พุ่งตรงสู่จิต ทางลัดสู่ความหลุดพ้น(ทุกข์)-เซ็นสยาม-ธรรมมะรายวัน3

เสียงเพลงมีอำนาจ
พระหนุ่มองค์หนึ่งเดินธุดงค์จากอุบลราชธานีลงสู่ภาคกลาง ผ่านมาหลายจังหวัด ไปทางสระบุรีเพราะได้อ่านหนังสือ “เห็นความจริง” ของอาจารย์ จึงตามมาพบ เดินทางมาหลายวัน และวันนี้ก็เข้าสู่ปากช่อง ผ่านสวนน้อยหน่ามีสองสาวชาวสวนกำลังเก็บน้อยหน่ากันอยู่ มีวิทยุหนึ่งเครื่องเปิดเพลงฟังกัน พอดีพระหนุ่มผ่านมาได้จังหวะ เพลงมันร้องว่า
“อยากจะบอกกับเธอสักคำว่ารัก แต่หวั่นใจนักและแล้วไม่กล้า”
พระหนุ่มชะงักนิดหนึ่ง สองสาวเห็นพระหนุ่มเลยแซวพระเสียเลย
“นี่เธอ ท่านเป็นพระจะกล้าฝากรักสาวๆ ได้หรือ”
สาวร้องเพลงซ้ำๆ อยู่
พระหนุ่มรู้ตัวว่าสาวแซว ก็เดินเร็วก้าวกระชั้นถี่ขึ้นต้องการให้ผ่านๆ ไป แต่ใจจริงอยากฟังเสียงสาวอยู่เหมือนกัน ครั้งเดียวแท้ๆ มันก้องอยู่ในหูเสมอเลยทีเดียวและจำแม่นขึ้นใจอยู่ในใจเสียอีก นึกขึ้นว่าจะแก้อย่างไรหนอ ตัดสินใจโบกรถขึ้นไปหาอาจารย์เลยดีกว่าและเล่าบอกอาจารย์ให้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเสียงเพลงก่อนเรื่องอื่นๆ ทั้งสิ้น
“เสียงเพลงมีอำนาจมากเหลือเกิน ท่านอาจารย์...อยากจะบอกกับเธอสักคำว่ารัก แต่หวั่นใจนักและแล้วไม่กล้า”
อาจารย์ว่า
“ต้องร้องเพลงนี้แก้กัน”
“เพลงอะไร โยมอาจารย์”
“ไม่มีเธอในดวงจิต ฉันจะไม่คิดรัก รักเธอ”
“โอ้โฮ เด็ดจริงๆ เพลงเก่าหายไปเลย”
คนเห็นโลกไม่สงบ
ซอยนี้เป็นซอยตัน ๓๐๐ เมตร อาจารย์ออกกำลังทุกเช้าช่วงเวลาประมาณตีสี่ถึงตีห้า มีห้องแถวให้เช่าอยู่ ๓ แถว แถวละ ๑๓ห้อง และยังมีบ้านอีกหลายหลัง มีหมาอย่างน้อย ๑๕ ตัวขึ้นไป ผัวเมียทะเลาะกันเป็นประจำของคนแถวนี้ ตีกันบ้าง กินเหล้า เล่นหวย ความเป็นอยู่แย่มากๆ ถนนรก อาจารย์ก็กวาดเป็นประจำ เจ้าของหมาปล่อยหมาออกมาถ่ายตอนเช้าบ่อยๆ และหมาเจอหมาก็กัดกัน ผู้ชนะก็ไล่ผู้แพ้หนี หนีไม่ทันก็ถูกกัดแผลเหวอะหวะ ไปเลียแผลตัวเอง หายแล้วก็ออกมากัดกันใหม่ คนมีความเห็นว่าโลกนี้วุ่นวายไม่สงบไม่น่าอยู่ คนในซอยเขารู้จักอาจารย์แค่เป็นตาแก่คนหนึ่งเท่านั้น รู้แต่คนไกลๆ มาฟังธรรมเอาไปกินกันหมด เมื่อหมากัดกัน คนก็ดูหมา ตาก็ดูอยู่ด้วย พอเลิกวงแตก อาจารย์ก็ยืนยิ้ม ที่ร้านค้ามีคนหลายคนเห็นตายิ้มอยู่ก็ถามว่า
“หมากัดกันตายิ้มทำไม”
“ตานึกขำเลยยิ้ม”
“ขำอะไร”
“เมื่อเที่ยงคืน คนแถวโน้นก็กัดกัน เหมือนหมานี่แหละ”
“แล้วไงล่ะตา”
“ก็โลกนี้ไม่สงบ ไม่น่าอยู่เลย ร้อนเหมือนนรกจริงๆ”
“แล้วตาคิดจะไปอยู่ที่ไหน”
“ถ้าเลือกได้ ตาจะไปอยู่ในดวงอาทิตย์”
“ก็ยิ่งร้อนใหญ่เลยสิตา”
“ไม่ร้อนหรอก มันละลายตาจนตาเป็นความว่างไปแล้ว”
และตาก็แบกไม้กวาดเดินหนีจากไปปนกับความว่างเสียเลย

