หลุดพ้นแบบฉับพลัน ภาค6 --หลวงพ่อแช่มจอมทัพรบกิเลส-2

ออกจากกาม

เมื่อกามขาดขาดจากกามหมดความอยาก
มันไม่ยากเท่าใดเพราะไม่ฝืน
เพียงแต่รู้แล้วมันละสละคืน
มีจุดยืนคือรับรู้แล้วดูมัน
ความรู้สึกอร่อยมันถอยหนี
ที่ยังมีรสแท้แท้ไม่แปรผัน
ความดูดผลักไม่ยักมาน่าอัศจรรย์
จิตตรวจการไม่ก่อกวนป่วนถึงกาย
ยังมีคนก็ไม่พ้นกามต้องเกิด
แล้วเตลิดถึงตัณหาพาเสียหาย
ก็เพราะคนพาเพริศจึงเกิดตาย
ถ้าหมดคนเสียได้ก็หมดกาม

กตธุโร

กามขาด

ก่อนจะขาดจากกามต้องตามฆ่า
มันโหยไห้อาลัยหาบ้าไม่หาย
จิตมันคอยแต่ปรุงให้ยุ่งกาย
ทั้งที่รู้ก็ไม่วายชอบก่อกรรม
กายเขาหยุดไม่ก่อให้ต่อติด
แต่จิตมันยังข้องก็ต้องถาม
ต้องใช้จิตฆ่าจิตเลิกติดกาม
เอาปัญญาฟันซ้ำกามขาดใจ
ถึงฟันแล้วฟันอีกมันหลีกหลบ
ทำสยบเล่นเอาเถิดแล้วเกิดใหม่
ต้องใช้ดาบอนัตตาฆ่าจึงตาย
ถ้ามันเกิดมาใหม่ฆ่าทุกที

