Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

พ.ร.บ .คุ้มครองความเสียหายฯ กับผลกระทบด้านลบต่อสังคมในระยะยาว ....... โดย สุจิตรา



พ.ร.บ .คุ้มครองความเสียหายฯ กับผลกระทบด้านลบต่อสังคมในระยะยาว


โดย สุจิตรา

15 กันยายน 2553 12:42 น.

//www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000129592


แรกทีเดียวผู้เขียนรู้สึกเพียงแค่ “เฉยๆ” กับ (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พศ. ... แต่ก็สังเกตเห็นว่าเริ่มมีแพทย์จำนวนมากที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับ (ร่าง) พ.ร.บ.ผู้เขียนจึงเริ่มสนใจและศึกษาในรายละเอียดของ (ร่าง) พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งก็ทำให้ได้เห็นประเด็นที่สร้างปัญหาแก่ผู้ปฏิบัติงานเพราะมีความไม่ชัดเจนในหลายมาตรา นี่คือความไม่ชัดเจนในมิติด้านความเข้าใจหรือด้านการปฏิบัติตาม ครั้นเมื่อได้กลับมาคิดทบทวน ได้กลับไปศึกษาใหม่ ได้เทียบเคียงกับกฎหมายอื่น ได้เทียบเคียงกับปัญหาทางสังคมอื่นๆ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนก็ยิ่งมีความไม่เห็นด้วยเป็นทับทวี

ได้มีผู้รู้หลายท่านวิพากษ์ (ร่าง) พ.ร.บ.ฉบับนี้ในแง่ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบกับผู้ให้บริการด้านสาธารณ สุขและตัวระบบการให้บริการสาธารณสุข ซึ่งผู้เขียนคงไม่ไปวิพากษ์ในประเด็นเหล่านี้ ท่านใดที่สนใจสามารถสอบถามจากรองเลขาธิการแพทยสภา ซึ่งรองเลขาฯ สามารถที่จะแสดงให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจน

ประเด็นที่ผู้เขียนสนใจและตั้งคำถามคือประเด็นผลกระทบต่อสังคมในระยะ ยาว ทั้งนี้โดยพิจารณาจากกรอบแนวคิด โมเดลการแก้ปัญหา กระบวนการยกร่างจนมาสู่ (ร่าง) พ.ร.บ.ที่ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

ใน (ร่าง) พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวได้กำหนดให้มีกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายจากการรับ บริการสาธารณสุขโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด (ตามมาตรา 5 ของ (ร่าง) พ.ร.บ.ฉบับนี้) และเงินจากกองทุนก็มาจากเงินที่กำหนดให้สถานพยาบาลต่างๆ (รวมทั้งคลินิกที่ให้บริการในระดับชุมชนและร้านขายยาทุกร้าน) ต้องมาลงขันกันก่อน ทั้งจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชนแล้ว ด้วยเหตุผลว่าสถานพยาบาลทุกแห่งเป็นผู้ให้บริการเหมือนกันและอาจมีโอกาสที่ จะเกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์

ผู้เขียนคิดว่าถ้าสังคมเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว สังคมก็ควรที่จะต้องมีกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายจากการใช้ถนนที่สร้างอย่างไม่มีคุณภาพโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด เช่น ถนนที่สร้างแล้วเกิดเป็นหลุมบ่อและทำให้ระบบช่วงล่างของรถได้รับความเสียหาย (ไม่มากก็น้อย) ถนนที่สร้างแล้วไม่ลาดเอียงตรงโค้งอย่างเพียงพอรวมทั้งไม่มีไฟถนนอย่างพอเพียง ทำให้รถที่วิ่งผ่านโค้งนั้นๆ ในยามค่ำมืดอาจเกิดอุบัติเหตุรถตกไหล่ทางหรือแหกโค้ง รวมทั้งรถชนกันหรือชนคนข้ามถนนซึ่งก็ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและ ทรัพย์สิน