งานศพทำไมร้องไห้
วันนี้ไปงานเผาศพ คนแต่งชุดดำกันหมด และมีการร้องไห้
“อาจารย์ขา หนูสงสัยว่าทำไมงานศพคนจึงร้องไห้คะ”
“เขาเสียดายญาติที่สูญเสียไปน่ะสิ”
“หนูทำไมไม่ร้องไห้กับเขาล่ะ”
“เธอไม่ได้สูญเสียอะไรนี่นา”
“เมื่อปีก่อนแม่หนูตาย หนูก็ไม่ร้องไห้นี่นา”
“เธอเรียนรู้ว่าไม่มีใครเกิดใครตายเลยไม่ร้องไห้ไงล่ะ แล้วเธอคิดอย่างไรกับเขาล่ะ”
“เปล่า คิดสงสาร เพราะเขารับรู้ไม่ได้คะ”
“เขายังเป็นเด็กกันอยู่ จะเยี่ยวรดขี้รดเธอจะตีเด็กได้หรือ” อาจารย์กล่าว
“ไม่ค่ะ เราไม่รู้จะช่วยเขาได้อย่างไรคะอาจารย์”
“อาจารย์ช่วยเธออย่างไร เธอก็ต้องหว่านพืชพันธุ์พุทธะตามหน้าที่เมื่อมีโอกาส”
“ลัดสั้นฉับพลันแว้บเดียวอย่างอาจารย์นี้ยากมาก นานๆ จะพบสักท่านหนึ่ง ถ้าแบบเนิ่นช้าไปก่อนนี้ หนูว่าพอหาได้คะ”
“ช้าเร็วก็ต้องไปที่เดียวของพระอริยะเจ้าทั้งนั้น”
“ธรรมะแบบเซ็นนี่มันแน่จริงๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย”
“ใครว่าล่ะ” อาจารย์ถาม
“ก็หนูว่าอยู่นี่ไง”
“ถ้าหนูว่าล่ะก็ มันไม่แน่หรอก แต่ถ้าหนูไม่ว่าอาจารย์ก็ไม่ว่านี่สิ มันนิ่ง มันนิ่งมันจึงจะแน่”
ทำอย่างอาจารย์ไม่ได้
วันนี้ศิษย์ผู้ใกล้ชิดอาจารย์เล่าว่า อาหารเย็นวันนี้กลืนไม่ลงคอเลย เพราะคนเก็บขยะมาร่วมวงอาหารด้วยเหม็นขยะติดตัวพร้อมกลิ่นเหล้า เหมือนเรื่องที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟัง
อาจารย์เซ็นองค์หนึ่งชอบออกจากวัดไปเที่ยวขอทานโดยปลอมตัวเสียไม่ให้ใครรู้ ปนเป็นพวกขอทานอยู่ตามใต้สะพาน ลูกศิษย์ตามหากันเป็นเวลา ๒ ปีจึงพบและได้ขออยู่ด้วย
“เอ็งอยู่กับอาจารย์ไม่ได้หรอก” อาจารย์ว่า ศิษย์ก็อ้อนวอนว่า
“ผมอยู่ได้ ไม่กลัวความลำบากใดๆ ทั้งสิ้น”
อาจารย์เลยตกลง ศิษย์จึงไปขอทานกับอาจารย์ สามวันผ่านไป ขอทานอีกคนหนึ่งเกิดตาย และศพได้ถูกเอาไปฝัง เช้าวันใหม่ ศิษย์เห็นสายแล้ว ก็เตือนอาจารย์
“ไปกันเถอะอาจารย์ สายแล้ว”
อาจารย์จึงว่า
“วันนี้ไม่ต้องไป อาหารที่เพื่อนขอทานตายยังเหลืออยู่”
ว่าแล้วอาจารย์ก็ไปเอามานั่งกินหน้าตาเฉย ศิษย์กินไม่ลงคอแข็ง กลืนไม่เข้า นั่งน้ำตาร่วง อาจารย์จึงว่า
“บอกแล้ว เธออยู่กับอาจารย์ไม่ได้หรอก”
ศิษย์ก็เข้ามากราบอาจารย์ ขอลาจากไป
“หนูก็เจอบทเดียวกับศิษย์อาจารย์เซ็นผู้จากไปนั่นแหละ แต่หนูก็ไม่ได้แสดงอะไรๆ ออกมาให้เขาเห็นเลย ทำไมอาจารย์ไม่เป็นอย่างหนูล่ะ” ศิษย์ผู้เล่าเรื่องถามอาจารย์
“ธรรมะยังไม่เข้าสิงถึงจิต จนจิตไม่มี คนไม่มี จึงจะลอยตัวว่างได้ รออีกหน่อย ลูกเซ็นจึงจะเกิด”
ห้ามความโกรธชนิดตาใสๆ
