Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

บทวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงแก้ไข “ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ” ... โดย นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ





บทวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงแก้ไข “ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข”


นพ. เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ (พบ. ประสาทศัลยศาสตร์ นบ. mMM in health)




1-มาตรา ๑

ต้องเปลี่ยนคำว่า “ผู้เสียหาย” เป็น “ผู้ได้รับผลกระทบ” เพื่อให้ครอบคลุมผู้ป่วยที่ต้องการ และ ต้องเปลี่ยนคำว่า “การรับบริการสาธารณสุข” เป็น “ระบบบริการสาธารณสุข” เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง ผู้ให้ (รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐(๒)) และ ผู้รับบริการ


2-มาตรา ๖

ต้องบัญญัติเพื่อ

- ให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องช่วยเหลือ ได้แก่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการทำทุรเวชปฏิบัติ และ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบบริการสาธารณสุข เช่น ขาดบุคลากร ขาดเครื่องมือ หรือ อาจครอบคลุมไปถึงผลกระทบ (ผลข้างเคียง) ที่เกิดจากกระบวนการรักษาตามมาตรฐานแล้ว เป็นสิ่งที่นาน ๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งแต่ส่งผลเสียรุนแรงต่อร่างกายผู้ป่วย (Medical mishaps) เช่น กรณีแพ้ยารุนแรง จนตาบอด กรณีamniotic fluid embolism (น้ำคร่ำหลุดเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือด)

- ป้องกันผู้ที่หวังจะได้เงินโดยไม่สมควร เช่นกรณีอ้างเอาผลกระทบจากการรักษาตามาตรฐานมาเป็นช่องทางได้รับเงิน กรณีที่กล่าวอ้าง สิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากการรักษาจริงหรือไม่มาเรียกร้องเอาเงิน


3-มาตรา ๗

สัดส่วนของคณะกรรมการต้องมีสภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล เพราะตามมาตรา ๖ คือการที่บอกว่ากฎหมายนี้ต้องมีการพิสูจน์ผิดถูกว่า สิ่งที่นำมากล่าวอ้างเพื่อรับเงินเยียวยานั้น สมควรได้รับการช่วยเหลือหรือไม่ คนที่จะพิสูจน์ได้ดีที่สุดคือ สภาวิชาชีพที่มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นปัญหา มิใช่NGOที่อ้างตนเป็นผู้รอบรู้กระบวนการรักษาทั้ง ๆ ที่มิใช่ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามกฎหมาย


4-มาตรา ๑๑

การวินิจฉัยผิดถูกที่ต่อเนื่องกับมาตรา ๗ เป็นเรื่อง “ข้อเท็จจริง”ตามหลักวิชาการแพทย์ ต้องใช้คนที่มีความรู้มาตัดสิน และไม่มีการใช้เสียงข้างมากของคนนอกมาตัดสิน เพราะทุกคนที่มีสิทธิลงเสียงในประเด็นนี้ต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานคือ “มีความเป็นวิชาชีพในประเด็นที่ตนเข้ามาตัดสิน” คล้ายกับการตัดสินของศาลสูง ที่ต้องเป็นองค์คณะ และต้องเป็นคนที่รู้เรื่องในประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี หาไม่แล้วจะเกิดปรากฎการณ์ศาลเตี้ย หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปใช้อารมณ์ตัดสินสิ่งที่มีกฎเกณฑ์ทางการแพทย์กำกับอยู่แล้ว


5- มาตรา ๑๘

และ มาตรการให้บุคลากรเข้ามาชี้แจงต้องมีให้น้อยที่สุด เพราะconceptของกฎหมายนี้คือ ไม่หาคนผิด หากต้องมีการชี้แจงก็ต้องทำเท่าที่จำเป็นและเก็บเป็นความลับ (off record) บทลงโทษที่รุนแรงต้องไม่มี มิฉะนั้นแล้ว คณะกรรมการชุดนี้จะมีภาพเป็นศาลเตี้ย


6- มาตรา ๒๐

การสร้างกองทุน (หากจำเป็นต้องสร้าง) ต้องช่วยเหลือทั้ง ผู้ให้และผู้รับบริการ ในกรณีที่เขาเหล่านั้นได้รับผลกระทบจากระบบบริการ ซึ่งเป็นความผิดของรัฐบาลโดยตรง มิใช่ความผิดของผู้ปฏิบัติงาน


