หลุดพ้นแบบฉับพลัน ภาค10 --หลวงพ่อแช่มจอมทัพรบกิเลส-6

หมดความตาย

เมื่อเวทนาของขันธ์พลันดับลง
สิ่งที่ส่งคือวิญญาณพลันเกิดใหม่
ถ้าทำให้หมดเชื้อเชื่อว่าตาย
ใครจะเกิดก็เกิดไปเราไม่มี
มันเป็นมันปรุงกันเองเก่งไม่น้อย
แล้วพลอยให้เป็นเราเปล่าเปล่าปลี้ปลี้
ยึดกันมาแต่ไหนตายทุกที
แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังตายไม่หยุดเลย
ผู้ไม่รู้จึงไม่ดูจิตเกิด-ดับ
ไม่ยอมรับพูดเลี่ยงเถียงหน้าเฉย
ท่านผู้รู้ก็ไม่พูดหยุดตามเคย
ท่านจะเผยเมื่อศิษย์ถามหมดความตาย

กตธุโร
ว่างพุทธะ

คนเข้าใจความว่างอย่างผิดผิด
เลยไปติดความว่างอย่างเหลือหลาย
ว่างอย่างสูญญากาศขาดจากกาย
ว่างอย่างนี้ใช้ไม่ได้นึกเอาเอง
ไปเหมาเอาว่าว่างกระทั่งหมด
เหมือนน้ำท่วมเขาโขดดูโหรงเหรง
ไม่เหลืออะไรกีดขวางดูวังเวง
นึกเอาเองโดยสัญญาว่ามันจริง

กตธุโร

หมดทุกสิ่งในนิพพาน

ถ้าคนไม่มีในตัวไม่กลัวทุกข์
ถ้าคนไม่มีในสุขทุกข์จะหาย
ถ้าคนไม่มีในทุกข์สุขจะตาย
ถ้าคนไม่มีในกายก็หมดกู
ถ้าคนมีในที่ไหนก็ตายเกิด
ถ้าคนมีแล้วเตลิดเกิดเพื่อสู้
ถ้าคนมีในคนเป็นเต้นน่าดู
ถ้าคนมีในตัวกูดูไม่ดี
ต้องหมดตัวหมดตนหมดพ้นทุกข์
หมดทั้งสุขหมดทุกสิ่งหมดทุกที่
หมดทั้งนอกหมดทั้งในหมดใจมี
ดีไม่ดียึดไม่ได้ในนิพพาน