ในวันหนึ่งอาจารย์ซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปตลาด เวลาขากลับก็ผ่านห้องแถว มีชายผู้หนึ่งกำลังไล่ตีลูกสาวลูกชายอยู่ อายุประมาณ ๖-๗ ขวบเห็นจะได้ เด็กวิ่งหนีเข้าไปหาแม่ให้แม่ช่วย พ่อไม่ยอมเข้าไปดึงเด็กจากแม่ออกมา กำลังจะตีด้วยไม้ซีก อาจารย์สั่งจอดรถแล้วเข้าไปห้ามใช้เสียงอันดังฟังชัด
“หยุดนะ! คุณหยุดนะ ถ้าไม่หยุดมีเรื่องเดี๋ยวนี้”
“ลูกผมนะ”
“ไม่จำเป็น พูดเอาเองนี่” อาจารย์ว่า
“นี่มันลูกผมนะ”
“แล้วใครบอกล่ะว่าลูกของคุณ” อาจารย์ถาม
“ก็ผมบอกอยู่นี่ไงล่ะว่าลูกผมลูกผม”
“คุณก็พูดเอาเองว่าลูกคุณ ชื่อคุณก็ตั้งเอาเอง จงหยุดตีเสีย แล้วคิดดูดีดี มันบอกว่าเป็นลูกคุณจริงๆ หรือ หรือคุณพูดเอาเองทั้งนั้น ฉันไปล่ะ พรุ่งนี้พบกันใหม่”
พ่อเด็กยืนงง มองจนรถลับตา...พรุ่งนี้พบกันใหม่
โกรธหาย
วันรุ่งขึ้นอาจารย์ก็ไปบ้านที่พ่อตีเด็กสองคนใหม่ พอไปถึง ชายเจ้าของห้องก็ออกมาต้อนรับ
“สวัสดีครับผู้เฒ่า”
“เออ สวัสดี เป็นไง เมื่อวานนี้ฉันต้องขอโทษเธอด้วย”
“ไม่เป็นไร ผมสิที่จะขอโทษ พอท่านกลับไปแล้วผมเป็นงงๆ อยู่นาน ได้สติก็คิด ท่านเป็นใคร ไม่รู้จักกันสักหน่อย ธุระอะไรเข้ามายุ่งกับครอบครัวผู้อื่น เมื่อคืนผมนอนคิดจนหลับไปตื่นขึ้นมันก็ยังก้องอยู่ในหูของผม เสียง ก็มีอำนาจมากจนผมเถียงไม่ขึ้นเลย ตอนลูกออกจากท้องแม่ เสียงร้องอุแว้ๆๆ มันไม่ได้บอกว่าเป็นลูกของผม พูดเอาเอง โอ้โฮ ผมพูดเอาเองจริงๆ แล้วผู้เฒ่าคือใคร อยู่ที่ไหนครับ”
“ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก คนแถวๆ นั้นเขาเรียกว่าตา อยู่ตำบลนาโฉง หมู่ ๒ คนไกลๆ ที่เขาขับรถเก๋งมาหาเขาเรียกกันว่าอาจารย์ ว่างๆ ก็ไปสนทนากันบ้างก็ได้”
“ผมขอถามหน่อยเถอะครับ ความโกรธที่ผมโกรธมันหายไปไหนครับ” ชายหนุ่มสงสัย
“มันไม่หายไปไหนเพียงแต่มันหลบแอบอยู่เพราะเหตุมันเปลี่ยน พอมีเหตุให้โกรธ มันก็โกรธขึ้นอีกก็ได้”
“แล้วจะทำอย่างไรจึงจะหายไปเลยครับ”
“ถ้าคนหมด โกรธก็หมด เพราะคนไม่มี โกรธก็ไม่มีจริงๆ”
เข้าสนามรบแล้วแพ้
เมื่อวันก่อน ลูกศิษย์นอกสำนักมาพบ ได้คุยกันถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมะว่า
“อาจารย์ พอผมลงสนามรบยังไม่ทันชักดาบเลย สู้ไม่ได้แพ้เสียแล้ว (กิเลส) เมียมันว่าเอาๆ หลายเรื่อง ความโกรธมันขึ้นหน้าร้อนผ่าวทันที ที่เรียนมารู้มามันหนีไปไหนไม่รู้อุตส่าห์มีสติตั้งมั่นดูจิต จิตมันไม่ยอมจะออกไปรบกับเขา จะทำอย่างไรดีครับอาจารย์”
“ฟังดีๆ นะ เธอมัวไปปฏิบัติที่จิตที่สติ เห็นว่าสติมีจิตมี และเข้าใจว่าจิตใจมีอยู่จริง เลยมีกูโดยไม่รู้ตัว จิตไม่มี ใจไม่มี สติไม่มี เพราะทั้งหมดนั้นมันว่างอยู่ ถ้าเข้าใจจิตว่ามันไม่มี หรือเห็นลงไปว่าที่เห็นทั้งหมดมันว่างอยู่เท่านั้น เมียก็ว่าง คำพูดเมียที่ด่าที่ชมมันว่างและยิ่งเห็นโลกนี้เป็นของว่างอยู่ ตัวเธอนั้นแหละมันว่างอยู่จึงไม่ต้องเรียนอะไร ไม่ต้องปฏิบัติอะไรทั้งสิ้น” อาจารย์ตอบ
