Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 

การขอมาตรฐานสินค้า และการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ (ตอนที่ 1)

การขอมาตรฐานสินค้าและการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ (ตอนที่ 1)

-------------------------------------------------------------------

((( เห็นว่ามีประโยขน์ จึงนำมาฝากครับ ... )))
-------------------------------------------------------------------



ปัจจุบันเรามักจะได้ยินภาครัฐออกมาประกาศผ่านสื่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าต้องการทำสินค้า ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกสิ่ง สำคัญคือ มาตรฐาน!!

ในอดีตเราเน้นทำสินค้าราคาถูก โดยใช้แรงงานราคาถูก เพื่อเวลานำไป เสนอต่อลูกค้าสามารถใช้ราคาถูกกว่า เป็นจุดขายได้

แต่ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่มองแค่ราคา แต่พิจารณา ว่าสินค้านั้นๆ มีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน

ยิ่งถ้าเป็นสินค้าในกลุ่มอาหารด้วยแล้วต้องพิถีพิถันกับเรื่องข้อกำหนด ด้านมาตรฐานเป็นกรณีพิเศษ

หลายประเทศหยิบยกเรื่องดังกล่าว มาเป็นประเด็นกีดกันทางการค้า คือพยายามประกาศมาตรฐานใหม่ๆ ออกมา ใครทำไม่ได้ก็ห้ามส่งสินค้าเข้าไปขาย

ผู้เขียนได้คุยกับผู้ประกอบการราย หนึ่งฟังแล้วเห็นใจมาก เป็นผู้ประกอบการ ในกลุ่มโรงงานอาหารแปรรูปขนาดใหญ่ ส่งออกหลายประเทศทั่วโลก

เขาเล่าให้ฟังว่า!!

ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะเขี้ยวสุดๆในเรื่องมาตรฐาน โดยเฉพาะประ เทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู

เป็นที่ทราบกันดีว่าสมาชิกกลุ่มอียู นั้นเกิดจากการรวมตัวกันของหลายประ เทศ เมื่อประเทศหนึ่งประกาศมาตรฐานอะไรออกมา ประเทศอื่นก็ต้องเอาด้วย ถ้าประเทศนอกกลุ่มไม่สามารถทำตามมาตรฐานได้ พวกเขาก็ผลิตสินค้าขายกัน เองได้ เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตอยู่แล้ว

เป็นการกีดกันทางการค้าแบบกลายๆ

เพราะการจะประกาศห้ามประเทศ นอกกลุ่มส่งสินค้าเข้าไปขายในกลุ่มของ ตนเองก็จะกลายเป็นการประพฤติผิดกฎ การค้าโลก จึงต้องหาวิธีปกป้องผลประโยชน์ในกลุ่มให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

อาทิ!!!

การประกาศมาตรการตรวจสอบยาปฏิชีวนะปนเปื้อนในอาหาร!!

จากเดิมเคยห้ามมีหลงเหลือในอาหารเกิน 1 ต่อ 1 ล้านส่วน (PPM) แต่ต่อมาได้เพิ่มมาตรการความเข้มข้นเป็น 1 ต่อ 1,000 ล้านส่วน (PPB) เป็นต้น

แค่เห็นตัวเลขก็อยากจะเป็นลม!!

ถามว่าผู้ประกอบการไทยทำได้ไหม?

คำตอบคือทำได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบที่เรียกว่า

LC-MS-MS

ราคาไม่แพงเท่าไหร่แค่เครื่องละ

17 ล้านบาทเท่านั้น!!!

ต่อมาก็มีการออกมาตรการใหม่ ตรวจสอบสารปนเปื้อนในภาชนะบรรจุทุกชนิด

เริ่มต้นคือห้ามมีส่วนผสมที่ไม่พึงปรารถนาเกิน 1 ต่อ 1 ล้านส่วน

พอประเทศคู่ค้าทำได้ อียูก็เพิ่มสัดส่วนเป็น 1 ต่อ 1,000 ล้านส่วน

โรงงานก็ต้องซื้อเครื่องมือชนิดใหม่ มาตรวจสอบซึ่งมีราคาแพงมาก

นี่คืออุปสรรคทำให้โรงงานขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีเงินทุนจำกัดเดิน หน้าลำบาก

