หลุดพ้นแบบฉับพลัน ภาค14--หลวงพ่อแช่ม-10

ปัญหาที่ ๑๘
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์ ผมมีคำถามอีกแล้วเที่ยวนี้
อาจารย์ :สวัสดี ว่ามาเลย
ศิษย์ :ผมนำคำสอนของอาจารย์ไปพิจารณาจนละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็เห็นว่ามีไม่มาก แต่ทำไมจึงปฏิบัติไม่ได้กันละครับ?
อาจารย์ :ก็นั่นน่ะซี คงจะเอาจริงมากไป หรือไม่น้อยไปไม่พอดี
ศิษย์ :ผมคงคิดมากไปเองก็ได้
อาจารย์ :แล้วความคิดเป็นของใครกัน?
ศิษย์ :ของมันครับ
อาจารย์ :แล้วมันมีจริงไหม?
ศิษย์ :ไม่จริง
อาจารย์ :ไม่จริงแล้วคิดมากได้อะไร คิดไปทำไม?
ศิษย์ :อ๋อ... คิดก็ไม่จริง ได้ก็ไม่จริง แต่มันคิดของมัน ต้องปล่อยมันใช่ไหม?
อาจารย์ :ใช่แล้ว เธอฟังอาจารย์ต่อนะ เมื่อก่อนนี้มีเราอยู่กับกาย พอรู้ว่าเราไม่มีในกาย ก็เหลือแต่กาย แต่ใจยังยึดกายว่ากายมีอยู่ แม้กายไม่ใช่เรา เราแยกกันกับกาย แต่ใครล่ะที่รู้ว่ากายยังมี
เดิมกายไม่มีนะ ถ้าไม่มีพ่อไม่มีแม่ กายยังไม่เกิด กายก็ยังไม่มี พอพ่อกับแม่ให้สิ่งที่เป็นลูกออกมาก็มีกายลูก แต่มีไม่จริงใช่ไหม? มีก็เหมือนไม่มี เมื่อกายไม่มี (มีไม่จริง) สิ่งมี่รู้ว่ากายมีคือจิต จะมีจริงหรือ ใช่เราหรือ? อยู่ได้ในกายจริงหรือ?
ศิษย์ :จิตอยู่ไม่ได้ครับอาจารย์
อาจารย์ :เมื่อจิตอยู่ไม่ได้ ไม่มีที่ตั้งให้จิต แล้วที่นึกที่คิดมันจะมาจากที่ไหนล่ะ?
ศิษย์ :จริงของอาจารย์ กายมีไม่จริง จิตก็มีไม่จริง ความคิดก็มีไม่จริงไปด้วย
อาจารย์ :เพราะฉะนั้นเมื่อกายกับใจไปอยู่ในที่ใด ก็ให้ใจรู้ว่ากายและใจก็เป็นสิ่งนั้นด้วย อยู่กับภูเขาก็เป็นภูเขา อยู่กับต้นไม้ก็เป็นเสมือนต้นไม้ อยู่กับคน กับน้ำ กับลม หรือทุกๆ สิ่ง ก็ค่อยๆ กลืนกันไปให้เป็นสิ่งนั้น โดยไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา และอนุสัยของความเป็นคน จึงจะเป็นพระอริยะชั้นสูง โดยเหลือแต่ธรรมชาติทุกๆส่วนของกายและใจ เพราะกายและใจคือธรรมชาตินั่นเอง
ศิษย์ :ผมเข้าใจแล้วครับ แต่จะต้องไปดูให้เห็นจากใจอีกครั้ง ผมกราบลาก่อนละครับ
อาจารย์ :สวัสดี
------------------
ปัญหาที่ ๑๙
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์ ผมได้ฟังนักปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งพูดว่า การปฏิบัติธรรมไม่ต้องทำอะไร เพียงทำความเข้าใจในข้อเท็จจริง แล้วไม่ต้องเอาใครออกใครเข้า เพราะทำแล้วไม่ได้อะไร ไม่ทำก็ไม่ได้อะไร
