ประวัติศาสตร์วิเคราะห์ "กรณีสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว"

ผศ.นพ. เอกชัย โควาวิสารัช
สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี








พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์สุดท้าย ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พร้อมกับทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ในระบอบประชาธิปไตย

แต่ต่อมาภายหลังพระองค์ได้ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ โดยประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษตราบจนเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔

สำหรับสาเหตุของการเสด็จสวรรคตนั้น เอกสารส่วนมากจะเขียนว่าเป็นโรคเกี่ยวกับพระหทัย

ในช่วงปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้เองผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง “ชีวิตเหมือนฝัน” ซึ่งเขียนโดยคุณหญิงมณี สิริวรสาร ซึ่งท่านเคยเป็นพระสุณิสา (สะใภ้หลวง) ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เนื่องจากท่านได้เคยสมรสกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระโอรสบุญธรรมของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ

ในหนังสือเล่มนี้ท่านได้บรรยายเหตุการณ์ ในช่วงปลายพระชนมชีพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ไว้ค่อนข้างละเอียด ซึ่งผมในฐานะที่เป็นแพทย์ผู้สนใจในวิชาประวัติศาสตร์ จึงขอทำหน้าที่นักสืบประวัติศาสตร์ เพื่อสืบค้นข้อเท็จจริงของสาเหตุการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ต่อไป

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีพระสุขภาพพลานามัยที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ในขณะที่พระองค์ทรงศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ ณโรงเรียนนายร้อยวูลิช (Royal Military Academy Woolwich) ได้ทรงประชวรด้วยพระยอด (ฝี) ที่ไส้ตัน ทำให้ต้องเข้ารับการถวายการผ่าตัดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ และทรงหยุดการศึกษาไปหลายเดือน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงอภิเษกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระอนุชาองค์สุดท้องของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชชนนีในรัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑

หลังจากอภิเษกสมรสได้ ๒ ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ซึ่งมีพระโรคประชวรเรื้อรังมาตั้งแต่ครั้งทรงผนวช (เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐) เนื่องมาจากเครื่องย่อยอาหารของพระองค์อ่อนแอ การอดอาหารตามพระวินัยทำให้พระประชวรมากขึ้น แพทย์หลวง (หมอปัวซ์) ถวายคำแนะนำว่าจำเป็นต้องเสด็จไปรักษาพระองค์ในประเทศที่มีอากาศเย็น พระโรคจึงจะหายเป็นปกติ

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และพระมเหสีเสด็จฯ ออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๓ ไปยังทวีปยุโรปโดยประทับอยู่ที่กรุงโรมและกรุงปารีส เพื่อตรวจพระอาการ จากรายงานพระอาการของนายแพทย์เฮป (Hepp) พบว่า

พระอวัยวะสมบูรณ์ดี แต่ยังมีพระอาการประชวรเนื่องมาจากพระโรคไข้ส่า (Dengue fever) และมีเชื้อโรคบิดอยู่ ซึ่งไม่เป็นการร้ายแรงนัก ถ้าได้ทรงกระทำการรักษาพระองค์สัก ๖ สัปดาห์แล้วพระอาการประชวรจะหายเป็นปกติ ดังความในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ทรงศึกษาวิชาทหารต่อในโรงเรียนเสนาธิการทหาร Ecolede Guerre ว่า


วันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๔


ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ด้วยบัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ให้หมอตรวจร่างกายแล้วสองแห่งคือ ที่กรุงโรมและปารีส คงได้ความว่าไม่เป็นโรคอะไรร้ายแรง อวัยวะทุกอย่างยังดีเรียบร้อย เว้นแต่การย่อยอาหารช้าไปเท่านั้น แต่เป็นเพราะเหตุใดออกจะไม่รู้แน่ อย่างไรก็ดีได้ความว่ารักษาไม่ยากนักและเวลานี้ Dr. Hepp กำลังรักษาอยู่ ว่าราว ๕ สัปดาห์จะสบายขึ้นมาก หวังว่าจะหายขาดและสบายดีอย่างเดิม…

นายแพทย์ราล์ฟ เมนเดลสัน (Ralph W. Mendelson) ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ชาวอเมริกัน ได้ถวายการผ่าตัดให้แก่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ดังที่ผมได้เคยเขียนไว้แล้วใน "ศิลปวัฒนธรรม" ฉบับเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕๗ ได้เคยบรรยายถึงพระลักษณะของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ว่า

“...พระองค์ทรงมีพระวรกายผอม ตามลักษณะของผู้ประชวรด้วยพระวัณโรค (Tuberculosis)”

