Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ยา กับ อาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ต่างกันอย่างไร ???


ก่อนอื่น ก็ต้องแยกก่อนว่า เป็น " ยา " หรือ " อาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)"

ทั้งสองอย่าง ก็ต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. แต่ข้อแตกต่างกันง่าย ๆ ก็คือ

"ยา" .. ต้องพิสูจน์ว่า ยาตัวนั้น ปลอดภัย และ ใช้แล้วได้ผล ในคน ( ต้องผ่านการวิจัย เป็นขั้นตอน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี )

" อาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร)" ไม่ต้องผ่านการวิจัย เพียงแต่มีข้อมูลว่า สารนั้น(น่าจะ)ปลอดภัย ... ส่วนว่าจะได้ผลหรือไม่นั้น ไม่ต้องบอก ไม่ต้องพิสูจน์ ..


จึงมีข้อกำหนดเลยว่า " ห้ามระบุว่า เป็นการรักษา หรือ ทำให้ อาการ(โรค) หาย " ส่วนใหญ่ก็จะเลี่ยงไปใช้คำว่า "ช่วยให้" "เสริม" ฯลฯ ...


ดังนั้น การที่มีโฆษณา หรือ เขียนไว้ในเอกสาร ว่า " ผ่าน อย. " หรือ " ได้รับการรับรองจาก อย. " จึงไม่ได้บอกว่า ผลิตภัณฑ์นั้นจะดีตามที่โฆษณา หรือ ที่มีในเอกสาร

แล้วก็มีข่าวออกบ่อย ๆ ว่า โฆษณา หรือ เอกสารที่ส่งให้ อย.ตรวจสอบนั้น เป็นคนละฉบับ กับที่นำมาใช้จริง .. แบบนี้ ยิ่งหนักไปใหญ่ .. ผิดกฏหมายชัด ๆ ยังกล้าทำเลย คิดดูละกัน ..

ประชาชน ก็คงต้องพยายามหาความรู้ใส่ตัวเยอะ ๆ เพื่อจะได้ไม่ถูกหลอก นอกจากเสียเงิน เสียสุขภาพ แล้ว ยังเจ็บใจที่ถูกหลอกอีกต่างหาก ..


ว่าง ๆ ก็ลองแวะไปอ่านดูนะครับ .. เวบของ อย.

https://www.oryor.com/oryor/index.html

https://www.fda.moph.go.th/prac/index.shtml

https://www.fda.moph.go.th/

https://www.fda.moph.go.th/youngfda/

******************************************************

ผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยบุคลากรการแพทย์

Deceptive advertising หรือ False advertising นี้ จัดเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยได้รับการมองว่าเป็นหนึ่งในเรื่องคุกคามด้านสาธารณสุขของหลายต่อหลายประเทศ และพบมากในลักษณะของการโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ Dietary supplement เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูจะซื้อง่ายขายคล่อง ไม่เหมือนยาหรือเครื่องมือแพทย์ ที่มีกฎหมายมากำกับอย่างเข้มงวด และต้องผ่านขั้นตอนการวิจัยพิสูจน์ทั้งเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ก่อนจะได้ใบอนุญาตจำหน่ายเป็นยาหรือเครื่องมือแพทย์

ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ Conflict of Interest (COI) นั้นแปลง่ายๆ ว่า การที่ใครสักคนหรือสักกลุ่ม ทำอะไรก็ตามภายใต้สถานะ บทบาท หรือตำแหน่งหน้าที่ โดยหวัง และ/หรือได้รับผลประโยชน์กลับมาสู่ตนเอง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของตัวเงิน หรืออื่นๆ

คงเป็นธรรมดาของสากลโลก หากใครจะทำธุรกิจเพื่อหากำไร ให้กิจการเติบโต ขยายตัว ไปเรื่อยๆ เพราะเป็นวิถีทำมาหากินของมนุษยโลก

แต่หากพูดถึงวิชาชีพแพทย์ หรืออื่นๆ ด้านสุขภาพแล้ว เรื่องนี้จะเป็นเรื่องอ่อนไหว และผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์และสุขภาพนั้นจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและชีวิตคนโดยตรง

ทุกสภาวิชาชีพด้านการแพทย์ล้วนย้ำเตือนและระบุไว้เสมอว่า บุคลากรต้องมีจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ อันประกอบด้วย

หนึ่ง สิ่งที่แนะนำให้แก่ผู้ป่วย รวมถึงประชาชนนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดูแลตนเอง การควบคุมป้องกันโรค การรักษาโรคทั้งหยูกยา เครื่องมือตรวจวินิจฉัย และอื่นๆ นั้น จะต้องแน่ใจว่า เป็น"สิ่งที่ได้รับการพิสูจน์อย่างถ้วนถี่ตามมาตรฐาน"แล้วว่า ได้ประโยชน์จริง เรียกว่าหลัก "Beneficence"

สอง พิจารณาให้ดีว่า สิ่งที่แนะนำให้ผู้ป่วยและประชาชนนั้น มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดโทษ ผลไม่พึงประสงค์ใดๆ หรือไม่ และจะมีทางเลือกอื่นๆ ที่มีโทษน้อยกว่าหรือไม่ หลักนี้เรียกว่า "Non-maleficence" หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้สิ่งนี้ ต้องแน่ใจว่า ประโยชน์มากกว่าโทษ ทั้งนี้จำเป็นต้องสื่อสารให้แก่ผู้ป่วยและประชาชนให้ทราบ และร่วมกันตัดสินใจ

สาม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ดูแลผู้ป่วยและประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งชั้นวรรณะ โดยยึดหลักมาตรฐานทางวิชาชีพ หลักนี้เรียกว่า "Justice"

และสี่ ต่อให้เราพยายามอธิบาย บอกเล่าเก้าสิบให้กับผู้ป่วยหรือประชาชนไปแล้ว แต่หากผู้ป่วยหรือประชาชนไม่เลือกที่จะปฏิบัติตาม สิ่งที่เราจะทำได้ดีที่สุดคือ เคารพการตัดสินใจของผู้ป่วยหรือประชาชน เพราะแต่ละคนมีชีวิตจิตใจ และมีสิทธิในการตัดสินใจต่อเรื่องของชีวิตของตน หลักนี้เรียกว่า "Respect for person" หรือ "Autonomy"

ประเด็นปัญหามันเกิดขึ้นเพราะมีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนไม่น้อยที่ผันตัวไปทำธุรกิจค้าขายสินค้าหรือบริการด้วย

จะทำด้วยตนเอง หรือแท็คทีมกันเป็นกลุ่ม เป็นเครือข่าย หรือแม้แต่ให้"สมาชิกในครอบครัว" เป็นคนประกอบการธุรกิจก็ตาม

"คงจะไม่แย่อะไร หากบุคลากรทางการแพทย์นั้นรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ"

แต่ในชีวิตจริง มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมโลกหลายครั้ง ที่บุคลากรทางการแพทย์นั้นกลับตัดสินใจใช้ประโยชน์จากสถานะความเป็นวิชาชีพแพทย์ ที่มีต้นทุนทางสังคมด้านความน่าเชื่อถือในเรื่องการมีความรู้ด้านสุขภาพ หรือสถานะตำแหน่งหน้าที่ทางวิชาการสูงๆ จะระดับศาสตราจารย์ หรืออื่นๆ ตลอดจนตำแหน่งการงาน รางวัล เป็นต้น มาใช้ประกอบการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ข้อมูลสู่สาธารณะ โดยมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่เชื่อมไปสู่ธุรกิจของตน ของครอบครัว หรือของเครือข่าย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

หลายกรณีศึกษาในต่างประเทศได้ถูกหยิบยกขึ้นมา นำไปสู่การปรับปรุงตัวบทกฎหมาย และระเบียบต่างๆ เพื่อหวังจะห้ามปราม และป้องกันผลกระทบที่เกิดจากการนำเสนอข้อมูลลวงเพื่อหวังผลทางธุรกิจของผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์

สหรัฐอเมริกาถือเป็นตัวอย่างให้เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่มีประชาชนจำนวนมากซื้อหามารับประทานโดยหวังผลดีต่อสุขภาพ หลังจากที่เห็นบทความ สื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และหลายต่อหลายครั้งก็นำเสนอผ่านบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งต่อมาได้รับการตรวจสอบและพบว่ามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ประกอบการธุรกิจ

เวลาผ่านมานาน ปัญหารุนแรงขึ้น จนกระทั่งเป็นที่มาของ US FDA ต้องออกประกาศในเดือนมีนาคม 2019 ที่ผ่านมาว่าจะทำการปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยจะกำกับอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการโฆษณาเกินจริง จนทำให้ประชาชนวัยผู้ใหญ่ในอเมริกาถึง 3 ใน 4 ที่ซื้อหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากิน ทั้งๆ ที่ไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดที่ได้รับการพิสูจน์ชัดเจนว่ามีสรรพคุณในการป้องกันหรือรักษาโรคได้ แถมแทนที่จะกินแล้วได้สรรพคุณตามที่โม้ กลับกลายเป็นเกิดปัญหาสุขภาพจากการกินผลิตภัณฑ์เหล่านั้นแทน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น ไม่ใช่ยา จึงไม่สามารถโฆษณาสรรพคุณต่อร่างกาย ทั้งในลักษณะป้องกันโรค รักษาโรค ทุเลาอาการของโรค ฯลฯ

ก่อนเชื่อ จงใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้ดีว่า ถ้ามันดีจริง ป้องกันโรค รักษาโรคได้จริง มันก็ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาไปแล้ว แต่ที่มันไม่ได้เป็นยา เพราะมันไม่สามารถผ่านด่านพิสูจน์ตามมาตรฐานได้นั่นเอง

สำหรับในเมืองไทยนั้น เรายังไม่เห็นรายละเอียดของปัญหาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เหลียวซ้ายแลขวา ก็คงเห็นสถานการณ์ที่ดูจะคล้ายคลึงกับต่างประเทศ

เช่น บทความที่มีการสื่อสารสาธารณะ เชียร์สารเคมี สารสกัดจากโน่นนี่นั่น อ้างงานวิจัยหลอดทดลอง และในสัตว์ มาอวดสรรพคุณต่างๆ นานา พร้อมอาจเห็นหลายบทความที่พยายามทำให้ประชาชนตื่นกลัวยาแผนปัจจุบันว่าจะทำลายตับไตหรืออวัยวะอื่นๆ รวมถึงให้กลัวแก่ กลัวพิการ กลัวตาย อยากอายุยืนอะไรเหล่านี้เป็นต้น จนสุดท้ายแล้วจึงเห็นความนิยม ความเชื่องมงายในหลายต่อหลายเรื่องจึงเกิดขึ้น ทั้งการแพทย์ทางเลือก เอายาเสพติดมารักษาสารพัดโรค อาหารเสริมสกัดจากโน่นนี่นั่นป้องกันอวัยวะเสื่อม เป็นต้น