แต่ของอาจารย์สอนให้เอาคนออก กิเลสก็จะออกไปด้วย ถ้ายังมีคนติดอยู่ที่กายใจ จะยังมีกิเลสแน่นอน เพราะฉะนั้นต้องทำต้องดู ต้องต่อสู้กับกิเลส ต้องรู้ที่มาของทุกๆ สิ่ง จนกิเลสหมดจากใจ แล้วจึงจะบอกว่า ไม่ต้องทำอะไรได้แต่ดูมัน จะดูมันก็ได้ไม่ดูก็ได้เพราะรู้หมดแล้ว ถ้าใครไปหลงเชื่ออย่างที่ท่านผู้นั้นพูดและสอนเช่นนั้นจะมิติดกันแย่หรือ? และการปฏิบัติคงเป็นไปได้ช้านะครับ
อาจารย์ :เธอฟังให้ดีนะ เมื่อเด็กวิ่งมาขอเงินพ่อแม่ แต่พ่อแม่ไม่ให้ เด็กก็ต้องออกไป พอเด็กไปเห็นเพื่อนกินขนมกันก็อยากจะกินบ้าง แต่แกไม่มีเงิน จะไปเอาที่ไหนก็ไม่ได้ ก็ต้องวิ่งมาขอพ่อแม่อีก เพราะเคยขอได้เป็นประจำ ต้องมากวนใจพ่อแม่อยู่นั่นแหละ
ถ้าพ่อแม่วางมาตรการเด็ดขาดกับแก คือไม่ให้หรือตีให้เข็ดแต่สอนเขาก่อน เด็กก็จะไม่มาขออีก อุปมาดังการตัด สัญญา เวทนา จากความเป็นคนให้เด็ดขาด ถ้ามีสัญญา เวทนาส่งมาให้คิดอยู่เรื่อย คือมีเหตุรบเร้าอยู่เป็นประจำแบบเด็กขอเงินพ่อแม่ ก็อดไม่ได้ที่จะคิดปรุงแต่งไปตามเหตุ เพราะฉะนั้นต้องตัดขาดจากเหตุ ตัดที่เหตุให้ขาดสะบั้นลง จึงจะหมดธุระ ความคิดจึงมากวนใจอีกไม่ได้ เข้าใจไหม?
ศิษย์ :ครับอาจารย์ ขอบคุณครับ ขอกราบลาก่อน
อาจารย์ :สวัสดี
-----------------
ปัญหาที่ ๒๐
ศิษย์ :สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูมีปัญหามาเล่าให้อาจารย์ฟัง คือหนูเรียนธรรมรู้ธรรมขึ้นมา วันหนึ่งหนูกลับไปเยี่ยมบ้านได้สอนธรรมให้แม่ แต่แม่เกิดน้อยใจร้องไห้หาว่าหนูเป็นลูก ไม่น่าจะมาสอนท่าน หนูก็เลยหยุดสอนและเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา เพราะเข้าใจว่าทำให้แม่น้ำตาไหล จะต้องมีบาปและตกนรกตามโบราณเขาว่า หนูคงจะตกนรกแย่เสียละมังอาจารย์?
อาจารย์ :เธอฟังอาจารย์นะ ที่คนโบราณเขาว่าไว้นั้น เขามีจุดมุ่งหมายไม่ให้ลูกๆ กระทำสิ่งเหลวไหลต่างหาก มันเป็นแต่สัญญาเท่านั้น
ทำดีก็มีสัญญาว่าดีตั้งไว้ ทำชั่วก็มีสัญญาว่าชั่วตั้งไว้ ที่เธอไปสอนธรรมให้แม่นั้นก็ดีอยู่แล้ว แต่แม่เขาไม่เข้าใจ และเข้าใจผิดต่างหาก เป็นเรื่องของแม่ ส่วนเธอยังไม่เก่งพอที่จะพูดให้แม่เข้าใจ ให้แม่หายข้องใจ จึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ถ้าเธอไม่ไปสอนแม่ แม่จะร้องไห้ไหม
ศิษย์ :ไม่ร้องค่ะ
อาจารย์ :แล้วตอนนี้แม่หยุดร้องไห้หรือยัง?