ต้องไปอาศัยห้องแล็บตรวจสอบให้ ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศที่จะส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย โดยราคาค่าบริการหนักเอาการ ทั้งของภาครัฐและเอกชน

เช่นรายการละ 5 พันบาท ทำกี่รายการก็คูณจำนวนเงินเข้าไป

นี่เป็นแค่ข้อมูลบางส่วนที่นำมาฉายภาพให้เห็น ยังมีข้อมูลดีๆ ที่จะนำมาเสนอต่อในตอนหน้า เพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่าการจะทำสินค้ามาตรฐานไปขายในต่างประเทศนั้นไม่ง่าย เพราะฉะนั้นการจดสิทธิบัตรคุ้มครองภูมิปัญญาและลิขสิทธิ์สินค้าใน ต่างประเทศจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรเสาร์หน้ามาว่ากันต่อ


ที่มา: //www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413337262




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2552    
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 18:27:15 น.
Counter : 766 Pageviews.  

การขอมาตรฐานสินค้าและการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ (ตอนที่ 2)

การขอมาตรฐานสินค้าและการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ (ตอนที่ 2)

-------------------------------------------------------------------
((( เห็นว่ามีประโยชน์ จึงเอามาฝากครับ ... )))
-------------------------------------------------------------------

และการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ (ตอนที่ 2)

ฉบับเสาร์ที่ผ่านมาได้ฉายภาพให้ผู้อ่านเห็นว่าการจะทำสินค้ามาตรฐานไป ขายในต่างประเทศนั้นไม่ง่าย เพราะฉะนั้นการจดสิทธิบัตรคุ้มครองภูมิปัญญา และลิขสิทธิ์สินค้าในต่างประเทศจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

มีเรื่องสนุกที่หัวเราะไม่ออกเกี่ยวกับ การขอมาตรฐานสินค้าเกิดขึ้นกับบริษัท แห่งหนึ่ง ที่เปิดขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางรับ สินค้าประเภทงาดำจากกลุ่มผู้ผลิตสินค้าโอท็อปส่งไปขายในญี่ปุ่น ศึกษารายละเอียด เตรียมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท พอไปขอรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจมาตรฐานสินค้า ซึ่งญี่ปุ่นระบุว่าสินค้าประเภทงาดำที่จะส่งเข้าไปจำหน่ายต้องผ่านการตรวจมาตรฐาน 20 รายการ อาทิ มีสารตกค้างหรือ ไม่ ความข้นความหนืดเป็นอย่างไร มีส่วนผสม แคดเมี่ยมหรือไม่ เป็นพืชจีเอ็มโอหรือเปล่า มีอายุการเก็บรักษานานเท่าใด โดยมีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่รายการละ 1 พันบาทจนถึงหลักหมื่นบาท พอเห็นค่าใช้จ่ายต้องงดการเปิดบริษัทไว้ ก่อน เนื่องจากเงินที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ

เพราะฉะนั้น การจัดตั้งบริษัทผลิตสินค้า หรือเป็นตัวกลางนำสินค้าส่งออกไปขาย อย่าลืมประเมินค่าใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วย

เจ้าของกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมรายหนึ่งบ่นว่ารายจ่ายในด้านการขอมาตรฐานสินค้านั้นมากเกินความจำเป็น

เขายกตัวอย่างมาตรฐานสินค้าฮา-ลาล!!!

ถ้าขอมาตรฐานสินค้าชนิดละ 1 หมื่นบาท สินค้า 10 ชนิดเท่ากับต้องใช้เงิน 1 แสนบาท

ซึ่งสินค้าชนิดหนึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเป็น 1 รายการ เช่น ลูกชิ้นปลานับเป็น 1 รายการ ถ้านำไปประยุกต์เป็นลูกชิ้นห่อสา หร่ายก็แยกเป็นอีก 1 รายการ ลูกชิ้นทอด 1 รายการ ลูกชิ้นผสมเต้าหู้ 1 รายการ ลูกชิ้นผัดเผ็ด 1 รายการ ถ้านำไปดัดแปลงเป็น 10 รายการ เท่ากับว่าต้องเสียค่าขอมาตรฐานสินค้า 10 ชนิด