หากคนเราฉุกคิดได้ ก็คงไม่หลงเชื่อ ไม่ติดตาม ไม่แชร์ต่อ แต่สถานการณ์จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

สินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงขายดิบขายดี ใครว่าคนไทยจนคงไม่ใช่ เพราะเวลาเจ็บป่วยก็อ้างไม่มีเงินไปรักษา แต่กลับมีเงินไปถลุงกับสิ่งที่ไม่เป็นเรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด ขายกล่องละหลายพันบาท อวดอ้างสรรพคุณทำให้"ไม่ป่วย ไม่แก่ กันมะเร็งไม่ให้แพร่กระจาย" กลับขายดิบขายดี

ถ้าสังคมเรามีระบบการติดตามกำกับ ตรวจสอบ อาจเห็นปัญหาที่ชัดเจน ที่อาจครอบคลุมทั้งเรื่อง การโฆษณาเกินจริง "การผิดจริยธรรมวิชาชีพทางการแพทย์อันมาจากผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ" ฯลฯ

ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เมื่อปี 2558 มีการจับกุมและดำเนินคดี รวม 101 ครั้ง พบผู้กระทำผิด 148 คน จำนวนของกลาง 1,019 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 185 ล้านบาท แยกเป็นผลิตภัณฑ์ยา อาหาร เครื่องสำอาง วัตถุอันตราย วัตถุออกฤทธิ์อันตรายต่อจิตประสาท โดยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีการดำเนินคดีมาแล้วประมาณ 400 ราย มูลค่าของกลางกว่า 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับคดีที่มีการเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ของธุรกิจผิดกฎหมายกับบุคลากรทางการแพทย์นั้นยังไม่เคยได้รับการเผยแพร่ให้ได้ทราบ จึงยังไม่รู้ว่ามีมากน้อยเพียงใด แต่น่าสนใจหากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะมีการวิเคราะห์เจาะลึกและเปิดเผยแก่สาธารณะ

เรื่อง Dietary supplement fraud นี้เป็นเรื่องใหญ่ มีความซับซ้อน และต้องระดมสรรพกำลังในการควบคุมป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว แต่ควรตระหนักถึงปัญหานี้ตั้งแต่บัดนี้ ก่อนจะสายเกินไป

แต่ปัญหาจะหนักมากขึ้นหลายเท่า หากบุคลากรทางการแพทย์ไปทำเสียเอง

ระหว่างนี้ คงได้แต่ภาวนาว่า สังคมไทยจะรู้เท่าทัน และช่วยกันตรวจสอบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

เรื่องบางเรื่องในสังคมอย่างเช่น ความพยายามทำให้ยาเสพติดเปลี่ยนจากผิดไปเป็นถูกอย่างรวดเร็ว โดยขาดหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอนั้น ก็น่าลองคิดดูให้ดีว่า มีโอกาสไหมที่จะนำไปสู่เรื่องธุรกิจในลักษณะ Dietary supplement fraud ในอนาคต

คิดไตร่ตรองให้ดี และวางแผนเตรียมรับมือเพื่อลูกหลานไทยในอนาคต

ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ้างอิง

1. Cohen MH. Key Points for Physicians and other Healthcare Licensees to Consider When Selling Dietary Supplements to Patients. Cohen Healthcare Law Group. December 2, 2014.

2. Deceptive Advertising in Dietary Supplements. Kozonis & Klinger Ltd. August 16, 2018.

3. Fuster V. The Hazards of Physician Advertising. Journal of the American College of Cardiology. 2015;66(22). DOI: 10.1016/j.jacc.2015.10.016

4. 5 ปี คดีผลิตภัณฑ์สุขภาพ-อาหารเสริมพุ่ง. ข่าวสังคม. Thai PBS. 25 เมษายน 2561.

*****************************************************
แพทย์ ขายตรง ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้กับคนไข้ ขณะทำหน้าที่รักษา .. ผมว่ามันไม่เหมาะ นะครับ
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=19-12-2010&group=27&gblog=9

ยา กับ อาหารเสริม (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ต่างกันอย่างไร ???    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2008&group=7&gblog=5

สุดยอดการหลอกลวงด้านสุขภาพ ... จาก อเมริกา ดูแล้วก็ไม่ต่างอะไร กับเมืองไทย ...    https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-12-2009&group=7&gblog=40

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์ เป็นเรื่องโกหกแต่เชื่อ ?    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=02-12-2012&group=7&gblog=170

FW mail ... รวมสินค้า (แหกตา) โดนแล้วจะตาแหก...    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=11-01-2010&group=7&gblog=46

ภัยจากนามบัตร แถม ยาป้าย ( ใครที่มีสุตรยาป้าย ถ้าได้ผลจริง มีคนให้เงินล้าน ไม่ต้องไปป้ายข้างถนน)    https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=02-02-2009&group=7&gblog=13

อย. ยัน "ไม่เคยรับรอง" ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ลดอ้วนได้จริง ..วิธีตรวจสอบ แอบอ้างเลข อย. (ปลอมทุกอย่าง)
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-11-2008&group=7&gblog=8

"คลอโรฟิลล์" .. ดีจริง ตามที่โฆษณา หรือว่า แค่หลอกเล่น เหมือนกับที่เคย ๆ ...    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=23-09-2010&group=7&gblog=105

“มะรุม” พืชสมุนไพร แต่ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” .... บทความดี ๆ จากเวบ สสส.    
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=09-05-2010&group=7&gblog=56

น้ำมันมะพร้าว - ออย์ พูลลิ่ง ( oil pulling ) ... ดีจริง หรือ ???     
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=08-06-2015&group=4&gblog=109

แพทย์จุฬาฯ พบคนไข้ไทย ใช้ "ใบทุเรียนเทศ" ตายเพราะตับและไตวาย ก่อนตายเพราะมะเร็ง
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=21-07-2015&group=4&gblog=113

วิตามิน อาหารเสริม ... โทษมากกว่าคุณ ??? .... จาก นสพ.ไทยรัฐ    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-04-2010&group=7&gblog=54

อาหารเสริม ดีจริงหรือ ??? กินกูลต้าไธโอน ขาวจริงป่ะ ???    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2008&group=7&gblog=4

อาหารเสริม เลือดจระเข้ ดีจริงหรือ ???    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-12-2009&group=7&gblog=41

อาหารเสริมหรือเสริมอาหาร จะเอาอะไรกันแน่ ??? อาหารต้านอนุมูลอิสระ ??? ... นำมาฝากจากเวบ หมอชาวบ้าน
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=11-05-2010&group=7&gblog=57

 




Create Date : 10 สิงหาคม 2551
Last Update : 4 สิงหาคม 2562 14:14:40 น. 18 comments
Counter : 12224 Pageviews.  

 
ขอคณสำหับความรู้ครับ


โดย: boyblackcat วันที่: 10 สิงหาคม 2551 เวลา:18:28:32 น.  

 
ได้ความรู้ดี ครับ ขอบคุณ


โดย: wildbirds วันที่: 10 สิงหาคม 2551 เวลา:18:55:10 น.  

 
ขอบคุณค่ะคุณหมอ

กำลังทำตัวเป็น "คนใกล้หมอ" เพราะตอนนี้ใกล้จะเป็นคนไข้ในโรคเนื้องอกในมดลูกค่ะ


โดย: คุณน้ำตาล วันที่: 11 สิงหาคม 2551 เวลา:13:00:48 น.  

 


อย. เตือน! อย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโฆษณาเว่อร์ อวดอ้างรักษาโรค

อย. เผย พบบ่อย กรณีผู้ผลิต/ผู้นำเข้า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงในเชิงรักษาโรค เพื่อจูงใจให้ซื้อผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะชอบอ้างผู้ป่วย โรคต่าง ๆ กินแล้วหาย ไม่ว่าจะเป็นโรคอัมพฤกษ์ โรคเชื้อราสมอง โรคเบาหวาน โรคเอสแอลอี

อย.เกรงผู้บริโภคหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ เสียทั้งเงินและโอกาสในการรักษา และอาจ เป็นอันตรายต่อร่างกาย

ย้ำ! ไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดรักษาโรคได้

วอนผู้บริโภคช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบการกระทำผิดดังกล่าวให้โทร. แจ้งที่สายด่วน อย. 1556






ภญ. นิตยา แย้มพยัคฆ์ รักษาราชการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาเปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจติดตามการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พบว่า .....

ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ามักจะโฆษณาจูงใจผู้บริโภคให้ซื้อผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร โดยใช้ รูปแบบการโฆษณาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิธีขายตรง จัดประชุมสัมมนา พูดโฆษณาแบบปากต่อปาก โฆษณาผ่านทางแผ่นพับ วิดีทัศน์ และสื่อต่าง ๆ

ซึ่งเป็น การโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. และโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง เช่น ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับเซลล์ในร่างกาย ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ปรับสมดุลความเป็น กรดด่างในร่างกาย

อีกทั้งยังนำตัวอย่างบุคคลที่แสดงว่าเป็นโรคต่าง ๆ เช่น ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ ผู้ป่วยเชื้อราสมอง เบาหวาน ความดันโลหิต โรคเอสแอลอี เป็นต้น โดยอ้างว่าเมื่อ รับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้วอาการของโรคจะดีขึ้นหรือหายขาดจากโรคนั้นๆ ซึ่งในขณะนี้มักพบรูปแบบการโฆษณาในลักษณะดังกล่าวจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นการโฆษณา ที่ติดตามตรวจสอบได้ยาก


รก. รองเลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า อย. รู้สึกห่วงใยผู้บริโภคเป็นอย่างมาก จึงขอเตือน .....

