พระพุทธรูปประธานปางสมาธิ : ข้อค้นพบใหม่ว่าด้วยพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๑ ต่อ

ชาตรี ประกิตนนทการ
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยศิลปากร




พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า วัดที่รัชกาลที่ ๑ ทรงสถาปนาหรือโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์โดยพระองค์เองมีจำนวนทั้งสิ้น ๑๒ วัด โดยเป็นวัดที่สถาปนาขึ้นใหม่ ๑ วัด

คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และบูรณปฏิสังขรณ์วัดเก่า ๑๑ วัด ได้แก่ วัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนฯ) วัดเลียบ (วัดราชบุรณะ) วัดสระเกศ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) วัดบางว้าใหญ่ (วัดระฆัง) วัดแจ้ง (วัดอรุณ) วัดทองคลองบางกอกน้อย (วัดสุวรรณาราม)

วัดพลับคลองบางกอกใหญ่ (วัดราชสิทธาราม) วัดคอกกระบือ (วัดยานนาวา) วัดศาลาสี่หน้า (วัดคูหาสวรรค์) และวัดสุวรรณดาราราม กรุงเก่า

อย่างไรก็ตาม วัดทั้ง ๑๒ แห่งข้างต้น สภาพในปัจจุบันย่อมมีความแตกต่างออกไปมากจากสมัยรัชกาลที่ ๑ บางแห่งถูกทำลายไปแล้ว เช่น วัดราชบุรณะ บางแห่งอาจมีการซ่อมแปลงและอาจมีการเปลี่ยนพระพุทธรูปประธานไป เช่น วัดราชาธิวาส เป็นต้น

ดังนั้น กระบวนการต่อไปที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ การหาหลักฐานเพื่อสืบค้นให้ได้ว่า ภายในพระอุโบสถของวัดทั้ง ๑๒ แห่งดังกล่าวนั้น ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใด และปางใด


พระพุทธรูปประธานปางสมาธิสมัยรัชกาลที่ ๑


จากการศึกษาบนหลักฐานเอกสารต่างๆ ทำให้พบข้อสรุปว่า ในจำนวน ๑๒ วัดที่รัชกาลที่ ๑ มีพระราชศรัทธาโดยตรงด้วยพระองค์เองในการสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์นั้น มีจำนวนถึง ๘ วัดที่พระประธานภายในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ

คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนฯ วัดราชบุรณะ วัดสระเกศ วัดราชาธิวาส วัดระฆัง วัดยานนาวา และวัดคูหาสวรรค์ โดยมีเพียง ๓ วัดที่เป็นพระปางมารวิชัย คือ วัดสุวรรณาราม วัดอรุณ และวัดสุวรรณดาราราม กรุงเก่า

และมี ๑ วัดที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นปางอะไร คือวัดราชสิทธาราม เนื่องจากพระประธานในปัจจุบัน คือ “พระพุทธจุฬารักษ์” ถูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๒ โดยรัชกาลที่ ๒ ทรงปั้นหุ่นพระเศียร และรัชกาลที่ ๓ ทรงปั้นส่วนพระองค์

พระประธาน ๘ วัดที่เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีความเป็นมาและหลักฐานยืนยันโดยสังเขป ดังต่อไปนี้

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระประธานภายในพระอุโบสถคือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทำจากหินสีเขียว ปางสมาธิ


รัชกาลที่ ๑ สมัยเมื่อดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี ได้อัญเชิญมาจากเมืองเวียงจัน ซึ่งในเวลาต่อมาเมื่อพระองค์ได้เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ และโปรดเกล้าฯ สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น

โดยย้ายพระบรมมหาราชวังจากฝั่งกรุงธนบุรีมายังฝั่งพระนครในบริเวณที่เป็นพระบรมมหาราชวังในปัจจุบัน พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้น

และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตย้ายมาจากโรงในพระราชวังเก่ามาประดิษฐานภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม


วัดพระเชตุพนฯ พระประธานคือ “พระพุทธเทวปฏิมากร” เป็นพระพุทธรูปหล่อโลหะปางสมาธิ ซึ่งรัชกาลที่ ๑โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้มาจากพระอุโบสถวัดศาลาสี่หน้า


วัดราชบุรณะ เนื่องจากพระอุโบสถและพระประธานล้วนสร้างขึ้นใหม่หลังจากที่วัดนี้โดนระเบิดในคราวสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้จำเป็นต้องหาหลักฐานอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ว่าพระประธานที่วัดแห่งนี้เป็นปางอะไร

จากการสำรวจพบว่ามีหลักฐาน ๒ ชิ้นที่แสดงว่าพระประธานวัดราชบุรณะเป็นปางสมาธิ

หลักฐานชิ้นแรกคือ ภาพถ่ายที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติภาพหนึ่ง ระบุคำอธิบายเอาไว้หลังภาพว่า เป็นพระประธานวัดราชบุรณะ โดยในภาพเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม อาจเกิดข้อโต้แย้งได้ถึงความน่าเชื่อถือของคำอธิบายภาพที่เก็บอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติได้ เนื่องจากคำอธิบายภาพทั้งหลายล้วนเป็นการเขียนขึ้นโดยคนยุคหลังที่ไม่มีอะไรยืนยันแน่ชัดว่าจะเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องเสมอไป