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เคยเสด็จพระราชดำเนินไปรักษาพระองค์ เพื่อทำการผ่าตัดพระเนตร ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากประชวรเป็นต้อทั้งสองพระเนตร ซึ่งแพทย์ได้ถวายการผ่าตัดพระเนตร ๑ ข้าง เพราะว่าอาการของพระเนตรอีกข้างยังไม่กำเริบถึงขั้นที่ควรจะผ่าตัด ถ้าจะให้ดีควรรออีก ๒ ปี

ต่อมาหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงตรากตรำพระวรกายเพื่อให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริงแก่ประชาชน ประกอบกับพระสุขภาพพลานามัย เกี่ยวกับสายพระเนตรเสื่อมลงอยู่เสมอ พระองค์จึงมีพระราชวินิจฉัยเด็ดขาดที่จะเสด็จฯ ต่างประเทศ เพื่อทำการผ่าตัดพระเนตรอีกครั้ง

และทรงได้รับถวายการผ่าตัดพระเนตร ที่กรุงลอนดอนเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๗๗ จากการที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับหลักการและการกระทำของคณะราษฎร

แม้ว่าทั้งพระองค์และคณะราษฎรจะมีพระราชประสงค์และจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแปลงจุดเดียวกัน นั่นคือการให้อำนาจปกครองตนเองแก่ประชาชน ในที่สุดพระองค์จึงตกลงพระทัยสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗

คุณหญิงมณี สิริวรสาร ได้เขียนบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จออกเดินทางไปเมืองรอย่า (Royat) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเมืองที่มี Spa ที่มีชื่อเสียงเพื่อรักษาสุขภาพ เพื่อประทับรักษาพระองค์โดยการอาบน้ำแร่ประมาณ ๑ เดือนกว่าๆ จึงจะเสด็จฯ กลับ เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๒

ซึ่งพระองค์มีพระราชหัตถเลขาถึงพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาตถึงการดูแลรักษาของแพทย์ที่เมืองรอย่าว่า


วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๒


ถึงเล็ก

หนังสือของเล็กมาถึงนี่วันเดียวกับที่ฉันเขียนไปถึงเล็กพอดี ฉันเลยไม่ได้ตอบทันที รอให้มีเรื่องเล่าอีกเสียก่อน เมื่อ ๒ วันมานี้ ฉันไปที่บ้านหมอมีการตรวจโก๊ะคือ ทำ electro cardiograph [คลื่นไฟฟ้าหัวใจ - ผู้เขียน] ซึ่งแปลกดีพอใช้ คือเขาจับเราลงนอนแล้วเอาเกลือทาที่ข้อมือ ๒ ข้าง และที่ข้อตีนข้าง ๑ แล้วเอาผ้าชุบน้ำเกลือมัดอีกทีหนึ่ง
เสร็จแล้วเอาสายไฟฟ้าต่อที่ผ้าเปียกๆ นั้น

แล้วเอาไปต่อกับเครื่อง galvanometer คือ เอาตัวเราเป็น battery เวลาหัวใจเต้นมันทำให้อ้าย galvanometer นั้น ดุ๊กเลยถ่ายรูป heart beat [การเต้นของหัวใจ -ผู้เขียน] result ของการตรวจได้ความว่าหัวใจ normal ดี นอกจากนี้มีการดู X-ray และหมอเขียนรูปหัวใจของฉันไว้ เอาเปรียบกับรูปหัวใจที่ normal

ก็ได้ความว่า ไม่เป็นอะไรอีก ลงท้ายได้ความว่า อ้ายการตุ่ยนี้ไม่ได้เป็นเพราะหัวใจไม่ดี แต่เป็นเพราะอ้าย nerve [เส้นประสาท - ผู้เขียน] บ้าอะไรนั้น การตุ่ยนั้นเป็นทีไร มันต้องแปลว่า มีลมอยู่ในท้องขึ้นมาดันหัวใจทุกที แต่การที่มีลมในท้องมากนั้น ก็อาจเป็นเพราะ nerve นั้น ทำให้มี spasms [การหดเกร็ง - ผู้เขียน] เลยดูดเอาลมเข้าไป

เพราะฉนั้นวิธีรักษานั้นต้องไม่ให้มี nerve spasms และไม่ให้มีลมในท้องด้วย เวลานี้เช้ามีฉีดยาเป็น vitamin อะไรอัน ๑ ทุกวัน และมียาอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า terophagyl? [ไม่แน่ใจเนื่องจากพระองค์ทรงนิพนธ์ไว้ไม่ชัดเจน - ผู้เขียน] ซึ่งเป็นที่ว่าจะกันไม่ให้เราดูดลมเข้าไปในท้อง แต่ฉันนึกว่ายานี้ไม่ถูกเสียแล้ว เพราะไม่เห็นทำให้ดีขึ้น ออกจะทำให้ตุ่ยมากขึ้น เวลากลางคืนเสียด้วยซ้ำ