เขาจึงเสนอภาครัฐให้ปรับสูตรการคิดใหม่ คือแทนที่จะแบ่งเป็น 10 รายการก็คิดรวมเป็นรายการเดียว ซึ่งหากทำได้จะช่วยเหลือ ผู้ประกอบการได้มาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีเงินน้อย

ที่เขายกตัวอย่างมาตรฐานฮาลาล เนื่อง จากเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ บางประ เทศเห็นมาตรฐานนี้แทบไม่ดูมาตรฐานอย่างอื่นเลย เชื่อมั่นว่าปลอดภัยแน่นอน ผู้ส่งออก จำนวนมากจึงอยากได้มาตรฐานนี้ แต่อย่างที่บอกว่ามีค่าใช้จ่ายสูง ถ้ามีสินค้า 30 รายการ ขอแค่ 10 รายการก็แย่แล้ว จึงอยากให้สำนัก งานมาตรฐานฮาลาลช่วยพิจารณาในจุดนี้ด้วย ซึ่งหากทำได้จะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ตรงจุดอย่างมาก

ส่วนในเรื่องการจดสิทธิบัตรคุ้มครองภูมิปัญญาสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมทางความคิดและการจดคุ้มครองเครื่องหมายการค้านั้น ต้องขึ้นอยู่กับว่าเราจะส่งสินค้าไปขายในประ เทศไหน และกฎหมายของประเทศนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต้องเดินทางไปจดทะเบียนในประ เทศนั้นๆ โดยผู้ประกอบการต้องเดินทางไปจัดการด้วยตัวเอง หรือให้สำนักงานกฎหมาย ตัวแทนในเมืองไทยที่เปิดบริการด้านนี้โดยเฉพาะเป็นผู้จัดการก็ได้

อย่างไรก็ตาม การจดเครื่องหมายการ ค้าหรือยี่ห้อสินค้านั้น ผู้ประกอบการต้องทำ ใจว่าเราอาจไม่สามารถป้องกันการลอกเลียนแบบได้ 100% ถ้าสินค้าเราขายดี เชื่อเลยว่า อีกไม่นานจะมีสินค้าในลักษณะคล้ายคลึงกัน ออกมา โดยปรับแต่งให้มีความแตกต่างกันนิดหน่อยเพื่อเลี่ยงความผิดทางกฎหมาย

วิธีการของนักก๊อบปี้คือการมาเยี่ยมชม งานแสดงสินค้าในบูธของเรา แล้วขอตัวอย่าง สินค้าไปเป็นต้นแบบ

แต่อย่างเดียวที่เขาลอกเลียนหรือ นำไปใช้ไม่ได้คือยี่ห้อสินค้า ซึ่งเราขอรับ การคุ้มครองไว้แล้ว

แต่ถ้าเราส่งสินค้าไปขายแล้วไม่ตามไปจดขอความคุ้มครองด้านสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า อาจกลายเป็นผู้ร้ายถูกกล่าวหาว่าก๊อบปี้สินค้าของตัวเองได้ ถ้ามีคนชิงแอบไปจด ตัดหน้า

เหมือนกรณีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่งที่วางขายเกลื่อนตลาดจีน รูปร่างหน้าตาเหมือนในเมืองไทยเดี๊ยะ ต่างแต่ว่าเจ้าของกลายเป็นคนจีน แทน ที่จะเป็นคนไทย ซึ่งเป็นผู้คิดค้นสินค้ายี่ห้อนี้มากับมือ

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ!!!


ที่มา: //www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413337430




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2552    
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 18:28:10 น.
Counter : 551 Pageviews.  

ญวน-พม่า-ลาว ผงาดค้าข้าว !!

ญวน-พม่า-ลาว ผงาดค้าข้าว

((( เห็นข่าวนี้แล้ว ..... ความเห็นที่หลายคนคาดไว้ ว่า "ต่อไปไทยจะลดตัวไปแข่งกับลาว พม่า ใกล้เป็นจริงทุกที )))