ฉะนั้นภาพถ่ายนี้จำเป็นจะต้องใช้เอกสารชิ้นอื่น ที่เป็นอิสระเพื่อมายืนยันถึงความถูกต้องน่าเชื่อถือ

ในเวลาต่อมา ผู้วิจัยได้พบหลักฐานชิ้นที่ ๒ คือ “แถลงการณ์คณะสงฆ์” พ.ศ. ๒๔๗๐ ซึ่งได้มีการบันทึกถาวรวัตถุภายในวัดราชบุรณะเอาไว้ว่ามีอะไรบ้างก่อนที่จะถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งเนื้อหาภายในเอกสารชิ้นนี้ระบุเอาไว้ว่า

“...พระพุทธรูปประธาน เป็นพระพุทธรูปหล่อปิดทอง มีพระอาการนั่งสมาธิ หน้าตัก ๕ ศอก ๗ นิ้ว...”

ดังนั้น เมื่อพิจารณาร่วมกับภาพถ่ายเก่าในหอจดหมายเหตุแห่งชาติข้างต้น จึงเป็นอันยุติได้ว่าพระประธานวัดราชบุรณะคือ พระพุทธรูปปางสมาธิ


วัดสระเกศ พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งตามประวัติได้กล่าวเอาไว้ว่า รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้ปั้นขึ้นใหม่โดยหุ้มพระประธานองค์เดิมเอาไว้


วัดสมอราย เป็นวัดที่ตามพระราชพงศาวดารระบุเอาไว้ว่า รัชกาลที่ ๑ และกรมพระชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นผู้บูรณปฏิสังขรณ์ โดยพระประธานภายในเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ

พระพุทธรูปองค์นี้ไม่ปรากฏหลักฐานอ้างอิงว่าสร้างขึ้นเมื่อไร แต่เชื่อกันว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งนักวิชาการบางส่วนก็เชื่อว่า เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

อาจมีข้อสงสัยว่า พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปเก่าภายในวัดซึ่งสร้างมาตั้งแต่เมื่อครั้งอยุธยาตอนปลาย ฉะนั้นการบูรณปฏิสังขรณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ โดยที่นำพระพุทธรูปองค์เดิมมาประดิษฐานไว้ก็ย่อมเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอย่างไรต่อพระราชดำริของรัชกาลที่ ๑

แน่นอน ข้อสังเกตข้างต้นมีส่วนถูก อย่างไรก็ตาม การเลือกที่จะคงพระพุทธรูปองค์เดิมเอาไว้ และคงพุทธลักษณะเดิมของพระพุทธรูปเอาไว้ด้วยโดยไม่เปลี่ยนแปลง ย่อมแสดงให้เห็นถึงการที่พระองค์ทรงเลือกแล้ว ที่จะคงพุทธลักษณะเดิมอันเป็นปางสมาธิของพระพุทธรูปไว้

เพราะจากธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมาในสังคมไทย เราจะพบได้ทั่วไปว่า การเลือกหรืออัญเชิญพระพุทธรูปเก่ามาประดิษฐานใหม่นั้น หากพระพุทธรูปมีพุทธลักษณะที่ไม่ต้องตามพระราชนิยมของผู้สถาปนา (รวมไปถึงความนิยมของยุคสมัยด้วย) แล้ว

แม้ว่าจะเป็นเพียงเล็กน้อย พระพุทธรูปองค์นั้นก็จะถูกซ่อมแปลงในทันที ตัวอย่างเช่น การซ่อมนิ้วพระหัตถ์ที่ยาวไม่เสมอกันให้ยาวเสมอกัน หรือซ่อมแปลงพระพักตร์ หรือซ่อมแปลงขมวดพระเกศา

และกรณีอื่นๆ อีกมากมายซึ่งเราพบเห็นได้ทั่วไปในจารีตของสังคมไทยในอดีต และรวมถึงยุคต้นรัตนโกสินทร์เองด้วย


ฉะนั้น หากรัชกาลที่ ๑ ไม่โปรดพุทธลักษณะอันเป็นปางสมาธิของพระประธานวัดสมอราย ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่พระองค์จะโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนพระประธานหรือซ่อมแปลงพระหัตถ์

แต่ในกรณีนี้ที่พระองค์ทรงเลือกที่จะคงพุทธลักษณะเดิมไว้ ย่อมเป็นการสะท้อนถึงพระราชนิยมของพระองค์เองที่มีต่อพระพุทธรูปปางสมาธิ

มีต่อตอนที่ ๓ ค่ะ


ขอบคุณ
มติชนออนไลน์
คุณชาตรี ประกิตนนทการ

สิริสวัสดิ์วุธวารค่ะ




Create Date : 09 พฤษภาคม 2555
Last Update : 9 พฤษภาคม 2555 12:59:42 น.
Counter : 2185 Pageviews.

0 comments
女大三抱金砖 แก่กว่าหุ้มทอง 3 ก้อน Kavanich96
(13 ก.พ. 2563 17:09:36 น.)
解决问题的方法 วิธีแก้ปัญหาราคาถูก Kavanich96
(16 ม.ค. 2563 08:46:12 น.)
แจก อาจารย์สุวิมล
(8 ม.ค. 2563 22:04:13 น.)
รั้งผู้เล่นสำคัญไว้ toor36
(4 ม.ค. 2563 06:21:01 น.)

Vinitsiri.BlogGang.com

sirivinit
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 224 คน [?]

บทความทั้งหมด