ในส่วนเงินของกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายจากการใช้ถนนฯ ก็กำหนดให้บริษัทรับสร้างถนนทั้งบริษัทเล็กและใหญ่ทั่วประเทศ (รวมทั้งบริษัทต่างชาติ) การไฟฟ้าภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง (เพราะเป็นคนติดตั้งไฟที่ควรจะพอเพียงเนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญ) การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (เพราะอาจผลิตไฟไม่เพียงพอทำให้ไฟส่องสว่างถนนไม่สว่างเพียงพอ) และบริษัทน้อยใหญ่ที่รับทำราวกั้นขอบถนน (เพราะทำให้รถเสียหาย รถบุบ ไม่มีคุณภาพอย่างในเยอรมนี และไม่สามารถป้องกันรถไม่ให้ตกลงคูข้างถนน) รวมทั้งงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของทุกคน ในรูปเงินอุดหนุนจากรัฐบาล (ซึ่งรวมทั้งภาษีจากคนที่ไม่ได้ขับรถด้วยเพราะขับไม่เป็น) ถ้าหน่วยงานหรือผู้ประกอบการใดไม่ส่งเงินเข้าร่วมสมทบก็มีความผิดอาจถูกยึด หรืออายัดทรัพย์สินเพื่อให้ชำระเงินได้



เช่นกัน สังคมก็ควรที่จะเรียกร้องให้มีกฎหมายที่กำหนดให้ต้องมีกองทุนเพื่อชดเชยความ เสียหายจากการบริโภคอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องดื่ม เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด เช่น อาหารที่ทำให้ท้องเสีย อาหารที่ไม่มีคุณค่าอาหาร อาหารที่ไม่เป็นไปตามภาพที่ปรากฏในเมนูอาหาร อาหารที่ปนเปื้อนทั้งสารฟอกขาว สารบอแรกซ์ ฯลฯ

อาหารที่ทำให้เกิดเศษอาหารติดค้างตามร่องฟันและทำให้ฟันผุ เครื่องสำอางที่ใช้แล้วหน้าหรือรักแร้ไม่ขาวดังคำโฆษณา เครื่องดื่มของหวานอัดลมที่ทำให้ฟันผุ ครีมหน้าขาวประเภท “กวนเอง” และทำให้เกิดอาการแพ้บนใบหน้า เสื้อผ้าที่ขาดรุ่ยเป็นขุยง่ายและตะเข็บแตกง่าย เสื้อสีตกและทำให้เสื้อผ้าชิ้นอื่นที่ซักร่วมกันเสียหาย

เงินกองทุนก็ต้องมาจากบริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าทุกราย ผู้ผลิตเครื่องสำอางทุกราย และร้านอาหารทั้งเล็กใหญ่ทุกราย ทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรายใหญ่ระดับประเทศและรายเล็กประจำชุมชน รวมทั้งงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของทุกคน ในรูปเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ถ้าหน่วยงานหรือผู้ประกอบการใดไม่ส่งเงินเข้าร่วมสมทบก็มีความผิดอาจถูกยึด หรืออายัดทรัพย์สินเพื่อให้ชำระเงินได้



และเช่นกัน สังคมก็ควรที่จะเรียกร้องให้กฎหมายที่กำหนดให้ต้องมีกองทุนเพื่อชดเชยความ เสียหายจากการซื้อบ้านหรือห้องพักหรืออาคารชุด โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิด เช่น บ้านที่ทรุดอย่างมาก บ้านที่ทรุดก่อนเวลา หมู่บ้านที่น้ำท่วมขังในหน้าฝน บ้านที่ไม่ได้คุณภาพ เช่น หลังคารั่ว พื้นปาร์เก้โก่งยกลอย หมู่บ้านที่ไม่มีส่วนกลางหรูตามที่โฆษณา บ้านอาคารชุดหรือห้องแถวที่สร้างไม่เสร็จทั้งจากผู้ประกอบการที่มีปัญหาการ ขาดสภาพคล่องรวมทั้งผู้ประกอบการที่ตั้งใจจะหลอกลวงผู้ซื้อ