ศิษย์ :หยุดแล้วค่ะ
อาจารย์ :เห็นไหมว่าเรื่องไม่จริงทั้งหมด เธอและแม่ต่างก็ถูกปรุงและปั้นขึ้น การสอนธรรมก็ไม่จริง ร้องไห้ก็ไม่จริง หยุดร้องไห้ก็ไม่จริง เป็นทุกข์ก็ไม่จริง แต่เธอยึดว่าเป็นจริง จึงรู้สึกเป็นทุกข์จริงๆ เธอรู้ไม่ทันเหตุที่เธอสร้างขึ้น (ว่าไม่จริง) เลยยึดว่าจริงทั้งหมด ตลอดจนกลัวตกนรก เห็นไหมว่ารูปเรื่องทั้งหมดมาจากความไม่มี แล้วปั้นให้มีขึ้นมา มันจะจริงได้อย่างไร?
ศิษย์ :หนูเข้าใจแล้วค่ะอาจารย์ หนูหมดทุกข์ไปเลย ขอบพระคุณมากค่ะ หนูรู้ไม่ทันจริงๆ ว่าเราสร้างเรื่องขึ้นแล้วเราก็ทุกข์เอง เพราะยึดว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ทั้งๆ ที่มันก็สร้างของมันและทุกข์ของมัน ตอนนี้หนูเข้าใจทั้งหมดแล้ว
อาจารย์ :ก็ดีแล้ว ต่อไปคงจะไม่แบกทุกข์มาฝากอาจารย์ให้ช่วยแก้ไขอีกนะ ต้องดูเองมากๆ และหาเหตุให้เจอ แล้วตัดที่เหตุทันที
ศิษย์ :หนูกราบลาค่ะ
อาจารย์ :สวัสดี
----------------
ปัญหาที่ ๒๑
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์
อาจารย์ :สวัสดี
ศิษย์ :วันนี้ผมโชคดี เผอิญมาฟังเรื่องที่อาจารย์สอนศิษย์ ซึ่งเป็นครูผู้หญิงไปสอนธรรมให้แม่เขา แล้วเกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา และยังจำคำที่อาจารย์พูดว่า “สิ่งไม่มีสร้างให้มีขึ้นมา แล้วยึดในสิ่งที่สร้างได้ไม่จริง เลยเป็นทุกข์เปล่าๆ’’ ผมขอคำอธิบายอีกครั้งเถอะครับ
อาจารย์ :เธอฟังนะ เดิมเมื่อเธอยังไม่ได้เกิดมา อยู่ในท้องแม่ยังไม่มีอายตนะเลย หู ตา จมูก ลิ้น กาย ยังไม่ปรากฏ จะมี เวทนา สัญญา สังขารไหม?
ศิษย์ :ยังไม่มีครับ
อาจารย์ :แต่พอครบองค์ของส่วนผสมต่างๆ ของธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณและครบกำหนดคลอดออกมา ก็จะมีทุกสิ่ง แต่ที่มีนั้นจะมีจริงได้อย่างไร? ในเมื่อมันเป็นของที่ค่อยๆ ถูกปั้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยที่เป็นธาตุและเปลี่ยนมาเรื่อยๆ
ศิษย์ :ผมเข้าใจแล้วครับ เมื่อสิ่งที่มีมามีไม่จริง ความรู้สึกจดจำนึกคิด (เวทนา สัญญา สังขาร) ก็มีไม่จริงด้วยใช่ไหมครับ? ถ้าอย่างนั้นกามราคะ พอใจ-ไม่พอใจในรสของกาม มันก็คงจะไม่จริงอีก
อาจารย์ :ใช่ มีแต่อาการปรุงและรู้สึกไปเปล่าๆ ไม่ได้อะไรจริง เกิดขึ้นแล้วก็หายไปทั้งหมด ไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นมัน-ของมันตามเวทนา สัญญา สังขาร เท่านั้น
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็มีไม่จริคนมีไม่จริง ทุกๆสิ่งจึงเป็นเพียงแต่สิ่งที่ถูกปั้นขึ้น แล้วก็ดับไปทุกครั้ง เลยยึดรสอร่อยของกามไว้ไม่ได้ พอถึงเวลาของมัน มันจะปรุงให้เกิดใหม่ด้วยอำนาจของธรรมชาติเดิมเท่านั้น แต่เราไม่รู้ทันมัน ยึดว่ามันเป็นเรา มีเราอร่อยในรสของสิ่งที่มีไม่จริง รวมเก็บไว้ในวิญญาณ เป็นอดีตสัญญา ซึ่งจะแสดงตัวขึ้นใหม่ เมื่อมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งใหม่ เข้าใจไหม?
