Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

เปิดเสรีประชาคมศก.อาเซียนการแพทย์ไทยได้มากกว่าเสีย ?






"เปิดเสรีประชาคมศก.อาเซียนการแพทย์ไทยได้มากกว่าเสีย ?!?"

โดย : นาวาอากาศโท นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ กรรมการแพทยสภา



"ประเทศไทยกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2015 ความรู้ความเข้าใจ-การเตรียมตัวของภาครัฐ-เอกชนและประชาชน" ในเรื่องของสายแพทย์" ปัจจุบันผู้เขียนเป็นนักเรียนหลักสูตร"ไทยกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รุ่นที่๑" ของสถาบันพระปกเกล้าฯ ซึ่งในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ต้องขอขอบคุณทางสถาบันพระปกเกล้าฯ ซึ่งนับป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศ ที่มีความพยายามนำเรื่อง AEC ซึ่งเป็นเรื่องใหม่และเป็นเรื่อง "ยาก-ซับซ้อน"มาทำการเปิดการเรียนการสอน-แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กัน ระหว่างสายวิชาชีพ-สายธุรกิจหลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน

ผู้เขียนเดินเข้ามาสมัครศึกษาก็เพราะว่า คิดว่าตนเอง "รู้น้อย"...ในขณะที่คนแวดวงแพทย์ รอบๆตัวบอกว่า "คุณเนี่ยรู้ดีกว่าคนอื่นแล้ว...ในเรื่องใหม่ๆที่ไม่เคยเกิดขึ้นแบบนี้" ในฐานะ กรรมการแพทยสภาซึ่งเป็น Regulator และภูมิหลังซึ่งมีประสบการณ์บริหารองค์กรที่ดูแลเรื่อง การแพทย์นานาชาติ หรือ Medical Hub ทั้งด้าน Logistic-ประกันภัย ตลอด ๑๐ ปีที่ผ่านมา จึงจำเป็นที่ต้องขึ้นเวทีบรรยาย สัมมนา เป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานรัฐและเอกชนหลายสิบครั้งในรอบ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา เมื่อเรื่องการเตรียมความพร้อมของไทยในประเด็นนี้เป็นที่ตื่นตัวขึ้น

การบรรยายหลายๆครั้ง พบว่าคำถามซ้ำๆยอดฮิตจากผู้ฟัง ๔ ประการเป็นดังนี้....
"คุณหมอค่ะ....ต่อไปดิฉันต้องไปพาลูกๆไปตรวจกับแพทย์ ชาวพม่าหรือชาวกัมพูชาที่มาเปิดคลีนิคในไทยหรือเปล่าคะ?..."

"อาจารย์ครับ...แพทย์เก่าและเก่งๆของเราจะไหลไปทำงานที่ประเทศ สิงคโปร์ ซึ่งค่าตอบแทนแพทย์สูงเป็น ๔ เท่าของเราหรือเปล่าครับ?..."

"เป็นโอกาสของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทย....ในการไปเปิดสาขาที่ เวียดนาม...หรือพม่า...หรือเปล่าครับ?..."

"ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทย....จะถูกกลุ่มทุนจาก สิงคโปร์...มาเลเซีย...ที่มีเงินมากกว่า...มากว้านซื้อโรงพยาบาลไทยเหมือนกิจการอื่นๆ เช่น อสังหาฯ หรือธนาคารหรือไม่...คนไทยจะได้หรือเสียประโยชน์ในฐานะผู้ใช้บริการ...?"