“ผมยังเห็นเมียด่าอยู่นะอาจารย์”
“ถ้าเช่นนั้น ถ้าเมียเธอตาย ให้เขายัดใส่เตาเผาศพสัก ๕-๖ ชั่วโมง ไปเปิดดู จะเหลืออะไรไหม ไม่เหลือแม้แต่กระดูกหายไปหมด’’
“โอ้โฮ มันพึ่งเห็นว่าเมียผมไม่มีอยู่จริงๆ มันว่างๆ แต่ก่อนเกิดเสียอีก เห็นแล้วท่านอาจารย์ ผมก็ว่าง”
“อะพิโธ่ อาจารย์สอนมานานแล้ว”
ปฏิบัติธรรมกิเลสไม่หมด
ที่บ้านอาจารย์มีหมาอยู่สองตัวมันแสนรู้พอสมควร ทุกครั้งเมื่อผู้นี้มาจะต้องมีกระดูกหมูมาให้หมาๆ หมามันจำได้อย่างดี และดีใจเมื่อได้ของโปรด คำถามของท่านผู้นี้ก็ถามว่า
“อาจารย์ ปฏิบัติแล้วกิเลสไม่หมดเพราะอะไร”
“คน หรือตัวกูยังไม่หมดเพราะว่าเลี้ยงหมาไว้ หมาออกไปข้างนอกกัดกับหมาอื่น เจ้าของต้องช่วยตีหมาอื่นๆ ให้หนีไป มันกัดหมากู พอเข้าบ้านหมาไปกัดแมวในบ้าน ต้องตีหมา เพราะมันกัดแมวกู พอแมวไปกัดลูกเข้าก็ต้องตีแมว แมวมันกัดลูกกู พอลูกไปตีแม่ ก็ต้องตีลูก เพราะลูกไปตีเมียกู พอเมียมาตีกู กูก็ต้องตีเมียเพราะเมียมาตีตัวกู มันมีกูตัวกูต่อเนื่องจึงไม่จบ” อาจารย์ตอบ
“แล้วทำอย่างไรจึงจะจบล่ะ อาจารย์”
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่เธอเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมตัวเธอด้วยเป็นสิ่งเดียวกันเท่านั้น เธอก็จะได้ขี่ช้างเผือกในฝันของเธอทันที”
ทำบุญแล้วยังทุกข์
รุ่งอรุณวันใหม่ ภายในซอยบ้านอาจารย์จะมีพระมาบิณฑบาตทุกๆ วัน เว้นวันพระ มีผู้ใจบุญใส่บาตรทุกวันอยู่บ้านเดียวจริงๆ ถ้าอาจารย์สายหน่อยก็จะพบนักบุญหญิง ดูอายุก็ประมาณ ๖๐ ปีน่าจะได้ ใส่บาตรพระแล้วก็ยืนคุยกับอาจารย์ เขาเรียกอาจารย์ว่าตาทุกคน
“ขออนุโมทนาบุญด้วยนะ” อาจารย์ทัก
“ฉันก็ขอแผ่ส่วนบุญให้ตาด้วยเหมือนกันตา จำเริญๆ เถอะจ้า”
“หนักไหมบุญที่ทำ” อาจารย์ถาม
“วันนี้ไม่หนักหรอกตา สบายใจดี แต่เวลาไม่ได้ทำ ทำไมมันทุกข์ล่ะตา”
“สัญญามันเคยจำไว้จึงเป็นเช่นนี้” อาจารย์ตอบ
“แล้วทำไมมันยังทุกข์เรื่องอื่นๆ ร้อยแปดจิปาถะอยู่ล่ะตา”
“มันไม่รู้ ไม่รู้เรื่องหมดทุกข์ไงล่ะ”
“แล้วฉันจะต้องแก้ยังไงล่ะตา”
“ต้องเข้าไปรู้ว่าทุกข์นั้นไม่มีอยู่จริงหรอก”
“เมื่อทุกข์ไม่มีอยู่จริง ทำไมฉันจึงทุกข์ล่ะตา” นักบุญหญิงสงสัย
“ก็เพราะมันไม่รู้ไงล่ะ”
“แล้วมันต้องวนอยู่อย่างนี้หรือตา”
“ตายแล้วเกิดใหม่ก็ทุกข์อย่างนี้”
“แหม อยากหมดทุกข์จริงๆ เลยตา”
“บ้าน รถ ตู้เย็น ไฟฟ้า โทรทัศน์ มันทุกข์ไหม”
“ไม่ทุกข์หรอกตา”
“เพียงแต่เธอเป็นสิ่งทุกสิ่งที่กล่าวมานั้น แล้วเธอก็ไม่มีทุกข์อีกแล้วจริงๆด้วย”
ยังไม่ชัดในธาตุสี่