กตธุโร
บทสนทนาธรรม ตอนที่ ๕
--------------------
ผู้ใหญ่มา :นมัสการครับหลวงพ่อ
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีโยมผู้ใหญ่ มาตอนที่แดดกำลังร้อนเปรี้ยงทีเดียว เข้ามานั่งพักให้หายเหนื่อยเสียก่อนเถอะ อ้าว... ดื่มน้ำให้หายร้อนหายกระหายกันก่อนแล้วค่อยคุยกัน
ผู้ใหญ่มา :เขามีงานอะไรกันครับวันนี้ ผมเห็นผู้คนมากมายบนศาลาใหญ่
หลวงพ่อแช่ม :อ๋อ... ก็งานศพน่ะซี ศพคนใหญ่คนโตชื่อนายเครื้อม เศรษฐีบ้านท่าข้าม ซึ่งถูกปล้นและถูกฆ่าตายเมื่อคืนก่อน ผู้ใหญ่ไม่ทราบเรื่องเลยหรือ?
ผู้ใหญ่มา :อ้าว! ก็ไหนว่าลูกชายพ่อเครื้อมเป็นอ้ายเสือปล้นเขากินด้วยมิใช่หรือครับ? ทำไมปล่อยให้เสือต่างถิ่นเข้ามารังแกได้ คงจะเจ็บใจแย่ซี ยิ่งมันยิงเอาพ่อเสือตายเสียด้วย ก็น่าจะยุ่งกันใหญ่ซิครับ บ้านท่าข้ามคงจะร้อนเป็นไฟกันคราวนี้!
หลวงพ่อแช่ม :ก็ต้องแล้วแต่กรรม ผู้ใหญ่จะตามหลวงพ่อขึ้นไปบนศาลาด้วยก็ได้ เขานิมนต์เทศน์หน้าศพ นี่ก็ได้เวลาแล้วเพราะพระตีระฆังแล้ว
ผู้ใหญ่มา :นิมนต์หลวงพ่อเถอะครับ ผมไม่ใช่ญาติของเขา ฟังที่นี่ก็ได้ ไม่มีใครรบกวนดี
หลวงพ่อแช่ม :ตามใจเถอะ ประเดี๋ยวก็เสร็จ หลวงพ่อจะมาคุยต่อนะ เออ... เจ้าฉุยมาพอดี ผู้ใหญ่ช่วยคุยกับมันไปก่อนก็ได้
ผู้ใหญ่มา :ครับหลวงพ่อ
ทิดฉุย :ลุงผู้ใหญ่ครับ เศรษฐีส่วนใหญ่มักขี้ตระหนี่ เหนียวแน่น เวลาถ่ายอุจจาระยังไม่อยากให้สุนัขกินเลย แต่พอตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างเดียว ดูแต่รายนี้ซิครับ ลูกชายอุตส่าห์ไปปล้นคนอื่นเขามามากมาย แล้วก็มาถูกพวกปล้นต่างถิ่นเหยียบจมูก เอาของไปครั้งเดียวหมดเลย มิหนำซ้ำตัวพ่อยังต้องมาตายเพราะลูกคนเก่ง เขาเรียกว่า “กรรม’’ใช่ไหมลุงผู้ใหญ่?
ลุงเชื่อไหม เขาไม่เคยเข้าวัด ไม่เคยทำบุญ ไม่เคยให้ทาน ไม่เคยเผื่อแผ่อะไรให้ใคร แม้ที่ดินติดวัด หลวงลุงจะซื้อสร้างเมรุเผาศพ ก็ยังไม่ขายให้ เขาบอกว่าถ้าขายให้ก็ต่อเมื่อให้ราคาแพงๆ ซึ่งหลวงลุงก็ซื้อไม่ได้ คนอื่นมีแต่เขายกให้วัดเปล่าๆ กันทั้งนั้น หรือไม่ก็ขายในราคาถูก ในที่สุดคนกรุงเทพฯ เขามาซื้อถวายให้หลวงลุง จึงมีเมรุเผาศพที่นี่ได้ และไม่พ้นที่เศรษฐีใจดำจะต้องมาอาศัยเมรุนี้
ผู้ใหญ่มา :เออน่า ทิดฉุย เขาเป็นของเขาอย่างนั้นเอง อย่าได้ไปใส่ใจเลย มันนานาจิตตัง ต่างจิตต่างใจ ไปให้เขาทำเหมือนกันย่อมไม่ได้
ผู้ใหญ่ฟังทิดฉุยอย่างไม่ค่อยตั้งใจนัก ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เพราะแบ่งจิตไปจดจ่อฟังหลวงพ่อเทศน์มากกว่า มีอยู่ตอนหนึ่งได้ยินหลวงพ่อกล่าวถึงผู้ตายว่าเป็นคนดีอุตส่าห์เก็บเงินเก็บทอง ไม่ใช้ไม่จ่าย เรียกว่าประหยัดแม้แต่เรื่องกินก็จำกัดจำเขี่ยมาก เพื่อสะสมไว้ให้ลูกหลาน และจะเก็บไว้ถวายวัดอีกส่วนหนึ่ง เมื่อท่านเศรษฐีสิ้นไปแล้ว เรือนชาน ไร่นา เงินทองทั้งหมดนั้น ลูกหลานจะจัดแบ่งถวายวัดบ้านดาบส่วนหนึ่งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ก็สมกับที่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งรอบคอบเห็นการณ์ไกล ขออนุโมทนาในความอุตสาหะและความฉลาดสอนลูกหลาน ทั้งความมีน้ำใจของเศรษฐีเครื้อมด้วยใจจริง สาธุ! หลวงพ่อเทศน์ต่อ พอสมควรแก่เวลาจึงยุติและเดินกลับกุฏิ
หลวงพ่อแช่ม :เป็นยังไงผู้ใหญ่ ฟังรู้เรื่องไหม?
ผู้ใหญ่มา :ผมรู้สึกว่ามันสวนทางกันนะครับหลวงพ่อ ฟังเจ้าฉุยมันว่าเศรษฐีคนนี้ขี้ตระหนี่ เหนียวหนึบหนับไปเลย แต่หลวงพ่อกลับชมว่าเขาดีเลอเลิศ มันยังไงกันแน่ครับ?
หลวงพ่อแช่ม :ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเด็กๆ นั้นชอบกินขนมหวาน ส่วนปุถุชนคนโตชอบคำเยินยอสรรเสริญ คนเขายังอยู่กันแบบโลกๆ เราก็พูดแบบโลกๆ ไปบ้าง เผื่อตกบันไดพลอยโจน ลูกหลานเขารู้สำนึกขึ้นมา อาจจะคิดทำบุญบ้าง
ผู้ใหญ่มา :แล้วใครจะเป็นผู้ได้ล่ะครับหลวงพ่อ?
หลวงพ่อแช่ม :ไม่มีใครได้ไม่มีใครเสียหรอก ก็เรื่องมันไม่จริง ต้องแสดงตามบทที่เขาให้มา แล้วก็จบกันทุกเรื่อง
ผู้ใหญ่มา :หลวงพ่อครับ ที่ว่าให้ออกจากกาม จนไปอยู่เหนือกามได้นั้น ผมดูแล้วดูอีกไม่ให้พลาดจากจิตเลย แต่มันเหนื่อยจริงๆ
หลวงพ่อแช่ม :อ้าว! ผู้ใหญ่ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ถ้าทำได้อย่างนั้นจะเป็นพระอรหันต์แล้วรู้ไหม? มันก็ยากซี ไม่ต้องทุกขณะจิตหรอก ถ้าลืมก็ให้รู้ว่าลืม มันเป็นมัน ไม่ใช่เราลืม เมื่อมีสติมาทันดูมัน ก็รู้ว่าทัน แล้วก็ดับหายไปทั้งหมดเหมือนกัน ผู้ใหญ่ต้องรู้จักดูใจให้ออกจาก วัตถุกาม เสียก่อน เริ่มจากเรื่องหยาบๆ ของหยาบ เช่นบ้านช่อง วัวควาย ไร่นา ลูกเมีย ทรัพย์สมบัติ และทุกๆสิ่งที่ตนมีตนได้ ให้เห็นว่ามันเป็นของของโลกเขา ต้องวางความยึดถือให้ขาดจากใจจริงๆ เมื่อเห็นแจ้งว่ามันไม่จริง จะหน่ายจากมัน แล้วทิ้งมัน และออกจากมันได้
รูปทั้งหลาย ต้องเห็นว่าไร้รูปเสียก่อน คือมีไม่จริง เป็นสักว่าสมมุติเรียกเอา เป็นสักว่ารูป จึงจะหมดการดูด-ผลักจากใจ หมดอุปาทานในเวทนา เพราะรู้ทันว่าสัญญาหมายรู้ที่คนตั้งเอาตามความรู้สึกที่รู้ไม่จริง และยึดถือกันส่งต่อให้เวทนา มันจึงมีไม่จริง ได้ไม่จริง
ผู้ใหญ่มา :อ๋อ... เป็นอย่างนี้เอง ผมไปทำผิดหมดเลย มิน่าละจึงเหน็ดหนื่อย เพราะมีเราเข้าไปยุ่ง จะเอากามออก จะออกจากกาม จะอยู่เหนือกาม นั่นเอง
หลวงพ่อแช่ม :ดีแล้ว ถ้าเข้าใจก็ขอให้ไปดูใหม่ ไปพิจารณาใหม่ มันไม่ยากหรอก บทมันจะรู้จะเห็นขึ้นมาก็จะเกิดได้ง่ายๆ อย่าไปอยากมากจนเกินไปก็แล้วกัน เพียงไม่ท้อถอยแต่ปฏิบัติไป ดูไปอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยโอกาสให้ล่วงเลยไปอย่างประมาท หลงว่าเรารู้แล้ว เข้าใจหมดแล้ว ต้องให้เห็นและออกจากจิตที่ยึดถือให้ได้จริงๆ เหลือแต่สภาวะหรืออาการที่เป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีดูด-ไม่มีผลักให้รู้สึก อ้อ... ได้เวลาที่หลวงพ่อต้องไปเผาศพเขาหน่อย หลวงพ่อขอตัวก่อนนะ
ผู้ใหญ่มา :ครับ ผมว่าจะกราบลาหลวงพ่อเสียที วันหน้าจะนำการบ้านมาส่ง ขณะนี้ผมทราบว่าที่จังหวัดก็มีผู้สนใจธรรมและรู้ธรรมแบบนี้หลายคน หากผมได้พบและสนทนากับเขา จะส่งข่าวให้หลวงพ่อทราบ
หลวงพ่อแช่ม :เจริญธรรมเถิดโยมผู้ใหญ่
----------------------
เห็นถูกเรื่องกาม

เพราะสัญญาเวทนาพาให้เกิด
สิ่งประเสริฐไม่ประเสริฐเกิดทั้งนั้น
เป็นอัตตาตัวตนมาปนกัน
ตัณหาพลันเข้าร่วมงานแล้วยึดครอง
เลยเป็นกู ของกู อยู่ตลอด
แล้วนั่งกอดลาภผลคนยกย่อง
หนีไม่ได้หลงเพลิดเพลินกับเงินทอง
ที่ติดข้องอยู่มากเพราะอยากกาม

กตธุโร
ได้จริงหรือ?