ก่อนตอบคำถามเหล่านี้....ผมขอเล่าเรื่อง "น้ำท่วม!!" มันคล้ายๆกับ Concept หรือหลักคิดของ AEC ดังนี้ หากเปรียบ ASEAN ๑๐ ประเทศเป็นโรงงาน ๑๐ โรงในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง แถวๆ รังสิต-บางปะอินที่ถูกน้ำท่วมไป

การทำ AEC ก็คือการ"ลดคันกั้นน้ำของโรงงานตนเองลง".....และ ย้ายคันของเราไปเป็นคันกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรม ....(ซึ่งจะได้คันที่ใหญ่ขึ้น สูงขึ้นในเนื้อทรายเท่าๆกัน-ผลรวมเส้นรอบรูปของ ๑๐ โรงงานย่อมยาวกว่าเส้นรอบรูปขอบนอกของนิคมของ ๑๐ โรงงาน) หรือก็คือ ลดข้อกีดกัน (Barrier) ระหว่างประเทศ....เพิ่มแนวป้องกันหรืออำนาจต่อรอง....นอกนิคมฯ

ซึ่งมาจากประสบการณ์ในอดีตที่ว่า....เวลาน้ำหลากมา...หากต่างคนต่างกั้นของตนเอง...ไม่สนใจคันใหญ่ส่วนรวมของนิคม..พบว่า"ทุกคนตายหมด"...ซึ่งต้องลดคันโรงงานตนเอง..โยกคันนี้ออกไป.."กั้นรวมกัน"

แต่พอมี AEC ...ใครได้ใครเสียใน ๑๐ประเทศ...ก็ต้องขึ้นกับ..."พื้นฐานเดิม"ของโรงงาน...พื้นใครสูง...พื้นใครต่ำอย่างไร...อาจจะพอเห็นแนวทางตอบคำถาม ๔ ข้อด้านบนนี้ได้

ในสายแพทย์ระดับการพัฒนาและ Technology...ประเทศไทยและมาเลเซียอยู่เป็นที่ ๒ รองแค่สิงคโปร์ ในภาพรวม...(ในภาคเอกชนเราอาจจะสูงกว่า)...แต่หากเอาพื้นที่โรงงานคูณแล้วเราอาจเป็นที่ ๑ ที่เหลืออีก ๗ โรงงานเป็นพื้นที่ลุ่มกว่าประเทศไทย
...น้ำหลากจากนอกรั้ว..นิคมฯ...ไทยยังได้เปรียบ.......น้ำฝนตกหนัก...ไหลไปไหลมาภายในนิคมฯ....ไทยยังได้เปรียบ...

การเป็น AEC คือการลด Barrier ลด Economic Rent ในประเทศ...ซึ่งเป็นตัวการทำให้...ประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจเอกชน...ไม่ได้รับความเป็นธรรม...ประเทศไทยเดิมเรามี Rent อยู่มาก...การมี AEC คงจะลด Rent ลงไปในส่วนของสายแพทย์..

แต่จะสะดุดกับ Rent จากภายนอกที่ใหญ่กว่าคือเล่นกันในระดับภูมิภาคหรือระดับนิคมฯ...หรือไม่ผู้เขียนยังไม่ทราบได้...เพราะยังไม่เกิดจึงยังไม่เห็น แต่หากเอา Model น้ำท่วมมาจับ ต่างคนต่างกั้น..ผลคือตายแน่....หากรวมกันกั้น..มีโอกาสรอด (ไม่ได้หมายความว่ารอดแน่)



ด้านสถานพยาบาล

ประเทศไทย...มีโรงพยาบาลประมาณ ๑,๒๐๐ แห่ง โดยประมาณ ๙๐๐แห่ง/๙๐,๐๐๐เตียงเป็นกิจการของรัฐ และ ๓๐๐แห่ง/๓๐,๐๐๐เตียงเป็นของภาคเอกชน
ประเทศสิงคโปร์...๗๐ % เป็นของภาคเอกชน ที่เหลือเป็นของรัฐ (ตรงข้ามกับไทย)

ประเทศเวียดนาม...กว่า ๙๕% มีรัฐเป็นเจ้าของกิจการ (เหมือนประเทศไทยเมื่อ กว่า ๓๐ ปีที่แล้ว) ที่เหลือเป็น คลีนิคเล็กๆที่แพทย์ทำเป็นกิจการส่วนตัว..ไม่มีเตียงผู้ป่วย