กตธุโร
บทสนทนาธรรม ตอนที่ ๑๕
-------------------
ผู้ใหญ่มา :นมัสการครับหลวงพ่อ
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีโยมผู้ใหญ่ หมู่นี้หายหน้าไป คงจะมีธุระมากมายสินะ
ผู้ใหญ่มา :ผมขึ้นเหนือ พาลูกชายไปเยี่ยมอาเขาที่อำเภอชุมแสง จ.นครสวรรค์อาเขาเป็นผู้ใหญ่มาหลายปี เพิ่งได้เป็นกำนัน ต.หัวกระทุ่ม ปีนี้ ชื่อ กำนันมาย ลูกชายผมคือ เมือง คุยกับอาเขาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ แล้วก็วกมาคุยเรื่องธรรมะด้วย ผมก็นั่งฟังไป กำนันพูดว่า “คนเราควรจะทำดีให้ถึงที่สุด จึงจะเป็นคนดีได้ ดูอย่างอาซี ทำมาเรื่อยจนได้ดี มีคนนับหน้าถือตามากมาย เอ็งก็ต้องทำดีเข้าไว้” แล้วอากำนันของลูกชายผมก็เล่าเรื่องสมัยก่อนให้ฟังเรื่องหนึ่งว่า “คนที่ทำดีจะมีพระช่วย”
สมัยก่อนเขาใช้เกวียนสำหรับขนของไปค้าขาย มีวัวเทียมเกวียน วัวก็มีความดี ทำหน้าที่ด้วยความอดทน กินแต่หญ้ากับน้ำเท่านั้นไม่สิ้นเปลืองอะไร แถมยังแข็งแรง ให้นมวัวใช้เลี้ยงผู้คนได้มากมาย ให้แต่ประโยชน์แก่คน พอแก่ตัวลง คนยังเอาเนื้อมาเลี้ยงชีวิตคนและสัตว์ต่อไปอีก วัวไม่เคยเรียกร้องอะไรจากคนเลย เมื่อตายลง เขา หนัง ของมันยังมีประโยชน์หมด
มีเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาลซึ่งเกี่ยวข้องกับวัว เล่าว่า “ครั้งหนึ่ง มีกองเกวียนกองหนึ่งบรรทุกของผ่านทะเลทรายไปค้าขาย ได้เดินทางผ่านไป ๑๕ วัน โดยไม่มีเข็มทิศชี้บอกทาง แต่อาศัยผู้ชำนาญดูดวงดาวเอา และเดินทางเฉพาะกลางคืนเท่านั้น ส่วนกลางวันก็พักนอนเอาแรง พอถึงคืนวันที่ ๑๔ ผู้มีหน้าที่ดูดาวก็บอกว่าจะถึงที่หมายแล้ว อาหาร น้ำ ที่กักตุนไว้ให้นำมากินมาใช้ให้เต็มที่ กองคาราวานก็ทำตามจนเสบียงหมด ไม่เหลือแม้แต่น้ำ
ในคืนนั้นคนดูดาวเกิดหลับสนิท เกวียนคันหน้าไม่มีใครควบคุมและบังคับวัว มันคิดถึงบ้าน จึงหันกองเกวียนไปที่เก่า พอสว่างจึงได้รู้ว่า กองเกวียนมาจอดอยู่ที่เดิมที่แวะกินอาหารกินน้ำกัน ทุกคนรู้ว่าไม่มีอะไรจะกินอีกแล้ว จะต้องออกสำรวจหาแหล่งน้ำกันก่อน เดชะบุญ ในกองคาราวานนี้มีพระโพธิสัตว์มาด้วยองค์หนึ่ง ท่านใช้ปัญญาญาณของท่านสำรวจหาแหล่งต้นไม้ก่อนอื่น เมื่อหาพบจึงสั่งให้ช่วยกันขุดลงไปใต้ดิน จนกระทั่งพบหินก้อนหนึ่งปิดทับอยู่ พระโพธิ์สัตว์ลองใช้หูฟังดูก็ได้ยินเสียงน้ำไหล เมื่อเอาฆ้อนทุบเอาเหล็กงัดและตีหินจนแตก ก็พบว่ามีน้ำพุ่งขึ้นมา ได้ใช้อาบใช้กินกันพอรอดตายไปได้”
กำนันมายก็เลยบอกลูกชายผมว่า “การทำดีถ้าไม่ถึงที่สุดจะไม่ได้ดี จะต้องอดทนทำไปเรื่อยๆ จนถึงแก่นแท้ อย่าเพิ่งให้ดีแตกหรือล่าถอยเสียก่อน เช่นเดียวกับการเรียนธรรม ต้องอดทนและขยันให้ถึงที่สุด จึงจะเห็นผล” ผมฟังดูก็เห็นจริงไปด้วย หรือหลวงพ่อจะมีความเห็นว่าอย่างไรครับ?
หลวงพ่อแช่ม :หลวงพ่อก็เห็นด้วยว่า การทำดี-ดีแน่นอน แต่ไม่ใช่ทำดี-ได้ของดี กำนันมายแกทำแล้วรู้สึกว่าแกได้ดี แกเลยติดดี ก็เลยสอนแบบคนดี ให้ทำดีเพื่อหวังผลตอบแทน
ความจริงทำดี-ทำชั่ว เป็นเรื่องของธรรมชาติในคน ไม่ใช่คนโดยสมมุติที่เปลือกนอกทำ เพราะคนมีไม่จริง ทำแล้วจึงไม่ใช่คนได้ดี หรือคนทำดี แต่เป็นเรื่องของธาตุทั้งหลายกระทำกัน ผลจึงเป็นของใครไม่ได้นอกจากธาตุเหล่านั้นซึ่งไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้นจะยึดดีไว้ก็ไม่ได้ กอดอยู่กับความดีก็ไม่ได้ มันต้องทำให้เหนือดี เหนือชั่ว หลุดพ้นไปเลย ไปอยู่เหนือมัน จึงจะหมดปัญหา
การติดดีของคฤหัสถ์ ก็เปรียบเสมือนพระสงฆ์ยังติดกามนั่นแหละ ไม่สามารถจะพ้น กามราคะ ไปสู่ วิมุติ และ นิพพาน ได้ ถ้ายังติดในความว่างของ ศีล สมาธิ อุเบกขา หรือ สัญญา ที่กดเอาชั่วครั้งชั่วคราว ตามที่หลวงพ่อเคยพูดให้ฟังอย่างละเอียดไว้แล้ว ก็ยังไม่ใช่ว่างถาวร กิเลสก็จะโผล่เข้ามาอีกได้เมื่อเผลอหรือไม่ได้อยู่ในศีลในสมาธิ
ต่อให้ผู้ที่เจริญธรรมจนเห็นว่าโลกนี้ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย เป็นว่างแบบ สูญญากาศ หรืออวกาศที่ไม่มีอะไรเข้าไป (ว่างในฌาน) ก็เรียกว่าว่างแบบภูมิธรรมของจิต ไปทำเอาและปล่อยใจให้ว่าง นี่ก็ผิดอีก ต้องมีความรู้สึกว่าว่างจากตัวตน ไม่มีเราในขันธ์ห้า และขันธ์ห้าก็ว่างอยู่ก่อนแล้ว ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยมาทำให้เกิดรูปนามขึ้นมา เมื่อมีเหตุมีปัจจัย ก็ทำหน้าที่แต่ละขณะไปอย่างว่าง โดยจิตไม่สำคัญมั่นหมายว่าขันธ์ห้าเป็นตัวตน–ของตน และจิตเองก็ไม่มีตัวตน เพียงอาศัยขันธ์ห้าทำงานและรู้ขันธ์ห้าไปด้วย จึงจะเป็นความว่างแบบพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งเป็น ปัจจัตตัง รู้ได้เห็นได้เฉพาะตน โดยไม่ต้องเลียนแบบใคร
นี่แหละโยมผู้ใหญ่ ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายมัวติดว่างแบบอื่นเสียมาก แล้วหลงว่าว่างแล้ว แท้จริงยังมีเรา (มีตัวมีตน) เข้าไปว่างจึงเข้าสู่นิพพานไม่ได้ เพราะในนิพพานนั้นว่างจากทุกสิ่ง ไม่มีแม้แต่ตัวตนเท่าเศษผงธุลีหลุดเข้าไปได้เลย
ผู้ใหญ่มา :ผมเข้าใจแล้วครับหลวงพ่อ วันนี้ผมขอกราบลาก่อน จะปฏิบัติธรรมต่อไปจนถึงที่สุด
หลวงพ่อแช่ม :เจริญธรรมเถอะ โยมผู้ใหญ่
-------------------------
เพราะไม่รู้

ไม่รู้ว่าขันธ์ห้ามาจากโลก อุปโลกน์ให้เป็นคนวนกันใหญ่
ตั้งคนว่าประเสริฐแล้วเกิด-ตาย
ถ้าทำชั่วลงอบายสู่โลกันต์
ถ้าทำดี ดีตอบ คนชอบอยู่
จิตไปสู่รับผลบนสวรรค์
จึงทำบุญสร้างกุศลผลนิพพาน
คิดว่าได้กันทั้งนั้นจึงทำเอา
มันไม่เป็นเช่นนั้นทุกท่านหรอก
มันกลับกลอกให้หลงทุกพงษ์เผ่า
เพราะมันยึดขันธ์ห้าว่าเป็นเรา
ดิ้นเร่าเร่ากอดขันธ์ห้าว่าของกู

กตธุโร

ถ้าหมดเราเขาจะว่างเอง

ถ้าจะทำให้ว่างก็ว่างได้
แต่ประเดี๋ยวมันก็หายไปจากว่าง
เพราะมีเราเข้าไปคอยจะปล่อยวาง
เลยมันว่างยิ้มเยาะ เฉพาะเรา
ถ้ามันว่างของมันนั้นไม่หาย
ถึงจะวุ่นอย่างไรก็ว่างเปล่า
จึงพูดยากบอกยากหากมีเรา
เหมือนจับเงาไม่ได้ให้ใครดู
โอ้ความว่าง ว่างปลอดตลอดกาล
ไม่มีอะไรเข้าไปผ่าน แม้ตัวรู้
จึงปลอดโปร่ง โล่งเปล่า คราวจะดู
แต่ก็รู้ว่ามันว่างอย่างนั้นเอง