ศิษย์ :เข้าใจครับ มันเป็นแต่ธาตุเท่านั้นใช่ไหมครับ?
อาจารย์ :ใช่แล้ว ธาตุต่อธาตุก็เปลี่ยนแปลงไม่หยุด ได้แต่ดูและรู้ในความเป็นไปของธาตุเท่านั้น มันไม่ใช่เราทั้งหมด ก็ไม่มีดูดไม่มีผลักไปกับมัน ก็จบกัน
ศิษย์ :ครับ วันนี้ผมได้ความรู้ความเข้าใจมาก โดยยังไม่ถึงเวลาที่ผมจะได้รับ แต่มีเหตุให้มารู้มาเข้าใจขึ้นได้ ก็ดีเหมือนกัน อาจารย์จะได้ไม่ต้องเหนื่อย ๒ ต่อ ผมขอขอบพระคุณมากครับและขอลาก่อน
อาจารย์ :สวัสดี
----------------
ปัญหาที่ ๒๒
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์ ผมมีปัญหามาอีกแล้ว
อาจารย์ :สวัสดี ไหนปัญหาว่าอย่างไร?
ศิษย์ :ผมไปลองปฏิบัติตามตำราที่เขียนไว้แล้วไม่ได้ผล คือการปฏิบัติในอิริยาบถสี่ - ยืน เดิน นั่ง นอน อย่างสม่ำเสมอ อย่างละ ๒ ชั่วโมง โอ้โฮ! ไม่ไหวเลยครับ อิริยาบถยืนยิ่งแย่มาก มันทนไม่ได้เลย ผมจึงหยุดและมาถามอาจารย์
อาจารย์ :ใครบอกให้เธอทำอย่างนั้น เธอตีความไม่ถูกเอง เลยจับฉวยผิดๆ เอาไปทำเสียเหนื่อย ฟังให้ดี เขาให้ทำที่จิตอย่างสม่ำเสมอ ในทุกอิริยาบถ คือให้จิตปกติ ไม่ขึ้นไม่ลงไปกับอิริยาบถนั้นๆ จิตตั้งมั่น ปกติเฉยอยู่ รู้อยู่ ไม่กวัด ไม่แกว่ง ไม่เบื่อไม่เซ็ง เข้าใจไหม? ไม่ใช่ให้ทำวันละ ครั้งละ เท่าๆ กันในอิริยาบถต่างๆ
ศิษย์ :อ๋อ... อย่างนี้เอง ผมมัวไปเข้าใจผิดและทำเสียเหนื่อยเลย ศิษย์ที่ห่างอาจารย์ก็คงจะเป็นอย่างนี้กันนะครับ แล้วไปคุยว่ารู้หมดแล้ว เข้าใจหมดแล้ว ขอบพระคุณครับ ผมกราบลาก่อน
อาจารย์ :สวัสดี
---------------
ปัญหาที่ ๒๓
ศิษย์ :สวัสดีค่ะอาจารย์ ดิฉันโทรศัพท์มาจากกรุงเทพฯ ค่ะ ดิฉันไม่เคยพบอาจารย์มาก่อน แต่ได้ยินกิตติศัพท์จึงโทรศัพท์มา
อาจารย์ :มีปัญหาอะไรหรือ?