หมู่บ้านที่ขโมยขึ้นบ้านเพราะระบบรักษาความปลอดภัยไม่ดีพอ เงินกองทุนในกรณีนี้ก็มาจากบริษัทก่อสร้างทุกราย ทั้งรายใหญ่ระดับบิ๊กโฟร์ของประเทศ และรายย่อยระดับตำบลตามชายแดน เจ้าของอาคารชุดและนิติบุคคลที่กำลังยื่นคำขอก่อสร้างนิติบุคคลของหมู่บ้าน บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้องมุงหลังคา และบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปาร์เก้ บริษัทผู้ผลิตเสาเข็มก่อสร้าง กรมทะเบียนการค้าและกระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบประวัติผู้ขอ ขึ้นทะเบียนการค้าแต่ไม่สามารถตรวจพบผู้ประกอบการที่มีประวัติตั้งใจหลอกลวง ผู้บริโภค รวมทั้งเงินที่มาจากงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของทุกคนในรูปเงินอุดหนุน จากรัฐบาล และเช่นกัน ถ้าหน่วยงานหรือผู้ประกอบการใดไม่ส่งเงินเข้าร่วมสมทบก็มีความผิดอาจถูกยึด หรืออายัดทรัพย์สินเพื่อให้ชำระเงินได้

แล้วกองทุนชดเชยความเสียหายจากกระบวนการยุติธรรมล่ะ?

ในปัจจุบันมีกฎหมายดังกล่าวแล้ว นั่นคือ “พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544” แต่ตาม พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จำเลยผู้บริสุทธิ์ในคดีอาญาซึ่งคือผู้ที่ถูกกักขังแต่ในที่สุดแล้วเป็นผู้บริสุทธิ์ เช่นจำเลยในคดีเชอรี่ แอน ดันแคน) จะได้รับการชดเชยก็ต่อเมื่อคดีถึงที่สิ้นสุด (คือฎีกา)( ซึ่งอาจใช้เวลามากกว่า 10 ถึง 20 ปี ทำไมถึงไม่ชดเชยตั้งแต่ในชั้นที่ศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นเลยโดย ไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สิ้นสุด

ถ้าศาลฎีกากลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์แล้วจึงค่อยนำเงินคืน ในส่วนของเงินที่จ่ายตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ก็เป็นเงินที่กระทรวงยุติธรรมต้องขอ จากงบประมาณแผ่นดินจากรัฐบาลเป็นปีต่อปี ทำไม พ.ร.บ.นี้จึงไม่กำหนดให้ตั้งเป็นกองทุนเพื่อชดเชยผู้เสียหายจากกระบวนการยุติธรรมโดยเก็บเงินสมทบจากสถานีตำรวจภูธรตำบลทุกตำบล สถานีตำรวจภูธรอำเภอทุกอำเภอ สถานีตำรวจในเขตนครบาลทุกแห่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากสำนักงานอัยการจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานอัยการสูงสุด จากศาลยุติธรรมชั้นต้นทั้งศาลแขวง ศาลจังหวัด ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา จากสำนักงานทนายความเอกชนทุกแห่งทั้งใหญ่เล็กในประเทศทั้งสำนักงานทนายความ ของคนไทยและที่เป็นสาขาของชาวต่างชาติ


แล้วกองทุนผู้ได้รับความเสียหายจากการศึกษา ประมาณว่า เรียนแล้วสอบตก สอบเข้าศึกษาต่อสถาบันอื่นไม่ได้ กองทุนผู้ได้รับความเสียหายจากการได้รับบริการด้านสื่อมวลชน เช่น สื่อมวลชนที่ลงข่าวและทำให้เสียชื่อเสียง ลงข่าวผิดพลาด กองทุนผู้ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค กองทุนชดเชยความเสียหายจากการใช้บริการโทรคมนาคม กองทุนชดเชยความเสียหายจากการใช้บริการขนส่งทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ รวมทั้งกองทุนในด้านต่างๆ อีกมากมาย




เมื่อไล่เรียงไปในแต่ละกองทุนที่อุบัติขึ้นมาแล้ว และที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา (ตามที่กล่าวในตอนต้น) สุดท้ายแล้วทุกหน่วยงานของรัฐและผู้ประกอบการเอกชนก็ต้องถูกกำหนดและบังคับ ให้ต้องร่วมจ่ายเงินสมทบกับกองทุนใดกองทุนหนึ่ง หรืออาจหลายกองทุนพร้อมๆ กัน รวมทั้งเงินงบประมาณของแผ่นดินจำนวนมหาศาลที่ต้องมาสนับสนุนกองทุนเหล่านี้ เพียงเพื่อเตรียมชดเชยความเสียหาย โดยปล่อยให้คณะกรรมการกองทุนเป็นผู้บริหาร รวมทั้งคณะอนุกรรมการที่เป็นผู้ปฏิบัติและมีอิทธิพลที่แท้จริงในแต่ละชุด

