แผนไทย-วิถีพุทธ-มาเจอแพทย์รวมมิตรวิทยา(ทุกคน"ควรต้องอ่าน")

--สองเรื่องแรกเขียนไปแล้วครับ โดนด่ามาอานเลย เพราะหลายๆคนคิดว่า รู้มากกว่าผม

--ผมรู้แล้วหละ ว่า แนวคิดต่างๆ ไม่ค่อยมีใครสนใจอ่าน หรือวิเคราะห์ หรือเชื่อ เพราะว่า ผมเป็นคนไทย ไงครับ ตั้งแต่แรกเห็นเลย--ถ้าคิดอย่างนั้นผมก็คงไม่ใช่คนไทยครับ เป็นพม่าผสมกะเหรี่ยงครับ ท่านอาจจะเชื่อมั่นผมได้มากขึ้น นะครับ

--มาร์ติน วีลเลอร์ ฝรั่งหัวใจไทย ได้ชี้จุดแข็งและจุดอ่อนของคนไทย เขาบอกว่า มีคนเชื่อตั้งแต่ยังไม่ได้อ่าน -- ก็เพราะเค้าเป็นฝรั่ง ดังนั้น การดูถูกคนไทย ความคิด วัฒนธรรม ศาสนา ประเพณี ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็คือการดูถูกตัวเองนะครับ

--แต่เรื่องแพทย์ของเบื้องบน ผ่านร่างทรงมา พวกท่านจะมาเก่งกว่าผมในเรื่องนี้ไม่ได้ บางท่านอาจเรียนแพทย์แผนไทยมา ก็ขอให้ไปเก่งที่อื่น เพราสาขาวิชาทรงเจ้านี้ผมผูกขาด ขอเก่งกว่าละกัน

--บางท่านอาจเรียนวิทยาศาสตร์ ผมก็จบวิทยาศาสตร์--อิเลคทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ ก็ชำนาญมาก

--บางท่านอาจคิดว่าตนเองเก่งไสยศาสตร์ เรื่องลี้ลับ ยันธรรมมะ --ศาสนาต่างๆ ผมก็เก่งเรื่องพวกนี้เหมือนกัน ศึกษาปฏิบัติมาแล้วหลายศาสนา พุทธธรรมก็เรียกว่า เคี้ยวผมไม่อร่อยก้แล้วกัน

--ทุกสิ่งในโลกวัตถุของพวกคุณ จะมีฉายา หรือเรียกว่า ภาพฉาย พูดง่ายก็วิญญาณ เช่น ทำทานให้คนตาย เขาไม่ได้มากินกับข้าว แต่มากินเอา รส--หริอ โอชะ หรือกิน"วิญญาณ"-Essence-สาระ- ของสิ่งนั้น

--ขอตบหน้านักวิทยาศาสตร์จ๋าๆ ด้วยคำว่า "ฤาษีนุ่งหนังเสือ นั่งสมาธิบนหนังหมี เป็นวิทยาศาตร์ล้วนๆ"-- หนังสัตว์ หรือพรม-อาสนะพระ อาจมีมาเพราะความเชื่อ แต่มันคือฉนวนทางไฟฟ้าไหม สิ่งที่เกิดจากการนั่งสมาธิ ก็คือการใช้ร่างกายเหมือนปิรามิด --เหมือนจานดาวเทียมรับพลังงานจากอวกาศ ซึ่ง พลังงานเหล่านี้ ทำตัวเหมือน ไฟฟ้าสถิต หรือประจุไฟฟ้า วิธีที่ทำให้มันไม่ไหลลงดิน ก็ต้องกั้นด้วยฉนวนไฟฟ้า ก็ถึงบอกว่า เป็นเทคโนโลยี่โบราณ ซึ่งไม่ได้มาจากไหนเลย มาจากมิติอื่น โลกอื่น และมาทีเป็นห้องสมุดเลย

----เป็นองค์ความรู้ แต่ยุคนั้นเขาไม่รู้จะบอกกับมนุษย์ผู้หยิ่งยะโสยังไง ก็เลยบอกว่า เป็นพิธีกรรมนะ-- มันขลังดีนะ--อืม--แล้วทำไมต้องมีสายสิญจน์--(ซึ่งก็ถ่ายทอดพลังได้เหมือนสายไฟฟ้า)

---- พระสวด มีความขลัง มีพลังที่คล้ายพลังจิต--พลังปราณ ไม่ยอมให้ไหลลงดิน แต่ต้อนพลังมาทางสายสิญจน์ พอจะเข้าใจอะไรได้ละยัง นี่มันเทคโนโลยี่ทางจิตนะ ไม่ใช่การลองผิดลองถูกหรือมั่วมา--และไม่ใช่ความงมงายอีกด้วย