อาจารย์รับโทรศัพท์ใกล้ค่ำของวันที่ ๒๔ พ.ค. ๒๕๔๗ คุณพยาบาลที่กรุงเทพฯ โทรมา
“อาจารย์ขา หนูมีปัญหาอยากถามอาจารย์คะ เวลาอยู่คนเดียวและทำงาน ทำไมมันไม่ว่าง แต่พอฟังอาจารย์คุยให้ฟัง มันเกิดว่างตามเห็นได้ทุกๆ อย่างที่อาจารย์คุยทั้งหมดเลยค่ะ”
“ที่เธออยู่คนเดียวและทำงานนั้น เธอเอาตัวตนมาดู เอาขันธ์ห้ามาใช้ โดยไม่ทิ้งขันธ์ห้า ต้องเห็นลงไปว่าขันธ์ว่าธาตุทั้งสี่ไม่มีอยู่จริงอีกด้วย แต่เวลาดูเธอไม่เห็นว่า ตัวดูตัวรู้นั่นแหละมันไม่มีอยู่จริงด้วย เป็นเพียงมายาเท่านั้นเอง”

ยังว่างเองไม่ได้
ลูกศิษย์กับอาจารย์กำลังออกกำลังกายในตอนตี ๔ ครึ่ง เมื่อพอแล้ว ก็หยุดพัก ลูกศิษย์ได้จังหวะก็ถามอาจารย์ขึ้นว่า
“อาจารย์ จริงๆ แล้วผมก็ดูจนรู้จนเห็นว่าขันธ์ห้าตัวตนไม่มีอยู่จริงแล้ว แล้วมันว่างจากจะเป็นอะไรได้ตามที่อาจารย์ชี้แนะทั้งหมดแล้ว ทำไมมันไม่ว่างตลอดแบบที่อาจารย์ว่างล่ะครับ”
“เธอไปดูไปเห็นไปทำให้มันว่าง แล้วยังมีความประสงค์ต้องการว่างขึ้นอีก มันเลยไม่ว่างจริงๆ ไงล่ะ"
“แล้วว่างจริงมันอย่างไรล่ะครับ”
“อาจารย์บอกพวกเธอเสมอว่าโลกนี้เป็นของว่าง เมื่อเดิมยังไม่มีอะไรเลยสักสิ่งเดียว ก่อนจะมีอะไรๆ นั่นแหละ”
“จิตหนึ่งล่ะครับ”
“จิตหนึ่งคือความว่าง เมื่อมีสิ่งทุกๆ สิ่งขึ้นบนโลก เป็นเพียงส่วนประกอบของจิตหนึ่งเท่านั้น และทุกสิ่งนั้นก็เป็นแต่เพียงมายาของโลกอีกทีหนึ่ง จึงเข้าไปยึดอะไรๆ ไม่ได้เลย ที่เธอลงว่างไม่ได้ ก็มัวไปเล่นกับมายาแบกหลงไปล้างหลงอยู่ตลอดจึงเปล่าประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น จงฟังอาจารย์นะ เมื่อโลกเขาว่างอยู่แล้ว เธอคือธาตุขันธ์ทั้งหมด มันก็ว่างมาแต่เดิมแล้ว แล้วเธอจะต้องทำอะไร ปล่อยมัน แบมือทั้งสองออกให้หมด เขาว่างของเขาเอง มันว่างอยู่แล้วไงล่ะ”
อยากว่างถาวร
มีลูกศิษย์โทรทางไกลมารายงานธรรมะให้อาจารย์ฟังว่า
“อาจารย์ ผมปฏิบัติธรรม มันยังไม่ว่างถาวรแบบอาจารย์เลย ช่วยชี้แนะหน่อยสิ”
“เธอจงทิ้งคำว่าถาวรและไม่ถาวรเสีย แล้วเธอจะว่างอยู่ตลอดกาล”
โรคอวด
ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยพุทธกาล มีเศรษฐีคนหนึ่ง รวยมากๆ มีเพื่อนอยู่หนึ่งคน จึงเชิญเพื่อนมาในงานบุญที่บ้าน เพื่อจะอวดเตียงนอนของตัวเอง เพราะเตียงนอนนั้นฝังเพชรทั้งเตียง มันอยู่ในห้องคนไม่เห็น ถ้าจัดงานบุญคนจะได้มาเห็น เตียงเป็นเพชรทั้งหมด เพื่อนได้รับเชิญก็ไป แต่ใส่ถุงเท้าคู่ใหม่ที่พึ่งซื้อมาเพื่ออวดเพื่อนสักหน่อย นิมนต์พระ พระติดงานบุญที่อื่นหมด จึงไปเอาพระธุดงค์ที่ปักกลดอยู่ไม่ห่างบ้านเศรษฐีเท่าใดนักมาองค์เดียว งานบุญนี้ไม่ได้บอกใครมากนัก ถวายสังฆทานเท่านั้น แก้เคล็ด เศรษฐีป่วยนอนแซ่วอยู่บนเตียงเพชร แขก พระ เพื่อน มาพร้อมกันเข้าไปหาเศรษฐีถึงในห้อง ก็ตะลึงเตียงเพชรทั้งหลังทีเดียว ระหว่างเพื่อนเศรษฐีนั่งอยู่นั่นก็ดึงขากางเกงขึ้นให้สูงๆไว้เพื่อโชว์อวดถุงเท้าคู่ใหม่ เศรษฐีก็เห็นเพื่อนทำเพื่ออวดเรา ส่วนเศรษฐีก็อวดเตียงเพชร เพื่อนเอ่ยขึ้นก่อนว่า “เพื่อนเราป่วยเป็นโรคอะไรหรือ ถึงทำบุญถวายสังฆทาน”
