Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

อะไรคือ ความเสียหาย ในร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ... โดย ศ.นพ.ธารา ตริตระการ



อะไรคือ ความเสียหาย ในร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ...


* 12 สิงหาคม 2553 เวลา 18:53 น. Post Today Online

//bit.ly/cSwdIV


บ่อยครั้งที่ผู้ให้บริการ คือ แพทย์ พยาบาล เห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาในการรักษาโรคที่เรียกว่าภาวะแทรกซ้อน แต่ไม่เป็นความเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาดทางการแพทย์.....




โดย...ศ.นพ.ธารา ตริตระการ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล


ผู้เขียนได้ติดตามเรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... ที่กำลังมีความขัดแย้งกันอยู่นั้น มีความเห็นว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่อยากฝากคณะทำงานให้พิจารณาและดำเนินการแก้ไขต่อไป คือ

1.ความเสียหายใน พ.ร.บ.ดังกล่าวคืออะไร ?

ในมาตรา 3, 5 และ 6 มีนิยามคำ “ผู้เสียหาย” แต่มิได้กล่าวถึงว่า “ความเสียหาย” คืออะไร มีความรุนแรงระดับใดจึงจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ เช่น เสียชีวิต เสียอวัยวะ สูญเสียการทำงานของอวัยวะทั้งหมดหรือบางส่วน เสียโฉม เสียหรือเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เสียความสามารถในการทำงาน เสียขวัญ เสียใจ หรือทำให้เกิดความหวาดวิตกจนกระทบต่อการดำรงชีวิต

ถ้าไม่มีการกำหนดให้ชัดเจน ย่อมมีผู้ยกความเสียหายขึ้นมาร้องเรียนขอค่าชดเชยได้แม้เป็นเพียงความเสียหายเล็กๆ น้อยๆ


2.มีความคลุมเครือและไม่ชัดเจนในมาตรา 5 และ 6 ว่าด้วยสิทธิของผู้เสียหายและเงื่อนไขในการได้รับสิทธิตามร่าง พ.ร.บ.ฯ

มาตรา 5 กำหนดหลักการพื้นฐานไว้ว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น และเงินชดเชยจากกองทุนตามร่าง พ.ร.บ.นี้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด

นอกจากนี้ในมาตรา 6 ผู้เสียหายไม่อาจอ้างสิทธิตามมาตรา 5 ได้หากเป็นกรณีดังต่อไปนี้
(1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น แม้มีการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ
(2) ความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ
(3) ความเสียหายที่เมื่อสิ้นสุดกระบวนการให้บริการสาธารณสุขแล้วไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติ

ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เปิดให้ใช้สิทธิอย่างกว้างขวาง ยกเว้นจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 6 วงเล็บ 1, 2 และ 3 แล้ว เมื่อเกิดความเสียหายใดๆ ขึ้น ย่อมมีสิทธิขอรับเงินช่วยเหลือได้ทั้งสิ้นโดยไม่คำนึงถึงเหตุปัจจัยประกอบอื่น แม้เหตุยกเว้นในวงเล็บทั้งสาม บ่อยครั้งไม่สามารถแยกว่าเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น หรือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาในการรักษาโรคที่เรียกว่าภาวะแทรกซ้อน หรือ เป็นความเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เรียกว่า ทุเวชปฏิบัติ์ หรือ Malpractice

บ่อยครั้งที่ผู้ให้บริการ คือ แพทย์ พยาบาล เห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาในการรักษาโรคที่เรียกว่าภาวะแทรกซ้อน แต่ไม่เป็นความเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เรียกว่า ทุรเวชปฏิบัติ หรือ Malpractice เป็นการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ ไม่น่าจะเป็นความผิด จึงไม่รับผิดและไม่เห็นด้วยในการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ผู้เสียหายมองว่า ความเสียหายเกิดจากการรับบริการสาธารณสุข ผู้ให้บริการจึงต้องรับผิดชอบ ความเห็นที่แตกต่างกัน นำไปสู่ความขัดแย้งและการฟ้องร้อง