--หากอยากรู้-- ก็เทน้ำในแก้วของคุณออกอย่าให้มันล้นถ้วย แล้วมานั่งฟังกันดีๆ หาก้อนกรวดมาหนึ่งก้อน ผูกเชือกมาทำเป็นลูกตุ้ม
อยากรู้อะไร ลูกตุ้มอันนี้ตอบได้ เพราะมันทำงานด้วยพลังจิต--ของใครง่ะ--ก็ของตัวคุณเอง น่ะซี

---บางคนคิดว่า "อิท อิส อะ ไม้ทิ่มผี"- ไม้หาหลุมศพ -ล้างป่าช้า

---แต่อะไรที่มันทำงานได้ ก็คือของจริง(แมวดี จะสีอะไรก็ได้ ถ้าจับหนูได้ ก็เป็นแมวที่เวิร์ค) ดี และมีประโยชน์ ----แม้จะคิดว่า จีที200 เป็นของหลอกขาย แต่ต้องคิดว่า--มันทำมาผิดรูปแบบ--ผิดแบบแผน
1 มันไม่ใช่ไม้
2 ไม่มีง่าม
3. ส่วนสิ่งที่ประยุกต์มาจากไม้ง่าม คือแท่งโลหะตัน รูปตัวแอล 2อัน--ส่วนจีที200 มันประหยัด ทำเป็นกลวงๆ และมีอันเดียว ขายตั้งล้านกว่าบาท น่าตื้บมาก

-----เป็นอันว่าเราไม่ต้องมีแท่งโลหะ หรือไม้ง่ามกิ่งวิลโล่ว์ แต่ก็ใช้ลูกตุ้มนี่ ทำงานได้เหมือนกัน จะหาหัวรบปรมาณูใต้ดิน ขุมทรัพย์หรือตาน้ำ ก็เกว่งหาบนแผนที่ก็ได้ ถ้าเป็นเทคโนโลยี่ที่งี่เง่า ไม่เวิร์ค กองทพสหรัฐ คงไม่เอาไปใช้ นี่เอาไปใช้จริง ในสนามรบจริงๆ ภายใต้ความกดดันทางอารมณ์อย่างหนัก แต่มันก็เวิร์ค

---สนามพลังในสิ่งแวดล้อมชนิดนี้--เราจะขอเรียกว่า "สนามโดว์ซิ่ง" สิ่งที่กระทำ คือการตรวจหาสนามนี้ในจุดที่แรง -- ก็คือการปฏิสัมพันธ์ของร่างกาย (คือสนามพลังปราณ หรือพลังจิต-พลังชีวิต) ซึ่งมีปฏิกิริยากับสนามโดว์ซิ่งเกิดเป็น"แรง"ขึ้นมา ถ้าเป็นไม้ มันจะดิ้น เป็นแท่งโลหะจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ไขว้กันเอง เป็นลูกตุ้มก็จะแกว่งวนอย่างรุนแรง จะทวนหรือตามเข็มนาฬิกาก็แล้วแต่พลังเป็นบวกหรือลบ

--คุณ สุธิธรรม คำพา เป็นนักธรรมชาติบำบัด ไม่เก่งอะไร ก็คือรักษาตัวเอง
หลังก็มาลองเล่น เพนดูลั่ม--ลูกตุ้ม แบบนี้ และยังไปศักษาเรื่องมโนมยิทธิ ของพ่อฤาษีลิงดำ ทดลองอะไรต่างๆทั้งยาสมัยใหม่กับตัวเอง จนมีความรู้ระบบร่างกาย โรคต่างๆ เข้าใจกลไกของมัน เพราะถามกับเจ้าลูกตุ้มนี่ ซึ่งมันก็บอกดี บอกถูก จนมีบทสรุปสำหรับโรคต่างๆ แบบผู้มีดวงตาเห็นธรรม -- แจ่มแจ้ง ชัดเจน

--แต่ก็ยังมีความเจ็บป่วยที่อาสากันมาอยู่กะเขาอีก พอเขาได้พบร่างทรงท่านหนึ่ง ก็เลยถาม เทวดา(ที่เคยเป็นกษัตริย์ขอม) บอกว่า เขาไปรักษาผู้อื่น เจ้ากรรมนานเวรเห็นว่าเขา "เสือก" ไม่เข้าเรื่อง จึงพาเอาโรคมาอยู่กับเขาเสียเอง เป็นความรู้ใหม่ ที่แพทย์สมัยใหม่ มิอาจจะ"เสือก"(บังอาจ)ไปทราบได้ เพราะมันเกินหลักการแพทย์สมัยใหม่ จึงกล่าวได้ว่า เขาวิ่งไกลไปเกินแพทย์สมัยใหม่ไปไกลแล้ว--และทุกก้าวที่ไกลออกไป ก็คือ "ความสำเร็จทั้งสิ้น"