อย่าได้หลงเชื่อการประชุม สัมมนา ที่แนะนำสรรพคุณผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยนำบุคคลหรือ เปิดวิดีทัศน์แสดงตัวบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ป่วยโรคต่าง ๆ มาเล่าประสบการณ์ว่า รับประทานผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวแล้วหายหรืออาการดีขึ้น

อีกทั้ง อย่าได้หลงเชื่อเพราะผู้โฆษณาเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ บุคลากรทางสาธารณสุขหรือทางการแพทย์ หรืออาจารย์

แต่ควร เชื่อหน่วยงานที่เป็นกลาง เช่น หน่วยงานราชการ ซึ่งไม่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง


ทั้งนี้ ขอให้พิจารณาและตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ด้วยความรู้และความเข้าใจ ที่ถูกต้องว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทาน นอกเหนือจากการรับประทานอาหารตามปกติ

อีกทั้งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาหรือผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อถือได้ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์อาหารใดๆ สามารถบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรคได้

และในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผู้บริโภคควรอ่านฉลากให้เข้าใจว่ามีส่วนประกอบหรือ สารอาหารตรงกับความต้องการหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หาก อย. พบการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินคดีกับผู้ผลิต/ผู้นำเข้าทุกราย โดยผู้กระทำความผิดจะได้รับโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

และในส่วนของผู้ที่โฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงว่าสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้ จะมีโทษถึงจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เพราะการกระทำลักษณะนี้ถือเป็นการหลอกลวง ผู้บริโภคให้เกิดความเข้าใจผิด ทำให้เสียเงินและ เสียโอกาสในการรักษาโรคให้หาย อีกทั้งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

ทั้งนี้ ขอให้ผู้บริโภคช่วยสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตาแทนรัฐ หากพบผลิตภัณฑ์สุขภาพ ต้องสงสัยหรือต้องการ ร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขอให้โทร. แจ้งที่สายด่วน อย. 1556 รก. รองเลขาธิการฯ กล่าวในที่สุด



โดย: หมอหมู วันที่: 1 ตุลาคม 2552 เวลา:15:42:59 น.  

 



ผลิตภัณฑ์ ที่มี อย. ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้ผลจริง

แต่คนทั่วไปมักเข้าใจว่า อย. เป็นเครื่องหมายยืนยัน และ เป็นจุดที่ผู้ขายนำไปใช้โฆษณาทั้งด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้

" ดังนั้นผู้บริโภคที่เข้าใจผิดจึงมักตกเป็นเหยื่ออยู่เสมอ "


ที่จริงแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่มี อย.นั้น เป็นเพียงการแสดงว่าได้ผ่านการขึ้นทะเบียนสูตรตำรับ และในสูตรตำรับนั้นไม่มีสารที่อาจก่อให้เกิดอันตราย

ซึ่งในขั้นตอนการผลิตจริง หากผู้ผลิตไร้จริยธรรมก็อาจผสมสารอื่นๆที่ผิดเพี้ยนไปจากสูตรตำรับได้

ซึ่งหากไม่ได้มีการสุ่มตรวจดูก็ไม่มีทางจะรู้

แล้วผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดมีเยอะแยะ การจะสุ่มตรวจให้ได้ทุกผลิตภัณฑ์ ทุก lot การผลิตนั้นเป็นไปไม่ได้เลย


สำหรับเครื่องสำอางค์ใช้กฎหมายควบคุมคนละฉบับกับยา [ ซึ่งจะไม่เคร่งครัดเท่ากับ พรบ.ยา ] มีการควบคุมให้ขึ้นทะเบียนสูตรตำรับ แต่ไม่ได้ควบคุมเรื่องการโฆษณามากนัก คือสามารถโฆษณาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

ในขณะที่ยาจะห้ามโฆษณาเว้นแต่การโฆษณาที่ทำต่อบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น หรือแม้แต่ข้อความในเอกสารกำกับยาก็ต้องผ่านการตรวจสอบก่อนจึงจะพิมพ์ได้

แต่เครื่องสำอางค์จะโฆษณาโม้อะไรก็ทำไป ตราบใดที่ยังไม่โอเวอร์เกินจริงและมีคนร้องทุกข์ก็มักจะไม่มีการดำเนิน การอะ ไร เราจึงเห็นโฆษณาประเภทหน้าขาวใสใน 7 วัน กันให้เกลื่อนเมือง


ดังนั้น การจะซื้อสินค้าและบริการอะไร อย่าไปพึ่งเครื่องหมายต่างๆเหล่านี้มากนัก เพราะมันเพียงช่วยคัดกรองได้บางส่วน เช่น มี อย.ย่อมดีกว่าไม่มี อย. แต่ไม่ได้รับประกันว่าใช้แล้วจะปลอดภัยหรือได้ผลจริง

ควรให้วิจารณญานของตัวเองมากกว่า โดยเฉพาะพวกโฆษณาเวอร์ๆนี่สันนิษฐานไว้ก่อนได้เลยว่าไม่ได้ผลหรือถ้าได้ผลก็ อาจไม่ปลอดภัย


ส่งโดย: sweet_toffy





ปล. คุณ sweet_toffy เขียนไว้ในเวบไทยคลินิก เลยคัดลอกนำมาลงไว้ ..


โดย: หมอหมู วันที่: 1 มีนาคม 2553 เวลา:19:28:32 น.  

 
ได้ความรู้มากเลยค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ


โดย: ธารน้อย วันที่: 10 พฤษภาคม 2553 เวลา:1:27:44 น.  

 



จับอาหารเสริม "อินทรา" อวดอ้างเกินจริง

ไทยรัฐ

อย.ตรวจจับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “อินทรา” อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงว่าสามารถรักษามะเร็ง เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ และ เกาต์ได้ พร้อมยึดผลิตภัณฑ์ 1,392 ขวด รวมมูลค่า 2.2 ล้านบาทไปตรวจสอบ...

เมื่อ เวลา 08.30น. วันที่ 11 พ.ค.2553 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา แถลงข่าวการตรวจจับผลิตภัณฑ์อาหารผิดกฎหมาย โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)

ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “อินทรา” ว่า มีการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงว่า สามารถรักษาโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคเกาต์ ผ่านทางสถานีวิทยุชุมชนในเขตจังหวัดนนทบุรีและจังหวัดอื่นๆ

อย. จึงได้ประสานไปยังกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง ผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อตรวจสอบสถานที่นำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 7 พ.ค. อย. ร่วมกับ บก.ปคบ. เข้าตรวจสอบที่บริษัท ไลฟ์สไตลส์ แปซิฟิค ริม (ประเทศไทย) จำกัด เลขที่ 170/2 อาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 1 ชั้น 1-2 ซ.สุขุมวิท 16 คลองเตย กรุงเทพฯ

ซึ่งผลการตรวจสอบพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำผลไม้อินทรา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนูเทรีย และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไฟเบอร์ไลท์ จำนวนหลายพันขวด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากประเทศแคนาดา เพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ค้ารายย่อย รวมทั้งพบแผ่นซีดีโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณรักษาโรคร้ายต่างๆ

จากการตรวจ สอบเบื้องต้นพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไฟเบอร์ไลท์ แสดงฉลากไม่ถูกต้อง จึงได้อายัดผลิตภัณฑ์ดังกล่าว 1,392 ขวด และยึดซีดีจำนวน 10 แผ่น รวมทั้งเก็บตัวอย่างทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ตรวจวิเคราะห์หาสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น สารสเตียรอยด์ โลหะหนัก อาทิ ตะกั่ว แคดเมี่ยม สารหนู รวมทั้งเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ รวมมูลค่าของที่ยึด อายัด และเก็บตัวอย่างประมาณ 2.2 ล้านบาท

นายจุ รินทร์ กล่าวต่อไปว่า ทาง อย. จึงแจ้งความดำเนินคดีในข้อหา

1.โฆษณาสรรพคุณอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และหากพบการโฆษณาสรรพคุณอาหารโอ้อวดเกินจริงหรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อ โดยไม่สมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.นำเข้าอาหารเพื่อจำหน่ายที่มีการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท

3.หากผลการตรวจวิเคราะห์ พบสารสเตียรอยด์ และ เชื้อโรคอาหารเป็นพิษ จะจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และหากพบโลหะหนัก ตะกั่ว แคดเมี่ยม สารหนู จะจัดเป็นอาหารผิดมาตรฐาน มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

รม ว.สาธารณสุข กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีการเข้าตรวจสอบสถานีวิทยุชุมชนในเขตจ.นนทบุรี FM 94.3 MHz. และ FM 100.25 MHz. เลขที่ 92/4 ซ.ท่าอิฐ ถ.รัตนาธิเบศร์ ต.บางรักน้อย อ.เมือง จ.นนทบุรี ซึ่งพบว่าจัดตั้งเป็นศูนย์ข้อมูลน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ผลการตรวจสอบพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำผลไม้อินทรา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนูเทรีย และเอกสารโฆษณาผลิตภัณฑ์เพื่อเผยแพร่ไปยังผู้บริโภค ซึ่งมีการโฆษณาในลักษณะอวดอ้างสรรพคุณรักษาโรคร้ายต่างๆได้ และช่วยบำรุงฟื้นฟูระบบต่างๆของร่างกาย ทั้งนี้ จะได้พิจารณาความผิดตามกฎหมายกับผู้โฆษณาหรือวิทยุชุมชน ในข้อหาโฆษณาสรรพคุณอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และอาจเข้าข่ายหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควรด้วย

นพ.นรังสันต์ กล่าวว่า ขอเตือนผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณเป็น ยารักษาโรคต่าง ๆ เพราะ

" ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหารไม่ใช่ยา จึงไม่มีสรรพคุณในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรคใดๆ "

นอกจากจะต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทำให้เสียโอกาสในการรักษาโรคที่ถูกวิธีอีกด้วย จึงขอให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการเลือกซื้อ

หากไม่แน่ใจ หรือพบเห็นผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย หรือ พบเห็นการโฆษณาเกินจริงหลอกลวงผู้บริโภค เช่น อ้างสรรพคุณอาหารว่าสามารถรักษาโรค ลดความอ้วน มีฉลากผลิตภัณฑ์ไม่ชัดเจน ไม่มีภาษาไทย และคาดว่าจะผิดกฎหมาย

โปรดแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย.โทร. 1556 อีเมล์ : 1556@fda.moph.go.th หรือส่งจดหมายไปที่ ตู้ ปณ.52 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือเดินทางมาร้องเรียนที่ ศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ทุกวันในเวลาราชการ หรือที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด

//www.thairath.co.th/content/edu/82275

จากคุณ : หมาป่าดำ




โดย: หมอหมู วันที่: 12 พฤษภาคม 2553 เวลา:14:06:47 น.  