เพื่อความเข้าใจตรงกัน จึงขอยกตัวอย่างเช่น

ผู้ป่วยเป็นนักธุรกิจวัยกลางคน มีรายได้สูง มีอาการเจ็บหน้าอก เป็นลมหมดสติ ผู้ใกล้ชิดนำส่งโรงพยาบาล แพทย์พบว่าหัวใจหยุดเต้น จึงให้การรักษาโดยการช่วยหายใจ ปั๊มหัวใจ ช็อกหัวใจด้วยไฟฟ้า ใส่ท่อช่วยหายใจ ให้ยากระตุ้นหัวใจและยาอื่นๆ อีกหลายชนิด ผู้ป่วยได้รับการรักษาต่อเนื่องที่หออภิบาลหรือหอผู้ป่วยหนักอีก 2 สัปดาห์ ผลการรักษาอาจเป็นไปได้หลายลักษณะ เช่น

1.การช่วยชีวิตสำเร็จ ผู้ป่วยฟื้นเป็นปกติ กลับไปประกอบอาชีพได้เหมือนเดิมแต่เกิดความเสียหาย คือ ฟันหน้าหัก 2 ซี่ กระดูกซี่โครงหัก 4 ซี่ ทำให้ผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดทุกครั้งที่บิดร่างกาย มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ไม่สามารถเดินทางไกลๆ โดยเครื่องบิน ทำให้เสียรายได้ในการประกอบธุรกิจ

- ผู้ป่วยจะเรียกร้องความเสียหายตามสิทธิใน พ.ร.บ.นี้ได้หรือไม่ เพราะความเสียหายมิใช่ความเสียหายตามธรรมดาของโรค แต่เป็นความเสียหายที่เกิดจากกระบวนการรักษา เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ เป็นความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงได้ เพราะไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยทุกราย แต่ไม่ใช่เป็นความเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เรียกว่า ทุรเวชปฏิบัติ หรือ Malpractice


2.ผู้ป่วยฟื้น มีชีวิตรอดจากความตาย แต่เกิดความเสียหาย คือ สูญเสียความสามารถของสมองบางส่วน ความจำเสื่อม ทำให้ประกอบธุรกิจไม่ได้ ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนมาก

- ผู้ป่วยจะเรียกร้องความเสียหายตามสิทธิใน พ.ร.บ.นี้ได้หรือไม่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นปกติธรรมดาของโรคนั้น หรือว่าเกิดจากการรักษาไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยได้รับความเสียหาย


3.ผู้ป่วยฟื้น มีชีวิตรอดจากความตาย แต่เกิดความเสียหาย คือ สูญเสียความสามารถของสมองอย่างมาก ช่วยตัวเองไม่ได้ ขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ กินอาหารเองไม่ได้ เป็นภาระแก่ครอบครัวอย่างมาก

- ผู้ใกล้ชิดที่พาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลพบว่า แพทย์ผู้ให้การรักษาเบื้องต้นเป็นเพียงแพทย์จบใหม่ ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลมีอุปกรณ์ไม่พร้อม เครื่องช็อกหัวใจไม่ทำงาน ทำให้การช่วยฟื้นคืนชีพไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเสียหายจนครอบครัวได้รับความเดือดร้อนและทุกข์ทรมานมาก

- ผู้ป่วย และครอบครัวจะเรียกร้องความเสียหายตามสิทธิใน พ.ร.บ.นี้ได้หรือไม่?


จะเห็นได้ว่าความเสียหายในลักษณะที่ 1 เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ใช่เป็นความเสียหายที่เกิดจากความผิดพลาดทางการแพทย์ที่เรียกว่า ทุรเวชปฏิบัติหรือ Mal Practice ฟันและกระดูกซี่โครงที่หักเกิดจากกระบวนการช่วยชีวิต เป็นความเสียหายที่น่าจะรับได้ในการช่วยชีวิตฟันหักสามารถใส่ฟันปลอมได้ กระดูกหักจะติดและหายเองตามธรรมชาติภายใน 4 ถึง 6 สัปดาห์

ตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เปิดกว้างให้ผู้เสียหายได้รับความคุ้มครองอย่างกว้างขวางทุกกรณีที่ไม่ใช่ข้อยกเว้นใน มาตรา 6 วงเล็บ 1 ถึง 3 ถ้าคณะกรรมการหรือผู้ที่กำลังดำเนินการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีความเห็นว่า ความเสียหายที่เกิดจากเหตุลักษณะนี้ สมควรได้รับสิทธิคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ก็จะมีผู้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับเงินค่าเสียหายมากมาย จนเป็นภาระหนักแก่ระบบการเงินของประเทศและระบบการสาธารณสุขของประเทศ กระทบการเงินที่จะนำไปพัฒนาการรักษาพยาบาลผู้ป่วยอื่นๆ และอาจกระทบระบบการบริการสาธารณสุขของประเทศได้ เพราะความเสียหายในลักษณะนี้|มีมากมาย ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงเสียชีวิต

ความเสียหายในลักษณะที่ 2 เป็นความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยไม่มี ความผิดพลาดใดๆ ในการให้บริการ อาจเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น เนื่องจากการนำผู้ป่วยส่งถึงโรงพยาบาลช้า ทำให้สมองได้รับความเสียหาย แต่ผู้เสียหายและญาติอาจมองว่า เกิดจากการบริการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้สมองเสียหาย ซึ่งจะต้องดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่าเข้าข่ายมาตรา 6 (1) หรือไม่ ถ้าเข้าข่ายก็ไม่มีสิทธิตาม พ.ร.บ.นี้

ความเสียหายในลักษณะที่ 3 เป็นความเสียหายซึ่งอาจเกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น เนื่องจากการนำผู้ป่วยส่งถึงโรงพยาบาลช้า ทำให้สมองขาดออกซิเจนและได้รับความเสียหาย เมื่อหัวใจหยุดเต้น สมองขาดเลือดและออกซิเจนมากกว่า 5 นาที เซลล์สมองจะเริ่มตาย ความเสียหายของสมองจึงขึ้นกับเวลาที่นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลและประสิททธิภาพของการช่วยฟื้นคืนชีพ แต่ญาติผู้เสียหายมองว่า เกิดจากความบกพร่องของโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล การบริการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้สมองเสียหาย ซึ่งจะต้องดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และพิจารณาขีดจำกัดของโรงพยาบาลและผู้ให้บริการ


การที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ ให้สิทธิกับผู้เสียหายอย่างกว้างขวางดังกล่าว กำหนดเวลาให้คณะกรรมการและอนุกรรมการตลอดจนกระบวนการพิจารณาช่วยเหลือต่างๆ รวดเร็ว ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็วทันการ ย่อมเป็นผลดีอย่างยิ่งแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหาย แต่มีผลสะท้อนกลับ ทำให้ผู้ได้รับความเสียหายไม่ว่าจากเหตุใดๆ แม้เพียงเล็กน้อย ใช้สิทธิเรียกร้องเงินช่วยเหลือหรือเงินชดเชย

ซึ่งจำเป็นต้องหาเหตุแห่งความเสียหายที่ไม่ใช่สาเหตุในข้อยกเว้นที่จะใช้สิทธิในมาตรา 6 จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นการกล่าวโทษผู้ให้บริการหรือโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่ผู้ให้บริการหรือโรงพยาบาลได้ให้การรักษามาอย่างดีโดยตลอด แม้กระทั่งการช่วยชีวิต จึงน่าจะมีผลกระทบที่ทำให้ความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการเสื่อมทรามลง มีผลกระทบขวัญและกำลังใจของผู้ให้บริการ ที่ทุ่มเทกายใจในการช่วยเหลือผู้รับบริการ

การกำหนดนิยามและความรุนแรงของความเสียหาย และเหตุแห่งความเสียหายให้รัดกุมจึงจำเป็น แม้ว่ามาตรา 5 กำหนดหลักการพื้นฐานไว้ว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น และเงินชดเชยจากกองทุนตามร่าง พ.ร.บ. โดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด ในหลายประเทศที่มีระบบการบริการสาธารณสุขและระบบเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายที่ดี เช่นประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย จะพิจารณาช่วยเหลือเฉพาะเมื่อเกิดความเสียหายที่รุนแรง หรือที่เกิดจากความผิดพลาดของผู้ให้บริการสาธารณสุขเท่านั้น ไม่ได้เปิดให้ใช้สิทธิอย่าง กว้างขวางตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