สัญญาเกิด-ดับสลับอยู่
ใจไม่รู้จึงมีอยู่ตลอดสาย
แล้วกลับยึดเป็นส่วนมากไม่อยากตาย
คิดว่ากายเป็นของกูอยู่ทุกวัน
ประคับประคองหนักหนาหาไม่หยุด
ปากก็พูดว่าได้น้อยว่าพวกนั้น
เลยวิ่งวอนทนหาว่าสำคัญ
ผลสุดท้ายทุกท่านไม่ได้อะไร
ก็เกิดเกิดตายตายกายไม่เหลือ
มันน่าเบื่อพวกคนวนอยู่ได้
เพราะมีกรรมดำมืดยึดจนตาย
ใครจะได้อะไรเป็นไม่มี

กตธุโร

บทสนทนาธรรม ตอนที่ ๖
--------------------
ผู้ใหญ่มา :สวัสดีครับคุณประพันธ์
ประพันธ์ :สวัสดีครับลุงผู้ใหญ่ อ้อ... น้าฉายก็มาด้วย นั่งก่อนซิครับ ผมเคยได้ยินน้าฉายบอกว่าลุงผู้ใหญ่สนใจธรรมมาก ผมเลยบอกกับน้าว่า ถ้ามีโอกาสขอให้ชวนลุงผู้ใหญ่มาสนทนากันบ้าง
ผู้ใหญ่มา :นั่นน่ะซีพ่อหลานชาย ธรรมดาจะมีแต่คนแก่ๆ ที่สนใจธรรม แต่นี่ลุงมาพบคุณประพันธ์ซึ่งอายุยังน้อย ทำไมจึงชอบธรรมะได้ ช่วยเล่าให้ลุงฟังบ้างได้ไหม? ไปร่ำเรียนที่ไหนมา?
ประพันธ์ :ที่สระบุรีครับ ผมเพิ่งไปเรียนมาไม่นานนี่เอง อาจารย์ที่ผมไปเรียนด้วยไม่ได้เป็นพระภิกษุ ท่านเป็นฆราวาส และไม่มีรูปแบบพิธีกรรมที่ยุ่งยากใดๆ ท่านพูดง่ายๆ สอนง่ายๆ ด้วยภาษาง่ายๆ ไม่เคยเรียนจากตำราธรรมะอื่นๆ มาก่อนก็ฟังท่านเข้าใจ
ผู้ใหญ่มา :คุณพอจะบอกลุงได้ไหมว่าท่านสอนอย่างไร?
ประพันธ์ :ได้ครับ ลุงผู้ใหญ่ ใครเรียนมาแค่ไหน ติดอะไร ยึดอะไร ท่านจะพูดให้หายติดหายยึด และไม่วกวน คือให้รู้สึกลงไป และเห็นได้เลยว่าไม่มีเราอยู่ในกองธาตุที่ประกอบเป็นร่างกายนี้
ผู้ใหญ่มา :เออ... อย่างลุงติดกามยึดกามอยู่จะทำอย่างไร? ช่วยบอกลุงหน่อย
ประพันธ์ :เมื่อลุงไม่ได้เกิดมาจะต้องเอากามออกทำไม กามเป็นของใครกัน ทำไมจะต้องมีคุณลุงไปติดกามด้วย? ไม่มีติดไม่มีออกหรอกลุงผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่มา :เอ! พ่อประพันธ์พูดแปลกดี รู้สึกว่าจริงแฮะ และง่ายดี ลุงชักจะมองเห็นแล้ว เออ... มันเห็นจริงๆด้วย ลุงเผลอเข้าไปอยู่ในมันนั่นเอง จึงรู้สึกว่ามีกามและอยากออกจากกาม อือ... หลวงพ่อแช่มก็ว่าสอนให้เข้าใจง่ายแล้ว แต่ที่สระบุรี อาจารย์ของพ่อประพันธ์ยังสอนให้เข้าใจง่ายกว่า เห็นชัดเจ๋งเข้าไปในจิตกันเลย น่าสนใจมาก ถ้าอย่างนั้นกิเลสก็ไม่มีน่ะซี ใช่ไหมพ่อประพันธ์?
ประพันธ์ :ถ้าใครพูดว่ามีก็มี ถ้าพูดว่าไม่มีก็ไม่มีครับ
ผู้ใหญ่มา :เอาอีกแล้ว แปลกแต่จริงอีกแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดน่ะซี!
ประพันธ์ :แล้วใครเป็นผู้พูดละครับ?
ผู้ใหญ่มา :ลุงรู้ทันแล้ว อือ... ไม่มีใครพูด ใช่แล้ว เพราะไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตนเราเขา... แล้วที่พูดกันอยู่นี่มันเป็นอะไรกันล่ะ พ่อประพันธ์
ประพันธ์ :ไม่ตอบ แต่เม้มปากมากกว่าเดิมและเฉยอยู่นานพอดู จึงพูดว่า “ที่พูดมาทุกคำเป็นขันธ์ห้าพูด และพูดโดยสมมุติ (โดยสัญญา) ทั้งสิ้น”
ผู้ใหญ่มา :ลุงรู้แล้วๆ พ่อประพันธ์ พระอรหันต์ไม่พูด ที่พูดได้ไม่ใช่พระอรหันต์ จริงไหม? มันช่างแปลกอะไรอย่างนี้! โอ้โฮ! เพิ่งถึงพริกถึงขิงวันนี้เอง เห็นจะต้องมาคุยกับประพันธ์บ่อยๆ แล้ว เหลือกินจริงๆ! ลุงรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก มันไม่มีอะไรติดค้างอยู่ในใจแล้ว รบกวนเวลาของหลานชายมามากพอสมควร ลุงขอลากลับก่อน ไปเถอะ ฉาย กลับกันได้แล้ว ขอบคุณมากนะพ่อประพันธ์
ฉาย :ผมก็กำลังจะเตือนผู้ใหญ่ว่าให้กลับกันเถอะ แล้วค่อยหาโอกาสมาคุยใหม่ น้ากลับก่อนนะหลาน