7-8- มาตรา ๒๑ และ ๒๒

การจ่ายเงินสมทบต้องมาจากรัฐบาลอุดหนุนเท่านั้น เพราะกม.นี้มีลักษณะเป็น “ประชานิยม” หรือ “สังคมสงเคราะห์” มิฉะนั้นแล้วจะเกิดปัญหาว่า หากสถานพยาบาลใดปฏิบัติงานมาก ย่อมต้องมีความเสี่ยงในการเกิดปัญหามาก นั่นหมายความว่าต้องเจียดเงินที่มีไม่พออยู่แล้ว ไปจ่ายให้ผู้ป่วยอีก (รักษาให้ฟรี ๆ แล้วยังต้องตามไปจ่ายเงินเลี้ยงดูฟรี ๆ อีก) จะเกิดกรณีไม่รับการส่งต่อ(refer) หรือปฏิเสธการรักษาโรคซับซ้อนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาตามมามาก หรือปฏิเสธการรักษาในกรณีฉุกเฉิน (ซึ่งมีโอกาสพลาดโดยประมาทสูง)


9-10- มาตรา ๒๓ และ ๒๔

เงินของกองทุนที่เหลือต้องส่งคืนคลังทั้งหมด เพราะเป็นเงินภาษี ห้ามเก็บไว้ทำอย่างอื่น

11-มาตรา ๒๕

อายุความสิบปีนับแต่รู้ว่าเกิดความเสียหาย หมายความว่า กฎหมายนี้ไม่มีอายุความตายตัว ใช้ความรับรู้ของผู้ป่วยเป็นเกณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ทราบได้ยาก หลายกรณีเป็นนามธรรม ที่ไม่มีทางพิสูจน์ได้ เท่ากับว่า กฎหมายนี้ไม่มีอายุความ (ต้องตามไปแก้ในกม.วิ.ผู้บริโภคด้วย) อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภาระให้สถานพยาบาลต้องเก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ตลอดไป


12- มาตรา ๒๗

การกำหนดเวลาเพียง ๓๐ + ๑๕ + ๑๕ วันในการพิสูจน์ตามมาตรา ๕ และ ๖ นั้น เป็นระยะเวลาที่น้อยเกินไป เพราะการพิสูจน์ต้องตรวจทานเอกสาร ไต่สวนหาข้อเท็จจริง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางจากสภาวิชาชีพ และอื่น ๆ เหล่านี้ ถือว่าเวลาไม่เกิน ๖๐ วันนั้นน้อยเกินไป เท่ากับเปิดช่องให้กระทำตามวรรคสอง ที่บัญญัติว่า “หากพิสูจน์ไม่ได้ ก็ให้ถือเป็นผู้เสียหาย” เท่ากับเปิดช่องให้มีการทุจริตเอาภาษีอากรของชาติไปแจกให้คนที่ขาด “หิริ โอตัปปะ” จ้องจะรับเงินฟรี ๆ โดยอ้างตนเป็นผู้เสียหายไว้ก่อน (ไม่มีบทลงโทษใด ๆ ในกรณีที่มีการกระทำเช่นนี้ ดังนั้นควรร่างเพิ่มให้มีบทลงโทษที่รุนแรงและถือเป็นคดีอาญาที่ยอมความมิได้ )


13-มาตรา ๓๔

ต้องบัญญัติว่า หากศาลยกฟ้องบุคลากรแล้ว ผู้ฟ้องห้ามกลับมารับเงินใด ๆ จากกองทุนนี้เป็นอันขาด มิฉะนั้นจะเกิดการจับปลาสองมือ ซึ่งเป็นการขัดเจตนารมณ์ของกม.ที่ต้องการลดการฟ้องร้องโดยไม่จำเป็น อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่บุคลากรเสียไปเพื่อดำเนินการทางกฎหมาย กองทุนต้องเยียวยาอย่างน้อยต้องเท่ากับที่เสียไป (ยังไม่รวมความเสียหายทางจิตใจที่บุคลากรได้รับ)


14-มาตรา ๓๕

การรับเงินแล้วไปฟ้องต่อ ต้องมีการเรียกเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนทันที มิฉะนั้นจะเกิดการจับปลาสองมือ และไม่เป็นธรรมต่อภาษีที่รัฐไปอุดหนุน อีกทั้งต้องมีโทษปรับฐานผิดสัญญาประนีประนอมที่ทำขึ้นหลังได้รับเงิน