--เพราะมีการรวบรวมความรู้ทุกๆศาสตร์ที่มี ทดลอง ทบทวน แก้ไข จนเรียกได้ว่า "สมบูรณ์แบบ" และยากที่จะเลียนแบบ เพราะนี่ คือองค์ความรู้แบบไทยๆ--และองค์ความรู้นี้มีมาก มีมานาน และแพทย์แผนไทยนี้ ดีที่สุดในโลก ครับผม

--ได้มีการเดินทางไปเยี่ยม สำรวจ หมอพื้นบ้าน เยอรมัน จีน ทิเบต ไทย ของไทย ดีที่สุดในโลกครับผม

--รอการดาวน์โหลด เอกสารด้วยนะครับ หลายสิบหน้า หรืออ่านภาค 2 ต่อ

หมอเถื่อน
“หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้เทศน์ให้ฟังว่า...
...ตั้งแต่ก่อนปีพ.ศ.สองพันห้าร้อย เป็นต้นมา คนที่มีอภิญญาสะสมในอดีตได้มาเกิดในโลกนี้จำนวนมาก อาจจะเรียกได้ว่า เป็นยุคของอภิญญา เริ่มด้วยเศษอภิญญาเล็กน้อย คนเหล่านี้จะมีความสามารถทางจิต มีลางสังหรณ์ สนใจในเรื่องลี้ลับ ติดต่อกับสิ่งที่มองไม่เห็น ต่อมาตั้งแต่ปีสองพันห้าร้อยยี่สิบเป็นต้นมา กลุ่มที่เคยสะสมอภิญญาใหญ่ก็ได้มาเกิดเป็นจำนวนมากขึ้น
---อภิญญาใหญ่ คือ มีความสามารถเทียบเคียงอภิญญาหก แสดงอิทธิฤทธิ์ได้
คนเหล่านี้มาเกิดในทุกประเทศ ฆราวาสธรรมดาหลายท่านจะมีความรู้อภิญญามากกว่าสมณเพศ ฆราวาสที่ได้ฌาณสมาบัติจะมีดาษดื่นอยู่ทั่วไป เมื่อพวกเขาโตขึ้นมา เขาก็จะศึกษาค้นคว้า และ ปฏิบัติทางด้านอภิญญาเพื่อต่อยอดจากของเดิมที่สะสมมาแต่ในอดีต แต่คงจะไม่มีประเทศใดในโลกนี้อีกแล้ว ที่เป็นที่รองรับของเหล่าคนสะสมอภิญญาได้มากเท่าประเทศไทย เพราะ ในอดีต คนที่สั่งสอนอภิญญาให้กับพวกเขาเหล่านั้น คือ พระอริยสงฆ์ทรงอภิญญาในศาสนาพุทธ เมื่อเคยได้ผูกพันในศาสนาพุทธแล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็จะมาเกิดในดินแดนที่ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองที่สุด
บัดนี้ เวลาได้ผ่านจากปีพอศอสองพันห้าร้อยมาห้าสิบกว่าปี คนเหล่านี้เริ่มมีอายุอยู่ในวัยที่มีบทบาททางสังคม เราจึงไม่แปลกใจเมื่อเห็นว่าโลกยุคใหม่ที่ล้ำหน้าในเรื่องเทคโนโลยี แต่กลับมีชาวโลกจำนวนเพิ่มมากขึ้นที่สนใจทางด้านพลังจิต สิ่งลี้ลับ วิญญาณ เรื่องเหนือธรรมชาติ โทรทัศน์จะมีรายการประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น มากขึ้น เพราะกลุ่มคนที่มีอภิญญาสะสมมาก่อนอยู่แล้ว เขาเองได้เคยปรารถนาอภิญญาสมาบัติไว้ในอดีต ถึงแม้จะจำความไม่ได้ แต่เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ผลบุญเก่าที่สะสมก็จะเอื้อให้คนเหล่านี้ มีความสามารถพิเศษได้ง่ายกว่าคนอื่น สนใจติดตามเรื่องของอภิญญา และ เผยแพร่เรื่องราวเหล่านี้ด้วยตนเอง โดยไม่มีใครบังคับ
การได้ตาทิพย์ ระลึกชาติ พูดคุยกับวิญญาณ และ เทวดา ติดต่อกับสิ่งที่มองไม่เห็น จะเป็นแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ แต่ทุกคนจะรู้ หรือ ไม่รู้ ก็ตาม สุดท้าย ก็จะนำความสามารถนั้นเพื่อก้าวข้ามขั้นไปค้นพบอาสวักขยญาณ… ญาณที่ตัดอาสวะกิเลสได้เป็นสมุทเฉทปหานได้เร็วกว่าผู้อื่น
----------------------------------------------
ี้ เขาเอาลูกดิ่งตรวจที่รูปของหนู เค้าบอกว่าอาการที่หนูเป็นน่ะ โลหิตจาง เพราะมีพยาธิ”หมอบอกว่าให้ถ่ายพยาธิสี่วันติดกัน แล้วอาการจะดีขึ้น เรื่องอื่นอยากให้เจอตัวค่อยตรวจจะตรงกว่า เค้าว่างี้นะ”
“พยาธิเหรอ ? อือ… แก้วก็ไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก่อน แก้วจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ถ่ายพยาธิเป็นสิบปีแล้วหรือเปล่าไม่รู้”