ประพันธ์ :เชิญครับลุงผู้ใหญ่ ถ้ามีเวลาผมก็ชอบสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนกับผู้รู้และคุยกันฉันกัลยาณมิตรกับเพื่อนร่วม เกิด แก่ เจ็บ ตายทุกคน ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ ผมก็เป็นหนี้บุญคุณพระธรรม และจะทำหน้าที่ตอบแทนพระพุทธองค์ที่ตรัสรู้ธรรมมาสอนพวกเราจนถึงที่สุด อ้อ... น้าฉายครับ ผมฝากอาหารกระป๋องเหล่านี้ไปให้น้าใบด้วย (ภรรยาน้าฉาย) เพราะที่โน่นหาซื้อลำบาก
ฉาย :อือ... ก็ดีเหมือนกัน น้ายิ่งไม่ค่อยมีเงินอยู่ ขอบใจมากหลานชายน้ากลับก่อนนะ
ประพันธ์ :สวัสดีครับลุงผู้ใหญ่และน้าฉาย วันหน้ามาคุยกันใหม่นะครับ
ผู้ใหญ่มา แยกทางกับฉาย แล้วก็ตรงไปวัดบ้านดาบเพื่อพบหลวงพ่อแช่มทันที เข้าไปกราบท่าน แล้วรายงานเรื่องที่ฟังมาจากคุณประพันธ์ให้ท่านทราบ
หลวงพ่อแช่ม :ไปยังไงมายังไงล่ะผู้ใหญ่ มีอะไรจะเล่าให้ฟังหรือ?
ผู้ใหญ่มา :นายฉายพาผมไปพบคุณประพันธ์หลานชายของเขา ซึ่งเป็นทนายความ อยู่ที่ ต.ท่าหิน จ.ลพบุรี ผมได้สนทนากับเขานานพอสมควร หลวงพ่อครับได้เรื่องเลย เด็ดจริงๆ!
ผู้ใหญ่มาเล่าเรื่องทั้งหมดให้หลวงพ่อแช่มฟัง
หลวงพ่อแช่ม :อ้อ... ได้ความอย่างนี้เอง ผู้รู้ย่อมมีอยู่ไม่ว่าที่ไหนๆ เมื่อมีป่าย่อมมีช้างเผือกเกิดขึ้นคู่บ้านคู่เมืองเสมอ หลวงพ่อขออนุโมทนาด้วย ที่ผู้ใหญ่เห็นธรรมชัดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องออกกาม เห็นไหมล่ะ หลวงพ่อบอกแล้ว บทมันจะรู้จะเห็นขึ้นมา ก็รู้เห็นได้อย่างไม่ต้องคาดคิดล่วงหน้า ขอเพียงมีความเพียรสม่ำเสมอ ไม่ท้อถอย แต่อย่าหวัง อย่ามีเราเข้าไปหวัง ไปอยาก แทนกองธาตุเข้าก็แล้วกัน
ผู้ใหญ่มา :หลวงพ่อครับ อาจารย์คุณประพันธ์เขาไม่ได้เป็นพระสงฆ์อย่างหลวงพ่อหรอก แม่บ้านผม (ภรรยา) เขายังบอกให้ผมมาบวชอยู่วัดเสียเลย ถ้ารู้ธรรมชาติขนาดนี้ เขาบอกว่าจะสอนคนอื่นได้ บวชแล้วคนจะได้เลื่อมใส ศรัทธา ดีกว่าจะสอนอยู่กับบ้าน (ถ้าอยู่กับลูกเมียด้วย ดูแล้วคนเขาจะหมดศรัทธา) ใครๆ ก็พอใจจะฟังพระสอนธรรมกันทั้งนั้น ผมมาคิดดูก็จริงอย่างเขาว่า ไปพูดธรรมให้ใครฟังเขาก็ไม่เชื่อถือ บางรายนึกดูถูกดูแคลนเอาเสียด้วย ยิ่งพูดธรรมแบบไม่มีตัวตน ให้ออกจากสมมุติ คนก็หาว่าบ้า แล้วจะทำอย่างไรดีครับหลวงพ่อ จะช่วยคนอื่นให้รู้ธรรมได้อย่างไรกัน?
หลวงพ่อแช่ม :ไม่ต้องทำอย่างไรหรอกผู้ใหญ่ ผู้รู้เขาย่อมรู้ ผู้ไม่รู้ก็ย่อมจะไม่รู้ ใครจะไปบังคับให้เชื่อหรือไม่เชื่อไม่ได้ สุดวิสัยนะผู้ใหญ่ การบวชพระไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ถ้าดูลึกซึ้งถึงหัวใจของการบวชจริงๆ มันต้องพูดกันยาว หลวงพ่อจะพูดแต่พอเข้าใจเท่านั้น ผู้ที่ตั้งใจบวชจริงเรียนจริงเท่านั้นจึงจะรู้ว่า บวชเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง เพื่อศึกษาธรรมให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์แห่งกิเลส และอยู่อย่างมักน้อย สันโดษ ตามแบบอย่างและวัตถุประสงค์ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงกระทำและวางไว้เป็นหลักนานแล้ว ถ้าผิดไปจากนี้ผู้ใหญ่คิดเอาเองก็แล้วกัน
ต่อไปหันมาดูผู้ที่ไม่บวชบ้าง ถ้าเขาเหล่านั้นใส่ใจในการปฎิบัติพรหมจรรย์อย่างจริงจัง และเห็นแจ้งใน อริยสัจ ๔ จนหมดโลภ โกรธ หลงได้ หมดทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยยึดถือห่วงใยจนเป็นความอยาก (ตัณหา) ทั้งปวง ก็หมดเชื้อที่จะต้องไปเกิดๆ ตายๆ อีก ที่ยังเดินเหินทำอะไรอยู่นั้นเป็นธาตุของโลกเขาย่อมรู้เอง ส่วนใครยังไม่รู้ก็คงไม่รู้ ผู้ไม่รู้จะวัดเขาไม่ได้ เพราะเป็นอนัตตาและเป็นตถตา (เช่นนั้นเอง)
ผู้ใหญ่มา :ผมเข้าใจแล้วครับหลวงพ่อ วันนี้เย็นมากแล้ว ผมกราบลาก่อนนะครับ
หลวงพ่อแช่ม :เจริญธรรมเถอะโยมผู้ใหญ่
----------------------
หมดกิเลส