15-มาตรา ๓๗

การกล่าวอ้างเรื่องผลสะสมที่ใช้เวลาเป็นสิบปี นั้นเป็นการยกเอากรณีสารพิษจากอุตสาหกรรมมากล่าวอ้าง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการรักษาพยาบาล ยิ่งไปกว่านั้นการบัญญัติว่า “นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้กระทำ” หมายความว่ากฎหมายต้องหากตัวผู้กระทำ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

อีกทั้งการบัญญัติเรื่องอายุความสิบปีแบบม. ๒๕ จะทำให้กฎหมายนี้ไม่มีอายุความในการมาขอรับเงิน เรียกได้ว่า กม.นี้เป็นกม.เลี้ยงดูตลอดชีพ หากใครก็ตามสามารถนำตนเข้าไปอยู่ในนิยามของคำว่า “ผู้เสียหาย” ได้สำเร็จ


16-มาตรา ๓๘

การไกล่เกลี่ยเพื่อให้ได้ข้อตกลงอื่น ตามหลักการก็ต้องให้คู่กรณีมาตกลง แต่กฎหมายนี้บอกว่า “ไม่หาตัวคนกระทำ” แล้วจะให้ใครมาไกล่เกลี่ย

ยิ่งไปกว่านั้น การไกล่เกลี่ยเพื่อให้ได้ข้อตกลงอื่น หมายความว่า ผู้ให้การรักษาที่ตกเป็นจำเลย(ถ้ามี ซึ่งไม่ควรมีเพราะไม่หาตัวคนทำผิด) ต้องเสนอoptionอื่นเพิ่มเติมให้กับผู้ร้อง ซึ่งเป็นอะไรไม่ได้นอกจาก “เงินก้อนพิเศษ” นอกเหนือไปจากที่กองทุนจัดหาให้


17-18มาตรา ๓๙ และ ๔๐

การทำสัญญาประนีประนอม ต้องจบได้จริง ๆ วิธีเดียวที่จะจบได้คือ ต้องยุติสิทธิการฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญา โดยบัญญัติให้คดีอาญาตามมาตรา ๒๙๑ และ ๓๐๐ ที่มีมูลละเมิดมาจากการให้บริการสาธารณสุขเป็นคดีที่ยอมความได้ ซึ่งสามารถกระทำได้เพราะการกระทำในกรณีนี้เป็นการกระทำที่อยู่บนพื้นฐานของการเข้าไปช่วยผู้อื่น ความประมาทที่เกิดขึ้นไม่สมควรเป็นเหตุให้เอาผิดทางอาญา (เทียบเคียงได้กับ Samaritan law หรือ กรณีLife guard โดดไปช่วยคนจมน้ำในสระแล้วไม่สำเร็จ กลับต้องโดนคดีอาญา)


20-21-22 มาตรา ๔๒-๔๓-๔๔

เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะหลักการของกฎหมายคือไม่หาคนทำผิด ไม่แพ่งโทษ (no-blame แต่ไม่ใช่no-fault) ดังนั้นการจะไปพัฒนาระบบปลอดภัยจึงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นกระบวนการนี้ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของสถานพยาบาล ร่วมกับสภาวิชาชีพในการปรับปรุงระบบ


23-มาตรา ๔๕

ต้องตัดไปทั้งมาตรา เพราะปอ. ปว.อ.มีบัญญัติไว้แล้ว และหากบัญญัติให้เป็นไปตามข้อเสนอของมาตรา ๓๙ และ ๔๐ ข้างต้น ม.๔๕ นี้ก็ไม่จำเป็นต้องมี หาไม่แล้วจะเป็นภาระแก่บุคลากรที่จะถูกข่มขู่ให้หาเงินมาเพิ่มเติมให้อีก หรือต้องไปสำนึกผิดทั้ง ๆ ที่ตนเองก็ไม่ได้ผิด หรือ ยิ่งไปกว่านั้น ใครจะไปสำนึกผิดได้ เพราะกฎหมายนี้บอกว่าไม่หาคนผิด ไม่แพ่งโทษ แล้วจะให้ใครไปทำตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๕นี้


24-มาตรา ๔๖

บทลงโทษสูงเกินไป และต้องเพิ่มบทลงโทษในกรณีที่ คณะกรรมการ จ่ายเงินผิดหลักเกณฑ์ มิฉะนั้นแล้วจะไม่เกิดความรับผิดชอบใด ๆ เลยต่อการจ่ายเงินจำนวนมาก (ที่มาจากภาษีอากร) ออกไป ซึ่งสามารถเกิดกรณีทุจริตได้