จึงขอฝากให้คณะทำงาน พิจารณาแก้ไขมาตรา 5 และ 6 ในร่าง พ.ร.บ.นี้

สำหรับนิยาม “ความเสียหาย” ขอเสนอเพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 3 ดังนี้ “ความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข” หมายความว่า การเสียชีวิต การเสียอวัยวะ การเสียความสามารถในการทำงานของอวัยวะอย่างถาวรบางส่วนหรือทั้งหมด

การเสียโฉม การได้รับบาดเจ็บเรื้อรัง การได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานเรื้อรังจนมีผลกระทบรุนแรงต่อการดำรงชีวิต อันเป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการได้รับบริการสาธารณสุข ซึ่งมิไช่ผลที่คาดว่าจะได้รับตามปกติจากการรับบริการสาธารณสุข มิใช่ผลการดำเนินของโรคตามปกตินั้น มิใช่ผลที่เกิดตามมาตรฐานการรับบริการสาธารณสุขมิใช่ผลแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการรับบริการสาธารณสุขที่คาดว่าอาจเกิดขึ้น ซึ่งผู้ให้บริการสาธารณสุขได้แจ้งให้ผู้รับการรับบริการสาธารณสุขทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร

นิยามที่เสนอเพื่อพิจารณานี้ กำหนดขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนขึ้น ป้องกันมิให้มีการฉวยโอกาสเรียกร้องสิทธิโดยไม่สมควร จะช่วยให้คณะกรรมการพิจารณาการช่วยเหลือชุดต่างๆ พิจารณาได้ง่ายขึ้น ไม่กำหนดผู้กระทำหรือการกระทำว่าผิด ถูกอย่างไรว่า เป็นความประมาท ความบกพร่อง ความผิดพลาด ความไม่พร้อมของผู้ให้บริการ สถานบริการ หรือกระบวนการให้บริการ แต่ดูที่ผลลัพธ์ของการบริการที่เป็นความเสียหาย จึงไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 5 นิยามนี้กำหนดชัดเจนว่า ผลเสียหรือความเสียหาย เป็นผลโดยตรง ที่เกิดจากการได้รับบริการสาธารณสุขที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังและเกิดผลเสียที่กระทบต่อผู้เสียหายรุนแรงและยาวนาน

ตามตัวอย่างที่ยกมาแสดงข้างต้น ความเสียหายในลักษณะที่ 1 ฟันหักเป็นความเสียหายถาวรที่ต้องรักษาโดยการใส่ฟันปลอม สมควรได้รับการชดเชย ส่วนซี่โครงหักเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดได้จากการช่วยฟื้นคืนชีพตามมาตรฐาน และหายได้เอง จึงไม่ควรได้รับการชดเชย

ความเสียหายในลักษณะที่ 2 และ 3 ถ้านำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ช้ากว่า 5 นาทีสมองย่อมได้รับความเสียหายตามธรรมชาติ เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น แม้มีการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ จึงไม่ต้องพิจารณากระบวนการให้การบริการ แต่ถ้านำส่งผู้ป่วยได้รวดเร็วก่อน 5 นาที จึงพิจารณาว่ากระบวนการให้บริการไม่มีประสิทธิภาพและเป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่
การกำหนดคำจำกัดความและขอบเขตความคุ้มครองที่ชัดเจน จึงเป็นธรรมแก่ผู้ให้และผู้รับบริการ จำเป็นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและประชาชน จะต้องช่วยกันแสดงความคิดเห็น ช่วยกันคิด ช่วยกันกำหนดขอบเขตที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศโดยรวม ไม่เปิดกว้างจนเกินไป ไม่ทำให้ผู้ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จาก พ.ร.บ.นี้


Create Date : 17 สิงหาคม 2553
Last Update : 17 สิงหาคม 2553 10:53:39 น. 0 comments
Counter : 1522 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]