เศรษฐีก็ตอบ “เป็นโรคเดียวกับเพื่อนนั่นแหละ”
เอนึกไม่ออกว่าตัวเองเป็นโรคอะไร หันไปถามพระธุดงค์ว่า “พวกผมเป็นโรคอะไรกัน”
พระร้องอ๋อ “เป็นโรคที่รักษายากมากทีเดียว”
“โรคอะไรขอรับ”
“โรคอวด” พระบอก เพื่อนเศรษฐี สะดุ้ง “เออหนอ คงรักษายากจริงๆ ด้วย”
หนึ่งปีผ่านไป เพื่อนเศรษฐีก็มาพบเศรษฐีในชุดพระธุดงค์เสียแล้ว และได้สนทนากันใหม่ ถามว่า “เพื่อนเราไปได้ยาวิเศษอย่างไร จึงรักษาโรคอวดได้หายขาดเด็ดขาดไปเลย”
พระเศรษฐีตอบว่า “ก็ไม่ยากอะไรเลย เรายกทรัพย์สมบัติทั้งหมด และแจกให้ผู้ที่ควรจะได้รับเอาไปกันทั้งหมด รวมไอ้เจ้าเตียงเพชรตัวโปรดเสียด้วย และแม้แต่กายกับใจอันนี้ก็คืนโลกเขาไป โรคอวดที่เคยรุมเร้าใจเราก็หายไปสิ้น เพราะพระธุดงค์องค์นั้นนั่นแหละ ถ้าเพื่อนเราจะรักษาบ้างก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงเลยทีเดียว”
พอกลับมาถึงบ้านคืนนั้นทั้งคืนก็เอาถุงเท้าคู่เดิมออกมาดู ดูมาดูไป มันหมดสภาพใหม่ ไม่เหลือเลย ส้นเท้าก็ขาด ทางหัวก็หัวแม่เท้าโผล่ ใช้การไม่ได้อีกแล้ว คิดไปคิดมา ก็ผุดขึ้นในใจว่า มันจะไปอวดใครเขาได้อีกเล่า กายใจอันนี้ก็แก่เฒ่าลงทุกวัน พึ่งไม่ได้เลย โอ้หนอปรากฏว่าเกิดพระธุดงค์ขึ้นอีกหนึ่งองค์ตามเพื่อนพระเศรษฐีไป ก่อนจะไปได้พูดว่า “โรคอวดนี้เราไม่เอาไปด้วยอีกแล้ว ต้องทิ้งไว้ให้ผู้อยู่ข้างหลังก็แล้วกัน”
ชีวิต
พูดถึงชีวิต ชีวิตของความเป็นคนทั้งๆ ที่เป็นคนโดยสมมติแท้ไม่รู้กันเลยว่าไม่ใช่คนเลย ตามความเป็นจริง วันนี้ยามใกล้ค่ำยกอาหารมารับประทานกันเกิดมีอาการที่แปลกๆ ขึ้นในครอบครัวสามชีวิตเท่านั้น ผู้ใกล้ชิดอาจารย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อใกล้อิ่มว่า
“เธอกินให้หมดไปเลยสิ ขนุนนั่นน่ะ”
“อ้าวแล้วเธอล่ะ ทำไมไม่กินช่วยล่ะ”
“ฉันกินแล้ว กินตั้งแต่ผ่าและแจกชาวบ้านที่ใกล้ๆ จนหลายบ้านแล้ว”
“ฉันก็กินจนอิ่มแล้ว แต่เธอนั่นแหละไม่ช่วยกินให้หมด สองสามวันมาแล้วนะ”
“นี่เธอ ฉันก็มีท้องแค่นี้เอง แล้วจะบังคับกันทำไมล่ะ”
“เปล่า ฉันเพียงแต่บอกเธอว่าเธอไม่ช่วยเท่านั้น”
ทั้งสองคนก็ยังเถียงกันเรื่องกินน้อยกันอยู่ อาจารย์ฟังอยู่นานแล้วก็พูดขึ้นว่า