งบประมาณแผ่นดินที่ควรนำไปจัดสรรเพื่อการลงทุนของประเทศและพัฒนา ประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งโดยปกติก็คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากอยู่แล้วก็จะต้องถูกลดทอนไปเพื่อกองทุนเหล่านี้ การจ่ายของกองทุนเหล่านี้ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นการใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้ เกิดผลผลิต (Non-productive expenditure)

ท่านผู้อ่านคิดว่าจำนวนการฟ้องร้องในเรื่องต่างๆ เหล่านี้เพื่อเรียกร้องการชดเชยจากกองทุนต่างๆ จะมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ หรือแนวโน้มจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ

ท่านผู้อ่านคิดว่าเมื่อมีกองทุนต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เงินชดเชยรวมจากกองทุนต่างๆ ที่ต้องใช้เพื่อชดเชยตามคำเรียกร้องเหล่านี้จะมีแนวโน้มการจ่ายมากขึ้น เรื่อยๆ ในแต่ละปีหรือลดลงไปเรื่อยๆ ในแต่ละปี

ท่านผู้อ่านคิดว่า เมื่อมีกองทุนต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว สังคมในอนาคตจะวุ่นวายหรือไม่

ท่านผู้อ่านคิดว่า เมื่อมีกองทุนต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ประเทศชาติจะพัฒนาอย่างเต็มที่ได้อย่างไร

ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจคิดแย้งว่า กองทุนอื่นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งขึ้นมาเพราะมีศาลแพ่งในคดีละเมิดและ ศาลอาญาในกรณีที่เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือกรณีที่เข้าข่ายเป็นคดีอาญาอยู่ แล้ว ผู้ใช้บริการด้านต่างๆ สามารถฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งและคดีอาญาได้

คำถามคือ แล้วทำไมจึงต้องมีกองทุนความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขในเมื่อก็ไม่ ได้ตัดสิทธิการฟ้องร้องทางคดีแพ่งและคดีอาญาอยู่แล้วเช่นกัน


โดยส่วนตัวนั้น ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการที่ต้องนำเงินทั้งเงินภาษีประชาชนในรูปของเงินงบ ประมาณและเงินของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่อาจมีคุณภาพและไม่ได้มีส่วน ในการก่อให้เกิดผลเสียหายในการให้บริการสาธารณสุขมารวมกันและให้กลุ่มบุคคล ในนามของ “คณะกรรมการบริหารกองทุน” มาเป็นผู้ดูแลกองทุน

แม้จะมีความพยายามอธิบายว่า มีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมาคอยทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินและรับรองดังความ ในมาตรา 24 แต่นั่นก็มิได้เป็นหลักประกันที่แท้จริง เพราะมิเช่นนั้นประเทศไทยคงไม่ได้อยู่ลำดับที่ 15 จากทั้งหมด 16 ประเทศจากการจัดอันดับประเทศคอร์รัปชันในเอเชียในปี 2552 โดยบริษัทปรึกษาความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและการเมือง หรือ PERC - Political and Economic Risk Consultancy Ltd. ประเทศไทยได้คะแนน 7.63 ชนะประเทศอินโดนีเซียอยู่ประเทศเดียว และเลวร้ายกว่ากัมพูชาซึ่งได้ 7.0 (ยิ่งคะแนนมาก ยิ่งคอร์รัปชันมาก)

ถ้าการลงขันกันของสถานพยาบาลต่างๆ เป็นในรูปของการซื้อประกันความเสี่ยง สถานพยาบาลนั้นๆ ไม่ต้องมาวุ่นวายกับการฟ้องร้องหรือคดีความเพราะมีผู้ดำเนินการให้ และไม่ต้องถูกรบกวนให้ต้องลงขันเพิ่มในปีต่อไปแม้ว่าจะเกิดความเสียหายจริง จากการให้บริการสาธารณสุขของสถานพยาบาลนั้นๆ การลงขันในกองทุนก็อาจจะเป็นการคุ้มค่า และการมีกองทุนชดเชยความสียหายต่างๆ ก็อาจเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่สังคม