“ไม่เคยเลยหนู แม่ไม่เคยให้หนูถ่ายพยาธิเลย หมอบอกว่าคนไทยน่ะ ติดพยาธิเป็นปกติ ถ่ายออกไป ไม่ถึงเดือน ก็ติดพยาธิอีกแล้ว มันอยู่ในอาหาร อากาศ แล้วก็พวกหมาแมวแถว ๆ บ้าน เวลาถ่ายออกมา แห้งแล้วไข่พยาธิก็ปลิวในอากาศ”
“ค่ะ แต่หมอยังไม่ได้เจอแก้ว หมอรู้ได้ยังไงว่าแก้วมีพยาธิ หรือว่า เป็นหลักสถิติ ?”
“หมอใช้ลูกดิ่งน่ะ แก้วต้องเห็นเอง แม่อธิบายไม่ถูกหรอก ไม่ต้องเจอตัว ตรวจผ่านรูปภาพได้”
ไม่ใช่เรื่องขี้ ๆ !!! อุจจาระตกค้าง
อาการ - เจ็บแปลบ ๆ ที่บั้นท้าย กับ หัวไหล่ มีอาการมา 3-4 วันแล้ว
เป็นเพราะกินอาหารผิดเวลาหรือเปล่า ?”
เปล่า กินตรงเวลา
เช็คด้วยลูกดิ่ง - “เอาล่ะ...เธอไม่ได้เป็นไรมากหรอก ไอ้ที่ปวด ๆ นั่นไม่ใช่ท้อง ไม่ใช่เจ็บกล้ามเนื้อหรอก เธอน่ะ เป็นโรคขี้ขึ้นสมอง” “อุจจาระตกค้าง มันเบียดกระดูกเอว ทำให้กระดูกเอวเคลื่อน ไอ้ที่ปวด ๆ นั่นแหละ เพราะกระดูกเอวเคลื่อน... แล้วถ้าปล่อยไว้ ไม่เอาอึออก มันจะเริ่มปวดส่วนอื่น เช่น ตึงตามเส้น” แล้วก็อาจจะปวดหัวไหล่ สะบัก”“ นี่เป็นอาการปกติของอุจจาระตกค้าง”
“ชั้นถ่ายทุกวัน มันจะค้างได้ไง ?”
“ถ่ายทุกวัน ก็ค้างได้ เธอถ่ายกี่โมง ?”
“ก็... ถ่ายประมาณเก้าโมงกว่า ทุกวัน”
ถ่ายเก้าโมงตกค้างแน่นอน ลำไส้ใหญ่ของคนเรา ไม่ได้ทำงานเวลานั้น มันทำงานเวลาตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า สายกว่านั้นมันก็พักของมันแล้ว…
น้ำหนักตัวที่เกินจากปกติก็เกิดจากอุจจาระตกค้าง เธอนึกถึงท่อเหล็กนะ ท่อตรง ๆ ถ้าเราเอาของเหลวบ้าง ข้นบ้าง ใส่ไปทางด้านนึง ยัด ๆ มันเข้าไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ล้นออกทางปลาย ใช่ปะ ?” “เธอจะยัดอะไรไปเท่าไหร่ เดี๋ยวมันก็ล้นออกทางปลายเท่านั้นแหละ เพราะมันเข้าไปแทนที่กันได้เลย... คราวนี้ เปลี่ยนใหม่ ถ้ามันไม่ใช่ท่อเหล็ก แต่มันเป็นท่อยาง แล้วท่อยางนี้ ปากทางเข้าน่ะ เล็ก แต่พอเลยปากทางเข้าไปแล้ว มันใหญ่ขึ้น แล้วพับไป พับมา ขดไป ขดมา แล้วปลายท่อน่ะ ก็เป็นทางออกที่เล็กกว่าทางเข้าซะอีก นึกออกแล้วนะ”
“เธอกำลังหมายถึงลำไส้เหรอ ?”
“ไอ้ท่อยางที่บอกเนี่ย มันต่างจากท่อเหล็กมากเลย สมมุติว่าเราค่อย ๆ ยัดของข้น ๆ เข้าไป เช่นน้ำมันพืช แล้วก็มีของเหนียว ๆ เช่น น้ำของราดหน้า แล้วก็ใส่ของอื่น ๆ เข้าไป แทนที่พอมันเต็มแล้ว ยัดเข้าไป มันก็น่าจะล้นออกมาเท่าที่เรายัด แต่เปล่า ยัดเข้าไปเพียบ แต่มันล้นออกมาหน่อยเดียว เพราะของที่มันข้น ๆ น่ะ มันไปติดอยู่ตามซอกพับของยาง ซึ่งยาง คุณสมบัติมันคือยืดหยุ่นได้ มันก็เลยกักไอ้ของข้น ๆ เหนียว ๆ ไว้ แล้วยางมันก็ย้วย น้ำหนักมากขึ้น คราวนี้ พอเรายัดของใหม่เข้าไป มันไม่ไปดันของเก่าตามซอกหลืบออกมา มันดันเลยไปเลย แล้วออกมาโลด”
“ของใหม่ออกมาเลย ?”
“สมมุติวันนี้ เธอกินข้าวขาหมู แล้วก็ตามด้วยช็อคโกแล็ตเป็นของหวาน ไอ้หมูส่วนนึงกับช็อคโกแล็ตส่วนนึง มันก็เข้าไปติดในซอกหลืบของลำไส้น่ะ ต่อมา พรุ่งนี้ เธอกินผักสด เธอคิดว่า ไอ้ผักสดที่กินพรุ่งนี้น่ะ มันจะเข้าไปดันขาหมูกับช็อคโกแล็ตเมื่อวานออกมาปะ ?”
“อือ ๆ มันไม่ออก เพราะของเก่ามันติดอยู่ในซอก ของใหม่ก็แซงมันออกมาเลย ใช่ปะ ?”
“ลำไส้ของผู้หญิงน่ะ ยาวกว่าผู้ชายอีกหลายฟุตนะ ของผู้ชายยาวประมาณสามสิบฟุต”
“ใช่ ลำไส้คนเรา ยาวกว่าความสูงของเราประมาณห้าถึงหกเท่า… ส่วนผู้หญิงน่ะ ลำไส้ต้องยาวกว่าชายเพราะต้องมาอุ้มมดลูกกับรังไข่ด้วย ของผู้ชายไม่ต้อง มีแค่ไข่สองใบ”
(เพนดูลั่ม--- ก็แปลว่าลูกตุ้มนะครับ)