กตธุโร

บทสนทนาธรรม ตอนที่ ๑๖
-----------------------
ผู้ใหญ่มา :อ้าว! ทิดฉุยมาทำไมที่นี่ มีธุระอะไรกับหลวงพ่อหรือ?
ทิดฉุย :หลวงพ่อไปใหนครับ?
ผู้ใหญ่มา :หลวงพ่อไปฉันเพลที่บ้านผู้ใหญ่ตุ้นใกล้ๆ นี่เอง อีกไม่นานก็คงจะกลับมา นั่งคุยกันก่อนซี
ทิดฉุย :ผมอยากจะถามผู้ใหญ่เหมือนกัน ช่วยบอกเรื่อง คนเกิด ว่ามาได้อย่างไร? และคนตายแล้วจะไปไหน ให้ฟังหน่อยได้ไหม? ผมสงสัยเหลือเกิน
ผู้ใหญ่มา :ตายหละ! ทิดฉุย จะให้ตอบอย่างไรดี แม้พระพุทธองค์ก็ยังไม่ทรงตอบในเรื่องนี้ ลุงจะพูดเพียงคร่าวๆ ให้ฟังตามที่รู้มานะ
ขอให้รู้ว่า เมื่อโลกยังไม่มี ทุกสิ่งก็ยังไม่ปรากฏ เมื่อมีสิ่งหลายๆ สิ่งขึ้นในโลก ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นโดยอาศัยการปรุงแต่งของโลก ตามอำนาจของกฎธรรมชาติในโลก แล้วก็ดับไปเป็นประจำ ลุงก็จำคำหลวงพ่อแช่มมาเล่าให้ฟัง ท่านอธิบายว่าเมื่อมีโลก เนื้อในของโลกมีแต่ธาตุนานาชนิด แต่พระพุทธองค์ท่านรวมให้เข้าใจง่ายๆ และบัญญัติขึ้นเป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ซึ่งมักเรียกกันว่า ธาตุสี่ หรืออาจจะเรียกว่า ธาตุหนัก เพราะรวมกันเป็นกลุ่มก้อนได้
ในลักษณะของธาตุดินนั้นมีทั้งธาตุ น้ำ ลม ไฟ อยู่ด้วย ทำให้ดูแข็งกินเนื้อที่ ในน้ำก็มีธาตุ ดิน ลม ไฟ อยู่ด้วย ทำให้เกาะกุมกันและมีภาวะเหลว ไหลได้ ในลม ไฟ ก็เช่นเดียวกัน มีธาตุดินและน้ำเกาะกุมกันอาศัยซึ่งกันและกันทุกๆ ธาตุ จึงทำให้เห็น เป็นรูปร่าง เป็นก้อน ดูดผลักกันอยู่ในตัว
ส่วน ธาตุอากาศ และ วิญญาณ เป็น ธาตุเบา เมื่อมาอาศัยในธาตุหนักจะกลายเป็นสิ่งที่ เป็นที่ว่าง ให้ธาตุหนักตั้งอยู่ได้และ เคลื่อนไหวได้ รู้สึกได้ สิ่งที่มีลักษณะของแขน ขา และรู้สึกได้ ถูกบัญญัติเรียกว่า “สัตว์” คนเราก็จัดอยู่ในสัตว์ประเภท ๒ ขา แต่ยังมีสัตว์อื่น ๆ อีกหลายชนิด เป็นประเภท ๔ ขาก็มี หลายขาก็มี สัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์อากาศก็มี
เดิมบนพื้นโลกยังไม่มีใครรู้จักและยึดเป็นเจ้าของ จนกระทั่งมีมนุษย์คู่แรกเกิดขึ้น อาศัยตามถ้ำ หรือหุบเขา เพียงกันแดด กันฝนเท่านั้น และอยู่แบบสัตว์ทั้งหลาย หิวขึ้นมาก็ออกไปหาอาหารนอกถ้ำเป็นพวกผลไม้ ซึ่งดูไม่ยุ่งยากอะไร และก็กลับมาพักผ่อนหลับนอนในที่พัก และรู้จักสืบพันธุ์เยี่ยงสัตว์ทั้งหลาย
แต่แล้ววิวัฒนาการของธรรมซาติ ทำให้สัตว์ทั้งหลายมีการเปลี่ยนแปลง สามารถทำอะไรและรู้จักอะไรมากขึ้น มีจำนวนมากขึ้น จึงเกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ในโลกออกมามากขึ้น แล้วยึดเป็นของตน และสัตว์ชนิดหนึ่งได้ตั้งตัวเป็น “คน” และยึดถือเป็นเรื่องจริงมาจนทุกวันนี้
ต่อมามีการแก่งแย่ง ฉกชิงสิ่งต่างๆ กันขึ้น จนถึงกับรบราฆ่าฟันกัน คนจึงตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาบังคับใช้ ทางโลกเรียกว่า “กฎหมาย” ทางธรรมเรียกว่า “ศีลธรรม” มีการกำหนด ดี–ชั่ว ขึ้นมา ให้ทุกคน ละชั่ว–ทำดี และปฏิบัติตามกฎหมาย
ทิดฉุย :แล้วการทำบุญทำทานล่ะครับ ใครเป็นผู้ตั้งขึ้น ริเริ่มขึ้น?
ผู้ใหญ่มา :ก็มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลนั่นแหละ ที่เมืองแขก (ประเทศอินเดีย) มีนักบวชและเจ้าลัทธิมากมาย ก่อนที่จะมี พระพุทธเจ้า อุบัติขึ้น พระพุทธองค์จึงทรงชี้แนะให้ชาวบ้านรู้จักทำบุญทำทานให้ถูกต้อง โดยการนำอาหารไปถวายกับผู้ทรงศีลจะได้บุญ แทนที่จะนำไปวางที่หลุมฝังศพของผู้ตายให้สัตว์อื่นมาเก็บกิน ประชาชนจึงหันมาทำตาม เวลาจะถวายให้พระสงฆ์ๆ ก็จะสอนและชี้บอกวิธีการปฏิบัติต่อกันด้วยดี แบบมีมิตรจิตมิตรใจ
เช่นเดียวกับการปฏิบัติต่อกันในบ้าน ในครอบครัว ถ้าบ้านไหนมีสามีชอบดื่มเหล้าหรือเล่นการพนัน เวลาภรรยานำอาหารไปถวายพระ ท่านจะสอนให้อดทน ทำหน้าที่ภรรยาไปตามปกติ ไม่ขาดตกบกพร่อง อย่าบ่นอย่าว่าให้เขาโกรธเคือง มีโอกาสก็ชวนเขามาหาพระสงฆ์บ้าง เขาจะได้เห็นความดีของภรรยา และได้รับคำสอนจากพระไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้เขาปรับปรุงตนเอง เป็นผู้นำที่ดี และเลิกดื่มเลิกเล่นการพนันเร็วขึ้น ทั้งคู่ก็จะอยู่กันอย่างมีความสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน ใครมีทุกข์ก็ช่วยกันแก้ไขให้เบาบางลงหรือหมดไป จะเกิดบุญจากการทำบุญตรงนี้เอง