ทั้งโลภโกรธหลงทรงไว้อยู่ในเขา
อย่ามีเราไปยุ่งและฟุ้งอยู่
เพราะความเกิดไม่ดีจึงมีกู
โลภโกรธหลงก็พรูเป็นกูไป
เลยยึดนั่นยึดนี่ยึดปี้ป่น
ยึดทั้งล่างยึดทั้งบนวนขวาซ้าย
ถ้าไม่ยึดก็ให้บอกให้ออกไป
มันจะมีได้อย่างไร...เราไม่มี
ต้องหมดมันหมดเราหมดเขาด้วย
หมดทั้งรวยทั้งจนพ้นวิถี
ต้องหมดโลภหมดหลงลงอีกที
แล้วไม่มีอะไรเหลือให้ดู

อันความโลภ ความโกรธ โทษไม่มาก
คนต่างหาก ที่หลงโกรธ โทษเหลือหลาย
ถ้าหมดคน แล้วจะโกรธ โทษอะไร
หมดคนได้ โลภโกรธหลง ก็ลงเอย
กตธุโร
ผู้รู้จริง

จะเป็นอรหันต์นั้นมันยาก
ต้องรู้มากเรื่องอดีตอย่าคิดถึง
อนาตคก็อย่าติดคิดคำนึง
ปัจจุบันนั้นรำพึงแต่พอดี
ถ้าใครอวดและใครอยากมันยากยิ่ง
สิ่งทุกสิ่งไหลไปไม่คงที่
ยิ่งจัดจิตยิ่งติดจิตติดเรื่องดี
ทั้งที่มันไม่มีมาแต่เดิม
หมดอดีต อนาคต หมดปัจจุบัน
ก็อยู่ไปอย่างนั้นไม่ต้องเพิ่ม
มีปัจจุบันเป็นอารมณ์ผสมเติม
หมดการเพิ่มการขาดอยู่ปัจจุบัน