แต่จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้มิได้ห้ามการฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญาต่อศาล และศาลอาจพิจารณาให้สถานพยาบาลจ่ายมากกว่าที่เงินกองทุนที่จะจ่ายให้ นั่นหมายความว่าสถานพยาบาลนั้นก็ต้องจ่ายอยู่ดี รวมทั้งการลงขันในปีต่อไปก็อาจมีการปรับให้จ่ายเงินลงขันมากขึ้น ถ้าพบว่าเกิดเหตุการณ์ความเสียหายจากสถานพยาบาลนั้น ตามความในมาตรา 21


ทำไมจึงไม่เพียงตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาตามมาตรา 5 และมาตรา 6 และถ้าคำร้องมีมูลคณะกรรมการก็มีคำสั่งการให้สถานพยาบาลนั้นๆ ที่ถูกร้องและหน่วยงานต้นสังกัดของสถานพยาบาลนั้นๆ (ในกรณีเป็นสถานพยาบาลของรัฐ) จ่ายชดเชยในเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการ และรอผลการพิจารณาของศาลในที่สุด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้สถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดีมีคุณภาพใส่ใจต่อการให้บริการสาธารณสุขซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของสถานพยาบาลทั้งหมดก็ไม่ต้องมีภาระในการต้องจัดเงินมาลงขันในกองทุนดังกล่าว รวมทั้งไม่เป็นภาระแก่เงินงบประมาณแผ่นดินของประเทศซึ่งรัฐบาลควรที่จะนำ เงินดังกล่าวไปลงทุนโดยเฉพาะด้านทรัพยากรมนุษย์คือลงทุนด้านการศึกษาและการลงทุนในการการยกระดับจิตใจคนในสังคมเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างเอื้อ อาทร อย่างมีคุณธรรมและอย่างมีมนุษยธรรม



ถึงเวลาหรือยังที่สังคมเราจะปฏิรูปกระบวนการออกกฎหมายโดย

1. ผู้ยกร่างกฎหมายและผู้เสนอร่างกฎหมายจะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วน ได้เสียในกระบวนการบังคับใช้กฎหมายเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี ยกเว้น ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินได้ตามกฎหมายดัง กล่าวเป็นเงินของแผ่นดิน (ในกรณี (ร่าง) พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผู้มีรายชื่อในการประชุมเพื่อยกร่างทั้งในส่วนของข้าราชการของกรมสนับสนุน บริการสุขภาพ และผู้มีรายชื่อในส่วนของตัวแทนของผู้บริโภคจะต้องไม่ดำรงตำแหน่งทั้งในคณะกรรมการ หรือในคณะอนุกรรมการเป็นเวลา 10 ปี) ทั้งนี้เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจในการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนั้นๆ

2. รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะบริหารประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าโดยผ่านการลงทุนและ การพัฒนาที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม รัฐสภามีหน้าที่ในการกำกับทิศทางของรัฐบาล และสังคม (ที่เจริญ) มีหน้าที่ในการติดตามการดำเนินงานของทุกฝ่าย ทุกคนในสังคมควรพยายามช่วยกันด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะให้ทั้งรัฐบาล รัฐสภา และสังคมได้ทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ ทั้งด้วยการวิพากษ์ การวิจารณ์ ให้ข้อเสนแนะ ทำการตรวจสอบ การเดินขบวนประท้วง รวมทั้งการทำสิ่งที่เรียกว่า “Social Sanction” หรืออื่นๆ

กลุ่มคนในสังคมไม่ควรแสดงความไม่ไว้ใจในรัฐบาล หรือรัฐสภา และเชื่อว่าตนบริหารได้ดีกว่าจนนำมาสู่ความพยายามถ่ายโอนอำนาจบริหารและ ทรัพยากรเงินมาอยู่ในมือตนโดยการออกกฎหมายในรูปแบบที่จะทำให้เกิดกองทุนโดย นำเงินมาจากงบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นเงินของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหรือบังคับให้องค์กรอื่นต้องเข้าร่วมสมทบเงินใน กองทุนนั้นๆ และให้ “คณะกรรมการกองทุน” เป็นผู้บริหาร

3. เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า “ประชาธิปไตย” (ซึ่งย่อมมิใช่ “ผู้แทนราษฎรธิปไตย” หรือ “พรรคการเมืองธิปไตย” ) และเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากความพร้อมของเทคโนโลยีการสื่อสารของสังคมใน ปัจจุบันรวมทั้งเครือข่ายสังคมทางอินเทอร์เน็ต (ร่าง) กฎหมายที่จะเสนอเป็นพระราชบัญญัติ (ซึ่ง โดยปกติไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เพราะเรื่องที่เร่งด่วน เรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง หรือเรื่องที่ต้องปกปิดไม่สามารถแพร่งพรายแก่สาธารณชนก่อนเวลาได้ด้วยเหตุ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน อาทิ การลดค่าเงิน รัฐบาลจะออกเป็นพระราชกำหนดและมีผลบังคับใช้แล้วจึงจะนำเข้าสู่สภาเพื่อออกเป็น พ.ร.บ.ตามมาในภายหลัง) ควรจะต้องเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเพื่อร่วมกันในการแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่างๆ ก่อนที่จะเข้าสู่รัฐสภา และ ได้ข้อยุติที่สังคมยอมรับร่วมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงเจตนารมณ์หรือหลักการ การนำไปปฏิบัติ ความขัดแย้งกับหลักการหรือค่านิยมที่สำคัญของประเทศ รวมทั้งความขัดแย้งในทางปฏิบัติหรือหลักการกับกฎหมายอื่นที่ถือปฏิบัติอยู่ แล้ว เพื่อมิให้เกิดปัญหาดังเช่น (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายฯ

สาระสำคัญของการระบบการปกครองที่ดีมิได้อยู่ที่กระบวนการใช้อำนาจว่า ใช้โดยบุคคลเดียว โดยกลุ่มบุคคลกลุ่มเดียวที่เรียกว่า “เผด็จการ” หรือโดยคนหมู่มากของสังคมที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตย” สาระสำคัญของการระบบการปกครองที่ดีอยู่ที่ว่าการปกครองนั้นต้องเป็นไปเพื่อ ประโยชน์ของคนหมู่มากของสังคม

แต่ประโยชน์ของคนหมู่มากในขณะนั้น (ซึ่งในที่สุดก็ต้องตายจากไป) ก็ต้องไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมในระยะยาว ประวัติ ศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้าสิ่งที่ผู้ร้ายที่ชื่อ “ระบอบเผด็จการ” ทำไปนั้นเพื่อประโยชน์ของสังคมระยะยาวแล้วก็ดูจะมีประโยชน์และคุณานุปการต่อ สังคมมากกว่าพระเอกที่ชื่อ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่ยังประโยชน์เพียงคนหมู่มากในขณะนั้นแต่อาจทิ้งผลกรรมไว้ให้แก่สังคมใน ระยะยาวและแก่คนรุ่นหลัง






ปล.

เป็นบทความต่อเนื่อง ถ้ายังไม่ได้อ่านตอนแรก ก็แวะไปอ่านก่อนก็ได้อรรถรส เพิ่มมากขึ้น


พ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหายฯ และการเมืองภาคประชาชน
โดย สุจิตรา 17 สิงหาคม 2553 17:37 น.

//www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114323


//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=19-08-2010&group=7&gblog=87








Create Date : 17 กันยายน 2553
Last Update : 17 กันยายน 2553 11:55:36 น. 2 comments
Counter : 1476 Pageviews.  

 
แวะมาเยี่ยม..และให้กำลังจัย.


โดย: nuyect วันที่: 18 กันยายน 2553 เวลา:22:57:31 น.  

 


ใครสนใจก็ลองแวะไปโหลดมาอ่านกันนะครับ ...

ร่างใหม่ จาก สภาทนายความ
//www.mediafire.com/?4lyz3rpl37pa8xc

เปรียบเทียบ ๓ ร่าง พรบฯ
//www.mediafire.com/?slodsosamvks28e

รวมบทความ พรบฯ
//www.mediafire.com/?p7r6az6gk19ot



โดย: หมอหมู วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:2:10:35 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]