25-มาตรา ๔๗

ต้องบัญญัติให้สปสช. จ่ายเงินสมทบทุกปีต่อเนื่องด้วย มิใช่เฉพาะเงินก้อนแรก เพราะสปสช.ถือเป็นstakeholderใหญ่ที่กุมเงินไว้

มาตรา ๔๙ บังคับให้เยียวยาในกรณีที่รับเงินและจบไปแล้ว ดังนั้นหากไม่ได้รับจะเกิดการฟ้องร้องมากมายแน่ ต้องตัดทิ้งทั้งหมด ให้มีผลเฉพาะในอนาคตเมื่อกม.บังคับใช้แล้วเท่านั้น


26-มาตรา ๕๐

สัดส่วนคณะกรรมการชั่วคราว ไม่เป็นธรรม เป็นการล็อคสเปคให้NGOมามีอำนาจเบ็ดเสร็จ ผิดหลักธรรมาภิบาลในการตรากฎหมาย





-------------------------------------------------




หมายเหตุ

บทวิเคราะห์นี้ให้เทียบเคียงกับร่างของรัฐบาลเป็นหลัก และวิเคราะห์บนพื้นฐาน กฎหมายการแพทย์ (medical law)



**แก้ 26 มาตรา ใน 50 มาตรา ควร นำกลับไปให้กฤษฎีการ่างใหม่ตกลง กันก่อน แล้วเข้ามาแบบสมานฉันท์ ดีกว่า..

ใน 26 ข้อที่แก้ร่างรัฐบาลนี้ ก็ตรงกับของ NGO จำนวนหลายข้ออยู่นะครับ ร่างที่มีปัญหาคือร่างรัฐบาลนั่นเอง..


นพ. เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ




1. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ....
(คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
//www.tmc.or.th/download/d051253-05.pdf



ถ้าสนใจจะอ่านร่างอื่น ก็แวะไปที่ บล๊อกนี้ เลยครับ มีครบทั้ง ๗ ร่าง ให้โหลดไปอ่านกัน ..

ข่าวปชส.กิจกรรมความเคลื่อนไหว สมาพันธ์แพทย์ รพศ./รพท แห่งประเทศไทย

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=22-07-2010&group=7&gblog=64








Create Date : 02 กันยายน 2553
Last Update : 2 กันยายน 2553 11:43:11 น. 2 comments
Counter : 1974 Pageviews.  

 



นำไปลงในห้องสวนลุม พันทิบ ด้วย .. เผื่ออยากแจม ก็เชิญนะครับ

//www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L9647148/L9647148.html



แถม กระทู้เก่า ๆ ที่เคยคุยกันด้วยนะครับ ..

ร่าง พรบ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ... ปัญหา หรือ โอกาส ...

//topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2010/07/L9460294/L9460294.html


ถาม - ตอบ ทุกประเด็นเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข

//topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2010/07/L9524623/L9524623.html


ประเด็นที่น่าสงสัย ใน พรบ.คุ้มครอง ฯ ..และ..ลิงค์กระทู้บทความที่น่าสนใจ จะได้เข้าใจตรงกันมากขึ้น

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=02-08-2010&group=7&gblog=69


ประชุมแบบจับเข่าคุยกับผู้ร่วมร่างพรบ.ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหาย เราเลิกทะเลาะกันเถอะ

//www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L9572016/L9572016.html

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-08-2010&group=7&gblog=85


ปุจฉาวิสัชนา พรบฯ .. ความเห็นของ "หมอ+นักกฎหมาย" ผู้ร่วมร่าง พรบ.นี้ ตั้งแต่เริ่ม (อ่านแล้วจะ อืมมม)

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=06-08-2010&group=7&gblog=70


ทำไม พรบ.ร่างรัฐบาลที่เป็นร่างหลัก จึงมีปัญหา (มากกว่าร่าง ภาคประชาชน) ??? ...โดย 716:16

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=31-08-2010&group=7&gblog=96



โดย: หมอหมู วันที่: 3 กันยายน 2553 เวลา:18:18:41 น.  

 


ใครสนใจก็ลองแวะไปโหลดมาอ่านกันนะครับ ...

ร่างใหม่ จาก สภาทนายความ
//www.mediafire.com/?4lyz3rpl37pa8xc

เปรียบเทียบ ๓ ร่าง พรบฯ
//www.mediafire.com/?slodsosamvks28e

รวมบทความ พรบฯ
//www.mediafire.com/?p7r6az6gk19ot



โดย: หมอหมู วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:2:12:11 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]