 
//www.thaihealth.or.th/node/17531

น้ำมันรำข้าว-จมูกข้าวรักษาโรคไม่ได้

อย. เตือนผู้บริโภค อย่าตกเป็นเหยื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว” อ้างสรรพคุณ รักษาโรคมะเร็ง หัวใจ รูมาตอยด์ ภูมิแพ้ อัมพฤกษ์ เบาหวาน ความดัน เป็นต้น อาจทำให้เสียโอกาส ในการรักษาที่ถูกต้อง

ย้ำ! ผลิตภัณฑ์อาหารไม่ใช่ยารักษาโรค หากจะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคู่ไปกับการรักษา ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด และอย่าเชื่อโฆษณาเกินจริงที่หวังผลทางการค้ามากเกินไป



นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบเกี่ยวกับการโฆษณาน้ำมันรำข้าว โดยได้รับการร้องเรียนจากสมาคมขายตรงเกี่ยวกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว โดยระบุสรรพคุณ รักษาโรคมะเร็ง หัวใจ รูมาตอยด์ ภูมิแพ้ อัมพฤกษ์ เบาหวาน ความดัน เป็นต้น มีการอ้างผลการทดสอบจากผู้รับประทาน และประสบการณ์จากผู้ป่วยที่ต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ซึ่งจากการตรวจสอบไม่มีข้อเท็จจริงทางวิชาการยืนยันถึงความน่าเชื่อถือ และเอกสารที่ปรากฏน่าจะเป็นการตัดต่อข้อมูลของกลุ่มสมาชิกผู้จำหน่ายสินค้า ซึ่ง อย. ได้แจ้งเตือนไปยังผู้ทำการโฆษณาให้ระงับการโฆษณาและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป แล้ว

อย่างไรก็ตาม อย.มีความห่วงใยในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะที่จริงแล้วผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานเสริมนอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติเท่านั้น จึงขอให้ผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพราะมุ่งหวังรักษาโรคโดยเด็ดขาด อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง เช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจต้องตัดเท้า ผู้ป่วยมะเร็งมีอาการทรุดหนัก เป็นต้น

หากจะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคู่ไปกับการรักษา ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด และไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่หวังผลทางการค้ามากเกินไป

ทั้งนี้ โฆษณาส่วนใหญ่ เป็นการจำหน่ายในลักษณะขายตรง ซึ่งบางรายบางเครือข่ายอาจหาประโยชน์ที่ผิดกฎหมายในลักษณะแชร์ลูกโซ่ จึงขอให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมจริยธรรม

เลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ ก็ตาม ขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อโดยอ่านข้อมูลของอาหารนั้นบนฉลากทุกครั้งว่ามีสาร อาหารอะไรตามที่ร่างกายขาดหรือต้องการเสริม

แต่หากผู้บริโภคพบเห็นการอวดอ้างสรรพคุณผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่าสามารถรักษา โรคได้ หรือโฆษณาหลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงเชื่อโดยการขายตรง ขอให้แจ้งเบาะแสโดยละเอียดผ่านสายด่วน อย. 1556

สำหรับในส่วนภูมิภาคแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อทางราชการจะได้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ กระทำผิดอย่างเข้มงวดต่อไป


ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

Update : 18-10-53

อัพเดทเนื้อหาโดย : กิตติภานันทร์ ลีจันทึก




โดย: หมอหมู วันที่: 3 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:13:31 น.  

 
//www.thaihealth.or.th/node/16522

ระวัง'อาหารเสริม' โฆษณาเกินจริง


กระแส รักสุขภาพกำลังมาแรงในยุคนี้ จะเห็นได้จากสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสุขภาพถูกนำออกสู่ท้องตลาดมาก ขึ้น ขณะที่ยอดขายก็มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด

ผลิตภัณฑ์ เหล่านี้ แม้จะมีส่วนช่วยเสริมจากการรับประทานอาหารตามปกติ แต่โฆษณาแฝงข้อความเกินจริงของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆเหล่านี้ เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ก็เป็นอีกหนึ่งภัยร้ายแรงต่อผู้บริโภค

นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือที่เรียกติดปากว่า "อาหารเสริม"ออกมาจำหน่ายหลายยี่ห้อ และมีการแข่งขันทางการตลาดสูง บางรายมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น รับประทานแล้วทำให้ฉลาด สมองดี หรือรับประทานแล้วช่วยป้องกันหรือรักษาสารพัดโรคได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภค เกิดความสับสนและเข้าใจผิดได้


สำหรับ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ขึ้นทะเบียนกับ อย.ปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 ชนิดแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม คือกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทวิตามิน, กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยลดการดูดซึมของไขมัน, กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน, กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สกัดมาจากธัญพืช, กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สกัดมาจากสมุนไพร, กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดโรคมะเร็ง, กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยชะลอความแก่ และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย

โดยกลุ่มที่มียอดจำหน่ายสูงคือ กลุ่มที่ชะลอความแก่ และเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยลดความอ้วนได้

รอง เลขาธิการ อย. กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา อย. ทำหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัยและคุณภาพมาตรฐานของอาหาร โดยจะตรวจสอบและดูแลผลิตภัณฑ์ก่อนออกวางจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยข้อความบนฉลาก รวมทั้งข้อแนะนำคำเตือน สำหรับผลิตภัณฑ์ว่า เป็นไปอย่างถูกต้องตามมาตรฐานตามพ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 หรือไม่


ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ Dietary Supplement Products เป็น อาหารที่ใช้รับประทานเสริม นอกเหนือจากอาหารหลักไม่ใช่รับประทานแทนอาหารเหมือนอย่างคำโฆษณา และมีจุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติ ไม่ใช่มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยรับประทาน


แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนใหญ่จะมีรูปแบบและส่วนผสมที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ยา ทำให้ผู้บริโภคหลายรายเกิดความสับสน


จึงมีผู้ประกอบการหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์บางรายใช้เป็นจุดขายในการโฆษณาผ่านสื่อ หรือการขายตรง โดยแสดงคุณสมบัติในทางยาว่าช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ลดความอ้วน บำรุงสมอง หรือใช้โฆษณาเป็นอาหารที่ใช้ควบคุมน้ำหนัก หรือโฆษณาว่า เมื่อรับประทานแล้วสามารถป้องกัน หรือลดโอกาสเป็นมะเร็งได้

ทำให้ผู้บริโภคบางคนหลงเชื่อและใช้จ่ายเงินในการซื้อหาผลิตภัณฑ์จำนวนมาก

ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารไม่ได้มีคุณสมบัติตามที่มีการโฆษณาเพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้มี คุณสมบัติเพียงการเสริมอาหาร และอาจช่วยให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น แต่ไม่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคหรือลดความอ้วนได้

รอง เลขาธิการ อย. ฝากถึงผู้บริโภคว่า ควรใช้วิจารณญาณ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อย่าตัดสินใจตามคำโฆษณา เพราะร่างกายที่แข็งแรง ตามหลักการแพทย์นั้น เกิดจากการรับประทานอาหารหลักครบ 5 หมู่ การลดความอ้วนสามารถทำได้ด้วยการรับประทานอาหารแต่พอเหมาะ และออกกำลังกายทุกวัน


ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Update: 11-08-53

อัพเดตเนื้อหาโดย: คมสัน ไชยองค์การ


โดย: หมอหมู วันที่: 3 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:20:53 น.  

 

//www.fda.moph.go.th/www_fda/data_center/ifm_mod/nw/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B3%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7.pdf

อย.เตือนอย่าหลงเชื่อน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว โวสรรพคุณ รักษาสารพัดโรค


อย.เตือนผู้บริโภค อย่าตกเป็นเหยื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว” อ้างสรรพคุณ รักษาโรคมะเร็ง หัวใจ รูมาตอยด์ ภูมิแพ้ อัมพฤกษ์ เบาหวาน ความดัน เป็นต้น อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง

ย้ำ! ผลิตภัณฑ์อาหารไม่ใช่ยารักษาโรค หากจะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคู่ไปกับการรักษา ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด และอย่าเชื่อโฆษณาเกินจริงที่หวังผลทาง
การค้ามากเกินไป


นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบเกี่ยวกับการโฆษณาน้ำมันรำข้าว โดยได้รับการร้องเรียนจากสมาคมขายตรงเกี่ยวกับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว โดยระบุสรรพคุณ รักษาโรคมะเร็ง หัวใจ รูมาตอยด์ ภูมิแพ้ อัมพฤกษ์ เบาหวาน ความดัน เป็นต้น มีการอ้างผลการทดสอบจากผู้รับประทาน และประสบการณ์จากผู้ป่วยที่ต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ ซึ่งจากการตรวจสอบไม่มีข้อเท็จจริงทางวิชาการยืนยันถึงความ
น่าเชื่อถือ และเอกสารที่ปรากฏน่าจะเป็นการตัดต่อข้อมูลของกลุ่มสมาชิกผู้จำหน่ายสินค้า ซึ่ง อย. ได้แจ้งเตือนไปยังผู้ทำการโฆษณาให้ระงับการโฆษณาและดำเนินการตามกฎหมายต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม อย.มีความห่วงใยในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะที่จริงแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานเสริม
นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลักตามปกติเท่านั้น

จึงขอให้ผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพราะมุ่งหวังรักษาโรคโดยเด็ดขาด อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง เช่น ผู้ป่วยเบาหวานอาจต้องตัดเท้า ผู้ป่วยมะเร็งมีอาการทรุดหนัก เป็นต้น หากจะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคู่ไปกับการรักษา ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด และไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่หวังผลทางการค้ามากเกินไป

ทั้งนี้ โฆษณาส่วนใหญ่ เป็นการจำหน่ายในลักษณะขายตรง ซึ่งบางรายบางเครือข่ายอาจหาประโยชน์ที่ผิดกฎหมายในลักษณะแชร์ลูกโซ่ จึงขอให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมจริยธรรม

เลขาธิการฯ กล่าวต่อไปว่า ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ ก็ตาม ขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อโดยอ่านข้อมูลของอาหารนั้นบนฉลากทุกครั้งว่ามีสารอาหารอะไรตามที่ร่างกายขาดหรือต้องการเสริม

แต่หากผู้บริโภคพบเห็นการอวดอ้างสรรพคุณผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่าสามารถรักษาโรคได้ หรือโฆษณาหลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงเชื่อโดยการขายตรง ขอให้แจ้งเบาะแสโดยละเอียดผ่านสายด่วน อย. 1556 สำหรับในส่วนภูมิภาคแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อทางราชการจะได้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ กระทำผิดอย่างเข้มงวดต่อไป


กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค 18 ตุลาคม 2553 ข่าวแจก 4 / ปีงบประมาณ 2554



ปล. กว่าจะออกมาเตือน คนขายก็รวยไปแล้ว ..


โดย: หมอหมู (หมอหมู ) วันที่: 12 ธันวาคม 2553 เวลา:11:21:33 น.  