“ไอ้ลำไส้ที่ยาว ๆ น่ะ มันกักเก็บของเก่าไว้ตามซอกหลืบเพียบ ของใหม่ยัดเข้าไป อันไหนที่มันเบา มันก็แซงออกมาเลย อันไหนที่มันหนัก มันก็ไปเกาะเพิ่ม ทำให้น้ำหนักของลำไส้ มากขึ้น ๆ ทุก ๆ วัน เต็มไปด้วยของเสียเน่าเหม็น เป็นแก๊สพิษหมุนเวียนในระบบเลือด แล้วเลือดเน่า ๆ มันก็วิ่งขึ้นสมอง ชั้นถึงเรียกว่าโรคขี้ขึ้นสมองไง คุณหมอพรทิพย์เคยเล่าว่า เวลาผ่าศพนะ บางศพเจอขี้หนักสิบกิโล”
น้ำหนักของขี้ตกค้างเนี่ย มันก็ทำให้ลำไส้ย้วยไปกดทับอวัยวะอื่น ๆ ใกล้เคียง เช่น มดลูก ตับอ่อน กระดูกเอว กระเพาะปัสสาวะ”
“ไม่ได้ล้อเล่นน่ะ บางคนมาให้ตรวจ เพราะเป็นเบาหวาน แต่ตรวจแล้วพบว่า ตับอ่อนทำงานผิดปกติเพราะอุจจาระตกค้างไปเบียด พอเอามันออก เบาหวานก็หาย”
ไปจัดการกับขี้ตัวเองก่อนเถอะ ก่อนที่มันจะแผลงฤทธิ์เพิ่ม เป็นกรดไหลย้อนคราวนี้จะหนักกว่า”
แล้วเรื่องแรกนะ เธอไปดูสูตรเม็ดแมงลักก่อน ว่าเธอทำได้มั้ย มันจะช่วยลากญาติของเธอออกมาก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน รีบทำซะ อย่ารอให้แก๊สพิษทำผิวพรรณเสียซะก่อน”