“ก็ไม่เคยได้ยินเรื่องอย่างนี้คือเกี่ยงกันกินมีแต่เขาแย่งกันกิน กินเท่าไรไม่พอ สมัยอาจารย์เป็นเด็กวัดอยู่ แย่งกันกินทุกวัน สามวันกินแต่ข้าวคลุกน้ำปลากับไม่มีเลย แย่งกันหมดเลย วันนี้สิจึงแย่งกับเขาได้ แต่เกิดเรื่องใหญ่แทงกันด้วยส้อมเลือดสาด พระอาจารย์ในวัดจึงจัดใหม่ให้กินกันอย่างมีระเบียบวินัย แต่นั้นมาจะไปอยู่ที่ไหนๆ ก็แย่งกันทั้งนั้น แต่ที่ครัวนี้แปลก ดูแล้วครัวอาจารย์เป็นแต่ผู้ให้จึงอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยขาดเลย ทุกๆ สิ่งต้องการอะไรก็ได้สิ่งนั้นๆ จนเป็นธรรมดาไปแล้ว”
พายเรือบนบก
เช้าวันหนึ่ง พระลูกศิษย์กลับจากบิณฑบาตทางเรือ เอาของออกจากเรือแล้ว ลูกศิษย์วัดก็ช่วยกันยกเรือขึ้นจากน้ำเอามาวางไว้บนตลิ่ง พอเด็กกลับไปแล้ว อาจารย์ใหญ่ก็ลงมา และลงไปนั่งในเรือ เอาพายๆ เรือเป็นการใหญ่
“เกิดอะไรขึ้นหรือ จึงทำอะไรแปลกๆ อย่างนั้นท่านอาจารย์”
“ทีท่านยังพายเรือในน้ำได้ ผมพายเรือบนบกจะเป็นไรไปเล่า”
“แล้วจะได้อะไรล่ะอาจารย์” ลูกศิษย์ถาม
“อาจารย์จะถามบ้างนะ แล้วทีท่านพายทุกวันๆ ท่านได้อะไรบ้างล่ะ”
พระลูกศิษย์ยืนนิ่งอยู่นานพอสมควร ไม่มีเสียงใดๆ ออกจากปากพระลูกศิษย์อีกเลยได้แต่อุ้มอาจารย์ใหญ่ไปบนกุฏิ แล้วกราบอาจารย์เป็นหลายหน ก่อนจะแยกไปกุฏิของท่าน
“อาจารย์ครับ ผมไม่ได้พายเรือจริงๆ ด้วย”
อาจารย์ยิ้มให้นิดเดียว

ภาคที่ ๓ ธรรมะรายวัน
ธรรมะรายวัน (๑)
๑) คนทั้งหลายไม่กล้าที่จะทำความรู้สึกว่า ตนไม่มีจิตของตน เขากลัวว่าจะตกลงไปสู่ความว่าง ไม่มีอะไรจะเกาะยึดเหนี่ยวไว้
๒) คนบนโลกนี้มีแต่คนเมา เมากันหลายรูปแบบ เหล้ายา เงินทอง ความรัก แม้แต่ธรรมก็ยังเมากันเลย เมาอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับไม่รู้ว่าตัวกำลังเมาความเมาอยู่
๓) ท่านผู้ใดใจคด ก็จะคดอยู่เป็นประจำ ท่านผู้ใดใจตรง ก็จะตรงเสมอ แต่ท่านผู้ใด “ไม่มีใจ” สบายจัง
๔) ในแต่ละวันที่ผ่านไป ทุกคนควรปฏิบัติไม่เห็นแก่ตัวตลอดเวลา
๕) วันนี้ฟ้าใส เดือนหงายจ้า ท่านที่มีใจขุ่นมัวมืดมนหม่นหมองอยู่ จงออกมายืนดูฟ้าสดใสแล้วทิ้งใจดวงมืดมนเสียท่านก็จะเห็นโลกสว่างจ้ากว่าดวงจันทร์เป็นไหนๆ
๖) ไม่มีอะไรเลยสักสิ่งเดียวที่มีอยู่ ดังนั้นฝุ่นสกปรกจะจับได้ตรงไหน ถ้าใครเข้าใจความจริงหัวใจของความจริงเรื่องนี้ คงไม่ต้องพร่ำถึงความสุขชั้นเลิศอีกต่อไป
๗) นกที่บินไปในอากาศ ย่อมไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็น ฉันใด คนทุกคนก็ไม่ควรทิ้งร่องรอยแห่งความเป็นคนไว้บนโลกอีก ฉันนั้น ยมบาลตามหาไม่พบแน่
๘) รถที่วิ่งได้เร็วเกินกำหนดไม่ควรนำเอามาใช้ ไฟถ้าควบคุมไม่อยู่ไม่ควรเอามาใช้ คนที่วิ่งเร็วเกินคนตัวเขาหายไปเลย ควรเอาไปบูชา
๙) การหนีจากกระท่อมโรงนามาอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ บอกมีความสุขนั้น หลายคนเข้าใจเช่นนี้ แต่ผู้ที่ไม่มีจิตของเขา อยู่ตรงไหนก็หลับสบายทั้งนั้น