การว่ายน้ำเปลี่ยนเป็นอาบ Bain B. คือเป็นน้ำที่ออกมาจาก Spring [น้ำพุ - ผู้เขียน] สดๆ น้ำนี้ใสและมี g [gas - ผู้เขียน] มากเหมือนน้ำโซดา เวลานั่งอยู่ในถึง อ้าย gas นั้น จับตามตัวเป็นเม็ดๆ เต็มไปหมด อ้าย gas bubbles นี้เองที่เป็นที่ว่ามี effect มากกับหัวใจ น้ำจากบ่อที่อาบนี้ฉันต้องกินมันด้วยเช้า เย็น รสกร่อยๆ อุ่นๆ ออกจะไม่อร่อยเลย

น้ำนี้เป็นที่ว่าทำให้ตับดีขึ้น เพราะเขาเอาเลือดฉันไปตรวจมันมีอะไรอยู่ในนั้นไม่ทราบ ที่ทำให้รู้ได้ว่าทั้งตับทั้งไตไม่ทำงานเต็มที่ หมอว่าฉันมี organs หรือเครื่องภายในร่างกายที่ขี้เกียจ ออกจะแปลว่า “เคร่ง” ทั้งอัน! ฉันชักจะท้อใจพอใช้รู้สึกว่ามันจะรักษาไม่หาย จะต้องทนงุ่มง่ามทำอะไรไม่ได้อยู่อย่างนี้เรื่อยไปจนตาย

วันเสาร์นี้หมอจะมาอีก แกก็คงหายาอะไรให้กินอีก เพราะที่จริงรู้แล้วว่าเปนอะไร แต่ยังไม่รู้แน่ว่ารักษาอย่างไรจึงจะดีที่สุดเท่านั้น การอาบน้ำนั้นทำให้หัวใจดีขึ้นแน่คือ ทำให้แขงแรงขึ้น แต่ถ้าแก้อ้ายลมในท้องไม่ได้ อ้ายการตุ่ยมันก็ไม่หาย เวลาไม่มีลมในท้องฉันเดินได้คล่อง ขึ้นเขาลงเขาก็ได้ ที่จริงบางทีฉันจะควรไปที่ที่เขารักษาท้องและลำไส้มากกว่าที่จะมาที่นี้ก็เป็นได้

หนังสือนี้พูดแต่เรื่องเจ็บ น่าเบื่อเต็มที แต่มันก็ไม่มีเรื่องอะไรจะเล่าเสียเลยและเราอยู่อย่าง...[อ่านไม่ออก - ผู้เขียน] ที่สุดที่จะเป็นได้ เวลานี้ตาจ้อนมาอยู่ที่นี่อีกคน ๑ เล็กไปที่ meeting หรือเปล่า เขาทำอะไรกันบ้าง เล่ามาให้ฟังบ้าง

ถ้ามณีจะเขียนหนังสือมาถึงฉันให้เรียกว่า “ทูลหม่อม” ซึ่ง quite all right และไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการทะลึ่งเกินไป ป่านนี้มณีคงจะสบายขึ้นมาก และไปเที่ยวรถยนต์ได้คงหาย bore ไปมาก

ขอส่งความรักและคิดถึงไปให้มณีและ baby ด้วย และ Doris ด้วย
เวลานี้ชักจะเริ่มเบื่อที่นี่แล้ว! อยากกลับบ้านพอใช้

คิดถึงมากๆ จากพ่อ ประชาธิปก


ถึงตอนนี้ผมขอใช้หลักฐาน จากพระราชหัตถเลขาทั้งสองฉบับของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ และ พ.ศ. ๒๔๘๒ ที่ผมได้บรรยายไปนั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาอาการพระประชวรของพระองค์ น่าจะเป็นพระโรคเดียวกันที่เกี่ยวกับทางระบบทางเดินอาหาร
พระอาการใน พ.ศ. ๒๔๖๔ ไม่ได้มีบันทึกไว้อย่างละเอียด

แต่พระอาการใน พ.ศ. ๒๔๘๒ มีรายละเอียดค่อนข้างมาก คือ พระอาการตุ่ยมีลมในท้องมากมาดันหัวใจ สำหรับสาเหตุของพระอาการประชวรในระบบทางเดินอาหารเรื้อรัง น่าจะเกิดจากเมื่อครั้งที่ทรงผนวชก่อนทรงอภิเษกสมรสไม่นานนักราวปี พ.ศ. ๒๔๖๐