กตัญญู ต้องมีใบอนุญาตด้วยหรือ ?
คุณยายเป็นโลหิตจางนิดหน่อย เม็ดเลือดต่ำเล็กน้อย น้ำตาลในเลือดสูงไปบ้างไม่มาก อย่างอื่นก็ปกติ คุณยายเพลียมากก็ตามประสาคนมีอายุ
-น้ำตาลสูงก็กินใบมะยม ถ้าติดเชื้อก็กินเม็ดมะรุม
-เอาผลไม้มาฝากหวังว่าคุณย่าคงไม่ได้เป็นเยื่อหุ้มหัวใจ
“ย่าน่ะ ฝ่ายกล้ามเนื้อหัวใจจ๊ะ จะกินผลไม้มากเท่าไหร่ก็ยังขาดโปตัสเซียม
ผลจากลูกดิ่ง
คุณย่ามีเม็ดเลือดแดงไม่ถึงสามลิตร โลหิตจางค่ะ เพราะมีพยาธิไส้เดือน
พยาธิไส้เดือน ติดมาจากอาหาร เลยทำให้เพลีย ไม่มีแรง แล้วก็มีอุจจาระตกค้าง ใช้สูตรเม็ดแมงลักสองช้อนชา ทานไปเรื่อย ๆ ทุกวัน”
น้ำตาลในเลือดสูงเพราะอุจจาระตกค้าง ไปเบียดตับอ่อน ”
ท้องผูกเพราะพยาธิไส้เดือน พอทานยาถ่ายแล้ว ก็คงเป็นปกติ ถ้าอุจจาระตกค้างน่ะ มันก็จะมีผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจ คนที่ท้องผูก ก็จะมีปัญหาหัวใจตาม ฉะนั้น หลังจากพยาธิหมดไปแล้ว ต้องทานผลไม้เยอะขึ้น ผลไม้ช่วยให้ถ่ายได้ง่ายขึ้น”
ก่อนทานยาถ่ายพยาธิต้องอุทิสส่วนกุศลให้พยาธิก่อน “เคี้ยวยาให้ละเอียดแล้วค่อยกลืน
ต้มชามะละกอ ทำกระชายปั่น กินทุกวัน
เป็นเยื่อหุ้มหัวใจ ห้ามกินผลไม้”
โอม... โรคนี้ จงสลายด้วยชามะละกอ !
อาการ - นั่งรถนานไม่ได้ ปวดเอว เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบค่ะ ปวดเมื่อย แล้วก็ฉี่บ่อยมาก ปวดตามแนวบั้นท้ายขึ้นไปถึงหลังเอว แล้วลงมาที่น่อง ปวดหัวด้วย ”
- อาการนี้คล้าย ๆ นิ่ว จะเมื่อยหลังมาก แล้วก็ฉี่บ่อย นอนไม่หลับ เป็นภูมิแพ้ด้วย ถ้าอาการหนักหน่อยจะเริ่มมีไข้”
“นิ่วสมัยนี้ ไม่ได้เกิดจากน้ำสกปรกหรอก เกิดจากเรากินน้ำมันพืชตั้งแต่เกิด แล้วมันก็ไปเคลือบข้างในเราหมด จนน้ำที่กินเข้าไป มันแทรกเข้าตัวไม่ได้ ทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นก้อนนิ่ว น้ำที่เข้าไม่ได้ ก็เลยต้องให้ไตพามาส่งที่กระเพาะปัสสาวะ ก็เลยฉี่บ่อย”
“มีอาการเหนื่อยด้วยหรือเปล่า? ”
“ใช่ค่ะ ใช่ เหนื่อย ๆ เพลีย บางครั้งหายใจแล้วก็ปวดเอว”
“ปวดหัวด้วยหรือเปล่าครับ ? ไมเกรน มีมั้ยครับ ?”
“ค่ะ ปวดกระบอกตาด้วย”
“ท้องอืด ไม่ค่อยย่อย ?”
“ใช่เลยค่ะ”
“มันก็อาจจะเป็นนิ่ว หรือ อาจจะเป็นอาการของเชื้อรา ยังไม่แน่ครับ”
“นิ่ว เกิดจากอะไรคะ ?”
“ก็ สองสามสาเหตุใหญ่ ๆ อย่างแรกคือ ดื่มน้ำน้อยเกินไป พอเวลาร่างกายต้องการน้ำ มันก็ไม่รู้จะไปเอาน้ำมาจากไหน มันก็เลยไปเอาน้ำมาจากถุงน้ำดี”
“นิ่วในไต อันเดียวกันหรือเปล่าคะ ? ”
“ไม่ใช่ครับ คนละอัน นิ่วในไตนั้น มาจากโปตัสเซียมเกาะตัวในไต เพราะทานผักสดผลไม้ เกินร่างกายต้องการ หรือ บางคนที่มีไขมันในเลือดสูง เยื่อหุ้มหัวใจผิดปกติ แล้วทานผลไม้เยอะ ก็ทำให้เกิดนิ่วในไตได้”
“แล้วที่เป็นอยู่นี่ เป็นนิ่วที่ไหนคะ ?”
“ผมไม่รู้หรอกครับ คือ ต้องตรวจด้วยลูกดิ่ง ต้องมาเจอตัว ถ้าไม่ได้เจอตัวก่อน ระหว่างนี้ถ้าจะให้สันนิษฐาน ก็เดาว่า เป็นนิ่วในถุงน้ำดี เพราะมีไขมันเกาะลำไส้ ทำให้ระบบดูดซึมเสีย เพราะอาการที่เล่ามา มันก็น่าจะใช่ ก็ใช้สูตรน้ำชาฮ่องเต้ก่อน”
“ก้อ... เอางี้ ตอนนี้มีไข้ใช่มั้ย ? แถวนั้นมีเม็ดมะรุมมั้ยครับ ? ”
“ไม่น่าจะมีนะคะ หาซื้อได้ที่ไหนคะ ? ”
“ถ้าไม่มีก็ยากครับ อย่าไปหาซื้อเลย. งั้นก็...สงสัยต้องพึ่งยาฝรั่งแก้ไข้ไปก่อน”
“น้ามีไอ้สมุนไพรกำจัดเชื้อราอยู่ในกระเป๋า อันนี้ลดไข้ได้ใช่หรือเปล่า ?”