แต่การทำบุญแล้วยึดบุญว่ามีตัวตนเป็นของตน จะได้รับความสุขที่ไม่เป็นแก่นสาร ต้องทำกุศลคือทำบุญด้วยใจที่มีสติปัญญา ไม่ยึดบุญเป็นของตน จะเป็นสิ่งที่ส่งให้เกิดความสุขโดยแท้จริง เพราะชำระบาปได้ด้วย
ทิดฉุย :อือ... เข้าใจแล้วครับ แล้วการทำทานล่ะครับ หมายความว่าอย่างไร?
ผู้ใหญ่มา :ในสมัยก่อน เมืองแขกมีคนน้อย พระพุทธองค์ท่านเห็นว่าคนจนมีมากกว่า ถ้าไม่สอนให้คนรวยรู้จักทำทานเผื่อแผ่กันบ้างแล้ว คนรวยหรือเศรษฐีในสมัยนั้นจะอยู่อย่างลำบาก เพราะจะถูกคนจนเบียดเบียนถึงฆ่าได้ แล้วพากันไปยื้อแย่งข้าวของเงินทอง พระองค์จึงทรงแนะนำให้เศรษฐีสร้างโรงงานทั้ง ๔ ทิศ ไว้แจกทานแก่คนจน คนจนก็สาธุให้เศรษฐีและคอยระวังภัยให้ด้วย จึงต่างก็อยู่อาศัยด้วยความเกื้อกูลกันอย่างมีความสุข
พอดีหลวงพ่อแช่มกลับมา ผู้ใหญ่จึงเล่าเรื่องที่คุยกันให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อจึงช่วยเสริมต่อให้
หลวงพ่อแช่ม :เจ้าฉุย ฟังหลวงลุงตรงนี้หน่อย ถ้าเอ็งเดินไปเหยียบขวดซึ่งแตกอยู่ แล้วโดนแก้วบาดเท้าเลือดไหลโชก เอ็งจะแก้ไขอย่างไร? ควรจะทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก? เอ็งจะต้องวิ่งไปถามใครๆ ว่า ใครมาทำขวดแตกไว้ตั้งแต่เมื่อไร และขวดนี้มาจากไหน บรรจุอะไรไว้แต่เดิม หรือจะทำอย่างไรก่อน?
เอ็งจะต้องรีบห้ามเลือดเสียก่อน จัดแจงทำความสะอาดแผลให้เรียบร้อยถ้าทำได้ แล้วรีบไปหาหมอให้ช่วยเย็บแผลให้ และฉีดยากันบาดทะยักเสียด้วย แล้วค่อยมาสืบสาวราวเรื่องหาที่มาของขวดซึ่งแตก แต่รู้ไปก็ไม่ได้อะไรใช่ไหม?
ที่หลวงลุงพูดนี้ก็เพื่อจะให้เอ็งได้คิดว่า ที่เอ็งหาเรื่องมาถามผู้ใหญ่และคุยกันเป็นคุ้งเป็นแควนั้น ล้วนแต่ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมโดยตรง เพื่อออกจากทุกข์ มันต้องสนใจเรื่องพ้นทุกข์ เรื่องหมดคนหมดตัวตนซี และปฏิบัติให้เข้าถึงความว่างความโปร่งเบาของจิตตามเดิมให้ได้
ทิดฉุย :ขออภัยครับหลวงลุง ผมเห็นว่ามีเวลา เพราะหลวงลุงไม่อยู่ จึงชวนผู้ใหญ่คุยเรื่อยเปื่อยไป แต่ก็ได้ประโยชน์มากนะครับ ต่อไปขอให้หลวงลุงได้โปรดสอนธรรมให้ผมเถอะครับ
ผู้ใหญ่มา :ผมขอตัวกลับก่อนนะครับหลวงพ่อ มานานแล้ว กราบลาละครับ
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีโยมผู้ใหญ่ ไว้ค่อยมาสนทนาธรรมกันใหม่นะ
เออ! เจ้าฉุย เอ็งก็ต้องเรียนเรื่องขันธ์ห้า คลี่ขันธ์ห้าให้ได้ ทำความเข้าใจทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าไม่ใช่เรา เราไม่มีในขันธ์ห้า และปล่อยให้ขันธ์ห้าเป็นรูปนามซึ่งไม่มีตัวตนให้ได้ อย่ามีเราในมัน เมื่อเห็นแจ้งแล้วต้องแทงตลอดออกจากขันธ์ห้าให้เด็ดขาด จึงจะไม่เป็นทุกข์ เพราะไม่มีตัวตนจะยึดถือขันธ์ห้า แต่ไม่ใช่รู้และเข้าใจแบบท่องเอาพูดเอานะ ต้องทำความเห็นแจ้งให้เกิดขึ้นที่จิตจริงๆ เห็นสภาวะหรือขบวนการนั้นๆ ถูกต้องตามเหตุ และไม่เกิดความยึดถือว่ามีตัวตนเป็นของตน ซึ่งจะต้องรับรองตัวเองได้ว่าใจไม่ฟูไม่แฟบ หรือยินดียินร้ายไปตามอารมณ์และอาการของจิตที่เกิดขึ้น คือ ใจเป็นปกติ หรือ จิตว่าง ได้ในขณะนั้นๆ เท่ากับได้ มรรค ผล นิพพาน
ครั้งหนึ่ง หลวงลุงเคยไปแสดงธรรมที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังจากพูดจบได้ถามครูคนหนึ่งว่าเป็นอย่างไร เข้าใจไหม? เขาตอบว่าเข้าเคยฟังมามากแล้วและรู้เรื่องหมดแล้ว เข้าใจหมดแล้ว อีกเดือนหนึ่งต่อมาเขามากับเพื่อนครู ๔-๕ คน มาฟังธรรมที่วัด ก็คุยใหญ่ว่าเขารู้ธรรมหมดแล้ว เขาไม่ต้องฟังใครสอนอีกก็ได้ หลวงลุงก็เลยให้เขาอธิบายให้เพื่อนๆ ฟังแทนหลวงลุง ว่าเขาเห็นธรรมอย่างไร? ออกจากตัวตนในขันธ์ห้าได้อย่างไร? เท่านั้นแหละ! เขาอ้ำอึ้งและหน้าซีดตัวสั่นขึ้นมาทันที เพราะเอาเข้าจริงๆ เขาได้แต่รู้และเข้าใจธรรมในชั้นต้น แต่ยังไม่เห็นแจ้งจากใจ จึงอธิบายวิธีการปฏิบัติเพื่อเอาเรา (ตัวตน) ออกจากขันธ์ห้าไม่ได้ เพียงแต่รู้ว่ามันไม่ใช่เรา เราไม่ใช่มัน แต่เวลามีเราอยู่ในมันหรือมันมาอยู่ในเรานั้นรู้ไม่ทัน และถอนความรู้สึกว่ามันไม่ใช่เราไม่ได้