กตธุโร

บทสนทนาธรรม ตอนที่ ๗
------------------
ผู้ใหญ่มา :นมัสการครับหลวงพ่อ
หลวงพ่อแช่ม :สวัสดีโยมผู้ใหญ่ เป็นอย่างไรบ้าง? หมู่นี้รู้สึกว่าหายหน้าไปมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม?
ผู้ใหญ่มา :ไม่มีครับหลวงพ่อ เพียงแต่ผมได้ไปพบอาจารย์ของคุณประพันธ์เขาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
หลวงพ่อแช่ม :ไหนลองเล่าสู่กันฟังบ้างซิ ไปเจออะไรมาบ้าง?
ผู้ใหญ่มา :หลวงพ่อครับ วันที่ผมไปบ้านอาจารย์คุณประพันธ์ที่สระบุรีนั้น เผอิญมีลูกศิษย์เก่าๆ เขามาสนทนากับอาจารย์เขาอยู่ก่อนแล้ว คุณประพันธ์เลยแนะนำให้ผมรู้จักด้วย ก่อนอื่นผมเห็นคุณประพันธ์เขากราบอาจารย์เขา ๓ ครั้ง ผมก็เลยทำตามบ้าง เพราะคิดว่าไม่เห็นจะเสียหายอะไร คนที่มีดีจะอวดหรือเป็นผู้รู้ถึงขนาดที่สอนธรรมให้คนอื่นรู้ตามได้จนหมดทุกข์ หรือทุกข์น้อยลงเฉพาะตน ซึ่งพิสูจน์ได้จริง ผมก็ควรจะกราบได้
ปรากฏว่าลูกศิษย์ที่มาก่อนนั้น มีทั้งชาวบ้าน พ่อค้า ทหาร ข้าราชการครู และนายแพทย์ เขามาเยี่ยมเยียนอาจารย์ของเขาเป็นประจำ มาสนทนาธรรม มาต่อธรรม บางคนก็มีของมาเยี่ยมอาจารย์เขาบ้างเล็กๆ น้อยๆ ทั้งอาหารคาวหวาน ผลไม้บ้างตามโอกาส ชื่อเดิมของอาจารย์ท่านนี้คือ “สมทรง คำนวณศร” แต่ตอนบวชท่านใช้ฉายาว่า “กตธุโร” ถ้าลูกศิษย์จะแนะนำอาจารย์กับคนอื่นๆ ก็จะเรียกท่านว่า “อาจารย์กตธุโร” แต่ถ้าคุ้นๆ กันแล้วก็จะรู้จักในนาม “อาจารย์” เฉยๆ หรือ “อาจารย์สมทรง” เพราะเคารพท่านเป็นอาจารย์
คุณประพันธ์บอกว่าท่านมีโรคหัวใจประจำตัวมาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่ท้อถอย คงให้ธรรม สอนธรรมแก่ผู้มาขอฟังหรือมาเรียนอย่างไม่เคยปริปากบ่นเลย ไม่ว่าจะมารับฟังที่บ้านหรือโทรศัพท์มาคุยด้วย ทั้งที่อยู่ในจังหวัดสระบุรีและจังหวัดใกล้ไกล เช่นกรุงเทพฯ ชลบุรี พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ นครราชสีมา เชียงใหม่ก็มี
ผมรู้สึกว่าท่านมีหน้าตายิ้มแย้มใจดี แต่มีแววตาที่มีพลัง ดูน่าเกรงขามและน่านับถือ ท่านนั่งประจำบนเก้าอี้โยกประจำตัว และลูกศิษย์ก็นั่งกับพื้นเรียงรายกันทั่วไปในบ้านซึ่งกระทัดรัดน่าอยู่และร่มรื่นพอสมควร พอศิษย์ทั้งหลายทราบว่าผมจะมาเรียนธรรมกับท่าน ต่างก็ขอตัวกลับก่อนก็มี นั่งฟังเฉยๆ ก็มี เพื่อเปิดโอกาสให้ผมได้รับธรรมอย่างเต็มที่
หลวงพ่อแช่ม :แล้วเขามีวิธีสอนอย่างไรบ้างล่ะผู้ใหญ่? ดูท่าทางยากหรือง่าย ลองว่าให้ฟังหน่อยซิ
ผู้ใหญ่มา :ท่านสอนเหมือนหลวงพ่อทีเดียวครับ ใช้ภาษาง่ายๆ คนไม่รู้หนังสือไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะมาก่อนก็มาเปิดธรรมกับท่านได้ เท่าที่ผมทราบจากคุณประพันธ์
หลวงพ่อแช่ม :คงจะเป็นช้างเผือกหลงอยู่ในเมืองเสียละมัง เออ... อาจจะยังไม่มีใครรู้จักท่านมากนักหรอกนะ หลวงพ่อก็เพิ่งจะได้ยินข่าวจากผู้ใหญ่นี่แหละว่ามีฆราวาสที่รู้ธรรมถึงธรรมจริงๆ ขนาดสอนให้ใครๆ รู้ตามได้จริงจนพ้นทุกข์ได้ แม้ผู้มีความรู้ทางโลกสูงๆ ก็ยังมาสมัครเป็นลูกศิษย์
ผู้ใหญ่มา :ท่านกล่าวว่าท่านเคยบวชเรียนมาเป็นพระมาแล้วถึง ๔ ครั้ง แล้วตัดสินใจมาใช้ชีวิตแบบฆราวาส เพราะไม่ต้องการให้ขันธ์ห้าอยู่ในกรอบในพิธีกรรมและวินัยของสงฆ์จนเกินไป ท่านจะได้มีอิสระในการให้ธรรมสอนธรรมแก่ศิษย์ได้ทุกเพศทุกวัยแบบจิตจ่อจิตกันเลย โดยไม่ต้องถือเคร่งในวัตรปฏิบัติแบบสมมุติสงฆ์มากนัก อันจะเป็นการเปิดทางให้คนที่มารับฟังได้ระบายความในใจและปัญหาต่างๆ ให้คลี่คลายกันได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ และเปิดกระแสธรรมได้ง่ายขึ้น
ท่านจะพูดแต่เรื่องธรรมชนิดไม่มีตัวตน พูดให้รู้เรื่องสมมุติ เข้าใจสมมุติ และหมดสมมุติที่ยึดถือจากใจ หมดความเป็นคนโดยสมมุติ เข้าไปเห็นสภาวธรรมตามที่เป็นจริง ซึ่งปราศจากความหมายแห่งสัญญาหมายรู้ทั้งหลาย เหลือแต่ธรรมชาติล้วนๆ ซึ่งว่างมาแต่เดิมและว่างอยู่เสมอ เมื่อไม่มีเราหรือคนเข้าไปเป็นอัตตาปรุงแต่งให้เกิดความยึดถือมาเป็นของตนด้วยความไม่รู้ (อวิชชา)
ท่านจะสอนให้ลูกศิษย์สนใจธรรมมากกว่าสนใจประวัติของท่าน เพราะท่านเห็นว่าอะไรๆ ก็ไม่จริงทั้งหมดในโลกนี้ จึงไม่มีอะไรน่าหลงใหลและยึดถือ หรือน่าดูถูกเหยียดหยาม หรือสรรเสริญเยินยอ ซึ่งจะเป็นการปิดบังปัญญาที่จะเห็นธรรมได้ ถ้าผู้มารับธรรมมัวติดประวัติอดีตของท่าน ย่อมมิอาจจะวางจิตให้ถูกตรงและเปิดรับธรรมจากท่านได้ จึงเสียโอกาสไปได้ง่ายๆ แต่ท่านก็ไม่สนใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว ท่านกล่าวว่าใครมีบารมีก็จะมาเปิดธรรมกับท่านได้ไม่ว่าใกล้หรือไกล ท่านให้มาเรียนรู้ไม่ใช่เรียนเอา