“เอาแทนเม็ดมะรุมไปก่อนได้เปล่า ?”
“อ๋อ...อัลฟ่า ได้ ได้
“ทานสมุนไพรแคปซูล ซักสองเม็ด แอลฟาเป็นสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว มีฤทธิ์ลดไข้ เวลาเม็ดเลือดขาวเราแข็งแรง มันจะไปฆ่าเชื้ออื่น ๆ ด้วยตัวมันเอง ทานเข้าไปแล้วประมาณครึ่งชั่วโมง จะรู้สึกข้างในร้อนขึ้นนิดหน่อย ไม่ต้องตกใจ หลังจากนั้นจะสบายตัวขึ้น แต่นี่ก็แค่แก้เฉพาะหน้า ลดไข้ไปก่อน ส่วนจะไปล้างถุงน้ำดีก็ต้องสูตรชาฮ่องเต้”
“สูตรชาฮ่องเต้นี่ล้างระบบดูดซึมได้เร็วที่สุด เอา รากหญ้าคา เก๋ากี๊ ดอกมะลิ เก๊กฮวย...”
“จะไปซื้อรากหญ้าคาที่ไหนเล่า
“’งั้นใช้สูตรชามะละกอ”
“เอามะละกอดิบมา แบบที่ใช้ตำส้มตำ เอามาปอกเปลือก”
“ปอกแล้ว ก็หั่นเป็นชิ้นเท่าฟัก อย่าซอยเป็นชิ้นเล็กนะครับ มันจะเละ”
“หั่นมะละกอซักหก ถึง แปดชิ้น ใส่หม้อต้ม มะละกอดิบที่เหลือยังไม่ได้ใช้ ก็หั่นแล้ว เก็บไว้ในตู้เย็นใช้วันต่อ ๆ ไปได้นะครับ ต่อมาก็ ใส่น้ำประมาณสองลิตร แล้วใส่ดอกเก๊กฮวย หรือ ใบเตย อย่างใดอย่างหนึ่ง ต้มจนน้ำเดือด พอน้ำเดือด มะละกอจะลอย ให้ปิดไฟทันที”
“แล้วก็ตักมะละกอทิ้งไป อย่าปล่อยไว้ ไม่งั้นกลิ่นมันจะเหม็น ต่อไปก็ หาใบชามา ชาอะไรก็ได้ ชาจีน ชาใบหม่อน หรือ ชาเขียว แต่ห้ามเป็นชาผง ใส่ใบชาในตะแกรง ลงไปแกว่งในหม้อนี้ ประมาณสามนาที อย่าเกินกว่านี้ ถ้าเกินกว่านี้ สารแทนนินในชาจะออกมา จะทำให้ท้องผูก แล้ว ก็นอนไม่หลับ”
“ค่ะ สามนาที แล้วทิ้งใบชาใช่มั้ยคะ ? ”
“ครับ น้ำที่ได้ เราเรียกว่า ชามะละกอ
“น้ำชามะละกอเนี่ย เราก็เก็บไว้ดื่ม ควรจะดื่มวันละไม่ต่ำกว่าหนึ่งลิตร ที่เหลือเก็บไว้ในตู้เย็นได้สองวัน เกินกว่านั้น มันจะบูด”
“ชานี้จะช่วยล้างไขมันหรือคะ ?”
“ครับ ฤทธิ์ของยางมะละกอจะล้างไขมัน เก๊กฮวย หรือ ใบเตยจะบำรุงหัวใจไปด้วย คือ ถ้าเราใส่เฉพาะมะละกออย่างเดียว มันจะทำให้เราเพลีย เลยต้องใส่เก๊กฮวย หรือ ใบเตยไปด้วย แล้วใบชา ก็จะดับกลิ่นของมะละกอ”
“สูตรนี้ดีมากนะ ทานไปประมาณสองอาทิตย์อาการก็เริ่มดีขึ้น ไม่ต้องไปผ่านิ่ว จะหายไปเอง”
“มันสลายนิ่วได้ด้วยเหรอคะ ? ”
“ชามะละกอไม่ได้เข้าไปสลายนิ่วโดยตรง แต่มันเข้าไปล้างไขมันให้หมด พอไขมันหมดจากลำไส้ น้ำที่เราดื่มเข้าไป มันก็สามารถซึมเข้าไปในถุงน้ำดี ทำให้ก้อนไขมันในนั้น เริ่มละลายออกมาทางฉี่”
“เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
***************
อดนอนเหรอวะ ?”
“หือ เปล่าหนิ ทำไม ?”
“ทำไมขอบตาดำขนาดนั้นวะ ?”
รุ่งเดินกลับไปที่ห้องน้ำ เปิดไฟ แล้วส่องกระจก เขาเห็นรอยดำรอบ ๆ ขอบตาชัดเจน
ทอมควักลูกดิ่งในกระเป๋ากางเกงออกมา เธอนั่งลงบนพื้นข้างเตียง แล้วเริ่มดิ่ง ไม่กี่วินาที เธอก็รู้ผล
“รุ่ง แกมีพยาธิว่ะ แกตรวจบ้างหรือเปล่า ? ”
“เหรอ เหรอ ? ... มิน่า มันเพลีย”
“ก็คงพยาธิเล่นแกแหละ หมดพลังใช้ลูกดิ่ง”เลือดน้อยทำให้แกหงุดหงิดง่าย”
************
คนที่เป็นโรคด่างขาวที่ผิวหนัง มันเป็นพยาธิผิวหนังชนิดหนึ่ง หมอแผนปัจจุบันจะบอกว่าเป็นเซลผิวหนังผิดปกติ ไม่ได้มีเชื้อโรค แต่ความจริงไม่ใช่ มันเป็นเชื้อโรคมาจากพยาธิ วิธีแก้ ดื่มน้ำมะเกลือ แต่หายากหน่อย หรือ ถามลูกดิ่งว่าทานเม็ดมะรุมกี่เม็ดกี่วัน แค่นี้เอง”
************
----มาแล้วครับ---------------บทความที่ว่า---อ่านต่อได้ที่ภาค 2ครับ-------------



