความเสี่ยงให้กับบุคคลากรทางด้านสาธารณสุขและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเด็น จรรยาแพทย์ ความผิดลหุโทษ ความประมาททางอาญา การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาไต่ตรองไว้ก่อน สิทธิการประกันชีวิต สิทธิตามมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 การรับรองเอกสารหนังสือแสดงเจตนา

ทั้งนี้ จะมีการอภิปรายในหัวข้อดังกล่าวและเรื่องเจตนารมณ์และผลกระทบของกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตหรือยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย พ.ศ. 2553 ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยมี นายแพทย์อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เปิดการสัมมนา


อัญชิสา จ่าภา ข่าว/เรียบเรียง



โดย: หมอหมู วันที่: 12 มิถุนายน 2554 เวลา:16:22:58 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]