คุณประพันธ์เคยเล่าให้หลวงลุงฟังอีกว่า ที่สระบุรีก็มีผู้มาฟังธรรมกับอาจารย์กตธุโรมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่มาฟังเพียงหนึ่งหรือสองครั้งพอเข้าใจและรู้ตาม แล้วเหมาเอาว่าเห็นธรรมแล้วและไม่มาฟังต่อ ไม่ปฏิบัติดูที่กายที่จิตต่อ แล้วเที่ยวไปคุยกับคนอื่นว่ารู้หมดแล้ว และหายหน้าไปเลย เขารู้โดยสัญญาจำและทำความเข้าใจว่าขันธ์ห้าคือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ซึ่งไม่มีตัวตน มีไม่จริง ยึดถือไม่ได้ และท่องเอา แล้วนำความรู้นี้ไปกดเอาเวลามีการกระทบสัมผัสจนเกิดอุเบกขา บางครั้งหลงว่าเข้านิพพานได้แล้ว แต่จริงๆ แล้วเข้าไม่ได้ เพราะยังเอาตัวตนออกจากขันธ์ห้าไม่ได้ ได้แต่รู้ ยังไม่เห็น ยังไม่แจ้ง ยังไม่แทงตลอด บางคนยังไปยึดปัญญา ยึดตัวรู้ว่าเป็นตัวตนของตนและมีจริงเสียด้วย จึงจมกับสิ่งนั้นและเข้านิพพานไม่ได้
ผู้รู้จริงเห็นแจ้งจริงๆ จากจิตจากใจ จะคุยได้ตามที่ใจรู้ใจเห็น ถ้าใครออกจากขันธ์ห้าได้ กิเลสขาดสะบั้นลงได้ ออกจากกามราคะได้ เขาก็ย่อมอยู่รู้ขั้นตอนของเขา และพูดเรื่องรูปนามได้ถูกต้อง ว่าอะไรคือรูป อะไรคือนาม รูปมาจากไหน เกิด-ดับอย่างไร ใครทำให้เกิด-ดับ ใครเป็นเจ้าของ? นามก็เช่นเดียวกัน มันมาจากไหน เกิด-ดับอย่างไร ใครทำให้เกิด-ดับ ใครเป็นเจ้าของ? เราไม่มีในมันคืออย่างไร เกิด-ดับอย่างไร? ถ้าเรายังออกจากมันไม่ได้ จะท่องเอาไปสอนผู้อื่นจักไม่เกิดประโยชน์ และไปบังนิพพานเขาเปล่าๆ โดยใช่ที่
คุณประพันธ์ยังเล่าว่า แม้พระสงฆ์บางองค์ก็ยังเข้าใจผิดว่า ผู้ที่ไม่ได้บวชเป็นพระ ยังเป็นไม้สดอยู่ จะเข้าสู่นิพพานได้อย่างไร? แสดงว่าท่านยังติดเครื่องแบบ เครื่องแบบจึงบังนิพพานได้ ไม่ว่าจะสมมติใดๆ ถ้ายังไม่หมดไปจากความยึดถือในใจผู้ใด ผู้นั้นจะเข้าสู่นิพพานไม่ได้เลย ผู้ที่เป็นฆราวาสแต่เปลือกส่วนภายในมีจิตใจเป็นพระ มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เต็มเปี่ยมอยู่อย่างเปล่าๆ และอุทิศตนทำหน้าที่แจกธรรม สอนธรรม แก่ผู้ที่สนใจมารับฟัง จนเขาเหล่านั้นเห็นธรรมได้จริง พ้นทุกข์ได้จริง ความทุกข์เหลือน้อยลงตามกำลังและขั้นตอนของการปฏิบัติก็มี
คุณประพันธ์กล่าวว่าเขาได้เห็นประจักษ์มาแล้ว เช่นอาจารย์กตธุโร เป็นต้น ขณะนี้ท่านก็ยังทำหน้าที่จุดเทียนพุทธะให้กับผู้สนใจธรรมต่อไป ตราบเท่าที่กำลังกายและลมหายใจยังมี ท่านบอกว่า “ธรรมะของพระพุทธองค์นั้นหอมทวนลม” คนไกลๆมักจะได้กลิ่นและชิมรสก่อนคนใกล้แทบทุกแห่ง และท่านก็เตือนอยู่เสมอว่า “อย่าได้ประมาทกันอยู่เลย วันพรุ่งนี้จะมีสำหรับเราจริงหรือ?” “ประเดี๋ยวก็ได้ข่าวว่า วันนี้มีรถชนกันโครมเดียว ๗ ศพบ้าง ๑๕ ศพบ้าง ๒๘ ศพบ้าง ใครเป็นใครก็ไปดูกันเอาเองเถอะ”
ทิดฉุย :ขอบคุณครับหลวงลุง ผมจะจำใส่ใจไว้และนำไปปฏิบัติ ต่อไปผมจะไม่ละเลยอีกแล้ว แต่ “ไอ้ โครมเดียว ๗ ศพ ๑๕ ศพ ๒๘ ศพ” นี่ผมว่าใครๆ ก็ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ ไม่เห็นเขาสะดุ้งกันเลย และไม่เห็นเขาจะรู้จักเตรียมใจไว้รับเหตุการณ์หรือถือเป็นอนุสติ ต่างก็ยังประมาทกัน เพราะรู้ว่าทุกคนเกิดมาต้องตาย และมักจะพูดตามกันว่า “อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ทุกคนหนีความตายไปไม่พ้น”
แล้วหลวงลุงจะว่าอย่างไร? ผมขอกราบลาก่อนละครับ
หลวงพ่อแช่ม :ประเดี๋ยวก่อนเจ้าฉุย อย่าเพิ่งไป! ข้าเห็นว่าแกชักจะมีความคิดขึ้นแล้วนะ ขอบอกว่า “เพราะเขาไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะถึงคิวของเขาแล้วน่ะซี เขาจึงไม่รู้สึกสะดุ้ง หรือไม่ก็ไม่ได้นึกว่าจะถึงคิวของญาติเขา เขาจะสะดุ้งไปทำไมกัน? พอถึงวันนั้นของตัวเอง ก็บอกหรือเตือนใครว่าอย่างไรไม่ได้อีกแล้ว” เข้าใจไหม?
ทิดฉุย : ขอบคุณครับหลวงลุง ผมกราบลาละครับ
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีเจ้าฉุย แล้วอย่าลืมมาเรียนธรรมต่อล่ะ
----------------------
ผู้ประมาท
ผู้ประมาทในธรรมเหมือนข้ามเพชร
ไม่เห็นความงามเด็ดของเพชรได้
จึงหนีเพชรแล้วระเห็จกันต่อไป
พอถึงวันสุดท้ายตายทั้งกรรม