Create Date : 18 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2554 1:04:44 น. 3 comments
Counter : 1384 Pageviews.

 
อืม...


โดย: biocellulose วันที่: 18 พฤศจิกายน 2554 เวลา:22:18:09 น.  

 
กำลังเขียนอยู่ครับ ขอให้ท่านกลับมาโหลดเอกสารในรูปบทละครของท่านสุทธิธรรม มีสามชิ้น แต่เป็นเอกสารราว 50 หน้าครับผม
----จะเขียนเป็นหัวข้อ เรื่องลึกลับ ก็มีคนอ่านนิดเดียว ห้องศาสนา ก็ไม่ใช่ วิทยาศาสตร์ ก็ไม่เชิง ไสยศาสตร์ แพทยศาสตร์ก็ไม่ใช่อีก ก็เลยต้องเอาเข้าวิทยาศาสตร์ไว้ก่อน คนอ่านเยอะ-- โดนด่าเยอะแน่ --- แต่มันจะเป็นอะไรที่ร้อนแรงที่สุดในปีหน้าและอีกหลายร้อยปีต่อไป เพราะปัจจุบันแม้แต่คน กทม.มีคลีนิคหมอเยอะ-- แต่ผู้ติดน้ำท่วมก็ไม่สามารถออกไปหาหมอและยาได้ แถมยังขาดแคลนยา --อาหาร ก็ยิ่งขาดความแข็งแรงในร่างกาย ขาดการดูแลรักษา อยู่กับเชื้อโรค---ผมจึงอยากบอกว่า สิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น ก็ได้พบเจอ มนุษย์ปัจจุบันเคยสะดวกทุกอย่าง แต่กลายเป็นเศรษฐีที่ไม่มีน้ำดื่ม ไม่มีไฟฟ้าใช้ --จนคำว่า รวย หรือมีเงิน กลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ไปชั่วขณะ


โดย: jesdath วันที่: 18 พฤศจิกายน 2554 เวลา:22:29:14 น.  

 
ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่มีนักวิทยาศาสตร์เข้ามาศึกษาเรื่องลี้ลับแบบนี้ เพราะทุกคนต่างลงความเห็นว่ากลุ่มคนที่มีญาณนี้ บ้าเป็นเรื่องเหลวไหลเพราะมันพิสูจน์ไม่ได้แต่อาศัยทางจิตเพ่งดูมันจึงเป็นปัจจัตตังที่รู้ได้เฉพาะตน ถ้าหากมีนักวิทยาศาตร์ ค้นคว้าแบบนี้ เรื่องดังกล่าวคงดูดีขึ้นนะจ๊ะพี่ขอเป็นกำลังใจ...
----ความเห็นจากพี่นุช หมอญาณทิพย์--คนฉายกรรม ปัจจุบันอยู่ที่อิตาลี่ ไปๆมาๆ เพราะช่วยสร้างวัดอยู่


โดย: jesdath วันที่: 18 พฤศจิกายน 2554 เวลา:23:54:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 34 คน [?]




Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
18 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.