เรียนธรรมมาถ้าใครเรียนเอาท่านจะถามว่าเอาไปทำอะไร เช่นบางคนบอกว่าถ้าเห็นธรรมก็คงจะสบาย ท่านจะถามว่าเอาสบายไปต้มกินได้หรือ? ลูกศิษย์ก็จะนิ่งอึ้งไปเพราะไม่เข้าใจและต้องนำไปขบคิด หรือบางคนอาจจะโพล่งเห็นธรรมขึ้นมาได้ในตอนนั้นเลยก็มีด้วยคำถามลักษณะนี้
หลวงพ่อแช่ม :อือ... ก็นับว่าท่านมีอุบายและเป็นการสอนทางตรงลัดสั้นอยู่ ที่จะให้ลูกศิษย์ใช้ปัญญาขบคิดจนเห็นสภาวะที่เป็นปกติธรรมดาของธรรมชาติ แล้วท่านสอนว่าอย่างไรอีกในการปฏิบัติธรรมเป็นขั้นเป็นตอน?
ผู้ใหญ่มา :ท่านสอนให้ปฏิบัติดูกาย ดูจิต หรือรูปนาม ด้วยตัวรู้หรือจิตลูกเดียว โดยอาศัยทั้งสติ สัมปชัญญะ สมาธิ และปัญญา พร้อมกันในตัว แต่ไม่ใช่ให้ท่องเอาจำเอา ท่านถามผมว่า “ถ้ามาเรียนธรรม รู้ธรรมแล้วจะเอาไปทำอะไร” ผมก็ตอบท่านว่า “ก็คงจะหมดปัญหาและสบาย” ท่านก็ถามต่อว่า “ถ้าหมดปัญหาแล้วจะเอาหมดปัญหาไปทำอะไรต่อไป?” พอถึงตอนนี้ผมชักงงแล้วครับ ผมเลยถามท่านบ้างว่า “อาจารย์ครับในโลกนี้ เขาก็ต้องการความสุขสบายด้วยกันทั้งนั้น แล้วทำไมอาจารย์จึงถามว่า ผมจะเอาความหมดปัญหาหรือความสุขสบายไปทำอะไร?”
ท่านเลยอธิบายให้ฟังว่า “ผู้ใหญ่ฟังนะ ถ้าคนแรกไม่พูดไม่ตั้งเรื่องหมดปัญหาหรือสบายไว้ จะมีคำพูดเหล่านี้ให้รู้จักและรู้สึกนึกคิด แล้วนำมาพูดกันต่อๆ ไปไหม ถ้าไม่มีคนพูดไว้ก่อน คำพูดทั้งหมดจะมีไหม และถ้าไม่มีคนไปให้ความหมายหรือคุณค่า ทุกสิ่งจะมีความหมายไหม?” ผมเลยถึงบางอ้อ ตอบท่านว่า “ก็ไม่มี”
ท่านจึงอธิบายต่อว่า “เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครเป็นผู้หมดปัญหา หรือสบาย หรือที่ตรงข้าม คือไม่สบายก็ไม่มี เพราะคนไม่ได้เกิดมาจริงๆ ถ้าไปคิดเอา ไปรู้สึกเอาว่าเราหมดปัญหา เราสบาย ก็จะมีเราเป็นผู้หมดปัญหา เป็นผู้สบาย ถ้าไปคิดเอา ไปรู้สึกว่าเรามีปัญหา เราไม่สบาย ก็จะมีเราเป็นผู้มีปัญหา เป็นผู้ไม่สบาย” ผมเลยถามท่านว่า “ถ้าอย่างนั้นธรรมะก็ไม่มีสิอาจารย์?” ท่านตอบว่า “ก็ใครบอกว่ามีล่ะผู้ใหญ่!” เอ... หลวงพ่อครับ ถึงตอนนี้ผมงงจริงๆ ช่วยผมด้วยเถิด เพราะท่านกตธุโรทำหน้ายิ้มๆ และไม่คลี่คลายให้ผมแล้ว ท่านคงให้ผมนำไปคิดและผมก็ไม่กล้าถามท่านอีก
หลวงพ่อแช่ม :อ๋อ... ผู้ใหญ่ยังติดใจคำพูดที่ว่าธรรมก็ไม่มีน่ะหรือ? มันช่างลึกซึ้งเสียจริงใช่ไหม? เราต้องการมาเรียนธรรม แต่ท่านกลับบอกว่าธรรมะก็ไม่มี ผู้ไม่รู้ก็ย่อมจะไม่รู้ แต่ผู้รู้จะรู้โดยไม่ลำบาก หลวงพ่อเข้าใจทั้งหมด
ฟังนะผู้ใหญ่ สิ่งทุกๆสิ่งในโลกนี้มีอยู่ ธรรมะก็ดี อะไรๆ ก็ดี ล้วนแต่ถูกเรียกว่า “ธรรม” ทั้งสิ้น แต่ที่ท่าน กตธุโรว่าไม่มีนั้น ท่านพูดภาษาธรรมที่เป็น ปรมัตถ์ ว่ามันมีโดยธรรมชาติ แต่ไม่มีโดย คน หรือ ฉัน เรา หรือ ใคร ว่าเอา มันมีแบบเปล่าๆ ปลี้ๆ โดยบอกไม่ได้หรือไม่ได้บอกว่าเป็นอะไร ที่บอกว่าคืออะไรๆ หรือธรรมะเป็นอะไรนั้น คนไปตั้งเอา ว่าเอา พูดเอา คิดเอาเอง เป็นสมมุติแทนสิ่งนั้นๆ (เป็นสัญญาหมายรู้ให้สิ่งนั้น) โดยที่ธรรมะหรือธรรมชาติจริงๆ เขาไม่เป็นอะไร ไม่เป็นตามที่สมมุติ แต่เขาเป็นเช่นนั้นเอง จะว่ามีก็ไม่ได้ จะว่าไม่มีก็ไม่ได้ และเพราะฉะนั้นที่บอกว่ามีว่าเป็นโดยสมมุตินั้นจึงมีไม่จริง ถ้าไม่ไปรู้สึกโดยการสัมผัสจริงๆด้วยจิต(วิญญาณ) ก็เท่ากับไม่มี ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งก็มีอยู่ เช่นเวลาหลับสนิทจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรบ้างในโลกนี้ ทั้งๆ ที่ธรรมทั้งหลายก็มีอยู่ เราหรือคนนี่แหละไปตั้งให้เขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ชื่อนั้นชื่อนี้ โดยอวิชชา คือ ความไม่รู้ จึงเป็นสัญญาโมหะ หรือ สัญญาวิปลาส ที่จำกันมาผิดๆ รู้ผิดๆ เชื่อผิดๆ เรื่อยมา จนกระทั่ง โลภ โกรธ หลง ก็เห็นว่ามีจริง โดยที่ธรรมชาติเดิมๆ เขาไม่ได้เป็นอะไรมาก่อน แต่มาถูกปรุงแต่งให้เป็นนั่นเป็นนี่โดยความไม่รู้
ผู้ใหญ่มา :ผมเข้าใจแล้วครับหลวงพ่อ ช่างลึกซึ้งจริงๆ คำพูดของท่านคมและจ่อจิตจริงๆ ท่านน่าจะบวชต่อไปไม่สึกเลยนะครับ อ้อ! หลังจากที่ผมไม่กล้าถามท่านในเรื่องที่พูดว่าธรรมมะก็มีไม่จริง แต่ผมอดที่จะถามท่านไม่ได้ว่า “อาจารย์รู้ธรรมจนอย่างนี้แล้ว ทำไมจึงไม่บวชต่อละครับ?”
หลวงพ่อแช่ม :แล้วท่านตอบว่าอย่างไร?