ศิษย์ :ดิฉันขอให้อาจารย์ช่วยตอบคำถามเป็นตอนๆ ไปเลยนะคะ คือ ทำไมดิฉันจึงมีกิเลสมากนักละคะ?
อาจารย์ :เพราะเธอป็นคนน่ะซี
ศิษย์ :แล้วทำอย่างไรจึงจะให้กิเลสหมดไปได้ละคะ?
อาจารย์ :ก็ต้องรู้ลงไปว่าเธอไม่มี คนไม่มีซี จนหมดคนนั่นแหละ กิเลสก็จะหมดไปด้วย
ศิษย์ :รู้อย่างไร ทำอย่างไรคะ?
อาจารย์ :เธอจงดูที่กายของเธอซี ว่ามันเป็นคนจริงๆหรือ? เขาสมมุติชื่อให้ใช่ไหม? เขาตั้งให้เป็นคนขึ้นมา จึงมีคนเกิดขึ้น
ศิษย์ :อ๋อ... เขาตั้งและสมมุติให้เป็นคน มีชื่อนั้นชื่อนี้ ถ้ารู้ว่ากายไม่ใช่คนไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา แต่ความรู้สึกนึกคิดมันยังเข้าใจว่าเรายังมีกิเลสอยู่อีกนี่อาจารย์ จะทำอย่างไร?
อาจารย์ :ที่รู้ว่ามีกิเลสนั้น เพราะใจรู้จาก เวทนา สัญญา สังขาร ที่ทำงานกันอยู่ในกายส่งมาให้วิญญาณและเกิดความยึดมาแต่ต้น จึงรู้สึกได้อย่างนั้น และยึดว่าเป็นใจของเราเสียด้วย จิตหรือใจจริงๆไม่มีกิเลสเลย เป็นเพราะ เวทนา สัญญา สังขารปรุงกันจึงเป็นกิเลสไงล่ะ
ศิษย์ :อ๋อ... เข้าใจแล้วค่ะอาจารย์ ดิฉันจับตัวการได้แล้ว! เราเป็นเพียงสัญญาสมมุติ เจ้าสัญญาตัวนี้จริงๆ อะไรๆก็ต้องใช้สัญญาทั้งนั้น จึงจะรู้ความหมายกัน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เรา! ไม่ใช่คน คนมีไม่จริง กิเลสก็มีไม่จริง!
อาจารย์ :ใช่แล้ว เธอรู้แล้ว สาธุ...
ศิษย์ :ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูง วันหน้าจะมากราบลาด้วยตนเองค่ะ สวัสดีค่ะ
อาจารย์ :สวัสดี
ปัญหาที่ ๒๔
ศิษย์นอกสำนัก :สวัสดีครับท่าน
อาจารย์ :สวัสดี
ศิษย์นอกฯ :ผมสงสัยว่าลูกศิษย์ในสำนักของท่านอยู่กันอย่างไร ท่านควบคุมเขาอย่างไรให้อยู่ในกรอบได้?