เกิดเป็นคนมีแต่ทุกข์
ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้นและตั้งอยู่
นอกจากทุกข์แล้วก็ดูไม่เห็นหน
ทุกข์เท่านั้นดับไปไร้ตัวตน
เกิดเป็นคนจึงทุกข์สุขไม่มี
จริงของผู้เกิดก่อนสอนเอาไว้
ต้องเดินตามต่อไปในแผนที่
จึงหมดคนไปมาทุกนาที
ที่ว่าดีหรือไม่ดีนั้นมีเรา
ต้องแยกเราแยกมันนั้นให้ขาด
แล้วประกาศหมดทุกข์และสุขเศร้า
ที่ยังทุกข์ที่ยังสุขว่าของเรา
แท้ที่จริงเป็นของเขา เขาสร้างเอง
กตธุโร
เมื่อมีคน มีทุกสิ่ง

เมื่อมีคน แล้วไม่พ้น มีทุกสิ่ง
ทั้งเรื่องปลอม เรื่องจริง ทุกสิ่งสรรพ์
ไม่ว่าจริง หรือปลอม รวมพร้อมกัน
ก็เพราะคน เท่านั้น สรรสร้างมา
โลกทั้งโลก เขาเป็น เช่นนั้นอยู่
คนไม่รู้ จึงได้สู้ แสวงหา
ไม่แจ้งจริง แน่ชัด อนัตตา
จึงเหมาว่า ตายเกิด เตลิดไป

กตธุโร

ขันธ์ห้า

เมื่อพูดถึงขันธ์ห้าแล้วน่าขัน
คนสำคัญว่าจริงยิ่งน่าขำ
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติจัดว่าธรรม
คนตีความว่ามันเลิศแต่เกิดมา
หลงขันธ์ห้าว่าเป็นเราเฝ้าหวงแหน
ใครด่าขันธ์ห้าเราแค้นในคำด่า
ก็ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหลไปมา
เห็นขันธ์ห้าว่าเป็นคนวนจนตาย
ท่านผู้รู้ไม่ข้องอยู่กับขันธ์ห้า
เพราะรู้ว่าเป็นของโลกอุปโลกน์ให้
ทิ้งขันธ์ห้าและทิ้งคนไม่สนใจ
ที่เหลือไว้คือนิพพานนิรันดร