ในประเทศมาเลเซีย...ผู้เขียนไม่มีตัวเลขที่แน่นอน...แต่สอบถามเพื่อนแพทย์ชาวมาเลย์แล้วสรุปว่า ๔๐/๖๐ คือเอกชน ๔๐ รัฐ ๖๐



ด้านการผลิตแพทย์

ประเทศไทย...โรงเรียนแพทย์ ๑๙ แห่ง เป็นของรัฐ ๑๘ แห่งเอกชน ๑ แห่ง ผลิตแพทย์ปีละ ๒,๕๐๐ คน (เดิมประมาณปีละ ๑,๒๐๐คน จากสิบปีที่ผ่านมา) แพทย์ต่อประชากร ๑/๑,๘๐๐ ซึ่งจะเป็น ๑/๑,๐๐๐ ในประมาณ สิบปีข้างหน้า การกระจายยังมีปัญหา เหนือ/อิสาน ๑/๓,๖๐๐ กทม. ๑/๖๐๐ (เท่าสิงคโปร์)

ประเทศมาเลเซีย...โรงเรียนแพทย์ ๒๗ แห่ง ๑๗ แห่งเป็นของเอกชน ๑๐ แห่งเป็นของรัฐ ภาคเอกชนมี โครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยดังๆจาก ประเทศในกลุ่ม Common Wealth เปิดป็น International Program แพทย์ต่อประชากร ๑/๑,๑๐๐
ประเทศสิงคโปร์...แพทย์ต่อประชากร ๑/๖๐๐ แพทย์ที่จบจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจาก Common Wealth เข้ามาทำงานได้โดยไม่มีข้ออุปสรรค



ด้านเศรษฐกิจและเศรษฐานะ (PPP=Purchasing Power Parity)

ประเทศไทย...GDP/Head 4,800USD/ปี (ปรับPPP=8,700USD) แพทย์ 12,000 USD/ปี (ปรับ PPP=35,000USD)

ประเทศมาเลเซีย...GDP/Head 14,000USD/ปี-PPP แพทย์ 40,000USD/ปี
ประเทศสิงคโปร์...GDP/Head 40,000USD/ปี แพทย์ 44,000USD/ปี (PPP กับ non-PPPใกล้เคียงกัน)




ผมจะทดลองใช้ Economic Model (น้ำท่วม) ไล่ตอบคำถามทีละข้อ ดังนี้

๑ แพทย์ไทยคงไม่ไหลไปมาเลเซียและสิงคโปร์...ระดับความสูงทาง Technology การแพทย์ใกล้เคียงกัน ...พื้นโรงงานสูงเท่ากัน...ท่วมก็ท่วมเหมือนกัน...เวลาแห้งก็แห้งเหมือนกัน...แต่ขนาดโรงงานของเราใหญ่กว่า...หมอไทยคงไม่ย้ายโรงงานในเรื่องค่าตอบแทน (ปรับ PPP แล้ว ไทยกับสิงคโปร์ใกล้เคียงกัน แม้ Real term จะต่างกัน ๓ เท่า) อาจจะมีอยู่ปัจจัยเดียวซึ่งไม่ใช่ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ ก็คือสิ่งแวดล้อมของโรงงานที่ดู Modern เพราะเป็นประเทศโลกที่๑ คือว่าถ้าไม่ชอบอยู่บ้านเดี่ยว...ต้องคอยดูแลสวนรกๆ...ก็ย้ายไปอยู่ Condo เล็กๆแต่ Modern


๒ แพทย์จากประเทศเพื่อนบ้าน...ที่ลุ่มกว่าเราอย่างกลุ่ม CLMV (Cambodia-Laos-Myanmar-Vietnam) จะย้ายบ้านมาประเทศไทยหรือไม่... คำตอบที่น่าจะเป็นคือ...ย้ายเข้ามาหากมีโอกาส...เนื่องจาก...ที่สูง...น้ำไม่ท่วม...ปลอดภัยและมั่นคงกว่า...แต่ก็ต้องผ่านกติกาเดียวกันกับแพทย์ไทย...ซึ่งจบใหม่ปีละกว่า ๒,๕๐๐ คน คือ...สอบข้อสอบเดียวกันและเป็นภาษาไทย..เฉกเช่นเดียวกับแพทย์ไทยจะไปทำงานที่ประเทศ ญี่ปุ่น...ฝรั่งเศส...เยอรมันนีก็ต้องสอบเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ...