อาจารย์ :เธอน่าจะถามปัญหาของเธอมากกว่านะ
ศิษย์นอกฯ :ผมยังไม่เรียบร้อยในธรรม จึงอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ เกรงว่าลูกศิษย์ของท่านจะใช้สมมุติไม่ถูกต้อง ไปเล่นสมมุติผิดกติกาเข้า
อาจารย์ :ความจริงอาจารย์ไม่ได้วางกฏเกณฑ์อะไรไว้ แต่ก็เหมือนกับมีกฎอยู่ในตัว เธอจะจำไปพิจารณาดูก็ได้
ผู้ที่เรียนธรรมจนรู้แล้ว ไม่ว่าระดับไหน ไม่ควรเอาธรรมไปคุยโอ้อวดกับผู้ที่เขารู้น้อยกว่า หรือไม่สนใจ
ผู้ที่เห็นธรรมแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปวิจารณ์สำนักอื่นหรือเอาธรรมไปเทียบเคียงกับผู้อื่น
ผู้แจ้งธรรมแล้ว ไม่ควรโต้ตอบผู้อื่น เมื่อถูกตำหนิหรือถูกเข้าใจผิด หรือสำนักอื่นไม่เป็นด้วยกับธรรมะของตน
ผู้หลุดพ้นแล้ว ก็จะรู้เองว่าควรไม่ควรจะโปรดใครอย่างไร จะอยู่อย่างไร เพราะจิตที่หมดภาระใดๆ แล้ว ก็ได้แต่รับรู้ของผู้อื่นเท่านั้น
อาจารย์ก็ได้แต่สอนอย่างนี้ แต่ไม่ได้ตั้งเป็นกฎระเบียบไว้ เมื่อเธอต้องการรู้ อาจารย์ก็บอกให้
ศิษย์นอกฯ :ขอบคุณมากครับท่าน เพราะแต่ละสำนักเขาก็มีกฎข้อบังคับเฉพาะสำนัก หมดปัญหาของผมแล้วครับ สวัสดี
อาจารย์ :สวัสดี
--------------
ปัญหาที่ ๒๕
ศิษย์ :สวัสดีค่ะอาจารย์ นานๆหนูจะได้คุยกับอาจารย์สักครั้ง
อาจารย์ :สวัสดี เธอมีปัญหาอะไร ลองเล่ามาซิ
ศิษย์ :คืออย่างนี้ค่ะ ภายหลังจากที่หนูไปงานศพคุณยายที่กรุงเทพฯ หนูนอนค้างที่บ้านคุณยายแล้วนอนไม่หลับ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด? ตอนกลางวันไปดูการเก็บกระดูกมา ตอนเผาก็จำได้ติดตา จะเป็นเพราะกลัวผีคุณยายหรือเปล่าคะ เพราะหนูเคยนอนกับคุณยาย และบัดนี้ก็มานอนที่ๆ เคยนอนเสียด้วย ได้พิจารณาดูเองเหมือนกันว่าไม่มีอะไร แต่ก็นอนไม่หลับ อาจารย์ช่วยบอกหนูหน่อยว่าเป็นเพราะเหตุใด?
อาจารย์ :เธอฟังให้ดีนะ สัญญาเก็บจำจากซากของยายตั้งแต่กลางวันมาบันทึกอยู่ในจิตลึกๆ ลึกมาก เลยแสดงตัวออกมาเมื่อถึงเวลาโดยเธอเองไม่รู้ตัว แต่บอกว่าไม่กลัว บอกว่าไม่เป็นอะไร เธอปลอบใจไว้ เพราะบอกให้ใครฟังไม่ได้ ทั้งๆที่จิตมันปั้นเอาและรู้สึกกลัว ก็มันนึกคิดเอาเองทั้งนั้นแหละ จะเป็นเธอได้อย่างไร
ศิษย์ :แล้วความคิดมันมาจากไหนล่ะ อาจารย์?
อาจารย์ :เมื่อมีกาย ความคิดนึกจึงมี โดยกายกับใจทำงานขึ้นมา คือต้องกระทบกันก่อนระหว่างอารมณ์กับใจ แล้วจิตจึงเกิดความนึกคิดถึงสัญญาในอดีตและนำมาต่อเป็นรูปเรื่องขึ้น เกิดเป็นเวทนา ตัณหา ฯ แล้วก็ดับไป เป็นอยู่อย่างนี้เป็นประจำ
ศิษย์ :อ้อ... หนูรู้แล้ว เมื่อก่อนได้แต่ดูมันเฉยๆ แล้วก็ดับไป ไม่รู้ว่ามันเกิดได้อย่างไร ดับไปเพราะอะไร
อาจารย์ :ใช่ ทุกสิ่งต้องมีเหตุจึงจะเกิดขึ้นมาได้ แล้วมันก็ดับของมัน เมื่อมีเหตุเก็บจำไว้ก็นึกคิดขึ้นใหม่ได้ ต้องดูแล้วตามฆ่ามันให้หมด ถ้าฆ่าที่เหตุได้ยิ่งดี จะได้ไม่คิดและเลิกคิดเรื่องเก่าที่ไม่ควรคิด
เรื่องทุกเรื่องมันสร้างของมันโดยนึกคิดปั้นกันเอาเองตามสัญญาเดิม แล้วมันก็ยึดว่าเป็นจริงตามสัญญา ไม่รู้ว่าสัญญาเป็นมัน ไม่ใช่เรา เมื่อเป็นสัญญาเฉยๆ ไม่มีเราในสัญญาเฉยๆ นั้น มันก็ดับไปเปล่าๆ
สัญญาไม่ใช่ของเรา ไม่มีเราในสัญญา ปล่อยมันเสีย ให้เป็นสักแต่ว่าสัญญาก็จบเรื่อง เข้าใจไหม?