กตธุโร

บทสนทนาธรรม ตอนที่ ๑๗
----------------------
ผู้ใหญ่มา :นมัสการครับหลวงพ่อ
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีโยมผู้ใหญ่
ด.ช. วอน :สวัสดีครับหลวงปู่
หลวงพ่อแช่ม : อือ... สวัสดี พ่อหลานชาย มาด้วยหรือนี่?
ด.ช. วอน :ครับ หลวงปู่ กระผมอยากมาฟังหลวงปู่พูดเรื่องไม่จริงบ้าง กระผมจะได้หลงน้อยหน่อย ถ้ารอโตกว่านี้มันจะฝังในกายใจมากเกินไป แล้วดึงออกยาก
หลวงพ่อแช่ม :สำคัญจริง! พ่อหลานชายคนนี้ เออมันเรื่องไม่จริงทั้งนั้นในโลกนี้ เพราะมันถูกสมมุติเอาทั้งนั้น โดยคนซึ่งเป็นสมมุติแรกสุด ทุกเรื่อง ทุกอย่าง ทุกแบบ ทุกลักษณะ ทุกขั้น ทุกตอน ทุกสิ่ง ทุกอย่าง แม้แต่ไม่พูด เพียงยกมือ แสดงกิริยาท่าทางอะไรออกไป ก็ถูกสมมุติว่าทำนั้นทำนี่ โดยที่ตัวกระทำจริงๆ ไม่ได้พูด ไม่ได้บอกไว้เลยว่าทำอะไร เป็นอะไร ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องไม่จริงทั้งนั้น เพราะสมมุติเอา ตั้งเอา
ด.ช.วอน :แล้วมีอะไรเป็นเรื่องจริงบ้างครับหลวงปู่?
หลวงพ่อแช่ม :อ้าว! ก็เจ้าพูดเมื่อสักครู่นี้ไม่ใช่หรือว่าจะมาฟังเรื่องไม่จริง? ฟังนะ เมื่อพ่อเจ้ายังอยู่ในวัยรุ่น เขาส่งแม่ซึ่งป่วยไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ พอแม่เขาหาย ก็ส่งข่าวให้ลูกชายไปรับ แต่เกิดสวนทางกัน แม่เขามาถึงลพบุรีตอนเช้า แต่เขาไปถึงกรุงเทพฯ หลังจากแม่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว จึงไม่พบแม่ เลยเดินทางกลับมาลพบุรี ถึงลพบุรีก็ค่ำแล้ว เงินหมดพอดี ข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กิน หิวก็หิว จะกลับบ้านดาบก็ไม่ได้ เพราะเรือข้ามฟากหมดเที่ยวแล้ว จึงตัดสินใจหาที่นอนค้างคืนที่วัดร้างแห่งหนึ่งข้างศาลพระกาฬใกล้วังพระนารายณ์นั้นเอง
พ่อเจ้าเล่าว่า เขาเข้าไปที่วิหารเก่าแห่งหนึ่ง เอามือปัดกวาดขี้ฝุ่นหยากไย่เพื่อจะนอน แต่เหลือบไปเห็นสุนัขแม่ลูกอ่อน พร้อมลูกมัน ๓-๔ ตัว นอนอยู่ในโพรงกำแพงผุๆ สุนัขตัวแม่ชะโงกหน้ามาดูเขา และลูกๆ มันก็เข้ามาเลียมาเล่นกับเขา วิ่งเข้าวิ่งออกอยู่หลายเที่ยว พ่อเจ้ารู้สึกหิวมากขึ้น ท้องก็ร้อง เขาเลยนึกถึงเจ้าพ่อพระกาฬขอให้ช่วยปกป้องคุ้มกันภัยให้เขาด้วย
ชั่วเวลาไม่นานนักโดยไม่คาดคิด แม่สุนัขลูกอ่อนตัวนั้นก็วิ่งกลับเข้ามา พร้อมกับคาบห่อข้าวห่อหนึ่งมาวางไว้ตรงหน้าเขา แล้วก็วิ่งกลับไปยังที่ๆ มันนำห่อข้าวผัดมาอีก พ่อเจ้ามองตามไปจึงได้รู้ว่าเป็นข้าวห่อที่ตกกระจายอยู่กับพื้น เพราะมีรถสามล้อกับรถจักรยานเกิดเฉี่ยวกัน เจ้าสุนัขจมูกไวได้กลิ่นอาหาร จึงจัดการคาบมาให้เขาและลูกๆ ของมัน พ่อเจ้าเลยมีลาภปากได้อิ่มท้องไปด้วย เมื่อกินเสร็จแล้วเขาก็ยกมือไหว้เจ้าพ่อพระกาฬ ด้วยสำนึกในพระคุณที่ช่วยดลบันดาลให้เขาได้พบสุนัขแม่ลูกอ่อน ทำให้เขาไม่ต้องทนทรมานกับความหิว และนอนหลับไปจนสว่าง
เขาตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด และเตรียมตัวกลับบ้าน อาศัยเรือคนรู้จักกันข้ามฟากไปโดยไม่ต้องเสียเงิน พอถึงบ้านเขาก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้พ่อกับแม่ฟัง ท่านเลยสั่งให้เขาจัดหาเครื่องเซ่นไหว้ไปถวายเจ้าพ่อศาลพระกาฬในวันรุ่งขึ้น แต่ขณะไปทำพิธีเซ่นไหว้ ไม่พบสุนัขแม่ลูกอ่อนตัวเดิมเลย เขาเที่ยวเดินหาจนทั่วก็ไม่พบ จึงไต่ถามผู้คนแถวนั้น เขาก็ยืนยันว่าไม่มีสุนัขในตึกร้างใกล้ศาลนี้ และจะไม่มีใครเข้าไปยุ่งในนั้นได้ พ่อกับแม่ของวัยจึงรู้ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์ จึงพากันกราบสถานที่นั้นด้วยความสำนึกถึงบุญคุณ แล้วก็พากันกลับกลับบ้าน
ด.ช. วอน :มันน่าอัศจรรย์จริงๆ นะ หลวงปู่ กระผมอยากจะพบด้วยตนเองบ้างมันคงจะตื่นเต้นดีแท้ แล้วตกลงเป็นเจ้าพ่อศาลพระกาฬ หรือผีเจ้าของวิหารกันแน่ขอรับหลวงปู่ที่ช่วยพ่อผม?
หลวงพ่อแช่ม :ข้าก็ไม่รู้โว้ย! เล่นกับของไม่เห็นตัวมันก็ลำบากเหมือนกัน
ผู้ใหญ่มา :แล้วหลวงพ่อเชื่อเรื่องที่เจ้าวัยไปพบมา และนำมาเล่าให้ฟังด้วยหรือเปล่า มันจะจริงได้อย่างไร? เจ้าวอนมาขอฟังเรื่องไม่จริงจากหลวงพ่อ หลวงพ่อทำไมเล่าเรื่องนี้ละครับ?
หลวงพ่อแช่ม :จะจริงหรือไม่จริง เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว มันเลยไม่จริงไงล่ะ! หลานวอนเข้าใจไหม? ที่เล่ามาทั้งหมดล้วนแต่ไม่จริงทั้งสิ้น
ด.ช.วอน :แสดงว่าสิ่งที่เกิดขึ้น และดับไปแล้วจะเป็นอะไรก็ตาม ถือว่ามีไม่จริงใช่ไหมครับ? เพราะถ้ามีจริงเป็นจริง มันจะต้องไม่เปลื่ยนและคงอยู่อย่างนั้น
หลวงพ่อแช่ม :ใช่แล้วๆ แกนี่ช่างหัวไวจริงๆ
ผู้ใหญ่มา :ต่อไปนี้ขอโอกาสให้ผมบ้าง เอาเรื่องจริงๆกันเสียที ผมจะขอให้หลวงพ่อช่วยพูดเรื่องจริง และสอนให้ผมเห็นเรื่องจริงเสียทีเถอะครับ
หลวงพ่อแช่ม :เรื่องจริงมันก็เรื่องนิพพานน่ะซีผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่มา :เอ! บางครั้งหลวงพ่อก็บอกว่านิพพานไม่มีจริง แต่บางครั้งก็บอกว่ามีจริง มันยังไงกันแน่ครับ หลวงพ่อ?