อันนี้แพทยสภา...จะต้องเข้มงวดเรื่อง..."คุณภาพ" โดยยึดหลักการและคงหลักการของประชาคม ASEAN ปฎิบัติกับคนในชาติอย่างไรก็ต้องปฎิบัติกับคนชาติ ASEAN เฉกเช่นเดียวกัน..."กติกาเดียวกัน"

๓ โอกาสที่ภาคเอกชนไทยในสายแพทย์จะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างไร...ในประเทศที่ Technology การแพทย์ต่ำกว่าเราเช่นในกลุ่ม CLMV นั้นคงเป็นโอกาสของทางภาคธุรกิจที่จะไปลงทุนเปิดบริการด้านสุขภาพ... แพทย์ไทยจะไหลออกหรือไม่...คำตอบคือ ไม่...ไม่มีแพทย์ไทยคนไหนอยากย้ายบ้านไปอยู่โรงงานที่น้ำท่วม...อยู่ที่แห้งๆก็ปลอดภัยดีอยู่แล้ว...

อาจจะมีแพทย์...พยาบาลบางส่วน...ไปช่วยเหลือ ไปเป็นครู-สอนงานยกระดับ Technology การแพทย์ของ CLMV ให้สูงขึ้น "รับจ้างทำพื้นโรงงาน" ให้ทัดเทียมกับโรงานของเรา ซึ่งได้เงินกลับมา... "ไปทำงาน Job..Job.. ชั่วคราวแล้วก็กลับมา"

กลุ่มทุนไทย...มีโอกาสมากเนื่องจากมีความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการ... การเปิดโรงพาบาลเอกชนหนึ่งโรงในต่างประเทศนั้น...Supply chain ทั้งหมดคงมาจากไทย...ทั้งวิศวกร..ผู้ออกแบบโรงพยาบาลซึ่งมีประสบการณ์...ยา...เวชภัณฑ์...เครื่องมือแพทย์...และหน่วยสนับสนุนอื่นๆ ส่วนด้านแรงงานถาวร...เช่นแพทย์-พยาบาลคงต้องเป็นคนท้องถิ่น ที่ผ่านการฝึกอบรมกับเรา เนื่องจากค่าจ้างถูกกว่า ก็เหมือนกับ ญี่ปุ่น...เกาหลี..มาตั้งโรงงานในไทย...พนักงาน ๒-๓,๐๐๐ คนเป็นคนไทยทั้งหมด มีผู้จัดการ ๓-๔ คนเท่านั้นที่เป็นชาวญี่ปุ่น ขายสินค้าได้ก็นำเงินกลับประเทศแม่...ภาคเอกชนทางสายแพทย์เรามีความแข็งแกร่งในเวทีระดับภูมิภาค...Brand ของเราดี...
ภาพของโรงพยาบาลเอกชนไทยต่างแดนคงไม่แตกต่างกัน...อาจจะมีแพทย์และพยาบาลไทยอาวุโส บินไปบินมาเป็นวิทยากร...เป็นครูกับคนท้องถิ่นเป็นครั้งเป็นคราว...เรื่องย้ายบ้าน...ย้ายถิ่นพำนักไม่ต้องพูดถึง...กลัวน้ำท่วม...