ธรรมะรายวัน (๒)
แผนที่คือทางไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ การเรียนและปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน เพื่อไปให้ถึงนิพพานในนิพพาน ไม่มีคิด นึก รู้สึก สติ พูดเอาไม่ได้ เมื่อถึงจุดหมายแล้วควรทิ้งทางเสีย ทั้งๆ ที่ไม่มีทางที่จะทิ้ง เป็นแต่มายาเท่านั้น

ธรรมะรายวัน (๓)
เมื่อรถออกวิ่ง ล้อจะหมุนไปตามแรงของเครื่องยนต์ยางรถก็จะสึกไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เปลี่ยนก็ต้องพัง ฉันใด คนก็ฉันนั้น แก่ลงๆ แล้วก็พังไปเกิดใหม่ตามกรรมที่ทำดีทำชั่วเป็นวัฎฏะ เพราะเป็นธรรมเท่านั้น
คนส่วนมากย่อมไม่รู้ เหตุธรรมทั้งหลาย ย่อมไหลมาจากเหตุ เหตุดีเหตุชั่ว ควรดูอยู่เฉยๆ แล้วเหตุจะหมดไปเอง ไม่ไปยึดเสียเท่านั้น เหตุจะไหลไปกับความว่างเพราะเราคือผู้ว่างอยู่แล้ว

ธรรมะรายวัน (๔)
ผู้ที่กลัวผียังดีกว่ากลัวธรรม สาเหตุที่กลัวเพราะไม่รู้ ถ้ารู้เรื่องผีจริงๆ ไม่น่ากลัว เหมือนธรรมะก็อย่างนั้น ถ้าเห็นแจ้งจากใจปัญญาเกิดก็จะไม่มีใครกลัวธรรมกันเลย พ้นทุกข์ได้อีกไม่ไปตายเกิดอีก เพราะหมดภพชาติความเป็นคน มีแต่ความว่างของจิตที่ว่างอยู่เดิม เป็นจิตเดิมจิตหนึ่งนั่นเอง

ธรรมะรายวัน(๕)
เงินทองเป็นของชื่นใจ มนุษย์จึงหลงอยากได้ มากเท่าใดยิ่งชอบ เหมือนเด็กๆ ที่ขายของเล่นๆ แล้วทะเลาะกัน เพราะไม่รู้ว่าที่ได้ๆ นั้นเป็นของมายาเปล่าๆ ต้องกองไว้บนโลก เพราะของๆ โลกเขา ผู้รู้ไม่ข้องอยู่ ไม่ติดทุกๆ สิ่งบนโลก จึงไม่เวียนตายเวียนเกิดอีกต่อไป เพราะรู้อยู่ว่าว่างอยู่แต่เดิมแล้ว

ธรรมะรายวัน (๖)
ความคิดของคนไม่เหมือนกัน ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดอาจารย์คนหนึ่งคิดว่าเราอายุก็มากขึ้นทุกๆ วัน แม่พ่อก็ตายหมดแล้ว จะพึ่งพี่พึ่งน้องคงไม่ได้ ต้องเก็บเงินสักก้อนหนึ่งมาสร้างห้องแถวไว้ให้เขาเช่าบ้าน มีแล้วเก็บกินบั้นปลายชีวิต
อีกคนหนึ่งคิดว่าเรามีธรรมะจนพึ่งตัวเองได้แล้ว ควรแจกธรรมะให้ผู้ที่ยังไม่รู้อีกมาก เป็นที่พึ่งชีวิต ถึงยังไม่บรรลุก็ยังติดจิตวิญญาณไปภพหน้า ยังดีกว่าไม่ได้อะไรไปเลย จึงอุทิศตัวตนที่หมดตนของตน ให้ผู้อื่นได้รสพระธรรมจึงจะดี
ธรรมะรายวัน(๗)
ความเกรงใจเป็นบ่อเกิดแห่งมนุษย์ คนดีย่อมมีระเบียบ

------------------------------โปรดติดตามต่อไปอีก-----------------------------


Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2554 16:25:53 น. 0 comments
Counter : 904 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
5 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.