 


//www.fda.moph.go.th/www_fda/data_center/ifm_mod/nw/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%A1%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9F%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%8C2.pdf

อย. เชือด โฆษณาผลิตภัณฑ์เอนไซม์ เจนิฟู้ด หลังดื้อแพ่งไม่ระงับโฆษณา


อย. สั่งเชือดโฆษณาผลิตภัณฑ์เอนไซม์เจนิฟู้ด หลังดื้อแพ่งโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ดาวเทียม และเคเบิลทีวีอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่มีคำสั่งให้ระงับโฆษณา ส่อเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย และทำธุรกิจอย่างไร้จริยธรรม หลอกลวงผู้บริโภคให้หลงเชื่อ

อย. เอาจริง ลงโทษหนัก ทั้งโฆษณาเป็นเท็จ มีโทษจำคุก และโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งจะปรับทุกครั้งที่พบการโฆษณาทั้งผู้โฆษณาและสื่อที่เผยแพร่ พร้อมเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ เพราะเป็นการเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากโรคที่เป็นอยู่จะไม่หายแล้ว โรคอาจลุกลามเป็นอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้


นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า จากการที่มีผลิตภัณฑ์อาหาร “เอนไซม์ เจนิฟู้ด” นำเข้าโดย บริษัท เบสไฟว์ อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งขอขึ้นทะเบียนกับ อย. เป็นเครื่องดื่มพืชผักผลไม้ผสม (ตราเจนิฟู้ด) เลขสารบบอาหาร 10-3-10838-1-0001 มีการโฆษณาอ้างว่าเป็น “เอนไซม์” ทางสื่อโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวีกว่า 10 ช่อง โดยมีข้อความโฆษณาอวดอ้างรักษาได้สารพัดโรค เช่น ป้องกัน ยับยั้งต่อต้าน ทำลายโรคต่าง ๆ เป็นทางเลือกที่ได้ผลสูง , รักษาแผลกดทับเนื่องจากอัมพฤกษ์, ใช้โรยแผลที่มีเนื้อมะเร็งแผลบวม มีหนองจะช่วยดูดซับสารพิษทั้งหมด ฯลฯ

โดยนำบทสัมภาษณ์ผู้ป่วย อาทิ ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน เบาหวานความดัน มะเร็ง ไขมันอุดตัน มะเร็งเต้านม หัวใจตีบ ฯลฯ ที่รับประทานผลิตภัณฑ์เอนไซม์ดังกล่าวแล้วอาการป่วยดีขึ้นหรือหายจากอาการป่วย หรือนำผู้ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในสังคมมาโฆษณา เพื่อจูงใจให้ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์มาใช้

ซึ่ง อย. ได้มีคำสั่งระงับโฆษณาดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งแจ้งไปยังสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวีให้งดเผยแพร่
แต่จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร “เอนไซม์ เจนิฟู้ด” ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวีหลายช่อง ได้แก่ Home Channel, I Channel, OHO Channel, DooDee Channel, Nice Channel,MYTV, Thai Vision, เกษตร แชนแนล, MY MV5, Hi Channel, Star Channel และช่องลายไทย โดยการกระทำดังกล่าว
ถือว่าเจตนาละเมิดคำสั่งการระงับโฆษณา ซึ่ง อย. เตรียมดำเนินการอย่างเข้มงวด ตามนโยบายคุ้มครองความปลอดภัยผู้บริโภคของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์)

โดยจะดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา

โฆษณาด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5 พันบาท และ
ฝ่าฝืนคำสั่งระงับโฆษณา มีโทษจำคุกไม่เกิน2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับเป็นรายวันวันละไม่น้อยกว่า 5 ร้อยบาทแต่ไม่เกิน 1 พันบาท ตลอดเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

นอกจากนี้ สื่อที่ทำการเผยแพร่โฆษณาดังกล่าว อันได้แก่
สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวี จะมีความผิดในข้อหาโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5 พันบาท และอาจถือว่ามีเจตนาร่วมกันหลอกลวง ซึ่งจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เลขาธิการ ฯ อย. กล่าวต่อไปว่า อย. ได้ดำเนินการตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำผิด เพื่อเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ประกอบการทุกรายมีจริยธรรม และเห็นแก่ความปลอดภัยของผู้บริโภค อย่าโฆษณาด้วยวิธีต่าง ๆ ในลักษณะที่เกินเลยความเป็นจริง

สำหรับผู้บริโภคอย่าได้อย่าหลงเชื่อการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารที่อวดอ้างรักษาโรค เพราะนอกจากโรคที่เป็นจะไม่หายแล้ว อาจทำให้เจ็บป่วยมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ สิ้นเปลืองเงินทองโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้เสียโอกาสในการรักษาโรคอย่างถูกวิธี และอาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต

และหากพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่โอ้อวดเกินจริง ขอให้แจ้งร้องเรียนได้ที่

ศูนย์เฝ้าระวัง และรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ชั้น 1 ตึก อย. หรือ

สายด่วน อย. 1556 หรือ

E-mail : 1556@fda.moph.go.th หรือ

ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี 11004


//www.fda.moph.go.th/www_fda/newweb/index.php

www.oryor.com

กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 ข่าวแจก 26 / ปีงบประมาณ 2554__


โดย: หมอหมู วันที่: 6 กรกฎาคม 2554 เวลา:23:07:00 น.  

 
อะไรคือ “ยา” อะไรคือ “อาหาร”

ภก.ทรงศักดิ์ วิมลกิตติพงศ์
สำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา


คงจะไม่ยากหาก “อาหาร” มีรูปลักษณ์อย่างที่เราคุ้นเคย แต่หากมีลักษณะเป็นเม็ด แคปซูลหรือรูปลักษณ์อย่างอื่นๆที่ดูคล้ายๆจะเป็นยา อาจทำให้เราสับสนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่ 293) พ.ศ.2548 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่ 309)พ.ศ.2550 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 2) ได้นิยามผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไว้ว่า
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คือ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานนอกเหนือจากการรับประทานอาหารตามปกติ ซึ่งมีสารอาหารหรือสารอื่นเป็นองค์ประกอบ อยู่ในรูปแบบเม็ด แคปซูลผง เกล็ด
ของเหลวหรือลักษณะอื่น ซึ่งมิใช่รูปแบบอาหารตามปกติ (conventional foods)

สำหรับผู้บริโภคที่คาดหวังประโยชน์ทางด้านส่งเสริมสุขภาพ
ดังนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงจัดเป็นอาหารไม่ใช่ยา จึงไม่มีสรรพคุณในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรค และเป็น
ผลิตภัณฑ์สำ หรับผู้บริโภคที่มีสุขภาพร่างกายปกติไม่ใช่ผู้ป่วย และเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่รับประทานนอกเหนือจาก
อาหารปกติสำหรับผู้ที่คาดหวังประโยชน์ด้านสุขภาพเท่านั้น


สำหรับวิธีการสังเกตอย่างง่ายๆว่า อะไรคือ “ยา” อะไรคือ “อาหาร” นั้นสามารถสังเกตได้จาก “เครื่องหมาย อย.”

โดยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหารจึงต้องมีการแสดง
เครื่องหมาย อย. บนฉลาก และจะต้องแสดงฉลากเป็นภาษาไทยโดยมีรายละเอียดของข้อความบนฉลากตามที่กฎหมายกำหนด

“ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” จะมี เครื่องหมาย อย. บนฉลาก
( )

แต่สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาจะมี เลขทะเบียนตำรับยากำกับ ซึ่งจะสามารถสังเกตเลขทะเบียนตำรับยาได้จากคำว่า
“Reg.No.” หรือ “ทะเบียนยาเลขที่” หรือ “เลขทะเบียนยา” หรือ “เลขทะเบียนตำรับยาที่” ตามด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ
และตัวเลข โดยที่อักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวจะสื่อความหมายดังนี้

ยาแผนปัจจุบันสำหรับมนุษย์
เอ(A) ยาที่ผลิตในประเทศ
บี(B) ยาที่แบ่งบรรจุในประเทศ
ซี(C) ยาที่นำเข้าตรงจากต่างประเทศ

ยาแผนโบราณสำหรับมนุษย์
จี (G) ยาที่ผลิตในประเทศ
เอช(H) ยาที่แบ่งบรรจุในประเทศ
เค (K) ยาที่นำเข้าตรงจากต่างประเทศ



แต่ทั้งนี้ “ยา”จะไม่มีเครื่องหมาย อย. ปรากฏอยู่บนฉลากของผลิตภัณฑ์


ผลิตภัณฑ์ที่จัดเป็น “ยา” ควรจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ หรือ เภสัชกร เนื่องจากหากใช้ไม่ถูกต้องจะเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้ง่าย สำหรับ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”นั้นก่อนใช้ควรที่จะมีการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบหรือขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากหากใช้ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกขนาด ไม่ถูกวิธี หรือใช้โดยไม่ศึกษาว่าแพ้สารใดๆในผลิตภัณฑ์นั้นๆหรือไม่ หรือฝ่าฝืนคำเตือนต่างๆที่ระบุในฉลากนอกจากจะเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังอาจส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายได้
จะเป็น “ยา” หรือ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” จึงควรปรึกษาผู้รู้ก่อนใช้ยา

นึกถึง “ยา” นึกถึงเภสัชกร


//newsser.fda.moph.go.th/advancepharmacy/2009/_file/2012117162152%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2%202012_02%20%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%20%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%20%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3.pdf




โดย: หมอหมู วันที่: 21 พฤษภาคม 2555 เวลา:15:06:13 น.  

 


5.3 เลขสารบบอาหารในเครื่องหมาย อย.

ความหมายของเลขสารบบอาหารในเครื่องหมาย อย.

เลขสารบบอาหาร คือ เลขประจำตัวผลิตภัณฑ์อาหาร จะเป็นตัวเลข 13 หลักแสดงอยู่ภายในกรอบเครื่องหมาย อย. ถูก นำมาใช้แทนตัวอักษรและตัวเลขซึ่งอยู่ในกรอบเครื่องหมาย อย. แบบเดิม ซึ่งเลขสารบบอาหารนี้จะระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานที่ และข้อมูลผลิตภัณฑ์อาหารครบถ้วนมากกว่าในอดีต ช่วยให้เจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบง่ายขึ้น

โดยส่วนใหญ่เลขสารบบอาหารจะปรากฏอยู่บนฉลากของอาหารควบคุมเฉพาะ / อาหารกลุ่มที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน และ อาหารกลุ่มที่ต้องมีฉลาก แต่ ก็จะมีอาหารบางชนิดที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว อาทิ เกลือบริโภค ฯลฯ และอาหารกลุ่มที่มีระดับความเสี่ยงต่ำมาก ได้แก่ อาหารอื่นที่อยู่นอกเหนือจากกลุ่มข้างต้นเช่น น้ำตาลทราย เครื่องเทศฯลฯ ที่ฉลากไม่ต้องแสดงเลขสารบบอาหาร เพียงแค่ผู้ผลิตปฏิบัติส่วนอื่นให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

สำหรับรายละเอียดของเลขสารบบอาหาร 13 หลักนี้ จะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ประกอบด้วยเลข สองหลัก หมายถึง จังหวัดที่ตั้งของสถานที่ผลิตอาหารหรือนำเข้าอาหาร โดยใช้ตัวเลขแทนอักษรย่อของจังหวัด เช่น 12 หมายถึง จังหวัดนนทบุรี (ตัวเลขที่ใช้แทนชื่อจังหวัดตามเอกสารแนบท้าย)