------------------------------------------------------------------------

ญวน-พม่า-ลาว ผงาดค้าข้าว


ปี 53 กฎเหล็กอาเซียนฆ่าสินค้าเกษตรไทยตายสนิท

สินค้าเกษตรไทยส่อเค้าตายสนิทหลังเจอข้อตกลงอาเซียนซัมมิตบังคับใช้ ลดภาษีนำเข้าทุกรายการโดยไม่มีโควตา หวั่นตลาดข้าวโดนเวียดนาม/พม่า/ลาว กินส่วนแบ่งมากกว่า 30% ด้านผลไม้ยอมรับตลาดนำเข้าเปิดกว้างแต่ภาคการส่งออกไม่มีผลไม้จะขายเพราะชาวสวนไร้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต ต้องอาศัยนายทุนข้ามชาติมาช่วยในขณะที่รัฐบาลยังคง สร้างภาพวันต่อวัน

ขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามนำเสนอภาพการเดิน ทางไปโรดโชว์ยังต่างประเทศ เพื่อเปิดตลาดให้ กับสินค้าภาคการเกษตร ของไทย โดยเฉพาะผลไม้ได้มีโอกาสส่งออกไปขาย ทั้งในประเทศจีน เกาหลีใต้และกลุ่มประเทศอาเซียนในลักษณะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทว่าปัญหาใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ก็คือเรื่องของข้อตกลงอาเซียนซัมมิตในการเปิดเสรีสินค้าเกษตรในกลุ่มประเทศ อาเซียน

ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งทุกประเทศอาเซียนสามารถส่งผัก ผลไม้ ตลอดจนสินค้าเกษตรทุกชนิดไปขายในประเทศกลุ่มอาเซียนด้วยกันเองโดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าและไม่มีการกำหนดโควตา ที่ผ่านมารัฐบาลกลับยังไม่มีแผนงานชัดเจนว่าจะเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทยอย่างไร

โดยนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่าวันที่ 1 ม.ค.53 สินค้าเกษตรทุกชนิดจะลดภาษีเหลือ 0% ตามข้อตกลงอาเซียนซัมมิต นั่นหมายความว่าสินค้า เกษตรจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 9 ประเทศจะทะลักเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องเสียภาษีและไม่มีโควตา จึงทำให้เป็นห่วงว่าถ้ารัฐบาลไทยยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องการพัฒนาสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะในเรื่องมาตรฐานด้านสุขอนามัย เราอาจสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

“เท่าที่ทราบตามข้อตกลงไทยจะต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรทุกชนิดและไม่มีการกำหนดโควตานำเข้า ใครจะนำเข้าเท่าไหร่ก็ได้ อาจจะมีแค่ปาล์มน้ำมันเท่านั้นที่ยังต้องเสียภาษี 5% ตรงนี้เป็นความน่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรไทย โดยสิ่งที่รัฐบาล ต้องทำโดยเร่งด่วนคือการรวมกลุ่มผู้ผลิตในแต่ละหมวดสินค้าในลักษณะเป็นกลุ่มก้อนหรือคลัสเตอร์ ยกตัวอย่างเช่นข้าวก็จับทุกภาคส่วนมานั่งคุยกันตั้งแต่ชาวนา โรงสี ผู้ส่งออกว่าจะช่วยเหลือหรือจัดทำเป็นห่วงโซ่การผลิตร่วมกันอย่างไรได้บ้าง เช่น ชาวนาปลูกข้าวแล้วมีโรงสีรับซื้อให้ราคาที่เหมาะสม ในขณะที่ผู้ส่งออกก็อาจจะให้ข้อมูลความต้องการในตลาดโลก ไม่มีการตัดราคาซึ่งกันและกัน สิ่งสำคัญคือการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีความหลากหลายและมีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่เท่าที่เห็นเวลานี้รัฐบาลยังไม่สามารถจัดการอะไรได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายพรศิลป์ กล่าว

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการข้าววิเคราะห์ให้ “สยามธุรกิจ” ฟังว่าปัจจุบันไทยผลิตข้าวสารปีละ 20 ล้านตันข้าวสาร ส่งออกประมาณ 8 ล้านตัน บริโภคภายในประเทศประมาณ 10 ล้านตัน ที่เหลืออีก 2 ล้านตันเป็นข้าวในสต็อกเก็บไว้เผื่อฉุกเฉินเช่นการขาดแคลน ถ้าราคาขายในประเทศเฉลี่ยตันละ 1 หมื่นบาท เท่ากับว่ามูลค่าเงินหมุนเวียนในประเทศแต่ละปีประมาณ 1 แสนล้านบาท ถ้าข้าวจากอาเซียนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งสัก 30% ก็เท่ากับว่าเราจะสูญเสียรายได้ที่เคยได้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งก็ต้องหาตลาดต่างประเทศมาทดแทนในส่วนนี้