เนื่องจากพระวินัยของพระพุทธศาสนา ที่ห้ามพระภิกษุสงฆ์ฉันอาหารเย็น แต่หากในกรณีที่พระสงฆ์อาพาธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้ฉันอาหารเย็นได้

นอกจากนี้คุณหมอเฮปป์ (Dr. Hepp) ที่กรุงปารีสได้วินิจฉัยว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงพระประชวรเนื่องมาจากพระโรคไข้ส่า (Dengue fever) และเชื้อตัวโรคบิดอยู่ ผมจึงได้ไปค้นคว้าเกี่ยวกับพระโรคไข้ส่านี้

พระโรคนี้รู้จักกันในชื่อ “โรคไข้เลือดออก” ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยมักจะมีอาการของการติดเชื้อไวรัสคล้ายๆ กับอาการหวัด ซึ่งหวัดก็เกิดจากเชื้อไวรัสเช่นกันแต่เป็นคนละชนิด ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลียมาประมาณ ๒ วัน

จากนั้นก็มีอาการปวดตามข้อ ปวดหลัง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดทั่วๆ ไป ตาแดง ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดเวลากรอกตา อาจมีอาการซึมเศร้าได้

โดยทั่วไปมักจะมีผื่นแบนๆ (macular) ใน ๑-๒ วันแรก ผื่นทั้งแบนและนูน (macula-popular) และผื่นแบบ scarlet morbilliform ตามลำตัวในวันที่ ๓-๕ ของการเป็นโรคไข้จะมีต่อเนื่องและมักจะหายภายใน ๗-๘ วัน ของการเป็นโรค

แต่ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้มีเลือดออกได้ จากภาวะของโรคเกี่ยวกับภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งเลือดออกอาจรุนแรงจนเสียชีวิตได้
ซึ่งพระราชประวัติเกี่ยวกับพระโรคส่าไม่ได้บรรยายไว้ แต่คิดว่าน่าจะไม่รุนแรงมากนัก

อย่างไรก็ตาม ผมไม่แน่ใจว่า คำว่า “ไข้ส่า” ในสมัยโบราณ อาจจะหมายความว่าไข้ออกผื่นทั่วๆ ไปที่อาจจะไม่ใช่ไข้เลือดออกก็เป็นได้

ส่วนโรคบิดนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการเกี่ยวกับทางระบบทางเดินอาหารเป็นอาการที่ประกอบไปด้วย ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดและหนอง มีอาการเกร็งหน้าท้องมากขณะถ่ายอุจจาระ และมีอาการปวดเบ่ง (อาการคล้ายอุจจาระยังไม่หมดต้องไปเข้าห้องน้ำหลายๆ ครั้ง แม้ว่าอาจมีอุจจาระเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยก็ตาม - ผู้เขียน)

เป็นที่น่าเสียดายที่ในเอกสารดังกล่าวนั้น ไม่ได้เขียนบรรยายถึงพระอาการของพระโรคของพระองค์เลย ไม่ว่าจะเป็นพระโรคไข้ส่าหรือพระโรคบิด ทำให้ผมไม่สามารถสรุปได้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงพระประชวรด้วยทั้งสองพระโรคจริงหรือไม่


กรุณาอ่านต่อตอนที่ ๒ บล็อกข้างบนค่ะ


ขอบคุณ
มติชนออนไลน์
ผศ.นพ. เอกชัย โควาวิสารัช


สิริสวัสดิ์ศุกรวารค่ะ



Create Date : 08 มิถุนายน 2555
Last Update : 8 มิถุนายน 2555 9:08:18 น.
Counter : 4127 Pageviews.

0 comments
◐◑↔dining room หรือ ห้องรับประทานอาหาร สมาชิกหมายเลข 4149951
(30 ม.ค. 2563 05:15:19 น.)
นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ชุด เพลงยั่วหัวโต เกศสุริยง
(29 ม.ค. 2563 17:04:37 น.)
ตอนที่2แก่งคอย สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีมูลค่าก่อนเกิดดงพยาเย็น ธนูคือลุงแอ็ด
(24 ม.ค. 2563 08:01:26 น.)
นาฏศิลป์สร้างสรรค์ ชุด ดาวเรือง เกศสุริยง
(21 ม.ค. 2563 09:37:52 น.)

Vinitsiri.BlogGang.com

sirivinit
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 224 คน [?]

บทความทั้งหมด