หลวงพ่อแช่ม :ฟังนะผู้ใหญ่ ที่ว่านิพพานไม่มีจริงนั้น เพราะเป็นเรื่องที่คนส่วนมากมักจะพูดเอา นึกเอา อยากได้ โดยปฏิบัติยังไม่ถึง บางคนก็ว่านิพพานสูงเกินไป ไปไม่ถึง และไม่สนใจจะปฏิบัติให้ถึงนิพพานเพราะความเข้าใจผิด ซึ่งมันผิดทั้งสองฝ่าย เพราะนิพพานนั้นจะถึงได้ด้วยการเรียนรู้ธรรมะ และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญาญาณจากจิต จนพบภาวะจิตว่าง จึงจะพบนิพพานตัวจริง โดยมีสติปัญญาเข้าไปรู้ ไปเห็นแจ้งว่ารูปกายนี้ไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา และทิ้งรูปกายหยาบๆได้
ต่อไปต้องเข้าไปรู้เห็นแจ้งในกายละเอียด คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ธรรมารมณ์ที่เข้ามากระทบใจก็ไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรา มันป็นอนัตตา ทุกสิ่งที่เข้ามาล้วนอาศัยวิญญาณรับรู้ ส่งต่อให้เวทนา พอใจ-ไม่พอใจหรือเฉยๆ ส่งต่อให้สัญญาจำได้หมายรู้ ส่งต่อให้สังขารคิดนึกปรุงแต่ง ส่งต่อให้มโนวิญญาณรับรู้และเก็บจำไว้ในใจเป็นทอดๆ ซึ่งรู้เห็นแจ้งว่าไม่ใช่เรา–ไม่ใช่ของเรา มันเป็นเพียงขบวนการของรูปนาม อาศัยกันเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกัน และเป็นอนิจจังจึงไหลไป และเกิด-ดับทุกขณะตามเหตุที่ส่งมา ไม่ใช่เราทำให้เกิดหรือดับ
เรามีไม่จริง ไม่มีเราในขันธ์ห้าทุกๆ ขันธ์ ขันธ์ห้าแสดงตัวไปตามลำดับของ รูป วิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และเกิด-ดับตามลำดับทุกขันธ์ในการกระทบทางอายตนะแต่ละครั้ง
เมื่อไม่รู้สึกและยึดถือว่าเป็นเรา-เป็นของเรา ขันธ์ห้าก็จะว่างจากตัวตน เป็นสักแต่ว่ากองธาตุที่ทำหน้าที่ไปตามเหตุ ตามบทบาทของเรื่องที่จะต้องกระทำบนโลก ในลักษณะเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป จนกว่าจะหมดพลังของธาตุกาย และธาตุใจก็สลายไปด้วย ถ้ารู้จักประคองกายกับใจไปล้วนๆ ตามธรรมชาติโดยไม่ยึดถือ จะมีใครที่ไหนต้องเป็นทุกข์เล่า? เมื่อหมดเชื้อของความเป็นคน เป็นตัวตนแล้ว จะเหลือแต่ธาตุธรรมไหลไปไหลมาเท่านั้น มันเป็นความจริงอย่างนี้ โยมผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่มา :อ้าว! แล้วจิตละหลวงพ่อ จิตมันหายไปไหน มันเป็นอย่างไร ขอความกรุณาช่วยขยายอีกหน่อยเถอะครับ
หลวงพ่อแช่ม :จิตก็จิตซี จิตเดิมหรือจิตปัจจุบันนั้นก็คือจิต มันเป็นมัน มันเป็นสิ่งอาศัยขันธ์ห้ามีขึ้นมา พอทิ้งขันธ์ห้า (วางขันธ์ห้า) ก็ออกจากขันธ์ห้าและทิ้งจิต(วางจิต) เสียด้วย ไม่ยึดจิต ไม่ปั้นจิต ไม่เอาจิตมาปั้น แล้วจิตจะทำงานตามหน้าที่ของจิตเอง อย่าไปทำอะไรกับจิต อย่าไปจัดจิตแต่เพียงรู้จักเขา มีสติดูจิต มีปัญญารู้เห็นจิต จิตเศร้าก็รู้ว่าเศร้า จิตปลอดโปร่งก็รู้ว่าปลอดโปร่ง จิตหลงก็รู้ว่าหลง จิตรู้จิต คือ มีสติรู้จิต จิตเปิดกว้างก็รู้ว่าเปิด จิตรวมเป็นหนึ่งก็รู้ว่ารวม จิตหมดกิเลสก็รู้ว่าหมด จิตยังมีกิเลสก็รู้ว่ามี ท่านที่รู้จริง จะมีสติรู้ในจิตขณะไปเรียกว่า ผู้รู้ ส่วนผู้ที่ไม่รู้ก็คือไม่รู้ว่าจิตเป็นอย่างไร ไม่เคยเห็นจิต เรียกว่า ปุถุชน คนธรรมดา
ผู้ใหญ่มา :ขอบพระคุณครับหลวงพ่อ ผมพึ่งทราบความจริงวันนี้เอง
ด.ช.วอน :กระผมฟังอยู่ตั้งนาน แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าหลวงปู่พูดเรื่องจริง เพราะหลวงปู่บอกว่า เรื่องทุกเรื่องมันไม่จริง?
หลวงพ่อแช่ม :เออ... ใช่ ถ้ายังมีคำพูดใดๆ อยู่มันก็ยังไม่จริง แต่ต้องใช้ภาษาพูดกันเป็นสื่อให้รู้เรื่องให้เข้าใจกัน “นิพพาน” นั้นไม่พูด และพูดไม่ได้ พระอรหันต์นั้นไม่พูด ที่พูดๆ กันอยู่คือขันธ์ห้าทั้งนั้น ผู้รู้กลับมาใช้ขันธ์ห้า เพื่อประโยชน์ของสัตว์โลกที่ยังไม่รู้แจ้ง ยังติดบ่วงมาร หรือกิเลสกาม คือ โลภ โกรธ หลง อยู่ในโลกมายานี้ไงล่ะ เข้าใจไหม?
ด.ช.วอน :เข้าใจแล้วครับหลวงปู่ กระผมค่อยๆ รู้ขึ้นมาบ้างแล้ว การเอาตัวตนออกจะว่ายากก็ไม่เชิง จะว่าง่ายก็ไม่ใช่ เพราะปุถุชนยังมีมากเหลือเกิน ล้วนเป็นคนกันมาหลายร้อยปีแล้ว ใช่ไหมครับหลวงปู่ กระผมจะเพียรเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เผื่อจะมีบารมีได้เห็นธรรมก่อนเป็นหนุ่ม จะได้คุยให้ทั่วเจ็ดย่านน้ำไปเลย! กลับกันหรือยังครับ ลุงผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่มา :ก็ดีนะ เจ้าวอน เรามากันนานแล้ว และเย็นมากแล้ว กราบลาละครับหลวงพ่อ
ด.ช.วอน :กระผมด้วย การบนมัสการหลวงปู่ก่อนขอรับ
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีๆๆ เจริญสุขเถิด
-----------------------



Create Date : 20 สิงหาคม 2554
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 4:47:38 น. 0 comments
Counter : 893 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
20 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.