ด้านนายไพบูลย์ วงศ์โชติสถิตย์ นายก สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย เปิดเผยว่า การเปิดเสรีการค้าภายใต้ข้อตกลงอาเซียนซัมมิตไม่ได้ทำให้ยอดการส่งออกผลไม้ของไทยไปอาเซียนมากขึ้น เพราะถึงแม้กลุ่มประเทศอาเซียนจะไม่มีกรอบภาษีแต่ประเทศไทยก็คงไม่มีผลไม้จะส่งออกไป เพราะไม่สามารถเพิ่มพื้นที่การผลิตได้ แต่การนำเข้าคงมากขึ้นแน่ ขึ้นอยู่กับว่าผลไม้ที่ทะลักเข้ามาจะมีคุณภาพดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภค ชาวไทยหรือเปล่า

“ทุกวันนี้แม้จะไม่มีข้อตกลงอาเซียนซัมมิต แต่ผลไม้จากจีนและพม่าก็ทะลักเข้ามาทุกวันในลักษณะกองทัพมด โดยเฉพาะส้ม เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีกรอบภาษีหรือโควตามาเป็นข้อกำหนด สินค้าจากอาเซียนคงจะะทะลักเข้ามาอีกมหาศาล แต่ก็เป็นที่คาดหมาย ว่าผลไม้จากประเทศอาเซียนส่วนใหญ่มีคุณภาพไม่ดี แต่ถ้าใช้ราคามาเป็นจุดขายก็คงส่งผลกระทบกับผลไม้ไทยพอสมควร แต่ถ้าจะมองมูลค่าการส่งออกคิดว่าไทยคงไม่ได้อะไรจากข้อตกลงดังกล่าว เพราะเราไม่สามารถเพิ่มปริมาณผลไม้ส่งออกไปขายในประเทศกลุ่มอาเซียนได้มากกว่าที่ผ่านมา” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า การพัฒนาสินค้าไทยให้สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้คือ การร่วมมือกับประเทศที่มีข้อตกลงทางการค้า เช่นญี่ปุ่นที่มีข้อตกลงเจเทปป้ากับไทยนำเทคโนโลยีของญี่ปุ่นมาพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ มาตรฐานเพื่อส่งไปขายในตลาดโลก


ที่มา: //www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413337501




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2552    
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 18:12:03 น.
Counter : 325 Pageviews.  

กระทรวงแรงงานชี้จ้างงานฟื้นตัว


กระทรวงแรงงานชี้จ้างงานฟื้นตัว



((( ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีในรอบหลายเดือนนะ ... แต่ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน? )))




โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ก.แรงงาน ชี้จ้างงานฟื้น พบตัวเลขเลิกจ้างเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น เชื่อไตรมาส4 เศรษฐกิจภาวะดีขึ้น จะไม่มีการเลิกจ้าง

นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ผลการรวบรวมข้อมูลเฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มของสำนักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดและพื้นที่ ปรากฏว่า มีสถานประกอบกิจาการทำการเลิกจ้างไปแล้วจำนวน 509 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 47,614 คน

เมื่อพิจารณาข้อมูลการเลิกจ้างตั้งแต่เดือนต.ค.51 จนถึงปัจจุบัน พบว่า สถานการณ์การเลิกจ้างเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างลดลงอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่มีการเลิกจ้างสูงสุดเมื่อเดือน พ.ย. 51 ที่ผ่านมารจำนวน 22,226 คน ลดลงมาเป็น 16,753 คนเมื่อเดือนธ.ค. เดือน ม.ค. 52 จำนวน 8,765 คน เดือน ก.พ. 12,791 คน เดือน มี.ค.6,901 คน เดือน เม.ย.2,627 คน พ.ค. 1,412 และ ถึงวันที่ 5 มิ.ย.มีลูกจ้างถูกเลิกจ้างไปแล้วจำนวน 143 คน และมีแนวโน้มที่จะเลิกจ้างเพียง 5 แห่งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ประเภทกิจการที่มีการเลิกจ้างสูงสุดยังคงเป็น การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การผลิตยานยนต์ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ ตามลำดับ