ศิษย์ :เข้าใจค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
อาจารย์ :สวัสดี
-----------------
ปัญหาที่ ๒๖
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์
อาจารย์ :สวัสดี วันนี้มีอะไรสงสัยไหม?
ศิษย์ :มีครับ โปรดฟังดูว่าผิดถูกอย่างไร และช่วยชี้แนะผมด้วยครับ
คืออย่างนี้ครับ เรื่องกามทางกายนั้นมันเฉยได้แล้ว แต่ใจซิยังไม่หมด ยังโหยไห้อาลัยหาอยู่ ยังต้องการทางใจ เมื่อกายเฉยใจมันก็หมดท่าไปเหมือนกัน พอปฏิบัติเร่งมากเข้า ดูที่ใจซึ่งปั้นเอาๆ เสมอๆ มันก็ไม่เอาจริง และไม่ได้อะไร ใจชักยอมถอยลง พอดูต่อไปมากเข้าๆ ทุกวัน เพียง ๗ วันเท่านั้น ใจมันก็ขาดจากกาม กามไม่ขึ้นมากวนใจอีกเลย
เมื่อรู้ว่ากามขาดไปจากใจแล้วก็เปลี่ยนเป็นปีติฟูขึ้นมาแต่ไม่มาก มันรู้อยู่เสมอว่าประเดี๋ยวก็จะหายไปเอง แต่รู้สึกว่าในปากมีรสเค็มตามไรฟัน เค็มหมดทั้งปากเป็นอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง จึงเข้าที่ปกติทุกอย่าง
จากนั้นก็ดูอยู่เสมอและเห็นว่ายังปกติอยู่ ต่อไปผมหันไปตรวจดูกามคุณอย่างอื่น เช่นเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ทุกๆ อย่าง ซึ่งตัดขาดมาก่อนแล้วก็เห็นว่าเงียบดี ไม่มีความอยากอะไรเลย แต่ผมสงสัยอยู่นิดเดียว ทำไมกายจึงเงียบไปก่อนใจละครับอาจารย์
อาจารย์ :ฟังให้ดีนะ พอเธอจะฆ่ากาม ใจฝ่ายสัญญามันทำงานแล้ว มันเลยเข้าไปกดกายไว้จนกายเงียบไป แล้วเธอก็ดีใจว่าไม่แสดงอาการ เลยบุกให้ใจขาดจากกามทางใจ ใจที่มีเยื่อใยในกามมันทนสัญญาฝ่ายปัญญาไม่ไหว ถูกทะลุทะลวงทุกวี่ทุกวันเลยเกิดผลตามที่เธอตั้งใจไว้ ถูกทั้งหมดที่ทำมา ดีมาก แต่อย่าประมาทนะ กิเลสมันไม่ยอมใครง่ายๆหรอก ไม่มาทางนี้แต่โผล่ไปทางโน้นได้ มีตั้ง ๕-๖ ทางด้วยกัน เจ้าของเผลอเมื่อไหร่เป็นถูกพวกมันขี่คอแน่ ดีแล้วบุกต่อไปเถอะ อาจารย์เอาใจช่วย มันสู้ลูกพุทธะไม่ได้หรอก
ศิษย์ :ครับ ขอบพระคุณครับอาจารย์ ผมกราบลาก่อน
อาจารย์ :สวัสดี
ปัญหาที่ ๒๗
ศิษย์ :สวัสดีครับอาจารย์
อาจารย์ :สวัสดี มีอะไรวันนี้?