๔ โรงพยาบาลไทย...จะถูกกว้านซื้อ...โดยต่างชาติหรือไม่...คำตอบคือ..แน่นอน..หากราคาเหมาะสมกับผู้ซื้อ...และผู้ขายเห็นว่าน่าเหมาะสม ธุรกิจบริการทางการเงิน(ธนาคาร)...กับธุรกิจบริการสุขภาพ(โรงพยาบาล)ก็ไม่แตกต่างกัน...แต่สุดท้ายแล้วผมคิดว่า ประชาชนได้ประโยชน์...๑๐ปีกว่าที่แล้ว หลัง IMF พวกเรากังวลว่า ธนาคารของเราจะเป็นของต่างชาติไปหมดซึ่งกว่าเป็นไปแล้วจริงๆ Equity ๘๐-๙๐% ในหลายๆธนาคารก็ถือโดยบุคคลและนิติบุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย แต่ประชาชนอย่างเราๆ ได้ประโยชน์...บริการดีขึ้น Technology ก็ดีขึ้น โปร่งใส...เป็นธรรม ภาพของโรงพยาบาลก็คงคล้ายๆกันกับในประเทศที่พัฒนาแล้ว...สถานพยาบาลส่วนใหญ่เป็นของเอกชน...ประชาชนเป็นเจ้าของ

ที่ผมได้เกริ่นเรื่อง Rent….Economic Rent ในประเทศของสายการแพทย์ภายในประเทศต้องลดลง...โปร่งใส...เป็นธรรมมากขึ้น...ไม่ได้ผูกขาดว่ากิจการนั้นๆรัฐเท่านั้นที่เป็นเจ้าของได้

โจทย์ต่อไปคือ...เมื่อ Rent ภายในต่ำลง แต่จะต้องไปผจญกับ Rent ในระดับภูมิภาคหรือไม่...

คำตอบน่าจะอยู่ที่ประสบการณ์หรือข้อเท็จจริงจากวงการอื่นๆเช่น กลุ่มธนาคารซึ่งนำหน้าสายแพทย์ไปกว่า ๑๐ปี...ผู้เล่นคงน้อยลง...แต่ Rent ต่อประชาชนและประเทศลดลง(เทียบกับของเดิม)



สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอออกตัวว่า...บทความนี้เขียนยาก...เวลาไปบรรยายคู่กับสายวิชาชีพอื่นๆเช่นสภาวิศวกร...สภาสถาปนิก...ใน ๒ สายวิชาชีพนี้พูดได้เต็มที่ในมุมมองของ ธุรกิจ-เอกชน-แรงงาน-ผลตอบแทนได้ ๑๐๐% ผลตอบแทนที่เข้ามาในหน่วยธุรกิจ ผลตอบแทนแรงงาน คือผลประโยชน์ของชาติ...

แต่ในสายแพทย์นี้ เรามี Domestic ซึ่งต้องธำรงรักษา...ต้องขอบคุณคนไทยที่ยังรักและหวงแหน แพทย์-พยาบาลไทย...ไม่ใช่ "ขุดพื้นโรงงานเราไปถมพื้นโรงงานข้างเคียง"...ดังนั้นต้องพิจารณาทั้งภาคหน่วยธุรกิจ-เศรษฐกิจและภาคประชาสังคมด้วย...เนื่องด้วยขาดงานวิจัยรองรับในเรื่อง AEC กับสายแพทย์...แล้วมองให้ครบ ๓๖๐ องศา

ที่สำคัญคือ...ต้องเลิกมองแบบ..."ข้าเป็นประเทศไทย"....กั้นแต่โรงงานของเราฝ่ายเดียวน้ำใหญ่มา...ตายหมด...ด้วยความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานของสายแพทย์...ของประเทศไทย...ผู้เขียนมีความเชื่อมั่นว่า...AEC กับประเทศไทยในสายแพทย์..

.."ไทยได้มากกว่าเสีย".....



//www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/world/20120117/430367/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%81.%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2.html





Create Date : 10 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2555 14:39:15 น. 0 comments
Counter : 2204 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]