“สถานการณ์การเลิกจ้างลดน้อยลงเป็นลำดับ อัตราการเลิกจ้าง แนวโน้มเลิกจ้างน้อยลงเห็นได้ชัด จนเกือบอยู่ตัวแล้ว การเลิกจ้างในอนาคตไม่มากไปกว่านี้แล้ว และยังมีหลายสถานประกอบการ โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์มีออร์เดอร์เข้ามา มีการรับคนงานเพิ่มแล้ว ส่วนที่มีการคำนวณว่าในไตรมาสที่ 4 สภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้น เราเชื่อว่าจะไม่มีการเลิกจ้างคนงานเลย หรือ จะมีก็น้อยมาก ” นายอาทิตย์ กล่าว

นายอาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้มีสถานประกอบการแจ้งความต้องการแรงงานเพิ่ม จำนวน 31 โรงงาน ต้องการลูกจ้างมากกว่า 7,332 คน ประกอบด้วย กิจการประเภทผลิตใบยาสูบ ผลิตแหอวน ตัดเย็บเสื้อผ้าและรองเท้า ผลิตอาหาร ผลิตยาง ประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติกส์ ในจังหวัดขอนแก่น ราชบุรี สมุทรปรากการ แพร่ พระนครศรีอยุธยา

อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2551-5 มิ.ย. 52 มีผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากถูกเลิกจ้างจำนวนทั้งสิ้น 167,714 คน ซึ่งกระทรวงแรงงาน ได้จ่ายเงินสิทธิประโยชน์ไปแล้วทั้งสิ้น 1.9 พันล้าน



ที่มา: //www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090609/49659/กระทรวงแรงงานชี้จ้างงานฟื้นตัว.html




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2552    
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 18:03:36 น.
Counter : 387 Pageviews.  

เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับสีผิว

เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับสีผิว


เลือกเสื้อผ้า

ใครที่ไม่รู้จะเลือกใส่เสื้ออย่างให้เหมาะกับสีผิว วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเทคนิคการเลือกเสื้อผ้ามาฝาก...


1. คนที่ใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง : ควรใส่เสื้อผ้า สีเขียวชาหรือสีเขียวแก่ ไม่เหมาะที่จะใส่เสื้อสีเขียวสด เพราะจะทำให้ดูไม่ทันสมัย


2. คนที่ใบหน้าออกเหลือง : ควรใส่เสื้อผ้า สีน้ำเงินหรือสีฟ้า ไม่เหมาะที่จะใส่เสื้อสีน้ำเงินแก่ สีคราม สีกรมท่า เพราะจะทำให้ใบหน้าดูเหลืองมากยิ่งขึ้น


3. คนที่มีสีหน้าอิดโรยผิดปกติ : ควรใส่เสื้อสีขาว เพื่อให้ดูมีสุขภาพดี ไม่เหมาะที่จะใส่เสื้อสีเทา สีม่วง เพราะจะทำให้ดูเหมือนอ่อนเพลียยิ่งขึ้น

4. คนที่มีสีผิวขาวเหลือง : ควรใส่เสื้อผ้าโทน สีอบอุ่นแลดูอ่อนโยน เช่น สีชมพู สีส้ม ไม่เหมาะจะใส่เสื้อผ้าสีเขียวและสีเทาอ่อน เพราะจะดูเหมือนเป็น คน “ขี้โรค”


5. คนที่มีสีผิวคล้ำ : ควรใส่เสื้อผ้าสีอ่อน สว่าง เช่น สีเหลืองอ่อน สีชมพูอ่อน สีขาว เป็นต้น เพราะจะสะท้อนความสว่างของสีผิว


6. คนที่มีผิวไม่ละเอียด : ควรใส่เสื้อที่ทำจาก สิ่งทอที่มีหลากสี มีลายนูนเว้า ไม่เหมาะที่จะใส่เสื้อทำจากสิ่งทอสีอ่อนที่มีลวดลายประณีต.


รู้อย่างนี้แล้ว ลองนำไปคำแนะนำนี้ไปเลือกเสื้อผ้าใส่ให้เหมาะกับสีผิวได้.




ที่มา: //www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=74702&NewsType=2&Template=1




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2552    
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 11:46:44 น.
Counter : 910 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.