ศิษย์ :อาจารย์ครับ คนที่รู้เห็นแจ้งออกจากกามคุณห้า หรือกามราคะได้แล้วนี้ มันไม่เหมือนกับผู้ที่ออกโดยกดเอานะครับ
ยกตัวอย่างนักบวชหรือคฤหัสถ์ก็ตาม ถ้าไปทำแบบกดเอา จะออกได้เพียงกายเท่านั้น ส่วนใจยังไม่ออก ยังอาลัยอาวรณ์กามทั้งนั้น แต่ต้องจำยอมอยู่ในกฎข้อบังคับของรูปแบบ แม้คฤหัสถ์ก็หวังจะได้ชื่อว่าหมดกาม เพื่อประกาศให้คนทั้งหลายรู้ว่าฉันก็เป็นหนึ่งออกจากกามได้ แท้ที่จริงใจยังปั่นป่วนรัญจวนอยู่ แต่พูดบอกใครไม่ได้ ต้องเก็บกดไว้ หลอกใจตนไว้ แบบตกบันไดพลอยโจนนั่นเอง
ผมเพิ่งรู้เพิ่งเห็นจากกายและใจว่าจิตที่หมดจากกามจริงๆ กับไปทำให้หมดโดยกดเอามันคนละเรื่อง คนละแบบ เห็นได้ชัดว่าต่างกันราวฟ้ากับดิน พอมันพ้นได้จริง มันบอกเองว่าสดใสเบิกบานใจเพียงไร ไม่ต้องไประมัดระวัง หรือประคองมันไม่ให้ออกนอกลู่ มันจะเห็นสักแต่ว่า ดูผู้หญิงสวยก็รู้สึกเหมือนดูตุ๊กตา อย่างไรก็อย่างนั้น มันได้แต่รู้ได้แต่เห็นเฉยๆไม่ปรุงอะไรเหมือนเมื่อก่อน เด็ดขาดไปเลยครับอาจารย์
อาจารย์ :ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะเธอ?
ศิษย์ :ผมยังไม่ชำนาญครับ ขอให้อาจารย์ช่วยอธิบายดีกว่า
อาจารย์ :ฟังให้ดีนะ เพราะเธอมีปัญญาญาณเข้าไปแทงทะลุสัญญาใจ จนมันยอมและเปลี่ยนเป็นสักแต่ว่าสัญญารู้แล้วดับ ไม่ปรุงต่อเป็นรสอร่อย พออกพอใจอารมณ์นั้นๆ ก็เลยไม่รู้สึกแบบเก่าๆ ไงล่ะ เลยได้สัญญาเฉยๆ กามจึงไม่เกิดเธอจึงชื่นใจ และคุยได้ว่าฉันออกจากกามได้เก่งกว่าคนอื่น กามไม่ขึ้นมาเลย ถ้าผู้อื่นเขาทำได้อย่างเธอ เธอก็จะรู้ว่าเป็นธรรมดาไป
มันมีน้อยคนนักที่จะทำได้จนข้ามพ้นจากกามราคะ ดูอย่างเธอสิ พอรู้ว่าทำได้ จิตพ้นกาม ยังมีอาการฟูขึ้นคือดีใจทั้งๆ ที่เป็นเรื่องไม่จริง มีกามก็ไม่จริง เพียงไม่ต้องรับกรรมในเรื่องของกามเท่านั้น ไม่วิเศษวิโสอะไรเลย เธอยังมีเรื่องต้องดูต่อไปให้หมดโกรธอีกชั้นหนึ่ง เหลือแต่รู้ของรู้เท่านั้นจึงจะอยู่เป็นสุขกว่านี้ เข้าใจไหม?
ศิษย์ :เข้าใจครับ ขอบพระคุณอาจารย์มาก ผมกราบลาก่อน
อาจารย์ :สวัสดี



Create Date : 20 สิงหาคม 2554
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 4:58:03 น. 0 comments
Counter : 813 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
20 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.