กลุ่มที่ 2 ประกอบด้วยเลข หนึ่งหลัก หมายถึง สถานะของสถานที่ผลิตอาหารหรือนำเข้าอาหาร และหน่วยงานที่เป็นผู้อนุญาต ดังนี้
หมายเลข 1 หมายถึง สถานที่ผลิตอาหารที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้อนุญาต
หมายเลข 2 หมายถึง สถานที่ผลิตอาหารที่ จังหวัดเป็นผู้อนุญาตหมายเลข 4 หมายถึง สถานที่นำเข้าอาหารที่ จังหวัดเป็นผู้อนุญาต
หมายเลข 3 หมายถึง สถานที่นำเข้าอาหารที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นผู้อนุญาต

กลุ่มที่ 3 ประกอบด้วยเลข ห้าหลัก หมายถึง เลขสถานที่ผลิตอาหารหรือเลขสถานที่นำเข้าอาหาร ที่ได้รับอนุญาต และปี พ.ศ.ที่อนุญาต

โดยตัวเลขสามหลักแรก คือ เลขสถานที่ผลิตหรือนำเข้าอาหารแล้วแต่กรณี ส่วนตัวเลขสองหลักสุดท้าย คือ ตัวเลขสองหลักสุดท้ายของปี พ.ศ. ที่ได้รับอนุญาต เช่น 00244 แทน เลขสถานที่ผลิตหรือนำเข้าอาหาร ซึ่งได้รับอนุญาตเลขที่ 2 และอนุญาตในปี พ.ศ. 2544


กลุ่มที่ 4 ประกอบด้วยเลข หนึ่งหลัก หมายถึง หน่วยงานที่ออกเลขสารบบอาหาร ดังนี้
1 หมายถึง อาหารที่ได้รับเลขสารบบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
2 หมายถึง อาหารที่ได้รับเลขสารบบจากจังหวัด
กลุ่มที่ 5 ประกอบด้วยเลข สี่หลัก หมายถึง ลำดับที่ของอาหารที่ผลิต หรือนำเข้า ของสถานที่แต่ละแห่ง แยกตามหน่วยงานที่เป็นผู้อนุญาต เช่น 0002 แทนลำดับที่ 2 หรือ 0099 แทนลำดับที่ 99 เป็นต้น


นอกจากนี้การแสดงเลขสารบบ อาหารในเครื่องหมาย อย. ยังกำหนดให้ใช้ตัวเลขที่มีสีตัดกับสีพื้นของกรอบ มีขนาดไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร และสีของกรอบตัดกับสีพื้นของฉลาก

ทั้งนี้ผู้บริโภคบางท่านอาจพบผลิตภัณฑ์อาหารบางยี่ห้อแสดงเครื่องหมาย อย. แบบเดิมที่มีตัวอักษรและตัวเลขปรากฎอยู่ แทนที่จะเป็นเลขสารบบอาหารอยู่ในเครื่องหมาย อย. เนื่องจากอาหารบางประเภท มีอายุการเก็บรักษานานฉลากเก่าจึงยังคงเหลืออยู่ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงผ่อนผันให้อาหารที่วางจำหน่ายอยู่ก่อนวัน ที่ 24 กรกฎาคม 2546 สามารถใช้ฉลากเดิมจำหน่ายต่อไปได้ตามอายุการบริโภคของอาหารนั้น หรือในระยะเวลาที่อาหารนั้น ๆ ยังมีคุณภาพและมาตรฐานปลอดภัยต่อการบริโภค

แต่อาหารที่ผลิตหรือนำเข้าหลังจากวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 ฉลากจะต้องแสดงเลขสารบบอาหารเท่านั้น


จากข้อมูลที่กล่าว ข้างต้น จะเห็นว่ากฎหมายให้ความสำคัญต่อการให้ผู้ผลิตแสดง ข้อมูลซึ่งผู้บริโภคควรต้องทราบระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่ปลอดภัย คุ้มค่า และสมประโยชน์ที่สุด ดังนั้นผู้บริโภคทุกคนจึงควรให้ความใส่ใจต่อการอ่านและใช้ประโยชน์จากข้อมูล ที่ระบุบนฉลาก

สำหรับผู้บริโภคที่เคยพิจารณา เลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารโดยพิจารณาเฉพาะเครื่องหมาย อย. ก็ควรหันมาใส่ใจอ่านข้อมูลอื่นบนฉลากประกอบการตัดสินใจซื้อด้วย เพราะจะทำให้มั่นใจในผลิตภัณฑ์อาหารนั้นมากขึ้น

สำหรับผู้บริโภคที่พบเห็นผลิตภัณฑ์อาหารแสดงฉลากไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งข้อมูลมาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 7354-5 หรือ สายด่วนผู้บริโภคกับ อย.หมายเลขโทรศัพท์ 1556



โดย: หมอหมู วันที่: 21 พฤษภาคม 2555 เวลา:15:08:43 น.  

 


//www.consumerprotection.or.th/private_folder/health_product.pdf

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรืออาหารเสริม

เภสัชกรหญิง รองศาสตราจารย์เทวี โพธิผละ

“อาหารเสริม” หรือที่ อย. กาหนดให้เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” มักจะมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ยา แต่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ยา เพราะมีปริมาณสารออกฤทธิ์ไม่ถึงขนาดในการป้องกันบาบัด รักษาโรค หรือเปลี่ยนแปลงระบบการทางาน ตลอดจนโครงสร้างของร่างกายได้

ธุรกิจการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์นี้จะต้องได้รับอนุญาตจาก อย. และแสดงเครื่องหมาย อย. พร้อมเลข 13 หลัก บนฉลาก มักจะจาหน่ายในรูปแบบการขายตรง เครือข่ายลูกโซ่ ปากต่อปาก ในวงสังคมน่าไว้วางใจ เช่น สานักปฏิบัติธรรม ทาให้น่าเลื่อมใสว่าไม่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งระยะต่อมาได้พัฒนาเป็นการจัดสัมมนาเชิงวิชาการเชิญชวนเข้าร่วมโครงการ “Future Business Trends” ที่กาหนดให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาต้องแต่งกายสุภาพ (Business Look) ทำให้น่าเชื่อถือ รวมทั้งการจัดบรรยายเดี่ยวรายบุคคลเฉพาะเรื่องทานอง Talk show ให้เห็นความสาคัญในการใช้นวตกรรมผลิตภัณฑ์ป้องกันโรค และการร่วมโครงการเผยแพร่ต่อไปเพื่อบุญกุศล สังคมส่วนรวมมีสุขภาพดี รวมทั้งตัวอย่างผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการอย่างมหาศาล สิ้นสุดด้วยการเจรจารายบุคคลเพื่อเข้าร่วมโครงการตามกลยุทธ์นักการตลาดต่อไป

การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถส่งผลให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้นได้ เพราะการที่คนเราจะมีสุขภาพที่ดีได้นั้น ต้องได้รับสารอาหารที่จาเป็นต่อร่างกาย จากการบริโภคอาหารที่หลากหลาย ครบ ๕ หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ รวมทั้งต้องมีการออกกาลังกายและการพักผ่อนที่เหมาะสม

การอนุญาตธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสานักงานคณะกรรมการอาหารและยานั้น

จะมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยในการบริโภคเป็นหลัก โดยไม่ได้พิจารณาเพื่อรับรองเรื่องประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ว่าสามารถบาบัด รักษา หรือบรรเทาโรคได้จริง

จึงห้ามมิให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทาการโฆษณาเผยแพร่ด้วยวิธีการใด ๆ ในเชิงก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสามารถบาบัด รักษา หรือบรรเทาโรคใด ๆ ซึ่งการโฆษณาเช่นนั้น ถือว่าเป็นการกล่าวอ้างสรรพคุณทางยา

ทั้งนี้การโฆษณาโดยการแจกแจงคุณประโยชน์ของสารอาหารที่เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น สามารถกระทาได้ต่อเมื่อมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่ามีคุณประโยชน์ตามที่กล่าวอ้างจริง และต้องแสดงข้อมูลบนฉลากโภชนาการ พร้อมทั้งข้อความคาเตือนในการใช้และเลข ๑๓ หลักในกรอบเครื่องหมาย อย. ส่วนเลขทะเบียนยาที่อนุญาตจะกาหนดแตกต่างไปไม่ใช้เครื่องหมาย อย.

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด ที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง มักมีการลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบัน หรือสารที่ออกฤทธิ์ทางยาลงไปในอาหาร ส่งผลให้ผู้บริโภคที่แพ้ยาเหล่านั้นเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น ผู้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หากได้รับยาลดความอ้วน “ไซบูทรามีน” เป็นต้น





โดย: หมอหมู วันที่: 21 พฤษภาคม 2555 เวลา:15:23:31 น.  

 

แนะนำให้โหลดอ่าน ..

รู้ทันผลิตภัณฑ์ สุขภาพ อ้างเครื่องหมาย อย. รับรองสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง .


//www.oryor.com/oryor/admin/module/fda_fact_sheet/file/f_128_1273465419.pdf



โดย: หมอหมู วันที่: 21 พฤษภาคม 2555 เวลา:15:25:55 น.  

 

แนะนำให้โหลดอ่าน ..

รู้ทันผลิตภัณฑ์ สุขภาพ อ้างเครื่องหมาย อย. รับรองสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง .


//www.oryor.com/oryor/admin/module/fda_fact_sheet/file/f_128_1273465419.pdf



ปัจจุบันผู้ประกอบการบางรายใช้กลยุทธ์การนำเครื่องหมาย อย. มารับรองข้อความการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยการโฆษณานั้นมักเป็นสรรพคุณที่โอ้อวดเกินจริง เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโฆษณาว่าลดความอ้วนได้ ทำให้ผิวขาวสวย ผ่านการขึ้นทะเบียนกับ อย. แล้ว ผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้โฆษณาว่ารักษาอาการปวดข้อ ปวดเข่า ปวดกระดูก เพิ่มภูมิคุ้มกัน ผลิตภัณฑ์มีเครื่องหมาย อย. รับรองถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น


การโฆษณาในลักษณะนี้ส่งผลต่อความเข้าใจของผู้บริโภคในการเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพราะผู้บริโภคมักให้ความสำคัญกับ “เครื่องหมาย อย.” หรือ “เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. แล้ว” โดยมักคิดว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะต้องมีสรรพคุณตามที่โฆษณา เพราะ อย. ได้ตรวจสอบแล้ว จึงเป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการบางรายนำเอาความเข้าใจผิดของผู้บริโภคนี้ไปโฆษณาผลิตภัณฑ์

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริโภคควรเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า “เครื่องหมาย อย.” มีเพื่ออะไร มีในผลิตภัณฑ์ใดบ้าง มีแล้วบริโภคได้อย่างปลอดภัยจริงหรือ เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อไป

1. ทำไมต้องมีเครื่องหมาย อย. ที่ผลิตภัณฑ์

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพทั้งสิ้น 6 กลุ่ม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน และวัตถุเสพติด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค

ดังนั้น อย. จึงมีการพิจารณาด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ของผลิตภัณฑ์ในแต่กลุ่ม และนำข้อพิจารณา
ดังกล่าวมากำหนดเกณฑ์การผลิต / นำเข้า ของผลิตภัณฑ์ในแต่ละกลุ่มให้เหมาะสมมากที่สุด เพื่อให้สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นนั้นจะแตกต่างกันไปตามชนิดของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง จะกำหนดให้ผู้ผลิต/นำเข้าต้องมาขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งผลิตภัณฑ์ต่อเจ้าหน้าที่ก่อนออกจำหน่าย ซึ่งเมื่อได้รับอนุญาตให้จำหน่ายแล้วจะได้รับเครื่องหมาย อย. แสดงบนฉลาก

ดังนั้น เครื่องหมาย อย. จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่ให้ผู้บริโภคทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการปฏิบัติตามกฎหมายในเบื้องต้นแล้ว เช่น มีมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นต้น แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงได้รับอนุญาตโฆษณาแล้ว ซึ่งการมีเครื่องหมาย อย. อยู่บนฉลากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการใช้เป็นเกณฑ์ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันได้ในระดับหนึ่ง

โดยในกรณีที่ไม่พบเครื่องหมาย อย. ในผลิตภัณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้แสดงเครื่องหมาย อย. บนฉลาก ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้ทันทีว่าไม่ควรซื้อ เพราะเสี่ยงต่อการได้รับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไม่ควรคำนึงแค่ว่ามี อย. ควรซื้อ หรือ ไม่มี อย. ไม่ควรซื้อ เนื่องจากผลิตภัณฑ์สุขภาพบางชนิดกฎหมายไม่ได้กำหนดให้แสดงเครื่องหมาย อย. บนฉลาก ผลิตภัณฑ์อาหาร วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน เครื่องมือแพทย์บางชนิดจะไม่มีเครื่องหมาย อย. ปรากฏบนฉลาก
ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ตามกฎหมายใหม่ก็จะไม่มีเครื่องหมาย อย. ที่ฉลากเครื่องสำอางอีกต่อไป

ดังนั้น สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริโภคควรระลึกไว้ คือ ก่อนการพิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ ควรอ่านข้อมูลบนฉลากส่วนอื่น ๆ ด้วย

อาทิ ควรดูให้แน่ใจว่ามีการแสดงฉลากภาษาไทย ฉลากระบุที่อยู่ผู้ผลิต/นำ เข้าชัดเจน และแสดงวันเดือนปีที่ผลิต และ/หรือ วันเดือนปีที่หมดอายุของผลิตภัณฑ์ ซึ่งการปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้นจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพปลอดภัย และสมประโยชน์



2. ผลิตภัณฑ์อะไรบ้างต้องมีเครื่องหมาย อย.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะใช้หลักการวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis) มาเป็นแนวทางในการควบคุมดูแลผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่มีระดับความเสี่ยงสูงมักจะมี
เครื่องหมาย อย. อยู่บนฉลากผลิตภัณฑ์


3. มีเครื่องหมาย อย.บนผลิตภัณฑ์แล้วบริโภคได้ปลอดภัยจริงหรือ

การบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพได้อย่างปลอดภัย ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง อาทิ ตัวผลิตภัณฑ์ ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อ แม้กระบวนการผลิตปลอดภัย มีคุณภาพมาตรฐาน และ ได้รับเครื่องหมาย อย. แล้ว แต่หากการขนส่งมายังร้านค้าไม่เหมาะสม หรือ ผู้จำหน่าย ผู้ซื้อเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ไม่ถูกต้อง หรือเมื่อนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กลับไม่ปฏิบัติตามข้อแนะนำที่ระบุไว้บนฉลาก สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบริโภคทั้งสิ้น

ดังนั้นผู้บริโภคจึงไม่ควรคำนึงแค่ว่ามี อย. ควรซื้อ หรือ ไม่มี
อย. ไม่ควรซื้อ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริโภคควรทำ คือ ควรอ่านข้อมูลบนฉลากส่วนอื่น ๆ และรู้จักใช้ข้อมูลบนฉลากให้เป็นประโยชน์ก่อนการพิจารณาตัดสินใจซื้อ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และสมประโยชน์

อย่างไรก็ตาม การมีเครื่องหมาย อย. บนฉลากก็ช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากผลิตภัณฑ์นั้นผู้ผลิต/นำเข้ามีการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้

ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์นั้นกำหนดให้แสดงเครื่องหมาย อย. บนฉลาก การเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่แสดงเครื่องหมาย อย. ย่อมปลอดภัย และได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือมาตรฐานดีกว่าการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ฉลากไม่แสดงเครื่องหมาย อย. อยู่แล้ว รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดจากการบริโภคได้อีกด้วย


จากข้อมูลทั้งหมดนี้คงจะชัดเจนแล้วว่า “เครื่องหมาย อย.” เป็นการรับรองเฉพาะตัวผลิตภัณฑ์ บ่งบอกว่าผลิตภัณฑ์นั้นปฏิบัติตามกฎหมายในเบื้องต้นแล้วเท่านั้น เช่น สถานที่ผลิตเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี ผลิตภัณฑ์มีสูตรส่วนประกอบที่ปลอดภัย แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงการได้รับอนุญาตโฆษณา

ดังนั้น จึงขอให้ผู้บริโภคเชื่อสรรพคุณของผลิตภัณฑ์สุขภาพเฉพาะที่ระบุบนฉลากเท่านั้น ไม่ควรเชื่อข้อมูลอื่น ๆ ที่มีการโฆษณาเพิ่มเติมเพื่อจูงใจ เพราะอาจเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการยอมรับตามหลักวิชาการ

ขอให้ผู้บริโภคยึด คาถา 4 ต้อง 4 อย่า คือ

ต้องอ่านฉลากเป็นนิสัย ต้องถามไถ่ผู้รู้ ต้องตรวจดูสินค้า ต้องกล้าปกป้องสิทธิ์

และ

อย่าหลงเชื่อง่าย อย่าหน่ายตรวจสอบ อย่าช้อบไม่ยั้ง อย่าฟังหมอพาณิชย์

เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจก่อนที่จะตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพนั้น ๆ



โดย: หมอหมู วันที่: 21 พฤษภาคม 2555 เวลา:15:39:28 น.  

 
ปี ๕๔ อย. ก็ออกข่าว "เชือด" เจนิฟูด ... แต่ ปี ๕๕ ก็ยังมีข่าวนี้อีก ???



เชือด! ‘เอนไซม์เจนิฟู้ด’ ‘ซันคลาร่า’ ‘เกร็กคู’กระตุ้นรัฐคุมสื่อ ‘ทีวีดาวเทียม’ปิดรูโหว่ผู้ค้าลวงผู้บริโภค


ข้อมูลจาก นสพ.สยามธรกิจ
[ ฉบับที่ 1305 ประจำวันที่ 2-6-2012 ถึง 5-6-2012 ]


ภาครัฐจับตาสื่อ “ทีวี ดาวเทียม” กสทช. เชือด โฆษณาสินค้า “เอนไซม์ เจนิฟู้ด” “ซันคลาร่า” และ “เกร็กคู” หลังอย.ยื่นเรื่องประชาสัมพันธ์โอเวอร์สรรพคุณครอบจักรวาล พร้อมเตรียมตั้งกรรมการวางแผนแก้ปัญหา ผู้ค้าใช้สื่อ “ทีวีดาวเทียม” ลวง ผู้บริโภค ด้านอย. วอนประชาชนอย่าหลงเชื่อสินค้าสรรพคุณป้องกันและรักษาโรค ชี้ผลข้างเคียงอาจอันตรายพาร่างกายทรุด!

น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน และกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและ โทรทัศน์ (รส.) สำนักงาน กสทช. ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีการดำเนิน งานของ กสทช. เรื่อง การแจ้งระงับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เอนไซม์เจนิฟู้ด ซันคลาร่า และเกร็กคู ไปยังผู้ประกอบกิจการช่อง ดาวเทียม โดยเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช.ได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือระงับการออกอากาศโฆษณาผลิตภัณฑ์ เอนไซม์เจนิฟู้ด ซันคลาร่า และ เกร็กคู ไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อประสานไปยัง บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมดำเนินการในเรื่องดังกล่าวนี้ต่อไป และได้ขอความร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุทุกช่องรายการให้ความร่วมมือระงับการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร และยา ที่ไม่ได้รับอนุญาตและขัดต่อกฎหมาย ดังกล่าว

นอกจากนี้ กสทช.กำหนดเตรียมจัด พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง เรื่องการกำกับ ดูแลโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายหรือมีลักษณะเป็น การเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (MOU) ระหว่าง สำนักงาน กสทช. กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความ ผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) พร้อมตั้งคณะทำงานเพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในวันอังคารที่ 6 มิ.ย.นี้ ณ หอประชุมชั้น 1 สำนักงาน กสทช.

สุภิญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กสทช. มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้บริโภคมิให้ถูกเอาเปรียบ จากผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ รวมทั้งตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ประกอบกิจการดังกล่าวมิให้ดำเนินการ ใดๆ ที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคตาม มาตรา 27 (13) และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 เพื่อให้สิทธิของผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองในการรับข้อมูลข่าวสารที่เป็น ความ จริง และได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการ โฆษณาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวม รวมทั้งได้รับการแก้ไข เยียวยาความเสียหายภายในระยะเวลาอันสมควร ซึ่งจากการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้มีมติแจ้งระงับการโฆษณาผลิตภัณฑ์ เอนไซม์เจนิฟู้ด ซันคลาร่า และเกร็กคู ไปยัง ผู้ประกอบกิจการช่องดาวเทียม ผู้ประกอบ กิจการไม่ใช้คลื่นความถี่ (เคเบิลทีวี) ที่ได้มา ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงาน กสทช. รวมไปถึง สถานีโทรทัศน์ที่เป็นผู้ประกอบการรายเดิม

ตามที่สำนักงาน อย. ได้พิจารณาไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด รวมถึงกรณีที่พบว่า มี การโฆษณาในลักษณะที่มีเนื้อหาเข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง และฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งมีสถานภาพอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี โดยผลทางคดียังไม่ถึงที่สุด ได้กำหนดเป็นหลักการ ให้พิจารณาระงับการออกอากาศโฆษณาที่มี ลักษณะดังกล่าวไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สุด เพื่อให้เกิดผลทางปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ในระหว่างที่ กสทช. กำลังจัดทำ หลักเกณฑ์ กติกาต่างๆ ในการเข้าสู่ระบบ ดิจิตอลหากผู้ประกอบการธุรกิจวิทยุและโทรทัศน์ ยังไม่ปรับตัวต่อความรับผิดชอบในการคุ้มครองผู้ครองผู้บริโภคและสังคมใน อนาคตอาจประสบปัญหาในการขอรับใบ อนุญาต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีคุณภาพและคำนึงถึงสังคม

โดยในช่วงก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้พิจารณาแนวทางการให้ความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในการตรวจสอบและยุติการเผยแพร่ภาพทางโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งเสนอโดยคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ผ่านกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ กรณี การเผยแพร่ออก อากาศโฆษณาผลิตภัณฑ์ “เอนไซม์เจนิฟู้ด” “ซันคลาร่า” และ “เกร็กคู” ซึ่งที่ประชุม กสท. ได้พิจารณาแล้ว มี มติว่า ตามที่ได้มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า อย. ได้มีข้อสรุปแล้วว่า การโฆษณาออกอากาศ โฆษณาผลิตภัณฑ์เอนไซม์เจนิฟู้ด ซันคลาร่า และเกร็กคู เข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง และได้ส่งเรื่องดำเนินคดีพร้อมแจ้งระงับโฆษณาดังกล่าว ในชั้นนี้จึงเห็นสมควรที่จะออกมาตรการชั่วคราวเพื่อเป็นการเยียวยาหรือ ระงับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นอีก จึงให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ให้แจ้ง กับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมทุกช่องเพื่อทำ การระงับการเผยแพร่ออกอากาศการโฆษณา ดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าจะมีคำตัดสินถึงที่สุดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนั้น กสท.มีมติเห็นชอบการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกัน (MOU) กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับ การปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อกำกับดูแลการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์ที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในกิจการกระจายเสียงและ กิจการ โทรทัศน์ เนื่องจากที่ผ่านมา อย.ได้เฝ้าระวัง การโฆษณาเกินจริงและฝ่าฝืนกฎหมายแพร่ภาพผ่านสัญญาณดาวเทียม โดยมีการ ดำเนินคดีพร้อมแจ้งระงับการโฆษณาแล้วแต่ยังมีการแพร่ภาพรายการดังกล่าวอยู่ ตนได้ขอความร่วมมือกับตัวแทนบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทยินดีประสาน ความร่วมมือในการติดตามและเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ประกอบการที่ออกอากาศ ส่วนความคืบหน้าในการจัดทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว กสท.จะนำเข้าพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ในการประชุมครั้งต่อไป

อย่างไรก็ดี ในส่วนของอย. ทาง น.พ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า หลังจาก อย. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคให้ตรวจสอบโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “ซันคลาร่า” ที่โฆษณาอวดสรรพคุณเกินจริงทางวิทยุชุมชน แผ่นพับ และเว็บไซต์ //www.starsunshine.com เกรงว่าจะมีการหลอกลวงประชาชน เพราะมีข้อความ โฆษณาสรรพคุณป้องกันโรคต่างๆ ซึ่ง อย. ได้ตรวจสอบทันที พบว่า มีการโฆษณา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “ซันคลาร่า” ทางแผ่นพับ วิทยุ และเว็บไซต์ดังกล่าวจริง โดยระบุข้อความโฆษณา เช่น “...ผิวสวย หน้าใส ภายในกระชับ ช่วยให้ผนังเส้นเลือดโดยเฉพาะเส้นเลือดดำ (veins) มีความแข็งแรง เพิ่มขึ้น ต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันเบาหวาน ช่วยให้น้ำหนักลดลง ป้องกันความผิดปกติของผิวหนัง ป้องกันโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์...” เป็นต้น

ทั้งนี้ อย. ได้ตรวจสอบข้อความโฆษณาดังกล่าว ปรากฏว่าไม่ได้รับอนุญาต โฆษณาจาก อย. แต่อย่างใด ดังนั้น ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายในข้อหาโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท โดยได้ดำเนินคดีกับบริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งรับว่าเป็นผู้จัดทำข้อความโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณ พร้อมทั้งมีหนังสือไปยังบริษัท เพื่อระงับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังกล่าว ในทุกสื่อแล้ว

รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า ขอให้ผู้บริโภคใช้วิจารณญาณพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่สำคัญ อย่าได้หลงเชื่อสรรพคุณว่าสามารถป้องกัน หรือรักษาโรค นอกจากเสียเงินโดยไม่จำเป็น แล้ว หากท่านมีโรคประจำตัว อาจได้รับผล ข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายโดยคาด ไม่ถึงได้ พร้อมทั้งขอให้ผู้ประกอบการทุกรายเห็นแก่ความปลอดภัยของผู้บริโภค ดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม อย่าโฆษณาด้วยวิธีต่างๆ ในลักษณะที่เกินเลยความเป็นจริง มิฉะนั้น อย. จะดำเนินการ ตามกฎหมายอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด หากผู้บริโภคพบเห็นการอวดอ้างสรรพคุณผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกินจริง เช่น รักษาได้สารพัดโรค ช่วยในการลดน้ำหนัก ช่วยเรื่องผิวพรรณ เป็นต้น ผ่านทางสื่อต่างๆ หรือ โฆษณาหลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงเชื่อโดยการขายตรง ขอให้แจ้งร้องเรียนมายังสายด่วน อย. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดทุกจังหวัด เพื่อทางราชการจะได้ตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป






โดย: หมอหมู วันที่: 3 กรกฎาคม 2555 เวลา:0:25:50 น.  

 




//www.fda.moph.go.th/www_fda/data_center/ifm_mod/nw/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%8C__%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87_29_%E0%B8%AA.%E0%B8%84._.pdf


อย. เตือนผู้บริโภค อย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์ “ลองกานอยด์” จดแจ้งเป็นเครื่องสำอางแต่โฆษณาสรรพคุณในทางยา อวดอ้างรักษาโรคข้อเสื่อม


อย. ห่วงใยผู้บริโภค เตือนอย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์ครีมนวด “ลองกานอยด์” ที่เผยแพร่อวดสรรพคุณในทางยาตามสื่อ
ต่าง ๆ ว่าสามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม นิ้วล็อก รูมาตอยด์ แก้ปวดตามข้อได้ ตรวจสอบพบผลิตภัณฑ์จดแจ้งเป็นเครื่องสำอางใช้นวดผิวกายเท่านั้น

เผย อย. ได้ตรวจจับยึดของกลางและดำเนินดคีไปแล้ว แต่ยังพบมีการโฆษณาในลักษณะเป็นยาอีก ซึ่งหากดื้อแพ่งยังโฆษณาอวดสรรพคุณอีก นอกจากอาจถูกปรับสูงสุดถึง 1 แสนบาทต่อครั้งแล้ว ยังจะถูกเพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์ต่อไป

ย้ำเตือนมายังผู้พิมพ์ผู้โฆษณาสื่อต่าง ๆ ให้ยุติการโฆษณาอวดสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

พร้อมแจ้งถึงนักวิจัย /สถาบันวิจัย ขอให้ช่วยตรวจสอบกรณีมีการนำผลิตภัณฑ์ไปขยายผลโฆษณาเกินจริง เพื่อมิให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงความจริง และเสียเงินทองจำนวนมาก หวังเพียงหายจากโรคข้อเสื่อม


นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ครีมนวด
ผิวกายภายใต้ชื่อ “ลองกานอยด์” ผ่านทางสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารแผ่นพับ ใบปลิว ใบแทรกในกล่อง ฉลากข้างกล่อง อินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งใช้บุคคลในวงการแพทย์ หรือนักวิจัย บรรยายสรรพคุณว่าผลิตภัณฑ์นวดลองกานอยด์ที่เป็นสารสกัด จากเมล็ดลำไย สามารถช่วยรักษาผู้มีอาการข้อเสื่อม โดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อม นั้น

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ขอแจ้งเตือนมายังผู้บริโภค ให้ระมัดระวังอย่าได้หลงเชื่อโฆษณาสรรพคุณเกินจริงของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตามที่มีการกล่าวอ้าง ในการป้องกันรักษาโรคข้อเสื่อมเด็ดขาด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์จดทะเบียนเป็นเครื่องสำอางที่ใช้ทาและนวดผิว
กาย

ทั้งนี้ การที่นำมาโฆษณาอวดสรรพคุณในทางยา ถือว่าเป็นการโฆษณาสรรพคุณเกินจริงและฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ
เครื่องสำอาง เพราะตามกฎหมายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาดและเพื่อความสวยงามเท่านั้น
ซึ่งหากเป็นยาต้องมีการขึ้นทะเบียนตำรับยาและขออนุญาตโฆษณาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ เจ้าหน้าที่ อย.ร่วมกับตำรวจ ปคบ. ได้เคยตรวจจับผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์ที่อวดสรรพคุณดังกล่าว และยึดของกลาง พร้อมดำเนินคดีแล้ว แต่ก็ยังพบกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายมีการโฆษณาอีก ซึ่ง อย. จะดำเนินคดีปรับอีกโทษฐานโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และหากพบยังฝ่าฝืนโฆษณาซ้ำซากอีก จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดังกล่าวนี้ต่อไป

นพ.พิพัฒน์ เลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า ขอเตือนมายังผู้พิมพ์/ผู้โฆษณา สื่อต่าง ๆ ให้ยุติการโฆษณาอวดสรรพคุณผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์ เพราะหาก อย. ตรวจพบจะถูกดำเนินคดีปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และปรับทุกครั้งที่พบกระทำผิด

หากไม่แน่ใจว่าเป็นโฆษณาที่ถูกต้องหรือไม่ โปรดตรวจสอบก่อนตีพิมพ์ได้ที่กลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง อย. โทรศัพท์
0 2590 7275 – 77 ในวันเวลาราชการ

นอกจากนี้ อย. ขอแจ้งมาถึงนักวิจัย / นักวิชาการ และสถาบันวิจัยต่าง ๆ ขอให้ช่วยกันตรวจสอบกรณีมีการนำผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่มีการวิจัยแล้วไปขยายผลโฆษณาสรรพคุณเกินจริง หลอกให้ผู้บริโภคหลงเชื่อ ดังเช่นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้ผู้บริโภค

----------------------------------------------- กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค 29 สิงหาคม 2555 ข่าวแจก 122 / ปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ----


โดย: หมอหมู วันที่: 31 สิงหาคม 2555 เวลา:0:49:26 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]