ผู้ใหญ่มา :ท่านตอบว่า “ผู้ใหญ่ยังเห็นว่าพระมีจริงหรือ?” ผมตอบท่านว่า “มีซิครับ หลวงพ่อแช่มที่เป็นอาจารย์ผมท่านก็ยังเป็นพระสงฆ์บวชอยู่จนทุกวันนี้” อาจารย์กตธุโรท่านเลยถามผมว่า “เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่มี พระสงฆ์มีไหม?” ผมงงอีกแล้วหลวงพ่อ ต้องนึกอยู่นานจึงตอบท่านว่า “ไม่มีครับ” ท่านจึงเสริมว่า “ถ้าไม่มีคน จะมีพระได้อย่างไร พระก็มาจากคนและคนตั้งพระขึ้นมา” ผมจึงยอมจำนนให้ท่าน
หลวงพ่อแช่ม :จริงของท่านกตธุโร มนุษย์คู่แรกเมื่อแรกเกิดมายังไม่รู้อะไรเลย หิวขึ้นมาก็ไปหาผลไม้มากิน พออิ่มก็รู้ว่าสบายเพราะหายหิว ถึงเวลานอนก็ไปเข้าถ้ำนอน และรู้จักสืบพันธุ์ตามธรรมชาติเหมือนกับสัตว์ทั้งหลาย และมีวิวัฒนาการเรื่อยมา จนถึงยุคที่มีฤาษี มีผู้แสวงหาความพ้นทุกข์ และถึงยุคพระผู้มีพระภาคเจ้า คือ พระสมณโคดม ซึ่งเป็น เจ้าชายสิทธัตถะ มาแต่เดิม จึงมีพระองค์แรกในโลกให้เป็นที่รู้จักกัน และพระองค์ทรงบัญญัติระเบียบวินัย พระธรรมวินัยขึ้นมาให้พระสงฆ์สาวกของท่านปฏิบัติต่อๆ กันมา โดยยังไม่มีตำราในสมัยนั้น
เครื่องแบบของสงฆ์ก็ได้มีขึ้นนับแต่มีพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จึงมีเป็นสัญลักษณ์สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าพระภิกษุองค์ใดเป็นพระแต่เพียงเครื่องแบบ โดยภายในจิตใจยังไม่หมดรูปแบบหรือติดเครื่องแบบอยู่ ก็ถือว่าเป็นเพียง สมมุติสงฆ์ ยังไม่ใช่ อริยสงฆ์ คำว่า “อริยะ” แปลว่า เจริญ หรือ ประเสริฐด้วยปัญญา บรรลุธรรมวิเศษ เห็นความจริงของสภาพธรรมตามที่เป็นจริง ไม่หลงสมมุติ ไม่ยึดติดในสมมุติ ทั้งรูปทั้งนาม หรือไม่ติดธรรมทั้งปวงนั่นเอง
ผู้ใหญ่มา :แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าองค์ไหนเป็นพระแท้ล่ะครับ?
หลวงพ่อแช่ม :ก็ต้องดูที่พฤติกรรมและความเป็นอยู่ของท่าน ถ้ารู้จักสังเกตและพิจารณาอย่างใกล้ชิดไปนานๆ จะทราบได้เองว่าความเป็นคน คือหลงสมมุติ ติดสมมุติ ยังมีอยู่ในจิตใจของผู้นั้นหรือไม่ ท่านยังขึ้นๆ ลงๆ กับคำสรรเสริญเยินยอหรือตำหนิติเตียนจากลูกศิษย์หรือญาติโยมหรือไม่ ถ้าใครเห็นไม้ใหญ่ซึ่งปักอยู่กลางทะเล ไม่ขึ้นไม่ลงตามน้ำทะเล คงปักนิ่งอยู่ฉันใด ก็เปรียบเสมือนใจซึ่งแน่วแน่มั่นคง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ไม่ขึ้นไม่ลงไปตามกิเลสฉันนั้น
แต่ใจใครก็ใจคนนั้น เขาจะรู้ของเขาเองว่ามีอาการดูดผลักหรือยินดียินร้ายไปตามกิเลสด้วยหรือไม่ เอาหละ หลวงพ่อจะไม่ขอพูดมากกว่านี้ ประเดี๋ยวผู้ใหญ่จะงงกันใหญ่ คนเรามักจะชอบทำอะไรตามรูปแบบกันอยู่แล้ว ยิ่งรู้ว่าที่ไหนดีที่ไหนดัง ก็มักจะเฮโลตามกันไป
ผู้ใหญ่มา :ผมขอเล่าอีกหน่อยนะครับ มีอยู่ตอนหนึ่ง ผมถามท่านกตธุโรว่า “ถ้าเรารู้ทุกสิ่งทุกอย่างจนไม่มีอะไรเหลือในจิตแล้ว อาจารย์จะรู้และยอมรับไหมว่าเราเป็นผู้รู้ ผู้ออกจากการยึดติด อาจารย์ตอบว่า “รับไม่ได้” ผมก็งง ต้องขอให้หลวงพ่อช่วยอธิบายอีกแล้วครับ
หลวงพ่อแช่ม :เออ... ให้ได้อย่างนี้ซิ อุตส่าห์เก็บมาจากสระบุรี มาฝากให้หลวงพ่อตอบแทน นี่หรือศิษย์ของเรา! ฟังให้ดีนะ ผู้ใหญ่ เอาหมูไปชนกับช้างมันจะเหลืออะไรล่ะ?
ที่ท่านกตธุโรตอบว่าไม่รับหรือรับไม่ได้ เพราะไม่มีผู้รู้หรือผู้ไม่รู้ต่างหาก ถ้าไปตั้งเอาว่ามีผู้รับหรือผู้รู้ก็เสร็จมันอีก มีเราในมันจนได้ โดยอดีตสัญญานั่นเองว่ามีผู้รู้ จึงปรุงให้เกิดเวทนาพอใจว่ามีผู้รู้จริงๆ ยุ่งทั้งนั้น แม้แต่รู้จนถึงอรูป (ไร้รูป) เหลือแต่จิตล้วนๆ ก็ไม่ใช่เรา ถ้ายื่งปั้นจิตเล่นอยู่ก็ไปติดจิตอีก คิดว่าจิตเป็นของเรา รู้สึกว่ามีเราในจิตจนได้ เห็นไหมว่ามันละเอียดแค่ไหน? เอาหละ วันนี้พอแค่นี้ก่อน หลวงพ่อจะขอตัวไปงานสวดมนต์เย็นที่บ้านเหนือโน่น เขานิมนต์ไว้ ค่อยคุยกันใหม่วันหน้านะ
ผู้ใหญ่มา :ผมกราบขอบพระคุณหลวงพ่อมาก ที่ให้ความกระจ่างจนถึงที่สุด ผมยังไม่เอาไหนเลยจริงๆ ต้องขยันให้มากกว่านี้
หลวงพ่อแช่ม :จำเริญๆ เถิด
---------------------



Create Date : 20 สิงหาคม 2554
Last Update : 20 สิงหาคม 2554 4:35:43 น. 0 comments
Counter : 857 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

jesdath
Location :
เชียงราย Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 35 คน [?]




Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
20 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jesdath's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.